Transcription
สวัสดีครับ ผมคิดว่าหลายคนนะครับ น่าจะได้เห็นข่าวที่อินฟลูเอนเซอร์สาวผู้พิการคนนึง ชื่อน้องทับทิมเนี่ย เขาโดนบูลลี่มาตลอด เกือบ 2 ปีที่ผ่านมา โดยนายยศกรนะครับ เรื่องราวเรื่องนี้ทำให้น้องทับทิมเนี่ย มีปัญหาทางด้านของสภาพจิตใจค่อนข้างที่จะมากเลยนะครับ แล้วคุณพ่อของน้องเขาก็จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดเลยนะครับ วันนี้ผมเลยอยากจะหยิบยกเรื่องราวเรื่องนี้มาวิเคราะห์ให้ฟังนะครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมยศกรเขาถึงทำแบบนั้นนะครับ แล้วปัญหาช่องโหว่ของกฎหมายในประเทศไทยในกรณีแบบนี้คืออะไร และถ้าเป็นผม ผมจะทำยังไงกับกรณีแบบนี้บ้าง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังนะครับ
พบกับผมนะครับ นายแพทย์ธนี ธนียหวัน เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอด และวิกฤตบำบัดนะครับ ก่อนอื่นนะครับ ผมขอเป็นกำลังใจให้น้องทับทิมอย่างมากเลยนะครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเบาเลยนะครับ มันเป็นเรื่องหนักมากๆนะครับ การทำร้ายจิตใจสำหรับผม ผมรู้สึกว่ามันเทียบเท่ากับการทำร้ายร่างกายเลย โทษ โทษควรจะหนักเท่ากันด้วยซ้ำไปนะครับ แล้วยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้น้องสู้ชีวิตต่อไปนะครับ ถ้ามีอะไรที่ผมช่วยได้ สามารถติดต่อมาหลังไมค์ได้โดยตรงเลยนะครับ หรือจะมาไลฟ์พูดกับผม หรืออะไรก็ได้นะครับ เรื่องนี้สนับสนุนเต็มที่นะครับ
อ่ะ เรื่องราวเป็นยังไง เรื่องราวเนี่ยก็คือตอนแรกนะครับ ยังไม่ได้มีการเปิดเผยชื่อผู้กระทำผิด จนกระทั่งเรื่องราวในโซเชียลเนี่ยมันดังมากๆนะครับ แล้วคนๆนึงเนี่ยเขาเห็นว่า เฮ้ย ยศกรเนี่ย เขาใส่เครื่องแบบของบริษัทอันนึงชื่อว่า Royce Service นะครับ ทางบริษัทก็รีบออกมาแถลงการณ์เลยครับว่า คนๆเนี้ยเคยเป็นพนักงานของเขาจริง แต่พ้นสภาพพนักงานไปแล้วตั้งแต่เดือนมกราคมนะครับ แล้วก็ทางบริษัทไม่สนับสนุนอะไรเกี่ยวข้องกับ cyber bullying แล้วก็คนๆนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับบริษัทอีกต่อไป ทำให้เราได้รับรู้ชื่อและนามสกุลจริงของเขาอย่างเป็นทางการนะครับ
เริ่มเรื่องเนี่ย ยศกรเขาทักไปจีบน้องทับทิมเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่จีบไม่ติดครับ น้องเขาไม่เล่นด้วย อาจจะด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง หรือจริงๆก็น่าจะด้วยเหตุผลทางด้านลักษณะนิสัยของยศกรเอง ซึ่งทำให้น้องเขาไม่สนใจนะครับ แต่พอจีบไม่ติดเนี่ย ยศกรเขาก็เริ่มรู้สึกว่าเสียหน้านะครับ โกรธก็เลยกลายไปเป็นบูลลี่เลยครับ บูลลี่ ล้อเลียน้องเขาในเรื่องของความพิการนะครับ ด่าทอ ล้อทุกอย่าง ล้อแล้วไม่ยอมหยุดด้วยนะครับ แล้วนอกเหนือจากนั้นครับ มีอีกประเด็นนึงเข้ามาเกี่ยวข้องก็คือว่า ตัวน้องเขาเนี่ย น้องทับทิมเนี่ย เขาเรียนเก่ง เรียนดี มีเงินนะครับ มีชื่อเสียง ยศกรอิจฉาว่าเดิมจีบไม่ติด แถมยังอิจฉาเพราะตัวเองไม่ดัง ไม่เก่งนะครับ แล้วก็ไม่รวย ก็เลยยิ่งอิจฉา ยิ่งโกรธใหญ่ ก็เลยหาทางพยายามทำยังไงก็ได้ ที่จะเอาปมด้อยของน้องเขามาล้อ เพื่อให้ดูว่าตัวเองสูงกว่า กดเขาให้ต่ำลงนะครับ นี่คือสิ่งที่ยศกรทำมานะครับ
