Transcription
ปี 1983 [เพลง] มีชายคนหนึ่งนั่นอยู่บนรถไฟสายยามาโนเตะในโตเกียวครับ ช่วงเวลาเร่งด่วนเช้ารถแน่นขนัด กลิ่นเสื้อสูตรกลิ่นกาแฟสำเร็จรูปในกระป๋องอลูมิเนียม เสียงเบรกรถไฟดังเป็นจังหวะ และแสงแดดที่ส่องผ่านกระจกเป็นเส้นๆ ขาวๆ ลงมาบนพื้นรถ เขาอายุ 43 มีงานดี มีเงินเดือน มีครอบครัว [เพลง] มีทุกอย่างที่คนอื่นคิดว่าควรทำให้ชีวิตสมบูรณ์ แต่เขามองออกไปนอกหน้าต่างแล้วก็คิดอยู่กับตัวเองซ้ำๆ ทุกเช้า "ผมเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่" ไม่ใช่แค่ถามเล่น ไม่ใช่วิกฤตกลางคืนที่คิดแล้วลืม แต่เป็นคำถามที่มัน [เพลง] นั่งอยู่กับเขาตลอดเหมือนเงาที่ไม่มีวันหนี
ชายคนนี้ชื่อมิจิโกะ คุมาโนะนะครับ เขาไม่ใช่นักปรัชญา ไม่ใช่นักบวช ไม่ใช่นักเขียน เขาเป็นพนักงานบริษัทธรรมดา [เพลง] คนหนึ่งของญี่ปุ่นในยุค Economic Miracle ช่วงที่ประเทศกำลังเติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ [เพลง] ตึกสูงขึ้นทุกที เงินหมุนเร็ว ทุกคนวิ่งไปข้างหน้า แต่ความมั่งคั่งไม่ได้ตอบคำถามให้เขา ตอนกลางคืนก่อนนอน เขาไม่ได้รู้สึกพอใจ [เพลง] ตอนเช้าตื่นขึ้นมา เขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น มันแค่ผ่านไปวัน [เพลง] แล้ววันเล่า
แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งพูดคำๆ หนึ่งขึ้นในบทสนทนาระหว่างกินข้าวกลางวัน พูดแบบธรรมดาๆ ดา ไม่ได้ตั้งใจสอน ไม่ได้ [เพลง] ตั้งใจเปลี่ยนใคร "อิคิไก" หยุดตะเกียบแล้วถาม "นั่นคืออะไร" วันนั้นเปลี่ยนอะไรบางอย่างในตัวเขาแล้ว วันนี้เราจะคุยเรื่องนั้นครับ [เพลง]
คำที่เกิดจากแผ่นดินซึ่งเคยสูญเสียทุกอย่าง ก่อนอื่นเลย ผมต้องพาคุณไปเข้าใจบริบทก่อนครับ เพราะคำว่า "อิคิไก" [เพลง] มันไม่ได้เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่สวยงามหรือสงบสุข มันเกิดขึ้น [เพลง] ในประเทศที่เพิ่งแพ้สงคราม ปี 1945 ครับ ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองหลายแห่งถูกทำลายราบคาบ ฮิโรชิม่า นางาซากิ โตเกียว คนตายไปหลายแสนคนในชั่วข้ามคืน และสำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ คำถามที่ตามมาไม่ใช่ "จะสร้าง [เพลง] ชาติอีกครั้งอย่างไร" แต่คือ "ฉันยังมีเหตุผลที่จะตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้ไหม"
ในความว่างเปล่าที่สุดของมนุษย์ คำๆ นี้ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงบ่อยขึ้นเรื่อยๆ "อิคิ" "อิคิ" หมายถึงชีวิต ความมีชีวิต "ไก" หมายถึง คุณค่า ผลลัพธ์ สิ่งที่คุ้มค่า รวมกันแล้วมันแปลว่า "สิ่งที่ทำให้ชีวิตคุ้มที่จะมีอยู่" ไม่ใช่ความสุข ไม่ใช่เป้าหมาย ไม่ใช่ success แต่คือ [เพลง] เหตุผล เหตุผลที่คุณจะลุกขึ้นมาในเช้าวันนี้ และคำๆ นี้มันแตกต่างจากคำที่ฝั่งตะวันตกมักจะ [เพลง] ใช้ เช่น purpose หรือ passion ครับ เพราะ purpose ฟังดู [เพลง] ยิ่งใหญ่ มันราวกับว่าคุณต้องมีภารกิจเปลี่ยนโลก แต่อิคิไกอาจจะเป็นแค่การได้ชงชาให้สามีทุกเช้าก็ได้
มิซาโอ โอคาวะ กับ 117 ปีของเหตุผลในการตื่น ผมอยากเล่าเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งให้ฟังก่อนครับ มิซาโอ โอคาวะ [เพลง] เกิดปี 1998 ที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และเสียชีวิตในปี 2015 ด้วยวัย 117 ปี ตอนที่เธอเสียชีวิต เธอเป็นคนที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลกที่ [เพลง] ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ นักข่าวหลายคนไปสัมภาษณ์เธอในบ้านปลายชีวิต และถามคำถามที่ทุกคนอยากรู้ "คุณมีชีวิตอยู่ได้นานขนาดนี้ได้ยังไง" เธอไม่ได้พูดถึงอาหาร ไม่ได้พูดถึงการออกกำลังกาย ไม่ได้พูดถึงยา เธอพูดแค่ว่า "ฉันไม่ [เพลง] ค่อยได้คิดถึงเรื่องอนาคตมากนัก ฉันแค่ตื่นขึ้นมาแล้วทำในสิ่งที่อยู่ตรงหน้า"
ฟังดูเรียบง่ายจนเกือบจะว่างเปล่า แต่ถ้าคิดดีๆ นั่นคือสาระสำคัญของอิคิไกเลยครับ เธอไม่ได้มีแผน 10 ปี เธอไม่ได้มี vision board เต็มผนัง เธอแค่มีเหตุผล [เพลง] ที่จะอยู่กับวันนี้ และในวัฒนธรรมญี่ปุ่น สิ่งนั้นคืออิคิไก [เพลง] ไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องหา แต่เป็นสิ่งที่คุณสังเกตว่ามันอยู่ตรงไหนในชีวิตคุณ
แล้วมีงานวิจัยที่สำคัญมากครับ ที่ Tohoku University ติด [เพลง] ตามกลุ่มตัวอย่างชาวญี่ปุ่น 43,331 คน เป็น [เพลง] เวลา 7 ปี คนที่รู้สึกว่าตัวเองมีอิคิไก มีอัตราการเป็นโรคหัวใจต่ำกว่า มีอัตราการเป็นโรคซึมเศร้าต่ำกว่า และมีอายุยืนยาวกว่า ไม่ใช่เพราะพวกเขาสุขภาพดีกว่า แต่เพราะพวกเขามีเหตุผลที่จะดูแลร่างกาย มีเหตุผลที่จะลุกขึ้น มีเหตุผลที่จะยังอยู่
