📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

เอ็กซ์อ๊อกtalk "พนิดา มงคลสวัสดิ์" I ล้มบ้านใหญ่ จากสมัยแรกสู่สมัย 2 ไม่ใช่แค่พึ่งกระแส :Matichon TV

matichon tv1:07:06

Transcription

ในฐานะการเป็นผู้สมัคร ส.ส. เราหนักมากกับวันเลือกตั้ง เราต้องเตรียมคนไปดูว่าทุกกล่องลงคะแนน่ะค่ะ เป็นกล่องเปล่ามั้ย อ๋อ จำนวนบัตรที่มาหน่วยเลือกตั้งเนี้ยมีกี่ใบ ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมีกี่คน เช็คอันนี้ตอนเช้า ละเอียด ระหว่างวันเราต้องคอยมอนิเตอร์ เราต้องมีคนคอยมอนิเตอร์ว่าการเลือกตั้งเป็นไปอย่างถูกต้องมั้ย ปัญหาหน้างานเกิดขึ้นเยอะมาก มันมีช่องว่างแล้วมีช่องโหว่ที่อาจเกิดความผิดพลาดได้ อื เราไม่ได้บอกว่าคนที่อยู่ตรงนั้นหรือเจ้าหน้าที่ที่อยู่ตรงนั้นมีความตั้งใจที่จะคอร์รัปชันการเลือกตั้ง เราไม่ได้พูดแบบนั้นเลย รับเบอร์ 7 ไปขีดเบอร์อื่นอะไรอย่างเงี้ย อาจจะไม่ใช่เกิดจากความตั้งใจก็ได้ แต่มันเป็นความล้าสะสม อะไรความผิดพลาดที่มันอาจเกิดขึ้นได้อะไรอย่างเงี้ย เราเองก็จำเป็นต้องป้องกันทุกคะแนนเสียง 1 คะแนนเสียงมันคือการลงทุนเท่าไหร่ของประชาชนเราไม่รู้เลย บางคนต้องจองตั๋วกลับมาจากต่างประเทศ อื บางคนต้องขาดรายได้ที่เป็นรายได้จุนเจือครอบครัววันละ 400-500 มาเพื่อใช้สิทธิ์เลือกตั้งในครั้งเนี้ย ทุกคะแนนเสียงมีค่ามากแล้วเปลี่ยนผลการเลือกตั้งได้ เพราะฉะนั้นเราเองก็มีความตั้งใจที่อยากจะปกป้องทุกคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชนไว้ให้ได้ และทุกครั้งที่ท้อนะ นึกออกเลย อื ทุกครั้งที่เหนื่อย ทุกครั้งที่แบบว่าเจอปัญหาเยอะ จะเข้าพื้นที่ เพราะว่ามันจะมีกอดอุ่นๆ ของแม่ๆ ที่เลือกเรามาเสมอ ซึ่งอันนี้เป็นพลังใจที่สำคัญมากๆ เป็นขุมพลัง ใช่มันเป็นเสน่ห์ของการเป็น ส.ส. เคสแบบนึงด้วยนะ คือเรารู้ว่าเราจะกลับไปหาใคร

สวัสดีครับผม X ครับ สวัสดีครับผมอ๊อกครับ พบกับเรา 2 คนเช่นเคยในรายการ XO Talk ทุกเรื่องนะครับ สัปดาห์นี้ชวนมาสนทนากับว่าที่ ส.ส. คนนึง แต่ครั้งนี้เป็น ถ้านับเป็นสมัยก็เป็นสมัยที่ 2 นะครับ ที่เขาอาจจะได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในสภาผู้แทนราษฎร น่าสนใจว่าจากชีวิตน้องใหม่ในการเมือง น้องใหม่ในสภา แต่มาวันนี้เขาเป็นสมัยที่ 2 แถมเป็นพื้นที่ที่มองในทางการเมืองเนี่ยเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันกันสูง นะครับ เดือดๆ นะฮะ เพราะฉะนั้นการเข้ามาได้นี่ย่อมไม่ธรรมดา เพราะงั้นวันนี้เราจะมาคุยกันว่า เอ่อ การรักษาแชมป์ก็เรื่องนึง อ่า สิ่งที่เรียนรู้มาจากตอนเป็น ส.ส. ครั้งแรกก็เรื่องนึง มันได้สัมผัสอะไรบ้าง ซึ่งเอาก็จริงเนี่ย เราเนี่ยเคยคุยกับเค้าครั้งนึงแล้ว อุย ตั้งแต่สมัยใหม่ๆ เลย ใหม่ๆ เลย เออ มาดูกันอีกทีว่าผ่านไป 1 สมัยแล้วเนี่ยเป็นยังไงบ้าง อะไรเกิดขึ้นบ้างครับ ใช่วันนี้คุณผึ้ง พระธิดามงคลสวัสดิ์นะครับ ว่าที่ ส.ส. สมุทรปราการ เขต 1 นะครับ สวัสดีครับ สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ

แป๊บเดียวเองเนาะ เหมือนเพิ่งคุยกันไป ใช่ ถ้านับถึงวันนี้ก็น่าจะประมาณสัก 2 ปีนิดๆ ที่ที่เจอกัน ตอนนั้นเป็นน้องใหม่ทางการเมือง คือเป็น ส.ส. สมัยแรกที่ได้เข้าสภา แต่ วันนี้เรียกว่าไม่ใหม่แล้ว เพราะว่าเป็นสมัยที่ 2 คือผมเริ่มงี้ว่าเวลาเราดูกีฬา หรือว่าเวลาเราพูดถึงการแข่งขันเนี่ย เขาบอกสมัยแรกนี้โอเค แต่เขาบอกว่าเป็นแชมป์เนี่ยยากแล้วนะ แต่การรักษาแชมป์เนี่ยยากกว่า จริงค่ะ โห ตอบไวมาก ยากกว่าเยอะ เออ เป็นยังไง เป็นยังไง ฉายภาพดูแล้ว ไอ้การรักษาแชมป์ที่เราต้องเจอเจอเนี่ย มันมันเจออะไรบ้าง

คือในการในการเข้าสู่สนามครั้งแรกในปี 66 เนี่ย เรามาด้วยความทะเยอทะยานที่สุดว่า เราจะเข้ามาเป็นผู้แทนของคนที่นี่ โดนพื้นที่ใหม่ใช่มั้ยคะ เราไม่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน เราจะทำสุดแม็กซ์แล้วก็ไปแบบออร์แกนิคเลย เป็นสตาร์ทอัพเลย แล้วเพื่อที่จะเอาชนะใจพี่น้องประชาชนในพื้นที่ แต่ในครั้งเนี้ย ประชาชนมีเวลาในการประเมินเรา อยู่ 2 ปี อ่า เพื่อจะตัดสินใจกันอีกทีว่าจะยังมอบความไว้วางใจนี้ให้กับผู้แทนคนนี้ของเขาหรือเปล่า อะไรเงี้ยค่ะ จริงๆ เราเองก็จำเป็นที่จะต้อง เรารู้โจทย์อยู่แล้ว ว่าคู่แข่งคนสำคัญในพื้นที่จะเป็นใคร เรารู้โจทย์อยู่แล้วว่าเราจะต้อง เอ่อ เจอ กับความท้าทายในแง่ของ เอ่อ กระแสความนิยมของพรรค อื ในระดับไหน ทีนี้โจทย์ของเราคือจะทำยังไงให้พี่น้องประชาชนรู้สึกว่าผู้แทนเขาคนเนี้ย คุ้มค่ากับการที่เขาออกไปกาออกไปเลือก แล้วก็เปลี่ยนภาพมองผู้แทนราษฎรแบบเขตแบบใหม่ เราก็เลยตั้งโจทย์กันมากับทีม มาตั้งมาตั้งแต่แรกเนาะว่า เอ่อ ถ้าเขาจะต้องการเราอีกทีอ่ะ ในแบบที่เราเป็นฝ่ายค้านด้วยอ่ะ โอ อื ใช่มั้ยคะ มันมันไม่ใช่คนที่จะสามารถ เอ่อ ตอบรับอะไรแล้วเสกให้ได้เลยเหมือนฝ่ายบริหาร อ่า ทันทีทันใดอะไรเงี้ย แต่จุดยืนเราต้องสำคัญ การสม่ำเสมอในการเข้าพื้นที่ก็สำคัญ การรักษามาตรฐาน การรักษาความไว้เนื้อเชื่อใจ การรักษาความคาดหวังของพี่น้องประชาชนที่เราจะต้องตั้งโจทย์ไว้แล้วก็ดำเนินการตามนั้นเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจอีกรอบนึงในปี 69 นี้ จริงๆ ก็แอบลุ้น ลุ้นมาก อื เพราะว่าถึงแม้ว่าเราเองเข้าพื้นที่อยู่ตลอด แล้วก็เช็คทำโพลตัวเองตลอดเวลาค่ะ แม่ๆ ยังไว้วางใจเรามั้ยนะ เอ่อ เค้ามีคำถามกับเราหรือเปล่า เค้าเห็นผลงานเราในสภามั้ย เวลาเราบอกว่าเราทำเต็มที่แล้วเนี่ย เต็มที่ของเรากับเต็มที่ในการรับรู้ประชาชนน่ะ มันเหมือนกันหรือเปล่า เห็นภาพกัน เฮ้ย เออ แม่ๆ เห็นเราพูดในสภาอยู่บ้างนะ จำสิ่งที่เราสื่อสารได้ บางเรื่องที่เราตั้งใจจะทำแก้ไขปัญหามันสำเร็จ เขายังจำได้ว่า เออ เราเคยเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนั้นๆ อะไรอย่างเงี้ยค่ะ เราก็ประเมินอยู่ตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกัน ในสภาวะทางสังคมที่มันเกิดขึ้น เราเองก็ไม่เคยวางใจ ทีนี้มันก็เลยต้องทำสุดตลอดเวลาค่ะ อื ทำ ทำเต็มแม็กซ์ตลอดเวลา คือไอ้ตอน 66 ว่าเต็มแม็กซ์แล้ว แต่ระหว่างที่แข่งก่อนจะ 69 เนี่ย อันนี้ก็ต้องเต็ม คือต้องทะลุแม็กซ์อ่ะ ใช่ มากกว่าเดิม ว่าเพื่อจะทำยังไงให้เขาไว้ วางใจเรา ระหว่าง แข่งกับตัวเองกับแข่งกับคู่แข่งเนี่ย มัน มันไปทางไหน

ซึ่งเพิ่งไม่เคยแข่งกับคนอื่น ซึ่งแข่งกับตัวเองเสมอ ออก ก็คือวัดจากวัดจากตัวเราว่าเราทำได้เท่าไหร่ แล้วก็จะทำอะไรเพิ่มได้อีกบ้าง อย่างเงี้ย ใช่ ปี 66 เราเป็นคนใหม่ เค้าไม่เคยเห็นผลงาน ไม่เคยเห็นฝีไม้ลายมือ ไม่เคยเห็นวิธีการสื่อสารของเรา ไม่เคยเห็นผลการทำงานของเรา เออ ประชาชนเลือกเพราะมีความหวังร่วมกับเรา แล้วเชื่อในนโยบายของพรรค แต่การเลือกครั้งเนี้ย มันต้องพิจารณาบวกกับสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดด้วย อ่า 2 ปีที่ผ่านมา สมมุติว่า เอ่อ เราเป็นคนไม่ตั้งใจทำงาน เราละเลยต่อความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เรา ไม่สนใจความเดือดร้อนของเขา อือ ถึงแม้ว่าเขารักพรรคยังไงก็ตามอ่ะ เขาอาจจะ ไม่ไว้วางใจเราก็ได้ อาจจะไปมีความหวังกับคนอื่นก็ได้ เพราะฉะนั้นเราเองก็ต้อง maintain การรักษา เอ่อ ความเชื่อมั่นเชื่อถือพี่น้องประชาชน เพิ่งคิดว่าเป็นโจทย์ที่ยาก เพราะเราไม่รู้กันเอาใจแฟนคนนึงยังยากเลยใช่ป่ะคะ อ่อครับ ถูกมั้ยคะ เอาใจแฟนคนนึงยังเห็นภาพเลย แหม โยนมาไม่ทันตั้งตัวเลย อ ใช่ครับ แล้วเราต้อง เอ่อ ดูแลรับผิดชอบความรู้สึกคนอย่างน้อย 150,000 กว่าคน อื ในเขต อื ในเขต ปัญหาของเค้า ความต้องการของเค้า ข้อเสนอของเค้าที่เราไม่สามารถละเลยได้เลย เราทำมันพอมั้ย อื แล้วครั้งนี้เนี่ย เวลาค่อนข้างจำกัด ถ ยุบสภาแล้วก็เลือกตั้งแบบเร็วมาก เวลาเตรียมตัวน้อย แน่นอนว่าอย่างที่บอกคุณผู้ บอกว่ามันก็มีความกังวลแหละ เพราะด้วยเวลา เราแล้วยิ่งยิ่งคู่แข่งครั้งนี้เขาก็มีเวลา เก็เห็นเวลาเราเตรียมตัวเห็นประสบการณ์จากครั้งที่แล้วด้วย ประเมิน ประเมินคู่แข่งยังไงในครั้งนี้

