Transcription
อีกแปปเดียวก็จะเลือกตั้งแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้มีบัตร 2 ใบ เหมือนรอบก่อน ตอนปี 66 เพราะว่า นอกจากจะมีบัตรเลือกตั้ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ แล้วก็บัตรเลือกตั้ง ส.ส. เขต แล้ว ปีนี้มีบัตรลงประชามติด้วย ซึ่งคำถามคือ ท่านเห็นชอบว่า สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เราอยากให้ทุกคนกาว่า เห็นชอบ เพราะว่า ถ้ามันมีรัฐธรรมนูญฉบับไหน ที่สมควรจะต้องเปลี่ยนมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นฉบับนี้
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านการลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง วิวัฒนาการจนกลายเป็นร่างไฟนอลบอส แต่ว่า ไม่ใช่ในทางที่ดี เพราะว่า เป้าหมายเดียวของรัฐธรรมนูญนี้ คือ การทำยังไงก็ได้ ให้ระบอบประชาธิปไตยลื่นไหลน้อยที่สุด มีอุปสรรคมากที่สุด แล้วก็เอาอำนาจออกจากมือประชาชนให้ได้เยอะที่สุด การเลือกตั้งในสายตาหลายคน คือ ตัวแทนของระบอบประชาธิปไตยที่แข็งแรง แต่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้การเลือกตั้งคือ ยิ่งกว่าพัง
เรื่องนี้ก็ต้องขอบคุณองค์กรอิสระที่น่าเชื่อถืออย่าง กกต. หรือว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่มาเป็นคนกำกับดูแล กกต. ในปัจจุบันเป็นเหมือนคนควบคุมการเลือกตั้ง ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การคัดผู้สมัครไปจนถึงการนับคะแนน ประเด็นคือ ภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ กกต. ไม่ได้มีหน้าที่แค่กำกับอย่างเดียว แต่ว่า ยังตัดสินความเป็นความตายของนักการเมืองได้ด้วย ผ่านระบบการแจกใบ ซึ่งก็มีตั้งแต่ใบเหลือง ใบแดง ใบส้ม แล้วอันที่แรงสุดก็คือ ใบดำ ใบดำอันนี้คือ เหมือนประหารชีวิตทางการเมืองเลย เนื่องจากผู้สมัครคนนั้นจะไม่สามารถลงแข่งสนามการเมือง หรือว่า รับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ได้อีกเลย
แล้วนอกจากนักการเมืองแล้ว พรรคการเมืองก็ไม่พ้นการสอดส่องของกกต. โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่อาจจะทำตัวเปรี้ยวไปหน่อย เพราะว่า กกต. สามารถยื่นยุบพรรคไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งเดี๋ยวเราจะมาว่ากันเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ เพราะว่า อันนี้ก็ไม่เบา แล้วนอกจากจะยุบพรรคง่ายแล้ว จะตั้งพรรคก็ยากอีก ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะตั้งพรรคได้ก็ต้องมีเงินเป็นล้าน ต้องมีสมาชิกเป็นหมื่น.. ไม่งั้นไม่ได้ กฎแบบนี้.. เหมือนมีไว้ เพื่อไม่ให้ประชาชนอยากมีส่วนร่วมกับการเมือง
ถ้าเกิดว่า อำนาจ กกต. เยอะขนาดนี้ เค้าต้องเป็นหน่วยงานที่ทำงานเป๊ะมาก ๆ แน่เลยใช่ปะ คนที่สามารถชี้นิ้วสั่งว่า ใครถูกใครผิดได้ขนาดนี้ ก็ควรจะเป็นคนที่ไม่เคยทำอะไรพลาดเลยใช่มะ แต่ว่า ก็อย่างที่เรารู้กัน การจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา กกต. มีแต่ปัญหา ถ้าเกิดว่า ให้ยกตัวอย่างเร็ว ๆ ก็เช่น ปัญหาเรื่องสถานที่จัดการเลือกตั้งล่วงหน้า ตอนปี 66 ที่ไม่เหมาะสม ทำให้มีประชาชนหลายคนต้องเสียสิทธิ หรือการเปลี่ยนสูตรนับคะแนน ตอนปี 62 ที่ทำให้บางพรรคที่นั่ง ส.ส. หายไปเกือบสิบที่ หรือว่า ถ้าเอาของปีนี้ กกต. ก็ดูจะเน้นให้ตัวเองทำงานง่ายมากกว่า ให้ประชาชนสะดวกสบาย การลงประชามติก็ไม่มีการลงแบบล่วงหน้าด้วย มีแต่ลงแบบเปลี่ยนเขต แถมวันที่ให้ลงทะเบียนก็ยังสั้น แล้วก็ทับกับวันหยุดอีก แล้วที่พีคคือ ประชาสัมพันธ์การลงประชามติก็แทบไม่มี แล้วยังบอกข้อเสียด้วยว่า ทำไมถึงไม่ควรมีรัฐธรรมนูญใหม่ คือมันชัดเจนมากว่า เค้าไม่อยากให้คุณมีรัฐธรรนูญใหม่
