📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

หนังที่ทำให้คนขี้แพ้ทั่วโลกต้องหลั่งน้ำตา : Watch This

Sale Here Entertainment13:14

Transcription

[เพลง] ในโลกที่ตัดสินคุณค่าของมนุษย์จากความสำเร็จ และตีตราความล้มเหลวเป็นความน่าอับอาย ยังมีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่เลือกจะโอบกอดความพ่ายแพ้ไว้อย่างสุดตัว

[เพลง] ในปีนี้ Little Miss Sunshine เดินทางมาครบรอบ 20 ปีเต็มพอดี ถึงเวลาที่จะพาย้อนเวลากลับไปสำรวจการเดินทางข้ามรัฐของครอบครัวที่พังพินาศที่สุดครอบครัวหนึ่ง บนรถตู้ Volkswagen สีเหลืองคันเก่า

[เพลง] การผจญภัยที่ไม่ได้มีแค่เป้าหมายเรื่องความฝันของเด็กหญิงตัวเล็กๆ แต่คือการ [เพลง] กระเทาะเปลือกความจริงที่ว่า ชีวิตอาจไม่ได้มีไว้เพื่อเป็นผู้ชนะเสมอไป บทภาพยนตร์เรื่องนี้ทำหน้าที่เป็นกระจกเงาสะท้อนความบ้าคลั่งของอุดมคติแบบอเมริกันที่บีบคั้นให้ทุกคนต้องก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา โดยใช้สีเหลืองสดใสของรถตู้เป็นฉากหน้าเพื่อปกปิดความหม่นหมองของเหล่าตัวละครที่ต่างแบกรับความผิดหวังไว้เต็มบ่า การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง แต่คือการทลายกำแพงความคาดหวังที่แต่ละคนสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองจากสายตาของสังคม

การเดินทางเริ่มต้นที่บ้านตระกูลฮูเวอร์ในนิวเมซิโก ครอบครัวที่รวมเอาความล้มเหลวหลากหลายรูปแบบมาไว้ใต้ฉายคาเดียวกัน ตั้งแต่ริชาร์ด (รับบทโดย Greg Kinnear) พ่อที่เป็น Life Coach ผู้หมกมุ่นกับแนวคิดการเป็นผู้ชนะ แต่ตัวเองกลับล้มเหลวในการขายลิขสิทธิ์งานเขียน, Sheryl (รับบทโดย Toni Collette) แม่ที่พยายามประคับประคองรอยร้าวในบ้านด้วยอาหารแช่แข็ง, Dwayne (รับบทโดย Paul Dano) ลูกชายที่ปฏิเสธการสื่อสารด้วยคำพูดและเลือกอ่านตำรา Nietzsche เพื่อแลกกับความฝันในการเป็นนักบิน, Edwin (รับบทโดย Alan Arkin) คุณปู่ที่ถูกขับจากบ้านพักคนชราเพราะพฤติกรรมดมเฮโรอีน, และ Frank (รับบทโดย Steve Carell) น้าชายเกย์นักวิชาการ

[เพลง] ด้านพูที่เพิ่งผ่านการพยายามฆ่าตัวตาย เพราะถูกคู่แข่งแย่งทั้งคนรักและชื่อเสียงในวงการวิชาการไปพร้อมกัน จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อ Olive (รับบทโดย Abigail Breslin) ลูกสาวคนเล็กได้รับสิทธิ์เข้าประกวดนางงามรอบชิงชนะเลิศในรายการ Little Miss Sunshine ในเมือง Redondo Beach, California ในอีก 2 วันข้างหน้า ด้วยงบประมาณที่จำกัด ทุกคนจึงต้องร่วมเดินทางไปบนรถตู้สีเหลืองสภาพเก่า

[เพลง] ภารกิจการเดินทาง 800 ไมล์จึงเริ่มต้น เพื่อพิสูจน์ว่าในความพังทลายนั้นยังมี ความหมายบางอย่างซ่อนอยู่ หลังจากที่ล้อหมุนได้ไม่นาน แผลในใจของ Frank ก็ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับอดีตคนรักและคู่แข่งที่แย่งชิงทุกความสำเร็จไปจากเขา ณ สถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่ง ฉากนี้ตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่าในโลกที่บูชาเพียงผู้ชนะนั้นช่างโหดร้ายและแทบไม่มีพื้นที่ว่างให้ยืนสำหรับคนอกหักหรือคนพ่ายแพ้เลย