ก็ เอ่อ เนื่องจากว่าคู่แข่งในสนามเดียวกับผึ้งเนี่ย เราเคยเจอกันมาแล้วในรอบ 66 อ่า เออ ใช่ๆ เป็นคนที่ประชาชนเองก็รู้จัก อือ ก็คุ้นเคยอยู่แล้วเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราเองก็ เอ่อ ติดตามนะคะ ติดตามการทำงานของทุกท ของทุกผู้เล่นว่า เออ เป็น เป็นยังไงบ้าง ทำอะไรอยู่ ไอ อย่าง เอ่อ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยเองเนี่ย ที่มาลงสมัครแข่งเป็น ส.ส. ครั้งนี้เนี่ย ก่อนหน้าที่จะมาลงสมัคร ส.ส. ก็เป็นรองนายก อบจ. อือ อื อ่า ซึ่งซึ่งก็มีรูปแบบการประเมินการทำงาน ของกันและกันอยู่เหมือนกันว่าสา ดำเนินการตามนโยบายหรือไม่อย่างไร รับเสนอรับข้อเสนอของเราในฐานะผู้แทนราษฎรในขณะนั้นได้ อย่างไรแค่ไหนบ้าง อะไรเงี้ยค่ะ ซึ่งเราเองก็ประเมินจากการทำงานร่วมกันใน ในมุมนี้ อ่า แต่ก็ เอ่อ ไม่ได้ เอ่อ ไม่ได้ ไม่ได้กังวลอะไรในแง่ในแง่ของการที่ใครจะเข้ามาเป็นคู่แข่งในสนามเดียวกันเรา อือ ความคาดหวังของพี่น้องประชาชนที่มีต่อผู้แทนได้มากน้อยแค่ไหนมากกว่า อื จาก จากการสัจษ์ด้วยตัวเองหรือว่าการทำโพล ตัวเองเนี่ย มันมีช่วงจังหวะที่แบบเฮ้ยฉันสบายใจและดูแล้วตัวเลขฉันน่าจะไปไกลและน่าจะรักษาแชมป์ไว้ได้มั้ยมีมั้ย

จริงๆ ก็มี คือถ้าเดินเดินพื้นที่ทุกวัน เราก็ เราก็รู้อยู่แล้วว่าประชาชนบอกว่า ประชาชนยังมั่นใจในเราเว้ย ยังฝากความหวังไว้กับพรรคเราเว้ย อ่า เรา เราคิดว่าเราได้ แต่ที่ไม่สามารถวางใจได้คือระบบ ระบบการเลือกตั้ง อือ อ่า หรือว่าพูดกันอย่างตรงไปตรงมา เราไม่รู้ว่าในวันที่คูหาเปิดเนี่ย มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง อื ใช่มั้ยคะ แล้วเราจะสามารถวางแนวทางการป้องกัน หรือว่าแนวทางการรับมือกับทุกสถานการณ์ได้ดีแค่ไหน อื เราเตรียมคนเฝ้าหน่วยทั้งหมด 200 คนเนี่ย ยังไม่มียังไม่ถึง อือ อ่า ถ้าเราไม่มีทั้งหมด 200 คนเนี่ย เราพอ พอ มั้ ที่จะดูทุกกระดานให้เป็นไปตาม เอ่อ เจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนผ่านการออกเสียงใน ในคูหาได้ อะไรเงี้ยค่ะ มันก็มีความกังวลในแง่นั้นมากกว่า แต่ในในแง่ของความเชื่อเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน เพิ่งค่อนข้างมั่นใจ

วันที่ 8 อยู่ที่ไหนฮะ หลังจากปิดที อยู่ที่ศูนย์ประสานงาน อ๋อ อยู่ที่ศูนย์ประสานงานค่ะ อื นั่งลุ้นคะแนน ใช่ เพิ่งเป็นหน่วยกรอกคะแนน โอเ ใน ในทีมเราเองก็จะมีการแบ่งกัน 60-70 คนเนี่ย ใครอยู่หน้างานบ้าง จริงๆ เราเริ่มกันตั้งแต่ 18:00 น. 7:00 น. เลยนะคะ โอห ถูกมั้ยคะ ถ้ากระบวนการนะ อันนี้เป็นสิ่งนึงที่อยากจะแชร์ คือ เอ่อ รอบนี้ในฐานะการเป็นผู้สมัคร ส.ส. เรา เราหนักมากกับวันเลือกตั้ง เราต้องเตรียมคนไปดูว่าทุกกล่องทุกกล่องลงคะแนนอ่ะค่ะ เป็นกล่องเปล่ามั้ย อื อ๋อ จำนวนบัตรที่มาหน่วยเลือกตั้งเนี้ยมีกี่ใบ ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมีกี่คน อื เช็คอันนี้ตอนเช้า ละเอียด ระหว่างวันเราต้องคอยมอนิเตอร์ เราต้องมีคนคอยมอนิเตอร์ว่าการเลือกตั้งเป็นไปอย่างถูกต้องมั้ย เพื่อป้องกันการเวียนบัตร เราต้องเปิดแมสเช็คหน้าให้ตรงกับชื่อนะ อือฮึ มี เราเรียนรู้มาจากอดีต เราเห็นว่ามันเคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น อ๋อ ว่าคนที่เข้าไปอาจจะไม่ใช่เจ้าของชื่อ ใช่ คนที่ถือบัตรกับคนในบัตรใช่คนเดียวกันมั้ย เพราะฉะนั้นการใส่แมสเข้าหน่วยหน่วยเลือกตั้งเนี่ย อาจจะเป็นความเสี่ยงนะ เราต้องคุยเรื่องนี้กับทางประธานหน่วยเลือกตั้งนะ ถ้าเกิดว่ามันมีเหตุการณ์แบบนี้ก็ ลองให้เขาเช็คหน้าให้ตรงกับชื่ออะไรอย่างเงี้ยค่ะ อ ในระหว่างวัน 14:00 15:00 น. กำลังเงียบๆ คนไม่ได้ออกมาใช้สิทธิ์เนี่ยหทีมเราวิ่งกันวุ่นเลยนะคะ เพื่อดูว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีมั้ย เออ มี มีเหตุการณ์แบบที่ออกในข่าวหรือเปล่า ที่มีการใส่บัตรเลือกตั้งเป็น 10 ใบลงไป ในระหว่างที่ไม่มีใครมอง อ๋อ คือจ้องบัตรจ้องหีบเลย ต้องจ้อง ต้องจ้องกล่องนั้น กล่องนั้นคือของลำค่ามากๆ ที่พวกเราต้องเอาตาไปมองใช่ไหม ออ ปิดหีบแล้วใช้บัตรไปกี่ใบแล้วตอนมันตอนมันมาตอนเช้ามันมีกี่ใบ ใช้ไปกี่ใบ ทำลายทิ้งกี่ใบ อ ตัวเลขตรงกันมั้ย แล้วทีนี้ก็ต้องเอาตามานับตอนเริ่มนับคะแนนเนี่ยค่ะ คือกระบวนการที่พวกเราผู้สมัคร ส.ส. เองต้องเตรียมคนทั้งหมดไว้เพื่อทำการสิ่งเนี้ยทั้งวันในวันเลือกตั้ง เพิ่งเองไม่สามารถไปปรากฏหน้าหน่วยได้ เพราะไม่งั้นจะเป็นการหาเสียงนอกเวลา อ๋อ ถูกมั้ยคะ ทั้งวันน่ะ เพิ่งจะไม่สามารถ นอกจากใช้สิทธิ์ของตัวเองแล้ว เพิ่งต้องกลับเข้าศูนย์ประสานงาน อื แล้วก็สแตนบายอยู่หลังคอมรับโทรศัพท์ ถ้ามันมีปัญหาพี ตรงนี้มันมี มันมีปัญหาทำไงดี พี่ตรงนี้ทาง กปน. ไม่ให้ถ่ายรูป อื เพราะเราจะต้อง ไอ้ที่เราบอกว่ากล่องเปล่า หน้าหน่วย จำนวนจำนวนผู้มีสิทธิ์ จำนวนบัตร อะไรพวกเนี้ย เราจะต้องถ่ายรูปเก็บไว้ เพื่อลง data ของพวกเราเงี้ย อื อื ซึ่งจริงๆ ข้อมูลพวกนี้ประชาชนต้องเข้าถึงได้ อาสาสมัครที่มาร่วมสังเกตการณ์ต้องเข้าถึงได้ ถ่ายรูปได้ แต่ถ้าเกิดเขาไม่ให้ถ่าย มันมี มันมีปัญหาอะไร เราจะแก้ไขยังไงหน้างาน

นี่แสดงว่าฟังดูเนี่ยคือซีเรียสมากนะ แล้วก็ แล้วก็จริงจังในเรื่องไอ้กระบวนการใน การ เอ่อ เลือกตั้งมาก แสดงว่าต้อง คือถ้าถ้าผมมองย้อนกลับไปดูไอ้ตอน 66 คะแนนคุณผึ้งเนี่ย เอาจริงๆ ก็ขาด กับกับผู้สมัครที่แข่งด้วยกันใช่มั้ย ช่องว่างมันเยอะมาก คือเปอร์เซ็นต์มันมันแข่งอีกรอบมันก็มีโอกาสที่ว่า ถ้าช่องว่างเปอร์เซ็นต์ขนาดเนี้ย ยังไงก็มีโอกาสที่ยังจะชนะมากอยู่ แต่ขณะเดียวกันเราเห็นการที่อย่างที่คุณผึ้งเล่าว่า โหมันดูแบบ แสดงว่ามันต้องเคยเจอ หรือเคยได้ยิน หรือมีคนเตือน หรือเคยยังไงว่าทำไมเรากลายเป็น เราค่อนข้างให้ความสำคัญกับมันเยอะมากเลย นะในในกระบวนการของ อันนี้เป็นเฉพาะสมุทรปราการหรือ

จริงๆ เราเทรนด์ เราออ เราเทรน คือเพิ่งเพิ่งเป็นส่วนหนึ่งของของ เอ่อ วิทยากรในการอบรมผู้สมัคร ส.ส. ไง อ๋อ นี่เป็น priority อันดับต้นๆ เลย อ๋อ เป็นมาตรฐานของพรรค มาตรฐาน ใช่ สมมุตินี่ขนาดเขตเพิ่งเป็นเขตในเมืองใช่มั้ยคะ เออ เออ แต่แล้วถึงแม้กับคะแนนมันจะห่างกันขนาดนี้ แต่เรา ถ้าเรายังใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีองค์กรอิสระในรูปแบบนี้ ที่เสียงของเราอาจจะไปไม่ถึงเค้า เราไม่สามารถมีถอดถอนอะไรเขาได้เนี่ย อือ เราไม่สามารถวางใจระบบได้ ทัศนคติของเพิ่งคือเรา เราไม่วางใจระบบ เพราะฉะนั้นเราเองต้องป้องกัน ให้มากที่สุด ทุกแนวรบของเรา อื เพื่อปกป้องทุกคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชนให้ตรงไปตรงมาที่สุด อื อ๋อ คือไอ้กระบวนการจะเรียกว่าไอ้ส่วนที่เราคอนโทรลได้ คือหมายถึงว่าการหาเสียงของเรา อันนี้เรามั่นใจ เราคอนโทรลได้ใช่มั้ย เอ่อ การสู้กับผู้สมัคร อันนี้อยู่ในวิสัยที่เราประเมินและคอนโทรลได้ แต่สิ่งที่ กังวลที่สุดคือไอ้สิ่งที่คอนโทรลไม่ได้ คือตรงนี้ ถูกต้อง เลือกตั้ง ออโอเค กลายเป็น เหมือนรอบนี้ปัจจัยที่ดูจะมีผลเยอะที่สุด คือกระบวนการในการเลือกตั้ง เออ ตั้งแต่เริ่มต้น มันเป็นแบบประเทศแบบไหนเหมือนกันใช่มั้ย ที่ ผู้สมัครเองจะต้องรู้สึกไม่วางใจระบบได้ ขนาดนี้ใช่มั้ อ แล้วถึงที่สุดหลังจากที่คุณเพิ่งเรียก ว่าทำกับมันขนาดนี้เนี่ย มันมีจุดไหนที่พอ ถึงเวลาจริงๆ มันแบบว่า เออมันแปลกๆ

บัตรเลือกตั้งรอบนี้มี 3 ใบ ทุกใบนับพร้อมกัน ทุกกระดาน ทุกหน่วยเลือกตั้งนับพร้อมกัน อันนี้เฉพาะเขต 1 นะ ทุกเขต ทุกหน่วยเลือกตั้งในในประเทศเรา อืออือ ทุกใบนับพร้อมกัน ขีดการวางกระดาษ 5/11 ที่เป็นตารางขีดช่องเล็กๆ ที่วางซ้อนกัน เพราะมันมีหลายเบอร์ พรรคปาร์ตี้ลิสต์มากๆ ใช่ มั้ยคะ หลายเบอร์ พรรค ครูปัญหาหน้างานเกิดขึ้นเยอะมาก มันมีช่องว่างแล้วมีช่องโหว่ที่อาจเกิดความผิดพลาดได้ อือ เราไม่ได้บอกว่าคนที่อยู่ตรงนั้น หรือเจ้าหน้าที่ที่อยู่ตรงนั้นมีความตั้งใจที่จะคอร์รัปชันการเลือกตั้ง เราไม่ได้พูดแบบนั้นเลย แต่เราต้องการที่จะทำให้ช่วยอำนวยการให้มัน คือคุณเอาอาสาสมัครมาเป็น กปน. ทั้งวันตั้งแต่เปิดก่อนเปิดหีบจนถึงนับคะแนนเสร็จ บางหน่วยมันไปถึง 22:00 น. 23:00 น. เค้ามีความล้า เค้ามีความเหนื่อย เค้ามีความ อ ไม่ไหวสะสมอย่างเงี้ย ถ้าเกิดว่ามีผู้สังเกตการณ์ไปร่วมด้วยก็จะช่วยกันดูแลกันได้มากขึ้น บางที หู เราฟังอยู่ สมมุติเพิ่งเบอร์ 7 อย่างเงี้ย โอเค รับเบอร์ 7 ไปขีดเบอร์อื่น อะไรอย่างเงี้ย อาจจะไม่ใช่เกิดจากความตั้งใจก็ได้ แต่มันเป็นความล้าสะสม อะไรเงี้ย ความผิดพลาดที่มันอาจเกิดขึ้นได้ อะไรอย่างเงี้ย เราเองก็จำเป็นต้อง เอ่อ เพื่อป้องกันทุกคะแนนเสียง 1 คะแนนเสียงมันคือการลงทุนเท่าไหร่ของประชาชนเราไม่รู้เลย บางคนต้องจองตั๋วกลับมาจากต่างประเทศ อื บางคนต้องขาดรายได้ที่เป็นรายได้จุนเจือครอบครัววันละ 400-500 มาเพื่อใช้สิทธิ์เลือกตั้งในครั้งเนี้ย ทุกคะแนนเสียงมีค่ามากแล้วเปลี่ยนผลการเลือกตั้งได้ เพราะฉะนั้นเราเองก็มีความตั้งใจที่อยากจะปกป้องทุกคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชนไว้ให้ได้ นั่นแหละค่ะ ซึ่งความผิดพลาด เราเห็น เรามันมี ความตั้งใจทำให้เกิดความผิดพลาด อือ เราเอ อันอันนี้พูดยาก เพราะมันต้องพูดในแง่ของกฎหมายใช่มั้ยคะ ก็อย่างตัวอย่างที่ เราเห็นตามหน้าข่าว มีการหย่อนบัตร บัตรที่เขาเรียกว่าบัตรออกลูกอย่างเงี้ย อยู่ดีๆ มันทำไมมันเพิ่มขึ้นมาเป็น 10 ใบได้ขนาดนั้น แล้วถ้าเกิดไม่มีใครไปคอยจับตาดู ไม่มีใครคอยไปเฝ้าอ่ะ มันจะเกิดอะไรขึ้น อะไรเงี้ยค่ะ เรา แต่มันมันในในส่วนที่พึงรับผิดชอบ หรือในทีมที่เรา ร่วมรับผิดชอบเนี่ย มันมันก็เห็น ใช่มั้ยว่ามันก็มี จะเรียกว่าอะไร ข้อสังเกต หรือเหตุการณ์ผิดปกติบางอย่างที่ เราก็เห็น เพียงแต่ว่าโอเค ในทางกฎหมายมันต้องไปพิสูจน์กัน แต่แต่เราก็เห็นกระบวนการบางอย่างที่มันก็เอ๊ะๆ เหมือนกัน ถูกต้อง คือทำได้ดีกว่านี้ ทำให้รัดกุมได้มากกว่านี้ อ๋อ กระบวนการสามารถออกแบบให้ปกป้อง ทุกเสียงทุกคะแนนของประชาชนได้มากกว่านี้ อื ซึ่งซึ่งเราเองก็มีความตั้งใจที่จะนำเสนอเป็นชุดข้อเสนอไปกับการปรับปรุงกฎหมายในอันดับต่อไปเหมือนกัน