ช่วงแรกน้องทับทิมเนี่ย เขาก็บล็อกยศกรไปนะครับ เพราะไม่อยากจะยุ่งเกี่ยว ไม่อยากจะได้ยิน ไม่อยากจะเห็นหน้าอะไรอีกแล้วอ่ะนะครับ แต่ยศกรก็ไม่หยุดครับ ยังคงทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอนนั้นเนี่ย คุณพ่อเขาก็เห็นแล้วว่า ยศกรได้ส่งข้อความที่มันแย่มากๆนะครับ เขารู้สึกแย่มากกับกรณีนี้ครับ เขาก็เลยบอกลูกว่า เออ ไม่ต้องบล็อกแล้วนะ เรามาเก็บรวบรวมหลักฐานเอาไว้ดำเนินการทางกฎหมายจะดีกว่านะครับ นี่ก็คือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนะครับ
และหลังจากนั้นครับ เกิดอะไรขึ้น ทางแม่ของน้องครับ เขาติดต่อมาบอกว่า เออ เนี่ย อยากจะพาลูกมาขอโทษนะครับ แล้วก็บอกว่าลูกเขาจริงๆเนี่ย เป็นแอสเพอร์เกอร์นะ แล้วก็ขาดยา ก็เลยทำให้เป็นแบบนั้น อยากจะให้สังคมให้โอกาสลูกเขาใหม่ อยากจะให้มองเขาใหม่นะครับ ซึ่งตรงเนี้ยเป็นประเด็นทางสังคมที่รุนแรงมากๆเลย ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายต่อไปว่าสิ่งที่แม่เขาเอามาพูดเนี่ย มันมีปัญหายังไงนะครับ
แล้วก็ไม่แค่นั้นครับ หลังๆก็เริ่มมีคนที่เคยเรียนกับยศกร อ่า อยู่ในโรงเรียนเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกัน คลาสเดียวกัน ออกมาเล่าทำนองเดียวกันว่า สมัยเรียนนายยศกรก็มีปัญหาพวกนี้อยู่แล้วนะครับ ก็มีปัญหาอยู่แล้ว แสดงว่าไม่ได้เพิ่งมาเป็นเอาตอนนี้ครับ ถูกมั้ยนะครับ
ล่าสุด มีคนนึงได้สัมภาษณ์ยศกรนะครับ อ้อ สัมภาษณ์จริงๆเนี่ย มีอยู่ 2 อันหลักๆ อันแรกเนี่ย เป็นการสัมภาษณ์ออนไลน์นะครับ อันนั้นทุกคนสามารถไปหาฟังได้เลย ผมคิดว่าทุกคนหาเองก็เจอนะครับ ผมจะไม่ทิ้งลิงก์นะ แต่ทุกคนสามารถไปหาเองก็เจอ ก็คือยศกรเนี่ย ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เขาจะแกล้งอ่ะ มีอะไรมั้ยนะครับ คือให้คำสัมภาษณ์ที่คุณฟังแล้วคุณจะรู้สึกว่าคนๆเนี้ยไม่เคยสำนึกเลยนะครับ แล้วก็รู้สึกว่า เออ มันสนุกดี จะแกล้ง แล้วก็การที่พูดคุยกลับมาก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ผิดอะไรนะครับ ตำรวจทำอะไรไม่ได้ ถ้าเรื่องมันเงียบไปเดี๋ยวเขาก็จะบูลลี่ใหม่ อ่า ตรงนี้แหละครับ ที่ทำให้นักสืบโซเชียลเนี่ยไม่พอใจเป็นอย่างมาก แล้วก็ออกมาขุดข้อมูลแล้วเอามาสู่อินเทอร์เน็ตเต็มไปหมดนะครับ
และมันมีสัมภาษณ์อีกอันนึง ซึ่งอันนี้เนี่ย เป็นคนๆนึงเขาอ้างว่าได้คุยกับยศกรโดยตรงนะครับ แต่ไม่ได้มีการเอาบทสัมภาษณ์มาออก ซึ่งเขาก็บอกว่ายศกรเนี่ย อยากจะขอโทษนะ บอกว่าอยากจะขอโทษ แต่ถ้าจะเอาเงินจากเขาเนี่ย เขาไม่มีให้ อ่า รีบบอกมาก่อนเลยนะครับ แล้วก็บอกว่าถ้าจะให้ไปขอโทษจนถึงบ้านเนี่ยไม่ได้นะ เขาไม่มีเวลา เพราะว่าเขาต้องทำงาน แสดงถึงความไม่รู้สึกผิดเลยสักนิดเดียว นะครับ
แล้วผมก็ยังสงสัยอยู่อีกว่า บริษัทซึ่งเขาทำงานอยู่ตอนเนี้ย ยังให้เขาทำงานอยู่อีกเหรอ เพราะว่าทุกบริษัทน่าจะรู้ดีแล้วนะ ครับว่าคนๆนี้เป็นพนักงานของคุณหรือไม่ และถ้าคุณยังเก็บไว้อยู่ บริษัทของคุณอาจจะเสียชื่อเสียงก็ได้ ดังนั้นผมไม่แน่ใจว่าการที่เขาเอาเรื่องของงานมาอ้างว่าเขาต้องทำงานมันจริงหรือเปล่านะครับ อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันนะฮะ
แล้วก็เขา ยังบอกอีกว่า เออ ถ้าเกิดใครจะด่าจะว่าอะไรเขาเนี่ย ก็ว่าพฤติกรรม พฤติกรรมของเขา อย่าไปว่าที่หน้าตา อย่าไปว่าที่สถานศึกษา เพราะไม่อย่างนั้นคุณก็จะเหมือนคุณก็จะไม่ต่างอะไรจากเขา อ่า โดนด่าอีก ถูกมั้ยครับ ซึ่งเรื่องพวกเนี้ย มันเลยทำให้แบบ WTF นะครับ อ่า WTF นี้ผมแล้วแต่คุณจะแปลนะ คุณจะแปลว่า what อะไรก็ได้ แต่ผมจะแบบว่า ว้าว That's fantastic อื คุณแปลตามใจคุณเลยนะครับ ว่ามันจะหมายความว่ายังไง เสียงในหูคุณบอกยังไงก็คิดอย่างนั้นนะครับ