4 วงกลมที่คนตะวันตกแต่งขึ้น สิ่งที่ญี่ปุ่นรู้จริง นี่คือจุดที่ผมอยากให้คุณหยุดฟังดีๆ ครับ เพราะมีเรื่องสำคัญที่คน [เพลง] ส่วนใหญ่ไม่รู้ ไดอะแกรมวงกลม 4 วงที่คุณเห็นตาม Pinterest, LinkedIn, คลิป YouTube ทุกที่ วงที่บอกว่าต้องหาจุดตัดระหว่าง "สิ่งที่รัก" "ทำได้ดี" "โลกต้องการ" "สร้างรายได้" ไดอะแกรมนั้นไม่ใช่ของญี่ปุ่นครับ ตกใจมั้ยครับ ไดอะแกรม [เพลง] นั้นถูกสร้างโดยคนอังกฤษ โดยนำเวนไดอะแกรมจากนักคิดชาวสเปนมาแปะทับ [เพลง] กับคำว่า "อิคิไก" แล้วแพร่กระจายบนอินเทอร์เน็ต จนคนคิดว่า "นั่นคือปรัชญาญี่ปุ่น"
ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิม อิคิไก [เพลง] ไม่มีวงกลม ไม่มีสูตร ไม่มีขั้นตอน เคน โมกิ นักปราสาทวิทยาชาวญี่ปุ่นอธิบายว่า อิคิไกของคนญี่ปุ่นอาจจะเป็นเพียงกลิ่นกาแฟยามเช้า เสียงเด็กหัวเราะ หรือการ [เพลง] ได้แต่งสวนที่รัก มันไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ นั่นต่างกันโดยสิ้นเชิงกับสิ่งที่คนตะวันตกนำไปขาย เพราะฝั่งตะวันตกทุกอย่างต้องมี ROI ทุกอย่างต้องสร้าง value ทุกอย่างต้องวัดได้ แต่อิคิไกเดิมๆ มันไม่ถามว่าคุณสร้างรายได้จากสิ่งนั้นได้หรือเปล่า มันแค่ถามว่า "สิ่งนั้นทำให้คุณรู้สึกว่าชีวิตคุ้มค่าที่จะมีไหม"
มิติที่ลึกกว่าไดอะแกรม 2 องค์ประกอบที่แท้จริง มิชิโกะ คุมาโนะ นักวิจัย [เพลง] จาก Tokai University ให้คำอธิบายที่ละเอียดกว่าไดอะแกรมยอดนิยมมากครับ เธอแยกอิคิไกออกเป็น 2 มิติ มิติ [เพลง] ที่ 1 "อิคิไกคัง" ความรู้สึกว่ามีอิคิไก นี่คือสภาวะภายใน ความรู้สึกที่รู้ว่าชีวิตมีความหมาย [เพลง] ไม่ใช่คำอธิบาย ไม่ใช่รายการ แต่เป็นความรู้สึก มิติที่ 2 "อิคิไกโน่ไทโช" สิ่งหรือบุคคลที่เป็นแหล่งอิคิไก นี่คือสิ่งที่อยู่ภายนอก สิ่งที่คุณระบุได้ว่า "นี่แหละที่ [เพลง] เป็นแหล่งพลังงาน" และสิ่งสำคัญคือทั้ง 2 มิติ นี้ต้องมีพร้อมกัน คุณอาจมีงานที่ยอดเยี่ยม แต่ถ้าไม่รู้สึกว่ามันมีความหมาย ก็ไม่ใช่ "อิคิไก" คุณอาจรู้สึกบางอย่างอยู่ข้างใน [เพลง] แต่ถ้าหาไม่ได้ว่ามันคืออะไร ก็ยังไม่สมบูรณ์
หยุดตรงนี้สักครู่ครับ ผมอยากให้คุณถามตรงๆ ว่า [เพลง] เช้านี้ตอนตื่นขึ้นมา คุณรู้สึกอะไร ไม่ต้องตอบ แค่ฟังตัวเองตอบ ถ้าคำตอบคือ "ยังไม่ [เพลง] รู้" นั่นคือเหตุผลที่เราถึงได้คุยเรื่องนี้ครับ