ถ้าย้อนกลับไปในวันที่ 8 คุณเพิ่งเห็นคะแนนที่เริ่มนับออกมาหลังจากปิดหีบไปแล้ว รู้ตัวตอนไหนว่าชนะ 18:30 น. อ๋อ ก็โอห อุย เร็ว นะ ใช่ เร็วมากนะ เดี๋นะเริ่มนับผมว่าอ่ะติดใช่มั้ย นับจริงก็น่าจะ 17:15 เออ อะไรประมาณเนี้ย 6:30 น. รู้แล้ว 6 เนี่ยคือเราประเมินได้เลยว่า คือคะแนนจากทุกที่ที่มันไหลมาที่เรานี่ เห็นแล้ว ใช่ คือเรายังไม่เห็นคะแนนนับเสร็จนะ อ่า แต่มันเกินครึ่งกระดาน ซึ่งโอเค คะแนนเรามันเกินครึ่งกระดาน ภาพรวมในพื้นที่ที่คือเราจะรู้อยู่แล้วค่ะว่าก้อนคะแนนเราอ่ะ มันจะมาจากตรงไหนบ้าง ถ้าตรงนี้ ถ้าตรงนี้แตกทุกกระดานเนี่ย มีเปอร์เซ็นต์เราจะได้ประมาณ 20,000 อ่า ถ้าตรงนี้แตกทุกกระดานเราจะได้ประมาณอีก 10,000 และอะไรอย่างเงี้ย ซึ่งแนวโน้มมันมาตั้งแต่ 18:30 น. แล้วเราเห็นแล้วว่า คะแนนเราไป 100-200 แล้วอะไรอย่างเงี้ย ออออ ช่องนึงมันจะขีดได้ประมาณ 500 อ่ะ บางที่มันมันเต็มแล้วอะไรอย่างเงี้ย แสดงว่าอารมณ์ภาพรวมมันเราน่าจะมาและ ครับ มันมีจุดที่แบบว่า อ่ะ ถ้าฟังจากคุณเพิ่ง บอกว่า เออ ตอนกระบวนการเลือกตั้งเนี่ย ระหว่างเลือกตั้งเนี่ย มันเห็นกระบวนการที่คาดได้ว่า หรือเป็นข้อสังเกตจากทีมงาน แล้วว่า อื มันแปลกๆ นะ มันเอ๊ะๆ เลย มันจะผิดปกติ

มันมี มันมีช่วงตอนที่เริ่มนับคะแนนแล้ว จากกระบวนการเรามีรู้สึกว่าโห แบบนี้เราจะแย่ป่าววะ อะไรประมาณเนี้ย จริงๆ เราก็ยังมั่นใจในสิ่งที่เราทำไปตอนระหว่างหาเสียงเลือกตั้งอยู่ว่าโอเค คุณทำก็ทำไป แต่เรามั่นใจว่านับจริงเราจะชนะ มัน หรือมันมีวูบนึงบ้างว่าแบบ อื เสียว นะ อะไรอย่างเงี้ย เสียวช่วงเสียวช่วงวันเลือกตั้งนั่นแหละค่ะ ว่าเรากันได้ดีพอมั้ย คนเราแคทีได้ได้ดีมั้ย ถ้าเกิดว่าเรากันได้ทุกทาง เพิ่งยังมั่นใจว่าเราชนะ ซึ่งก็ ซึ่งก็กันได้ ใช่ ก็กันได้ อ๋อ

ผมจำได้ว่าครั้งที่แล้วที่คุยกันเมื่อ 2 ปีที่แล้วเนี่ย ถามความรู้สึกตอนที่รู้ตัวว่าตัวเองชนะ แต่ผมจำไม่ได้นะว่าตอบว่ายังไงนะ อ่า แต่ว่าถ้าให้เทียบกันแล้ว เข้าใจว่าคนที่ เป็นเจ้าตัวเองเขาจะรู้ความรู้สึกนั้นว่า วันเมื่อปี 66 ที่เราชนะ กับวันที่ 8 เมื่อปี 69 ที่เราชนะ ในความรู้สึกมันต่างกันมั้ย

แทบจะไม่ต่าง ถ้าถ้าถามว่าช่วงไหนของการเลือกตั้ง ของแคมเปญเลือกตั้งที่รู้สึกว่าตัวเองจะชนะแน่ๆ ปี 66 เพิ่งวัดจากวัดเวทีปราศรัย อ่า ที่ตอนนั้นมันแตก มัน 20,000 คนที่ไม่เคยพูดต่อหน้าคน 20,000 คน จำนวนมหาศาล ใช่ ศาลกลางจังหวัด มันเพิ่งค่อนข้างมั่นใจว่าเรามาแน่ อื แต่มาแค่ไหน กี่คนในจังหวัด อันนี้คือตัวเลขที่เราประเมินกัน แต่ในครั้งนี้มันไม่เหมือนกัน กระแส มันไม่ได้ฟีเวอร์แบบนั้น มันไม่ใช่เรื่องของการคาดหวังสิ่งใหม่ และมันเป็นเรายังรักษา ความไว้วางใจของประชาชนได้หรือไม่ อือ อะไรเงี้ย กระแสในวันปราศรัยใหญ่ก็ไม่สามารถประเมินได้ ออ เราประเมินระดับพื้นที่ตัวเอง เราประเมินระดับการเข้าพื้นที่ทุกวันใช่มั้ยคะ เพราะฉะนั้นมันยังไม่รู้ มันยังไม่ได้มีช็อตที่ กูชนะแน่ มันไม่มีจังหวะแบบนั้น แต่ว่าเฮ้ย ภาพรวมดี แนวโน้มดี ประเมินออกมาเขียว ประมาณ ประเมินออกมาพื้นที่สีเขียว พื้นที่สีเขียวเข้าจุดที่ดูยากก็ยังดูเป็นไปได้อยู่ อื อะไรอย่างเงี้ยค่ะ ก็เลยค่อนข้างมั่นใจว่าได้

ถ้าลงไปในเชิงของความรู้สึก ในปี 66 ตอนที่เรามาด้วยความแบบโห อยากจะเป็นตัวแทนประชาชนเนอะ อยากจะได้โอกาสเข้าไปในสภาแล้ว ความรู้สึกนั้นคือชนะ และคะแนนออกมา กับการรักษาแชมป์แล้วรู้ผลคะแนนว่าฉันชนะแล้วแหละ ในสมัยที่ 2 เนี่ย ฟีล มันต่างมั้ย ชนะ 66 กับชนะ 69

มัน 66 มัน overwhelming มันรู้สึกแบบตื่น มันแบบ ลืมตาตื่นมาวันนี้ฉันเป็นว่าที่ ส.ส. เออ ทำไงต่อ ทีนี้ต้องเตรียมกฎหมายละ ต้องเค้าเป็นยังไงกันนะ การเป็น ส.ส. คือเป็นยังไง ไม่เคยรู้จักใช่มั้ยคะ แต่อันนี้คือโอเค กลับมาที่บทบาทของการเป็น ส.ส. ละ มันมันเหมือนช่วงเวลาตื่นเต้นนิดนึงอ่ะ ไอ้ช่วงที่เว้นไปเลือกตั้งอ่ะ อือๆ ยุบ คือมันยังเพิ่งพูดอภิปรายอยู่บนบัลลังก์อยู่เลย เรื่องธรรมนูญเพิ่งเพิ่งจะเสร็จออกมาเป็นเล่ม เพื่อที่จะไปผ่าน อภิปรายเสร็จปุ๊บ ยุบเลย ยุบเลย เข้าสู่สนามการเลือกตั้งเลย แล้วมันเหมือนกับว่า เพื่อที่จะได้ไปดำเนินการศาลดำเนินการศาลต่องานที่เรามีธงกัน เรามีเป้าหมายการทำงานมี แต่ละช่วงๆ การทำงานอยู่เงี้ย เราต้องเอาชนะ เฟสนี้ให้ได้ อือื เป้าหมายคือต้องชนะการเลือกตั้งให้ได้ เพื่อทำไปกลับไปทำงานต่อ อือ อะไรอย่างเงี้ยค่ะ อื คือเหมือนดีใจแป๊บเดียว เออ เออเออ ชนะแล้วเว้ย แต่ว่า เอาจริงๆ แทบจะแทบจะไม่ได้ใช้คำว่า เย่ หรือตะโกนอะไรอย่างงี้เลยนะว่า โอเครู้ะรู้ผละ เรากรอกคะแนนในมือถือกับคอมใช่มั้ยคะ แต่ว่าทีวีอ่ะ เราเปิดภาพรวมประเทศ พี่ๆ ที่วิเคราะห์กันแล้วขึ้นเป็นสีๆ ของแผนที่ประเทศ อ๋อ 22:00 น. มั้ง พอก่อคะแนนเสร็จปุ๊บ เงยหน้ามา เฮ้ย มันแบบ ตกใจภาพรวมประเทศอะไรเงี้ย แล้วก็ อ๋อ มันต้องคิดฉากต่อไปว่า ทีนี้ยังไง อ่า เราจะทำอะไร เราเป็น เราได้เท่าไหร่ เราได้ เรามีกี่คน แล้วเราภาพข้อเสนอที่เราเตรียม นโยบายกันเอาไว้ มันจะเป็นไปได้แค่ไหน อื เราจะต้องอยู่ใน position ไหนของการของสภาชุดนี้ อื เรายังคาดหวังการเป็นรัฐบาลได้มั้ย หรือว่าตอนนี้ ณ ตอนนี้เราเป็นฝ่ายค้านแล้ว อะไรเงี้ย อื ภาพซีคนหลังจากนั้นมันมันมาเองโดยออโต้ อือ คือเหมือนโอเค ได้ได้สัมผัสความรู้สึกของผู้ชนะแป๊บนึง แต่ที่เหลือนี่คืออนาคตและจะต้องทำอะไรบ้างวะ อ่า คือรอบนี้ไม่ใช่ว่าฉันจะต้องเป็น ส.ส. ยังไงละ คือรู้แล้วว่า เป็นยังไง แต่จะต้องทำอะไรบ้างในรอบต่อไป แล้วก็ เอ่อ ในแง่ของภาพรวมการเมือง จะจะจะอยู่ตรงไหน คือการบ้านรออยู่เยอะมาก ชอบ เออใช่ๆ

แต่มันชอบมีคำพูดนึงนะ คุณผึ้งว่า เฮ้ย ไอ้กรุงเทพฯ ปริมณฑลเนี่ย กระแสสีส้มมันก็แรงแหละ มันก็ทำให้ยังไง ผู้สมัครก็มีโอกาสสูงที่จะชนะ อื เออ เวลามีคนพูดอย่างเงี้ย เราเราในฐานะผู้สมัครที่อยู่ในเขตตรงนี้ด้วยเนี่ย มันมันจริงหรือเท็จ หรือมันมีความเป็นจริงมากน้อยขนาดไหน ไอ้กระแสสีส้มเนี่ยสำหรับ

