Transcription
[เพลง] สวัสดีครับคุณกำลังฟัง Have a nice day กับผมนิ้วกลมสราวุธ งามสวัสดิ์นะครับ มาเริ่มต้นวันกันด้วยเรื่องดีๆ เพราะเรื่องดีๆ จะสร้างชีวิตที่ดีขึ้นได้ทุกวันนะครับ อรุณสวัสดิ์เข้าสู่เช้าวันพุธที่ 8 เดือน 7 นะครับ ต้อนรับเข้าสู่ Have a nice day กันอีกครั้งนึง ไม่ใช่สิวันอังคารนะฮะ โอเคครับ มาก็ผิดเลยนะฮะ วันอังคารที่ 8 เดือนกรกฎาคมนะครับ ก็วันนี้เราจะมาคุยกันนะครับในหัวข้อเรื่องของ สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้นะครับ จากหนังสือเล่มฮิตเลยนะครับ นั่นคือหนังสือ Let them ซึ่งก็ อ่า น่าจะเป็นหนึ่งในหนังสือขายดีในช่วงเวลานี้นะครับ แล้วก็มีผู้คนพูดถึงกันเยอะเลย วันนี้ผมขอหยิบนำมาเล่าในมุมมองของผมนะครับ แล้วก็น่าจะสอดแทรกอะไรบางอย่างเนี่ย ประกอบไประหว่างการเล่าเรื่องนะครับ เราจะพูดถึงเรื่องอะไรบ้างนะครับ ก็จะคุยกันครับว่าในโลกใบนี้เนี่ย อะไรที่ทำให้เราเนี่ยเครียด แล้วความเครียดเหล่านั้นเนี่ยก็มักจะเกิดขึ้นจากสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ใช่มั้ยครับ โดยมากก็จะเป็นผู้คนในชีวิต ตั้งแต่ในทุกๆ เรื่องเลยนะครับ ในครอบครัว ในที่ทำงาน ในสังคมนะครับ แล้วเราจะสามารถมีวิธีคิด มีวิธีกระทำแบบไหนที่จะทำให้เราเนี่ยเครียดน้อยลง หรือว่าอาจจะปลดล็อคความเครียดนี้เนี่ยทิ้งไปได้นะครับ ผมว่าผู้เขียนเขียนหนังสือได้อ่านง่ายมาก แล้วก็มีข้อปฏิบัติเนี่ยที่ชัดเจนนะฮะ เพราะฉะนั้นเนี่ยฟังแล้วก็คิดว่าน่าจะได้ อ่า วิธีการที่จะนำไปใช้ในชีวิตเนี่ยแบบเป็นรูปธรรมเลยนะครับ ก็เป็นประโยชน์แน่นอนนะครับ สำหรับ EP นี้ก็เช่นเคยครับ เข้ามาแล้วชวนกันกดไลก์ กดแชร์นะครับ กดติดตามกันไว้ได้ แล้วก็สามารถให้การสนับสนุนรายการของเรานะฮะ ได้ตามเบอร์บัญชีที่ขึ้นอยู่บนหน้าจอ หรือว่า QR code นี้ก็ได้ด้วยเช่นกันนะครับ ขอบคุณทุกการสนับสนุนเลยนะครับ วันนี้ก็ขึ้นมาอย่างหรูหรานะฮะ เพราะว่าลอง อ่า ใช้เพลงนำรายการดูบ้าง หวังว่าจะได้ยินเพลงนะครับ แต่ก็ดันพูดชื่อวันผิดไป ครับผมก็สมที่เป็นมนุษย์นะฮะ ต้องมีความผิดพลาดบ้างนะครับ แล้วก็ขอขอบคุณสปอนเซอร์ของเราด้วยนะครับ ขอบคุณ Allwell นะครับ แบรนด์จำหน่ายอุปกรณ์ดูแลสุขภาพที่มีประสบการณ์ขายในโรงพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศมามากกว่า 26 ปีนะครับ มีสินค้าหลายชนิดเลย ตั้งแต่เครื่องวัดความดัน