อ่ะ เรามาวิเคราะห์กันเป็นประเด็นไปเลยดีกว่านะครับ เรื่องนี้ขอเริ่มต้นด้วย ยศกรเนี่ย มีความผิดปกติทางจิตหรือเปล่า ต้องบอกว่าจากที่เล่ามาทั้งหมดเนี่ย ยังไม่มีตรงไหนที่สามารถบอกว่าเขาผิดปกติทางจิตได้ ยังไม่มีนะครับ แต่ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า สิ่งที่เขาทำเนี่ย มันไม่ถูกต้องหลายๆอย่าง และพฤติกรรมแบบเนี้ย ไม่มีทางหายไปครับ เพราะว่าเท่าที่อ่านมาทั้งหมด ข้อแรกเขามีพฤติกรรมนาซิสซิสต์ ค่อนข้างหลงตัวเอง ตัวเองจะต้องสูงกว่าคนอื่น กดทุกคนให้ต่ำได้ และเขาเกิดสิ่งที่เรียกว่า narcissistic injury ก็คือคนที่หลงตัวเองว่าตัวเองจะต้องดี ต้องเด่นที่สุดเนี่ย กลับถูกคนอื่นปฏิเสธไป จีบแล้วไม่ติดนะครับ หรือตัวเองเนี่ย เก่งได้ไม่เท่าเขา เงินก็มีไม่เท่าเขา มันก็เลยรู้สึกว่า เฮ้ย โดนโจมตีที่ตัวตน ดังนั้นพอ narcissistic injury เกิดขึ้นแล้วเนี่ย คุณที่มีอาการแบบเนี้ย ก็จะต้องหาทางจัดการให้ได้ คือกดคนอื่นให้ต่ำ ต้องบูลลี่ ต้องอะไรเยอะแยะไปหมด แล้วคนพวกนี้นะครับ เขาจะไม่รู้จักเหน็ดจากเหนื่อย ไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นคำแนะนำของหลายๆคน ที่บอกว่าถ้าเกิดคุณโดนคนมาบูลลี่ทางอินเทอร์เน็ต โดนด่าเนี่ย สิ่งที่ให้ทำก็คือบล็อกและอย่าไปสนใจสิ่งนี้ครับ บอกเลยครับว่าน่าจะเป็นคำแนะนำที่ล้าสมัย เพราะว่าไม่ได้ผลหรอกครับในสังคมปัจจุบัน คนที่เขาไซเบอร์บูลลี่ตั้งแต่แรกเนี่ยนะครับ เขาจะมีความชอบในการทำแบบนี้ แล้วเขาจะทำไม่ยอมหยุด ยิ่งคุณไม่สนใจเขา ก็จะยิ่งทำครับ สมัยก่อนเคยมีคนบอกว่า เออ ถ้าเกิดคุณไปโต้ตอบเขา ไม่อยู่เฉยๆ เขาจะยิ่งได้ใจ เพราะคิดว่าคุณสนใจ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วครับ ถ้าคุณไม่สนใจ เขายังคงสนใจเหมือนเดิมครับ ตลอด 2 ปี ยังทำมาเรื่อยๆ และที่สำคัญคือเรื่องเนี้ย เคยเกิดขึ้นกับคนอื่นมาแล้วนะครับ อ่า คนที่เรียนกับเขาก็เคยออกมาบอกว่า เฮ้ย คนๆนี้เนี่ย มันก็มีปัญหาตั้งแต่ตอนนั้นนะ แสดงว่าไม่ใช่เป็นปัญหาครั้งแรกนะครับ เป็นปัญหาที่ตัวตนของเขาแล้วก็เจอมาอยู่เรื่อยๆนะครับ นี่คือเรื่องที่ 1
ต่อมา เขาทำจนชินชา และชินชาชาด้านกับพฤติกรรมที่เขาทำนะครับ พวกเนี้ย คนที่ชินชาก็ไม่มีความรู้สึกผิดอะไรแต่อย่างใดครับ อ่า อาจจะมีพฤติกรรมอะไรบางอย่างที่ท้าทายด้วย เช่น บอกว่าเมื่อกี้ เอ้ย ตำรวจทำอะไรไม่ได้หรอก เรื่องพวกนี้ตำรวจไม่รับเป็นคดี เพราะว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ อ่านะ ครับ เขาจะคิดว่าเป็นอย่างนั้นนะ ท้าทายนะฮะ พวกเนี้ย ก็คงจะต้องให้จิตแพทย์เป็นคนดูว่า เอ๊ะ มันมีอะไรอย่างอื่นอีกหรือเปล่า
ทีนี้มาถึงประเด็นที่คุณแม่เขาบอกว่าเขาเป็นแอสเพอร์เกอร์ แล้วก็ขาดยา ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า แอสเพอร์เกอร์เนี่ย มันไม่ใช่โรคแล้ว มันไม่มียารักษามันเป็นภาวะความหลากหลายทางการพัฒนาของระบบประสาทนะครับ ความหลากหลายทางการพัฒนาของระบบประสาทตอนเนี้ย เราจะเรียกว่า autism Spectrum disorder ซึ่งคนที่มีอาการกลุ่มเนี้ย Autism Spectrum Disorder เนี่ย จะไม่ใช่คนเลว แล้วจะไม่มีพฤติกรรมที่สามารถอธิบายการกระทำของยศกรได้นะครับ ไม่มีนะครับ Autism Spectrum Disorder