📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ทำไมคนบางคนถึงชอบทำร้ายจิตใจเรา? เจาะลึก 4 กลไกจิตวิทยาที่เขาอาจไม่เคยบอกคุณ

เส้นทางแห่งจิตใจ31:16

Transcription

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่พอดแคสต์ของเราในวันนี้นะครับ ก่อนอื่นเลย ผมอยากให้ทุกคนลองหลับตาแล้วนึกถึงเหตุการณ์สักครั้งนึงในชีวิต ครั้งที่คุณรู้สึกว่าโลกทั้งใบมันพังลงมา เพียงเพราะคำพูดหรือการกระทำของใครบางคน ทั้งที่บางทีคุณยังไม่ได้เริ่มทำอะไรผิดเลยด้วยซ้ำ เคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไม ทำไมคนเราถึงต้องใจร้ายใส่กันขนาดนั้น ทำไมโลกนี้ถึงมีคนที่ดูเหมือนจะได้รับพลังงาน หรือความสะใจจากการที่เห็นคนอื่นเสียน้ำตา หรือเห็นคนอื่นต้องสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไป

เรื่องที่ผมจะชวนคุยในวันนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของคนนิสัยไม่ดี แต่มันคือเรื่องของกลไกทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนและน่าขนลุกครับ บางคนอาจจะบอกว่า "ก็เค้าเป็นคนแบบนั้นแหละ" หรือ "เค้าแค่ปากไว" แต่ในความเป็นจริงแล้ว ลึกลงไปในระดับจิตใต้สำนึก มันมีพายุบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจเขา แล้วเขาก็แค่เลือกจะระบายมันออกมาใส่เรา วันนี้เราจะไม่ได้มาแค่นั่งด่าคนเหล่านั้น เพื่อให้สะใจนะครับ แต่เราจะมาผ่าตัดความคิดของเขา ดูว่าอะไรคือเชื้อเพลิงที่ทำให้เขาชอบทำร้ายจิตใจคนอื่น เขาทำไปเพื่ออะไร เขามีความสุขจริงๆ หรือเปล่า หรือจริงๆ แล้วเขากำลังส่งเสียงขอความช่วยเหลือในรูปแบบที่บิดเบี้ยวที่สุดกันแน่

ผมเชื่อว่าหลายคนที่กำลังฟังอยู่ตอนนี้ อาจจะเป็นคนที่กำลังมีแผลสดๆ ร้อนๆ ในใจ คุณอาจจะพยายามหาเหตุผลให้เขา พยายามบอกตัวเองว่า "ฉันผิดเองหรือเปล่า" หรือ "ฉันยังดีไม่พอ" ใช่ไหมครับ ผมอยากจะบอกคุณตรงนี้เลยนะครับว่า "หยุดก่อนครับ" หยุดโทษตัวเองสักนาที แล้วลองมาฟังข้อมูลชุดนี้ดู เพราะบางทีเมื่อคุณเข้าใจว่าปีศาจในใจเขามันทำงานยังไง คุณจะเลิกสงสัยในคุณค่าของตัวเอง แล้วเริ่มมองเห็นความจริงที่ว่า คำพูดร้ายๆ เหล่านั้น มันไม่เคยเกี่ยวกับคุณเลย แต่มันคือขยะที่เขาถือไว้ไม่ไหวแล้ว โยนมาให้คุณต่างหาก

ตลอด 20-30 นาทีต่อจากนี้ ผมอยากให้เราค่อยๆ เดินทางไปพร้อมๆ กันนะครับ เราจะไปสำรวจตั้งแต่เรื่องของอีโก้ เรื่องของบาดแผลในวัยเด็กที่ส่งต่อมาเหมือนทายาทอสูร ไปจนถึงความบกพร่องของสารเคมีในสมองที่ทำให้คนบางคนไร้ความเห็นใจโดยสิ้นเชิง เตรียมใจให้พร้อมนะครับ เพราะบางเรื่องมันอาจจะไปสะกิดแผลเก่าของคุณ หรือบางเรื่องอาจจะทำให้คุณร้อง "อ๋อ" จนเห็นหน้าใครบางคนลอยขึ้นมาเลยก็ได้ ถ้าคุณพร้อมจะเยียวยาตัวเองด้วยความเข้าใจ และพร้อมจะสร้างเกราะป้องกันใจให้แข็งแกร่งกว่าเดิม เรามาเริ่มเจาะลึกไปพร้อมๆ กันเลยครับว่า ทำไมมนุษย์เราถึงใจร้ายได้ขนาดนี้ และเราจะอยู่เหนือเกมร้ายเหล่านี้ได้อย่างไร

**สาเหตุที่ 1: การป้องกันตัวเอง**

มาถึงสาเหตุแรกที่ผมอยากจะชวนทุกคนมาแกะรอยกันดูนะครับ เชื่อไหมครับว่าเหตุผลที่ดูใจร้ายที่สุด หลายครั้งมันกลับเริ่มต้นมาจากความรู้สึกที่อ่อนแอที่สุด นั่นก็คือการป้องกันตัวเอง หรือทางจิตวิทยาเราเรียกว่า Defense Mechanism ครับ ฟังดูย้อนแย้งใช่ไหมครับ คนที่ไล่ฟาดฟันความรู้สึกคนอื่นเนี่ยนะ กำลังป้องกันตัว? ใช่ครับ แต่มันเป็นการป้องกันตัวแบบที่บิดเบี้ยวและน่าเศร้าที่สุด

