Transcription
ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับสู่งานสัมมนา ช่วงบ่ายนะครับเราตั้งชื่อเสวนาในช่วงบ่ายวันนี้ว่า "โฉมหน้าเผด็จการเบ็ดเสร็จ" นะครับ ส่วนนึงของการจัดงานวันนี้นะครับก็เพื่อเป็นการเปิดตัวหนังสือนะครับ หนังสือแปลนะครับของคุณฮาน่า เรนนะครับ ซึ่งใช้ชื่อในภาษาไทยว่า "กำเนิดระบอบเผด็จการ" เสร็จนะครับ หรือว่าชื่อในภาษาอังกฤษก็คือ "The Origin of Totalism" นะครับ ก็เป็นโอกาสอันดีนะครับที่หนังสือสำคัญเล่มนี้นะครับ ได้แปลเป็นภาษาไทยแล้ว ก็คาดหวังว่าจะได้เผยแพร่ให้กับทุกท่านได้ศึกษา นะครับ แล้วก็อาจจะเป็นตำรานะครับที่อาจจะให้นักศึกษาได้อ่านด้วยนะครับ ผมขอเริ่มต้นด้วยอาจารย์กองทองเลยนะครับ
>> ค่ะ ขอบคุณค่ะ อาจารย์ประเสริฐ ขอบคุณคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยานะคะ ที่กรุณาเชิญฉันมาร่วมงานในวันนี้ ก็มาในวันนี้เนี่ยก็อาจจะมาช่วยให้เราอ่านหนังสือเล่มนี้ของฮันนา อารเรนเนี่ย ได้ง่ายยิ่งขึ้นนะคะ คือเพราะจริงๆแล้วมันเป็นหนังสือที่อ่านยากนะคะ คือตอนที่ฉันอ่านครั้งแรกเนี่ย อ่านเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งก็ไม่ได้อ่านทั้งเล่มหรอก อ่านเลือกอ่านบางบทที่อ่าน ก็คือตอนที่ 3 ของหนังสือเล่มนี้อ่ะนะคะ แล้วก็ตอนที่รู้ว่าอาจารย์สายพินจะแปลเนี่ย ก็ก็คือก็ทึ่งอ่ะนะคะ เพราะว่าคือหนังสือมันหนามาก ภาษาอังกฤษก็หนามาก แล้วก็มันก็อ่านยาก ไม่ใช่เพราะว่าฮันนาเนี่ยใช้ศัพท์ยากอะไรนะคะ คือถ้าเทียบกับงานของอาจารย์เบนเนี่ย เบนเนี่ยจะคิดศัพท์แปลกๆใหม่ๆนะฮะ ซึ่งซึ่งมันยากมาก แต่นี้ก็ก็ใช้ในอันนี้คืออ่านเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมันไงไม่รู้ แต่ปัญหาคือวิธีการเขียนของเธอเนี่ย เธอจะเขียนประโยคนึง 3-4 บรรทัด ฉะนั้นมันก็จะมี adjective clause นะคะ ประโยคขยาย ขยาย ขยายประโยคขยาย ขยายประโยคขยายนะฮะ ฉะนั้นเนี่ย มันทำให้บางทีมันต้องทำความเข้าใจประโยคนี้อยู่ตรงไหน คราวนี้อ่านภาษาไทยเนี่ย อาจารย์สายพินแปลดีมาก ก็แปลได้อย่างราบรื่นมาก แต่ก็ยังมีปัญหาอีกสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับงานของฮันนาเนี่ย ไม่ไม่คุ้นเคยงานของอารเรน แล้วภาษาไทยเนี่ยมันไม่มี full stop ไม่มีภาษาอังกฤษรู้สึกว่าถ้าสมมุติว่าจะมีการพิมพ์ครั้งที่ 2 นะคะ ซึ่งเข้าใจว่ารอบแรกเนี่ยเค้าก็พิมพ์น้อยมาก ประมาณ 600 เล่มเท่านั้นเอง เรื่องเนื่องจากหนังสือมันก็ราคาแพงนะคะ คิดว่าคนจะขายไม่ได้ แต่จริงๆแล้วเป็นหนังสือที่ว่ามันสำคัญมากๆนะ เป็นหนังสือที่ยิ่งใหญ่เล่มนึงของโลกปรัชญาการเมืองนะคะ แล้วก็อยากให้ได้อ่านกัน คือดิฉันเองเนี่ยกลับมาอ่านอีกรอบนึง คือก็ใช้สอนหนังสือด้วย ใช้สอนวิชาความเข้าใจในการเมืองโลกนะฮะ ก็ให้เด็กอ่าน ซึ่งเด็กที่เรียกนี้คือก็เป็นเด็กที่ภาษาอังกฤษดีมาก อ่านได้ก็ยังมีปัญหาว่าต้องช่วยกันอ่าน ช่วยกันแปลนะคะ ฉะนั้นเนี่ย วิธีอ่านให้อยากแนะนำสมมุติคุณอ่านภาษาไทยแล้วไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าประโยคเริ่มต้นอยู่ตรงไหน ประโยคลงท้ายอยู่ที่ไหน อ่านคู่ภาษาอังกฤษไปด้วยก็จะรู้ว่าโอเค นี้คือข้อความของประโยคนี้นะคะ เพราะว่าไม่งั้นมันก็จะงง บวกกับงานของอารเรนเนี่ย แม้ว่าจะเป็นงานปรัชญาการเมือง แต่ว่าเธอก็พัฒนามาจากประวัติศาสตร์ของยุโรป ซึ่งเราพวกเราเองก็ไม่ได้คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ยุโรป ฉะนั้นเนี่ยมันก็อาจจะทำให้อ่านยากนะฮะ ก็คืออีกอย่างนึงถ้าแนะนำว่านอกจากเติม ถ้ามีการพิมพ์ข้อที่ 2 นอกจากจะเติม full stop เข้าไปในภาษาไทยแล้วเนี่ยนะคะ เพื่อทำให้เราอ่านง่ายขึ้น แนะนำว่าช่วยทำให้ปกมันเด่นกว่านี้นิดนึง ได้มั้คะ คือคือจริงๆแล้วหนังสือเล่มนี้มันใหญ่มาก ผู้เขียนก็ใหญ่มาก ทั้งชื่อตัวหนังสือมันเอง ทั้งตัวฮันนา อารเรนเองเป็นนักคิดที่ยิ่งใหญ่ของศตวรรษที่ 20 นะคะ แต่ว่าปกเนี่ยมันหายไปเลย ทั้งชื่อหนังสือและชื่อผู้เขียนนะคะ ก็เอ่อมันไม่เด่นน่ะรู้สึกว่าคือมันดูเมื่อกี้คุยกับเพื่อนยังนินทากันเรื่องปก ว่ามันมันทำให้ทั้งผู้เขียนและตัวชื่อหนังสือนมันมันหายไปบนความจืดนะคะ อีกอันนึงที่จะแนะนำก็คือหนังสือเล่มนี้มันมี 3 ตอนนะคะ แล้วมันหนักมาก ดิฉันไม่รู้คนรุ่นใหม่อาจจะไม่คุ้นเคยการอ่านหนังสือเล่มปาด้วย ดิฉันเองก็แก่แล้วนะคะ การหยิบหนังสือเล่มาอ่านอย่างนี้เนี่ย มันหนักมาก แล้วคุณต้องต้มก้มหน้าอ่านนานๆ มันไม่ไหวมันปวดหัว นี้แนะนำว่าแบ่งเป็น 3 เล่มแต่ว่าขายควบกันไป 3 เล่มไม่ขายแยกจะทำให้การอ่านง่ายขึ้นนะคะ พกพกไปเรียนก็ง่ายขึ้นด้วยนะคะ โอเคดิฉันเอ่อจะไม่คอมเมนต์เกี่ยวกับหนังสือมากนะ เพราะคิดว่าความคิดของดิฉันเนี่ยเอ่อไม่ได้สำคัญเท่ากับตัวงานของอารเรนนะคะ ฉะนั้นก็จะมาช่วยเล่าให้ฟังว่าหนังสือเล่มนี้เนี่ยประเด็นเป็นหลักๆของมันคืออะไร ซึ่งก็เป็นประเด็นหลักในความคิดของดิฉันนะคะ อาจารย์เกษมก็สนใจในประเด็นของตัวเองไป คราวนี้เอ่ออยากจะที่ขอพูดก่อนเนี่ยเพราะว่าจะทำหน้าที่ในการที่จะเอ่อเริ่มจากให้เห็นภาพรวมอย่างสั้นๆ แล้วก็ตัวเองก็จะไปโฟกัสตอนที่ 3 คือหนังสือเนี่ยมันแบ่งออกเป็น 3 ตอนนะคะ หรือจะบอกว่า 3 volume ก็ได้ คือตอนที่ 1 ก็คือเรื่องลัทธิรังเกียจเชื้อชาติยิว หรือ anti-semitism 2 ลัทธิจักรวรรดินิยม imperialism แล้ว 3 ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ 3 อันนี้เนี่ยมันโยงกันยังไงนะคะ มันมีความเกี่ยวเนื่องกัน ถ้าจะอ่านเนี่ยถ้าเข้าใจเนี่ยนะฮะ ฉันจะช่วยอธิบายว่ามันเกี่ยวโยงกันยังไงนะคะ ก็คือตัวหนังสือเนี่ยมันพยายามอธิบายต้นกำเนิดและลักษณะพิเศษของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จนะคะ ซึ่งในตัวอย่างของหนังสือนะสิ่งที่อันะที่อารเรนศึกษาเนี่ยเนี่ยก็คือระบอบนาซีเยอรมันและระบอบสตาลิน แต่แน่นอนว่าเธอให้ความสำคัญเนื้อหาส่วนใหญ่จะอยู่ที่ระบอบนาซีมากกว่า ด้วยข้อมูลด้วยความรู้ที่มี การเปิดเผยนะฮะ เพราะระบอบนาซีเนี่ยมันล่มสลายไปพร้อมกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่ระบอบสตาลินเนี่ยมันยังคงดำรงอยู่นะคะ ซึ่งสำหรับอารเรนแล้วเนี่ยไอ้ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จเนี่ยมันเป็นมีลักษณะที่พิเศษแตกต่างจากระบอบคณาธิปไตยหรือระบอบอำนาจนิยมอื่นอื่นนะคะ หรือระบอบที่ไม่ได้เผด็จการเบ็ดเสร็จ มันเป็นระบอบที่ไม่เคยมีอยู่ในโลกมาก่อนนะฮะ แล้วหลังจากนี้มันก็ยังไม่ได้เกิดขึ้นอีก แต่ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่มี สิ่งที่ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จทิ้งไว้มันยังคงดำรงอยู่ในโลกปัจจุบันนะคะ แล้วรวมถึงมันมีหน่ออ่อนที่หรือเป็นเชื้อของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จเนี่ยที่ดำรงอยู่ในหลายสังคมนะคะ ในโลกปัจจุบันวันด้วยนะคะ ฉะนั้นเนี่ยคิดว่าหนังสือเล่มนี้เนี่ยมันจะช่วยทำให้เราเห็นตัวเราหรือเห็นปรากฏการณ์หลายอย่างที่มันเกิดขึ้นในหลายสังคมนะคะ แล้วมันทำให้เราต้องระมัดระวังมากขึ้นว่าไอ้เชื้อของระบอบที่มันชั่วร้ายขณะนี้เนี่ย มันลุกลามบานปลายกลายเป็นระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จได้อย่างไร แล้วก็ก็หวังว่าเชื่อว่าอารเรนก็หวังว่าถ้าเราเห็นเชื้อเหล่านี้แล้วเนี่ย มนุษยชาติมันจะรู้จักเรียนรู้และจะไม่ปล่อยให้ความชั่วร้ายนี้เนี่ยมันลุกลามบานปลายกลายเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติอีก ซึ่งล้มเหลวนะคะ ล้มเหลว มนุษยชาติล้มเหลวในการที่จะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ หลังจากเหตุการณ์นาซีเยอรมัน มันก็ยังมีเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในหลายๆที่ทั่วโลก การฆ่าล้างขนาดใหญ่ซึ่งอาจจะไม่เข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่ก็เข้าข่ายการอาชญากรรมต่อมนุษยชาตินะคะ คือคำว่า genocide มันมีมันมีนิยามเฉพาะของมันอีกต่างหากนะคะ ซึ่งไอ้สิ่งเหล่านี้ยังคิดว่าเวลาที่เราอ่านอารเรนเนี่ย ต่อให้เราสังคมไทยยังไม่เคยเข้าสู่ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จก็ตาม แต่คิดว่ามันสามารถเอามาเปรียบเทียบได้ เช่นอาจารย์นิธิเองก็เคยเอาบทที่พูดถึง massชนนะฮะ มวลชนในงานของอารเรนมาใช้ อธิบายมวลชนเสื้อเหลือง แกเขียนเห็นเป็นเป็นบทความลงในมติชนสุดสัปดาห์นะฮะ ตอนนั้นก็เข้าใจว่าคนเสื้อเหลืองโดยเฉพาะในระดับปัญญาชนก็โกรธกันมากนะคะ ไปหาว่าพวกเราเป็นอนุภาคในสังคมที่แตกกระจายที่รวมกลุ่มไม่ได้เป็นพวก ignorant อะไรนะคะ หรือว่าปัจจุบันถ้าเราไปอ่านข่าวลองหาคำว่า อะไรอ่ะ Banality of Evil ชื่อของหนัง ชื่อของหนังสือที่พวกเราเพิ่งดูกันไปเนี่ยนะป่ะ แล้วก็ใส่คำว่า Trump เข้าไปมันก็จะมีคนเปรียบเทียบสิ่งที่ Trump เป็นนะฮะ หรือความเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จของ Trump ว่ามันก็ใกล้เคียงกับสิ่งที่มันมีหลายอย่างที่มันใกล้เคียงกับสิ่งที่อารเรนพูดไว้นะคะ คราวนี้เอ่ออยากเข้าในแง่ของตัวหนังสือเนี่ยนะคะ โอเคเรามาพูดถึงตอนที่ 1 ก่อนนะคะ ไอ้ลัทธิรังเกียจเชื้อชาติยิว หรือ anti-semitism เนี่ยนะคะ มันมันคืออะไรนะคะ อารเรนเริ่มจากนี้ก่อนว่าสำหรับเธอเนี่ยไอ้ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ totalitarianism เนี่ยมันจริงๆแล้วมันเธอมองพินิจเข้าไปในรายละเอียดของมันของสิ่งที่มันเกิดขึ้นเมันเป็นสิ่งที่มันไร้สาระ ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิงนะคะ ในแง่ที่ว่ามันเป็นระบอบที่มันระดมเอาสรรพกำลังทั้งหมดในสังคม สถาบันต่างๆในสังคมทั้งตำรวจ ทหาร ข้าราชการ ระบราชการทั้งหมด กำลังคน นักวิทยาศาสตร์ ปัญญาชน เพื่อมากำจัดชาวยิว ชาวยิวซึ่งไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองใดๆเลยในขณะนั้น ไม่ได้มีความสำคัญอะไรในสังคมยุโรปในขณะนั้นเลยนะคะ คือไม่มีประเทศของตัวเองอ่ะ มันไม่เหมือนจะบอกได้อิสราเอลน่ากลัวอิหร่านน่ากลัวยังไงได้ มันมีประเทศตัวเองมีกำลังทางการทหารของตัวเองนะคะ ยิวขนาดนั้นไม่ได้มีอะไรนะ คะไม่ได้แล้วก็คนมันก็มีสารพัดชนใช้มี ทั้งคนที่ร่ำรวยเป็นล่ะค่ะรวมถึงคนที่ยากจน ไม่มีบ้านอยู่ พวกไร้ไร้รัฐอยู่เต็มไปหมดกระจายอยู่ทั่วยุโรปนะคะ แต่ระบอบนาซีฮิตเลอร์สามารถทำให้คนเยอรมัน สังคมเยอรมันซึ่งโดยปกติเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยปัญญาชน มีนักศิลป์ มีศิลปินยิ่งใหญ่ของโลกใช่มั้ยฮะ มีโมสาร์ท มีไฮเดกเกอร์ มีนักปรัชญา มีมาร์ก ผลิตนักปรัชญาขึ้นมาเต็มไปหมด ฮันนาเองก็เป็นผลผลิตของสังคมเยอรมัน เป็นยิวเยอรมันนะฮะ เป็นประเทศที่เรียกว่าอุตสาหกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมเนี่ยในขณะนั้นเนี่ยอันดับ 1 ของยุโรปในขณะนั้น แต่สามารถทำให้คนเหล่านี้เนี่ยเชื่อได้แล้วก็ยอมยินยอมที่จะกลายเป็นเครื่องมือของระบอบนาซี ในการที่จะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวได้ ซึ่งซึ่งเธอเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มันไร้สาระมาก ฉะนั้นนี่ก็เป็นจุดที่ทำให้เธอต้องตั้งคำถามว่า อ้าวแล้วไอ้ลัทธิรังเกียจชาวยิวเนี่ย มันประสบความสำเร็จได้ยังไง มันขึ้นมาได้ยังไงนะ ซึ่งอันนี้เนี่ยนะฮะ ก่อนจะไปอันนี้เนี่ยต้องเข้าใจฮันนาปฏิเสธเศษความเชื่อที่มีอยู่ในสังคมในโลกปัญญาชนในขณะนั้นเกี่ยวกับชาวยิวนะคะ ซึ่งก็ละความเชื่ออันนี้เนี่ยมันก็ยังคงอยู่ในปัจจุบันอยู่ด้วยนะคะ อันแรกเลยนะคะเธอบอกว่าไอ้ลัทธิรังเกียจชาวยิวเนี่ย มันต่างกับลัทธิชาตินิยมนะ มันไม่ใช่ผลประโยชน์ ไม่ใช่ผลผลิตของรัฐที่ชาตินิยม ความเกลียดชังชาว ยิวมีลักษณะข้ามชาติ International นะคะ สิ่งที่ฮิตเลอร์ต้องการที่จะเหตุผลอันนึงในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวไม่ใช่เพื่อที่จะทำให้ชาติเยอรมันยิ่งใหญ่ หรือเพื่อที่จะทำให้ชาติเยอรมันปลอดซึ่งชาวยิวเท่านั้น แต่ว่าฮิตเลอร์ไปที่ไหนนาซีไปที่ไหนก็จะกำจัดชาวยิว แล้วก็ไปตั้งค่ายกักกันเต็มไปหมดอย่าง Auschwitz นะคะ อยู่ในโปแลนด์ คือไปที่ไหนก็ไปตั้งค่ายกักกันแล้วก็จับกลุ่มชาวยิวทั้งหมดนะนะ ซึ่งประเด็นที่ว่า แล้วที่อเรนยังบอกว่าจริงๆแล้วเนี่ยไอ้ลัทธิเกลียดชังชาวยิวเนี่ย มันเกิดขึ้นในช่วงที่ลัทธิชาตินิยมลักษณะอ่อนแอด้วยนะคะ ซึ่งประเด็นนี้เดี๋ยวอาจารย์เกษม โทษทีเดี๋ยวนี้แกะแล้วจำชื่อเพื่อนก็ยังไม่ได้ อาจารย์เกษมจะเป็นคนพูดประเด็นนี้นะคะ อันที่ 2 ความเชื่ออันที่ 2 ที่อารเรนปฏิเสธก็คือลัทธิเกลียดชังชาวยิวเนี่ยอุบัติขึ้นในช่วงที่ยิวมีอำนาจทางการเมือง ตรงกันข้ามเลยเมื่อกี้บอกไปแล้วนะฮะ ยิวเนี่ยเป็นช่วงเวลาที่จริงๆแล้วพวกยิวเนี่ยสูญเสียอำนาจ สูญเสียความมั่งคั่งด้วย ซึ่งเดี๋ยวจะอธิบายว่าคืออะไรนะฮะ ซึ่งการที่มันทำให้ยิวสูญเสียเป็นช่วงเวลาเกิด ซึ่งในช่วงที่พวกยิวไม่มีอำนาจทางเศรษฐกิจนะคะ มันส่งผลให้โฆษณาชวนเชื่อต่อต้านชาวยิวเนี่ยมันประสบความสำเร็จ ความขัดแย้งที่เคยมีให้กับชาวยิวมันหมดไป แล้วก็พร้อมที่จะโอบรับเอาไอ้พวก propaganda ของนาซีเข้ามา ความเชื่อที่ 3 ที่อารเรนปฏิเสธก็คือยิวเป็นแพะรับบาป เธอ บอกว่าถ้าบอกว่าเป็นแพะรับบาปเนี่ย แสดงว่าฮิตเลอร์ไม่ตั้งใจที่จะสุ่มเอาอ่ะ จะเล่นงานคนกลุ่มไหน ซึ่งไม่ใช่นะคะ แต่เป็นความตั้งใจของฮิตเลอร์ที่จะจัดการกับชาวยิว การที่ยิวถูกเป็นเป้าหมายไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่เรื่องความไม่ใช่เรื่องความซวยนะคะ ไม่ใช่เป็นการเป็นสิ่งที่ไม่ได้วางแผนไม่ได้คิดมาก่อนนะคะ แล้วการพูดแบบนี้เท่ากับไป ยังไงอ่ะ เป็นคำแก้ตัวให้กับนาซีด้วยว่าเป็นว่ายิวเป็นแพะรับบาปอีกอันนึงที่เธอปฏิเสธนะคะ ที่อาปฏิเสธคำอธิบายที่เป็นการแก้ตัวให้กับนาซีก็คือว่า บอกว่าพวกยิวเนี่ยเป็นพวกที่เผชิญกับความเกลียดชังและกดปราบตลอดมา คือยิวเนี่ยนะคะในศตวรรษที่ 17 18 19 โอเคก็เป็นกลุ่มคน ที่ถูก discriminate แต่การ discriminate นี้เนี่ยมันไม่เคยนำไปสู่การความรุนแรงในระดับที่กว้างขวางอะไร มันก็มีขัดแย้งในระดับนึงนะคะที่จะอยู่ร่วมกันของคนที่หลากหลายในยุโรปนะคะ ซึ่งไอ้ความเชื่อแบบนี้เนี่ยนะคะว่าความเกลียดชังชาวยิวเนี่ยมันฝังอยู่ในรากของยุโรปมานานเนี่ย มันก็ยังปรากฏอยู่ในงานที่ศึกษาเกี่ยวกับระบอบนาซีหลายชิ้นนะคะ เช่นงานชิ้นนึงของ Daniel Ghensen ซึ่งก็เป็นงานที่ศึกษาที่เยอรมัน ถ้าจำไม่ผิดนะคะได้รับรางวัลด้วย หนังสือชื่อ Hitler's Willing Executioners: Ordinary Germans and the Holocaust ก็คือคนเยอรมันปกติธรรมดา ordinary German เนี่ย become Hitler's Willing Executioners ก็คือเป็นมือสังหาร เป็นกลไกสังหารที่เต็มใจให้กับฮิตเลอร์นะคะ คราวนี้โอเคคำถามคือยิวกลายมาเป็นเหยื่อของการทำลายล้างนาซียังไง ก็ต้องกลับไปทำความเข้าใจยุโรปในศตวรรษที่ 17 18 19 อันเป็นช่วงเวลาที่ความเกลียดชังยิวเนี่ยค่อยๆก่อตัวขึ้นมานะคะ ในคราวนี้ในช่วง 17-18 เนี่ยต่อให้มันมีความเกลียดชังเนี่ยแต่มันมีขัดแย้งอยู่ เพราะว่ายิวในช่วงเวลานั้นเนี่ยเป็นพวกที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ เป็นในธนาคาร เป็นเจ้าหนี้เงินกู้ขนาดใหญ่ งั้นมันมีความสำคัญทางเศรษฐกิจต่อยุโรปนะคะ ฉะนั้นคนพวกนี้ก็เป็นอภิสิทธิ์ชน ได้อภิสิทธิ์ต่างๆในสังคม มันทำให้คนมันต้องยอมยอมรับการดำรงอยู่ แต่ปัญหาก็คือของคนของพวกยิวในช่วงศตวรรษที่ 17 18 นี่ก็คือพวกนี้ไม่ยอมที่จะ assimilate ตัวเองเข้ากับคนกลุ่มใหญ่ในยุโรปในขณะนั้น ก็คือจะมีชีวิตอยู่กับชุมชนของตัวเองของชุมชนชาวยิว ไม่แต่งงานนะฮะ แล้วก็ไม่ไปสังฆ์ซไม่ไปอะไรอีกอย่างด้วยศาสนา ยิวเนี่ยเวลาที่ทำกิจกรรมในศาสนาเค้าก็แยกออกไปใช่มั้ยฮะ มันไม่มันไม่ค่อยได้ปฏิสัมพันธ์เท่าไหร่นะคะ แต่โอเคในเมื่อคุณยังมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ คุณคนอื่นก็ไม่ว่าอะไรคุณมีนะคะ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคนจนนะ คนจนก็ยังถูกดูถูกเหยียดหยามถูกเกลียดชังต่อไปนะฮะ และอีกอย่างนึงปัญหาของพวกยิวในช่วงเวลานี้ก็คือ แม้ว่าจะมีความร่ำรวยมั่งคั่งมหาศาล พวกนี้ไม่เคยคิดที่จะสร้างชาติของตัวเอง ไม่เคยคิดที่จะเข้าไปมีอำนาจทางการเมืองนะคะ ก็คืออยู่ข้างหลังอ่ะ ให้เงินกู้นะ นึกถึงในทุนของประเทศนี้ก็เป็นแบบนี้นะคะ แต่พอเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 นะคะ เมื่อยุโรปเริ่มออกล่าอาณานิคม เริ่มทำตัวเป็นจักรวรรดินิยม Imperialist เนี่ยนะคะ Imperialism เนี่ยมันเป็นอาการของระบอบอาณานิคมนะฮะ ซึ่งมันทำให้ระบอบอาณานิคมเนี่ยมันกลายเป็นแหล่งแสวงหาความมั่งคั่งใหม่ ของบรรดาชนชั้นนำหรือของกลุ่มต่างๆ พวก bourgeoisie ในยุโรป ยิวจึงเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน มันมีคนกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ยิวอ่ะที่ร่ำรวยมั่งคั่งขึ้นมารวมถึงรัฐในยุโรปด้วยนะคะ โดยเฉพาะพวกคาทอลิกนะฮะ ฉะนั้นเนี่ย ในเมื่อไม่มีคนกลุ่มอื่นที่มั่งคั่ง แล้วมีประโยชน์แล้วเป็นคนกลุ่มใหญ่ก็ด้วย นะฮะ ยิวจึงกลายเป็นเป้าความเกลียดชังที่ชัดเจนยิ่งขึ้น จำนวนมากก็เริ่มสูญเสียสถานะทางเศรษฐกิจของตัวเองนะฮะ ฉะนั้นเนี่ยในช่วง 3 ทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงที่กระบวนการรังเกียจเชื้อชาติอุบัติเกิดขึ้นในหลายประเทศในยุโรปนะฮะ อันนี้เป็นคำถามเป็นเอ้โทษเป็นคำตอบนะคะ ที่ทำไมอธิบายว่าทำไมนะคะ ทั้งที่เขาไม่ปฏิเสธคือเขาปฏิเสธความเชื่อที่ว่าความเกลียดชังชาวยิวมันมีมาตั้งแต่โบราณกาล ไม่ใช่เธออธิบายในเชิงประวัติศาสตร์แล้วพยายามอธิบายถึงการดำรงอยู่ของยิวในช่วงเวลาของยุโรป การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจการเมืองของยุโรปนะคะ เมื่อระบอบอาณานิคมเนี่ยมันแพร่กระจายไปทั่วโลกนะคะ ซึ่งอันนี้โอเคอันนี้จะเข้าสู่ตอนที่ 2 นะคะ ก็คือ Imperialism จักรวรรดินิยมนะคะ อันนี้เนี่ยมาเมื่อกี้พูดถึงระบอบอาณานิคมนะคะ ซึ่งมันทำให้ยุโรปเนี่ยทำตัวเป็นจักรวรรดินิยมนะคะ นี่เป็นต้นกำเนิดหนึ่งเป็นสาเหตุนึง ที่ให้กำเนิดระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ คือในทัศนะของอารเรนเนี่ยระบอบอาณานิคมเนี่ยนะคะ พอถึงจุดหนึ่งคือมันกลายเป็นระบอบที่มันพัฒนาตนเองจนกลายเป็นการขยายเพื่อการขยายนะฮะ ก็คือเราเราจะเข้าใจกันว่าระบอบอาณานิคม มันเป็นการขยายเพื่อครอบครองดินแดนอื่น เพื่อหาความมั่งคั่ง สะสมความมั่งคั่ง เอาประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากดินแดนอื่นที่ ตัวเองเข้าไปยึดครอง แต่ว่าการขยายอาณานิคมออกไปเรื่อยๆเนี่ย มันมีราคาที่ต้องจ่ายทั้งในแง่ของการแข่งขัน การแย่งชิงดินแดน ทำสงครามระหว่างเจ้านายอาณานิคมด้วยกันเอง แย่งชิงตลาดกันเองไปจนถึงพอถึงระยะหนึ่งมันเผชิญกับการต่อต้านของคนชนพื้นเมืองอย่างมหาศาลนะฮะ เช่นในกรณีเวียดนามเนี่ย ถ้าเราพอรู้เกี่ยวกับเรื่องเวียดนามอยู่บ้าง คุณจะรู้ว่าสงครามเดียนเบียนฟูเป็นจุดแตกหักที่ทำให้คนฝรั่งเศสบอกว่าพอแล้ว มันไม่คุ้มอีกต่อไปแล้วในการที่จะดำรงระบอบอาณานิคมไว้ ราคาที่ต้องจ่ายให้กับผู้คนทางสงคราม เรือบินฟูเนี่ย ทหารฝรั่งเศสตายกันแบบเป็นหมื่นมั้งนะคะ แล้วก็ระดับในพันนายพลเสียชีวิตกันเป็นร้อยนะคะ มันไม่คุ้มอีกต่อไปนะฮะ เอ่อนะแต่ปัญหาก็คือไอ้ระบบ Imperialism เนี่ยนะคะ มันเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า boomerang คือการปฏิกิริยาสะท้อนกลับตีแสกหน้าคนที่ใช้ความรุนแรงเหล่านี้นั่นเอง คือก็คืออันอาณานิคมตะวันตกนะฮะ คือในในช่วงเวลาที่ตะวันตกเข้าไปครอบครองดินแดนอื่นๆเนี่ย มันใช้ความรุนแรงอย่างระดับที่ชั่วร้ายมากๆนะคะ คือลองคลิกภาพดูก็ได้ตอนแรกดีว่าจะทำสไลด์มานึกไม่เอาดีกว่าภาพมันโหดมาก ระบอบอาณานิคมที่เจ้านายอาณานิคมไปทำกับคนกลุ่มต่างๆในฟิลิปปินส์นะฮะ พวกสเปนทำไงกับฟิลิปปินส์ ในลาตินอเมริกา ฝรั่งเศสทำอะไรกับพวกแอลจีเรีย พวกเวียดนามนะฮะ เออมันโหดมากๆนะฮะ มันแซะแล้วก็นอก จากความโหดเหี้ยมแล้วมันสร้างระบบกลไก ขึ้นมาควบคุมสังคมอาณานิคมด้วยนะ มันเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างชนิดที่ว่า คุณจินตนาการไม่ออก มนุษย์ด้วยกันจะทำได้ยังไง ทำโดยไม่มีความละอายแก่ใจ โดยไม่รู้สึกผิดตกกังวล สิ่งเหล่านี้ พอมันทำบ่อยๆทำเป็นเวลาเป็นหลายทศวรรษ มันเองก็เหมือนกันนะคะ ฮิตเลอร์ขึ้นมาได้ด้วยปัญหาเรื่องเศรษฐกิจนะคะ ปัญหาเศรษฐกิจที่มันรุมเร้ามากๆจากสงครามโลกครั้งที่ 1 จากช่วง Great Depression มันทำให้คนยินดีที่จะต้อนรับ โอบรับระบอบอาณานิยมนะฮะ ฉะนั้นเนี่ย สิ่งที่เราเห็นคือยุโรปเองก็เข้าสู่ภาวะที่ไอ้ boomerang effect เนี่ยมันเกิดขึ้น การละเมิด rule of law กันอย่างแบบหน้าด้าน ทำตามอำเภอใจ ละเมิดสิทธิชนประชาชนของตัวเองนะคะ ท่าที่มันเกิดไอ้สิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยขึ้นในยุโรปแล้วนะคะ แต่มันก็เกิดละเมิดขึ้นอย่างกว้างขวางนะฮะ ฉะนั้นไอ้ความชั่วร้ายที่เคยมีไว้ใช้กับคนอื่นเนี่ย มันมันกลับมาเกิดขึ้นในสังคมยุโรปเองนะฮะ โอเคเข้าสู่ตอนที่ 3 นะคะ โทษทีใช้เวลาเยอะหน่อย ตอนที่ 3 คือส่วนที่ว่าด้วยเรื่องของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จเนี่ยจริงๆแล้วเนี่ยสิ่งที่อารเรนเน้นย้ำก็คือขบวนการเผด็จการเบ็ดเสร็จ หรือตัว movement พูดง่ายๆ คือคุณจะเข้าใจตัวระบอบได้คุณต้องเข้าใจ movement มันก่อน ซึ่งไอ้ตัว movement มันจะสำเร็จได้หรือไม่อย่างไรเนี่ย มันขึ้นอยู่กับ element ต่างๆที่อยู่ในในตัวระบอบนั้นนะคะ ซึ่งสำหรับอารเรนเนี่ยขบวนการเผด็จการเบ็ดเสร็จเนี่ย มันคือแบบแผนของการจัดตั้งที่มีลักษณะรวมศูนย์ โดยแกนกลางของมันเนี่ยคือพรรคนาซีหรือบอลเชวิกที่มีระเบียบวินัยดังกฎเหล็ก และเมื่อไหร่ก็ตามที่ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จสามารถดึงเอาสถาบันต่างๆในสังคมเข้ามารับใช้ได้ ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ สถาบันการศึกษา ปัญญาชน นักวิทยาศาสตร์ กระบวนการเยาวชน สถาบันศาสนา สถาบันตุลาการ ศิลปิน กลุ่มนอกรัฐทั้งหลายแหล่ เข้ามารับใช้ได้ ฮิตเลอร์ประสบความสำเร็จในเรื่องแบบนี้ สามารถดึงเอาสถาบันทั้งหลายในสังคมเข้ามารับใช้ตัวเองได้ เมื่อนั้นนะคะ มันจะบรรลุรัฐนั้นจะบรรลุทุกสถานะ Totalitarianism มันจะเกิด total domination การควบคุมสังคมได้อย่างเบ็ดเสร็จขึ้นนะฮะ อีก element นึงที่อยากจะย้ำก็คือเรื่องของมวลชน หรือ massชนนะฮะ massชนเนี่ยนะคะ เมื่อกี้ที่บอกที่อาจารย์นิธิเอาไปใช้อธิบายปรากฏการณ์เสื้อเหลืองในสังคมไทยนะคะ ลองดูแล้วกันว่าเรายังสามารถที่จะเอา concept เรื่อง massชนในสังคมซึ่งถือว่าเป็นพวกที่แบบเป็น class society นะคะ สังคมที่ไร้ชนชั้นเนี่ยมาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยได้มั้ย หรือแม้กระทั่งในสังคมอเมริกันเองที่คนชนชั้นล่าง คนพวกผู้พยพเข้าไปก็ยังเลือก Trump นะคะ คือคนเนี่ย มักจะอธิบายระบอบเผด็จการ โดยมุ่งเป้าไปที่ตัวผู้นำว่าไอ้พวกนี้มันเป็นโรคจิตนะ ไอ้พวกนี้มันเก่งในการเกลี้ยกล่อมคนอะไรพวกนี้นะ อารเรนปฏิเสธคำอธิบายพวกนี้ บอกว่าแค่นี้ไม่พอนะคะ เพราะผู้นำส่วนใหญ่มันก็มีลักษณะแบบนี้แหละ พวก demagogue นะคะ พวกที่แบบโกหกกันด้านๆ แต่มวลชนก็ยังเชื่อ เป็นนักพูดเป็นอะไรพวกเนี้ยนะคะ อารเรนเนี่ยให้ความสำคัญกับ massชน หนังถ้าคุณดู ไอ้ Banality of Evil คือเชื่อว่าคือหนังสือเล่มนี้เนี่ย Origin of Totalitarianism เนี่ยเขียนต่อ of Evil เนี่ยประมาณ 15 ปี แต่เชื่อว่าสิ่งที่อยู่ใน Banality of Evil เนี่ยก็มีรากมาจากสิ่งที่อารเรนเขียนไว้ตั้งแต่แรกในหนังสือเล่มนี้นะคะ เดี๋ยวๆจะอธิบายเพิ่มเติมว่าคืออะไร คืออารเรนเนี่ยพยายามอธิบายว่าทำไมมนุษย์ทั้งหลายจึงยอมรับเผด็จการนาซี ทั้งๆที่หลายสิ่งหลายอย่างที่นาซีคนโฆษณาชวนเชื่อ นั่นน่ะมันเป็นการหลอกลวงอย่างเห็นได้ชัด เช่นไอ้หนังสือเรื่อง The Protocols of the Elders of Zion หรือปฏิญญาของเหล่าปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน ทั้งที่หนังสือเล่มนี้เนี่ยในช่วงเวลา นั้นมันเถอะเกิดการเปิดโปงบ่อยๆก่อนที่นาซีจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลซะอีกนะฮะ เปิดโปงเปิดเป็นเรื่องโกหกเรื่องหลอกลวงนะฮะ แล้วมันก็เช่นเคยอ่านฉบับภาษาอังกฤษแล้วรู้สึกโห เชื่อกันเข้าไปได้ไงนะคะ เออ ทำไมคนเยอรมันซึ่งโคตรฉลาดเลย มีเหตุมีผลมาก ทำไมจึงเชื่อทฤษฎีสมคบคิดว่ายิวจะครองโลกได้ง่ายเหลือเกินนะคะ แล้วก็อย่างฮิตเลอร์เนี่ยเวลาพูดว่าจะทำอะไรกับชาว ยิวก็พูดตรงๆนะ ไม่ได้โกหกนะฮะ ไอ้ concentration camp ที่เห็นเนี่ย หรือไอ้ค่ายที่เกิดขึ้นในยุโรปก่อนที่จะอพยพคนเข้าไปอยู่ในค่ายกักกันเนี่ย มันก็เกิดขึ้นในยุโรป คนก็เห็น คนก็มีส่วนร่วมในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่คนก็ยังยอมรับ รับใช้นาซีนะคะ โอเคมันแน่นอน่ะมันมีคนที่มันไม่เห็นด้วยแต่ก็ถูกปราบ แต่คนส่วนใหญ่ในสังคมเยอะนึงขนาดนั้น มันมีงานที่จะศึกษาแล้วก็พบว่าจริงๆแล้วคนส่วนใหญ่ก็เอาด้วยนะคะ อื ซึ่งอันนี้มันเป็นเรื่องน่าเศร้านะคะ ที่นิยายสมคบคิดที่ดูโง่ๆอย่างนี้เนี่ย มันส่งผลต่อโลกที่เป็นจริง นำไปสู่การปฏิบัติทางการเมืองนะคะ ที่สามารถระดมกลไกรัฐขนาดใหญ่เข้ามารับใช้ได้ และนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นะ ฉะนั้นเนี่ยไอ้นิยายสมคบคิดเนี่ย ไอ้ conspiracy theory ซึ่งคนไทยก็ชอบใช้เนี่ยนะคะ คุณนึกถึงไอ้ นิดนึงคือ conspiracy theory เนี่ยมันมีความสำคัญ เป็นส่วนสำคัญของไอ้โฆษณาชวนเชื่อของระบอบนาซีมีนะคะ มันมีความสำคัญต่อการสร้างระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จนี้ขึ้นมา ไอ้ระบอบบอกไอ้นิยายสมคบคิดเนี่ย มันต้องสร้างศัตรูขึ้นมาอยู่เสมอเพื่อ justify การใช้ความรุนแรงนะฮะ แล้วก็ทำหน้าที่เรียกร้องความสวามิภักดิ์ ความเสียสละของมวลชน และยังสัญญาถึงโลกใบใหม่ที่ดีกว่าเดิม ว่ามวลชนเนี่ยนะฮะ ถ้ามาช่วยกันกำจัดศัตรูให้หมดไปให้สิ้นซากนะคะ เราจะได้สังคมที่ดีขึ้น สังคมที่เราจะได้มันจะเป็น Utopia ที่แบบมันไม่เคยมีใครสร้างได้มา ก่อนยกเว้นไอ้ระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จนี้นะฮะ สังคมไทยก็อยู่กับ conspiracy เยอะนะฮะ เอาจริงๆ สังคมเนี่ย นับตั้งแต่ 2549 เป็นต้นมา หรือก่อนรัฐประหาร 2549 คมช. ที่เอาทักษิณออกไปเนี่ย เราก็ถูกปั่นด้วย conspiracy หลายอัน Conspiracy อันนึง เริ่มจากอะไร ปฏิญาฟินแลนด์ใช่มั้ย ทักษิณไปทำพิธีกรรมในวัดพระแก้ว ทักษิณอยากเป็นประธานาธิบดี อยากจะเปลี่ยนสังคมไทยเป็นมหาธิบดีนะฮะ ตอนนี้ก็มาเป็นส้ม ส้มอยากล้มล้างนู่นอยากล้มล้างนี่ อยากทำอะไร ธนาธรอยากเป็นประธานาธิบดี มันเป็นคำโกหกแต่มันก็เอาอยู่ มันก็ควบคุมสังคมได้แล้ว มันก็ส่งผลในทางปฏิบัติที่เป็นจริงได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้านะที่เราขับเคลื่อนกันด้วยไอ้ไอ้ไอ้ความเชื่อสมคบคิดที่แบบราคาถูกอ่ะ แทบจะไม่ลงทุนอะไรเลยนะคะ โอเค โอเคคราวนี้อธิบายเพิ่มเติมนะคะ ไอ้โฆษณาไอ้โฆษณาชวนเชื่อเนี่ยนะคะของนาซีเนี่ย มันไม่ได้ว่ามันเป็นลักษณะที่มันตรงไปตรงมาเยอะมากๆนะคะ แต่คนก็ยังเชื่อ คนก็ยังยอมรับวิธีการอ่านโหดร้ายโหดเหี้ยมของนาซีทั้งที่เห็นกันอยู่เต็มตา ในภาวะปกติเนี่ยคนมันจะไม่มีทางยอมรับไอ้การที่คุณกวาดต้อนผู้คนออกจากบ้านเรือนของเค้าไปอยู่ในค่ายแล้วก็เข้าไปอยู่ในในค่ายกักกันนะฮะ แต่ว่าในภาวะแบบนี้เนี่ยนะฮะ อารเรนพยายามอธิบายว่าทำไมไอ้ moral standard ที่คนปกติธรรมดา ยึดถือเนี่ยมันถูกจึงถูกละทิ้งนะฮะ ความเชื่อเรื่องที่ว่าตัวเองจะเข้าสู่สังคมอุดมคติหรือ Utopia ได้เนี่ยนะคะ มันมาจากการยอมรับว่าไอ้วิธีการปกติในภาวะปกติ เช่นการเคารพในสิทธิมนุษย์ การเคารพในกฎหมาย การเคารพในระบอบรัฐสภา ในระบอบสิ่งเหล่านี้จะต้องถูกยกเลิกชั่วคราว ต้องถูกยกเว้น ถูกระงับไปนะคะ ซึ่งการกระทำแบบนี้เนี่ยนะคะ มันไม่ได้ทำให้มวลชนตกใจ มวลชนนาซีขณะนั้นกลับยอมรับ กลับต้อนรับโหร้องต้อนรับมันอย่างแบบบอกว่าโอเค เรายินดีที่จะทำตามแล้วเห็นว่ามันจำเป็นแหละ แม้ว่ามันจะโหดร้ายก็ตาม แต่การยอมรับว่านี่เป็นสิ่งที่จำเป็น แม้ว่าจะเป็นโหดร้าย มันทำให้คนละทิ้งหลักการศีลธรรมพื้นฐานเคยมีมาก่อนนะฮะ ซึ่งถ้าเราดูหนังเมื่อกี้เนี่ยนะคะ อารเรนก็พูดถึงประเด็นนี้นะฮะ ประเด็นเรื่องไอ้มัน ประเด็นสำคัญที่เธอพูดก็คือ คนเนี่ยเดี๋ยวนะอืมแป๊บนึง เมื่อกี้จดไว้ประโยคที่อารเรนพูดถึงก็คือ ในสิ่งที่มันนิยามความเป็นมนุษย์ที่สำคัญ พูดง่ายๆ ที่แตกต่างจากสัตว์ก็คือความสามารถในการคิด นะคะ แต่ไอ้คิดไม่ใช่ว่ารวมถึงมวลชนด้วยนะฮะ ซึ่งอารเรนพูดไว้ คนเหล่านี้ละทิ้งความสามารถนี้ ความสามารถที่มันกำหนดว่าคุณเป็นมนุษย์ที่ต่างจากสัตว์ก็คือการคิด การคิดในที่นี้มันเกี่ยวข้องกับ moral self พูดแบบไทยๆที่เข้าใจง่ายๆก็คือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ไอ้ moral self เนี่ยที่จะบอกว่าอะไรคือสิ่งที่ถูก และผิด ถ้าคุณไปถึงจุดที่คุณบอกไม่ได้แล้วว่าอะไรผิดหรือถูก บอกไม่ได้ว่าอะไรที่ใช่ไม่ใช่แล้ว คุณยอมรับคำอธิบายทุกอย่าง คุณสูญเสียความเป็นมนุษย์ ศักยภาพความเป็นมนุษย์นะคะ ซึ่งอันนี้เนี่ยเป็นประเด็นนึง ที่อยู่ในหนังที่คนโจมตีอารเรนว่าเธอเนี่ย ทำไมถึงได้มาโจมตีคนที่เป็นเหยื่อก็คือพวกพวกยิวเองนะฮะ มันจะมีบทนึงที่อารเรนพูดถึงบรรดาผู้นำยิวที่เกี่ยวข้องกับมันมีช่วงที่ต้องตัดสินใจว่าจะสละชีวิตตัวเอง หรือสละชีวิตชาวยิวด้วยกันเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด จังหวะนี้แหละที่อารเรนบอกว่ามนุษย์ที่มี moral self เนี่ย มันต้องเลือกอ่ะ คุณมีทางเลือก คุณจะเอาแบบไหนนะคะ ซึ่งประเด็นนี้มันกลายเป็นประเด็นที่ทำให้เธอถูกโจมตีพวกพวกยิวด้วยกันเองว่าคุณกำลังเล่นงานคนที่เป็นเหยื่อด้วยกันเอง คนไทยก็ชอบเป็นแบบนี้นะ ชอบใช้คำพูดเวลาที่คุณวิจารณ์พวกเดียวกัน หรือวิจารณ์คนที่แบบว่าเสื้อเหลืองเสื้อส้มอะไรเงี้ยนะคะ เค้าก็จะบอกว่าวิจารณ์ไม่ได้ คุณกำลังบอกว่าคนที่ถูกรัฐประหารเป็นคนที่ผิด อะไรประเภทเนี้ยนะคะ อันนี้คือสิ่งสำคัญที่อารเรนบอกว่าพวก massชนเนี่ย มวลชนในระบอบนาซีเยอรมันละทิ้งสิ่งเหล่านี้ ละทิ้งสิ่งที่เป็น moral self นะฮะ แล้วก็ยอมรับว่าถ้าจะไปสู่ Utopia ที่รวดเร็ว ให้ได้เป็นจริง คุณจะต้องยอมรับวิธีการแบบระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จนะคะ นิดนึงก็คือต่างจากม็อบนะคะ สำหรับโอเคแหละมันมีพวกที่อาจจะเคยเป็นม็อบมาก่อนไปกลายเป็น massชน ม็อบเนี่ยนะคะ มันเป็นสิ่งที่ชั่วคราว เช่นสมมุติว่าคุณเห็นคนตีกัน 2 กลุ่ม อันธพาลตีกัน 2 กลุ่ม แล้วเสร็จแล้วก็มีฉากที่แบบอันธพาลคนนึงไปตีเด็ก หรือตีอีกฝ่ายนึงจนเสียชีวิต 2 วันให้หลัง คนๆนั้นอาจจะรู้สึกผิดก็ได้ อาจจะรู้สึก guilty ว่าฉันไม่น่าจะทำแบบนี้เลย ฉันไม่น่าตามเพื่อนไปเลย ฉันแบบหน้ามืดได้ยังไง แต่ถ้าคุณเป็น massชน คุณไม่รู้สึกผิด อุดมการณ์ความเชื่อมันจะฝังอยู่ ที่ตัวคุณนะฮะ ม็อบนี่มันเรื่องชั่วคราว ไม่มีวันเข้าสลาย มันไม่มีมันไม่ได้ถูกร้อยรัดกันด้วยความเชื่อ ด้วยอุดมการณ์ ด้วย Utopia แต่ massชนเนี่ยมันมี ฉะนั้นเนี่ยไอ้ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จของฮิตเลอร์เนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ 2-3 วัน มันเกิดขึ้นเป็นเวลาเกือบทศวรรษ มันต้องมีอะไรบางอย่างที่มันดึงคนเหล่า นี้ไว้ด้วยกันได้ นั่นคืออุดมการณ์ของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ความเชื่อว่าเรากำลังทำสิ่งที่ดีกว่า ไม่ใช่ด้วยรุ่นเราก็โดยรุ่นคนข้างหน้า นะคะ โอเคนะฮะ อีกอันนึงที่ว่าเอ่อที่อารเรนเนี่ย ค่อนข้างดูถูก massชนนะฮะ ของระบอบนาซี ซึ่งอาจารย์นิธิก็เอามาเอามาใช้อธิบายมวลชนไทยในช่วงเวลาหนึ่งก็เลยนะคะ พวกนี้เนี่ยโดยปกติเป็นพวกที่ไม่ค่อยสนใจทางการเมือง เป็นพวก anti-politic politic ไม่ค่อยสนใจ ไม่รับรู้ว่านักการเมืองเป็นเรื่องเฮงซวย นักการเมืองมันเลวนะ ฉันไม่ต้องเสียเวลา ฉันเป็นพวก professional ฉันต้องนำมาหากินนะคะ อาจจะรับรู้เรื่องการเมืองบ้างก็จาก propaganda ได้ยินอะไรที่มันผิวเผิน ได้ยินอะไรบ่อยๆก็เชื่อตามนั้นนะคะ พวกนี้ปกติจะไม่เข้าไปสังกัดอยู่ ในสหภาพแรงงาน ไม่ไปเลือกตั้งด้วยซ้ำไปนะคะ ไม่สนใจต่อสู้เรียกร้องสิทธิ์ของคนด้อยสิทธิ์ในสังคม เพราะรู้สึกว่าตัวเองฉันฉันเอาตัวรอด ฉันอยู่รอดได้ ฉันมีความสุขสบายนะคะ แต่ถ้าสังคมมันแย่ลงเรื่อยๆแล้วกระทบกับผลประโยชน์ตัวเอง พวกนี้จะรู้สึกทนไม่ได้ รู้สึกว่าฉันจะต้องเข้ามาทำในสักทุกอย่าง แต่จะไม่ทำเอง วิธีง่ายที่สุดพวกนี้สนับสนุนระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จนะฮะ สนับสนุนผู้นำขบวนการที่สัญญาว่าฉันจะเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างรวดเร็วนะคะ นึกถึงตอน กปปส. สัญญาอะไร พันธมิตรสัญญาอะไรนะคะ มวลชนของเขาพวกเขาคือพวกที่ปกติก็ไม่สนใจการเมืองนะคะ แต่วันนึงพอมาสนใจการเมืองก็เชื่อว่าตัวเองฉลาดที่สุด รู้ดีที่สุด นะคะ แล้วพวกเอ่อ แล้วพวกนี้จะมองไม่เห็นปัญหาทางโครงสร้าง จะอยู่กับโฆษณาชวนเชื่อได้ง่ายๆนะคะ โอเคนะฮะ จะไม่ไม่อยากใช้เวลามากกว่านี้ละ เดี๋ยวคิดว่าถ้ามีอะไรอาจจะขอให้เป็นคำถามแล้วกันนะคะ เอ่องั้นอยากจะสรุปอาจารย์ว่าขบวนการเผด็จการเบ็ดเสร็จเนี่ย มันคือการจัดตั้งบุคคลเดี่ยวๆจำนวนมหาศาล ปเจกบุคคลเหล่านี้เนี่ยไร้ความยึดโยงกับกลุ่มก้อนใด ลักษณะภายนอกที่เด่นชัดของขบวนการเผด็จการเบ็ดเสร็จคือเรียกร้องให้สมาชิกถวายความภักดีอย่างไม่มีข้อจำกัด ยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข ยอมรับวิธีการไม่ว่าวิธีการนั้นจะโหดเหี้ยมอย่างละทิ้งซึ่ง moral self ของตัวเอง ความผิดชอบชั่วดี นะฮะ หลังจากนั้นเขาอาจจะฟื้นขึ้นมาได้ใหม่นะฮะ เพราะว่าหลังจากนาซีล้มเหลว พ่ายแพ้ไป การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กลายเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญที่คนเยอรมันเองก็กลายเป็นปมที่ส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง รุ่นแล้วรุ่นเล่า แล้วกลายเป็นปมที่ทำให้สังคมเยอรมันเองก็ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลด้วยนะฮะ โอเคทิ้งไว้แค่นี้ก่อน ขอบคุณครับ
>> ครับ ขอบคุณอาจารย์กองทองนะครับครับ ก็อาจารย์กองทองก็ได้ให้ภาพรวมนะครับว่า หนังสือพูดเรื่องอะไรนะครับ แล้วก็ส่วนประกอบทั้ง 3 ส่วนของหนังสือนะครับ ซึ่งเอ่อก็จะมีส่วนที่จริงๆแล้วมันร้อยเรียงกันในทางประวัติศาสตร์อยู่พอสมควรนะครับ เอ่อ คนจำนวนมากอาจจะคิดว่าเอ๊ะหนังสือเล่มนี้ น่าจะบอกเล่าเรื่องความชั่วร้ายของนาซีในเชิงเอ่ออะไรคือปริมาณของความเลวร้ายเนาะ แต่ว่าอาจารย์กองทองก็ได้ชี้ให้เราเห็นนะครับว่าจริงๆหนังสือมันไม่ใช่สไตล์แนวที่จะมาเหมือนบอกว่านาซีเลวอย่างไรในเชิงแบบปริมาณนะครับ แต่ว่าเหมือนเป็นงานพาเราไปหา Social Origin เนาะ ผมคิดว่าอาจารย์นิธิเคยใช้คำนี้ว่าเวลาเราอยากรู้ว่าสิ่งนั้นมันมายังไงเนี่ย มันมันไม่ได้อยู่ มันก็โผล่มาเนาะ มันมีพัฒนาการ มันมีบริบททางประวัติศาสตร์บางอย่างนะครับ ที่ปูๆมันขึ้นมานะครับ แล้วก็อาจารย์มองก็ ได้ชี้แล้วเห็นนะครับว่าเอ่อความความรู้สึกเกลียดชังยิวนะครับ เอ่อเกลียดชังเชื้อคนเชื้อชาติยิวนะครับ กับลัทธิจักรวรรดินิยมเนี่ย มันมันคือรากฐานของการเกิดกระบวนการนาซียังไงนะครับ เอ่อ แล้วก็จริงๆส่วนที่โดดเด่นที่สุดนะครับ ซึ่งอาจารย์ปกทองก็ได้ชี้เราเห็นก็คือพาร์ทที่ 3 ของหนังสือเล่มนี้นะครับ ซึ่งเขาก็ชวนเราเข้าชวนเราเข้าใจถึงระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จนะครับ ซึ่งก็สไตล์เดียวกันครับ ไม่ใช่หนังสือที่จะบอกว่าเผด็จการเบ็ดเสร็จเอ่อมีความเลว 1 2 3 4 ยังไงแต่ว่าความเลวนั้นนะครับ the Evil เนี่ยมันก่อตัวขึ้นมาจากอะไรนะครับ ก่อตัวขึ้นมาจากเอ่อก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไรนะครับ ทำไมประชาชนในเยอรมันถึงเอ่อยอมรับเอ่อคุณไม่ ออกมาโต้แย้งแม้ว่าบางเรื่องมันจะดูไร้สาระแล้วก็หาเหตุผลไม่ได้นะครับ เช่นเรื่องบอกว่าทฤษฎีสมคบคิดว่ายิวคิดจะครองอำนาจอะไรเงี้ยนะครับ พวกนี้ก็จะเป็นเรื่องที่จริงไม่มีหลักฐานเนาะ แต่ว่าทุกคนก็พร้อมจะเชื่อนะครับ เอ่ออาจารย์ก็ชี้ให้เราเห็นนะครับว่าสังคมมวลชนนะครับ อุดมการณ์ของการให้คำสัญญาถึงสังคมที่ดีกว่านะครับ การใช้โฆษณาชวนเชื่อนะครับ รวมถึงการสร้างความน่ากลัวความน่าสะพรึงนะครับ จนกระทั่งคนกลายเป็นคนเดี่ยวๆที่ที่ยอมละวางมาตรฐานทางศีลธรรมบางอย่างนะครับ ที่ไม่น่าจะไม่น่าจะระวังได้ง่ายๆนะครับ แต่ว่าก็หลงลืมที่จะใช้สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นเครื่องมือของกำเนิดนะ ก็ผมก็คิดว่าเป็นคำอธิบายเป็นบทนำจากอาจารย์พวงทองนะครับ ที่ทำให้เห็นว่าทำไมหนังสือมันต้องใช้คำว่า the origin นะครับ เพราะเป็นภาพที่ดีมากนะครับ เอ่อก็หนังสือก็จะเป็นสไตล์แบบที่อาจารย์พวงทองพูดเลยนะครับ โดยเฉพาะ 2 พาร์ทแรกนะฮะ ก็จะเป็นสิ่งที่ต้องอ่าเหมือนวางรากอยู่บนคือบางทีงานปังานทฤษฎีการเมืองเนี่ย เราก็จะคุ้นกับอะไรที่เหมือนเริ่มจากการ discuss อันที่เป็นนำมาทำนะครับ แต่ว่างานอารเรนเนี่ยมันจะไม่ใช่แนวนั้นก็คือเขา ก็จะมีบริบทมีบริบททางประวัติศาสตร์ที่มาที่ไปของการพูดว่ามันมันเป็นอย่างนี้ได้เนี่ยนะครับ มันมาจากอะไรบ้างนะครับ ก็เป็นส่วนที่เอ่อจะทำให้เราสนุกนะครับ ถ้าเราอ่าน ถ้าเราพอมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ยุโรปบ้างนะครับครับ เดี๋ยวผมขอเชิญท่านต่อไปนะครับ เชิญอาจารย์เกษม แพ่นพินิจครับ
>> ขอบคุณครับ ก็ก่อนอื่นก็ขอบคุณเจ้าภาพนะครับ คณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยานะครับ แล้วก็สำนักคบไฟที่เชิญชวนผมมาร่วมอ่าสนทนาเปิดตัวหนังสือเล่มนี้นะครับ ตอนที่ได้รับเชิญ ก็รู้สึกดีใจที่มีโอกาสจะมาพูดถึงเล่มนี้อีกครั้งนึง แล้วก็แวบแรกที่เข้ามานึกถึงหนังสือเล่มนี้คืออะไร ก็คือเอ่อมันคือ Bible ของพวกเด็กที่ The New School คือพวกง่าๆ ถ้าเดินเข้าไปในตึก Gate School เนี่ย ถ้าใครถือ The Origin เนี่ยมั่นใจเลย 90% คือเด็กศาสตร์นะครับ แล้วก็คือเหมือนกับว่าทุกคนต้องอ่านในประเด็นต่างๆที่ที่ศึกษา แต่ไม่ได้หมายความว่าเล่มนี้สำคัญที่สุด แต่ว่าหมายถึงว่าเล่มนี้ถูกหยิบมาใช้มากที่สุด เหมือนกับอย่างเช่นใครไป ถ้าเป็นพวก Media Study 1 ใน Bible ที่สำคัญคือ Directory of Enlightenment โดยเฉพาะบทเรื่อง MC บทบาทของ Culture Industry อะไรประมาณนี้นะครับ อันนี้ แต่ว่าจริงๆโดยประสบการณ์ของผมกับหนังสือเล่มนี้เนี่ย สารภาพนะว่ามานั่งมาอ่านจริงๆหลังจากที่อ่านงานเกือบทุกชิ้นของอารเรน ด้วยเหตุผลที่อาจจะด้วยว่า Department ที่ผมเรียนเนี่ยไม่ได้โฟกัสเล่มนี้เป็นหลัก เพราะว่ารัฐศาสตร์เขาโฟกัสไปแล้วประมาณนี้ โฟกัสอย่างเช่น The Human Condition in Jerusalem แล้วก็อีกเล่มนึงก็ The Realm of the Mind เป็นหลักมากกว่า แต่ว่าทั้งหมดมันก็เชื่อมโยงกลับมาสู่เล่มนี้นะครับนี้อ่าผมพูดอย่างงี้หนังสือเล่มนี้เนี่ย ตีพิมพ์ครั้งแรกนะครับ 1951 นั่นหมายความว่า 10 ปีหลังจากที่อารเรนเนี่ยอพยพมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา นี้ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมาเนี่ย ระหว่างปี 41-51 51 เนี่ยสิ่งที่อารเรนก็พยายามที่จะทำความเข้าใจคืองานชิ้นนี้เนี่ยแบบโดยพื้นฐานเริ่มต้นจากอารเรนทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนะ และการทำความเข้าใจตรงส่วนนี้เนี่ยสิ่งที่อารเรนสังเคราะห์ขึ้นมาในแง่คือพยายามตอบโจทย์ทั้งในเชิงตัวปรัชญาและก็ตัวทฤษฎีมากกว่าที่จะลงไปไปนำเสนอตัวแนวคิดอะไรก็ตาม แต่ขณะเดียวกันเองมิติหนึ่งที่สำคัญคือการการทำความเข้าใจตรงส่วนนั้นเนี่ยแยกไม่ขาดกับบริบททางประวัติศาสตร์ของยุโรป ซึ่งมีเป็นบริบทประวัติศาสตร์ที่สำคัญ แล้วผมคิดว่าตรงส่วนนี้ตอนที่ผมอ่านครั้งแรกๆเนี่ย อาจจะไม่ได้มีเอ่อชุดของความเข้าใจ เพราะเรามีความเข้าใจหลายอย่าง อย่างเช่นเราเข้าใจว่ารัฐชาติ รัฐชาติใหม่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 เป็นต้นมา แล้วเห็นว่าพลังของรัฐชาติมีมากขึ้น จนกระทั่งผมใช้สามารถที่จะไปใช้ชีวิตในกลุ่มประเทศที่ว่า Minority State