หรือภาษาเก่า Autistic หรือบางคนที่จะเรียกว่า เอ่อ Asberger ก็คือ Asberger คนที่ยังสามารถเข้าสังคมได้เนี่ยครับ ตรงนี้เนี่ย มันมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่คนที่มีปัญหาทางด้านการเข้าสังคมแบบขั้นสุด คือเข้าสังคมไม่ได้เลย มันอยู่ร่วมกับคนอื่นไม่ได้นะครับ ไม่พูด ไม่มองตา ไม่อะไรพวกเนี้ยนะครับ แล้วก็สนใจอยู่สิ่งใดสิ่งหนึ่งมากๆนะครับ อันเนี้ยจะเป็นแบบขั้นสุดเลย อาจจะเป็นออทิสติก แต่ถ้าเป็นแอสเพอร์เกอร์ ก็จะเป็นพวกเนี้ย แต่เบาหน่อย ก็อาจจะเข้าสังคมได้ แต่มันจะแปลกๆนะครับ อ่า แต่ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนไม่ดี เป็นคนเลว ต้องแยกกันนะครับ Asberger Autistic Autism Spectrum disorder เป็นกลุ่มนึง เป็นความหลากหลายทางการพัฒนาระบบประสาทนะครับ แต่ความเลวมันเป็นอีกอย่างนึง สันดานเป็นอีกอย่างนึง 2 อย่างนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แล้วไม่ได้รักษาได้ด้วยยา ต้องเข้าใจตรงนี้นะครับ
เรื่องของ Autism Spectrum Disorder เนี่ย ผมอยากจะให้ทุกคนไปดูคลิปที่ผมสัมภาษณ์ไลฟ์กับครูเอิญนะครับ อันนั้นเนี่ย ครูเอิญเป็นคนที่รู้ตัวว่าตัวเองเป็น Autism ตอนอายุเยอะแล้ว ตอนเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่เขายังสามารถที่จะใช้ชีวิตได้อย่างดี แล้วเขาก็เป็นคนดีของสังคมคนนึงนะครับ คุณลองไปดูคลิปนั้นน่ะนะ ครับจะได้เข้าใจว่าคนที่เป็นออทิสติกจริงๆ เนี่ยเป็นยังไงนะครับ
ดังนั้น กรณีเนี้ย คือเวลาคุณแม่ออกมาออกมาคุยกับสังคมเนี่ย สิ่งแรกที่คุณแม่จะต้องทำเลยนะครับ คือการขอโทษน้องเขาแล้วขอโทษสังคมครับ ถ้าไม่ได้เริ่มต้นด้วยประโยคว่า ขอโทษสังคม ขอโทษน้องเขาแล้วล่ะก็ ทุกคนในสังคมจะเห็นว่า อันเนี้ย มาเข้าข้างลูก อ่า มาเข้าข้างลูกเขา นะครับ ซึ่งไม่มีใครเขาชอบหรอกครับ ดังนั้นเนี่ย ก่อนที่แม่จะบอกให้สังคมเห็นใจ ให้โอกาส สิ่งที่คุณแม่ต้องพูดก็คือ ต้องขอโทษสังคมก่อนนะครับ
และปัญหาอย่างนี้ คือมีคนไปสืบมาว่าพ่อแม่ของน้องยศกรเนี่ย เป็นข้าราชการ เมื่อก่อนเวลามีปัญหาที่โรงเรียน ปัญหาในการศึกษา รู้สึกว่าพ่อแม่ของน้องเขาจะต้องมาเคลียร์อยู่เรื่อยๆ แสดงว่าอะไร แสดงว่าพ่อแม่น้องรู้ตัวอยู่แล้วว่าน้องมีปัญหา นะครับ แล้วปล่อยไว้เหรอครับ อ่า อาจจะไม่ได้ปล่อยก็ได้นะ อาจจะตั้งใจพาไปรักษา ก็ได้ แต่ปัญหาอยู่ตรงนี้ครับ คือในเมื่อรู้ว่าลูกมีปัญหาอยู่แล้ว คราวนี้ที่ลูกไปก่อให้เกิดอันตรายทางจิตใจกับน้องทับทิมเนี่ย ครั้งนี้ทำไมถึงบอกว่าลูกตัวเองควรจะได้รับการมองใหม่ ควรจะโดนให้โอกาส ควรจริงๆควรจะต้องออกมาขอโทษซะก่อนนะครับ เป็นอันดับแรกนะ อันนั้นตรงนี้ก็ต้องเข้าใจ แล้วคุณแม่ของน้องเขาไม่เข้าใจว่าแอสเพอร์เกอร์เนี่ย มันไม่มียารักษายาที่กินในทางด้านจิตเวชเนี่ย เอาไว้รักษาภาวะอื่นๆที่มีร่วมด้วย เช่น โรคซึมเศร้า ไบโพลาร์นะครับ หรือโรคจิตเภท สคริโซเฟรเนีย พวกนี้เรามียา แต่ไม่ใช่กับแอสเพอร์เกอร์ ออทิสติก สเปกตรัม พวกนี้ไม่มียานะครับ อ่า จะได้เข้าใจตรงกัน