เครื่องวัดน้ำตาล เครื่องชั่งน้ำหนัก เตียงผู้ป่วย Wheelchair นะครับ แล้วก็ล่าสุดที่นำมานำเสนอครับ ก็คือเครื่องนวดนะครับ นี่หน้าตาเป็นแบบนี้นะครับ ก็คือเครื่องนวดไฟฟ้าของ Allwell นี่ใช้อย่างงี้ครับ เป็นเกรดเครื่องมือแพทย์เลยนะฮะ ที่นวดได้ลึกถึงจุดถึงเส้นนะครับ พร้อมฟังก์ชันประคบอุ่น นวดได้ทั้งคอบ่าไหล่เอวหลังนะฮะ ลดอาการปวดตึง แก้ปัญหา Office Syndrome ได้นะครับ ใครที่กำลังมองหาเครื่องนวดนะครับ อันนี้น่าสนใจมาก ก็เดี๋ยวๆ ไปสั่งซื้อกันได้นะครับ กับ Allwell นะฮะ ผมวางก่อน โอเคครับ อ่า สั่งซื้อกันได้นะครับ ที่ Line นี้นะครับ @Line Allwell กันไปได้เลยนะครับผม
แล้วก็ขอขอบคุณสปอนเซอร์อีกรายนึงของเราด้วยนะครับ ก็คือ Metical นะครับ เรื่องชา อย่าปล่อยให้ชา COB คุณภาพจากญี่ปุ่นนะครับ มีตัวยา Mecobalamin ที่รักษาอาการชาจากปลายประสาทอักเสบนะครับ มีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไปนะครับ ก็ถ้ามีอาการชา Metical นะครับผม โอเคครับ เรามาเข้าสู่เรื่องราวของวันนี้กันนะครับ ผมหยิบเอาหนังสือเล่มปกสีเขียวเล่มนี้มาเล่าสู่กันฟัง ก็คือหนังสือที่ชื่อว่า The Let them theory นะครับ ทฤษฎีปล่อยเค้า ผู้เขียนคือ Mel Robins นะครับ ฉบับภาษาไทยแปลแปลโดยคุณเขมลักษณ์ ดีประวัติ นะครับ เป็นผู้ที่แปลหนังสือออกมาเยอะมากเลย แล้วก็แปลได้ดีมากนะครับ สำนักพิมพ์อมรินทร์ How to นะครับ ก็ขอขอบคุณสำหรับสำนักพิมพ์อมรินทร์ How to ด้วยนะครับ ที่ทำหนังสือดีๆ ออกมาเยอะเลย แล้วก็ส่งมาให้อ่านหลายเล่มด้วยเช่นกันนะครับ
เรามาเริ่มต้นเรื่องราวหนังสือเล่มนี้กันนะครับ อ่า พูดถึงภาพรวมก่อนว่าหนังสือเล่มนี้พูดถึงอะไร ผมคิดว่าเค้าพูดถึงคำ 2 คำก็คือ Let them กับ Let me อ่า มันหมายความว่าอะไรนะครับ ก็ก็คือว่าเค้าพูดว่าเรื่องราวในชีวิตของเราเนี่ย มันมี 2 องค์ประกอบด้วยกัน นั่นก็คือปัญหาที่มันเกิดขึ้นจากคนอื่น กับปัญหาที่มันเกิดขึ้นจากตัวเรานะครับ ฉะนั้นเนี่ยถ้าเราสามารถ Let them ได้ ก็คือว่าปล่อยให้คนอื่นเนี่ยเค้าเป็นไป ไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไรก็ตามนะครับ เขาจะคิดยังไงกับเราก็ตามเนี่ย ก็ปล่อยให้เขาเป็นไป ปัญหามันก็จะลดลงครึ่งนึง ทีนี้เนี่ยไอ้ส่วนปัญหาที่เกิดจากตัวเราเนี่ย ก็ Let me นะฮะ ก็คือว่าทำยังไงที่ฉันเนี่ยจะเป็นคนที่ Take action ในการที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้นจริงๆ แล้วแก่นแกนของหนังสือเนี่ยมีแค่ 2 คำนี้เนี่ยแหละครับ ก็คือว่า let them กับ let me นะฮะ เราจะมาลองดูในรายละเอียดกันครับว่าผู้เขียนเนี่ยเค้าพูดถึงเรื่องอะไรลงไปในรายละเอียดบ้างนะครับ