ซึ่งอารเรนก็พูดถึงตรงนี้เลยเข้าใจในแง่ของประเด็นปัญหาของรัฐชาติ หรือว่าการพัฒนา รัฐชาติที่มันไม่สมบูรณ์อย่างแท้จริง มันกลายเป็นปัญหาอะไรปัญหาที่เกิดขึ้นมาตรงส่วนนี้นะครับทีนี้อ่าแล้วก็หนังสือเล่มหนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 3 ส่วนก็จริง ในเอ่อตีพิมพ์อีกครั้งหนึ่งในปี 1958 นะครับ 7 ปีต่อมาโดยแยกออกเป็น 3 ส่วนซึ่งอาจารย์กองทองก็พูดไปแล้วไม่ว่าในเรื่องของ anti-semitism อ่อ Imperialism แล้วก็ Totalism แยกเป็นหนังสือ 3 volume นะฮะ และก็เอ่อมาตีจัดการ issue อีกครั้งหนึ่งในปี 1968 Edition ที่เราใช้อ่าน Edition ที่อาจารย์สายพินแปลเนี่ยคือ Edition ปี 1968 ซึ่งอันน่าสนใจคือนอกจากที่จะรวบรวมคำนำทั้ง 3 volume เข้ามาด้วยกันแล้วยังมี การเพิ่มบทความอีก 2 บทเพิ่มเข้ามาเพื่อ ให้หนังสือมีความสมบูรณ์มากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะอะไร ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะว่าในเอ่อระหว่างที่อารเรนเขียน The Origin เนี่ยอารเรนมีงานบทความจำนวนหนึ่งที่ท้าทายอย่างเช่นหนึ่งในบทความนั้นซึ่งอาจจะเป็นประเด็นใหญ่ที่ผมจะพูดในวันนี้ด้วย เมื่ออาจารย์กองทองพูดประเด็นในเรื่องของพาร์ทที่ 3 แล้วผมมาขอพูดพาร์ทที่ 2 นะครับก็คือเกี่ยวกับเรื่องข้อวิพากษ์ต่อเรื่องของ human rights หลักการสิทธิชน ซึ่งปัจจุบันนี้ผมยังไม่เห็นใครวิจารณ์หลักสิทธิชนได้ไกลกว่าหรือเรียกว่า radical เท่ากับที่อารเรนวิจารณ์นะครับ แล้วก็บทอื่นอีกตามมา 2 บทในพาร์ทของตรงส่วนนี้อันนั้นตรงทีนี้อ่ะผมกลับมาตรงส่วนนี้ที่ในแง่ของประวัติของหนังสือและสิ่งที่หนังสือพยายามที่จะทำนะครับผมผมอาจจะขยายความหลายๆส่วนในที่อาจารย์อ่ากองทองพูดมาทนี้ในส่วนแรกที่อาจารย์พูดเรื่อง anti-semitism เนี่ยผมคิดว่าสิ่งที่มันน่าสนใจแล้วก็เป็นประเด็นที่สำคัญแล้วก็ไม่ได้ถูกแตะแต่มีการพัฒนาต่อก็คือประเด็นในเรื่องของรัฐชาติเองหรือว่า nation state แล้วสิ่งที่อารเรนใช้คำว่า รัฐชาติ ตรงนี้น่าสนใจคือว่าจะมี hyphen ระหว่างคำว่า nation กับ state อะไร hyphen ระหว่างคำว่า national state ตรงนี้คือหัวใจสำคัญของเรื่องและปัญหาของ anti-semitism เนี่ยมันเกิดขึ้นจากปัญหาตรงส่วนนี้ด้วยนะครับอ่ะทำไมว่าไอ้ตัว nation state เนี่ยถึงต้องใช้ hyphen เกิดขึ้นเงี้ยถ้าเราเข้าใจยุโรปก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เนี่ยคือเกิดขึ้นมาบนการล่มสลายของ 2 อาณาจักรก็คือ Ottoman Empire แล้วก็ Austrian Empire ทีนี้ในการล่มสลายตรงส่วนนี้เนี่ยปัญหาที่มันระหว่างก่อนที่จะล่มสลายหรือการที่อยู่ใน 2 Empire ที่สำคัญก็คือว่าสิ่งหนึ่งเนี่ยที่ว่า nation state หรือรัฐชาติสมัยใหม่เนี่ยมันยังไม่ได้ก่อตัวอย่างสมบูรณ์ แม้แต่ในยุโรปเองอาจจะมีบางชาติอย่างเช่นกรณีของฝรั่งเศส กรณีของอังกฤษซึ่งการพัฒนาตรงนั้นค่อนข้างที่สมบูรณ์ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่และโดยเฉพาะพื้นที่ของรัฐที่เป็น minority state จำนวนหนึ่ง หรือรัฐทางตอนเหนือ แม้แต่เยอรมันเอง หรือแม้อิตาลีเองเพื่อมาเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ๆในต้นศตวรรษที่ 20 เอง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไปรั 49 ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในโฟกัสใหญ่ของงานของอารเรนในใน volume แรกก็คือว่ารัฐเองเนี่ยมันไม่ได้มีความสมบูรณ์ แต่ในทางกลับกันมันเปิดโอกาสให้คนต่างๆ หรือว่าคือพูดความแตกต่างระหว่างรัฐกับชาติอยู่ตรงนี้ฮะ รัฐมีลักษณะของพยายามจะ centralization พยายามที่จะควบคุมรวมศูนย์ แต่ชาติเนี่ยกำลังพูดถึงกลุ่มคนต่างๆที่อยู่กระจัดกระจายกันไปนี้ในเมื่อรัฐไม่รัฐ การพัฒนา รัฐชาติใหม่ๆมันยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในยุโรปก็จริง มันจึงทำให้กลุ่มก้อนของคนต่างๆเหล่านั้นเนี่ยไม่ได้คิดอยู่กรอบของรัฐชาติสมัยใหม่ ยกตัวอย่างอย่างประเทศหนึ่งซึ่งผมมีประสบการณ์ในแง่ไปใช้เวลาและก็ชีวิตที่ได้ที่ Estonia Estonia เป็นประเทศที่ผมก็ตกใจมาก เขาบอกว่า Estonia เนี่ยเพิ่งมาเป็นรัฐชาติก่อนที่จะถูกผนวกมาเป็นส่วนหนึ่งของ Soviet Union เนื้อที่เจ้าของที่ดินไม่ใช่คน Estonia 90% ของที่ดินเจ้าของคือคนเยอรมัน นั่นหมายความว่าคน Estonia เองเช่าบ้านเขาอยู่อ่ะอยู่ในอยู่ในประเทศตัวเองแต่เช่าบ้านเขาอยู่นะครับ ประมาณนี้คือจ่ายค่าค่าเช่าแต่เจ้าของคือคนเยอรมัน นี้เป็นตัวอย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นสิ่งที่มันเกิดขึ้นคือสำนึกในเรื่องของชาติ สำนึกของสำนึกของความเป็นรัฐจึงไม่ได้มีผูกพันกับองค์กรที่เรียกว่ารัฐ แต่หาที่เกินชาติมันผูกพันด้วยเรื่องของไม่ว่าจะ เป็นเรื่องของ race เรื่องของเผ่าพันธุ์ เรื่องของ ethnicity หรือเรื่องของชาติ ต่างๆและตรงส่วนนี้แหละกลุ่มหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือคนยิว คนยิวมีความสำคัญตรงส่วนนี้เพราะอะไร เพราะสิ่งที่คนยิวทำ คือไม่ได้ผูกพันกับและไม่จำเป็นจะต้องมาเข้ามาอยู่เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางของอำนาจ เพราะการที่คุณอยู่เชื่อมบนบนพื้นของชาติพื้นฐานของชาติหรือกลุ่มกว้างของตัวเองเนี่ยมันสร้างสายสัมพันธ์ มันสร้างเครือข่ายและรวมด้วยขนบของคนอื่น ซึ่งอาจจะเรียกว่ามีสังคมปิดจำนวน นี่แน่นอนอาจจะเป็นคนกลุ่มคนที่คนอื่นรังเกียจ แต่ขณะเดียวกันเองสิ่งที่คนยิวเหล่านี้ได้รับสิทธิ์ที่พิเศษอันหนึ่ง ก็คือการพัฒนาในเรื่องของการสะสมทุน โดยเฉพาะไอ้การสะสมทุนของคนอยู่ตรงส่วนนี้แหละ มันกลายเป็นอำนาจต่อรองทางอ้อม ไม่ใช่อำนาจต่อรองโดยตรง อำนาจทางอ้อมหมายความว่า อ่ะเมื่อเจ้าผู้ปกครองเมื่อรัฐมีปัญหา จะต้องหางบประมาณมาจัดการเรื่องใครล่ะ ก็คือคุณอยู่ นั้นเราจะเห็นทันทีเลยว่าบทบาทของคนยิวส่วนหนึ่งเกิด 1 ในเราจะเข้าใจตรงนี้มากขึ้นอย่างเช่นกรณีของ Rothschild ซึ่งในหนังสือก็พูดถึงสิ่งที่ Rothschild เกิดจะถามว่าการกระจายเครือข่ายของครอบครัวตัวเองไปอยู่ในประเทศต่างๆแล้วเชื่อมสายสัมพันธ์ในแง่ของเส้นทางธุรกิจและการเงิน ทีนี้อันนี้คือภาพที่มันมันซ้อนทับกันอยู่และไอ้การซ้อนทับส่วนนี้เนี่ย คนยิวมันไม่รับไม่จำเป็นต้องมารับผิดชอบอะไรกับบทบาทหรือว่าเป็นส่วนของรัฐแต่หาเดียวกับเองเสิร์ฟความสัมพันธ์ของกลุ่มก้อนของตัวเองอันนี้คือหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นผมและไอ้ปัญหาตรงส่วนนี้เนี่ย มันทำให้เมื่อรัฐเริ่มที่รัฐสมัยใหม่ที่มันเพิ่มพัฒนาองค์กรของรัฐมีมากขึ้นนั้น ปัญหาที่ซ่อนอยู่ในในเล่มหนึ่งคือความเหย เรื่องของ race เรื่องของเผ่าพันธุ์ ซึ่ง race ตรงส่วนนี้จริงๆแล้วมันไม่ได้แค่เรื่องของคนยินั้นเป็นปัญหาเรียกว่าปัญหาไปเปิดอย่างมากเริ่มจาก 28 เป็นต้นมาและหนึ่งในเป็นปัญหาปรัชญาใหญ่ของนักปัญญาภาคพื้นยุโรปในช่วงเวลาที่ทำงานทำความเข้าใจปัญหาตรงส่วนนี้และมันก็เป็นปัญหาต่อเนื่องมาจนกระทั่งสิ่งที่มันไฮไลท์ขึ้นมาในกรณีของ anti-semitism ทีนี้อ่ะผมผมยังไม่อยากลงไปตรงส่วนนี้เพื่อเสียเวลาแต่ผมก็สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือไอ้ concept เรื่องของชาติ nation ของฝั่งเส้น อารเรนใช้ hyphen ตรงส่วนนี้แหละที่ทำให้นี่คือ paradox ของการและ paradox ตรงส่วนนี้ นำไปสู่ปัญหาของ anti-semitism นี้ถ้าสนใจประเด็นนี้ผมคนหนึ่งงานของคนคนหนึ่งซึ่งประเด็นนี้โดยตรงก็คืองานของ Achille Mbembe modernity at large ซึ่งหลายคนอาจจะไม่นึกว่าต้นๆต้นตอมาจากงานของอารเรน นี่คือประเด็นที่ทำให้เห็นว่ารัฐกับชาติมันมัน contradict กันยังไงมัน paradox กัน development ของทั้งตัวไม่เท่ากันนะฮะทีนี้อ่ะนี่คือพาร์ทที่ 1 และจริงๆแล้วส่งผลที่สำคัญอย่างที่เอ่อหลายส่วนที่อาจารย์กองทองพูดไปแล้วผมขอยกมาสู่ในเรื่องของของพาร์ทที่ 2 เรื่อง Imperialism ไอ้ปัญหาตรงส่วนนี้เมื่อพัฒนาของตัวรัฐเองเนี่ยเริ่มที่จะเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ๆมากขึ้นแต่ทนี้ปัญหาที่มันเกิดขึ้นตามมาว่าเป้าหมายของรัฐที่จะต้องทำอันหนึ่งก็คือการคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของคนในรัฐนะครับ การคุ้มครองชีวิตและทรัพย์ของคนในรัฐเป็นสิทธิทางการเมืองและสิทธิพื้นฐานที่รัฐจะต้องมีนี้ปัญหาที่เรียกว่าหัวใจที่สำคัญและคนมักจะพูดถึงก็คือบทสุดท้ายของพาร์ทที่ 2 บทที่ 9 ครับผมอ่าเกี่ยวกับในเรื่องของ The Nation State ไอ้ The Nation State เนี่ยบทนี้มีความสำคัญมันให้เห็นอะไรให้เห็นในจริงๆโดยบทบาทและกลไกของรัฐที่ต้องทำหน้าที่ที่จะปกป้องแต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นมาคือรัฐไม่ได้ทำหน้าที่นั้น เมื่อรัฐไม่ได้ทำหน้าที่นั้นสิ่งปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินก็เป็นปัญหาและยิ่งกว่านั้นการขึ้นมาของลัทธิเผด็จการแทนที่จะปกป้องคุณเป็นส่วนหนึ่งของการเข้ามาจัดการกับประชาชนของตนเองและสนับสนุนให้คนส่วนหนึ่งเนี่ยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการนั้น นั่นหมายถึงก็คือกลุ่มคนยิวเอาข้อจริงๆนะฮะ คนที่เป็นเหยื่อโรคอสนะฮะ หรืออยู่ในค่ายกักกันไม่ว่าจะเป็น Auschwitz หรือที่ไหนก็ตามเนี่ย จริงๆแล้วไม่ใช่แค่คนเท่านั้นแต่ว่าคนยิวเป็น majority มากๆประมาณ 95% ขึ้นไปนะฮะ แต่ว่ายังมีอีกหลายส่วนที่เป็น minority ที่ถูกจัดการ เช่นพวกยิปซี พวกซอมบี้เราไม่ได้พูดถึงผีนะเราพูดถึงกลุ่มคนที่พยายามที่จะเหมือนคล้ายๆทำ ตัวไม่อยากจะเข้ายุ่งยุ่งเกี่ยวหรือส่งเสริมกับผู้คนในสังคม หรือแม้แต่คนอิสลาม คนขาวพวกคอเคเซียนส่วนหนึ่งที่นับถืออิสลามก็ยังถูกผลักเข้ามาเป็น minority ตรงส่วนนี้แล้วอยู่ในค่ายกักกัน แต่อย่างที่ผมบอกแต่ต้นมากกว่า 95% เป็นคนยิวแล้ว เอ่อสิ่งที่มันเกิดขึ้นเราพบหลักฐานพวกนี้เยอะขึ้นแล้วคนที่ voice นนี้ก็คือคนอยู่ด้วยกันเองโดยที่มีปัญหาโคแต่อยากจะพูดในภาพใหญ่มากกว่านี้อยู่เพราะอะไร เพราะปัญหาที่มันชนวนบางคนนี้คือปัญหาเรื่องของ race ที่เกิดขึ้นนะฮะทีนี้อ่ะกลับมาซึ่งเป็นเรียกว่าเป็นหัวใจที่ผมจะพูดประเด็นนี้คือว่าประเด็นเมื่อรัฐไม่สามารถ decline ของ Nation State หมายถึงว่าอำนาจของรัฐที่ไม่สามารถคุ้มครองบุคคลในรัฐหรือว่าคนที่ไม่ได้คุ้มครองมากคนอยู่สิ่งที่เกิดขึ้นมาก็คือถ้าคุณไม่ถูกจับเข้าไปอยู่ในค่ายจัดการคุณก็ต้องหาทางและนี่คือสิ่งที่เป็น original idea อันหนึ่งของอารเรนก็คือไอเดียหรือ concept เรื่องของ statelessness หรืออ่าความไร้รัฐ หรือคนไร้รัฐ ซึ่งไอ้คนไร้รัฐตรงส่วนนี้เนี่ยแน่นอนตอนหลังมาใช้เป็นเทอมที่สำคัญในการศึกษาเรื่องของเกี่ยวกับทางเรื่องของชายขอบ พรมแดนศึกษาต่างๆทีนี้ในคนไร้รัฐของอารเรนนะฮะ สภาวะ stateless ไม่ได้หมายความว่าคนเหล่านี้ไม่มีสัญชาติ หรือคนเหล่านี้ไม่มีสถานะที่เรียกว่า citizenship คนเหล่านี้มีแต่เพียงแต่ว่าประเทศที่เป็นสัญชาตินั้น หรือคนประเทศที่คนเหล่านั้นเนี่ยอยู่ในสัญชาตินั้นไม่สามารถที่จะคุ้มครองดูแลคนเหล่านั้นได้ สิ่งที่เขาทำได้ก็คือต้องเดินทางหลบหนีออกและอยู่ในสภาวะที่ไม่มีใครคุ้มครองงั้น สิ่งตลอดเวลา 18 ปีหลังจากที่อารเรนออกจากเยอรมนีปี 1933 และเดินทางกว่าจะได้สัญชาติอเมริกาอีกครั้งหนึ่งเนี่ยจะทำให้เห็นว่าช่วงเวลา 18 ปีนี้เป็นช่วงเวลาที่อารเรนอยู่ในสภาวะที่ไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆทั้งสิ้น นี่คือสภาวะ stateless และไอ้ stateless ตรงส่วนนี้เนี่ยน่าสนใจอารเรนก็ไปผูกประเด็นอื่นๆอย่างเช่น 1 เรื่องที่สำคัญและเป็น concept ที่ตามมาคือ right to have right สิทธิ์ที่จะมีสิทธิ์ เพราะสิทธิ์อันนี้คือสิทธิ์ที่พื้นฐานที่ คุณเป็นมนุษย์เป็นสิ่งเอ่อเป็นพลเมืองแต่ คุณไม่ได้รับสิทธิ์ตรงส่วนนี้แล้วก็คนที่สำคัญที่พยายามจะเชื่อมประเด็นนี้ต่ออย่างเช่นคนอย่าง Achille Mbembe ที่พูดในเรื่องของความแตกต่างระหว่างกับ suอเรื่องของ human rights ต่างๆเนี้ยซึ่ง original มาจากตรงส่วนนี้นะฮะทนี้ไอ้ประเด็นตรงประเด็นเรื่องของไอ้ตัว stateless อ่า stateless ตรงส่วนนี้เนี่ยมันไป tackle ประเด็นที่สำคัญและคิดอย่างที่ผมบอกแต่ต้นว่า เป็นหนึ่งในบทหมายแล้วก็เป็นหนึ่งในส่วนที่คนที่เข้ามา reference อ่างานของอารเรนมากที่สุดอันนึงคือข้อวิพากษ์ต่อหลัก human rights หลักการสิทธิชนและแน่นอนอารเรนเขียนบทความที่สำคัญอันละเอียดตั้งคำถามต่อหลักสิทธิชนเมื่อมีการประกาศปฏิญญาสากลว่าสิทธิชนในปี 1948 อ่า 1948 เริ่มบทความตีพิมพ์ครั้งแรกใน Spring 1949 แล้วตรงส่วนนี้แหละที่ต่อมานำมาผนวกกับหนังสือเล่มนี้ด้วยซึ่งเป็นตอนส่วนที่ 2 ของบทที่ 9 นี้ข้อวิจารณ์ของอารเรนต่อเรื่องประเด็นเรื่องสิทธิชนคืออะไรนะมี 3 ประเด็นสำคัญและเป็น 3 ประเด็นที่เรียกว่าค่อนข้างใหญ่มากแล้วคิดว่าทุกวันนี้เนี่ยยังไม่มีเอ่องานอันไหนที่ก้าวไกลไปกว่างานประเด็นที่อารเรนพูดนะคือ 3 ประเด็น ประเด็นแรกข้อวิจารณ์ประเด็นแรกนะอารเรนบอกว่าไอ้ตัวปฏิญญาสากลว่าสิทธิชนนั้นน่ะ ตั้งอยู่บนแนวคิดนามธรรมเกี่ยวกับมนุษย์ ในขณะในขณะที่ไม่มีการรับประกันสิทธิชนใดๆนอกจากขอบเขตทางการเมืองง่ายๆคือว่าตอนที่ในทุกประเทศลงนามในเรื่องของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิชนเนี่ย ประเทศต่างๆซึ่งเป็นสมาชิกแน่นอนคุณยอมรับตรงส่วนนี้แต่การการันตีอันนั้นเนี่ยการันตีบนพื้นฐานของการเมืองไม่ได้ การันตีบนขอบเขตของตัวมนุษย์เองความต่างอยู่ตรงผลเนี้ยข้อตกลงข้อการรับรองตรงส่วนนี้มันทำในพื้นที่ทางการเมืองงั้นมันคืออำนาจทางการเมืองที่ทุกคนยอมรับว่ามันมีแต่ในแง่ของการปฏิบัติจริงไม่ได้เกิดขึ้นตัวอย่างที่การปะทะระหว่างกันเองระหว่างตัวปฏิญญาสากลกับ state law หรือกฎกฎกฎหมายของรัฐและหลายๆครั้งเราพบเหลือเกินว่าสิ่งที่รัฐทำเป็นผู้ละเมิดเสียเองมันละเมิดเสียเองเพราะอะไรเพราะว่าด้วยกฎหมายของรัฐในการที่จะมีอำนาจสั่งการบังคับใช้แต่ตัวปฏิญญาสากลเองเนี่ยมันไม่ได้มีอำนาจใดๆทั้งสิ้นที่จะบังคับใช้หรือบังคับให้รัฐไม่สามารถที่จะออกกฎหมายในที่เป็นข้อขัดแย้งหรือข้อขัดต่อหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิชนนั้น สิ่งที่เราจะเจอเสมอในปัญหาที่มันเกิดขึ้นในทุกรัฐนะฮะในทุกประเทศโดยรวมก็คือว่าเราจะเห็นว่าทุกครั้งที่มีการละเมิดสิทธิชนเนี่ยมันมีกับสามารถทำได้และหลายครั้งก็ชอบทำที่ทำได้เพราะกฎหมายของรัฐเองได้ระบุหรือบัญญัติไว้ทั้งๆที่ตัวกฎหมายเหล่านั้นเนี่ยมันขัดแย้งนี่ประเด็นตรงส่วนนี้มันสำคัญเพราะอะไรเพราะสุดท้ายแล้วหลักสิทธิชนมันควรจะให้ความสำคัญกับมนุษย์มากกว่าบทตัวรัฐหรืออำนาจทางการเมืองที่รัฐเองใช้และในขณะเดียวกันเองสิ่งที่มันขัดแย้งและย้อนแย้งเลยเมื่อรัฐไปตกลงในปฏิญญาสากลกับละเมิดเสียเองนะฮะอันนี้คือข้อที่ 1 ที่คิดว่าเป็นเป็นโจทย์ที่สำคัญแล้วอารเรนพยายามจะพูดเน้นอันที่ 2 สิทธิชนจะไร้ความหมายโดยสิ้นเชิงทันทีที่บุคคลนั้นสูญเสียรัฐสิทธิชนนี้เพราะอะไรสิทธิมนุษย์ไม่ได้คุ้มครองคุณก็เพราะว่าคุณไม่ได้เป็นหน่วยหนึ่งของรัฐนั่นหมายถึงว่าคุณไม่คุณคุณมีความคุณเป็นพลเมืองของรัฐแต่คุณไม่ได้อยู่ในรัฐที่จะสามารถคุ้มครองคุณเช่นผู้อพยพยกตัวอย่างที่สำคัญคือผู้อพยพผู้อพยพเมื่อออก จากพ้นจากเขตแดนรัฐชาติของตัวเองเมื่อไปอยู่ในเขตแดนของรัฐชาติใหม่ด้วยเหตุผลไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของปัญหาภัยสงคราม หรือปัญหาทางเศรษฐกิจอะไรก็ตามคนเหล่านี้ไปอยู่ไปอยู่ในในที่ใหม่รัฐอีกรัฐหนึ่งไม่ได้คุ้มครองเขารัฐเดียวจะคุ้มครองเขาได้ก็คือรัฐที่ตนเองสังกัดความเป็นพลเมืองอยู่และทั้งๆที่หลักการสิทธิชนเองจำเป็นที่จะต้องคุ้มครองเขาบนพื้นฐานของตัวความเป็นมนุษย์นะครับ หรือประเด็นเรื่องของมนุษยชาติ ประเด็นที่ 3 ประเด็นที่ 3 นะกับสิ่งคือ สิทธิที่จะมีสิทธิ์ควรได้รับการยอมรับว่าเป็นเงื่อนเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการคุ้มครองสิทธิมนุษยทั้งปวงคือพูดง่ายๆ concept ที่อารเรนพูดต่อมาก็คือเรื่องของ right to have right ก็คือว่าสิทธิที่จะมีสิทธิ์เนี่ยนั่นหมายความว่าสิทธิแรกที่มนุษย์พึงจะมีก็คือสิทธิในการเป็นมนุษย์และสิทธิการเป็นมนุษย์คือสิทธิมนุษยชนพื้นฐานที่จะได้รับการคุ้มครองและมีความสำคัญเหนือเหนือสิ่งอื่นใดและนี่คือเรื่องพื้นฐานของการดำรงชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะอยู่ในเขตแดนหรืออยู่ในพื้นที่ใดก็ตามอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตามคนเหล่านี้ในฐานะเป็นความเป็นมนุษย์จะได้รับการคุ้มครองซึ่งประเด็นตรงนี้ผมเข้าใจว่ามีการพัฒนาเป็น concept จำนวนหนึ่งโดยเฉพาะไอ้ on the right to earth อะไรประมาณนี้ก็คือสิทธิที่คุณจะอยู่บนผืนโลกใบนี้ไม่ว่าคุณจะเข้าเมืองอยู่ในประเทศนั้นอย่างถูกกฎหมายหรือไม่ถูกกฎหมายแต่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณอยู่บนโลกเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณยังเป็นมนุษย์การคุ้มครองพื้นฐานในการที่จะได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและสวัสดิการพื้นฐานของการมีชีวิตควรจะได้คนที่สำคัญคนหนึ่งที่พัฒนาประเด็นนี้ก็คือ Giorgio Agamben นะครับ อันนี้คือคือหัวใจที่สำคัญแล้วคิดว่าเป็นประเด็นที่ได้รับการพัฒนาต่อในส่วนพาร์ทที่ 3 อาจารย์กองทองพูดไปส่วนหนึ่งแล้วผมขอขยาย 2 ประเด็นเพื่อให้เห็นภาพชัดบทที่อาจารย์พูดถึง the mass society เนี่ย อาจารย์พูดถึง massชนทีนี้ประเด็นก็คือว่าทำไมอารเรนให้ความสนใจกับ massชนมากกว่าอื่นเพราะ massชนและเรียก ว่า massชนว่า classes สิ่งที่ totalitarian regime ทำมากที่สุดอันหนึ่ง คือการทำลาย ทำไมต้องทำลายชนชั้นเพราะ class เป็นกลุ่มที่มี interest กลุ่มที่มีผลประโยชน์ กลุ่มที่มีเป้าหมาย ดังนั้นเมื่อการย่อยสลาย class ทำให้ทุกคนกลายเป็นอนุภาค เป็น massชน massชนในที่นี้มันมีลักษณะที่เป็นอะตอม ทุกคนถูกแตกแยกย่อยลักษณะพื้นฐานของ massชนอันหนึ่งก็คือลักษณะที่ loneliness โดดเดี่ยว ไม่มีหลักยึด ดังนั้นไอ้การโดดเดี่ยวกัน ไม่มีหลักยึดตรงส่วนนี้แหละการเข้ามาของ propaganda หรือประเด็นที่อาจารย์กองทองพูดมา จึงทำให้คนเหล่านี้ยึดโยงเข้าหากันเพราะตัวเองไม่มีถ้าพูดในภาษาของอาจารย์สมศักดิ์นะไม่มีกระดูกสันหลังประมาณนี้ นี่นี่คือปรากฏการณ์ของ massชนซึ่งไม่มีหลักยึดโยงและเมื่ออะไรเข้ามาหล่อหลอมไม่ว่ามันจะ make sense ไม่ว่าจะ nonsense ไงก็ตาม แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คนยึดโยงอันนั้นมีรากมีอ่ามีแกนมีสันหลังหรือมีสิ่งต่างๆที่จะผูกยกยอ่าเป็นเป็นกลุ่มก้อนนั้นมันคือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนะครับและอันอีกอันหนึ่งก็คือลักษณะของตัวเอ่อตัว massชนตรงส่วนนี้ก็คือถูกผลักหรือว่าถูกทำให้เรียกเป็นอาจจะใช้คำนี้กันคือว่าคนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ถูกทำให้โดดเดี่ยวแต่ในทางกลับกันคนเหล่านี้เป็นนอกจากง่ายในการที่จะถูกชักดำหรือเอ่อชักจูงแล้วยังเป็นกลุ่มที่สำคัญที่สามารถที่จะ manipulate ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งก็ได้โดยที่ไม่ต้องคำถามไม่ต้องสงสัยใดๆต่อทิศทางเหล่านั้นซึ่งประเด็นมันน่าสนใจคือนักคิดเยอรมันในต้นศตวรรษที่ 20 หรือว่าคนที่ มีประสบมีชีวิตอยู่ร่วมประสบการณ์ในแง่ของนาซีซึมทั้งหมดเนี่ยคนเหล่านี้เกลียด massชนหมดนะฮะไม่ว่าจะเป็นพวก Frankfurt School เองหรือแม้แต่คนอย่าง Martin Heidegger ก่อนที่จะเข้าร่วมกับนาซีเองก็ตามใน Week and Time เนี่ยก็เห็นชัดเจนพาร์ท 1 ใน section 1 คือ DCH mass คือมองในแง่ของการเคลื่อนการรวมกลุ่มคนหมู่มากเองเนี่ยทำให้เราสูญเสียสภาพสูญเสียความเป็นตัวตนสูญเสียจุดยืนและนี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นบนฐานของ Totalitarian Regime ที่อารเรนพูดนี้ไอ้คำว่า Totalitarian regime ที่ที่อารเรนใช้ตรงนี้น่าสนใจนิดนึง คือคำนี้ใช้ครั้งแรกนะในปี 1923 เพื่อที่จะอธิบายลักษณะการขึ้นมาของ fascism ของ มุสโสลินีซึ่งตอนนั้นคำที่ใช้เป็นหลัก คือ Majoritarianism Majoritarianism แต่ทีนี้คำเหล่านี้ให้คำว่า Majoritarianism เนี่ยพยายามแยกระหว่างสิ่งที่ว่า majority กับ minority แต่ว่าความหมายมันจะไม่สามารถจะ cover ลักษณะรูปแบบที่ตัวระบบเองหรือตัว regime เองเนี่ยมันเข้ามา manipulate หรือเข้ามา totalize องค์ทั้งสังคมคำเหล่านี้เกิด ขึ้นในปี 1923 แล้วจะเห็นนี่นี่คือลักษณะของ totalitarianism และแน่นอนมันทำให้คนเหล่านั้นเนี่ยอยู่ในสถานะที่ต่ำกว่าอยู่ในสถานะด้อยกว่าในขณะเดียวกันเองความต่ำกว่าถูกชักจูงหรือการถูกชี้นำโดยผู้นำโดยบทบาทนำของหน่วยขององค์กรต่างๆซึ่งประเด็นที่อาจารย์กองทองพูดจริงก็คุยกันตอนพักเที่ยงคือว่างานชิ้นนี้ของอารเรนเนี่ยอารเรนแพจะวิเคราะห์ลักษณะของ totalitarian order ทั้ง Nazism และ Stalinism แต่ในท้ายที่สุด อารเรนตัดเนื้อหาคือในในใน Stalinism เนี่ยมีการพูดถึง Stalinism อยู่บ้างแต่ไม่ได้พูดมีน้ำหนักหรือว่ามีนัยยะสำคัญเท่ากับพาร์ทของ Nazism เพราะว่าอาจจะด้วยตัวระบบเองเนี่ยมันยัง ongoing อยู่และขณะเดียวกัน
เองมันมีหลายประเด็นในแง่ของไอ้หลักฐานในการยืนยันหรือว่าแนวโน้มที่ไปเนี่ยยังไม่ชัดเจนเท่ากับกรณีของนาซิึมประมาณมั้ครับ.
ขอบคุณอาจารย์เกษมมากครับ. อาจารย์เกษมก็ชวนเราคุยหลายประเด็นเลยนะครับที่จะชวนเรามองหลายประเด็นที่สำคัญนะครับทั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชาติ. นะครับผมเองก็เพิ่งทราบนะครับว่าเอ่อที่ต้องมีไฮเฟแล้วก็ประเด็นที่เอ่ออภุลยเอามาเขียนอยู่ในหนังสือเนี่ยครับก็มีรากที่มาจากการ discus จากงานพวกนี้นะครับซึ่งก็เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจนะครับว่าทำไม เอ่อเอ่อชาติเนี่ยบางทีมันถึงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งแบบเป็นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคำว่ารัฐนะครับ.
อันที่ 2 ก็คืออาจารย์ชี้เราเห็นเรื่องเอ่อเอวเอ่อความล่มสลายของเรื่องรัฐชาตินะครับกับปัญหาเรื่องของการไม่มีการันตีนะครับในสิทธิพื้นฐานนะครับ.
แล้วก็พารสุดท้ายนะครับอาจารย์ก็มาช่วยขยายเรื่องคอนเซปตเรื่องสังคมมวลชนนะครับหรือว่าmasสนะครับก็เอ่อจริงๆในงานก็จะพูดเรื่องความโดดเดี่ยวอยู่ค่อนข้างเยอะเลยนะครับผมอ่านตอนแรกก็พยายามจะเข้าใจนะครับว่าเขาจะอธิบายความโดดเดี่ยวยังไงนะ ครับก็ซึ่งเอ่อซึ่งก็พอเห็นว่าถ้าในในความโดดเดี่ยวที่เหมือนยึดโยงอะไรไม่ได้นะครับมันก็เป็นภาวะที่เอ่อเมื่อเจอเพกกันด้าอะไรบางอย่างที่รู้สึกว่ามันมันมันสัญญาอุดมคติบางอย่างอุดมการณ์บางอย่างเนี่ยมันก็คว้าสิ่งเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็วนะครับจนกระทั่งบางทีก็ไม่ได้คุ้นคิดนะครับว่าเอ่อทางเลือกที่ตัวเองคว้าเนี่ยมันมันมันเอ่ออาจจะไม่ถูกต้องหรือเปล่านะครับ.
แล้วก็สุดท้ายอาจารย์ช่วยให้ให้มาของคำว่าเอ่อ Total นะครับว่ามันมายังไงนะ ครับเอ่อตอนนี้ผมก็ขออนุญาตเปิด FL นะครับมีคำถามมีความเห็นนะครับมีข้อสงสัยหรือใดๆนะครับอาจจะผมอาจจะใช้วิธีรวบรวมทีเดียวนะครับแล้วก็เดี๋ยวให้วิทยากรของเราทั้ง 2 ท่านตอบกลับแล้วก็มีอะไรเพิ่มเติมนะครับครับตอนนี้มีท่านใดเอ่อมีคำถามหรือมีข้อเอ่อความเห็นอะไรมั้ยครับยกมือยกมือหน่อยนะครับนี้ครับ.
ถ้าขอเชิญครับ.
ครับก็ไม่มีอะไรเยอะครับเพียงแต่คือขอบคุณมากดูหนังตะกี้ก็ทีแรกก็ไม่ค่อยเข้าใจนะพอสักกลางเรื่องก็เริ่มเข้าใจว่าหนังพยายามพูดอะไรแล้วก็พอฟังอาจารย์พงทองกับอาจารย์เกษมพูดทำให้กระจ่างจริงๆ อาจารย์พงทองพูดถึงหนังสือเล่มนี้หลายครั้งนะผมก็ฟังแล้วก็แบบรู้เรื่องร่ำรู้เรื่องวังนะครับทำให้รู้สึกอยากต้องกลับไปอ่านทีนี้ก็คือนิดเดียวครับผมผมสนใจที่พูดเรื่องmasสเรื่องอะไรนะแต่คือมันมีหนังสือเล่มหนึแล้วตะกี้พูดถึงพวกเยอรมันแล้วในหนังเนี่ยพูดภาษาเยอรมันตลอดนะที่ตอนผมเรียนนิวเซอร์แลนด์เนี่ยมันจะมี T โทแร่ม 1 นะทำเรื่องคนอยู่เนี่ยที่อพยพไปอยู่นิวซีแลนด์ไม่กี่ร้อยคนนะพวกนี้ไปก่อนที่จะแบบเกิดแบบฆ่ากันมากมายอะไรเงี้ยนะที่น่าสนใจมันมันเป็น T10 ปโทแล้วตอนหลังเป็น sociology คนเขียนก็เป็นยิวนะอ่าอายุตอนที่เขียนยังสาวสาวอยู่นะเค้าก็เล่าไปสัมภาษณ์คนที่มานิวซีแลนด์เนี่ยเวลิงตันอะไรพวกเนี้ยที่อยู่อันนึงที่น่าสนใจก็คือไอ้ไสไตล์ของคนพวกที่มาพวกยิที่ว่าเนี่ยนะเป็น midle class หรือ midle class ด้วยชั้นนะแล้วก็พูดภาษาเยอรมันแล้วก็ตอนอยู่ประเทศเนี่ยก็ยังอยู่เยอรมันอยู่ออสเตรียอยู่ประเทศข้างเคียงไปใช้ชีวิตไปกินอาหารไปฟังอร่าไปฟังคอนเสิร์ตอะไรเงี้เงี้ยนะฮะแล้วผมดูในหนังเนี่ยผมก็เลยรู้สึกอย่างนึงว่าเออความเป็นยิวเนี่ยจริงๆไม่มีนะผมเชื่อว่ามันถูกสร้างขึ้นมานี่ถ้าพวกท่านพูดเลยเพราะอะไรผมรู้สึกมันแตกกระจายมากเลยนะมันเป็นเรื่องของอาจารย์เกษมพูดได้ดีมากเลยว่ามันเป็นเรื่องของคลาสมากกว่าเป็นเรสนะเพราะว่าอย่างเงี้ยผมเห็นประสบการณ์จากหนังสือเล่มนั้นก็คือว่ายิวที่ว่าเนี่ยที่ไปอยู่นิวซีแลนด์พวกนี้เป็น er middle class หรือ middle class ที่พูดภาษาเยอรมันไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นยิวแต่รู้สึกว่าตัวเองโดนรังแกโดนโดนนาซีลงรังแกเลยต้องมาอะไรเงี้ยแล้วบางคนแบบฐานะดีมากแล้วทำให้เห็นเลยว่ามันเป็นเรื่องของถ้าถามผมนะเป็นเรื่องของชนชั้นจริงๆเลยก็คือพวกเนี้ยแม่บ้านบางคนรีดผ้าไม่เป็นนะต้องไปมีอยู่คนนึงให้สัมภาษณ์ต้องไปหาไอ้ร้านซักรีดที่เอ่อเป็นคนจีนที่ วลิงตันสอนเค้าให้รีดผ้าเพราะไม่เคยรีดเสื้อเลยนะ 2 2 ล้านรีดหมดตอนอยู่ที่เยอรมันอะไรเงี้ยคือพอฟังผมเนี่ยแล้วผมรู้สึกว่าจริงๆเยอนาซีเนี่ยเป็นทำให้เป็นคนที่เป็นทำให้ยิวเป็นกลุ่มเป็นก้อนนะถ้าไม่เกิดฮโรคอสนี่ยิวก็สะเปะสะปะจนนึกออกมคนพวกนี้ไม่เคยพูดว่าตัวเองเป็นยิวไม่เคยไปศาสนาหาที่ที่จะที 10 เล่มนั้นนะซึ่งก็ตัวอย่างก็แบบคนไม่ถึง 100 คนนะฮะเงี้ยแต่ตัวอย่างจากนิวซีแลนด์ที่ไปเนี่ยทำให้ผมเห็นว่ายิวที่ว่าเนี่ยมันไม่มีเป็นกลุ่มเป็นก้อนแล้วมันก็มันไม่มีความรู้สึกเป็นยิวอ่ะผมคิดมันถูกสร้างขึ้นมาหลังจากที่เรามีโฮโลคอสแล้วก็เกิดไอ้ประเทศอิสราเอลแล้วก็พยายามต้องหาความเป็นยิวอย่างงู้นอย่างนี้แล้วก็สร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ว่ายิวโดนรังแกฉิบหายเลยอะไรเงี้ยผมรู้ึษรู้สึกเป็นอย่างงั้นนะแต่พูดอย่างงี้พวกคนยิวอาจจะกระโดดมาบีบคอผมตอนนี้ก็ได้นะเหมือนอย่างในหนังที่เขาด่าฮนอะไรอย่างเงี้ยแต่ผมเออผมเข้าใจฮนนะฮนคงรู้สึกกูไม่ใช่ยิวหรอกกู educated philosopher อะไรนึกออกมฮะพูดภาษาเยมันพูดอังกฤษก็ได้อะไรอย่างเงี้ยนะแค่แค่นี้เองผมรู้สึกไม่รู้ฟังยิ่งฟังท่านนะผมรู้สึกว่าไอ้ไๆไอ้ยิวเนี่ยมันมันสร้างปรุงสร้างขึ้นมาเมื่อนานเมื่อไม่นานนี้เองแต่พูดอย่างคือบอกคนเยวจะฆ่าผมแน่ นอนขอบคุณครับ.