ผมอยากให้คุณลองจินตนาการถึงหมาที่กำลังบาดเจ็บครับ เวลาเราจะเข้าไปช่วย เข้าไปใกล้ๆ มันจะแยกเขี้ยวใส่เรา มันจะขู่ หรือมันอาจจะงับมือเราทันที ทำไมมันถึงทำแบบนั้น? ก็เพราะมันกลัวครับ มันกลัวว่าใครจะมาซ้ำเติมแผลของมัน มนุษย์เราก็เหมือนกันครับ คนที่ชอบพูดจาถากถาง ดูถูกคนอื่น หรือพยายามกดให้คนอื่นดูต่ำลง ลึกลงไปในใจเขา มันมีสิ่งที่เรียกว่า insecurity หรือความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยอย่างรุนแรงซ่อนอยู่ เขาอาจจะรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ ไม่ดีพอ หรือลึกๆ แล้วเขากลัวว่าถ้าเขาไม่ทำอะไรสักอย่าง คนอื่นจะมองเห็นความอ่อนแอที่เขาสะสมไว้ วิธีที่ง่ายที่สุดที่สมองของเขาคิดออกในตอนนั้น ก็คือการโจมตีก่อน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาสามารถทำให้คุณดูแย่ได้ เขาก็จะรู้สึกว่าตัวเขาเองดูเหนือขึ้นมาทันที มันเป็น "ชนะ" จอมปลอมที่น่าสงสารนะครับ

ลองนึกภาพตามผมนะครับ สมมุติในที่ทำงานมีเพื่อนร่วมงานคนนึงที่ชอบจับผิดคุณ หรือชอบพูดจาแซะผลงานของคุณต่อหน้าคนเยอะๆ ถ้าเรามองผิวเผิน เราจะโกรธใช่ไหมครับ เราจะรู้สึกว่า "เค้าเกลียดอะไรเรานักหนา" แต่ถ้าเราลองสวมแว่นตาจิตวิทยาเข้าไปดู เราอาจจะเห็น "เด็กน้อยที่กำลังตัวสั่นอยู่ข้างใน" ตัวเขาอาจจะเห็นว่าคุณมีความสามารถ เขาอาจจะกลัวว่าคุณจะโดดเด่นจนไปกลบรัศมีเขา ความอิจฉามันทำงานร่วมกับความกลัวครับ เพราะเขากลัวว่าตัวเองจะสูญเสียสถานะ หรือกลัวคนจะรู้ว่าเขาไม่ได้เก่งจริง เขาก็เลยต้องสร้างสนามพลังแห่งการทำร้ายจิตใจขึ้นมา การพูดให้คุณเสียหน้า มันทำให้เขารู้สึกว่า "โอเค ฉันยังคุมเกมอยู่ ฉันยังอยู่สูงกว่าคนนี้" นี่คือการผลักความเจ็บปวด หรือความล้มเหลวในใจตัวเองไปลงที่คนอื่น เขาไม่ได้เกลียดคุณหรอกครับ เขาแค่รับมือกับความกระจอกของตัวเองไม่ได้แล้ว

แล้วที่มันน่าเจ็บใจกว่านั้นคืออะไร รู้ไหมครับ คือคนพวกนี้เขาจะมีเรดาร์ที่ไวมาก เขาจะรู้ว่าจุดอ่อนของคุณคืออะไร เขาจะรู้ว่าต้องแทงตรงไหนให้คุณจุกที่สุด เพราะอะไร? ก็เพราะเขาก็เคยโดนแบบนั้นมาก่อนไงครับ เขาจำความรู้สึกตอนโดนทำร้ายได้แม่นยำ และเขาก็เอามันมาใช้เป็นอาวุธในการป้องกันตัวเอง มันเหมือนเป็นวงจรที่ไม่มีวันจบสิ้น ถ้าเราไม่รู้ทันเกมนี้ เราก็จะตกเป็นเหยื่อในสนามรบทางอารมณ์ที่เขาเป็นคนสร้างขึ้น

ผมอยากให้คุณลองมองเขาใหม่ ไม่ได้บอกให้ให้อภัยนะครับ แต่ให้มองด้วยความเข้าใจว่า "อ๋อ ที่เขาต้องพ่นพิษใส่เราขนาดนี้ เพราะข้างในเขามันเน่าเฟะจนเขาแบกรับไว้คนเดียวไม่ไหวแล้ว" การที่ใครบางคนพยายามจะดับแสงในตัวคุณ มันไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีแสงนะครับ แต่มันหมายความว่าแสงของคุณมันแสบตาเขา จนเขาอยู่ไม่สุข เขาเลยต้องพยายามหาอะไรมาบดบังมันไว้ การทำร้ายจิตใจคนอื่นเพื่อป้องกันตัวเอง มันคือกลไกของคนที่ไม่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ครับ เขาจัดการความโกรธ ความอิจฉา หรือความกลัวของตัวเองไม่เป็น เขาเลยต้องสาดสิ่งเหล่านั้นใส่คนรอบข้าง เหมือนเด็กที่อาละวาดเวลาไม่ดั่งใจ เพียงแต่พอมันมาในร่างผู้ใหญ่ คำพูดมันเลยคมกว่า การกระทำมันเลยรุนแรงกว่า

และที่สำคัญที่สุดครับ เขาจะไม่ไม่มีวันยอมรับหรอกครับว่าเขาทำเพราะความอ่อนแอ เขาจะสร้างเรื่องราวให้ตัวเองดูเป็นฝ่ายถูกเสมอ เขาจะบอกว่า "คุณนั่นแหละที่ทำตัวน่าโดน" หรือ "คุณนั่นแหละที่ sensitive เกินไป" ทั้งหมดนั้นก็เพื่อปกป้องอีโก้ของเขาไม่ให้แตกสลาย

ดังนั้น เมื่อไหร่ที่คุณโดนใครสักคนพยายามจะทำร้ายจิตใจ ให้คุณบอกตัวเองไว้นะครับว่า "นี่ไม่ใช่สงครามของฉัน แต่มันคือสงครามในใจเขา ที่เขากำลังแพ้อย่างยับเยิน จนต้องดึงฉันเข้าไปเป็นจำเลยรักในใจเขา" เข้าใจตรงนี้แล้ว เราจะเริ่มถอยออกมาจากวงจรนั้นได้ง่ายขึ้นครับ

**สาเหตุที่ 2: การโหยหาอำนาจและการควบคุม**

มาถึงสาเหตุที่ 2 ครับ เรื่องนี้มันจะเริ่มทวีความเข้มข้นขึ้น และอาจจะดู dark ขึ้นกว่าเรื่องแรกพอสมควรเลย นั่นคือเรื่องของการโหยหาอำนาจและการควบคุม หรือ Power and Control ครับ ถ้าสาเหตุแรกคือการป้องกันตัวเพราะความอ่อนแอ สาเหตุที่ 2 นี้มันคือเรื่องของการเสพติดครับ ใช่ครับ มีคนกลุ่มหนึ่งที่เสพติดการเห็นคนอื่นยอมสยบ เสพติดการที่เห็นคนอื่นต้อง "พี่นอกพิเทา" หรือแม้กระทั่งเสพติดการเห็นคนอื่นเสียศูนย์ เพราะน้ำมือของเขา