กรณีศึกษา โอกินาวา และ Blue Zones เกาะที่คนแก่มากที่สุดในโลก ไม่มีแม้แต่คำว่า "เกษียณอายุ" ถ้าพูดถึงอิคิไกในระดับที่วัดได้ [เพลง] จริงแล้วเราต้องพูดถึงโอกินาวาครับ โอกินาวาเป็นจังหวัดทางใต้สุดของญี่ปุ่น [เพลง] และมันเป็นหนึ่งใน Blue Zones พื้นที่ที่คนมีอายุยืนที่สุดในโลก [เพลง] คนในโอกินาวา มีอายุเฉลี่ยสูงที่สุดในโลก ผู้หญิงโอกินาวา มีโอกาสมีชีวิตถึง 90 บวก [เพลง] มากกว่าที่ไหนในโลก นักวิจัยไปศึกษาว่าทำไมพวกเขา ดูอาหาร ออกกำลังกาย [เพลง] พันธุกรรม แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดที่พบคือ ในภาษาโอกินาวา ดั้งเดิมไม่มีคำว่า "เกษียณ" [เพลง] อายุครับ ไม่มีคำนั้นครับ เพราะแนวคิดว่าชีวิตมีจุดสิ้นสุดที่ต้องหยุดทำทุกอย่าง [เพลง] มันไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมนั้น ชายวัย 102 ปี ที่นั่น [เพลง] ยังคงออกไปตกปลาทุกเช้า ผู้หญิงวัย 95 ปี ยังคงปลูกผัก ชายวัย 89 ปี ยังคงสอนศิลปะการต่อสู้ให้เด็กในหมู่บ้าน ไม่ใช่เพราะพวกเขาต้องทำ [เพลง] แต่เพราะนั่นคืออิคิไกของพวกเขา
แดน บุเนิเล่าว่า เขาถามชายวัยชราคนหนึ่งว่า "อะไรทำให้คุณตื่นขึ้นมาทุกเช้า" ชายคนนั้นตอบว่า "หลานของผมรอผมอยู่" [เพลง] แค่นั้นเองครับ ไม่ใช่ passion ที่ต้องเปลี่ยนโลก ไม่ใช่ mission statement แค่หลานรอ และนั่นก็เพียงพอแล้วครับ ผมว่านี่คือสิ่งที่น่าคิดมากที่สุดครับ เราอยู่ในยุคที่ทุกคนบอกว่า "คุณต้อง find your purpose" "ต้องมี vision ที่ยิ่งใหญ่" "ต้องสร้าง legacy" แต่คนที่มีชีวิตยืนยาวที่สุดในโลก อาจแค่ต้องการกลับไปหาหลานก็ได้ครับ [เพลง]
ชายวัย 90 ปีที่ยังคิดว่าตัวเองยังทำไม่ดีพอ มีอีกหนึ่งตัวอย่างที่อยากเล่าให้ฟังครับ จิโร่ โอโนะ พ่อครัวซูชิชาวญี่ปุ่น เจ้าของร้าน Sukiyabashi Jiro ในโตเกียว [เพลง] ร้านของเขาอยู่ในสถานีรถไฟใต้ดิน มีที่นั่ง [เพลง] แค่ 10 ที่ ราคาต่อหัวหลายหมื่นบาท และต้องจองล่วงหน้าหลายเดือน ในสารคดีที่ถ่ายตอนเขาอายุกว่า 85 ปีแล้ว เขาพูดประโยคหนึ่งที่ผมจำได้ตลอดครับ "ฉันยังไม่บรรลุถึงความสมบูรณ์แบบ [เพลง] ฉันต้องทำต่อไป" ในวัย 85 ปี เขาตื่น [เพลง] 4:00 น. ทุกวัน ไปตลาดปลา เลือกวัตถุดิบด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะต้องการเงิน ไม่ใช่เพราะกลัวใคร แต่เพราะการทำซูชิคืออิคิไกของเขา
ในปรัชญาญี่ปุ่น มีแนวคิดที่อธิบายสิ่งนี้ได้ดี "โชคุนินคิชิตสึ" จิตวิญญาณแห่งช่างฝีมือ "โชคุนิน" ไม่ได้หมายถึงช่าง [เพลง] แค่นั้น มันหมายถึงคนที่อุทิศตัวเองให้กับสิ่งหนึ่งอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการทำซูชิ การ [เพลง] ตัดผม การทำสวน หรือการชงชา และสำหรับโชคุนินที่แท้จริง งานไม่ใช่ "อาชีพ" งานคือ "การแสดงออกของตัวตน" เมื่อจิโร่ทำซูชิ เขาไม่ได้ทำงาน เขาแสดงออกว่าเขาคือใคร และนั่นคือความแตกต่างระหว่างคนที่มีอิคิไกกับคนที่ไม่มี