ครับขอบคุณอาจารย์นิติครับมีคำถามท่านอื่นมั้ครับเชิญนะครับ.
คือเสริมประเด็นของพินิติแล้วกันจริงๆเอ ผมเห็นด้วยจริงๆผลผลิตของความเป็นยิวทุกวันเนี่ยมาจากไออนิสคือคือคล้ายๆอย่างี้ว่าใน movement ของคนเยอรมันเองในไม่ใช่คนยิวตี๋คนยิวกลุ่มหนึ่งที่ต้องการเอ่ออิสราเอล state นะฮะเอ่อก็ก็คือความพยายามที่จะต้องรวมกลุ่มก้อนให้เกิดขึ้นเพื่อที่จะสร้างอำนาจทางปรองทางการเมืองและสำหรับผมพวกพวกไซอนิสเนี่ยคือกลุ่มแรกของคนยิวที่คิดอยู่บนกรอบของเอ่อการเมืองและต้องการให้มีบทบาททางการเมืองและหนึ่งในการเคลื่อนไหวจำนวนหนึ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะข้อเท็จจริงจำนวนที่อนพูดเองในแง่มันก็คือแฟกจำนวนคือทุกวันนี้ก็ยอมรับว่ามันคือแฟกอันหนึ่งแล้วว่าเอ่อมีผู้นำชาวยิวจำนวนหนึ่งสร้างอำนาจการต่อรองอ่าที่สำคัญเพื่อที่จะให้กลุ่มก้อนของตัวเองอยู่และนำและมีการผลักดันไปสู่ในแง่ของ state of อิสราเอลแต่นี้ถ้าเราพูดถึงวัฒนธรรมของคนยิวเองเนี่ยผมผมขอขออธิบายอย่างงี้กันในฐานะที่เอ่อผมมีชีวิตและคุ้นชินเ่อส่วนหนึ่งอย่างน้อยก็ 10 กว่าปีที่อยู่ในชุมชนคนยิวเนี่ยผมคิดคนยิวเองเอ่อมีลักษณะที่ความเป็นชุมชนหรือคอมมิที่ค่อนข้างชัดเจนแต่ในคในการเป็นคอมityตรงส่วนนี้ไม่ได้หมายว่าคุณจะต้องเป็นคนยิวจ๋าแต่อยู่ที่ว่าคุณเค้ายอมรับคุณเป็นส่วนหนึ่งของของกลุ่มก้อนหรือชุมชนตรงนั้นหรือเปล่าและในขณะเดียวกันคนยิวเหล่านี้เองก็ยังอยู่กับว่าทำพื้นถิ่นหรือพื้นฐานของสังคมทั้งนั้นเอ่อประสบการณ์ที่ผมสัมพันธ์กับกลุ่มคนอยู่ในสารพัดกลุ่มนะฮะเ่อเพราะส่วนหนึ่งที่ตอนที่ผมไปเรียนเนี่ยมันเป็นช่วงท้ายของกลุ่มherโรคอสแล้วก็อาจารย์ของผมส่วนคนนี้ก็เป็นผู้ด้วยงั้นอันหนึ่งที่โปรเจคอันหนึ่งที่ผมต้องเข้าไปร่วมทำในสถานก็คือการไป document ในเรื่องของเอ่อ mmory ตรงส่วนนี้จะเห็นทันทีว่าประสบการณ์ของคนเหล่านี้เนี่ยไม่ได้ยึดโยงกับความเป็นเอ่อคนยิวที่ที่ตัวเองต้องประกาศคนแต่ว่าอยู่ในเอ่อประสบการณ์ของยุโรปประสบการณ์ของยุโรปที่แต่ละคนมาจากที่ต่างๆมีชีวิตมีสายสัมพันธ์ตรงไหนกับว่าทำยุโรปดังนั้นถ้าเรามองคนยิวในภาพใหญ่เนี่ยมันคือมันคือเอ่อ European culture มากกว่าที่จะเป็นเอ่อ Jewi culture ซึ่งเราอยู่ที่เรารู้จักหรือเข้าใจหลังจากการเกิดขึ้นมาของเอ่ออิสราเอล 1 คือฉั้นว่าเวลาที่เราพูดถึงความเป็นจิวเนี่ยเราต้องดูว่ามันเรากำลังพูดถึงจิวกลุ่มไหนเมื่อไหร่ในช่วงเวลาไหนในประเทศไหนนะฮะคือโอเคเราเราก็ไม่ได้เป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องประวัติศาสตร์ยุโรปในส่วน 78 18 19 แต่ เอ่อประเด็นที่อรนพูดถึงคือจิในช่วงเวลา นั้นไม่พยายามที่จะ assimilate เข้ามาในคนกลุ่มใหญ่นะคะเอ่อเขาจะอยู่ของเขาแยกต่างหากไปอของตัวเองอาหารช่วงคริสต์มาสก็จะไม่ Celebrate กับคนอื่นอะไรเงี้ยนะคะถ้าเราดูหนังเรื่องเอ่อ The Merci Adventist มันจะเอ่อไอ้ฉบับที่ชinoเล่นเป็นไลอก็จะเห็นว่าจิเป็นกลุ่มคนที่ถูกดูทุยอย่างทั้งที่ตัวเองก็เป็นแบบคือมันจะ มีก็ไม่แน่ใจว่าหนังมัน accurate แค่ไหน แต่ว่าภาพของยิวเนี่ยก็คือเป็นพวกแบบเป็นนายทุนเงินกู้เป็นอะไรเงี้ยเป็นคนที่เห็นแก่ตัวอยู่ไม่ได้เข้ามาสูงสิงมาอะไรเพศเนี้ยนะคะแต่คราวนี้ยิวในช่วงหลังเนี่ยก็ต้องดูว่าเป็นจิวกลุ่มไหนเช่นถ้าเป็นยิวที่ไปอยู่ในนิวซีแลนด์ไม่มีปัญหาเรื่องของ discrimination ิวที่ย้ายไปอยู่ในอเมริกาจำนวนมากเอ่อไม่ได้เจอกับ discminination บวกกับหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เนี่ยไอประเด็นเรื่องโฮโลคอส มันทำให้การแอนึมกลายเป็นความชั่วร้ายแบบหนึ่งไม่มีใครกล้าแสดงออกถึงการต่อต้านวิพากษ์วิจารณ์ยิวแล้วเพราะถูกหาไว้พวกนี้เป็นพวกเรซิมันก็เปลี่ยนด้วยเหมือนกันนะคะในขณะเดียวกันในสังคมอเมริกันแล้วก็เพราะว่ามันก็มีคนมีคนยิวที่ยังเคร่งครัดในศาสนาของตัวเองหรือบางคนดิฉันมีเพื่อนตอนอยู่สิงคโปร์มีเพื่อนเป็นวิชาการเนี่ยตอนเก็ใหม่ๆเนี่ยเขาไม่ค่อยจะเคร่งเอ่อศาสนาเท่าไหร่เกันก็ไปเปลี่ยนเป็นแรปเฉยเลยอะไรเงี้ยนะทั้งให้แม่ตัวเองก็ไม่สนใจศาสนาอะไรเงี้ยฉะนั้นเนี่ยที่ว่ามันไดนามิคมันเยอะก็ต้องดูด้วยว่าเเข้าไปอยู่ในสังคมแบบไหนหรือแม้กระทั่งเราได้ยินใช่มั้ชุมชนจิ๋วที่มาอยู่ที่ปลายเนี่ยก็กลายเป็นที่รังเกียจของคนปลายคนอื่นๆอันนี้ก็เป็นประเด็นที่ไม่เคยมีการปรึกษาเพราะอะไรอ่ะทำไมเขาไม่เเหมือนกับว่าเมีชุมชนเเองต่างหากมีว่าทำมีการพฤติกรรมอะไรประเภทนี้เรียกว่ามันมีไดนามิเยอะมากจนบอกไม่ได้ว่าจริงๆแล้วมันเอ่อมันอัตลักษณ์มันความเป็นยิวมันไม่มีเลยก็ไม่ใช่ว่าต้องดูว่าเรากำนึงช่วยเวลาไหนในประเทศไหนสังคมแบบไหนด้วยและในสังคมที่เอ่อความเป็นยืมไม่ได้เป็นปัญหาเาก็อาจจะไม่ได้ต้องแสดงออกมากนะเอย่าลืมว่าไอ้ politics of identity มันเป็นผลปฏิกิริยาต่อการกดดันการกดขี่เขาด้วยนะคะคราวนี้ถ้ายังไม่มีคำถามมีใครมีคำถามมั้คะหรืออยากแสดงความผิดมเจะพูดประเด็นนึง เอ่อเกี่ยวกับหนังไอ้เกี่ยวกับในเรื่อง Myology of Evil นะคะแล้วงานของอนคือถ้าเขาดูในหนังเนี่ยคุณจะเห็นว่าอนเนี่ยถูกกระแทกเยอะมากถูกวิพากษ์วิจารณ์จุกโจมตีคนอยู่เยอะมากแต่ในโลกปัจจุบันนี้คิดว่างานของอรนเนี่ยรวมถึงทางวิชาการด้วยมีอิทธิพลอย่างมากต่อการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคนาซีนะคะมีงานวิชาการหลายชิ้นที่เรียกว่าพัฒนาต่อมาจากอนเช่นงานของ Bman เรื่อง The Normality H ที่ว่าว่าปกติธรรมดาก็ใช้คำว่า normality ไม่ได้ใช้คำว่า banality ว่า มันก็มาจากคำว่าภาวะปกติธรรมดาของความชั่วร้ายแต่ว่างานของเอ่อก็จะไปอธิบายในเรื่องของการที่ระบบวิชการคนรชการเองที่รับใช้ยิวเอ้ยโทษรับใช้นาซีเช่นสมมุติคุณเป็นคนตอบคนเป็นคนจดชื่ออ่ะคนที่คุณจะส่งเข้าไปอยู่ใน Concentration camp นะครับคุณก็อาจจะไม่รู้สึกว่าคุณเกี่ยวข้องอะไรกับตัวระบบอ่ะนะเอ่อแต่จริงๆแล้วเนี่ยไอ้ระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จระบบนาซีมันดำเนินอยู่ไม่ได้ก็โดยการทำให้คนทั้งหลายแหละเข้ามาเกี่ยวข้องโดยรู้สึกผิดหรือไม่สามารถยึกโยงตัวเองกับไอ้ความชั่วฉันดูฉากนี้ฉันแบบคือแบบก็นึกถึงงานอรนมากๆฉากที่เอ่ออัยการถามเอ่อเคสwiสลetเคสเนี่ยเป็นเอ่อเอ่อเป็นกดเป็นผู้คุมเอ่อควบคุมชาวยิวนะฮะเอ่อในระหว่างนั้นเสร็จแล้วมันก็เกิดเหตุการณ์ที่เอ่อเขาก็มีการที่ระเบิดของฝ่ายอักษะแล้วแต่ก่อนที่ระเบิดมันจะลงมาลงตัวโบสถ์เนี่ยคือเขากวาดต้อนพวกยิวเนี่ยเข้าไปอยู่ในตัวโบสถ์แล้วก็ล็อกคประตูไม่ให้หนีแล้วระเบิดมันก็ทิ้งลงมาระเบิดแล้วมันก็แบบไฟไหม้นะฮะมันไม่ ได้คนมันยังไม่ได้ตายทีมันก็เกิดไฟไหม้ขึ้นแล้วเธอไม่ยอมเปิดประตูให้คนอ่อนหนีออกมาอัยการถามว่าทำไมคุณไม่เปิดประตูให้คนออกมาล่ะจำฉากนี้ได้มั้คะเค้าตอบว่าไงจำได้มั้เบอก is obvious we are godard ก็เราเป็นการดอ่ะหน้าที่ของเราก็คือควบคุมนักโทษเหล่านี้ prisoners ถ้าเราปล่อยเ้าออกมาแล้วมันหนีออกไปเนี่ยนะ คะใครจะรับผิดชอบเราปล่อยพวกเค้าหนีไม่ ได้นะคะเอ่อโอเคอัยการเบอกโอเคเข้าใจล่ะพูนไม่ให้เค้าหนีเพราะคุณจะถูกกล่าวหาวาระทิ้งหน้าทีใช่มั้ยเคสสวนกลับทันทีไม่ใช่ถ้าเราเปิดประตูมามันก็จะเกิดความวุ่นวายเกิดขึ้นมันจะเกิดเคอสขึ้นแล้วเราก็จะควบคุมให้มันกลับไปอยู่ในระเบียบอย่างเดิมไม่ ได้ We cannot restore the order we cannot let them escape คือ order สำคัญมากก็คือสำหรับเค้าเนี่ยออเดอร์เนี่ยสำคัญที่สุดระเบียบที่เขาถูกสั่งให้ทำระเบียบอันใหญ่ก็คือระบอบของนาซีคือระบอบ totarian ไมก็แบบนี้งานที่ที่ เอ่อ เอ่อเห็นหนังสือ banality of evil ที่ เอ่อไนเขียนถึงไมไมก็คือแบบนี้เค้าบอกตลอดว่าเาทำตามคำสั่ง เทำตามกฎหมาย นะคะ he just doing his job แล้วเขา ก็รู้สึกว่านี่ก็คือหน้าที่ของเขาไงเขา ไม่ได้ทำชั่วร้ายแล้วในระหว่างการให้ทำ เอ่อ ไอ้ให้ให้การไอ้ศาลนะหนังมันจะโฟกัสไปที่หน้าเไปหมดก็ตอบโดยไม่รู้สึกอะไรไม่รู้ สึกผิดเพราะฉันทำหน้าที่ของฉันน่ะแล้วก็ ในการตอบเนี่ยมันไม่ค่อยมีเซ้นของการที่ แบบเกลียดชังยิวออกมาอย่างชัดเจนคือเขา ไม่ได้บอกว่าไอมันไม่เอ่อ anti นะคะไม่ แบบเกลียดช่างยิวแต่ว่ามันไม่ได้ผิดปกติ มันไม่ได้เป็นพวกไซพatพวกโรคจิตหรืออะไร มันเป็นเรื่องปกติปกติธรรมดาที่เกิดขึ้น นี่ต่างหากคือภาวะปกติที่คุณทำตามคำสั่ง ทำตามออเดอร์คุณไม่รู้สึกว่าคุณต้องคุณ กำลังทำอะไรผิดหรือรู้สึกผิดนะฮะ ไอ้ moral เซฟของคุณมันถูกกดมันถูกฝังลึก ซะจนคุณไม่ต้องใช้มันแล้วอ่ะนะคะก็อันนี้ ก็มาทำให้เรากลับมาตั้งคำถามว่าทุกวันนี้ เราทำตามระบบโดยทิ้งซึ่งความรู้สึกผิดชอบ ชั่วดีไปด้วยหรือเปล่าขอขอเสิร์ฟประเด็น เดียวกันได้ครับดีกำลังจะถามพอดีครับ.