อื ยอมรับในส่วนนึงค่ะ เพราะถ้ากระแสประชาชน การกระแสการตื่นตัวของประชาชนไม่มากพออ่ะ มันไม่สามารถทำให้คนหน้าใหม่แบบพึ่งอ่ะ เข้ามาเป็น ส.ส. ได้ในการเลือกตั้งครั้งแรกแน่นอน อื อื ถ้ากระแสของพรรค ข้อเสนอของพรรค มันไม่เป็นที่ยอมรับนับถือมากเพียงพอมันไม่สามารถทำให้คนธรรมดาแบบเราเข้ามามีโอกาสทางการเมืองแบบนี้แน่นอน แต่การรักษาแชมป์ไม่ใช่แบบนั้น ประชาชนมีโอกาสในการพิจารณาแล้ว คือเพิ่งไม่เพิ่งไม่เคยเชื่อว่าส่งเสาไฟฟ้าลงก็ชนะ โอเค อื ไม่เคยไม่เคยยอมรับคำนี้ ไม่เคยเชื่อคำนี้ เพราะประชาชนมีวิจารณญาณในการตัดสินใจ เขาไม่มีทางส่งคนที่ใช้ ใช้งานไม่ได้ ว่างใจไม่ได้ เชื่อมั่นไม่ได้ ไปเป็นผู้แทนเขาหรอก ถึงแม้ว่าเขาจะรักพรรคขนาดไหนก็ตาม คือไม่ใช่แค่ว่า เฮ้ย อันนี้มาจากคนส้มยังไงเราก็เลือกเว้ย คืออันนี้คุณเพิ่งไปเชื่อเรื่องนี้ว่าแค่กระแสสีส้มอย่างเดียวมันจะทำให้หิ้วเรามาได้ตลอด ในฐานะนักการเมืองไม่ควรไม่ควรเชื่อแบบนั้น ไม่ควรคิดแบบนั้น คิดยัง สำหรับประชาชนอาจจะมีบางท่านที่รู้สึกแบบนั้น อ ว่าโอเค พรรคส้มตัดสินใจเลือกใครมา ฉันก็จะเลือก อื ซึ่งนั่นนั่นอาจจะมองในแง่ของกำไรของพรรคก็ได้ แบบเป็นความเห็นของแล้วแต่บุคคล แต่ในแง่ของคนที่ต้องเข้าไปทำงานการเมือง ไม่ควรรู้สึกแบบนั้นว่าฉันก็ฉันก็เป็นเสาไฟฟ้าก็ได้ดิ ถ้างั้นน่ะ อื อื ยังไงก็ได้ อย่างงั้นจะไม่เป็นประโยชน์กับประชาชนเลย เราจะไม่สามารถผลักดันข้อเสนอของเราให้เป็นรูปธรรมได้เลย อืๆ ถ้าคุณไม่เป็นหนึ่งกลไก 1 ฟันเฟือง 1 ฟังก์ชันในการทำงานของพรรค อ เออ สิ่งที่คนชอบพูดว่า ส.ส. เขตของพรรคส้มเนี่ย ลงพื้นที่งานศพไม่ไป งานบวชไม่ไป งานแต่งไม่ไป หรือใช้การทำงานแบบเชิงนโยบายมากกว่าการลงพื้นที่ อื เอ่อ มันมันเป็นอุปสรรคมั้ย ในการจริงๆ ทำมา 2 ปีแล้ว มันคงเห็นภาพว่าแหละว่ามันมันเปลี่ยนแปลงมั้ย มันเปลี่ยนจุดยืนเรามั้ย หรือเราเราเปลี่ยนตัวเองมั้ย เออ

เพิ่งเองเป็นผู้แทนที่ไปทุกงานที่ประชาชนเชิญ ประชาชนชวนนะ อือ่า ถ้าเค้าชวนเราไป ถ้าประชาชนอยากให้ไป เราจะไป เออ เพิ่งเคยถูกสอนมาแบบนึงว่า เอ่อ บางทีเพิ่งทำตัวไม่ถูก ช่วงแรกๆ ของการเป็น ส.ส. เฮ้ย เพิ่งยังอายุไม่เยอะเท่าไหร่ แต่เพิ่งต้องไปเป็นประธาน นั่งข้างหน้าเน งานขาวดำ อือ อะไรอย่างเงี้ย แบบเกร็งไม่เป็น แล้วก็เลยถูกสอนจากผู้ใหญ่ที่เพิ่งให้ความเคารพนับถือว่า เราได้รับเกียรติจากประชาชน เมื่อเขาชวนมา จงเอาเกียรตินั้นน่ะ ไปเป็นเกียรติให้กับเขา อะไรอย่างเงี้ย อ เออ เราก็เลย เออ ใช่ ในแง่นี้ใช่ เราเราไปก็เพื่อเป็นเกียรติให้เกียรติเขา เราถึงไปร่วมงานอะไรอย่างงี้ใช่มั้ยคะ เพราะฉะนั้น ก็เลยไม่เคยปฏิเสธงานอยู่แล้ว งานไหนงานบุญ งานบวช งานแต่ง งานขาวดำ ถ้ามีโอกาสไปหมด ตราบใดที่มันไม่ เอ่อ ไปลบ ไม่ยังไงดี ไม่ไปตรงกับ ไม่ไปขัดกับงานหลักของเรา อย่างงานสภา ในฐานะนิติบัญญัติหรืองานที่สำคัญอื่น ๆ ในสภา เราจะ เราจะไม่มีทางหยุดสภาเพื่อไปงานนั้น อื เพราะงานเราอยู่ในสภา งานเราคืองานออกกฎหมายอย่างเงี้ยค่ะ อื ก็จะบอกกับแม่ๆ แทนว่าแม่ถึงแม้จะไม่ได้มางานเนี้ย แต่ว่าขอให้มั่นใจนะว่าหนูทำงานอย่างตั้งใจเพื่อพวกเราทุกคนในสภา อื แต่ถ้ามีจังหวะ คือถ้าไม่ติดอะไรแล้วเชิญก็ไป อ่า ก็จัด priority แบบนี้ แต่โอเค จุดนี้ น่าสนใจ เพราะว่าดีเลย เพราะว่าเหมือนรอบเนี้ย เหมือนรอบนี้เนี่ย มันก็มี มันก็มีคำวิจารณ์เยอะ หรือแม้กระทั่งถ้าเราดูจากผลการเลือกตั้งที่ออกมา และจากผลวิเคราะห์ที่ตามออกมาจากผลเลือกตั้งเนี่ย มักจะมีการพูดกันว่า อ เป็นเพราะ ส.ส. เขต อื ผู้สมัคร ส.ส. เขตของพรรคส้มอาจจะไม่เข้าใจความรู้สึก ไม่เข้าใจมุมมองของชาวบ้านแบบ แบบเต็มตัว อะไรประมาณเงี้ยนะ ทำให้สุดท้ายเนี่ย เหมือนคนก็ไม่ไว้วางใจต่อ อือ ถามคุณในฐานะ ส.ส. เขตที่เป็นมาแล้วสมัยนึง และกำลังจะได้เป็นสมัยที่ 2 เนี่ย คือเรา เรามอง หรือเรามีความคิดต่อมุมมองอย่างนี้ ยังไง โอเค ผมฟังจากเมื่อสักครู่อ่ะ ก็พอเห็นสัมผัสได้ว่า เออ วิธีการทำงาน แต่จริงๆ ในพรรค หรือว่าแม้กระทั่งคนใกล้ตัวมีโอกาสที่จะคุยกันมั้ยว่า เฮ้ย เออ สรุปแล้วไอ้ ส.ส. เขตแบบ แบบพรรคส้มมันควรจะเป็นยังไง มันควรจะเหมือนคนอื่นมั้ย หรือมันควรจะต่างจากคนอื่นอะไรเงี้ย

เรากำลังพูดถึงแง่ความใกล้ชิดกับประชาชน ใช่มั้ยคะ อื ซึ่งปัจจัยสำคัญที่สุดของเรื่องนี้คือเวลา อื สิ่งนึงที่ต้องยอมรับก็คือการเคาะผู้สมัครในรอบปี 69 รอบเนี้ย มันกระชั้นมาก โอเค มันไม่ได้มีการเตรียมผู้ สมัยพึ่งนะ เพิ่งเป็นว่าที่ผู้สมัครเดินพื้นที่ศึกษาพื้นที่มา 2 ปีก่อนจะถึงการเลือกตั้ง อื อือๆ ผู้สมัครนับรอบเนี้ยเนี่ย เป็นผู้สมัครใหม่ อื นะฮะ ทีนี้ก็เป็นการบ้านที่ทาง ภายในของพรรคเราเองจะต้องมาออกแบบแล้วล่ะ ค่ะว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไปเราจะต้องทำยังไงเพื่อให้เราสามารถเข้าใจเข้าถึงพี่น้องประชาชน แม้จะไม่เคยเป็นใครเลยในพื้นที่ก็ตาม แม้จะเป็น no body ในพื้นที่ก็ตาม แต่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ มีศักยภาพที่ เรามองเห็นเขา ต้องมีปัจจัยนึงที่สำคัญในการเป็น ส.ส. เขตก็คือการเข้าใจประชาชน เข้าใจบริบทพื้นที่ เข้าใจปัญหาและความต้องการของพี่น้องประชาชน ซึ่งนั่นอาศัยปัจจัย ถ้าการที่เราจะสามารถเอาตัวเองไปแข่งกับเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ที่เข้มแข็งและเหนียวแน่นในพื้นที่ อื แบบรูปแบบการเมืองเดิมเนี่ย เราจำเป็นต้องเข้าใจให้มากกว่า มีชุดข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมมากกว่า และแก้ปัญหาได้ดีกว่า และคาด คาดหวังได้ว่าจะสามารถทำได้ตามที่พูด มากกว่า เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องไปออกแบบกัน ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนเหมือนกันว่า ควรจะต้องเคาะเร็วนะ รอบนี้ควรจะต้องมีฝ่ายที่คุณเฟ้นหาคนที่เหมาะสม คนที่ เอ่อ มีความเป็นผู้สมัคร ส.ส. ส้ม เนี่ย ส.ส. จากประ แล้วให้เวลาทำพื้นที่ ไม่งั้นคุณสร้างความสัมพันธ์ไม่ได้ อือใช่ เพิ่งไปนั่งพูดอะไรวิชาการหน้าบ้านพี่ๆ อ่ะ อื นั่งเรียน ถึงแม้ว่าพี่จะซื้อก็ตามนะ แบบเอ้ย ดี รับสวัสดิการดี อือ ปฏิรูปดีต่างๆ แต่กับ แต่ใครนะ เมื่อกี้ อ่า ไม่รู้จัก น้องเชื่ออะไร ไม่สนิท อ มันมันไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน อีกคนนึงที่เห็นชื่อก็รู้แล้ว บนป้ายอ่ะ รู้แล้วว่าใคร ญาติเป็นใคร ผังครอบครัว ขึ้นมาในหัวเลย ทำธุรกิจอะไร มันมีความ อ เหนียวแน่นกันมากกว่า มันมีความรู้สึกผูกพันกันมากกว่า แต่ไอ้น้องคนนั้นพูดดี แต่จำชื่อไม่ได้ จริงๆ ไม่รู้ใคร อื มั้ แต่ถ้าเพิ่งไปแล้วรอบที่ 3 เพิ่งมีโอกาสได้นั่งกินข้าวบ้านพี่ อื พี่กำลังปอกส้มอยู่ เพิ่งพี่แบ่งให้เพิ่ง เราเคยมีความสัมพันธ์ร่วมกัน เกิดเครือข่ายความสัมพันธ์ขึ้นมา มีโอกาสที่เราจะได้ไว้ใจกันมากขึ้น พี่เรียนรู้เพิ่งมากขึ้น ผ่านความเป็นตัวตนของเพิ่งเอง และเป้าหมายทางการเมืองของเพิ่งเอง อื พี่ก็อาจจะแบ่ง ไม่ใช่แบ่งสิ ชิความไว้วางใจนั้นมาที่คนใหม่คนเนี้ย อื ที่เออ มันเข้าใจอุดมการณ์ มันเข้าใจหลักการ มันตรงกันเลยเว้ย แล้วก็เรียนรู้ความเป็นตัวตน้น้องเ้า แล้วเาเป็นคนที่มีความตั้งใจดี อ อะไร อ แสดงว่าไอ้ งานบวช งานศพ งานแต่งเนี่ย จำเป็น มันเป็น priority รองลงมาถูกมั้ย แต่แต่ สิ่งสำคัญที่สุดอย่างแรกที่ควรจะต้องสตาร์ทจากจุดนี้ก่อนคือความไว้เนื้อเชื่อใจ อือ แล้วก็เวลาที่มีโอกาสให้ผู้สมัคร หรือคนที่จะลงพื้นที่นั้นเนี่ย ได้ใช้ร่วมกับคนในสังคมตรงนั้น คือถ้าถ้ามีตรงนี้มากพอเนี่ย มันจะนำพามาซึ่งไอ้ส่วนต่างๆ ที่เราพูดกันเมื่อสักครู่เองว่า อ่า ทั้งการเดินลงพื้นที่ ทั้งไปงานนู่นนี่นั่น เดี๋ยวมันจะตามมาเอง อือ แต่อย่างแรกที่สุดที่มันเป็นปัญหาที่ผ่าน มาของอาจจะพรรคส้มก็ได้ก็คือเรื่องของเวลา ในการทำความรู้จักกัน

แต่อย่างคุณผึ้งเนี่ย โอเค อันนี้มันต่อเนื่องมาตั้งแต่โอตั้งแต่ก่อน 66 ก็ 64 อือ แล้วก็มันยาวมา ถูกต้อง คือถ้าเราไม่มีความสัมพันธ์กันน่ะ ใครจะเชิญเรา เค้าจะเชิญเราไปหรืองานบุญ เขาจะเชิญเราไปหรืองานบวชลูกเขา เจะเชิญเราไปหรืองานสำคัญในชีวิตเขาอ่ะ อื เ้าไม่เชิญแล้วเราไม่ใช่ ส.ส. ประเภทที่ เอ่อ ถ้ามันมีงานเนี่ย เราจะมีออโต้พวงหรีดไปนะ แล้วเดี๋ยวเราไปอยู่ดีๆ นั่งโต๊ะประธานเอง เดี๋ยวเขาก็ให้เราขึ้นทอดแล้วใส่ซองไป เราไม่ทำแบบนั้นไง ซึ่งอันนี้ไม่ใช่เคาน์เตอร์เรา เราไม่ใช่เคาน์เตอร์แบบนั้น เพราะฉะนั้นมันต้องเกิดจากความรู้สึกว่าเป็นคนใกล้ชิด แล้วชวนมางานสำคัญของชีวิต อื อื เพิ่งเลยทำงานในแง่นั้น ซึ่งมั่นใจว่าถ้าอันนี้ถามในฐานะ ส.ส. เขต คือมั่นใจว่าถ้าเรามีเวลามากพอ ใช่ มีกระบวนการในการจัดการที่ดี บวกกับเวลามากพอเนี่ย ยังไงสามารถที่จะสู้กับเครือข่ายอุปถัมภ์เดิมได้ คือโอเค ถ้ามองจากมุมนี้ เครือข่ายอุปถัมภ์เดิมเาเแข็งแรงด้วย ด้วยที่มาเขาที่อาจจะนานกว่าเราใช่มั้ย แล้วก็เครือข่ายที่มากกว่า แต่คุณเพิ่งคิดว่าถ้าเรามีเวลา หมายถึงว่าโดยภาพรวมของพรรคส้มนะ เราสามารถที่จะวาง วางลักษณะแบบนี้ได้เหมือนกัน แต่อาจจะไม่ใช่ไปแบบว่า ไปไปพุทธก่อน แต่เราอาจจะเป็นเกิดจากความรู้เนื้อเชื่อใจ แล้วเดี๋ชาวบ้านชัวร์เราเอง มั่นใจว่าทำได้ ทำได้ พระนิดาทำมาแล้ว อื อ่า คนทั้งประเทศรู้จักผู้หลายๆคนจากตระกูล อัสาวเหม อ่า อือ เป็นมีความผูกพันลึกซึ้งกับพี่น้องในชุมชนต่างๆ หลายๆคน ทุกวันนี้ก็ยังรักคุณเอ๋ ชลสวัสดิ์ แต่กาสส.พึ่งพนิดานะ อื โอ้ ถูกมั้ยคะ อือ มันไม่ใช่ต้องไปปะทะกันอย่างรุนแรงแคชกันอย่างเดียว แต่ในแง่ของภาพการเมืองแบบใหญ่ อ่ะ การเมืองภาพใหญ่อ่ะ อ เาชอบเจะเอานโยบายเป็นตัวตั้ง แคนดิเดต นายกเป็นตัวตั้ง อ ความเป็นไปได้สังคมแบบไหนที่เขาอยากเห็น การผลักดันกฎหมายที่เขาอยากเห็น และตัวบุคคลที่จะสามารถเป็นภาพเดียวกันกับพรรค แล้วมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ คนนี้วางใจได้ อะไรเงี้ย อื อื