เค้าก็พูดถึงหนังสือเล่มเดิมของเขานั่นคือกฎ 5 วินาทีนะครับ นั่นก็คือที่ผมเคยหยิบนำมาเล่าด้วยเหมือนกันว่าหลายๆ เรื่องในชีวิตเนี่ยมันดูเป็นเรื่องที่ยากนะฮะ แล้วมันก็มีแรงเสียดทานสูง ถ้าเกิดว่าเรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำมันสักทีเนี่ย มันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็ให้ใช้วิธีการคล้ายๆ การปล่อยจรวดขององค์การ NASA นะฮะ เวลาที่เขานับถอยหลัง 5 4 3 2 1 แล้วก็ตุ้มขึ้นไปเนี่ยนะฮะ เมื่อจรวดมันอยู่บนฐานที่ตั้งแล้วเนี่ย เมื่อนับถอยหลังยังไงมันก็ต้องปล่อยตัว ก็เหมือนกันนะครับ เขาก็บอกว่าการกระทำเนี่ยมันคือจุดที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง การกระทำเนี่ยมันคือคำตอบ ฉะนั้นเนี่ยในเรื่องนี้ก็เช่นกันครับ เขาก็บอกว่าถ้าเราเนี่ยรู้สึกว่าชีวิตของเราเนี่ยเต็มไปด้วยปัญหาที่มันเกิดขึ้นจากคนอื่นนะฮะ เราก็ต้องเริ่มลงมือกระทำอะไรบางอย่าง เริ่มจากบทแรกฮะก็คือบทที่ผมหยิบเอามาตั้งเป็นชื่อ EP นะครับ หยุดเปลืองชีวิตไปกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เขาบอกว่า อ่า ปัญหาเนี่ยมันไม่ใช่ตัวเรานะฮะ แต่มันอยู่ที่พลังอำนาจที่เราเนี่ยยกไปให้คนอื่นโดยไม่รู้ตัว คือเวลาที่เราเนี่ยไปกังวลกับสิ่งที่คนอื่นคิด สิ่งที่คนอื่นเขาจะรู้สึก หรือว่ามองเรา ก็เหมือนกับว่าเราเอาอำนาจเนี่ยไปอยู่ที่เค้านะฮะ ให้เค้าเนี่ยมาตัดสินพิพากษาอะไรเราเนี่ยยังไงก็ได้ คุณทำผิดพลาดด้วยการคิดว่าถ้าพูดในสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะควรแล้วทุกคนจะพอใจ ถ้าพยายามอย่างหนักคนรักของคุณจะไม่ผิดหวัง ถ้าแสดงความเป็นมิตรมากพอเพื่อนร่วมงานอาจจะชอบคุณมากขึ้น ถ้าทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวไว้ครอบครัวคุณอาจจะเลิกตัดสินในสิ่งที่คุณเลือกนะฮะ ก็หมายความว่าเราเนี่ยเข้าใจผิดว่าถ้าฉันเนี่ย อ่า ทำตัวดีนะฮะ จริงๆดีมันดีอยู่แล้วแต่ว่า คือทำตัวตามใจตามความคาดหวังของคนอื่นเนี่ย แล้วคนอื่นเขาจะชอบเราแต่จริงๆไม่จำเป็นเสมอไป เพราะต่อให้เราปรับเปลี่ยนตัวเองยังไงเขาก็อาจจะตัดสินแล้วก็ไม่ชอบเราเนี่ยอยู่ดีนะฮะ แต่ความเป็นจริงแล้วเนี่ยคนอื่นเนี่ยไม่ได้มีอำนาจเหนือคุณอย่างแท้จริง ยกเว้นแต่ว่าคุณยอมให้เขาทำแบบนั้นนะฮะ เมื่อคุณพยายาม อ่า ควบคุมสิ่งที่ไม่ได่อยู่ใต้อำนาจการควบคุมของตัวเองเนี่ย ก็เท่ากับเรากำลังสิ้นเปลืองพลังงานของเรา แล้วก็ใช้ทรัพยากรของเรานะฮะ ในการที่จะไปพยายามบีบบังคับสิ่งที่เราบีบบังคับไม่ได้ เขาจึงบอกประเด็นสำคัญที่บอกว่าเราจึงต้องตระหนักนะฮะว่าความสุขในชีวิตของเราเนี่ย มันผูกอยู่กับการกระทำของเราเอง ไม่ว่าจะเป็น อ่า เรื่องต่างๆนะฮะที่เดี๋ยวจะมีตัวอย่างเยอะแยะเลยนะครับ แต่ว่าไอ้เจ้าพฤติกรรม ความคิดเห็น แล้วก็อารมณ์ความรู้สึกของคนอื่นเนี่ย มันเป็นเรื่องที่มันอยู่นอกเหนือไปจากอาณาเขตของเรา เพราะฉะนั้น 2 คำง่ายๆครับก็คือ let them หรือว่าปล่อยเค้านะฮะ มันสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้ ผู้เขียนเขาการันตีแบบนั้นนะครับ สิ่งที่เคยรบกวนกวนจิตใจของเราก็จะไม่รบกวนแล้วนะฮะ คนที่เราเคยรำคาญก็จะไม่น่ารำคาญ สถานการณ์ที่เคยทำให้เราเครียดก็จะสามารถสลัดทิ้งไปได้ง่าย ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันกับชาวพุทธเนี่ยอาจจะบอกว่าปล่อยวาง ถ้าเป็นชาวไทยอาจจะใช้คำว่าช่าง ผมว่าเป็นเรื่องเดียวกันนะฮะ แล้วก็แอบคิดครับว่าเอ๊ะการที่หนังสือเล่มนี้เนี่ยมันขายดีในต่างประเทศนะฮะ ที่จริงมันก็มาขายดีในประเทศเราด้วยเนี่ย ผมว่ามันเป็นเพราะว่า อ่า วัฒนธรรมตะวันตกเนี่ยมันมีความคิดถึงเรื่องของการควบคุมนะฮะ แล้วก็การที่เชื่อในตัวเองว่าฉันเนี่ยสามารถที่จะกะเกณฑ์สร้างวางแผนสิ่งต่างๆเนี่ยขึ้นมาได้ แต่ผมอ่านเนี่ยด้วยการที่เติบโตมาในสังคมไทยเนี่ยนะฮะ ผมมีความรู้สึกว่าอืมผมทำแบบนี้มาตลอด คือผมก็เติบโตมาในวัฒนธรรมที่ก็สอนผมอ่ะนะฮะว่าก็มีอะไรที่มันขัดใจ ถ้ามันทำอะไรไม่ได้ก็ต้องปล่อยวางนะฮะ เพราะฉะนั้นก็เลยรู้สึกว่าอ่านแล้วเห็นด้วยครับ แต่ส่วนตัวไม่ได้เซอร์ไพรส์ขนาดนั้น แต่ผมว่าสิ่งที่มันมีเสน่ห์เนี่ยมันอยู่ที่รายละเอียดของหนังสือ ซึ่งเค้าเจาะไปในแง่จิตวิทยาของผลเนี่ยนะครับ และทำให้เราเห็นว่าเออจริงบางทีตัวเราเนี่ยก็เป็นแบบนี้ แล้วสิ่งที่ดีไปกว่านั้นคือว่ามันทำให้เราเนี่ยเห็นคนอื่นครับว่าเออบางทีคนอื่นๆ เนี่ยเขาอาจจะมีความรู้สึกแบบนี้เนี่ยอยู่ด้วยเช่นกัน