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น พาหนะเพียงหนึ่งเดียวอย่างรถตู้ Volkswagen สีเหลืองคันเก่งก็เกิดมาพังพินาศในจุดที่สำคัญที่สุด ระบบเกียร์ที่เสียจนออกตัวไม่ได้ [เพลง] ทำให้ทางเดียวที่จะไปต่อได้คือ ทุกคนต้องช่วยกันผลักให้รถมีความเร็วระดับหนึ่งก่อนจะกระโดดขึ้นทีละคน ภาพนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังที่สุดของครอบครัว Hoover เพราะหากจะก้าวไปข้างหน้า ไม่มี [เพลง] ใครทำได้เพียงลำพัง ทุกคนต้องยอมทิ้งทิฐิ ทิ้งบทบาทผู้ชนะหรือผู้แพ้ แล้วลงมาช่วยกันผลักเป้าหมายเดียวกันให้เคลื่อนเคลื่อนที่ไปได้

แต่ในความพยายามจะประคับประคองพาหนะให้ไปต่อ นี่เอง ความวุ่นวายกลับพุ่งถึง [เพลง] ขีดสุด เมื่อพวกเขาเผลอหลงลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่าง Olive พวกเขาทิ้งเด็กน้อยไว้ลำพังที่ปั๊มน้ำมันกลางทาง ซีนนี้ไม่ได้แค่สร้างเสียงหัวเราะแบบตลกร้าย แต่มันสะท้อนความจริงที่เจ็บปวดว่าในวันที่เรามัวแต่กังวลกับวิธีการ [เพลง] ไปสู่ความสำเร็จ เรามักจะเผลอวางหัวใจของความสุขทิ้งไว้ข้างหลังเสมอ

เมื่อทุกอย่างครบ เราก็พร้อมเดินทางต่อ แต่พายุแห่งความซวยก็ถาโถมใส่ Richard จนเขาเริ่มสูญเสียการควบคุม เมื่อแผนธุรกิจก้าวขั้นตอนสู่ความสำเร็จของเขาพังทลายไม่เป็นท่า ท่ามกลางความตึงเครียดที่ใกล้จะระเบิด หนังกลับมอบช่วงเวลาที่อ่อนโยนที่สุด ณ โรงแรมริมทาง เมื่อคุณปู่ Edwin ปลอบโยน Olive ด้วยนิยามความพ่ายแพ้ใหม่ที่ก้องกังวาลไปถึงใจคนดูว่า "Being a loser is so much fun."

แต่การเดินทางก็ถูกเปลี่ยนเป็นโศกนาฏกรรม เมื่อคุณปู่ Edwin เสียชีวิตลงกะทันหันที่โมเทลในเช้ามืดวันถัดมา นี่คือจุดหักเหที่บีบหัวใจที่สุด เพราะมันไม่ได้แค่ทดสอบความเข้มแข็งของจิตใจ แต่ยังบีบให้ครอบครัวต้องเลือกระหว่างความถูกต้องตามกฎระเบียบกับความฝันของเด็กคนหนึ่ง เมื่อโรงพยาบาลแจ้งว่ากระบวนการจัดการศพต้องใช้เวลาหลายวัน ซึ่งนั่นหมายความว่า Olive จะพลาดการประกวดอย่างแน่นอน วินาทีนั้นเอง ที่ครอบครัว Hoover ตัดสินใจทำสิ่งที่บ้าคลั่งที่สุด คือการลักลอบขนศพคุณปู่ออกทางหน้าต่างโรงพยาบาล แล้วห่อร่างไว้ในผ้าปูที่นอนหลังรถตู้ ฉากนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความตลกร้ายเพียงอย่างเดียว แต่มันคือวินาทีสำคัญที่สมาชิกทุกคนยอมทิ้งกรอบของสังคมและความเป็นเหตุเป็นผลทิ้งไป นี่คือครั้งแรกที่พวกเขาแสดงให้เห็นว่าหัวใจของคนในครอบครัวสำคัญกว่ากฎเกณฑ์ใดๆ ในโลกของผู้ชนะ และเป็นการประกาศสงครามกับโลกที่พยายามกระเกณฑ์ชีวิตพวกเขาอย่างชัดเจนที่สุด เพื่อพา Olive ไปให้ถึงปลายทางตามที่สัญญาไว้กับคุณปู่

แต่บททดสอบที่หนักหนาสาหัสที่สุดตกอยู่ ที่ Dwayne เมื่อเขาค้นพบความจริงระหว่างทาง ว่าเขาเป็นคนตาบอดสี ซึ่งหมายถึงความฝันในการเป็นนักบินสิ้นสุดลงทันที ความเงียบที่เขารักมา 9 เดือนพังทลาย กลายเป็นเสียงกรีดร้องกลางทุ่งหญ้าข้างเขา [เสียงกรีดร้อง] [เสียงครวญคราง] ปฏิเสธครอบครัว [เพลง] และมองว่าทุกคนคือผู้แพ้ จนกระทั่ง Olive เดินเข้าไปกอดเขาเบาๆ ความเงียบที่แสนอบ [เพลง] อุ่นนั้นดึงเขากลับมาสู่ความจริงที่ว่า ถึงแม้ฝันจะสลาย แต่เขายังมีครอบครัวที่พร้อมจะล้มเหลวไปด้วยกัน