เมื่อยังไม่รู้ว่าอิคิไกของตัวเองคืออะไร ผมรู้ว่าคนที่ฟังอยู่บางคนอาจจะนึกในใจว่า [เพลง] "โอเค ฟังดูดีมาก แต่ผมยังไม่รู้เลยว่าของผมคืออะไร" นั่นโอเคครับ นั่นคือจุดเริ่มต้นแล้ว ผมจะพูดตรงๆ ว่าอิคิไกไม่ใช่สิ่งที่คิดออกได้ในคืนเดียว [เพลง] มันใช้เวลา มันต้องสำรวจ และบางทีมันเปลี่ยนไปตามชีวิตที่เปลี่ยน
แนวทางที่ 1 ถามตัวเองว่า "อะไรที่ทำแล้วลืมเวลา" ไม่ใช่ "อะไรที่ชอบ" ซึ่งกว้างเกินไป แต่ถามว่า "อะไรที่พอทำแล้วเหลียวไปดูนาฬิกาทีไร โอ้โห ผ่านไป 2 ชั่วโมงแล้ว" ในปรัชญา >> [เพลง] >> ญี่ปุ่นมีแนวคิดที่เรียกว่า "ฟูโดชิน" จิตใจที่ไม่หวั่นไหว [เพลง] ที่ไหลไปกับงาน สภาวะที่คุณทำสิ่งนั้นโดยไม่มีแรงต้านในใจ มันไหลออกมาเอง นั่นคือสัญญาณที่ชัดที่สุดว่าใกล้ "อิคิไก" แล้ว
แนวทางที่ 2 ฟังคำชมที่ คุณเคยปัดทิ้ง คนเราส่วนใหญ่มองข้ามสิ่ง ที่ตัวเองทำได้ดี เพราะมันดูปกติสำหรับ [เพลง] เรา ลองคิดดูครับว่าเคยมีใครพูดว่า "เธออธิบายเรื่องยากๆ ได้เข้าใจง่ายมาก" หรือ "เธอทำให้คนรู้สึกสบายใจได้" แล้วคุณตอบว่า "ก็แค่ปกตินี่เหรอ" นั่นไม่ปกติครับ [เพลง] นั่นคือทักษะ และทักษะที่คุณคิดว่าปกติ อาจเป็นอิคิไกรอให้คุณสังเกตมันอยู่
แนวทางที่ 3 มองหาปัญหาที่ทำให้คุณโกรธ หรือกังวล ฟังดูแปลก [เพลง] ไหมครับ แต่นี่สำคัญมาก อิคิไกมักซ่อนอยู่ในสิ่งที่เราเห็นแล้วรู้สึก "ทำไมมันเป็นอย่างนี้ ทำไมไม่มีใครแก้" ถ้าคุณเห็นเด็กที่ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา [เพลง] และรู้สึกอะไรดิ้นในอก ถ้าคุณเห็นคนสูงอายุโดดเดี่ยว [เพลง] แล้วอยากยื่นมือเข้าไปช่วย นั่นคือเข็มทิศที่ชัดเจน ในปรัชญาบูชิโดะ ยามาโตะ สึเนโตโมะ เขียนว่า "ซามูไรที่ดีไม่อยู่เฉยเมื่อเห็นสิ่งที่ผิด เขาถามตัวเองว่าฉันจะทำอะไรได้บ้าง" ความโกรธและความกังวลนั้น [เพลง] ถ้ามันมาจากความห่วงใย ไม่ใช่ความเกลียดชัง มันคือสัญญาณที่ดีครับ