สำหรับคนพวกนี้ครับ อำนาจไม่ได้มาจากการทำความดี หรือความสำเร็จอย่างเดียว แต่มันมาจากการที่เขาสามารถบงการอารมณ์ ความรู้สึกของคนรอบข้างได้ คุณเคยเจอไหมครับคนที่ชอบสั่งให้คนนั้นทำอย่างนี้ หรือใช้คำพูดที่ฟังดูเหมือนหวังดี แต่จริงๆ มันคือการกดหัวเราให้รู้สึกว่าเราต้องพึ่งพาเขา หรือเราอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา นี่แหละครับคือการควบคุมที่แนบเนียนและอันตรายที่สุด

ลองนึกดูนะครับว่าในความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน เพื่อน หรือแม้แต่ในครอบครัว เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนนึงเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสำคัญ หรือรู้สึกว่าตัวเองคุมอะไรในชีวิตไม่ได้เลย จิตวิทยาด้านมืดในใจเขาจะเริ่มทำงานทันที เขาจะมองหาเป้าหมายที่ดูอ่อนโยนกว่า หรือคนที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกคนอื่นสูง แล้วเขาก็จะเริ่มใช้วิธีการที่เรียกว่า Gaslighting หรือการปั่นหัวครับ เขาจะทำให้คุณสงสัยในความเชื่อของตัวเอง เขาจะพูดให้คุณรู้สึกผิดกับเรื่องที่คุณไม่ได้ทำ จนสุดท้ายคุณจะเริ่มเสียความมั่นใจ และนั่นแหละครับคือวินาทีที่เขาได้รับอำนาจนั้นไปครอบครอง เพราะเมื่อคุณไม่มั่นใจในตัวเอง คุณก็จะหันไปหาเขา เพื่อให้เขาเป็นคนตัดสินใจแทน เขาชอบความรู้สึกแบบนั้นครับ ความรู้สึกว่า "ฉันเป็นคนกุมบังเหียนความสุข ความทุกข์ของคุณไว้ในมือ" มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้คนที่มีปมเรื่องอำนาจ รู้สึกว่าตัวเองมีตัวตนขึ้นมาครับ

ผมอยากให้มองลึกลงไปอีกนิดครับ ทำไมเขาถึงต้องทำร้ายจิตใจเรา เพื่อแลกกับอำนาจล่ะ? ทำไมไม่ใช้วิธีอื่น? คำตอบคือการทำร้ายจิตใจมันคือทางลัดที่ประหยัดพลังงานที่สุดครับ การจะทำให้คนรักหรือศรัทธา มันต้องใช้เวลา ต้องใช้ความดี ต้องใช้ความพยายาม แต่การจะทำให้คนกลัว หรือทำให้คนสูญเสียตัวตน มันใช้แค่คำพูดที่เจ็บแสบเพียงไม่กี่คำ มันคือการใช้อำนาจแบบมักง่ายครับ

เขาอาจจะเริ่มจากการวิจารณ์แบบทำลายล้าง ในจังหวะที่คุณกำลังมีความสุขที่สุด สังเกตไหมครับ เวลาที่คุณเล่าเรื่องราวดีๆ หรือเพิ่งสำเร็จอะไรมา คนกลุ่มนี้จะชอบพูดทำนองว่า "ก็ดีนะ แต่ระวังหน่อยเถอะ เดี๋ยวก็พัง" หรือ "แค่นี้เองเหรอ" ประโยคพวกนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเตือนครับ แต่มันมีไว้เพื่อดึงเบรกอารมณ์ของคุณ เพราะถ้าคุณมีความสุขเกินไป คุณจะหลุดจากการควบคุมของเขา เขาต้องการให้คุณอยู่แค่ในระดับอารมณ์ที่เขา กำหนดไว้เท่านั้น

ความน่ากลัวของการโหยหาอำนาจแบบนี้ คือมันมักจะมาในคราบของครู หรือผู้ปกครอง หรือแฟนที่แสนดี เขาจะบอกว่า "ที่ฉันพูดแทงใจดำ เพราะฉันหวังดีกับเธอที่สุดนะ" หรือ "ถ้าไม่ใช่ฉัน ใครเขาจะมาบอกความจริงที่เจ็บปวดกับเธอแบบนี้ล่ะ" นี่คือกับดักครับ เป็นการใช้คำว่า "ความรัก" และ "ความหวังดี" มาเป็นเครื่องมือในการควบคุมจิตวิญญาณของคุณ ทุกครั้งที่คุณรู้สึกเจ็บปวดจากคำพูดเหล่านั้น แล้วคุณยังเดินกลับไปหาเขา เพื่อขอคำปรึกษา หรือขอโทษเขาในสิ่งที่ คุณไม่ผิด นั่นคือเขาชนะครับ เขาได้รับอาหารอันโอชะ นั่นคือการเห็นคุณยอมสยบ

คนกลุ่มนี้มักจะมีประวัติของการเคยถูกบีบคั้น หรือเคยถูกทำให้รู้สึกไร้ค่ามาก่อนในอดีตครับ ความหิวโหยอำนาจมันเลยเหมือนหลุมดำที่ไม่มีวันเต็ม ยิ่งเขาทำร้ายคนอื่นได้มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกอิ่มเอมใจชั่วคราว "ในที่สุด ฉันก็ไม่ใช่เหยื่ออีกต่อไป แต่ฉันคือผู้กุมชะตาชีวิตคนอื่น"

แต่เพื่อนๆ ครับ ผมอยากให้เข้าใจความจริงข้อหนึ่งครับ อำนาจที่ได้มาจากการทำลายจิตใจคนอื่น มันคืออำนาจกระดาษครับ มันเปราะบางและสั่นคลอนตลอดเวลา เพราะลึกๆ เขารู้ว่าถ้าวันนึงคุณตื่นขึ้นมาแล้วเดินจากไป เขาก็จะไม่เหลืออะไรเลย เขาถึงต้องพยายามทำลายความมั่นใจของคุณให้ราบคาบ เพื่อให้คุณไม่กล้าเดินจากไปไหน