นอกจากนอกจากตัวตนของเราที่เราต้องพยายามทำให้เขาไว้ใจเรา เพื่อให้เขาเลือกเราเนี่ย อีกอีกอย่างนึงซึ่งคนก็มีการทักเข้าใจคือเรื่องของเครือข่าย อือ หัวคะแนนธรรมชาติ คือพรรคส้มชับชว่าหัวคะแนนธรรมชาติ แต่ว่าในพรรคอื่นเนี่ย เขาอาจจะมองเป็นหัวคะแนนที่สามารถทำคะแนนได้ คะแนนต จัดตั้งขึ้นมาแล้วอ่ะ กำนันผู้ใหญ่บ้าน อสม. เหล่าเนี้ย รักเรา สนิทกับเรา เก็ไปช่วยเรา บอกเฮ้ย อย่าลืมไปเลือกคนนี้นะ อย่าลืมไปเลือกคนนี้นะ ไอ้แบบเนี้ย เราจำเป็นต้องมีมั้ยในเชิงในเชิงการปฏิบัติที่ในการลงพื้นที่จริงๆ

อืม เพิ่งหัวการันนธรรมชาติอ่ะ คือ ออร์แกนิคแบบไร้การจัดตั้ง ไม่ได้ไม่ได้เกิดการจัดตั้งขึ้น เขาส่งคะแนนมาให้เราเอง เขาไปยืนเฝ้าตากแดดตากฝน นับคะแนนแล้วส่งคะแนนมาให้ เขาไปเดินบอกคนรอบๆ ตัวว่าเลือกพระนิดนคะแนนธรรมชาติในแง่ของคำนิยามโอเค แต่สิ่งที่เพิ่งทำคือเครือข่ายอาสา เออ เครือข่ายอาสา อาสาสมัครในพื้นที่ คนที่อยากมาเดินพื้นที่กับพณิดาในช่วงวันที่เขาว่างจากงานประจำ อ วันช่วงนี้ไม่มีเรียนไปเดินช่วยงานที่เพิ่งดีกว่าไปเข้า ช่วงอาทิตย์นี้เพิ่งจะเข้าพื้นที่นี้ก็จะมีน้องๆ มีเพื่อนๆ มีพี่ๆ มาสนับสนุนการทำงาน หรืออะไรอย่างเงี้ยค่ะ สร้างเครือข่ายอาสาสมัครในแต่ละชุมชน ที่เราไปพบเจอ อยากช่วยจังเลยอ่ะพี่เพิ่ง เดี๋ยวขอไปเดินด้วยได้มั้ย ขอไปศึกษางานกันเป็น ส.ส. ได้มั้ย เราก็จะเก็บเกี่ยว ชวนเชิญกันมาทำงาน หรืออาสาสมัครที่เกิดจากการเป็นสมาชิกพรรคอยู่แล้ว อ๋อ อื เาอยากมามีส่วนร่วมทางการเมืองกับเรา ก็ชวนมาทำกิจกรรมร่วมกัน เราจะมีรูปแบบนั้นมากกว่า แต่กำนันผู้ใหญ่บ้านเอง หรืออะไรอย่างเงี้ย น้อย เพราะว่าเค้าขยับในแง่เนี้ย เค้าลำบาก อ่า ถูกมั้ยคะ อ่า ใช่ๆ ในพื้นที่ที่ ในพื้นที่ที่ บ้านใหญ่เข้มแข็งอ่ะ การที่ที่เขาจะออกตัวมาทำอะไรกับเราแบบเนี้ย มันลำบาก เ้า อื เออ อือ

ซึ่งแต่ปัจจัยสำคัญที่จะมีผลมากๆ คือเวลา เค้าคุยกันน่ะ เพิ่งเคยแอบฟังเคุยกันเหมือนกัน เคยเคยเห็นว่าเคยได้ยินมว่า เออ เค้าคุยกันแบบนี้ สุดท้ายคนประเมินคนทำงานเขาจะเลือกคนที่ทำงาน อื อะไรบ้างที่ทำให้เค้าไม่เลือกคนนามสกุล อัสาวเหม แล้วเขาเลือกพระนิดงคลสวรร เบอกว่าเค้าเห็นว่าเราทำงาน อื อย่างเงี้ย อื เออ เสร็จแล้วตีความว่าการทำงานเนี่ย มันอยู่เหนือ มันอยู่เหนือทุกปัจจัย ใช่ ถูกมั้ยฮะ ไม่ว่าคุณจะเด่นจะดัง เครือข่ายคุณจะแข็งแกร่ง อือ เอ่อ ราชการในท้องถิ่นจะสนับสนุนคุณ อ แต่สุดท้ายประชาชนจะเลือกว่าเอาไว้คนทำงาน เค้าเห็นใครทำงานแล้วภาพเราต้องมาตีความนะว่า เอ้ย เวลาเขาบอกว่าเขาเห็นคนทำเจะเลือกคนที่ทำงานเนี่ย ทำงานของเขาคือแปลว่าอะไรวะ อื ทีมที่เข้มแข็ง เข้าพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ ที่มีขรับทุกปัญหาที่พี่น้องประชาชนฝากมา พูดถึงจังหวัด พูดถึงปัญหาในจังหวัด ใช่ ไม่ละเลต่อความเดือดร้อนของเขา อ approach ทันที ฝนตกน้ำท่วมหรอ เราอยู่ตรงนั้น ไฟไหม้ใหญ่บ้านพี่น้องประชาได้รับผลกระทบเยอะ มีประชาชนต้องอพยพ เราอยู่ตรงนั้น อื นั่นใช่มั้ ที่แปลว่าคนทำงานที่เขากำลังพูดถึงอยู่ นั้นเราก็จะไปตาม expectation ที่เขาคาดหวังให้เราเป็น อ ซึ่งจุดนี้มันอยู่เหนือ แต่ด้านนึงโครงข่ายก็สำคัญ ถูกมั้ย เครือเครือข่ายอาสาสมัครสำคัญ ที่ทั้งอาจจะเข้ามาเอง หรือบางส่วนเราจะจะ ไอ approach เว่าเอ้ย มาช่วยกันมั้ย อะไรอย่างเงี้ย แต่วันส่วนนี้ก็สำคัญ แต่เอ่อ โอเค ผลงานนี่อันดับ 1 การทำงานอันดับ 1 แต่ลองลงมาคือเครือข่ายเราก็ต้องมี ใช่ ซึ่งเข้าใจว่าเหมือนล่าสุดในพรรคอาจจะคุยกันเรื่องนี้จริงจังแล้วนะ ใช่มั้ ไอ้การสร้างเครือข่ายอะไรทั้งหลายเนี่ย ก็เห็นว่ามีการถอดถอดบทเรียนกัน เราก็มานั่งถอดบทเรียนกันเนาะว่า เออ ถึงแม้ว่าจำนวน ส.ส. ลดลงเนี่ย แต่ในการเลือกตั้งครั้งเนี้ย มีจำนวน ส.ส. อยู่ประมาณ 29 คนที่เป็นผู้สมัครเขตที่คะแนนผู้สมัคร ส.ส. อ่ะ ชนะคะแนนพรรค อ๋อโอเคโอเค เฮ้ย เค้าทำยังไงอ่ะ คนคนถึงให้ความนิยมในตัวบุคคลมากกว่าพรรคอีก เพราะปกติโดยพื้นฐานแล้ว รอบที่แล้วเนี่ยชัดเจนมาก พรรค ปาร์ตี้ลิสต์ชนะ ใช่ มี 4 เขตในประเทศที่ตัวบุคคลชนะ ปาร์ตี้ลิสต์ ใช่ แต่รอบเนี้ย ถึงแม้ว่าโอเค จำนวนภาพรวมจะลดลงก็จริง แต่มี 29 เขตเลยนะ อ ที่คะแนนของบุคคลที่เป็นตัวผู้สมัคร ส.ส. ชนะคะแนนพรรคอีก แปลว่าเขายอมรับนับถือ ประชาชน วางใจ ส.ส. เขตคนเนี้ยมากกว่าคะแนนพรรคด้วยซ้ำอ่ะ อือๆ เราจะทำยังไง อ แล้วก็ถอดบทเรียนกันมา เฮ้ย การที่เราจะต้องแข่งกับเครือข่ายอุปถัมภ์เนี่ย เราก็ต้องมีเครือข่ายเหมือนกัน แต่เครือข่ายของเราเนี่ย มันร้อยรัดกันด้วยอะไร ไม่ใช่ผลประโยชน์แน่นอน โอเค แต่มันเป็นอุดมการณ์แบบไหน ใช่มั้ เราจะทำงานร่วมกันยังไง อาสาสมัครของเราเนี่ย เราจะมอบภารกิจบทบาทกันอย่างไร แต่เพิ่งทำอยู่แล้วไง อือ อือๆ ซึ่งเราก็เลยได้แชร์เ้า ด้วยความคาดหวังของคนที่เลือกตั้งแต่ครั้งที่แล้วแหละ เราเลือกไปแล้วก็หวังให้เค้าเป็นรัฐบาลน่ะเนาะ เพื่อให้เค้ามีอำนาจรัฐในมือ เพื่อให้เขาสามารถที่จะช่วยเราได้มากกว่าสิ่งที่อ่ะ โอเคตอนหาเสียงมันก็ช่วยประมาณนึง แต่ถ้าเป็นรัฐบาล การช่วยเหลือมันจะแวานซอีกขั้นนึง 2 ครั้ง ได้รับเลือกเข้ามาแน่นอนว่ามันก็ต้องเป็นความคาดหวังแล้ว เฮ้ย ครั้งที่แล้วไม่เป็นไร ครั้งนี้ต้องได้วะ อือ แต่ปรากฏครั้งนี้แนวโน้มสูงๆ แล้วแหละว่าเราเป็นไฟค้าแน่ๆ อื อันนี้มันมันจะไปกดดันเรามั้ยในการทำงานหลังจากนี้ไป

โอ เราตั้งแต่วันตั้งแต่วันแรกที่ไปขอบคุณ 2-3 วันแรกเนี่ย ขอบคุณคะแนนเสียงใช่มั้ย คือตั้งแต่เงยหน้าขึ้นมา 22:00 น. วันที่ 8 อ่ะ เราเราคิดฉากต่อไปและ ซิน เราต้องยังไงต่อ เช็คอารมณ์ประชาชนก่อน หลังจากแห่ขอบคุณเสร็จ เดินเลย เดินเข้าชุมชนทุกชุมชนที่ไปขอความไว้วางใจเนี่ย ตอนนี้ก็ยังอยู่ในระหว่างการ เข้าไปจริงๆ เราเรียกว่าการขอบคุณคะแนน แต่เป็นการไปเช็คแหละว่าประชาชนโอเคแค่ไหน อื คนที่เคยเลือกเราอ่ะ แม่แต่หนูขอโทษจริงๆ รอบเนี้ยน่าจะยังไม่สามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้ อือ เค้ารีแอคกับมันยังไง อื เป็นยังไงบ้าง ส่วนมากก็แน่นอน สู้ต่อ เพิ่งจนกว่าจะเป็นรัฐบาล แม่จะเลือกจนกว่าได้เป็น แม่จะเลือกจนกว่าชนะ อะไรอย่างเงี้ยใช่มั้ยคะ เราก็ต้องมาเวทกัน หรือมันมีบางเสียงที่บอกว่า ลองร่วมมั้ล่ะ เหรอ อ้า บตั้งโจทย์ว่าประชาชนในพื้นที่เนี่ย อยากได้แบบไหนมากกว่ากัน ใช่มั้ย แต่ส่วนมากจะเป็นจะเลือกจนกว่าเราจะสามารถเป็นแกนนำ