แนวทางที่ 4 ทดลองในสเกลเล็ก ไม่ใช่ตัดสินใจใหญ่ หนึ่งในความเข้าใจผิดใหญ่ที่สุดคือคนคิดว่าต้องเจออิคิไกก่อนแล้วค่อยลงมือ ไม่ใช่ครับ ในวัฒนธรรมช่างฝีมือญี่ปุ่นมีแนวคิดว่า "ลงมือทำก่อน" [เพลง] "แล้วความหมายจะปรากฏเอง" เหมือนกับจิโร่ที่ไม่ได้รับรู้ตั้งแต่วันแรกว่าซูชิจะเป็นทุกอย่างของเขา เขาแค่แค่เริ่มทำ แล้วค่อยๆ พบว่าตัวเองรักมันมากขึ้นทุกวัน ลองเริ่มจากอะไรเล็กๆ ที่สนใจอยู่ [เพลง] ให้เวลา 30 นาทีต่อสัปดาห์กับมันก่อน แล้วสังเกตว่าคุณรู้สึกอย่างไร
แนวทางที่ 5 ให้พื้นที่กับความเงียบ ญี่ปุ่น [เพลง] มีแนวคิดที่เรียกว่า "มา" ช่องว่าง ความเงียบ พื้นที่ระหว่าง "มา" ไม่ใช่ความว่างเปล่าที่ต้องถูกเติมเต็ม แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้เสียงเบาๆ ภายในใจได้ยิน ในยุคที่โทรศัพท์ดัง โฆษณาทุกที่ คอนเทนต์ [เพลง] ไม่หยุด เราแทบไม่เคยได้ยินตัวเองพูดว่า "ฉันอยากทำอะไรจริงๆ" ลองหาเวลา 10 นาทีต่อวัน [เพลง] นั่งเงียบๆ ไม่มีโทรศัพท์ ดูซิว่าอะไรลอยขึ้นมา
4 วิธีที่คนส่วนใหญ่ทำให้ตัวเองหาอิคิไกไม่เจอ กับดักที่ 1 ทำสิ่งที่รักแต่ไม่รู้จะเชื่อมกับโลกยังไง นี่คือคนที่ passion ล้นหลามแต่อิคิไกยังไม่สมบูรณ์ รักการวาดรูป รักการเขียน รักดนตรี แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้น [เพลง] มีความหมายกับใครบ้างนอกจากตัวเอง ในปรัชญาญี่ปุ่น อิคิไกที่สมบูรณ์ต้องมีผู้รับ เพราะความสุขที่คุณสร้างไม่ได้มีค่าแค่ต่อตัวเอง มันต้องไหลออกไปถึงคนอื่น [เพลง] ด้วย ไม่จำเป็นต้องเป็นการขาย แต่การที่คนอื่นได้รับบางอย่างจากสิ่งที่คุณทำ ให้อิคิไกมีน้ำหนักมากขึ้น
กับดักที่ 2 วิ่งตามตลาดแต่ใจไม่ได้ไป อาชีพนี้กำลังฮิต สกิลนี้เงินดี ญี่ปุ่นมีคำสำหรับปลายทางของสิ่งนี้ "คาโรชิ" ตายเพราะทำงานหนักเกินไป ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่คนตายเพราะทำงานหนักเกินไป [เพลง] จนมีคำศัพท์เฉพาะ เมื่อคุณทำงานโดยไม่มีอิคิไก มันไม่ใช่การทุ่มเท มันคือ [เพลง] การเผาผลาญตัวเอง
กับดักที่ 3 รีบหาให้เจอโดยเร็ว "ผมอายุ 30 แล้วยังหาไม่เจอเลย สายเกินไปหรือยัง" ไม่มีคำว่า [เพลง] "สายเกินไป" ครับ สำหรับอิคิไก ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น [เพลง] มีแนวคิดที่เรียกว่า "ไคเซ็น" การพัฒนาทีละน้อยอย่าง [เพลง] ต่อเนื่อง การหาอิคิไกก็เป็นไคเซ็น ค่อยๆ เข้าใกล้ทีละนิด ไม่ใช่กระโดดข้ามแล้วทิ้ง [เพลง] เลย