เรื่องนี้เราไม่สามารถเอาความผิดปกติทางจิตใจมาอ้างได้ และต่อให้จริงๆแล้วเนี่ย สมมุติยศกรคนนี้ มีความผิดปกติทางด้านจิตใจจริงๆนะ เป็นสคริโซเฟรเนียนะครับ หรือเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ สมมุติเป็นจริงๆนะ ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เขาทำมันจะสามารถลดหย่อนโทษได้นะ อ่า คุณต้องเข้าใจ สมมุติสมมุติเกิดมีคนมา แล้วก็มาหาเรื่องผมอย่างเงี้ยนะครับ แล้วผมต่อยเขา นะครับ พอเรื่องไปถึงชั้นตำรวจ เขามาอ้างว่า เออ ที่เขาทำแบบนั้นไปเนี่ย มันเป็นเพราะว่าเขามีปัญหาทางด้านจิตใจ คือสังคมไม่ได้ ไม่ได้ยอมเขาหรอกครับ อย่างผมผมก็ไม่ยอมเหมือนกัน ผมไม่ได้สนใจว่าคุณจะมีปัญหาอะไร เครียดมาจากไหน หรือคุณผิดปกติยังไงนะครับ ผมสนใจว่าคุณมาทำอะไรกับผมซะมากกว่านะครับ และถ้าถึงชั้นศาล ผมก็จะต่อสู้ให้เต็มที่เหมือนที่คุณพ่อของน้องเขาต่อสู้ให้เต็มที่เช่นกันนะครับ
นะ นี่อีกประเด็นนึง และทีนี้ประเด็นถัดมาก็คือเรื่องของกฎหมายประเทศไทย PDPA หลายคนคงจะทราบใช่มั้ย เพราะว่าอะไร เพราะว่ามันมี PDPA เนี่ย จะทำให้หลายคนกังวลว่า เอ๊ เราจะเอาชื่อยศกรมาเปิดก็ไม่ได้ จะเอาหน้ามาเปิดก็ไม่ได้ ต้องใช้แอคเคาท์หลุม ต้องไปหลบซ่อนตัวใน X แล้วก็ปล่อยออกมานะครับ เพราะว่ายังไงถ้าเราปล่อยมาตรงๆ เดี๋ยวอาจจะโดนเสียงฟ้องร้องกลับก็ได้นะครับ ก็ต้องบอกว่าตรงนี้แหละครับ ที่เป็นจุดอ่อนของประเทศไทย มันเป็นจุดแข็งแล้วก็เป็นจุดอ่อน จุดแข็งข้อดีของ PDPA ก็มีครับ เพราะว่าบางคนเนี่ย ไม่ได้ผิดนะครับ แต่โดนเอาไปประจานเฉยเลย เขา ก็เสียชื่อเสียงไปแล้วนะครับ หรือคนไหนที่อยู่ๆก็เอาหน้าเราเนี่ย ไปด่าอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่เราไม่ได้มีความผิดอะไรเลย อันเนี้ย PDPA มีไว้ป้องกัน แต่ช่องโหว่ของ PDPA ก็จะเป็นกรณีแบบนี้ครับ ก็คือคุณไม่สามารถเอาชื่อเอาหน้าคนร้ายเนี่ย มาให้คนอื่นเขาค้าดู เพื่อที่จะป้องกันตัวเองได้
และนั่นไม่ใช่แค่อย่างเดียวครับ อีกอย่างนึงก็คือ คุณสังเกตมั้ยว่าเวลาที่มีเคสแบบเนี้ย เข้ารายการโหนกระแส หรืออะไรพวกเนี้ย ตอนแรกมันมีผู้เสียหายคนเดียว แต่พอเปิดชื่อขึ้นมาแล้วปุ๊บ ผู้เสียหายมาจากไหนไม่รู้อีกเต็มไปหมดเลย นี่แหละครับ ปัญหาของ PDPA เพราะว่าอะไร ถ้าเกิดมีการเปิดเผยชื่อขึ้นมาแล้วคนอื่นซึ่งเป็นผู้เสียหายเขารู้ว่า อ้าว เฮ้ย คนๆนี้ก็เคยทำชั้นนี่นา อย่างนั้นมารวมตัวกันฟ้อง จะดีกว่า แล้วเรื่องมันจะได้เดิน นี่แหละครับ คือข้อดีของการที่เราเปิดเผยชื่อ ซึ่ง PDPA ตรงเนี้ย ต่อไปในอนาคตคงจะต้องมีการพูดให้ชัดเจนว่า กรณีไหนบ้างซึ่งเปิดเผยข้อมูลได้ และเปิดเผยได้แค่ไหนนะครับ เพราะตอนนี้สิ่งที่มีเนี่ย มันยังตามโลกออนไลน์ในปัจจุบันไม่ทันครับ
แล้วแถบแถมต่อไปมี AI Deep fake เกิดมีใครก็ไม่รู้เอาน้องเขาไป Deep fake แล้วก็สร้างเป็นคลิป สร้างเป็นอะไรออกมา เหมือนที่คนมาฟ้องผมอย่างเงี้ย อ่า แล้วจะทำยังไงล่ะ ใช่มั้ย กฎหมายมันยังไม่ได้ถึงขั้นรองรับรวดเร็วขนาดนั้นนะครับ
แล้วก็ปัญหาข้อกฎหมายอย่างอื่นก็คือ ข้อแรกประเทศไทยเรื่องของ Harassment นะครับ Harassment หรือ Cyber bullying หรือการล้อ การแกล้ง การอะไรพวกเนี้ย และ Stalker เนี่ย กฎหมายในประเทศไทยสำหรับผมนะ มันยังไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น ยังไม่ชัดเจน กรณีเนี้ย ตอนแรกคุณพ่อน้องเขาอ่ะ ไปแจ้งความที่ สน. แล้ว สน. บอกว่า เอ้ย ไม่ได้ ต้องไปแจ้งที่อีกที่นึง คือจริงๆความผิดออนไลน์มันแจ้งที่ไหนก็ได้ อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่ามันมีเหตุผลอะไรที่ทำให้ตำรวจบอกว่า พ่อน้องต้องไปแจ้งอีกทีนึง อันนี้ไม่เข้าใจนะ ไม่ไม่แน่ใจจริงๆว่ามันมีอะไรนะครับ แต่จริงๆเราเข้าใจกันว่ามันควรจะแจ้งที่ไหนก็ได้ เพราะออนไลน์มันก็คือทุกที่บนโลกนี้ ถูกมั้ยครับ แล้วไซเบอร์บูลลี่เนี่ย คือคุณอยู่ที่ไหนก็ไม่ปลอดภัยนะ เพราะมือถืออยู่กับคุณตลอดตลอดเวลา มันบูลลี่คุณได้ตลอดเวลานะครับ ของพวกเนี้ย กฎหมายไทยก็ยังไม่ค่อยชัดเจนถูกมั้ย