ในการจัดตั้งรัฐบาลได้ อื เราก็ยังวางใจว่าโอเค แสดงว่าประชาชนน่ะ เข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ อือ ออ แล้วเพราะอะไรเราถึงไม่สามารถที่จะเป็นรัฐบาลได้ในครั้งนี้ แล้วมันทำให้เค้าผิดหวังหรือเปล่า อือ เออ มันทำให้เค้ารู้สึกว่าไม่อยากเลือกเราในครั้งหน้ามั้ย อะไรอย่างเงี้ยค่ะ เออ เราก็ประเมินตลอด ออื แต่ส่วนใหญ่เสียงตอบรับโอเค เข้าใจ อยากให้เรายืนหยัดอยู่บนอุดมการณ์ อ่า เสียง เสียงให้เป็นฝ่ายคายังมากกว่า ให้ไปร่วมเถอะ ใช่ ยังไง ถ้าถ้าไปร่วมแล้วไม่สามารถผลักดัน มีนะคะ มีบางเสียงเหมือนกัน เออ ลองดูมั้ยล่ะ เราก็จะเอาเลย ร่วมกับใคร ดีแม่ เออ เออ มันต้องถามอยู่แล้วเนี่ย แม่โอเคกับแม่โอเคกับสีไหน ออ ซึ่งเค้าก็เสียงแตกเองนะ เพราะว่าใช่เวลาคุยมันเป็นวงกว้างอยู่แล้ว ตลาดบ้าง ชุมชน วงกาแฟบ้าง อะไรเงี้ย อ่ะ บางบางท่านก็บอกน้ำเงินดิ บอกแดงแดงเท่านั้น เออ เห็นมั้ยแม่ยังตัดสินใจกันยากเลย แต่ถ้าเกิดว่ามันมีเรื่องต้องตัดสินใจ เดี๋หนูเข้ามาถาม เออเก็จะโอเค ใช่ คือเราอยากเช็ค เราอยากเราอยากซาวเสียงประชาชนในพื้นที่ตลอดเวลา ว่าเขาคิดยังไงกับสถานการณ์และเงื่อนไขที่เรากำลังเผชิญ ก็จะได้เป็นข้อมูลเอาไปคุยกับพรรคต่อด้วย ว่าประเมินแล้วประชาชนโอเคมั้ย แค่ไหนยังไง อื อื โอเคโอเค