ถ้าคุณกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่รู้สึกว่า "ทำไมคนๆ นี้ถึงชอบพูดให้เราเสียใจบ่อยจัง" ให้ลองสังเกตดูครับว่าเขากำลังพยายามบงการชีวิตคุณผ่านความรู้สึกผิดหรือเปล่า ถ้าใช่ นั่นไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ความหวังดีครับ แต่มันคือความกระหายอำนาจที่เขาเอามาลงกับคุณ การรู้เท่าทันกลไกนี้ จะช่วยให้คุณเริ่มดึงสายบังเหียนชีวิตตัวเองกลับมา จำไว้นะครับว่าไม่มีใครมีอำนาจเหนือความรู้สึกเรา ถ้าเราไม่เปิดประตูอนุญาตให้เขาเข้ามา และการเป็นคนใจดีไม่ได้แปลว่าคุณต้องยอมให้ใครมาใช้ใจของคุณเป็นสนามทดลองอำนาจของเขานะครับ เราต้องเริ่มมองเห็นเกมของเขาให้ทะลุปรุโปร่ง แล้ววันหนึ่งคุณจะมองว่าคำพูดร้ายๆ เหล่านั้น มันช่างดูน่าเวทนา เพราะมันคือเสียงร้องของคนที่ขาดแคลนอำนาจในตัวเองอย่างหนัก จนต้องเที่ยวไล่ปล้นชิงเอาจากคนอื่นแบบนี้ไงครับ

**สาเหตุที่ 3: บาดแผลในอดีต**

คราวนี้เรามาดำดิ่งลงไปในส่วนที่หม่นหมองและน่าเห็นใจที่สุดในเวลาเดียวกันนะครับ นั่นคือเรื่องของบาดแผลในอดีต หรือสิ่งที่นักจิตวิทยาชอบใช้คำว่า "Hurting people hurt people" แปลง่ายๆ ตรงตัวเลยครับ คือคนที่เจ็บปวด มักจะสร้างความเจ็บปวดให้คนอื่นต่อ มันเหมือนเป็นวงจรทายาทอสูรทางอารมณ์ ที่ถูกส่งต่อกันมาเป็นทอด โดยที่บางทีเจ้าตัวเขาก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ว่าเขากำลังถือคบเพลิงที่แผดเผาใจคนรอบข้างอยู่

คุณเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมคนบางคนถึงดูเย็นชาได้ขนาดนั้น ทำไมเขาถึงพูดจาใจร้ายได้หน้าตาเฉย เหมือนหัวใจเขาทำด้วยหิน? คำตอบมักจะซ่อนอยู่ในลิ้นชักความทรงจำที่เขาพยายามปิดตายเอาไว้นั่นแหละ ลองนึกภาพเด็กคนหนึ่งที่เติบโตมาในบ้านที่เต็มไปด้วยการถากถาง บ้านที่คำชมคือสิ่งแปลกปลอม แต่คำดุ ด่า และการเปรียบเทียบคืออาหารมื้อหลัก เด็กคนนั้นเรียนรู้ว่าโลกนี้มันไม่ปลอดภัยครับ เขาเรียนรู้ว่าความอ่อนโยนคือความอ่อนแอ และวิธีเดียวที่จะมีชีวิตรอด หรือได้รับการยอมรับในสังคมแบบนั้น คือเขาต้องแข็งแกร่งกว่า ต้องปากร้ายกว่า หรือต้องทำร้ายคนอื่นก่อนที่ตัวเองจะโดนทำร้าย

พอเด็กคนนั้นโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ ร่างกายเขาโตนะครับ แต่โปรแกรมในสมองเขายังเป็นตัวเดิม เขาไม่ได้มีคลังคำศัพท์ของความรัก หรือความเห็นใจให้หยิบมาใช้ เวลาเขารู้สึกโกรธ รู้สึกกดดัน หรือแม้กระทั่งรู้สึกรักแต่ทำตัวไม่ถูก สิ่งที่มันพุ่งออกมาจากปากเขาก็คือคำพูดที่เขาเคยได้รับมานั่นแหละครับ มันคือการระบายขยะทางอารมณ์ที่เขาสะสมมาทั้งชีวิต ออกไปหาคนใกล้ตัว ที่น่าเศร้าคือบางครั้งที่เขาทำร้ายจิตใจคุณ มันคือวิธีที่เขาใช้บอกว่าเขากำลังไม่ไหว ในแบบที่บิดเบี้ยวที่สุด เขาจัดการความเจ็บปวดในใจตัวเองไม่เป็นครับ เขามีแผลเหวอะหวะที่ยังไม่ได้เย็บ แล้วเขาก็เดินไปชนคนนั้นคนนี้ จนเลือดมันเปื้อนไปหมด

คนพวกนี้เขาจะมีกลไกที่เรียกว่า Projection หรือการสะท้อนสิ่งที่ตัวเองเป็นออกไปให้คนอื่น เช่น ถ้าลึกๆ เขาเกลียดความล้มเหลวของตัวเอง เขาจะจ้องจับผิดและด่าทอความล้มเหลวของคุณอย่างรุนแรง เพราะทุกครั้งที่เขาด่าคุณ มันทำให้เขารู้สึกว่าเขาได้กำจัดส่วนที่เขาไม่ชอบในตัวเองออกไปชั่วคราว มันคือการถ่ายโอนความเกลียดชังตัวเองไปไว้กับคนอื่น เพื่อให้เขา "ยังพอมีลมหายใจอยู่ต่อได้" โดยไม่ต้องยอมรับว่า "แกนั่นแหละที่พังทลายอยู่ข้างใน"