คือจริงๆสิ่งที่อาจารย์มงทองพูดมาเนี่ย คือคอนเซปหนึ่งที่อยู่ในไมเยรูซาเล็มอน เรียกสิ่งเรียกว่ารู by no one นั่น หมายความว่าไงภายใต้ระบบ total regime หรือพูดง่ายๆแม้แต่ระบบocracyเองเนี่ย สิ่งที่คุณทำไม่ใช่ว่าคุณต้องทำสิ่งทำ เพราะว่าคุณอยู่ใน positioning นั้นที่ ต้องทำดังนั้นการทำที่นั้นเป็นใครก็ต้อง ทำเมื่ออยู่ในตำแหน่งถึงเรียกว่ารู by no one ทีนี้สิ่งที่มันสำคัญตรงนี้คืออะไร สิ่งที่มันสำคัญตรงนี้ถ้ากลับมาอย่างเงี้ ภาพของไอ้ตัว Totaly Regime ตรงส่วนนี้ เนี่ยผมคิดว่าคำถามหนึ่งแล้วเป็นทั้งถูก address ทั้งในภาพยนตร์ด้วยคือประเด็น เรื่องของ Evil นี้ไอ้คำว่า Evil ตรงส่วน นี้เนี่ยเ่อใน Total ใน the origin เนี่ยใช้คำว่า radical evil ในขณะที่ใน man ก็คือสิ่ง banality of evil ทั้ง คู่มีความเหมือนความต่างกันยังไงผมเอ่อ banity คือสิ่งที่ banality evil คือ สิ่งที่อนพัฒนาต่อมาแต่ว่าไอ้ตัวแรกที่ เข้า evil มีความสำคัญสำคัญเ่อผมอธิบาย คร่าวๆงี้กันนะว่าสภาวะไอ้ที่มันเรียก evil เนี่ยเรากำลังพูดถึงความชั่วร้ายใน ความชั่วร้ายซึ่งเรารู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกท นี้ในความชั่วร้ายที่อะไรผิดอะไรถูกแต่ สิ่งที่มันเกิดขึ้นไอ้ความเป็น evil ของ ตัว regime เนี่ยเราไม่สามารถแยก ไม่เราไม่สาไม่เพียงแค่ไม่สามารถแยกอะไร ผิดอะไรถูกในทางกลับกันเรากลับ ดำเป็นขาวกลับผิดเป็นถูกและมันจึงเป็น สิ่งที่มันที่สุดจนกระทั่งสิ่งเหล่านี้ เรามองไม่เห็นเรียกสิ่ง the dark time ช่วงเวลาที่มืดมืดหมดหรือช่วงเวลาที่มืด บอดที่เราไม่สามารถจะคัดแยกอะไรได้แต่ ในขณะเดียวกันเองเมื่อในสิ่งที่มันเกิดขึ้น ในเรื่องบานความเป็นบานาวของ Evil ตรง ส่วนนี้และอนต่อมันไม่และนำไปสู่ประเด็น ที่อนถามในเรื่องของเอ่อ moral consideration ความ moral corrupt ของส ที่ 20 นี้นำไปสู่ประเด็นของ Evil ไม่ใช่ เพียงแค่เราไม่รู้ผิดหรือถูกเท่านั้นแต่ เราทั้งไม่รู้รู้สึกรู้สาอะไรเลยไอ้ความ ไม่รู้สึกรู้สาอะไรหรือบนาาวตรงส่วนเมา จากไหนมาจากข้อความสำคัญสิ่งที่เรียนว่า thoughtlessness unable to ไม่สามารถ ที่จะคิดซึ่งผมเรียกว่าสภาวะไร้คิดสภาวะ ไร้คิดของอนคืออะไรก็คือความสามารถที่เรา ไม่สามารถจะ communicate อะไรได้เราเพียง แต่พูดซ้ำๆนั้นในหาที่เรากำลังสื่อสาร หรือสื่อความกับใครโดยที่ไม่เราไม่ได้สน ใจโดยที่เราที่จะไม่คิดที่จะรับความหรือ แลกเปรียบหรือสนทนาเขาเพราะอะไรเพราะว่า สิ่งที่อนได้มาจากไฮกเกอร์ที่สำคัญคือการ คิดออะทั้งคู่นิยามการคิดเหมือนกันการคิด คืออะไรทั้งอนไกคือเอ่อการที่เราสามารถ สร้างบทสนากับตัวเองทุกครั้งที่เราสร้าง บทสนาตัวเองได้หลอกตรงส่วนนี้เนี่ยเรา process การคิดขึ้นมาเมื่อการคิดนั่น หมายความว่าเราพยายามจะสื่อสารสื่อกามและ ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เราคิดและคู่สนทนา ด้วยแม้กับตัวเราเองแต่ในสภาวะไร้คิดหรือ สภาวะไร้เอ่อเรียกกับเอ่อไม่มีความรู้สึก สานั้นเนี่ยไม่เพียงแต่คุณไม่เข้าใจคุณ ไม่ต้องการจะเข้าใจและการที่คุณไม่ต้องใจ นั่นหมายว่าคุณไม่ได้คิดอะไรอันนี้คือคือ เนื้อหาที่ดังนั้น Evil ตรงส่วนนี้มันจึง เป็นอะไรที่บดาว Evil ตรงส่วนนี้มันจึงทำ ให้คุณไม่รู้ไม่เพียงแค่ไม่ผิดไม่ถูกยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นศีลธรรมและอื่นคุณไม่ จำเป็นจะต้องคิดเพราะว่าคุณไม่จำเป็นต้อง เข้าใจสิ่งนั้นเพราะมันไม่จำเป็นต้องเข้า ใจ.
ครับขอบคุณอาจารย์ที่ให้ภาพว่าบานจริงๆ มันคืออะไรนะความปกติสามัญมันดูไม่มีอะไร แต่ว่ามันมีอะไรเชิญอาจารย์เปียกครับขอ ไมค์ เสียดายไม่ได้ดูหนังครับแต่ว่าช่วงเนี้ย ผมใช้สอนปริญญาเอกอยู่นะครับก็หนังสือ เล่มเนี้ยเป็นหนังสือที่ผมคิดว่ามีมี ประโยชน์มากๆในการทำความเข้าใจเอ่อ สถานการณ์ของความรุนแรงสถานการณ์ที่แนว คิดระบอบอำนาจนิยมได้เติบโตมาในหลายๆส่วน ของโลกเอาจริงๆถ้าคนสนใจประวัติศาสตร์ เนี่ยเอ่อก่อน 2475 เนี่ยก็มีการเดินทาง ไปยุโรปนะครับของชนชั้นนำไทยแล้วก็เก็ถาม ตัวเองว่าหรือเราจะต้องเดินแบบฟาซิแบบที่ ยุโรปได้เดินไปนะคือเรานึกดูถ้าเกิดไม่มี 2475 เนี่ยนะแล้วก็เราเดินไปทางฟาซิส เนี่ยประเทศเจะเป็นยังไงนะอันนี้ก็เป็น เรื่องนึงที่ผมคิดว่าน่าสนใจเพราะมันมี ข้อถกเถียงตรงนั้นอยู่นะครับทีนี้สำหรับ ผมเนี่ยผมคิดว่าหนังสือเล่มเนี้ยช่วยให้เห็น ตรรกะของการควบคุมด้วยนะโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของ policing นะครับการมีตำรวจรับ Secret Police แล้วก็การที่ เอ่อชีวิตประจำวันของคนเนี่ยมันมันถูก แทรกซึมแล้วรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของ เรจีมนะครับด้วยการเป็นตำรวจเสียเองนะ ครับทีนี้ผมผมเอ่อเสียดายยังไม่ได้ดูหนัง เมื่อเช้านะครับแต่ว่าเมื่อตอนบ่ายแต่ว่า ตอนนี้ก็มีหนังเรื่องเอ่อ The Man in High Castle เป็นซีรียสนะครับ 4 ตอนถ้า เกิดว่าเยอรมันชนะนะฮะกับญี่ปุ่นชนะใน สงครามโลกที่ 2 จะเกิดอะไรขึ้นนะครับแล้ว ก็ในหนังเนี่ยฝั่งฝั่งเอ่อตะวันออกตะวัน ออกนะฮะก็คือฝั่งเอ่อนิวยอร์กเนี่ยตกเป็น ของนาซีนะฝั่งฝั่งตะวันตกเนี่ย แคลิฟอร์เนียเป็นเป็นcคalnia state เป็น paciิfic state ของญี่ปุ่นนะฮะแล้วแล้ว หนังมันก็ทำให้เห็นหลายๆเรื่องแล้วก็ใน หนังฝั่งตะวันออกเนี่ยมีการสอนเรื่องเอ่อ บทกวีของเอ่อเชคเปีใช่มั้ฮะเวนิแล้วก็ เอ่อครูกำลังสอนอยู่นะครับแล้วก็ยุชนนาซี คนนึงก็ยกมือคุณครูขาเอ่ออันเนี้ยไม่ใช่ สิ่งที่ถูกต้องที่เราควรจะเรียนนะคุณครู บอกเรากำลังเรียนเรื่องอารยธรรมของมนุษย์ ไงนะตัวละครเบอกว่าที่เป็นเด็กนะฮะ No เราเราเรียนสิ่งที่เป็นมนุษย์แต่ยอ่ะมัน ไม่ใช่ คือมันแรงมากนะครับแล้วก็ครูบอกออเดี๋ยวๆ เดี๋ยวจะไปบอกครูใหญ่ว่าเราจะถอดหนังสือ เล่มนี้ออกจากวิชาเหรียญนะครับหรืออีก ด้านนึงในแง่ประสบการณ์ผมคิดว่าถ้าพวกเรา ใครไปเวนิสเนี่ยก็จะเห็นนะฮะว่าเวนิเนี่ย เป็นเกาะเนาะที่มีเกาะเล็กๆซ้อนอยู่ข้าง ในแล้วมันจะเชื่อมด้วยสะพานนะครับในสมัย อดีตเนี่ยนะครับเอ่อสะพานเนี้ยมันจะถูกยก ออกในกลางคืนในบางจุดที่เป็นชุมชนชาวยิว และนั่นคือจุดเริ่มต้นของคำว่าเกตนะฮะคือ พูดง่ายๆว่าชาวยิวเนี่ยเค้าถูกกันไม่ให้ ความชั่วร้ายออกมาในยามค่ำคืนของเวนิตั้ง แต่แรกแล้วครับมันมันคือมันมีความ exclude หรือถูก excluded แต่ในขณะเดียวกันเนี่ย คนยูในยุคนั้นเนี่ยก็มีในแง่ ประวัติศาสตร์เนี่ยก็มีความพอใจที่จะอยู่ ในเฉพาะกลุ่มเฉพาะพวกของตัวเองนะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยในด้านนึงพอมันเกิดรัฐ ชาติเนี่ยผมคิดว่าปัญหาใหญ่ของพวกยิวที่ ไม่รู้สึกว่าตัวเองจะต้องเป็นส่วนหนึ่ง ของของเยอรมันนาซีอ่ะผมคิดว่าตรงนี้มัน น่าจะเป็นจุดนึงที่ทำให้เกิดการฆ่าล้าง เผ่าพันธุ์นะฮะนอกเหนือจากอคติที่มันสั่ง สมมานานในในสังคมตะวันตกเองนะครับแล้วก็ ผมคิดว่าในท้ายที่สุดเนี่ยถ้าถ้าเราอ่าน หนังสือเล่มนี้มันอาจจะช่วยให้เราเข้าใจ ประเด็นยิบย่อยที่เหมือนที่อาจารย์พงพร พยายามจะยกนะฮว่าเฮ้ยเอ่อทำไมคนรู้สึก นิ่งดูดายกับความผิดปกติข้างหน้าได้แล้ว เรายอมรับให้ความผิดปกติเนี่ยผ่านไปได้นะ ครับความตายไม่ว่าจะเป็นกรณีพฤษภาคม 53 กรณี 6 ตุลาคม 19 ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ เราเรากำลังนั่งอ่านเรจีมตรงเนี้ยนะครับ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นหรือนึกถึงแบบตอนที่ รัชกาลที่ 6 แกเขียนนะยิวแห่งบุรพาทิต อันเนี้ยมันก็น่าสนใจถ้าเกิดโปรเจคนี้มัน ถูกreรีขึ้นมาอีกนะครับซึ่งเอาข้องจริง เนี่ยในโลกของศิลปะเมันมีหลายคนเหมือนกัน ที่พยายามจะไปทำอะไรแบบนี้นะครับศิลปินไทย เนี่ยนี่แหละนะครับคือคือผมคิดว่าเป็น เรื่องที่เราก็ทิ้งไม่ได้เหมือนกันเพราะ ฉะนั้นความสำคัญของหนังสือเล่มนี้ก็คือ ว่ามันช่วย unpack สิ่งที่เรามันเข้าใจ ยากเนาะคือคือจากมุมของแม้กระทั่งผมเอง นั่งนั่งอ่านเนี่ยผมคิดว่ามันไม่ใช่ หนังสือที่เข้าใจได้ง่ายนะเพราะฉะนั้นอัน งานของอาจารย์สายพินธินเนี่ยช่วยทำให้เรา เข้าใจตรงนี้มากแล้วก็วิทยากรทั้งสอนทุก ท่านด้วยขอบคุณครับ.
ครับขอบคุณอาจารย์เปียงครับผมอาจจะมีคำถามทิ้งอ๋อเดี๋ยวนี่ครับผมผมฝากฝากคำถาม ไว้ให้ไว้ให้วิทยากรนิดนึงแล้วก็ตอบทีเดียวนะครับจริงๆก็คือเรามีผู้อ่านที่หลากหลายมากนะครับเอ่อฝากถามวิทยากรว่าจริงๆแล้วหนังสือเล่มนี้สำหรับคนที่หลากหลายอ่านไปเพื่อจะเพื่อจะเห็นอะไรนะครับแล้วก็คุณค่าอะไรของหนังสือเล่มนี้ที่น่าจะมีประโยชน์พิมพ์ไม่เยอะเน่าน่าจะขายยากพอสมควรด้วยความหนาของมันเหมือนที่เหมือนที่วิทยากรอธิบายนะครับเดี๋ก็เชิญอีกคำถามนึงนะครับสุดท้ายครับเชิญที่อาจารย์ปกครองว่า เสียงเข้า ได้ยินแล้วนะคะ.
ก็คือประเด็นที่สนใจที่อาจารย์พง์ทองพูดถึงว่าช่วงที่แบบเยอรมันเอ่อสร้างในแง่ของการที่ทำลายล้างยิวเนี่ยโดยการที่เาเคยเป็นแบบจักรพรรดินิยมมาก่อนใช่มั้ฮะในช่วงเยอรมันเยอรมันเนี่ยเคยเป็นมาก่อนแต่หลังจากที่เขาสูญเสียไปตอนที่สงครามโลกครั้งที่ 1 ตรงนี้ก็เป็นสาเหตุนึงที่ทำ ให้เค้าที่อยากจะกลับมาใช่มั้คะหรือบวก กับเศรษฐกิจเ้าไม่ดีด้วยเนี่ยที่ทำให้ ประเด็นของยิวขึ้นมาเนี่ยก็เลยมีคำถามว่า ทำไมมันไม่เกิดขึ้นในประเทศอื่นที่คล้าย กันที่มีลักษณะสูญเสียแล้วก็กลับมาที่จะ ทำร้ายล้างใครก็ได้ที่จะเป็นแพบรับบาปตรง นั้นนะคะถ้าตรงนั้นถ้าพูดถึงว่ามันมีตัว นึงที่เป็นตัวสำคัญอะไรอย่างเงี้ยค่ะแล้ว ก็ในส่วนที่ 2 ที่พูดถึงเรื่องของเอ่อ ย้อนกลับคือเยอรมันเนี่ยหลังจากที่เขา ทำลายแล้วก็คือคนเขาก็กลับมาในการที่มี ความรู้สึกกิ๊แล้วก็เลยมาแก้บทเรียนต่างๆ ที่ให้คนเขาเนี่ยไม่กลับไปเป็นแบบนั้นอีก แต่ทำไมมันไม่เกิดในประเทศญี่ปุ่นญี่ปุ่น เองก็ทำลายล้างคนโหดเหี้ยมทั่วเลยล้างคิส ไม่ว่าจะจีนหรือที่ไหนก็ตามเนี่ยทำไมตรง นี้มันไม่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นที่รู้ สึกว่าตัวเองก็มีความผิดไม่เคยออกมากล่าว ขอโทษใดๆก็ตามนะฮะทีนี้กลับมาที่ของวัน ที่จันทร์เกษมพูดถึงเนี่ยว่าที่ฮาเลนพูด ถึงอันนึงที่พูดถึง human right คนแรก เลยที่พูดถึงว่าก็คือสิทธิของคือความเป็น มนุษย์ใช่มั้ฮะที่เกิดขึ้นเนี่ยมันประกาศ มาต้องนานแล้วอ่ะมันก็ยังไม่สามารถที่จะ เกิดขึ้นได้แม้กระทั่งในประเทศไทยเราถ้า ใครไม่ใช่คนไทยเข้ามาก็จะโดนแบบเหยียด หยามไม่ว่าพวกคนแรงงานข้ามชาติที่เข้ามา ก็ตามอะไรอย่างเงี้ยเรื่องโดยเฉพาะสิทธิ เรื่องของการเรื่องสุขภาพอะไรต่างๆเนี่ย ก็จะโดนมากเลยเอ่อมีคนหนึ่งที่ยืนหยัดมาก เลยที่เป็นตัวอย่างได้รางวัลนะฮะหมอ วรวิทยที่อยู่ที่อำเภออุ้มผางนะจังหวัด ตากเนี่ยที่เป็นคนยืนหยัดมากที่ต่อต้าน รัฐบาลในแง่ที่เอ่อเงินที่จะต้องไปช่วยคน ที่เป็นชายแดนไทยพม่าเนี่ยจนกระทั่งล่า สุดนี้โชว์ก็ให้รางวัลในเงี้ยเป็นต้นแบบ ของมิยธรรมในการที่จะลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมมันก็จะเกิดขึ้นเฉพาะ ตัวบุคคลแต่ว่าเมืองไทยเองก็ยังไม่สร้าง ตรงนี้เลยแม้กระทั่งเช่นเหตุการณ์ 6 ตุลาคมเองคล้ายๆที่อาจารย์พวงทองพูดคือ กล่าวหาเอ่อในแง่ของคนที่เป็นอยู่ใน ธรรมศาสตร์เป็นพวกแกเป็นพวกเวียดนามเป็น พวกคอมมิวนิสต์ทั้งหลายขึ้นมาแล้วก็สร้าง ความชอบธรรมแล้วก็ฆ่ามนุษย์ด้วยความโหด เหี้ยมโดยที่ไม่มีความผิดชอบเลยนะคะก็ขอ 2 คำถามค่ะ.
ทำไมต้องตอบพี่เค้าก่อนเนาะก็เดี๋ยว อาจารย์คืออ่าเดี๋ก่อนนะอาจารย์ถามว่าคำ ถามแรกคือทำไมมันเกิดขึ้นเยอรมันไม่เกิด ที่ที่อื่นในสังคมอื่นใช่มั้ยคะคือเงื่อน ไขของเยอรมันน่ะเนี่ยตอนที่ฮิลเลอร์ขึ้น มามันขึ้นอยู่กับบริบทการเมืองภายในซึ่ง ประเด็นนี้อารเนไม่ได้ไม่ได้สนใจอธิบาย เพราะคิดว่ามันมีคนอธิบายเยอะแล้วว่า ฮิลเลอร์ขึ้นมาจริงๆตามระบอบเชปไตยอย่าง การเลือกตั้งนะฮะแต่ว่าก็ไม่ได้เป็นเสียง ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นพระชิพรรคที่ชนะเด็ด ขาดแต่พรรคใหญ่ๆที่มันชนะเลือกตั้งเนี่ย มันตกลงกันไม่ได้ในที่สุดก็พรรคที่ใหญ่ ที่สุดเนี่ยก็ไปเอาฮิตเลอร์ขึ้นมาหวังว่า ให้เขาขึ้นมาชั่วคราวนะคะเอ่อในระหว่างที่ ยังแบบคือเขาหวังว่าฮิตจะเอาฮิตเลอร์อยู่ พูดง่ายๆแต่ปรากฏว่าไม่ใช่เลิกขึ้นมาแล้ว จัดการกำจัดเอ่อการใช้ระบอบเชปไตยระบอบรัฐสภาทั้งหมดแล้วก็เอ่อสามารถที่จะระดมเอาอะไรสิ่งที่มันเป็นน อ่อนของความเกลียดชังยิวนะคะแล้วก็ดึงใช้ พร้อมกันด้าโฆษณาชวนเชื่องต่างเหล่านี้ เนี่ยดึงเอาคนทั้งหลายเข้ามาสนับสนุน ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จสัญญาว่าจะสร้าง สังคมใหม่ขึ้นมาแต่ว่าในยุโรปอื่นๆมันไม่ ได้มีคนแบบฮิตเลอร์ระบอบไอเดียที่ต้องการ ที่จะสร้างระบอบเผด็จการเบ็ดเสกขึ้นมา นะคะคืออนี่อธิบายหลายๆอย่างเช่นความโหด เหี้ยมทารุน Concraation Camp มันมาได้ ยังไงมันไม่ใช่อยู่ๆมันก็ขึ้นมาจากความ เป็นเยอรมันอย่างเดียวแต่มันมาจากระบน นิคมที่มันใช้ความรุนแรงอย่างกว้างขวาง เต็มไปหมดนะคะในส่วนสิ่งเหล่านี้มันก็ถูก เอา absorb เข้ามาใช้ในสังคมในยุโรปนะ เอ่อคือเค้าปฏิเสธเรื่องยิวเป็นเป็นแพทย์รับ บาปเไม่เปฏิเสธเไม่เชื่อที่สติว่ายแพ้รับ บาปนะคะแต่ว่าคุณจะอธิบายทำไมชาวยิวคุณ ต้องเข้าใจความสัมพันธ์ของยิวกับคนกลุ่ม อื่นๆในยุโรปตั้งแต่ 17 18 19 นะเอ่อ คำถามที่ 2 เมื่อกี้ของอาจารย์คือเรื่อง ญี่ปุ่นกับเยอรมันใช่มั้คะทำไมเยอรมันรู้ สึกผิดญี่ปุ่นไม่รู้สึกญี่ปุ่นขอโทษหลาย ครั้งมากนะคะแต่ดูเหมือนก็ไม่เป็นที่ พอใจของจีนและเกาหลีใต้แน่นอนโอเคมันมี กลุ่มของคนในญี่ปุ่นเอ่อกลุ่มฝ่ายขวาที่ วิเศษไม่ยอมรับเพราะถ้าคุณขอโทษเท่ากับ คุณกำลังจะบอกว่าสิ่งที่ทหารญี่ปุ่นเสีย สละเพื่อชาติเนี่ยนะคะมันเป็นสิ่งที่มัน แบบเลวร้ายชั่วร้ายไปด้วยมันก็เป็นการ ด้านนึงมันเป็นการต่อสู้ของสังคมภายใน ญี่ปุ่นอีกด้วยแต่อย่าลืมว่าความรุนแรง ที่ญี่ปุ่นกระทำกับคนกลุ่มอื่นเช่น Comfort woman หรือว่าคนจีนนายนานกิง เนี่ยเนี่ยมันไม่ได้เข้าขายการค้าร้าง เผ่าพันธุนะคะถึงแม้ว่าจะมีความพยายามที่ จะบอกว่ามันใช่แต่มันไม่ใช่คือคุณอาจจะ ใช้คำว่าเป็นเป็นอาชกรรมสงครามได้เป็น CR Genity ได้แต่มันไม่เจนไซตคือมันเป็น ภาวะสงครามอ่ะซึ่งมันเกิดการปะทะกันของ กองกำลังของทั้ง 2 ฝ่ายระหว่าญี่ปุ่นโ เขียวก็ใช้ความรุนแรงแบบโหดซึ่งจริง ๆไม่ใช่กับจีนอย่างเดียวในเอเชียถึงใต้ หลายประเทศที่ญี่ปุ่นคุ้มครองก็เจอกับ ความโหดในช่วงเวลานั้นนะฮะฉะนั้นเนี่ยรัฐ เอ่อ บวกกับอย่าลืมว่าหลายประเทศที่เอ่อกอง กำลังของญี่ปุ่นเข้าไปทำเนี่ยนะคะในช่วง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อมันยึดลง ใหม่ๆประเทศเหล่านี้ก็ไม่ได้มีอำนาจต่อร ทางการเมืองระหว่างประเทศจีนเองเพิ่งจะ ก็จะมาเสียงดังเกี่ยวกับเรื่องของไอ้กรณี นานกิงหรือเกาหลีใต้เรื่อง Comfort Woman ก็ในช่วง 20 ปีนี้ล่ะมั้งก่อนหน้านั้นฉัน จำได้เด็กๆฉันก็ไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มัน ก็เกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมืองด้วยนะ หลายปัจจัยแต่กรณีโฮโลคอสในเยอรมันเนี่ย โอ้โหการศึกษามันเยอะมากข้อมูลหลักฐานมัน เยอะจนไม่สามารถปฏิเสธได้ใครก็ตามที่ ปฏิเสธว่าโลคอสมีอยู่จริงการเป็นตัวตลก อ่ะนะฮแล้วก็แล้วการศึกษามันเยอะมากแล้ว จนคุณไม่สามารถที่จะสร้างความชอบธรรมใดๆ นะคะคนในเยอรมันเองก็ไม่กล้าdefนสิ่ง เหล่านี้ด้วยซ้ำไปนะคะ.