ผู้เขียนเนี่ยเค้าบอกว่ายิ่งพูดว่าปล่อยเค้ามากขึ้นเท่าไหร่เนี่ย อ่า เค้าก็ยิ่งตระหนักนะฮะว่าสิ่งที่ตัวเองกังวลเนี่ยส่วนใหญ่เนี่ยไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปเลย แล้วก็ไม่สมควรที่จะได้รับการใส่ใจมากขนาดนั้นด้วย ไม่ใช่ทุกคนที่คู่ควรต่อการที่เราเนี่ยจะเสียพลังงานและเวลาไปให้ ซึ่งพอทำแบบนั้นได้ก็จะรู้สึกเป็นอิสระอย่างมากนะครับ เขาเขียนเขียนข้อความนี้เนี่ยไปในโซเชียลมีเดียแล้วมันก็ นะฮะเขาเขียนบอกว่าถ้าเพื่อนๆไม่ชวนคุณไปกินอาหารมื้อสายตอนสุดสัปดาห์นี้ก็ปล่อยเขาไป ถ้าคนที่คุณไม่ชอบนะฮะ ถ้าคนที่คุณชอบเนี่ยไม่สนใจที่จะคบหากับคนกับคุณจริงจังก็ปล่อยเขาไป ถ้าลูกไม่อยากตื่นไปไหนกับคุณในวันสุดสัปดาห์นี้ก็ปล่อยเขาไปนะฮะ แล้วก็มีอีกหลายอย่างเลยทีเดียว ประเด็นมันก็คือว่า อ่า ถ้าเราเนี่ยเป็นคนที่ชอบคาดคาดหวังและไปควบคุมชีวิตคนอื่น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ครับว่าบางคนเป็นนะฮะ การปล่อยเขาเนี่ยอาจจะช่วยให้คุณเองเนี่ยแหละที่จะเป็นอิสระนะฮะ แล้วคุณก็จะได้เป็นฝ่ายเลือกครับว่าคุณจะทำอย่างไรกับชีวิตของตัวเองดี ผมว่าคนที่จะโดนหนังสือเล่มนี้มากๆเลยเนี่ยคือคนที่อาจจะมีความรู้สึกว่าชีวิตนี้เนี่ยถ้ามันเป็นไปตามแผนการที่ฉันวางไว้มันจะดี แล้วถ้าเราเป็นคนแบบนั้น ซึ่งไม่ได้ผิดอะไรนะครับ ผมคิดว่าบางทีเนี่ยมันก็เป็นได้ และบางทีสิ่งนี้เนี่ยก็เกิดขึ้นจากองค์ประกอบหลายๆ อย่างในชีวิต เช่นพี่คนโตบางทีเป็นแบบนี้ นะฮะก็คือเป็นคนที่อาจจะรู้สึกครับว่าต้องดูแลคนอื่นตลอดเวลา คือเขาดูแลตั้งแต่เริ่มตั้งแต่น้องก่อนนะฮะ แล้วหลังจากนั้นก็ดูแลพ่อแม่ แล้วเขาก็จะเริ่มมีนิสัยแบบนี้เนี่ย ในการที่จะดูแลสิ่งต่างๆรอบๆตัว เพราะฉะนั้นบางทีมันปล่อยวางยาก แบบมีความรู้สึกว่าพ่อแม่ก็ต้องกินข้าวแบบที่ฉันอยากให้กินนะฮะ ลูกๆของฉันก็ควรจะเข้า่นอนในเวลาที่ฉันอยากให้นอน น้องๆของฉันก็ควรจะกลับบ้านให้ตรงเวลา ควรจะเรียนหนังสือในแบบที่ฉันคิดว่ามันดีต่อเค้า ล้วนแล้วแต่เป็นความหวังดี แต่สิ่งเหล่าเนี่ยมันก็คือการเพิ่มความเครียดให้กับตัวเราด้วยเช่นกันนะครับ เพราะว่าเราคิดว่าเราไม่สามารถปล่อยใครหรืออะไรเนี่ยไปได้เลย ถ้าเราตอกย้ำสิ่งเหล่านี้ซ้ำๆเนี่ยมันจะเริ่มเป็นนิสัยของการที่กะเกณฑ์นะครับ ถ้าเป็นหัวหน้าอาจจะเป็นหัวหน้าประเภท micro manage คือลงไป อ่า ภาษาลูกน้องอาจจะเรียกว่าจำจีจำใจก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นน่าจะเหมาะฮะหนังสือเล่มนี้เนี่ยถ้าเกิดว่าใครรู้สึกว่าเอ๊ะ ฉันเนี่ยน่าจะเข้าข่ายนี้ ผมว่าหยิบเล่มนี้ไปอ่านจะรู้สึกเหมือนกับโอ้โดนโดนๆแบบนั้นนะฮะ