กกต. ทำงานบกพร่องชัดเจนแบบที่ใครที่ไหนก็สัมผัสได้ แต่รัฐธรรมนูญปี 60 กลับไม่มีกลไกให้ประชาชนตรวจสอบ เพื่อถอดถอนกรรมการ กกต. ได้เลย ทั้งที่เราเคยทำได้ตอนรัฐธรรมนูญปี 40 แล้วก็ 50
โอเค! สำหรับความพีคของศาลรัฐธรรมนูญ ภายใต้รัฐธรรมนูญ 60 ก็หนีไม่พ้นมาตรฐานจริยธรรม มาตรฐานที่ทำนักการเมืองพ้นตำแหน่งไปแล้ว 6 คน ในนั้นมีนายก 2 คน มาตรฐานจริยธรรมถือเป็นลักษณะต้องห้าม หมายความว่า หากรัฐมนตรี หรือว่า นักการเมืองคนใด ฝ่าฝืนอย่างร้ายแรง ก็จะต้องพ้นตำแหน่ง แล้วก็อาจจะถึงขั้นห้ามลงสมัครอีก ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ประเด็นปัญหาของมาตรฐานจริยธรรมมีหลายข้อมาก อย่างแรกคือ มาตรฐานนี้เขียนไว้กว้างสุด ๆ เช่น ถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือผลประโยชน์ส่วนตน ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ หรือว่า รู้เห็นยินยอมให้ผู้อื่น ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์ โดยที่นิยามของประโยชน์ของชาติ ประโยชน์ส่วนตน รู้เห็นยินยอม ไม่เขียนเอาไว้ ซึ่งคือ คำพูดแบบนี้ ถ้าจะตีความให้คนนึงผิด มันก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะหาเหตุผลมาประกอบเลย อย่างที่สองคือ มาตรฐานนี้ ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 60 ยังไม่มีวิธีแก้ไข หรือว่า ยกเลิกด้วยซ้ำ เพราะว่า มันไม่ได้มีสถานะเป็นพรบ. ไม่ได้มาจากการออกกฎหมายของรัฐสภา เป็นแค่กระดาษห้าหน้าที่เขียนขึ้นหลังรัฐประหาร อย่างที่สามคือ มาตรฐานนี้มีอำนาจสูงมาก คือ สามารถให้รัฐมนตรีพ้นตำแหน่งได้ ถ้านายกโดนคือ ปลิวทั้งครม. แล้วยังไม่นับว่า ศาลรัฐธรรมนูญยังวินิจฉัยให้คนบางคน ต้องเลิกเล่นการเมืองไปตลอดชีวิตยังได้
ประเด็นคือ มาตรฐานที่มีพลังอำนาจสูงขนาดนี้ ควรมาจากฝ่ายนิติบัญญัติที่ยึดโยงกับประชาชน ไม่ใช่มาตรฐานที่ฝ่ายตุลาการเขียนขึ้นมาเอง เพื่อตรวจสอบฝ่ายบริหาร เพราะว่า นั่นเท่ากับเป็นการทำลาย การถ่วงดุลทางอำนาจของสามฝ่าย การทำแบบนี้ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วก็ฝ่ายบริหารขยับตัวไม่ได้ เนื่องจากต้องมาห่วงหน้าห่วงหลังตลอดว่า จะโดนรึเปล่า อย่างสุดท้ายก็เหมือนเคส กกต. แล้วเอาจริงก็เหมือนองค์อิสระอื่นด้วย เช่น สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) นั่นก็คือ ประชาชนไม่สามารถยื่นถอดถอนใครได้เลย ถึงแม้ว่า จะมีข่าวอื้อฉาวแค่ไหนก็ตาม