ก็ประเด็นของผมคือผมเอ่อจริงๆปัจจัยหยุด ความสำคัญอย่างเงี้ว่าสถานะของปฏิญาสากล ว่าด้วยสิชนเนี่ยมันไม่ได้มีสถานะเหมือน กฎหมายทนี้พอไม่เหมือนกฎหมายเนี่ยอัน หนึ่งคือมันไม่มี enforce enforcement คือการบังคับใช้แต่ในทางกลับกันรัฐเองมี กฎหมายของตัวเองเมื่อรัฐกฎหมายนั่นหมาย ความว่ารัฐ enforcement นี้อย่างที่ผมบอก แต่ต้นว่าหลายๆครั้งที่รัฐเนี่ยคือคือ เป้าประสงค์ของรัฐเป้าประสงค์ของการมี ชีวิตของมนุษย์เนี่ยมันคนละเป้ากันคือ เหตุผลของรัฐคือเหตุผลการดำรงอยู่ของมัน ดังนั้นมันมีราคาที่ทุกส่วนจะต้องจ่ายให้ กับรัฐเช่นทำไมคุณจะต้องมีความคิดเรื่อง ของpasisึมความคุณต้องต้องทำให้คนในชาติ คนในประเทศพลเมืองรักชาติหรือต่างๆเหล่า นี้แล้วทำไมอ่าอย่างตอนนี้ทำไมประเทศทุก ประเทศมาสนใจเรื่องของเอ่อส่งเสริมให้การ มีเอ่อเอ่อมีบุตรมีลูกเพราะอะไรเพราะมัน คือไม่ใช่อนาคตของคุณแต่อนาคตของรัฐเอง ด้วยซ้ำที่ว่าอันครั้งหน้าอนาคตของรัฐ เหรอเป็นยังไงดังนั้นเราจะเห็นว่าตรงส่วน นี้เวลาพูดถึงปัญหาของผู้ลี้ภพต่างๆหรือ พวกต่างๆเนี่ยรัฐคำนึงถึงความมั่นคงแต่ รัฐไม่ได้คำนึงถึงชีวิตของผู้คนนี่คือ ปัญหาและนี่คือสิ่งที่อเลนวิจารณ์ว่านี่ คือparadoดอกที่สุดในเรากำลังพูด ถึง human right เรากำลังพูดถึง right to human แม่นแต่จริงๆแล้วมันคือบทบาท อันนี้มันควรจะการันตีชีวิตมนุษย์ทุกคน แต่สุดท้ายสิ่งที่มันเป็นคือคำการันตีของ ตัวรัฐมากกว่าที่รัฐจะดำรงอยู่แล้วก็ ปฏิบัติต่อส่วนนี้อย่างไรซึ่งในปัจจุบัน เนี่ยประเด็นเรื่องของเวนไรมันก็กลายเป็น บรรทัดฐานทางเ่อในการเมืองระบอกประเทศและ รวมทั้งเป็นเครื่องมือการจัดการกับระบบ การเมืองที่ไม่พึงปรารถนาด้วยมันก็ถูกใช้ ในส่วนนี้นะครับ.
ขอขอขยายสิ่งที่อาจารย์เกษตรพูดพูดนะคะ คือดิฉันอยากจะพูดง่ายๆงี้ประเด็นเรื่อง สศิชนกับรัฐเนี่ยมันมี 2 อย่างที่มันขัด แย้งกันโดยสิ้นเชิง รัฐสิทธิมชนที่ออกมาเนี่ยนะคะกฎหมายจำนวน มากออกมาไม่มีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติใดๆ ทั้งสิ้นconventชเรื่องสิทธิมชนเรื่องการเมืองเรื่องเพศสภาพเรื่องอะไรมนะคะต่อให้เรา rectify ยอมรับมาแต่ไม่มีผลบดลงโทษนะ คะแต่โอเคตอนหลังเนี่ยประชาคมโลกก็พยายามที่จะสร้างสิ่งที่เอ่อมีบทลงโทษเช่นการสร้างเอ่อศาลอาชกรรมระหว่างประเทศขึ้นมา ICC Indigenal Criminal Court นะครับทันทีที่คุณรัฐนั้นไปลงนาม rectify ยอมรับเป็นภาคีอนั้นเนี่ยก็สามารถที่จะให้ ICC เข้ามาตรวจสอบ เอ่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้กับในอดีต ที่ผ่านมาของตัวเองปัญหาก็คือไอ้กฎหมาย สิชนพวกนี้มันต้องอาศัยรัฐในการที่จะ enforce มันหรือส่งเสริมมันแต่รัฐต่างหากล่ะคือตัวที่ละเมิดสิชนของคนมากที่สุด ขณะเดียวกันเวลาพูดถึงรัฐเนี่ยมันไม่ใช่ แค่ตัวบุคคลอย่างเดียวหลายสังคมนะคะ เปลี่ยนรัฐบาลแล้วแต่โครงสร้างอำนาจไม่ เปลี่ยนกรณีสังคมไทยเราพูดได้เลยขณะนี้ เราก็ยังอยู่ภายใต้เอ่อรัฐแบบเอ่อ prชanisึอยู่ก็คือทหารยังมีอำนาจข้อเงิน อยู่ฉะนั้นต่อให้เป็นรัฐบาลพลเรือนรัฐบาล พลเรือนก็ไม่กล้าเอาประเทศไทยเข้าไปเป็น เอ่อเริฟยอมรับอำนาจของ ICC เพราะยังกลัว อำนาจของกองทัพอยู่นะคะนี้มันมันเป็นความ ขัดแย้งกันรัฐและจำนวนมากยอมรับกฎหมาย สศิลมชนเพียงเพื่อทำให้ตัวเองดูเป็น ประเทศที่ civiliz มีมนุษยธรรม นะฮะแต่ในทางปฏิบัติเป็นอีกเรื่องนึงบาง รัฐโอเคอาจจะคืบหน้าหน่อยกรณีสภาพยุโรปมี ความก้าวหน้าเรื่องสินมชนมากที่สุดแต่พอ เจอปัญหาเฉพาะหน้าตัวเองปัญหาเรื่องการ หลั่งไหลของผู้อพยพจากประเทศอื่นก็ต้อง กิดกันนะเพราะมันรับไม่ไหวเพราะว่าไม่ งั้นคุณก็จะเจอปัญหากับเอ่อประชาชนใน ประเทศการประท้วงฉะนั้นเนี่ยเรื่องสศิลชน มันเป็นเรื่องขัดแย้งกันนะคะคุณเรียกร้อง ให้รัฐต้องdefนคนแต่รัฐรัฐต่างหากคือผู้ ที่มีความสามารถในการเริ่มมือสิทธินชนของ ประชาชนมากที่สุดของ.
ของก่อนถามอาจารย์โทษสุดท้ายเลือกอ่าน ประเด็นที่คุณสนใจมากสู่เรื่องสำหรับ ดิฉันนะคะคือดิฉันเลือกอ่านไอ้บทที่ 3 ก่อนเพราะเรารู้สึกว่ามันใกล้กับตัวเรา มันรีเลสกับสิ่งที่เราได้มากจริงๆอ่านบท ไหนก่อนก็ได้นะคะอย่างที่บอก.
เสริมก็เสริมประเด็นนี้คือจริงๆนะถ้าไม่ ได้ติดกับไม่ให้บรบทางประวัติศาสตร์ยุโรป ซึ่งเป็นอาจจะเรียกว่าเป็นเป็น ประวัติศาสตร์นอกกระแสด้วยซ้ำซึ่งไม่มัน อยู่คนละเรื่องในการเข้าใจเอ่อ ประวัติศาสตร์ยุโรปบนตำราเอ่อภาษาอังกฤษ โดยทั่วไปหรือภาษาไทยที่ใช้โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งไอความแข็งแกร่งของตัวรัฐแล้วก็เห็น ด้วยว่าจริงๆแล้วในแต่ละบทเนี่ยเนื้อ เรื่องเนี่ยมันเต็มไปด้วย concept ไปด้วย ความคิดจำนวนหนึ่งซึ่งมันอาจจะ inspire เราอาจจะทำให้เรา develop ในประเด็นอื่นๆ ที่เราสนใจต่อถ้าถามว่าหนังสือคุณค่า หนังสือเล่มเนี้ยมันใหญ่กว่าการแค่ความ เข้าใจเอ่อช่วงเวลาหนึ่งที่อเรนพยายามจะ พูดถึงแต่มันทำให้ประเด็นอื่นๆที่ที่ยัง คงต่อเนื่องมานะครับนี้ผมผมขอกลับไปในสอบ ประเด็นเรื่องของคนยิวนิดนึงคือในภาษา ฮิบรูเนี่ยมันมี 2 คำคำแรกคือูอีกคำหนึ่ง คือพยา 2 คำที่สำคัญยังไงคำว่าpavenูมัน คือกลุ่มคนยิวที่ยอมจะ assimilate คือยอม ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมคนพวก นี้ทำอะไรบ้าง 1 เนี่ยตัดรากรักเหง้าของ ตัวเองเช่นการเปลี่ยนนามสกุลหรือการ พยายามที่จะเปลี่ยนมาเป็นศาสนาอะไรก็ตาม และคนเหล่านี้ก็จะถูกเป็นพาร์ทหนึ่งของ สังคมซึ่งอาจจะเอ่อค่อนข้างส่วนหนึ่งอีก คนหนึ่งที่สำคัญอีกคนหนึ่งคือพวกภารยะคือ คนที่เป็นคนที่นอกกระแสคนที่เป็นคนนอกคน ที่เหมือนถูกขับออกคนพวกเนี้ยจะค่อนข้าง จะเป็นที่อะไรฮะไม่ได้ยอมรับหรือพยายาม ที่จะต้องสร้างตัวสร้างตนขึ้นมาเพื่อที่ จะรับการยอมรับซึ่งยุ่งยากกว่านะทีนี้ ออะปัญหาตรงส่วนนี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่าง ไรที่ถ้ากลับไปที่ 18 เป็น 171 เป็นต้นมา เนี่ยมันมีอาชีพจำนวนมากที่คนยุโรปในเวลา นั้นไม่ต้องการทำเลยทำให้คนยิวต้องไปรับ ผิดชอบ 1 ในนั้นคือเรื่องของเงินกู้แต่ จริงๆแล้วมันมีหลายหลายอาชีพมากและมันคือ ช่องทางเดียวที่ทำให้คนเหล่านี้ทั้งมี ชีวิตรอดและขณะเดียวกันสามารถที่จะมี กลุ่มเป็นมีกลุ่มเป็นก้อนของตัวเองและ อย่างที่ผมบอกแต่ต้นว่ายุโรปจริงๆแล้วก่อ สงครามโลกครั้งที่ 1 ในภาคพื้นยุโรปโดย ตรงถ้าไม่นับจากฝรั่งเศสหรือประเทศที่ เริ่มต้นที่จะมีสร้างอาณานิคมแล้วเนี่ย รัฐชาติจะไม่ได้เข้มแข็งทั้งหมดอยู่ภาย ใต้ตัวเอพไพทั้งคู่และเอมพireเหล่านั้น เนี่ยเป็นที่โtectionอย่างที่ผมยกตัว หนึ่งในถ้าอ่านในบทเรื่องของเอ่อ Mass เอ้ย C Society เนี่ยอนจะพูดถึงทันที เอ่อเลยในแง่ของคนคนจำนวนหนึ่งมันต้องรับ การ protection ไอ้ประเด็นเรื่องของโteค ตรงส่วนนี้ minority ต้องการโtectionตลอด ประเทศทุกๆวันนี้ที่เรารู้จักไม่ว่าจะ โครอีเชียเอ่อเอ่ออะไรฮะสโลวาเนีย สลวาเกียประเทศเหล่านี้ไม่สามารถอยู่ได้ ตามลำพังงั้น คนแล้วประเทศเหล่าเนี้ยมันอยู่ภาย ใต้ โtectionตั้งแต่ตั้งแต่แรกโดยเอireต่างๆ หรือรวมถึง Midle East เองก็ตามที่อยู่ ในอัre่งไอ้กลุ่มไอ้กฟ State เหล่าเนี้ย มันหลังจากการล่มสลายหลังจากสงครามโลก อะไรก็ตามมันจำเป็นต้องมีโtectionอันนี้ คือเรื่องปกติมากในภาพซึ่งภาพนี้เราจะไม่ เห็นในแง่ของภาพใหญ่ของประวัติศาสตร์ ยุโรปหรือประวัติศาสตร์โลกที่มันมีรัฐ จำนวนมากที่ต้องอยู่ใกล้สุดส่วนนี้ทีนี้ มาสู่ในแง่ของสงครามโลกครั้งที่ 1 เนี่ย อย่างที่บอกชนวนของโลกครั้งที่ 1 คือการ ล่มสลายของฮาสเบิ์gการแยกบทบาทการนำในแง่ ของอำนาจทางการเมืองนำไปสู่สงครามและแน่ นอนเอ่อในแงไมพireตรงส่วนนั้นเป็นผู้แพ้ สิ่งที่มันเกิดขึ้นและนำไปสู่ปัญหาให้กับ เยอรมันเนี่ยก็คือเป็นเรื่องของค่าปฏิกร สงครามและระบบเศรษฐกิจที่ตกต่ำในทว 1930 มันเป็นนวนที่สำคัญที่เอ่อความขัดแย้ง ทางการเมืองเยอรมันเองที่ทำไมพรรคที่ได้ได้ เสียงข้างมากถึงไม่สามารถที่จะชนเ่อฟอร์ม รัฐบาลได้หรือเต็มไปด้วยความขัดแย้งข้อ ตกลงอันหนึ่งก็แก้ปัญหาด้วยการย้ายข้ามสิ เ่อเอาที่เป็นพรรคกลุ่มน้อยก็คือเอ่อ เนี่ย Natural Socialism ก็คือพรรคนาซี และสิ่งที่ฮิตเลอร์ทำก็คือ manipulate ทุกอย่างเปลี่ยนกฎเกณฑ์ทุกอย่างอย่างที่ ประเด็นที่อาจารย์ปุมทองพูดมาว่าสุดท้าย แล้วมันทำให้ตัวระบบตรงนี้มันขับเคลื่อน แน่นอนการขับเคลื่อนตรงส่วนนี้มันคือการ ฟื้นในแง่ของตัวระบบเศรษฐกิจของประเทศการ ยึดเอ่อพูดง่ายๆ 1 ในหนึ่งในสิ่งที่เ่อ Naz State ทำใน behind the scene อัน หนึ่งคือก่อนที่มีการผลักให้คนเหล่านี้ เนี่ยเอ่อไปสู่ค่ายจัดการคือมีการต่อรอง ว่าเอามั้ยยกทรัพยทรัพย์สินทั้งหมดให้กับ รัฐแล้วก็ออกนอกประเทศไปคือแลกความปลอด ภัยในชีวิตมันจึงทำให้รัฐเองนาซีเศษอัน นั้นสามารถ accumulate ตัว ทรัพย์ทรัพย์เอ่อปัจจัยทางเศรษฐกิจจำนวน หนึ่งที่ฟื้นเศรษฐกิจของเยอรมันในเวลา นั้นได้มาอย่างเข้มแข็งให้เข้มแข็งมาก ขึ้นและในแง่อีกอีกด้านหนึ่งสิ่งที่นาซี state ทำก็คือการพัฒนาเรื่องของเอ่อ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ อะไรเพื่อตอบโจทย์อนาคต แล้วสิ่งหนึ่งที่เป็นประกันใหญ่ของนาซis คือข่ายอนาคตและไอ้อนาคตเหล่านี้เนี่ย เป็นรูปธรรม material ได้จริงผ่าน วิทยาศาสตร์ดังนั้นเราจะความรู้ทาง วิทยาศาสตร์จำนวนมากโดยวิศวกรรมหรือต่างๆ หรือทางการแพทย์เนี่ยนี่คือผลพวงของ นาซีซายนะโดยเฉพาะว่าอย่างการเกิดขึ้นมา รถอย่างแบรนด์นะ Volkswagen หรือว่า เรื่องของวิศวกรรมในเรื่องของเครื่องจักร จำนวนหนึ่งก็คือของมาซีทางการแพทย์ 1 ใน 1 ในนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญคือการทำ กิฟซึ่งหมายถึงไอไงหมายถึงว่าการที่คุณ สามารถคัดเลือกสายพันธุ์มนุษย์ได้ด้วยตน เองซึ่งหลังจากเอ่อหลังจากสงครามโลกครั้ง ที่ 2 สิ้นสุดลงหนึ่งในข้อห้ามที่สุดใน ทางการแพทย์ในยุโรปหรือประเทศอื่นๆที่ที่ เอ่อยึดในหลักการนี้คือห้ามการทำกิฟ ประมาณนี้ครับ.
ครับขอบคุณอาจารย์เกษมช่วยเติมนะครับมี รายละเอียดเยอะแยะเลยนะครับเอ่อเอ่อผม อ่านเล่มนี้ก็ใช้เทคนิคเดียวกับอาจารย์ พวงทองนะครับก็คือว่าเอ่อ 2 ส่วนแรกก็ อ่านแบบสิปเอาแค่ประเด็นเลยนะครับแล้วก็ มาอ่านเน้นส่วนที่ 3 นะครับเอ่อเหมือนกับ คิดว่ามันเป็นส่วนที่เป็นอาจจะเป็นพาร์ท ที่เราอยากเข้าใจมันนะครับก็อยากเชิญชวน ทุกท่านนะครับลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน นะครับก็เป็นอะไรที่เปิดเอ่อเปิดมุมมองนะ ครับให้เราเข้าใจเรื่องนี้นะครับสำหรับ วันนี้ก็ผมก็ทางคณะสังคมวิทยานะครับก็ขอ ขอบคุณอาจารย์ปวงทองกับอาจารย์เกษมนะครับ ขอเสียงปรบมือให้กับวิทยวิทยากรของเรา ด้วยครับ.
ดูคลิปจบแล้วนะครับอย่าลืมกดไลค์กดแชร์ และกด Subscribe YouTube มติชนทีวีด้วย นะเฮ.