กับดักที่ 4 เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคน [เพลง] อื่น นี่คือกับดักที่ร้ายแรงที่สุด เพราะอิคิไกของทุกคนไม่เหมือนกัน ในหมู่บ้านโอกินาวา ไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองต้องมีอิคิไกเหมือนเพื่อนบ้าน ทุกคนมีชีวิตของตัวเอง แต่ในโซเชียลมีเดียวันนี้ ทุกคนเอาอิคิไกมาประกวดกัน [เพลง] "เขาเจอ passion แล้ว ทำไมฉันยังไม่เจอ" นั่นไม่ใช่การค้นหาอิคิไก นั่นคือการหนีจากตัวเอง
เมื่อเหตุผลที่มีชีวิตกลายเป็นโซ่ตรวน นี่คือส่วนที่ผมอยากพูดมากที่สุดในตอนนี้ ครับ [เพลง] เพราะเป็นส่วนที่คนส่วนใหญ่ไม่พูดถึง อิคิไกมีด้านมืด ลองนึกถึงสังคมญี่ปุ่นหลังสงคราม ยุค Economic Miracle ทศวรรษ 1950-1970 ประเทศเติบโตเร็วมาก ทุกคนทุ่มเท ทุกคนอุทิศตัว บริษัทกลายเป็นอิคิไกของคน >> [เพลง] >> ญี่ปุ่นหลายล้านคน แต่แล้วเมื่อฟองสบู่เศรษฐกิจแตกในปี 1991 คนที่ [เพลง] อิคิไกคือบริษัท เมื่อบริษัทล้ม เขาไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร ช่วงปี 1990s [เพลง] ญี่ปุ่นมีวิกฤตการฆ่าตัวตาย และคน ที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่เป็นผู้ชายวัยกลางคนที่ตกงาน พวกเขาไม่ได้ตายเพราะขาดเงิน พวกเขาตายเพราะขาดเหตุผลที่จะอยู่ นั่นคือเมื่ออิคิไกถูก [เพลง] ผูกไว้กับสิ่งภายนอกเพียงอย่างเดียว เมื่อสิ่งนั้นหายไป ทุกอย่างก็หายตาม
นี่คือจุดที่ผมมีความเห็นส่วนตัวครับ [เพลง] ผมคิดว่าอิคิไกที่แข็งแรงต้องสร้างบนฐานที่ไม่ถูกพราก ถ้าอิคิไกของคุณคือตำแหน่งงาน วันที่ถูกให้ [เพลง] ออกคือวันที่ตาย ถ้าอิคิไกของคุณคือคนอื่น วันที่เขา [เพลง] จากไปคือวันที่ว่างเปล่า แต่ถ้าอิคิไกของคุณคือวิธีที่คุณเชื่อมต่อกับโลก วิธีที่คุณทำสิ่งต่างๆ [เพลง] ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม นั่นไม่มีใครพรากไปได้
มีการถกเถียง [เพลง] ในแวดวงปรัชญาญี่ปุ่นเรื่อง "กิริ" กับ "นินโจ" "กิริ" คือหน้าที่ทางสังคม สิ่งที่โลกคาดหวังจากคุณ "นินโจ" คือความรู้สึกส่วนตัว สิ่งที่คุณ [เพลง] ต้องการจริงๆ สังคมที่เน้น "กิริ" มากเกินไป สร้างคนที่ไม่กล้าถามตัวเองว่า "ฉันอยากทำอะไรจริงๆ" และผม [เพลง] คิดว่านั่นเป็นปัญหา อิคิไกที่ดีต้องผสมทั้ง "กิริ" สิ่งที่โลกต้องการจากเรา และ "นินโจ" สิ่งที่เราต้องการจากโลก ขาดอัน [เพลง] ใดอันหนึ่งก็ไม่สมดุล