ผมอยากให้เราลองหยุดดูตรงนี้แป๊บนึงนะครับ ผมไม่ได้พูดเรื่องนี้เพื่อให้เราต้องไปทำตัวเป็นนักสังคมสงเคราะห์ หรือต้องทนให้เขาทำร้าย เพียงเพราะ "โถ่ เค้า่น่าสงสาร เค้ามีอดีตที่แย่" ไม่ใช่นะครับ บาดแผลในอดีตไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใครมาใจร้ายใส่เรา แต่การเข้าใจสาเหตุนี้ มันมีไว้เพื่อให้เราหลุดพ้นจากความสงสัยในตัวเองครับ เวลาคุณโดนใครสักคนพูดจาทำร้ายจิตใจอย่างหนักหน่วง ให้คุณมองเห็นเงาของใครบางคนในอดีต ที่เคยทำแบบนั้นกับเขา ให้คุณเห็นว่าเขาเป็นแค่เหยื่อที่กลายร่างมาเป็นผู้กระทำ คำพูดเหล่านั้นมันไม่ได้สะท้อนความจริงของคุณ แต่มันสะท้อนประวัติศาสตร์อันขมขื่นของเขาต่างหาก

หลายครั้งครับที่คนชอบทำร้ายคนอื่น คือคนที่ร้องไห้ไม่เป็น เขาถูกสอนมาว่าห้ามอ่อนแอ ห้ามเสียน้ำตา พอความเศร้ามันสะสมจนล้น มันเลยต้องเปลี่ยนรูปพลังงานครับ จากความเศร้ากลายเป็นความโกรธ จากความอ่อนแอเปลี่ยนเป็นความก้าวร้าว การได้เห็นคุณเจ็บปวด บางครั้งมันทำให้เขารู้สึกว่ามีคนมารับรู้ความเจ็บปวด เป็นเพื่อนเขาแล้ว มันเป็นจิตวิทยาที่น่าเศร้ามากนะครับ คือเขาไม่รู้วิธีดึงคุณเข้าไปกอดเพื่อหาความสุข แต่เขารู้วิธีดึงคุณลงมาในนรกขุมเดียวกับเขา เพื่อให้เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณกำลังรับมือกับคนประเภทนี้อยู่ ให้รู้ไว้เถอะครับว่าพฤติกรรมของเขาคือ "มรดกความเจ็บปวด" ที่เขาไม่ยอมเยียวยา คุณไม่จำเป็นต้องไปเป็นหมอรักษาแผลใจให้ใคร ถ้าเขายังถือมีดวิ่งเข้าใส่คุณอยู่ สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการมองเขาด้วยความเข้าใจ แต่เว้นระยะห่าง เข้าใจว่า "อ๋อ นี่คือเสียงของเด็กที่ถูกทำร้ายในวันนั้น กำลังกรีดร้องออกมาผ่านปากผู้ใหญ่ในวันนี้" เมื่อคุณมองเห็นความจริงข้อนี้ ความโกรธที่คุณมีต่อเขาจะเริ่มเปลี่ยนเป็นความปลง และความเจ็บปวดที่คุณได้รับจะเบาบางลง เพราะคุณจะเริ่มรู้แล้วว่าคำพูดร้ายๆ นั่น มันไม่ใช่ "อาวุธ" ที่เขาสร้างมาเพื่อเข่นคุณ แต่มันคือ "สิ่งเดียว" ที่เขามีเหลืออยู่ในใจที่แตกสลายของเขาเอง รักษาใจตัวเองให้ดีนะครับ อย่ารับมรดกความเจ็บปวดนั้นมาเป็นของตัวเอง แล้วไปทำร้ายคนอื่นต่อ ให้ความใจร้ายมันจบลงที่ความเข้าใจของเราในวันนี้พอครับ

**สาเหตุที่ 4: ความบกพร่องด้านความเห็นใจ**

มาถึงสาเหตุสุดท้ายครับ ซึ่งผมต้องบอกตามตรงว่านี่คือสาเหตุที่น่ากลัวและรับมือยากที่สุดในบรรดาทุกข้อที่เราคุยกันมา นั่นคือเรื่องของความบกพร่องด้านความเห็นใจ หรือ Lack of Empathy ครับ ถ้าใน 3 ข้อแรก เรายังพอมองเห็นความเป็นมนุษย์ที่เจ็บปวด หรือมีความต้องการบางอย่างซ่อนอยู่ แต่ในสาเหตุที่ 4 นี้ เรากำลังพูดถึงสภาวะที่คนๆ หนึ่ง "ไม่มีกระจกสะท้อนความรู้สึกของคนอื่นอยู่ในใจเลย"

ลองนึกภาพตามผมนะครับ มนุษย์ปกติเวลาเราเห็นคนร้องไห้ เราจะรู้สึกจุกที่อก เวลาเราพูดอะไรแรงๆ ออกไปแล้วเห็นหน้าอีกฝ่ายเสียใจ เราจะรู้สึกผิดใช่ไหมครับ นั่นคือการทำงานของเซลล์กระจกเงาในสมอง ที่ทำให้เราเข้าใจความรู้สึกคนอื่น แต่สำหรับคนบางกลุ่ม วงจรนี้มันทำงานต่ำมาก หรืออาจจะไม่ทำงานเลยครับ เขามองเห็นความเจ็บปวดของคุณเป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์หนึ่งเท่านั้น เหมือนเขามองดูน้ำเดือด หรือมองดูฝนตก เขาเห็นว่าคุณร้องไห้ เขาเห็นว่าคุณเสียใจ แต่มันไม่เข้าถึงใจเขา

คนกลุ่มนี้มักจะมีบุคลิกภาพที่โดดเด่นในทางจิตวิทยา เช่น กลุ่ม Narcissist หรือพวกที่หลงตัวเองอย่างรุนแรง ไปจนถึงกลุ่ม Psychopath ที่มีความบกพร่องทางอารมณ์ สิ่งที่น่ากลัวคืออะไร รู้ไหมครับ คือคนพวกนี้มักจะฉลาดมาก เขาไม่ได้ทำร้ายคุณเพราะเขาคุมอารมณ์ไม่ได้เหมือนข้ออื่นนะครับ แต่เขาทำร้ายคุณเพราะเขามองว่ามันเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการไปถึงเป้าหมายของเขา ถ้าการพูดให้คุณรู้สึกผิด ทำให้เขาได้สิ่งที่ต้องการ เขาก็จะพูด ถ้าการเหยียบย่ำความมั่นใจของคุณ ทำให้เขากลายเป็นจุดสนใจในวงสนทนา เขาก็จะทำ โดยที่คืนนั้นเขาสามารถกลับไปนอนหลับปุ๋ยได้ โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจเลยแม้แต่นิดเดียวครับ