โอเค! แต่ว่า ยังไม่จบ เรายังขาดจิ๊กซอว์ตัวสำคัญไปอยู่อันนึง นั่นก็คือ สว. เนื่องจาก สว. มีหน้าที่เลือกคน ที่จะมาดำรงตำแหน่งองค์อิสระทั้งหมด ดังนั้น ที่มาของ สว. อาจเรียกได้ว่า สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ สว. ชุดแรกภายใต้รัฐธรรมนูญปี 60 มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารทั้งหมด ซึ่งก็เลยไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ที่องค์กรอิสระที่ สว. ชุดนั้นเลือก จะมีพฤติกรรมอย่างที่เราบอกไป ยังไงก็ตาม สว. ชุดเก่า ที่มาจากการแต่งตั้งก็ได้หมดวาระไปแล้ว และ สว. ชุดใหม่ที่มีอยู่ ได้มาจากการเลือกแทน แต่ว่า เลือกอันนี้ไม่ใช่เลือกตั้งนะ เค้าไม่ได้ใช้คำว่า เลือกตั้งด้วยซ้ำ แต่ใช้คำว่า เลือก สว. กระบวนการเลือกนี้เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนที่สุดในโลก มีเลือกสามรอบ ไขว้กันไป ไขว้กันมา แล้วก็เป็นกระบวนการที่เอื้อให้มีการจัดตั้งและการฮั้ว ขนาดที่ว่า ในปัจจุบัน สว. ประมาณ 2 ใน 3 ของสภาตอนนี้ กำลังถูกตรวจสอบคดีฮั้วเลือก สว. อยู่ แล้วที่ยิ่งตลกไปกว่านั้นคือ คนที่มาตรวจสอบ สว. ก็คือ กกต. ซึ่ง สว. ชุดที่โดนตรวจสอบเป็นคนเลือก ถ้าเกิดไม่ใช้คำว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน ก็ไม่รู้จะใช้คำไหนแล้ว
คือ เราจะเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนทุกอย่าง ให้โยงไปโยงมา ให้ซับซ้อนที่สุด เพื่อเป็นหน้าฉากหน้าว่า เหมือนมีความยึดโยงกับประชาชน ทั้งที่ในความเป็นจริง อำนาจในการชี้เป็นชี้ตายทางการเมือง อยู่ในมือองค์กรอิสระ ที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเลยแม้แต่น้อย หลักง่าย ๆ ของประชาธิปไตย คือ ยิ่งใครมีอำนาจเยอะเท่าไหร่ ยิ่งควรมีที่มาจากประชาชน และมีความรับผิดชอบกับประชาชนที่เลือกมา
นี่ยังไม่นับเรื่องอื่นที่ประเทศประชาธิปไตยเค้าไม่ทำกัน อย่างเรื่องบัญชีแคนดิเดตนายก ที่กำหนดให้มีได้แค่สามคนต่อพรรค แล้วนายกก็ต้องมาจากพรรคที่มีเก้าอี้ ส.ส. มากกว่า 25 ที่ เรื่องนี้คือ จะทำให้ยุ่งยากทำไม ไม่มีเหตุผลอะไรเลย นอกจากทำให้เกิดความติดขัด เป็นการสร้างข้อจำกัดที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ มีแต่โทษ แทนที่จะให้นายกมาจากใครก็ได้ที่เป็น สส. เหมือนรัฐธรรมญไทยฉบับอื่น หรือเรื่องที่ทุกคนอาจจะลืมไปแล้ว อย่าง “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ที่เขียนไว้ตั้งแต่ตอนรัฐประหาร ยุทธศาสตร์นี้ หากหน่วยงานราชการไม่ทำตาม ก็อาจจะมีโทษได้ การมีอยู่ของยุทธศาสตร์ระยะยาวขนาดนี้ ที่กำหนดขึ้นมาโดยคณะรัฐประหาร เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับระบอบประชาธิไตยอย่างชัดเจน พรรคการเมืองถึงแม้ว่า จะหาเสียงอะไรไป แต่ว่า ถ้าหน่วยงานราชการไม่กล้าทำตามนโยบาย เพราะว่า กลัวผิด ประเทศเราจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงได้
เราว่า มันไม่เวอร์ไปเลยที่จะสรุปว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่เขียนขึ้นมาโดยคณะรัฐประหาร เป็นรัฐธรรมนูญที่ขวางความเป็นประชาธิปไตย ขวางความเปลี่ยนแปลง เปรียบเหมือนการกำหนดกติกาที่ยังไงประชาชนก็แพ้ ดังนั้น ประเทศไทยเรา ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบเร่งด่วน เป็นฉบับใหม่ที่ร่างขึ้นมาตั้งแต่แรก จากประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจ แล้วแค่จะแก้ก็ไม่ได้ด้วย เพราะว่า ฉบับปี 60 มันพังทั้งฉบับ พังแบบเป็นระบบ พังแบบตั้งใจให้พัง วันที่ 8 ตอนเข้าคูหา แล้วต้องกาใบลงประชามติ ไปกาใบลงประชามติให้มีรัฐธรรมนูญใหม่กันเถอะ ไปกาเห็นชอบกัน