ต่อมาคือ ถ้าเกิดว่ามีการฟ้องร้องแล้ว สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นก็คือ คำสั่งห้ามติดต่อครับ No contact อ่า ห้ามมีการติดต่อ น้องเขา ถ้ามีการติดต่อตรงนี้ต้องมีโทษที่หนักเพียงพอครับ เพราะอะไร เพราะเวลาที่ติดต่อ โอ คุณติดต่อโดยตรงไม่ใช่ไม่ได้ใช่มั้ย คุณสร้างแอคเคาท์หลุมขึ้นมาเยอะแยะไป แอบติดต่อน้องเขาอย่างเงี้ย ถ้าถ้าเรารู้ว่าภาษาที่ใช้มาเป็นภาษาคนเดียวกัน เราสามารถเอาผิดได้นะ ครับ เอาผิดได้ง่ายๆ และตรงเนี้ย ควรจะต้องมีบทลงโทษที่รุนแรงมากๆ เพราะมิฉะนั้นเขาก็จะทำอยู่ดีนะครับ ตอนเนี้ย ข้อเนี้ยเป็นข้อโหว่ ซึ่ง no contact เนี่ย มันยังไม่ได้ถูกบรรจุในกฎหมายที่แบบมีโทษหนักพอ เพราะฉะนั้นก็เลยทำให้คนกระทำผิดย่ามใจว่า เอ้ย ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเรื่องซาฉันก็ทำใหม่อ่านะ ครับ
เอ่อ เอิ่ม ที่สำคัญอย่างนึงก็คือ คุณพ่อน้องเขาเนี่ย จะต้องคอยดูแลเรื่องของจิตใจน้องทับทิม แล้วก็จะต้องรวบรวมหลักฐานไปด้วย อันเนี้ย มันหนักมากนะ กฎหมายไทยยังคงผลักภาระไปให้กับเหยื่อ แทนที่จะผลักภาระไปให้กับคนร้ายถูกมั้ย ทำไมคนที่เป็นเหยื่อจะต้องรวบรวมหลักฐานทุกอย่าง ทั้งๆที่จิตใจตัวเองก็แย่ นะครับ แถมยังโดนด่าตลอด โดนบูลลี่ โดนตามตลอด แต่อีกฝั่งนึงแค่เงียบเฉยๆ ไม่เป็นอะไร ไม่ต้องสนใจ ด่าไปเรื่อยๆก็ได้ มันมีความไม่ยุติธรรมขั้นสุดเลยนะครับ ดังนั้นกฎหมายไทยในอนาคตเนี่ย คงจะต้องมีวิธีในการแก้ไข บอกว่า เออ เราต้องช่วยในเรื่องนี้
แล้วก็จริงๆ ถ้าสมมุติว่าผมเป็นทางครอบครัวเนี่ย ผมคงจะทำอย่างนี้ครับ คือต้องแบ่งทีมเป็นทีมเก็บหลักฐานกับทีมเยียวยาจิตใจครับ 2 ทีม อย่าให้มันมาปนกัน เพราะไม่อย่างนั้นมันจะเหนื่อยทั้งคู่ นะครับ แล้วก็ต้องบอกว่า โอเค ทุกคนรู้ว่าเรื่องแบบเนี้ย ยศกรไม่หยุด ไม่รู้สึกผิด เคยทำมาก่อนนะ พ่อแม่เขาก็อาจจะดูแลได้ไม่ทั่วถึง หรือตอนนี้เขาโตแล้ว พ่อแม่บอกยังไง ยศกรก็อาจจะไม่เชื่อก็ได้นะครับ แล้วก็ที่สำคัญคือทางกฎหมายก็ดำเนินการได้ช้า ของพวกเนี้ย มันไม่ใช่ต่อสู้กันแป๊บเดียวจบนะครับ หลายเดือน บางทีเป็นปียังไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ก็ต้องเจอกับเรื่องเนี้ย ซึ่งคนที่เขาโดนบูลลี่ โดนไปเยอะแยะไปหมดแล้วก็ค่าเสียหายของเขามันตีเป็นตัวเงินอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะมีความเสียหายทางด้านของจิตใจที่เยอะมากนะครับ แล้วความเสียหายทางด้านจิตใจบางทีติดตัวไปตลอด ไม่ได้หายไปง่ายๆนะครับ
อ่ะ ทีนี้มาถึง ถ้าเป็นผมจะทำไงกับกรณีนี้ เป็นผมนะครับ สิ่งแรกที่จะทำก็คือ เวลาที่เราเจอไซเบอร์บูลลี่แบบนี้แล้วเรารู้ตัวนะครับ ติดต่อที่ทำงานเขาครับ การติดต่อที่ทำงานนะครับ การกระจายไปว่าคนๆเนี้ยอยู่ที่ทำงาน เท่าเนี้ย ติดต่อให้หลายๆคนติดต่อรุมๆเข้าไปเนี่ย เดี๋ยวที่ทำงานเขาจะมีโอกาสที่จะเสียชื่อเสียงได้นะครับ ถ้าเมื่อไหร่เริ่มมีข่าวขึ้นมาเยอะๆ เริ่มมีรูปถ่ายอะไรเงี้ย เขาจะเริ่มเสียชื่อเสียงได้ ดังนั้น เขาจะต้องออกมาปกป้องด้วยการบอกว่า พนักงานคนนี้ อ่า เราได้พ้นสภาพไปแล้ว