อยากชวนกลับมาคุยในประเด็นของโอเค อันนี้พูดในพาร์ทของสมัย 2 แล้วไง อ ว่ามีโอกาสได้เป็นอีกรอบ แต่ย้อนกลับไปก็มีโอกาสได้สัมผัสงานมาแล้ว ในการเป็น ส.ส. แม้ว่าจะไม่ครบ 4 ปีเต็ม 2 ปีกว่า แต่ว่าก็อยากชวนมองตัวนึงว่า ไอ้ 2 ปีกว่าที่เราได้มีโอกาสเป็น ส.ส. สมัยแรกเนี่ย มันประเมินตัวเองและสิ่งที่เห็นยังไง เกินคาด ตามคาด หรือแบบน้อยกว่าที่คิด ในเชิงแบบว่าภาพรวมสิ่งที่เราเจอก็ได้ว่า ในในสภาเนี่ยเป็นยังไง อ ถ้าประเมินตัวเอง อ่ะ ประเมินตัวเองก่อน ตามมาตรฐานที่เซ็ตไว้ เราจะมีโกสำหรับการทำงานกับทีม ทีมเป็นส่วนสำคัญมากนะคะ ในการทำงานของผึ้ง เพึ่งก็จะเซ็ตไว้เลยว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง เพื่อบรรลุเป้าหมายคือการเป็น สส. ไม่ไม่มีใครมาตรวจงานเรานะ ใช่ก็ประชาชนตรวจทีเดียวไง ตอนตตอนตอนเลือกอ่ะ ซึ่งเสี่ยงมากนะ ถ้าเกิดเราไม่เราไม่ประเมินตัวเองก่อน คือมันไม่มีใครมาแบบว่าบอกว่าตอนนี้เรากี่คะแนน ตอนนี้เรากี่คะแนน ใช่ มั้พรรคก็มี KPI นะ แต่มันก็จะเป็น KPI ที่โอเค พรรคประเมินเรายังไงนะ เจะคาดหวังให้เราทำแบบนี้แบบนี้แบบนี้ แต่ว่าคะแนนจริงๆเราเท่าไหร่ไม่มีใครบอก เพราะฉะนั้นเราต้องมีคะแนนของตัวเองแล้ว ก็ตั้งเซ็ตไว้ว่าเราจะต้องเข้าพื้นที่ประมาณนี้ อ่า ความถี่เท่านี้ อื เราจะต้องมีการมีผลงานการอภิปรายใหญ่กี่ครั้งต่อปี 2 ครั้งต่อปี หรืออะไรอย่างเงี้ยค่ะ เราต้องนำเสนอปัญหาของพี่น้องประชาชนเท่านี้ เราต้องมีรับเรื่องร้องเรียน เอ่อ ผ่านการแก้ไขปัญหาเกิน 48% หรืออะไรอย่างเงี้ย เราตั้งเราตั้ง อันนี้คือเซ็ตกับทีม ใช่ เราตั้งโกไว้ เราตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งทำได้ตามนั้น อ๋อ โอเค ตามคาด อันนี้คือตามคาด ใช่ ตามคาด อ แล้วก็ประเมินว่าเราทำได้ตามมาตรฐาน โอเค มาตรฐานที่เราเซ็ตไว้ อื หรือว่าถ้าจะเป็น ส.ส. ที่โอเค ผ่านในระดับของทีมเรายอมรับ ที่มีผลงานประมาณนี้ อื อื แล้วมีอะไรที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำมั้ย ในการเป็น ส.ส. สมัยแรก แล้วคิดว่าเออเราอยากกลับมาสาต่ออะไร จริงๆชีวิตการเป็น สส. สมัยแรกนี่สั้นมากเลยนะคะ เออ 2 ปีก็เร็วอยู่นะ ถือว่าเร็วมั้ย ไม่ทันได้ทำอะไรเลยอ่ะ เพิ่งๆ แบบตั้งไข่เสร็จ กำลังแบบ กำลังจะเขยิบเข้าแกปและกำลังรู้แล้วว่า โอเคเดี๋ยวเราจะต้องเตรียมงบประมาณ เราจะ ต้องทำอะไรบ้าง เราต้องพิจารณากฎหมาย ตอนนี้เริ่มเขียนกฎหมาย เริ่มพยายามดูเรื่องกฎหมาย ว่าเราจะนำเสนอข้อเสนออะไรที่จะเป็นรูปธรรมกับการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ อ อะไรแบบนี้ค่ะ ที่ยังไม่มีโอกาสได้อ่าน่า น่าเสียดาย อ่า ซึ่งก็มีโอกาสว่าเดี๋พอกลับมาสมัยที่ 2 นี่ก็จะขยับตรงนี้ต่อ ไอ้เรื่องการเสนอกฎหมายแล้วก็ เรียกว่าเขียนนี่ร่างเองแล้วใช่มั้ย เริ่ม อยู่ในเฟสที่พยายามจะลอง เออใช่ ลองแบบว่าทำเองแล้ว คือหัวใจของการที่เราจะบอกประชาชนได้ว่า เราเอาจริงกับการแก้ไขปัญหาเขาอ่ะ ก็คือการนำเสนอข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม ยั่งยืน ถูกมั้ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าใช่มันเป็นเรื่อง ที่ต้องทำ แต่การทำให้มันยั่งยืนคือการต้องออกเป็นกฎ กฎหมาย อื อใช่อื เพราะหน้าที่เราคือนิติบัญญัติไง ใช่นิติบัญญัติ เราต้องออกกฎหมาย เพื่อให้ปัญหาที่เขากำลังเผชิญอยู่มันมีช่องโหว่ทางกฎหมายแน่นอน หรือมันมีอะไรที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถก้าวข้ามปัญหานี้ไปได้ เรื่องง่ายๆอย่างเช่น อ ประมวลกฎหมายที่ดินอย่างเงี้ย ถ้าบ้านคุณอยู่ในพื้นที่ที่แบบ เอ่อ พื้นที่ตรงนี้เอกชน อื รัฐบาลเนี่ย รัฐ หน่วยงานของรัฐไม่สามารถเอาเงินเข้าไปแก้ไขปัญหาได้ ถูแต่ มันเป็นปากป่าเลยนะ แต่ถนนพังพินาศเลยนะ แต่ท่อเไม่เคยลอกมาเป็นปีนะ คือเจ้าของเดิมอยู่ไหนไม่รู้ หาไม่เจอแล้วด้วยอ่ะ อือ ไฟดับมืดสนิทเลยนะ มันทำยังไงอ่ะ ท้องถิ่นก็อยากแก้ เงินมีอยู่เต็มมือแก้ไม่ได้ อื กฎหมายมันไม่อนุญาตอ่ะฮะ อ่ะเราก็ต้องไปแก้ พี่พี่เท้งยื่นเข้าไปแล้วรอบที่แล้ว มันโดนปัดตก อ๋อ เราก็ต้องมาดูว่าโอเค ถ้าจะต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ระดับพื้นที่ที่มีผลกับทั้งประเทศเนี่ย ก็ต้องเป็นกฎหมายก็ต้องยื่นอีกแล้ว มีอะไรบ้างที่เรารีวิวได้เพิ่ม ที่จะมีผลบวกต่อการใช้ชีวิตของพี่น้องประชา ชนอ อื นี่ถือเป็นเรื่องแรกๆหรือเปล่าที่จะต้องทำในช่วงเข้าไปเนี่ย เรื่องเรื่องที่ดินอะไรอย่างงี้ใช่มั้คะ อันนี้ยังไม่ได้คุยกับทางยุทธศาสตร์พรรค ขณะนั้นเนาะ แต่ว่าเท่าที่ลองดูมาเนี่ย น่าจะเป็นประกันสังคมอ่ะ ภาพรวมพรรคนะ ประกันสังคมเนี่ยแน่นอน เพราะว่าชัดเจนที่สุด อ แล้วก็มีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม ทำพรบ.กันแทบจะเสร็จแล้ว เตรียมเสนอแล้วอ่ะ สภาเปิด ก็ยื่นเลย อ่า อื ก็คือสภาเปิดก็ทำงานได้เลย ใช่ แล้วก็แก้แก้แก้รัฐธรรมนูญบางตราที่มันสะท้อนความรู้สึกของพี่น้องประชาชนในช่วงนี้ อ่า อ๋อโอเค แล้วแต่แต่ถ้ามองในเชิงนี้ล่ะ จะเรียกว่าสิ่งที่เราได้เจอใน 2 ปีครึ่ง ในการเป็น ส.ส. และนักการเมืองเนี่ย มันมีเรื่องอะไรมั้ยในสภาที่เรารู้สึกว่าโอ้โห อันนี้แบบโหเกินคาดว่ะ ไม่เคยคิดจะเจออย่างงี้ หรือบางเรื่องแบบเอออันนี้ก็โอเค เข้าใจ แต่เอาเรื่องเกินคาดดีกว่ามีอะไรมั้ที่แบบโอ้โหมันขนาดนี้เลยหรอวะ อะไรประมาณอย่างเงี้ย อืม จริงๆก็เอ่อ เราอ่ะเชื่อ เราเชื่อมา เราไม่ เราเราไม่ได้เชื่อมั่นในตัวบุคคลอะไรขนาดนั้นน่ะ แต่เราไม่ได้มองว่านักการเมืองเป็นอะไรที่สกปรก ก่อนนั้นคือเราไม่ได้มองว่าอาชีพนี้มันแย่ขนาดนั้น โอเค อื เราก็รู้แหละว่า อื มันก็มีความไม่ตรงไปตรงมาอะไรอยู่อะไร เงี้ย แต่เราไม่ได้มีทัศนคติที่แย่กับมันขนาดนั้นอะไรเงี้ย อ พอมาสัมผัสจริงๆก็ เออมันสามารถเปลี่ยนข้อเท็จจริงผ่านคำพูดได้ในระยะเวลาไม่นานเลยนะเนี่ย ออ เราเพิ่งพูดเรื่องนี้กันในสภาไปไม่นาน มันถูกเปลี่ยนข้อเท็จจริงแล้วหรอตอนเนี้ย อะไรอย่างเงี้ย ประมาณแบบ จะยังไงดี ตัวเราเองอ่ะรู้สึกว่าความน่าเชื่อถือของนักการเมืองมันก็สะสมผ่าน การรับผิดชอบต่อคำพูด การทำงานใช่มั้ยคะ ก็พูดพูดอย่างทำอย่างงี้เหรอ เออ ใช่มั้ย พูดง่ายๆ หรือลืมสิ่งที่ตัวเองเคยพูดไปแล้วอะไร เงี้ย แล้วพูดแบบใหม่ เปลี่ยนข้อเท็จจริง อะไรเงี้ย เอออันนี้มันก็เป็นสิ่งที่ เออ มันทำได้แบบนี้เลยเนาะ เราเลยเป็นคนชอบเก็บ ฟุปintมาก จดใครพูดอะไรตอนไหนแล้วก็จะมี การจดไว้อยู่ ออ อันนี้คือสิ่งที่เราเห็น อ แล้วเรียนรู้แต่ไม่ทำตาม ก็ก็เป็นสิ่งที่แบบโว ขนาดเลยเหรอ แต่สิ่งที่รู้สึกว่าเออมันเรียวโพลิติก มากๆแล้วก็ อืม การแบบหัก MOU หัก MOA อะไรอย่างเงี้ย เป็นสิ่งที่เออได้เลยหรอ เายอมแลกความเชื่อถือของพี่น้องประชาชนกับเป้าหมายทางการเมืองของตัวเองได้ขนาดนั้นเลยหรออะไร เงี้ย ก็มีสิ่งที่เซอร์ไพรส์เนาะ เพราะเราใหม่ อ่ะในช่วงในช่วงปีแรกของการเป็นนักการเมือง อ่า ข้อตกลงระหว่างกันมันต้องแบบ เราก็เข้าใจว่าการเซ็นข้อตกลงร่วมกันมันต้องเป็นการตกลงกันแบบผู้ใหญ่ดิ อ่า เรา เพราะคุณคือผู้แทนราษฎรนะ ไม่มาหักกัน ใช่มันคือผู้ใหญ่คุยกัน อื เดิมพันคืออนาคตประเทศอ่ะ มันไม่น่าหักกันง่ายๆ หรือหักหลังกันง่ายๆแบบนี้อะไรเงี้ย เราก็เจอ กันมาแล้ว อันนี้ก็ช็อกเป็นปลาช็อกน้ำเหมือนกันตอนนั้น อื อ อันนี้คือเกินคาด เกินคาด ถามว่าตอนนี้ภูมิต้านทานเยอะขึ้นหรือยัง โดนวัคซีนไปเย ก็เรายังคงมีความมองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ มีความหวังนำทางอยู่เสมอ โอเค อื แต่ก็เตรียมพร้อมกับทุกสถานการณ์มากขึ้น อื อ สมมุติถ้าเราแบบไปด้วยความมองของโลกในแง่ดีอย่างเดียวกันไป มันอาจจะไม่ได้เผื่อแพน B แพน C แพนอะไรไว้เลย อะไรอย่างงี้ใช่มั้คะ แต่ว่าก็รอบคอบก็สุขุมขึ้นแหละ เพิ่งคิดว่ารัดกุมขึ้น ออ ครับ ถ้าถ้าถามในมุมชีวิตส่วนตัวนึงอยากรู้ว่า 2 ปีที่ผ่านมาก่อนจะมาเป็นนักการเมือง มาเป็นสส.แล้วมาเป็นสส.จนถึงวันเนี้ย ชีวิตเปลี่ยนมั้ย การใช้ชีวิตพักผ่อน นอนหลับ การไปท่องเที่ยว ชีวิตมันเปลี่ยนมั้ย บอกดูขอบตา นี่ผมฟังเสียงอยู่ไงว่าเสียงเปลี่ยน เปลี่ยนแน่นอน เออ เปลี่ยนแน่นอน ขนาดว่าก่อนหน้านี้เป็นแอร์มาก่อน เวลานอนก็ไม่ค่อยมีอยู่แล้วนะคะ เออ แต่ว่าจบงานจบจบงาน 1 ไฟท์ก็จบ ไปนอนไปทำอะไรละของเวลาตัวเองแล้วค่อยกลับมาเริ่มงานใหม่ อื มันก็ไม่มีอะไรค้างคา แต่งานเนี้ยไม่มีไม่ไม่มีวันไหนที่เราไม่มีอะไรต้องคิดก่อนนอนเลย อื มันมันไม่มีวันจบอ่ะ งานเรามันไม่มีทางจบ หมดเอหมด 1 ไป 2 หมด 2 ไป 3 ไม่หมดค้างไว้ก่อนไปแต่ 4 มาและ 5 กำลังจะเข้า ชีวิตเร็วมาก ชีวิตการเป็นผู้แทนราษฎรตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทุกอย่างเกิดขึ้นเร็ว และรู้สึกอะไรนานไม่ได้ อื เศร้าก็เศร้านานไม่ได้ ดีใจก็ดีใจนานไม่ได้ คือต้องคิดต่อแล้ว ใช่ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นในชีวิตเราจะแบบ โอเค เสียใจจังเลย แต่เดี๋ต้องเข้าพื้นที่ มันก็ เออ มันก็ไม่มีเวลาที่จะได้แบบว่าตกผลึกกับตัวเองในเรื่องส่วนตัวขนาดนั้น แค่มีเวลา นอนเราก็ดีใจมากๆแล้ว อโอ แสดงว่าเรื่องไปธงไปเที่ยวกับเพื่อนผม ไม่มีแล้วหายไปเลย น้อยมาก น้อยมาก คือชีวิตอยู่วนเวียนอยู่กับงาน ตรงนี้แล้ว ถ้าเกิดในแง่ตัวบุคคลกับในแง่ความคิด ทั้งความคิดส่วนตัวและความคิดทางการเมืองเนี่ย 2 ปีที่ผ่านมาในการเป็นสส. มันโตขึ้นมั้ โตขึ้นค่ะ โตขึ้น อือ มันสอนอะไรเราเยอะ อือ อือ อย่างที่เมื่อกี้คำถามอย่างคำถามเมื่อกี้ที่แบบว่าเออเราเรียนรู้อะไรกับมันมาก อะไรที่ว้าวบ้างเนาะ เราชนะแค่ในสภาก็ไม่พอนะ ต้องชนะความคิดคนด้วย อือ อือ การทำงานทางความคิดกับคนเป็นเรื่องสำคัญมากเนาะ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่แค่ ชนะสส.เอาไปให้ได้เยอะๆเพื่อเอาไปเปลี่ยนประเทศอ่ะ ไม่มีทางทำได้แน่นอน ถ้า ภาพรวมความคิดของคนในสังคมยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เราจะทำ อื หรืออะไรเงี้ย มันก็ต้องมันก็โตด้วยการที่ต้องเรียนรู้ผ่านสิ่งเหล่านี้ เรานิ่งขึ้นแน่นอน อื นิ่งขึ้น เรามีเราเข้าใจ พอเราเข้าใจมันมากขึ้นน่ะ เราจะวางการคิดเป็นระบบมากขึ้น อือื หรือหรือถ้าในเชิงจะเรียกว่าเชิงบุคคล เชิงความคิดส่วนตัวนี่จากการเป็นส.ส.มัน 1 สมัยบวกกันจะเป็นสมัยที่ 2 เี่มันทำให้เราเป็นยังไง เรายอมรับความเป็นจริง ยอมรับความหลากหลายได้มากขึ้น เรารู้สึกนิ่งขึ้น หรือเรารู้สึกว่าโอ้โหเอ่อยอมรับสภาพสังคมแบบนี้มากขึ้น ยอมรับสภาพการเมืองแบบนี้มากขึ้น มันมันมันโตในแง่ไหนความคิดของเรา อื เข้าใจความยากของมันมากขึ้น แต่ว่าไม่ได้ยอมรับว่าแบบมันก็เป็นอย่างงี้แหละ แล้วอยู่ๆไปเดี๋ยวก็ชิน แล้วเดี๋มันจะเบิร์น out ไงอ่ะ เออ ใช่มั้ย ถ้าเกิดว่า เออๆ พยายามสุดผิดหวัง พยายามสุดผิดหวัง สักวันมันจะแบบ เอาดีกว่า ขายก๋วยเตี๋ยวดีกว่า กลับไปบินดีกว่าอะไรเงี้ย แต่เพิ่งรู้สึกว่าเรายังมีความหวังอยู่เสมอ เรารู้แค่มันยาก เพราะอะไร อ แต่สิ่งที่จะทำให้เพิ่งรู้สึกสัสัingมากที่สุด แบบว่าหยุดอยู่กับที่มากสุดคือ มันจะทำยังไงกับเรื่องนี้วะ อ๋อโอเค ถ้าถ้าไม่รู้ว่าจะแก้ยังไง จะหยุดจะหยุดเลยอ่ะ มันจะแบบว่าจะคิดจนกว่าจะคิดออก โอเค อื เพราะว่าภาพการเมืองมันสอนให้เพิ่งเชื่อมโยงปัญหาพื้นที่เข้าสู่โครงสร้าง เชื่อมโยงปัญหาที่อยู่เห็นอยู่หน้างาน มันจะเห็นภาพรวมในหัวเลยว่าอ๋อ ต้องไปแก้ที่ล็อคนี้ อุดาดๆด่าๆกกต.ทำอะไรทำอะไรยาก อ สุดท้ายแล้วไปแก้รัฐธรรมนูญอะไรอย่างเงี้ยค่ะ มันจะรู้ว่าเป็นยังไงอรู้ แต่มันจะหยุดแบบ มันจะเครียดทันทีเลยถ้า มันเชื่อไม่ได้ ต่อไม่ได้ อือื การเป็นคนธรรมดาอ่า เป็นairร์ฮสตage เอง มันก็จะมีสังคม มีสังคมของ Airhostage มีสังคมของเพื่อน ทะเลาะกันเถียงกันก็อยู่ในหมู่เพื่อนวง ไม่ได้ใหญ่มาก พอมาเป็นสส. ยิ่งเป็นสส.