แต่ท่ามกลางเศษซากของความหวังที่พังทลาย หนังได้มอบช่วงเวลาที่เงียบสงบที่สุด ทว่าทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อ Frank นักวิชาการผู้พ่ายแพ้ในโลกวิชาการ แต่นั่งลงคุยกับหลานชายที่เพิ่งค้นพบว่าความฝันในการเป็นนักบินของเขาต้องจบลงเพราะอาการตาบอดสี ในฉากนี้ Frank ได้ถ่ายทอดหัวใจของปรัชญาออกมาได้อย่างลึกซึ้ง และเปลี่ยนมุมมองต่อความเจ็บปวดไปโดยสิ้นเชิง เขาบอกกับหลานชายว่า "Frank มองย้อนกลับไปในชีวิตของเขา แล้วพบว่าปีที่เขาต้องทนทุกข์ทรมานที่สุด คือปีที่หล่อหลอมตัวตนของเขาขึ้นมา ส่วนปีที่เขามีความสุขนะเหรอ เขามองว่ามันเป็นปีที่สูญเปล่า เพราะเขาไม่ได้เรียนรู้อะไรจากมันเลย"

ข้อความนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปลอบ [เพลง] ใจเด็กวัยรุ่นที่กำลังโกรธแค้นโลก แต่มันคือการปักธงสำคัญของเรื่องว่า การเดินทางบนรถตู้สีเหลืองที่เต็มไปด้วยความซวยและความล้มเหลวครั้งนี้ แท้จริงแล้วมันคือช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดของครอบครัว Hoover เพราะในขณะที่พวกเขากำลังสูญเสียความฝัน พวกเขากลับเริ่มมองเห็นตัวตนของกันและกันชัดเจนขึ้น ผ่านความทุกข์ที่แบ่งปันร่วมกันนั่นเอง

องค์สุดท้ายคือการมาถึงงานประกวด Little Miss Sunshine ใน Redondo Beach [เสียงสูดหายใจ] ภาพความใสซื่อและเป็นธรรมชาติของ Olive ตัดกับเด็กหญิงคนอื่นๆ ที่ถูกปั้นแต่งด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะ และการแสดงที่ไร้ชีวิตราวกับตุ๊กตา Richard เริ่มตระหนักว่าเวทีนี้ไม่ใช่ที่ของ Olive [เพลง] และพยายามจะกันเธอออกไป เพื่อไม่ให้เธอต้องเผชิญกับความอับอายในโลกที่ตัดสินคนด้วยความงามในแบบพิมพ์นิยม แต่อ Olive เลือกที่จะขึ้นไปบนเวทีเพื่อทำตามสิ่งที่ปู่สอนไว้ในฉากเต้นเพลง "Super Freak"

สิ่งที่เกิดขึ้นคือความน่าอับอายในมุมมองของกรรมการที่บ้ากฎระเบียบ แต่มันคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตระกูล Hoover พวกเขาทุกคนกระโดดขึ้นไปเต้นบนเวทีพร้อมกับ Olive ไม่ใช่เพื่อประชดประชันโลก แต่เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น และพร้อมจะเผชิญหน้ากับโลกที่ตัดสินว่าเป็นผู้แพ้ ด้วยรอยยิ้มและการเต้นที่แสนจะเป็นอิสระ

ความสำเร็จของ Little Miss Sunshine พิสูจน์ให้เห็นว่าบทภาพยนตร์ที่แข็งแรง และเคมีของนักแสดงสามารถเอาชนะทุนสร้างมหาศาลได้ หนังเรื่องนี้ใช้ทุนเพียง 8 ล้านดอลลาร์ แต่กลับกวาดรายได้ทั่วโลกไปกว่า 100 ล้าน และคว้า 2 รางวัลออสการ์มาครองได้สำเร็จ หัวใจสำคัญคือการคัดเลือกนักแสดง (casting) ที่สอดประสานกันอย่างลงตัว โดยเฉพาะการแสดงของ Alan Arkin [เพลง] ที่ถ่ายทอดบทคุณปู่ปากร้ายแต่ใจดีออกมาได้อย่างมีมิติ จนคว้าสมทบชายยอดเยี่ยมไปครอง [เพลง] ขณะที่ Steve Carell สร้างความประหลาดใจด้วยการสลัดคราบนักแสดงตลกมารับบทเกย์ผู้ซึมเศร้าได้อย่างลึกซึ้งและกินใจ

หัวใจสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือดนตรีประกอบโดยวงอินดี้อย่าง The Polyphonic Spree ร่วมกับ Composer Michael Danna ที่สร้าง Impact อย่างมหาศาล [เพลง] ตลอดการเดินทาง ดนตรีของพวกเขาไม่ได้ใช้วงออร์เคสตรา [เพลง] ขนาดใหญ่ แต่เลือกใช้เครื่องเป่าทองเหลือง ดนตรีพื้นบ้าน และท่วงทำนองที่ดูไม่สมบูรณ์แบบ เพื่อสะท้อนตัวตนของตระกูล Hoover เพลงหลักอย่าง "The Winner Is" ที่บรรเลงซ้ำๆ ตลอดทั้งเรื่อง ทำหน้าที่เป็นจังหวะการหาย [เพลง] ใจของหนัง มันมีทั้งความร่าเริงปนความเศร้าสร้อย และความดื้อรั้นที่ไม่ยอมแพ้ ดนตรีชุดนี้ช่วยทำให้รถ [เพลง] ตู้คันแสนอึดอัด กลายเป็นพื้นที่แห่งความหวัง และเปลี่ยนความพ่ายแพ้ [เพลง] ให้กลายเป็นความงามได้อย่างน่าประหลาดใจ

[เพลง] การเลือกใช้เพลง "Super Freak" ของ Rick James ในฉากคลมก คือความอัจฉริยะในเชิงเสียดสีสังคมที่ทรงพลังที่สุด การที่เด็กหญิงตัวเล็กๆ มาเต้นจ้ำบะทำท่าทางยั่วยวนด้วยความใสซื่อ ท่ามกลางเหล่าพ่อแม่และคณะกรรมการที่เคร่งครัดเรื่องศีลธรรม และการประกวดที่พยายามจำลองเด็กให้กลายเป็นผู้ใหญ่ย่อส่วน คือการลอกคราบความปลอมของสังคมออกมาให้เห็น ท่วงทำนองนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ให้คนเต้นตาม แต่มันคือการประกาศอิสรภาพจากพันธนาการ [เพลง] ของคำว่า "ผู้ชนะ"

เมื่อครอบครัว Hoover ทุกคนตัดสินใจกระโดดขึ้นไปเต้นบนเวทีเพื่อปกป้องความฝันของ Olive [เพลง] พวกเขาไม่ได้แค่ช่วยลูกสาว แต่พวกเขากำลังฆ่าตัวตนเดิมที่เคยหวาดกลัวความล้มเหลว แล้วหัวเราะใส่หน้าความสมบูรณ์แบบที่โลกยัดเยียดให้ [เสียงกรีดร้อง]

>> Little Miss Sunshine ไม่ได้ [เพลง] เป็นเพียงหนังตลกครอบครัว แต่มันคือปรัชญาการใช้ชีวิตที่สอนให้รู้ว่า ชีวิตอาจมิได้จบลงด้วยถ้วยรางวัลวัน หรือการไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้เสมอไป แต่มันคือการ [เพลง] เรียนรู้ที่จะพ่ายแพ้อย่างสมศักดิ์ศรี และเข้าใจว่าความพ่ายแพ้ไม่ใช่จุดจบของโลก ในฉากเต้นสุดท้าย หนังตั้งคำถามสำคัญว่า ใครกันแน่ที่เป็นผู้ชนะ? เด็กหญิงที่ถูกฉาบด้วยเครื่องสำอางและรอยยิ้มปลอมๆ หรือครอบครัวที่กล้ากระโดดขึ้นไปเต้นอย่างบ้าคลั่ง [เพลง] เพื่อปกป้องความฝันของคนในครอบครัว?

หนังเรื่องนี้ย้ำเตือนเราว่าความล้มเหลวคือส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ [เพลง] และเป็นช่วงเวลาที่เราเติบโตได้มากที่สุด เหมือนที่ Frank อ้างถึงงานของ Proust แล้วชัยชนะที่แท้จริงอาจไม่ใช่การยืนอยู่บนจุดสูงสุดเพียงลำพัง แต่คือการมีใครบางคนพร้อมจะล้มและลุกขึ้นมาเต้นไปกับความผิดหวังนั้นพร้อมกับเรา หากวันนี้ความฝันไม่ [เพลง] เป็นอย่างที่หวัง หรือกำลังรู้สึกว่าเป็นผู้แพ้ในสายตาใคร ลองมองไปข้างๆ แล้วจะพบว่าใครคือคนที่พร้อมจะลงมาช่วยผลักรถตู้ไปพร้อมกัน [เพลง] โดยไม่สนว่าเราจะไปถึงเป้าหมายหรือไม่

แล้วพบกันใหม่ [เพลง] ใน Watchlist ตอนต่อไป สวัสดีครับ สมัครสมาชิกเพื่อรับชม Exclusive Content ได้เลย