ความงามของความไม่เที่ยง ทำไมอิคิไกต้องเปลี่ยนแปลงได้ มีปรัชญาญี่ปุ่นอีกชั้นหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับอิคิไกโดยตรงครับ "โมโนโนอะวาเระ" "โมโนโน [เพลง] อวาเระ" แปลคร่าวๆ ว่า "ความเศร้าสงสารอันอ่อนโยนต่อสิ่งต่างๆ" มันคือความรู้สึกที่คุณมีเมื่อดูดอกซากุระบานสวยมาก แต่รู้ว่าอีกไม่ [เพลง] กี่วันก็จะร่วงหล่น ญี่ปุ่นไม่ได้มองว่านั่นเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่มองว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้ความงามสมบูรณ์ [เพลง] ถ้าดอกซากุระบานตลอดปี มันก็จะไม่พิเศษอีกต่อไป [เพลง] และอิคิไกก็เช่นเดียวกัน อิคิไกของคุณ [เพลง] วันนี้อาจไม่ใช่อิคิไกของคุณในอีก 10 ปีข้างหน้า วันนี้อาจ [เพลง] เป็นลูก พรุ่งนี้อาจเป็นงาน ปีหน้าอาจเป็นชุมชนที่สร้าง นั่นไม่ใช่ [เพลง] ความล้มเหลว นั่นคือชีวิตที่มีชีวิต
โมโตริ โนรินางะ บอกว่า "คนที่เข้าใจโมโนโนอะวาเระ จะไม่กลัวการ [เพลง] สูญเสีย เพราะพวกเขารู้ว่าการสูญเสียเป็นส่วนหนึ่งของความงาม" และนั่นทำให้ทุกช่วงเวลา ทุกอิคิไก มีความ [เพลง] หมายในตัวมันเอง ไม่ใช่เพราะมันจะอยู่ตลอดไป แต่เพราะมันอยู่ที่นี่ ตอนนี้ อิคิไกไม่ใช่คำตอบ มันคือคำถามที่คุณอยู่กับมัน
ผมอยากจบด้วยเรื่องของ มิจิโกะ คุมาโนะ ที่เล่าตอนเปิดครับ ชายที่นั่งบนรถ [เพลง] ไฟสายยามาโนเตะในปี 1983 หลังจากได้ยินคำว่า "อิคิไก" [เพลง] แล้ว เขาไม่ได้เปลี่ยนชีวิตทันที เขาไม่ได้ลาออก ไม่ได้ตามหา passion ไม่ได้ [เพลง] สร้างบริษัทใหม่ แต่เขาเริ่มสังเกตชีวิตตัวเองมากขึ้น เขาสังเกตว่าตอนที่เขาสอนลูก [เพลง] ชายทำโมเดลเครื่องบินในคืนวันเสาร์ เขาลืมทุกอย่าง เขารู้สึกว่าตัวเองอยู่ นั่นคืออิคิไก [เพลง] ของเขา ไม่ใช่งาน ไม่ใช่เงินเดือน แต่เป็นคืนวันเสาร์กับลูกชาย เรื่องเล็กขนาดนั้น แต่มันทำให้ [เพลง] เขาตื่นขึ้นมาในทุกเช้า ด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไป
อิคิไกไม่ได้อยู่ที่ว่าโลกจะให้ค่า [เพลง] คุณแค่ไหน แต่คือการที่คุณให้ค่ากับตัวเองมากพอที่จะทำสิ่งเล็กๆ ด้วยความตั้งใจ ผมเอาอะไรไปจากการศึกษา [เพลง] เรื่องนี้ครับ ผมเอาไป 1 อย่างว่าผมไม่จำเป็นต้องหาอิคิไกให้เจอแบบสมบูรณ์ก่อนค่อยใช้ชีวิต แต่ผมสามารถมองหามันในสิ่งที่กำลังเกิด [เพลง] ขึ้นวันนี้ ในการบันทึกเสียงคุยกับคุณอยู่ตอนนี้ ในการได้ขุดคุ้ยเรื่องราวที่คิดว่าน่าสนใจ ในการที่รู้ว่ามีคนสัก [เพลง] คนฟังอยู่แล้วรู้สึกบางอย่าง ก็เพียงพอแล้วสำหรับวันนี้ และสำหรับคุณ เช้าวันพรุ่งนี้ ตอนลืมตาขึ้น [เพลง] มีอะไรที่ทำให้คุณอยากลุกขึ้นมา ไม่ต้องตอบผม แค่ตอบตัวเอง