หรือเราให้ออกแล้ว หรืออะไรก็ไม่รู้นะครับ พอบอกแบบเนี้ย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เขาจะเป็นคนเอาชื่อมาเปิดเผย โดยที่ไม่มีปัญหาเรื่อง PDPA คุณก็สามารถเอาโพสต์ของเขาไปแชร์ต่อได้ โดยที่คุณไม่มีปัญหาอะไรเลย อยู่แล้ว เพราะมันเป็นโพสต์ที่เขาชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายข้อนั้นก็คือกฎหมายในการปกป้องชื่อเสียงของบริษัท ซึ่งมันสามารถเปิดเผยชื่อได้ ตรงเนี้ย บริษัทผมก็ทำครับ ทำยังไง คนไหนที่ออกจากบริษัทผมไปแล้วนะ ครับ แล้วมีปัญหา ผมสามารถที่จะชี้แจงผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียได้ว่า คนๆนี้เป็นคนที่พ้นสภาพพนักงานของบริษัทผมไปแล้ว สามารถบอกชื่อ บอกนามสกุลได้หมดเลย แต่ผมจะไม่ได้ไปบอกถึงขั้นว่า เออ บ้านอยู่ที่ไหน ที่อยู่ แล้วก็เบอร์โทรศัพท์อะไรยังไง อันนั้นบอกไม่ได้ บอกชื่อนามสกุลได้ครับ ตรงนี้บอกได้ แล้วไม่ผิดด้วย ใครเอาไปแชร์ต่อก็ไม่ผิดด้วยนะ
ดังนั้น สิ่งแรกที่ผมจะทำก็คือกดดันไปทางบริษัทครับ แล้วไม่ใช่บริษัทเดียว ถ้าเขาทำงานหลายบริษัท ผมจะกดดันไปทุกบริษัทเลย นี่คือสิ่งที่ผมจะทำ ต่อมา พ่อแม่เป็นข้าราชการใช่มั้ย ดีเราจะส่งเรื่องไปให้หน่วยงานของราชการที่พ่อพ่อแม่เขาทำงานอยู่ เพื่อเป็นแรงกดดันเพิ่มอีกทีนึงนะ ครับ การดำเนินการทางกฎหมายควรจะต้องทำอยู่แล้ว แต่ทำทางเดียวเนี่ย มันไม่ได้ มันช้า ดำเนินการทางแพ่ง ทางอาญาเนี่ย ทำคู่กันได้นะครับ
แล้วก็ดำเนินการอย่างอื่นก็คือ กดดันรอบๆตัวเขาเลย ที่ทำงานที่ไหน อ่า นะครับ พ่อแม่ยังไง คือกดดันหลายๆทางให้พร้อมกัน แล้วก็ร้องไปที่สื่อต่างๆนะครับ ทำทุกอย่างพร้อมกันหมด เวลาคนเราคนนึงที่มันทำผิดเนี่ย เราโดนรุมจากทุกทางเนี่ยนะ ครับ มันจะยิ้มอยู่ได้ไม่นานนะครับ ยิ้มอยู่ได้ไม่นานหรอกนะครับ อย่างกรณีเนี้ย เขาไม่สำนึก ไม่เป็นไรครับ เพราะต่อไปสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา ก็คือเขาจะไม่มีงานทำไปที่ไหน ก็จะไม่มีคนรับ อย่างน้อยๆบริษัทผมก็ไม่รับแน่ๆนะครับ
และผมอยากจะให้คุณลองไปขุดดูว่า มันมีคนเอา resume หรือประวัติ ของ เอ่อ ประวัติความเชี่ยวชาญทางด้านการทำงานของยศกรเนี่ย มาให้ดูในอินเทอร์เน็ต คุณหาได้เลยครับ ผมไม่ทิ้งลิงก์นะ แต่คุณไปหาเอาเองได้ แล้วคุณลองอ่านดูสิว่าสิ่งที่เขาเขียนน่ะ มันมันเป็นยังไง อ่า ผมในฐานะที่ก็เป็นนายจ้างคนนึง ผมอ่านดูแล้วก็ ถ้าเป็นอย่างเงี้ย มันมันก็ไม่ค่อยเจ๋งเท่าไหร่นะครับ แต่คุณลองไปดูด้วยตัวเองก็ได้นะครับ อ่ะ ว่าคุณคิดยังไง คิดยังไงก็มาบอกผมแล้วกันว่า ตัวคุณเอง อ่า เห็นด้วยมั้ย สมมุติว่าคุณตัดเรื่องพฤติกรรมบูลลี่ของเขาออกไปหมดเลยนะ ตัดพฤติกรรมนี้ออกไปหมด เหมือนว่าเขาเป็นคนนึงซึ่งคนไม่รู้จัก แล้วเขายื่นไอ้ resume มาให้คุณอ่าน คุณจะรับเขาไหม ถ้ารับเพราะอะไร ถ้าไม่รับ เพราะอะไร อ่า คุณลองมาดูแล้วกันว่ายังไง ตัดอคติเรื่องของการบูลลี่ออกไปก่อนนะ อ่า คุณลองคิดดูนะครับ อันเนี้ย ผมอยากจะให้คุณไปลองอ่านดู จะได้เข้าใจจริงๆว่า เออ แบบเนี้ย มันก็มีคนเขียนเสียด้วยนะครับ อ่า ดังนั้นตอนนี้เนี่ย ทุกคนก็น่าจะทราบดีแล้วว่า สิ่งที่ยศกรทำเนี่ยเนี่ย มันไม่ใช่เพิ่งมาทำ มันเป็นสันดาน ซึ่งทำมาตั้งนานแล้วนะครับ ทำมาตั้งนานแล้ว พ่อแม่ก็น่าจะรับรู้
แอสเพอร์เกอร์เนี่ย ไม่ใช่ข้ออ้างครับ แอสเพอร์เกอร์เนี่ย ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับความดีความเลว ไม่เกี่ยวอะไรกับสันดาน ไม่เกี่ยวเลยนะครับ การที่ยศเป็นแบบนี้ มันก็โทษพ่อแม่เขาอย่างเดียวก็ไม่ได้ อาจจะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม หรืออย่างอื่นที่เขาโตมาก็ได้ อันนี้ก็ไม่รู้ นะครับ เพราะว่าเราไม่มีข้อมูลตรงนี้ เราจะวินิจฉัยไม่ได้นะครับ แล้วให้เดา ยศกรไม่มีทางหยุด เพราะมันทำอย่างนี้มานานแล้ว ตอนนี้ก็ไม่ได้มีความรู้สึกสลดใจ ขอโทษเนี่ย ก็เหมือนจะขอไปที แถมยังบอกอีกว่า เอ้ย เขาไม่มีเวลาไปขอโทษกับที่เลยนะ ไม่ไปไปหาไม่ได้ ทั้งๆที่แม่บอกว่าจะพาลูกไปขอโทษ อ่า แม่บอกพาลูกไปขอโทษ แต่ตัวลูกบอกว่าไม่ได้ งานยุ่งไปไม่ได้หรอกนะครับ แล้วจะเอาเงิน ไม่มีเงินให้หรอก แต่จะให้ช่วยอย่างอื่นก็บอกมาแล้วกัน จะให้ช่วยอะไรนะครับ คนอย่างยศกรมีอะไรที่น้องทับทิมอยากได้ด้วยเหรอ ไม่มีครับ ไม่มีนะฮะ ดูคำพูดอย่างเงี้ย ยังคงมีความมั่นใจนะฮะ แล้วก็ทำอย่างนี้ต่อกันเรื่อยๆอีกนั่นแหละ มันก็คือปัญหาของเขา
ถ้ายศกรเขายังไม่รู้ตัว ยังไม่สำนึกผิด ชาติหน้าสังคมก็ไม่ให้อภัยครับ แล้วผมจะบอกเลยว่า สังคมประเทศไทยเนี่ย ค่อนข้างโหดเหมือนกัน ก็คือว่าถ้าเกิดว่าใครมาทำให้นักสืบโซเชียลเขาโมโหขึ้นมาแล้วก็ คุณจะถูกขุดซะจนไปถึงต้นตอทุกอย่าง คุณไปที่ไหนก็มีคนจำได้ แล้วก็ของที่เกี่ยวข้องกับคุณทั้งหมด ทั้งชื่อ แซ่ ที่อยู่ หน้าตาอะไรเนี่ย มันเป็นของที่อยู่บนดิจิทัลแล้วครับ ไม่มีทางหายไปไหน สามารถที่จะมาเจอได้เลยครับ ดิจิทัลฟุตพริ้นท์ของคุณก็จะอยู่ไปจนชั่วลูก ชั่วหลานนะครับ
แล้วตอนนี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าต่อไปคุณจะมีงานทำมั้ยนะครับ โทษทางกฎหมายอ่ะ มันอาจจะจะไม่หนักขนาดนั้น ถ้าคุณเจอโทษทางอาญาก็อาจจะนิดหน่อยๆ คุณเจอโทษทางแพ่งอ่ะ คุณไม่มีเงินจ่ายแล้วไง คุณก็จะบอกไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย แต่ถ้าเจอโทษทางสังคมเข้าไป คุณไม่มีงาน ไม่มีงานแล้วเป็นยังไง ไม่มีงานก็ไม่มีเงินครับ แล้วถ้าพ่อแม่โดนกดดัน คราวนี้นะครับ ก็จะมีปัญหาถูกมั้ย พอคุณไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีอะไรแล้วเกิดอะไรขึ้น อ่า คราวนี้แหละครับ ถ้าเกิดว่าดันหลงผิดไปก่อ อาจกรรมคราวนี้แหละครับ โทษหนักกว่าเดิมหลายเท่าเลยครับ หลายเท่าเลย คราวเนี้ยทุกคนก็ต่างรุมกันหมดแล้ว เพราะว่าทุกคนตอนนี้รู้จักหน้าตาของยศกรว่าหน้าตาเป็นยังไง ชื่อเป็นยังไง บ้านอยู่ที่ไหนแล้วนะ อีเมลก็มีด้วย แถมโซเชียลมีเดียก็มีแล้ว เดี๋ยวจะไปดูดิว่าในโซเชียลมีเดียเนี่ย เขาเขียนอะไร เห็นตอนนี้ก็ปิดช่องทางสื่อสาร ไม่ยอมให้ใครคอมเมนต์อะไรแล้วนี่ใช่มั้ยครับ แต่ตัวเองก็ยังมีปัญหา เพราะงั้นคนไทยเนี่ย ไม่ชอบคนประเภทนี้ครับ ดังนั้นก็ เตรียมตัวดีๆแล้วกันนะครับ
โอเค วันนี้ผมก็เล่าให้ฟังประมาณเท่านี้นะครับ สุดท้ายก็ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้น้องทับทิม แล้วก็คุณพ่อของน้องเขาอย่างสูงเลยทีเดียวนะครับ เรื่องนี้ยังไงก็น้องเนี่ย ไม่ใช่คนผิดนะครับ ไม่ใช่คนผิดแน่ๆ ไม่ต้องสนใจเลยว่าตัวเองเกิดมาแล้วมันพิการยังไงนะ ครับ ทุกคนเกิดมาเนี่ย คนอื่นจะว่ายังไงอ่ะ มันไม่สำคัญเท่าเราจะมองตัวเองว่าเป็นยังไงนะครับ น้องมีคุณค่าแล้วใช้คุณค่านั้นให้ดีที่สุดนะครับ โอเค วันนี้ก็เล่าให้ฟังประมาณเท่านี้นะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