ผัก ส้ม อือ โอ้โหมันมันมีหลายอย่าง มันมีกระสุน มันมีก้อนหิน มันมีดอกไม้ มันเข้ามาประดังประเข้ามา เราเรารับมือมันยังไงคือแว่า อารมณ์จากคนคนที่เป็นตัวแทนประชาชน จัดการตัวเอง รับมือกับสิ่งที่ วันนี้เช้าโดนชม บ่ายโดนด่า ตกเย็นดราม่า อะไรอย่างเงี้ย เออ อ่า ถ้าในแง่ของเอ่อ การรับมือกับ เ speed อะไรอย่างเงี้ย เออ ทำได้ดี ทำได้ดี คืออ่านทุกอ่านทุกคอมเมนต์เลยนะ เพิ่งๆ เป็นคนที่เช็คงานตัวเองตลอด ทุกคอมเมนต์ที่ประชาชนฝากมาเนี่ย อ่านตลอด ก็แบบว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา เราเอามาทำ เราเอามาปรับ แต่อะไรที่มันเป็นมา จากความไม่ชอบ อื มาถึงได้ๆๆ เราจะไม่ take it personal เลย อื อันนี้อันนี้ติดนิสัยมาจากตอนเป็นแอร์ เวลาผู้โดยสารไม่พอใจ เค้าไม่ได้พอใจพณิดา นะ เขาไม่พอใจแอร์คนนั้นที่ไม่ยกกระเป๋าให้ หรืออะไรใช่มั้ย อ่ะแยกออกกัน แยกแยกออกจากกัน เวลาประชาประชาชนเว่าเด่า หรืออะไรเงี้ย เไม่ได้ด่าที่ตัวตนเรา เไม่รู้จักเราด้วยซ้ำ เด้่าหน้าที่ของเรา บทบาทของเราในตอนนี้อะไรเงี้ย เพราะฉะนั้น ก็เลยสามารถจัดการความรู้สึกตัวเองได้ ว่า ถ้าเารู้จักเราเอาจจะไม่ด่าเราแบบนี้ก็ได้ ถ้าเรู้จารมณ์แล้วเไม่ด่าเราขนาดนี้หรอก หรืออะไร ซึ่งมันก็ทำให้เราปล่อยปล่อยได้ ปล่อยได้ ไม่ไม่ได้ไม่ได้รู้สึกว่าถูกลดทอนคุณค่าของตัวเอง ไม่ได้รู้สึกว่าเอ่อ กระทบต่อจิตใจมากขนาดนั้น อื อืนับ handle มันได้ handle มันได้ อือ เอ่อ เวลาที่ถูกชมก็จะคือลาบยศสรรเสริญ ผ่านมาผ่านไป อย่าไปหลงระเลิงอะไรกับมันมาก เพราะว่าเดี๋ยวแป๊บนึงก็จะโดนพี่ไหม ด่าอยู่ดี มีคนจ้องด่าอยู่ กลัวพี่ใหม่มากกว่ากลัวประชาชนแซวๆ เราเราต้องมีเราต้องมีแท่งหลักยึดของเรา อย่างที่บอกเวลาเซตมาตรฐานการทำงาน ทำทำตามนี้ได้อ่ะ สบายใจ ถ้ายังทำตามนี้ไม่ ได้อ่ะ ยังไม่สบายใจ อ่า แค่นั้น ส่วนผลของการยังไง ทำงานออกมามันจะเป็นยังไงไม่เป็นไรแล้ว แต่มุมมองของพี่น้องประชาชนประเมินเรา แล้วก็เอามาประเมินต่อมาทำงานต่อกับมัน แต่เพิ่งจัดการตัวเองได้อยู่ อื แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนคือกลัวพี่ใหม่เหมือนเดิม จำได้ว่าตอน เป็นคนเป็นคนที่ทั้งภาคกลัวแล้วคนเนี้ย จำได้ว่าตอนสัมภาษณ์ ไม่แน่ใจว่าตอนแรกทีนึงเออจะมีชื่อนี้อยู่แล้ว พระนิดานี่จะเป็นคนที่ sensitive กับชื่อของใหม่สิปัญญามาก ไหใจร้าย ทุกวันนี้ยังแสดงว่ายังเหมือนเดิม ยังไม่ต้องกลัวเดี๋ได้เจอต่อ เป็นคนที่เราเคารพนับถือมาก เป็นเป็นแบบว่าเฮ้ยเค้าเป็นผู้หญิงที่เก่งมาก เออ เก่งแบบที่เรายอมรับและเรามันรู้สึกน่าเกรงขามไปโดยปริ อ๋อ เออ เก่งแบบเออเราให้ความเคารพอ่ะ อีกคำถามนึงคือเป็น ส.ส. แบบพักส้มเนี่ย เราจะเห็นว่าแน่ๆคือที่สุดถ้าเห็นจากกองเชียร์คือคาดหวังต่อผู้สมัครคาดหวังต่อ ส.ส.สูงมาก แต่ขณะเดียวกันเราก็จะเห็นว่า โอ้โหงานมันเยอะมากนะฮะ เอ่อ มีงานนู่นงานนี่มันเยอะแยะไปหมดเลยเนี่ย ความคาดหวังก็เยอะ งานก็สูง เอ่อ แรงกดดันก็เยอะ มันมีบ้างมั้ครับที่รู้สึกว่าฉันไม่ไหวแล้วไม่เอาแล้วดีกว่าท้อแล้วมีมั้ย ไม่เคยไม่เคยเลยค่ะ เออ อื ไม่เคยมีไม่อยากทำแล้วไม่เคยมีแบบว่าท้อแท้เหนื่อยมีเหนื่อยทุกวันไม่มีวันไหนที่ไม่เหนื่อยเลย อื แต่โจทย์แต่ละวันมันก็ต่างกันไป อื เราเตรียมตัวมาเจอกับสถานการณ์แบบนี้อยู่แล้ว เราเตรียมตัวมาทำเรื่องยากอยู่แล้ว ไม่ได้เกินกว่าที่ เรา expect ว่าจะเจอ อ แค่โอเค วันนี้รอบนี้เจอโจทย์ยาก อือ เราจะต้องไปไฝ้ในกรรมาธิการรัฐธรรมนูญ เราจะเอาชนะทางความคิดกับทุกกรรมาธิการยังไง อะไรอย่างเงี้ย มันก็อยู่ที่ว่าเจอโจทย์อะไร หรือแบบอูประชาชนด่าแน่เลยช่วงนี้ เราจะทำยังไงเพื่อแก้สถานการณ์ อือ ออกไปทำอะไร อ อือ เดินพื้นที่หาพี่น้องประชาชน ประเมินสถานการกับประชาชนร่วมกันก่อนมั้ย และทุกครั้งที่ท้อนะ นึกออกเลย อือ ทุกครั้งที่เหนื่อย ทุกครั้งที่แบบว่า โอ๊ยเจอปัญหาเยอะ จะเข้าพื้นที่ อ๋อ เพราะว่ามันจะมีกอดอุ่นๆของแม่ๆที่เลือกเรามาเสมอ ซึ่งอันเนี้เป็นพลังใจที่สำคัญมากๆ เป็นขุมพลัง ใช่มันเป็นเสน่ของของการเป็นสส.เขตแบบนึงด้วยนะ คือเรารู้ว่าเราจะกลับไปหาใคร ทิ้งท้าย 2-3 คำถามแล้วกัน คุณมีอะไรเพิ่มเลยเดี๋ยวผมถามตรงนี้เลยเออว่าคือคือก็ เราเห็นแล้วแหละว่าตอนนี้ในชีวิตที่มันผ่าน มาแล้วมาถึงจุดที่มันเปลี่ยนแปลงไง แต่ถ้ามองไปข้างหน้าในภาพรวมผมเชื่อว่าก็ คงมีความคิดหรือว่ามีสิ่งที่เราอยากจะเห็นต่อสังคมไทยต่อการเมืองไทยในอนาคตข้างหน้าทีเนี้ย เหมือนกับเพราะสิ่งที่มันเกิดขึ้นวันนี้ผมเชื่อว่าลึกๆมันก็คงไม่เป็นไปตามที่เราหวังหรอกทั้งหมด แต่จากสิ่งที่ เราเห็นวันนี้กับมองไปข้างหน้าเนี่ยคุณ เพิ่งประเมินหรือมีความคิดหรือเรามอง สังคมการเมืองไปอย่างไรมันจะเกิดอะไรขึ้น หรือเราคิดว่าเราคาดหวังอะไรจากสังคมหลังจากนี้ จากการเมืองหลังจากนี้ อืม ทุกสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นในวันนี้มันจะส่งผลต่อคนรุ่นต่อๆไปอย่างแน่นอน เพิ่งไม่ใช่วัยรุ่นใจร้อน เพิ่งไม่ใช่คนรุ่นที่จะใจร้อนว่ามันจะต้องเปลี่ยนวันนี้พรุ่งนี้ 5 ปีภายในระยะเวลาเท่านี้อ่ะนะ เรารู้แหละว่าเงื่อนไขพอพอเรามาเรียนรู้เริติก แล้วเรารู้มันยาก อ ไม่ใช่เรื่อง คือมันเป็นไปได้นะคะ อย่าเพิ่งหมดหวัง อ แต่ไม่ใช่ดีดปึ๊บ ใช่มันไม่สามารถ พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน หรือว่าเปลี่ยนทุกอย่างได้ภายในระยะเวลาอันสั้นแน่นอน อ แต่มันต้องค่อยๆเปลี่ยน แล้วก็ด้วยความตั้งใจของคนจำนวนมาก อ งานเราคือต้องสร้างสร้างคนที่พร้อมจะเข้ามาทำงานเนี้ยได้มากขึ้น สิ่งที่ภาพรวมที่มองสถานการณ์ตอนนี้คือ เราเราเป็นกังวลมากกว่าว่ามันจะออกมาในทิศทางไหนกับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน นั่นนะคะ โอเค อื จากผลการเลือกตั้งที่มันออกมา เราเป็นกังวลมากกว่าว่า การดำเนินนโยบายของรัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน อือฮึ อื อื เพราะข้อเสนอที่เราเราเสนอกับพี่น้องประชาชนไว้ที่เรามั่นใจว่าพรรคประชาชนเราเสนอข้อเสนอนี้เพื่อแก้ปัญหานี้ ทุกพรรคเสนอข้อเสนอที่ดีที่สุดของตัวเองออกมาเหมือนกันหมดอ่ะ อ่า แต่เมื่อจัดตั้งรัฐบาลแล้วอ่ะ การผลักดันนโยบายจะเป็นไปตามข้อเสนอมากน้อยขนาดไหน เรากังวลถึง อ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนมากกว่า อื อื อือๆ แสดงว่าไม่ได้มองมองจะเรียกว่าไม่ได้ คือเข้าใจเข้าใจในสิ่งที่มันอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า แต่ณเวลานี้คือที่กังวลคือกังวลผลจากวันนี้มากกว่า อื ใช่มั้ย เพราะ 4 ปีมันคือช่วงชีวิตเด็กคนนึงกำลังจะเรียนจบ อ่า ก็จากอ่าใช่ คนนึงเข้ามหาลัย จบปี 4 ไปทำงาน ใช่ อื อื 4 ปีมันคือระยะเวลาที่ มันส่งผลนะ ส่งผลต่อชีวิตคนทั้งประเทศอ่ะ ก็ เป็นทั้งความกังวล อ แล้วก็ถ้าถ้ายังเป็นแบบประสบการณ์ 2 ปีที่ผ่านมาเราเองก็ค่อนข้างกังวลถ้ามันจะเป็นรูปแบบเดิม โอเค อื เพิ่มนิดนึงคือถ้าผมเป็นคนสมุทรปราการเขต 1 อื คุณเพิ่งคือตัวแทนของผม ตัวแทนของคนสมุทรปราการเขต 1 คุณเพิ่งมองภาพ สมุทรปราการเขต 1 หรือว่าอยากเอาเขตนอก จากงานสภาแล้วเนี่ย ในพื้นที่เนี่ยจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตอยากเห็นอะไรในพื้นที่ เอ่อ ก่อนหน้าเนี้ยทุกคนไม่ใช่สิ ภาพรวมคนก็จะมองว่าคนปากน้ำมีเจ้าของ คนสมุทรปราการมีเจ้าของ อื ใช่มั้ยคะ ความที่จะรู้สึกกล้าขึ้นมาผลักดันข้อเรียกร้องของตัวเองเนี่ยมันจะน้อย อื แล้วมันจะเงียบ อ่า เมื่อเราเข้ามาทำงานการเมือง เพิ่งเชื่อว่าสิ่งนึงที่เป็นเอ่อ หลักฐานของการประสบความสำเร็จของความรู้สึกตัวเองเนี่ย คือมันมีคนกล้าลุกขึ้นมามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น อื ทั้งท้าชิงในสนามท้องถิ่น ทั้งเสนอตัวเข้ามาผลักดันข้อเสนอของตัวเองในในกับเราอะไรอย่างเงี้ยค่ะ เพิ่งรู้สึกว่าเอ่อ อย่างน้อยที่สุดเราเป็นจุดเริ่มต้นของใครหลายๆคนได้เนาะ เพิ่งรู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและพัฒนาได้ เราอยากเห็นอะไรแบบนั้นมาแข่งกันไอ ก่อนหน้านี้มันไม่ค่อยไม่ค่อยมีคนมาแข่ง อ๋อ เทศบาลไหนก็จะเป็นคนนั้นน่ะ อยู่กันไปกันยาว อื อะไรเงี้ย เราเห็นเราเห็นความกล้าที่จะออกมาแข่งขันกันมากขึ้นจากหลากหลายกลุ่มก้อน หรือว่าแม้แต่เสนอตัวเข้ามากับพรรคเราก็ตามอะไรเงี้ย เราดีใจที่ได้เห็นข้อเสนอดีๆให้พี่น้องประชาชน ถ้ามองในแง่ของการทำงานของตัวเองต้องคิดว่าปัญหาที่พี่น้องประชาชนกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ในปัจจุบันเงี้ย สามารถแก้ไขได้ถ้ามันมีความตั้งใจที่จะแก้จริงๆ อย่างเช่นนะคะ เราเป็นเมืองลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นปากน้ำทั้งประเทศจะไหลมาออกมามาจบกับที่เราแล้วค่อยออกทะเล เพราะฉะนั้นปัญหาน้ำท่วมน้ำหนุนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างเงี้ย รูปธรรมของการแก้เวลาพูดมันอาจจะดูเป็นเหมือนปัญหาท้องถิ่นนะ อื แต่ใช้งบมหาศาลเนี่ย มันก็ต้องเข้าสู่ การมองภาพรวมประเทศใช่มั้ยคะ เออ เราจะบริหารจัดการน้ำลุ่มแม่น้ำอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบนี้ซ้ำๆซากๆ เราก็ต้องมาดูเป็นข้อเสนอเชิงกฎหมาย พรบ. จัดการน้ำมั้ย พรบ. ขระบีย ทำให้หน่วยงานรัฐสามาตอบสนองต่อปัญหานี้ได้ อ มากขึ้น อื ประมาณนี้ โอเคครับ สุดท้ายมีอะไรอยากจะบอกกับพี่น้องประชาชนที่ทั้งเลือกเราไม่เลือกเรา หรือบางคนเลือกเราเลือกส้มแต่ก็รู้สึกว่า เออที่ผ่านมาปัญหามันเยอะจังเว้ย มันอะไรนักหนาจังๆในพรรคนี้อะไรประมาณเนี้ย คือมีอะไรอยากจะสื่อสารกับเขาในโอกาสนี้ก็ อ่า ได้ทุกประเด็นอ่ะ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวปากน้ำไทยบ้านบางเมืองบางเมืองโปร่งบางด้วนทุกท่านนะคะ ที่มอบความไว้วางใจให้กับพึ่งผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ 40,000 3,000 กว่าคะแนนแล้วนะคะ ก็รู้สึกซาบซึ้งอยู่เสมอที่ยังได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนอยู่นะคะ แล้วก็ฝากถึงพี่พ่อแม่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศนะคะ ก็ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่ไว้วางใจพรรคเรา แม้โอเคเราจะยังไม่สามารถชนะการเลือกตั้งเป็นพรรคอันดับ 1 ได้ ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ไม่สามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้ เราจะยังเดินหน้าตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่นะคะ เพื่อตอบแทนด้วยความไว้ วางใจที่มอบให้ แล้วก็จะพยายามผลักดันทุกข้อเสนอของเรา ที่เรามองว่าเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ผ่านการผลักดันนโยบาย ในสภานิติบัญญัติของเรา ผ่านการเสนอกฎหมาย มันอาจจะไม่ได้ดิบนิ้วได้ทันทีเหมือนการเป็นรัฐบาล แต่มันก็ทำรูปธรรมของการแก้ปัญหาได้อย่างการออกกฎหมาย ก็จะตั้งใจทำเต็มที่ในระวังระหว่างนี้เราจะมาสำรวจความผิดพลาดของเราทั้งหมดนะคะ ที่เกิดขึ้นในระหว่างช่วงที่ผ่านมา ทุกคอมเมนต์ของพี่น้องประชาชนเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงแก้ไขพรรคเรา เราเชื่อว่าพรรคเราเป็นพรรค มวลชนอยู่แล้ว ทุกเสียงทุกคนเป็นเจ้าของ สมาชิกทุกคนเป็นเจ้าของพรรค ทุกเสียงสะท้อนของประชาชนมีผลต่อการทิศทางการเดินหน้า เข้าใจว่าเดือนเมษายนนี้จะเป็นเดือนสำคัญที่จะเป็นการประชุมสามัญประจำปี น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่หลายๆอย่างที่พี่น้องประชาชนสามารถคาดหวังได้ว่าเราจะนำมาปรับปรุงกระบวนการภายใน ให้พี่น้องประชาชนยังคาดหวังกับพรรคเราได้มากขึ้น กอบกู้วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนบางท่านให้ยังเชื่อมั่น เชื่อใจ แล้วก็ยังมองว่าพรรคประชาชนคือพรรคที่ท่านฝากอนาคตลูกอนาคตหลานอนาคตประเทศไว้ที่พวกเราได้ค่ะ จะตั้งใจทำงานให้เต็มที่ค่ะ ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน โอเคโอเค ไม่นิ่งนอนใจนะ ไม่นิ่งนอนใจ รับฟังทุกเสียง ใช่ ทั้งอ่าชมและด่า โอเค รับดอกไม้ได้ก็ต้องรับก้อนหินได้ อ่าโอเคโอเคอ่ะ วันนี้ละฮะ ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีได้มาสนทนากันแล้วก็แลกเปลี่ยน แล้วก็ได้สอบถามกันหลังจากเคยคุยกันเมื่อตอนเป็นสมัยแรกนะ วันนี้มาเป็นสมัยที่ 2 มันย่อมมีอะไรที่ที่แตกต่างออกไปนะครับ ก็เป็นโอกาสที่ได้มาสนทนากัน ต้องขอบคุณคุณผึ้งนะฮะ ก็เข้าใจว่าอยู่ในช่วงเวลาที่ยังต้องไปเดินขอบคุณอยู่แล้วก็เตรียมพอ ประสบการทำงานนะครับ แต่ก็โอเค ขอบคุณที่โอกาสเรามาสนทนากันในวันนี้นะครับ แล้วก็ส่วนนะฮะ หลังจากนี้นะครับเอ่อใครพี่น้องในพื้นที่นะ หรืออาจจะนอกพื้นที่นะครับ ถ้าอยากติดตามอยากจะไป ส่งข้อความอะไร เข้าใจว่ามี Facebook อยู่ ก็ส่งไปได้เลยนะอ่ะ สมุทรปราการเขต 1 ใครมีเรื่องอะไรก็ ผ่านช่องทางตรงนั้นไปได้นะฮะ หรือใครไม่ใช่สมุทรปราการเขต 1 แต่อยากฝาก แต่อยากฝากไปถึงพันก็เข้าใจว่าคุณก็คงเปิดรับนะครับ ก็ไปตรงนั้นได้ ไปตามต่อตรงนั้นได้นะครับ ส่วนครั้งหน้าเราจะไปคุยกับใครเรื่องอะไรก็รอติดตามกันได้เช่นเคยนะ ครับ วันนี้ผมคุณเอ็และคุณครึ่งต้องลาไปก่อนครับ สวัสดีครับผม สวัสดีครับ ดูคลิปจบแล้วฝากกดไลค์ กดแชร์ กด Subscribe รวมถึง Super Thank ช่อง YouTube ปฏิชน ทีวีกันด้วยนะครับ