คุณเคยเจอไหมครับคนที่พอเราบอกว่า "เธอพูดแบบนี้ เราเสียใจนะ" แทนที่เขาจะขอโทษ เขา กลับมองหน้าคุณนิ่งๆ แล้วตอบกลับมาว่า "แล้วไง ก็เธอทำเองไม่ใช่เหรอ" หรือ "อย่ามาดราม่าได้ไหม รำคาญ" ประโยคพวกนี้แหละครับคือหลักฐานของความว่างเปล่าด้านความเห็นใจ เขาไม่ได้แกล้งไม่รู้นะครับ แต่เขาไม่รู้สึกจริง สำหรับเขา ความรู้สึกของคุณคือขยะ หรือภาระที่น่ารำคาญใจ

ความบกพร่องตรงนี้มันทำให้เขาใช้ชีวิตเหมือนนักล่าครับ เขามองหาจุดอ่อนของเหยื่อ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ การทำร้ายจิตใจสำหรับเขา จึงเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนการหายใจ เขาอาจจะใช้คำพูดที่ดูถูกรสนิยมของคุณ ความฝันของคุณ หรือแม้แต่ปมด้อยที่คุณเคยไว้ใจเล่าให้เขาฟัง เขาจะเอามาทำเป็นอาวุธทิ่มแทงคุณ ในวันที่คุณอ่อนแอที่สุด เพื่อให้เขารู้สึกว่าเขามีอำนาจเหนือกว่า

สิ่งที่ผมอยากจะเตือนทุกคนให้หนักที่สุดในหัวข้อนี้ ก็คือ "อย่าพยายามขอความเห็นใจจากคนที่ไม่มีมันครับ" หลายคนพลาดตรงนี้ครับ ยิ่งเขาใจร้าย เรายิ่งพยายามอธิบายว่าเราเจ็บแค่ไหน เรายิ่งพยายามร้องไห้ให้เขาเห็น เพื่อหวังว่าสักวันเขาจะตาสว่างแล้วกลับมาเห็นใจเรา ผมบอกเลยนะครับว่าในกรณีของคนกลุ่มนี้ เสียเวลาเปล่าครับ ยิ่งคุณแสดงความอ่อนแอ เขายิ่งมองว่าคุณควบคุมง่าย ยิ่งคุณร้องไห้ เขา ยิ่งรู้สึกว่าเขามีอำนาจ มันเหมือนคุณกำลังยืนพูดกับกำแพงหินนะครับ ต่อให้คุณตะโกนจนคอแตก กำแพงมันก็ไม่สะเทือน

และความอันตรายที่สุดคือ เขาจะทำให้คุณสงสัยในความเป็นมนุษย์ของตัวเอง เขาจะปั่นหัวจนคุณคิดว่าความเจ็บปวดของคุณเป็นเรื่องผิดปกติ จนคุณกลายเป็นคน sensitive เกินไป คนพวกนี้มักจะมีเสน่ห์ในตอนแรกครับ เขาจะรู้วิธีเลียนแบบความเห็นใจ เพื่อหลอกให้คุณตายใจ แต่พอถึงเวลาที่เขาต้องแลกหมัด หรือเวลาที่เขาไม่ต้องพึ่งพาคุณแล้ว หน้ากากจะหลุดออกทันที แล้วคุณจะเห็นแววตาที่ว่างเปล่า แววตาที่ไม่แคร์เลยว่าคุณจะแตกสลาย ขนาดไหน

การรับมือกับคนกลุ่มนี้มีทางเดียวครับ คือการตื่นรู้และเดินออกมาให้เร็วที่สุด คุณไม่มีวันรักษาคนบกพร่องด้านความเห็นใจ ด้วยความรักของคุณหรอกครับ เพราะความรักของคุณคือสิ่งที่เขาเอาไว้ใช้เป็นเหยื่อล่อเท่านั้น การเข้าใจว่าโลกนี้มีคนประเภทที่ใจบอดอยู่จริงๆ จะช่วยให้คุณไม่เอาหัวใจไปวางไว้ให้เขาเหยียบเล่นครับ จำไว้นะครับ ความเห็นใจผู้อื่นคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ ถ้าใครบางคนสละสิ่งนี้ทิ้งไป เพื่ออีโก้ หรือเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เขาก็เป็นแค่ร่างทรงของมนุษย์ที่ไร้หัวใจครับ อย่าเอาคำพูดของคนที่มองไม่เห็นความเจ็บปวดของคนอื่น มาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินตัวเอง คำพูดเขามันเสียงดังก็จริง แต่มันไม่มีน้ำหนัก เพราะมันไม่ได้มาจากความจริงใจ แต่มันมาจากความกลวงโบ๋ในใจเขาเอง ปกป้องตัวเองด้วยความจริงที่ว่า คุณมีค่าเกินกว่าจะขอความรักจากคนที่รักใครไม่เป็นครับ แล้วก้าวออกมาหาโลกที่มีแสงสว่าง มีความอบอุ่น และมีคนที่พร้อมจะรับฟังความรู้สึกของคุณจริงๆ ดีกว่าครับ เชื่อผมเถอะครับว่าชีวิตคุณจะเบาขึ้นเยอะ เมื่อคุณเลิกพยายามแบกความใจร้ายของคนที่ไม่มีหัวใจไว้บนบ่าของคุณเองครับ

**การเยียวยาและป้องกันตัวเอง**

เอาล่ะครับ หลังจากที่เราไปร่วมกันผ่าตัดความคิดและจิตใจของฝ่ายที่ทำร้ายเรามาจนครบทุกมิติแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาที่สำคัญที่สุดแล้วครับ นั่นคือเรื่องของเราครับ เราจะรับมือกับพายุอารมณ์พวกนี้ยังไง และที่สำคัญกว่านั้น เราจะรักษาใจที่มันถูกกรีดจนเป็นแผลเหวอะหวะนี้ให้กลับมาแข็งแรงได้ยังไง ผมอยากให้คุณสูดลมหายใจลึกๆ นะครับ ทิ้งเรื่องของเขาไปก่อน ตอนนี้ในห้องนี้ หรือในหูฟังนี้ มีแค่ผมกับคุณ เรามาคุยกันเรื่องการกู้คืนจิตวิญญาณของเรากลับมาครับ

อย่างแรกที่ผมอยากจะบอกคุณแบบหนักแน่นที่สุดเลยนะ คือการ "ขีดเส้นแบ่ง" หรือ Set Boundaries ครับ คุณต้องเข้าใจก่อนว่าใจของคุณคือบ้าน ไม่ใช่สนามสาธารณะ ที่ใครจะใส่รองเท้าเปื้อนโคลนเดินเข้ามาเหยียบย่ำยังไงก็ได้ หลายครั้งที่เรายอมให้คนอื่นทำร้ายจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเราเกรงใจ เพราะเราเป็นคนใจดี หรือเพราะเราคิดว่า "ทนๆ ไปเถอะ เดี๋ยวเขาก็หยุด" แต่ความจริงที่แสนเจ็บปวดก็คือ ถ้าคุณไม่ขีดเส้นว่า "ตรงนี้ห้ามเข้า" เขาก็จะขยับเส้นรุกรานเข้ามาเรื่อยๆ จนคุณไม่เหลือที่ว่างให้ตัวเองได้หายใจ

การเซ็ต Boundary ไม่ใช่การก้าวร้าวครับ แต่มันคือการรักตัวเองในระดับพื้นฐานที่สุด คุณต้องกล้าที่จะพูดว่า "ฉันไม่โอเคกับคำพูดแบบนี้" หรือ "ถ้าคุณยังไม่หยุดใช้อารมณ์ เราคงคุยกันต่อไม่ได้" ถ้าเขาไม่เคารพเส้นที่คุณขีด นั่นคือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงว่าคุณต้องถอยครับ ไม่ใช่ถอยเพราะแพ้ แต่ถอยเพื่อรักษาพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในใจคุณไว้

ต่อมาครับ สิ่งที่ยากที่สุด แต่ถ้าทำได้ มันจะเป็นเหมือนยาหมดเลยคือการ "Don't take it personally" ฟังดูเหมือนง่ายใช่ไหมครับ แต่ทำจริงมันโคตรยาก ใครจะไปทำเฉยได้เวลาโดนด่าว่าห่วย หรือโดนแซะเรื่องปมด้อย แต่เชื่อผมเถอะครับ ตลอดเวลาที่เราคุยกันมา 4 สาเหตุข้างต้น คุณเห็นอะไรไหมครับ ทั้งเรื่องของการป้องกันตัว อำนาจ บาดแผลเก่า หรือความใจบอด ทั้งหมดนั้นมันคือเรื่องของเขา 100% เลยครับ คำพูดที่เขาพ่นออกมา มันคือภาพสะท้อนจิตใจที่บิดเบี้ยวของเขา มันไม่ใช่กระจกเงาที่สะท้อนตัวตนของคุณ ถ้ามีคนเอาขยะมาวางหน้าบ้านคุณ แล้วคุณหยิบมันขึ้นมาถือไว้ ขยะนั้นก็จะเหม็นติดมือคุณ แต่ถ้าคุณแค่มองมัน แล้วบอกว่า "อ๋อ บ้านนั้นเค้าขยะล้นนะ เลยเอามาทิ้งมั่วซั่ว" แล้วคุณก็เดินเข้าบ้านไป ขยะนั้นก็ยังเป็นของเขาครับ มันไม่ใช่ของคุณ จำไว้ว่าคุณค่าของคุณไม่ได้ขึ้นอยู่กับปากของคนที่จัดการใจตัวเองไม่ได้ครับ

แล้วเราจะรักษาแผลใจยังไง? ผมอยากให้คุณเริ่มจากการอนุญาตให้ตัวเองเจ็บ เจ็บก่อนครับ ไม่ต้องทำเป็นเข้มแข็งตลอดเวลาหรอก การโดนทำร้ายจิตใจมันเจ็บครับ และมันโอเคที่คุณจะร้องไห้ มันโอเคที่คุณจะรู้สึกโกรธ หรือรู้สึกหมดแรง แต่อย่าขังตัวเองไว้ในความเจ็บนั้นนานเกินไปครับ ให้มองแผลนั้นเหมือนแผลถลอกครับ เราต้องล้างแผลด้วยความจริง ความจริงที่ว่า "เราดีพอ" ความจริงที่ว่า "เรามีคนที่รักเราจริงๆ" และความจริงที่ว่า "เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นกระสอบทรายทางอารมณ์ให้ใคร" ลองลองกลับไปหาความสุขเล็กๆ ที่คุณเคยทิ้งไป เพราะมัวแต่ไปแคร์คำพูดคนอื่นดูครับ ไปกินของอร่อย ไปดูหนังที่ชอบ ไปคุยกับเพื่อนที่ซัพพอร์ตใจเราจริงๆ พลังงานบวกพวกนี้แหละครับ คือยาแดงชั้นดีที่จะสมานแผลให้หายเร็วขึ้น

อีกเรื่องที่สำคัญมากคือการ Detachment หรือการวางระยะห่างทางอารมณ์ครับ ถ้าคนๆ นั้นยังต้องอยู่ในชีวิตคุณ เช่น เป็นหัวหน้า หรือคนในครอบครัว ให้ฝึกมองเขาเหมือนดินฟ้าอากาศครับ "วันนี้พายุเข้า" "วันนี้ฟ้าร้อง" "ออ วันนี้เขาองค์ลงอีกแล้วนะ" มองเขาด้วยสายตาของนักสังเกตการณ์ แทนที่จะเป็นผู้ประสบภัย เมื่อคุณเริ่มมองเขาเป็นแค่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ ความโกรธจะลดลง และความรำคาญจะเข้ามาแทนที่ ความรำคาญนี่แหละครับ คือเกราะป้องกันใจที่ดีกว่าความโกรธเยอะเลย เพราะความโกรธมันใช้พลังงาน แต่ความรำคาญมันทำให้เราอยากเดินหนีไปทำอย่างอื่นที่สร้างสรรค์กว่าครับ

เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของพอดแคสต์ในวันนี้กันแล้วนะครับ ผมอยากให้เราลองนั่งพัก ปล่อยวางทุกความหนักอึ้งที่เราแบกมาตลอดทั้งตอน ทิ้งไว้ตรงนี้ก่อน สิ่งที่เราได้ร่วมกันสำรวจมาทั้งหมด ตั้งแต่กลไกการป้องกันตัวเองที่น่าเวทนา การหิวโหยอำนาจที่ไม่มีวันเต็ม บาดแผลในอดีตที่ถูกส่งต่อเหมือนมรดกเลือด ไปจนถึงความว่างเปล่าลึกๆ ในใจของคนที่ไร้ความเห็นใจ ทั้งหมดเนี้ยเนี่ย มันช่วยให้เราเห็นภาพชัดขึ้นใช่ไหมครับว่าโลกใบนี้ มันมีทั้งความสว่างและความมืดทำงานควบคู่กันไปเสมอ และมนุษย์เราก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนเกินกว่าจะตัดสินแค่เปลือกนอก

แต่บทสรุปที่สำคัญที่สุดที่ผมอยากจะฝากไว้ให้คุณในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของการไปตัดสินว่าเขาเหล่านั้นเป็นคนเลวหรือคนไม่ดี แต่มันคือการตระหนักรู้ครับ ตระหนักว่าเราไม่ได้มีหน้าที่ไปเปลี่ยนนิสัยใคร เราไม่ได้มีหน้าที่ไปเยียวยาบาดแผลให้คน ที่ยังถืออาวุธไล่แทงคนอื่น หน้าที่เพียงอย่างเดียวของเราในฐานะมนุษย์ที่มีหัวใจ คือการรักษาแสงสว่างในใจตัวเอง ไม่ให้มัวหมองไปตามแรงกระทบข้างนอก คุณต้องจำไว้นะครับว่าคำพูดร้ายๆ หรือการทำร้ายจิตใจจากคนอื่น มันเปรียบเสมือนฝุ่นที่พัดมาตามลม ถ้าเราเปิดประตูรับมันเข้ามา ฝุ่นนั้นก็รกบ้านเรา แต่ถ้าเราปิดประตูให้ทัน หรือมองเห็นมันเป็นแค่ฝุ่นที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ใจของเราก็ยังคงสงบและงดงามเหมือนเดิม

ผมอยากให้ข้อคิดทิ้งท้ายไว้สักนิดนะครับ ในวัน ที่คุณรู้สึกว่า "ทำไมโลกนี้มันใจร้ายกับคุณจัง" ให้ลองถามตัวเองดูว่า "เรากำลังเอาคุณค่าของเพชรในมือเรา ไปให้คนตาบอดประเมินราคาอยู่หรือเปล่า" คนที่เขามองไม่เห็นความสวยงามของความเห็นใจ คนที่เขามองไม่เห็นความล้ำค่าของความอ่อนโยน เขาไม่มีวันจะให้ราคากับสิ่งที่คุณมีหรอกครับ เพราะฉะนั้น อย่าได้เสียใจไปเลยถ้าเขาจะโยนคำพูดแย่ๆ ใส่คุณ มันแค่หมายความว่าเขา "มองไม่เห็น" สิ่งที่คุณเป็นจริงๆ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การถูกทำร้ายจิตใจครับ แต่คือการที่เราปล่อยให้ความใจร้ายเหล่านั้น กลืนกินเรา จนเรากลายเป็นคนใจร้ายไปอีกคน การที่คุณยังเจ็บ การที่คุณยังเลือกที่จะมาฟังพอดแคสต์จิตวิทยา เพื่อทำความเข้าใจมนุษย์แบบนี้ มันคือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าคุณยังมีความเป็นมนุษย์ที่สูงส่ง คุณยังมีหัวใจที่อยากจะเติบโต และก้าวข้ามผ่านความมืดมิด อย่าให้ความเจ็บปวดเปลี่ยนคุณ ให้เป็นในสิ่งที่คนอื่นอยากให้เป็น จงเป็นคุณคนเดิมที่เข้มแข็งขึ้น เป็นคุณคนเดิมที่มีเกราะป้องกันใจหนาขึ้น และเป็นคุณคนเดิมที่รู้จักรักตัวเองมากพอ ที่จะไม่ยอมให้ใครมาทำลายความสงบสุขข้างในได้อีกต่อไป

สุดท้ายนี้ ผมอยากขอบคุณทุกคนจริงๆ นะครับ ที่อยู่ฟังกันมาจนจบ หวังว่าเรื่องราวที่เราคุยกันในวันนี้ จะเป็นเหมือนกอดอุ่นๆ เป็นเหมือนโล่ป้องกัน หรือเป็นเหมือนยาสมานแผล ที่ช่วยให้คุณตื่นมาพรุ่งนี้เช้า ด้วยความรู้สึกว่า "ฉันโอเค" และ "ฉันมีค่าพอที่จะมีความสุข" ถ้าคุณรู้สึกว่าเนื้อหาในตอนนี้มีประโยชน์ หรือคิดว่ามันอาจจะช่วยใครสักคนที่กำลังเจ็บปวดอยู่รอบตัวคุณได้ ฝากกดไลค์ กดติดตาม หรือคอมเมนต์ แชร์เรื่องราวการก้าวข้ามความเจ็บปวดของคุณไว้ด้านล่างนี้ด้วยนะครับ ทุกข้อความของคุณอาจจะเป็นแสงสว่างให้เพื่อนอีกหลายคนในคอมเมนต์ของเรา ได้เดินหน้าต่อ จำไว้เสมอ นะครับ ท้องฟ้าหลังพายุ มันสดใสเสมอ และใจของคุณที่ผ่านการขัดเกลาจากความเจ็บปวด มันจะส่องประกายได้งดงามยิ่งกว่าใจที่ไม่เคยผ่านอะไรมาเลย ขอบคุณที่รับฟังครับ ขอให้ทุกคนมีวันที่ใจดีกับตัวเองนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า สวัสดีครับ