ส่วนผมเป็นมนุษย์ตรงกันข้ามกับ อ่า บุคลิกแบบเมื่อกี้ที่บอกไปเลย ผมนี่ดำเนินชีวิตไปด้วยความเชื่อว่าชีวิตใครชีวิตมันนะฮะ คือคนเนี่ยมีทางเลือกของตัวเอง แล้วถ้าเขาจะเลือกไม่เหมือนผมก็ชีวิตเค้านะฮะ ไม่ว่าจะพ่อแม่พี่น้องผมเนี่ยผมก็แล้วแต่เลยครับ ใครอยากจะกินอะไรดำเนินชีวิตแบบไหนนะฮะ ก็ดูแลตัวเองกันไป เราแค่มาตัดกันแล้วก็ดูแลกันและกันในบางจุดก็พอแล้วนะฮะ เพราะฉะนั้นความคิดความเชื่ออาจจะแตกต่างกันนะฮะ เพราะฉะนั้นเนี่ยเค้าบอกว่ามนุษย์ทุกคนเนี่ยไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ อ่า มนุษย์ทุกคนเนี่ยถูกออกแบบมาฮะให้มีความต้องการที่จะควบคุม เพราะฉะนั้นเนี่ยเราก็เลยพยายามที่จะควบคุมสิ่งต่างๆรอบตัว มันเริ่มตรงนั้นก่อน อันนี้จริงใช่มั้ยครับ เพราะว่าธรรมชาติของมนุษย์เนี่ยเราไม่ชอบความไม่แน่นอน เราต้องการที่จะสร้างสถานการณ์ที่เราควบคุมได้ขึ้นมา แต่พอมันเริ่มมากขึ้นเนี่ยเราเริ่มจะไปควบคุมชีวิตคนอื่นด้วย แล้วบางทีเราไม่รู้ตัวนะฮะ
บทที่ 2 ครับ เขาพูดเรื่อง อ่า การเริ่มต้น Let them แล้วก็ Let me นะฮะ ก็ อ่า มาถึงเรื่องว่าเราจะนำไปปฏิบัติแล้วนะครับ เขาบอกว่าที่จริงแล้วเนี่ยสิ่งที่เราพยายามจะควบคุมคืออะไร นี่เป็นคำถามหลักที่จำเป็นจะต้องตอบนะฮะ เขาก็เล่าให้ฟังถึงตัวเขาเองก่อนครับว่าเขาเนี่ยเป็นคน ที่ชอบแก้ปัญหา ถ้าเกิดว่าเขาเนี่ยจัดการกับสถานการณ์ใดไม่ได้ เขาจะรู้สึกว่าทุกอย่างกำลังพังทลาย ฉะนั้นเขาจึงเข้าไปดูแลทุกสิ่งทุกอย่างในทุกเรื่องของทุกคนนะฮะ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ การงาน เพื่อน ครอบครัว รวมถึงอารมณ์ความรู้สึกของคนที่ตัวเองรัก เหมือนกับว่าถ้าคุณเศร้าฉันก็จะไม่อยากให้คุณเศร้า ถ้าคุณไม่สนุกฉันก็จะพยายามให้คุณสนุกให้ได้ มันเหมือนเป็นแบบนั้น ถ้าคุณโกรธฉันก็จะรู้สึกว่าคุณโกรธทำไม คือเหมือนกับแบกรับภารกิจเนี่ยจากผู้คนรอบๆ ตัวเนี่ยไปซะหมดเลยนะฮะ เพราะฉะนั้นคำถามก็คือว่าทำไมจึงเป็นแบบนั้น คำตอบก็คือว่าแรงกระตุ้นในการที่คนๆนึงพยายามจะควบคุมสิ่งต่างๆในชีวิตเนี่ย เกิดขึ้นจากความกลัวครับ ก็คือความกลัวตั้งแต่ว่ากลัวว่าจะไม่ได้เป็นส่วนนึงของกลุ่ม กลัวว่าคนอื่นจะไม่ชอบเรา กลัวว่าสิ่งต่างๆจะพังทลายลงถ้าเราไม่ได้กุมบังเหียนเอาไว้นะฮะ เพราะฉะนั้นความกลัวมันก็เล่นงานเราให้เราเครียดนะครับ เจนเอ๊ะเห็นเพื่อนเค้านัดกันหมดเลยถ่ายรูปมาไม่มีเราว่ะ โอ้โหอันนี้บางทีก็แป้วใช่มั้ยฮะ เอ๊ะทำไมไม่มีฉันนะ หรือเอ่อบางทีเห็นลูกๆคนอื่นเขาแบบได้รับรางวัลนู้นรางวัลนี้ใช่มั้ยฮะ หันมามองลูกตัวเองเอ๊ะลูกของฉันยังนั่งเล่นต่อเลโก้อยู่เลย ยังนั่งกดเกมอยู่เลย อืมฉันจะต้องไปควบคุมลูกซะหน่อยแล้วอะไรแบบนั้นนะฮะ เพราะฉะนั้นเขาบอกว่าในความเป็นจริงเนี่ยมันคือไม่มีการควบคุมใดเนี่ยสามารถที่จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้อย่างแท้จริงครับ เมื่อกี้เราบอกว่าเราพยายามควบคุมเพราะเรากลัว แต่หนังสือเล่มนี้เนี่ยบอกว่ายิ่งคุณควบคุมมันมากขึ้นเท่าไหร่ มันยิ่งเพิ่มความกลัว ผมว่าอันนี้จริงมาก คือพอเราพยายามจะควบคุมใช่มั้ครับ แล้วสิ่งต่างๆ ผู้คนต่างๆอาจจะยอมฮะอยู่ในการควบคุมของเรา แต่พอยิ่งเขาอยู่ในการควบคุมของเรามากขึ้นเท่าไหร่ เราก็รู้อยู่ครับว่าจริงๆเขาก็อยากจะทำอย่างอื่น อยากจะเป็นอย่างอื่น แล้วก็ไม่รู้เมื่อไหร่ครับ ว่าวันไหนที่เขาจะไม่เป็นใจเรา มันก็ยิ่งกลัวใช่มั้ยครับ ยิ่งกดดันตัวเองมากขึ้น แล้วก็ไปเข้มงวดกับคนอื่นเนี่ยมากขึ้น เพราะอะไร เพราะเราชินกับการกำหนดสถานการณ์ให้เป็นไปอย่างที่ตัวเองคิด แล้วถ้าเกิดเริ่มรู้สึกตลอดเวลาครับว่าไม่ได้ละ เริ่มมี ความดื้อเกิดขึ้น เริ่มมีสถานการณ์ที่ผันผวนเกิดขึ้น เราก็ยิ่งออกแรงมากขึ้นในการที่จะไปยึดสิ่งนั้นเนี่ยไว้ใช่มั้ฮะ มันก็จะลุกลามใหญ่โตไปว่าความกลัวที่มันเคยอยู่ในใจเราเนี่ย มันจะขยายใหญ่ขึ้นตามไปด้วยนะฮะ
คราวนี้เขาบอกว่าพลังอำนาจที่แท้จริงเนี่ยมันไม่ได้อยู่ตรงที่ว่าเราพยายามไปควบคุมคนอื่นฮะ แต่มันอยู่ตรงที่การตอบสนองของเราต่างหาก นี่ก็คือแกนของทฤษฎี let them เนี่ยนะฮะ คือเวลาที่คนอื่นเนี่ยเขาทำอะไรสักอย่างนึงที่มันไม่ตรงตามใจเรา เราอาจจะต้องยอมรับและอยู่กับตรงนั้นแล้วดูว่าเราเนี่ยจะตอบสนองต่อสิ่งนั้นยังไง ต่างหาก นี่ก็คือขั้นตอนของการ Let me ก็คือว่าให้ฉันทำอะไรดีล่ะนะฮะ ซึ่งตรงนี้เขาบอกว่าจริงๆแล้วเนี่ย นี่คือทางเลือกที่มันนำไปสู่สันติ ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นการดึงอำนาจเนี่ยกลับมาที่ตัวเอง ตรงนี้น่าสนใจนะครับ เพราะว่าเวลาที่เราบอกว่าเราพยายามควบคุมคน เราคิดว่าเราใช้ อำนาจอยู่ใช่มั้ฮะ แต่จริงๆแล้วเนี่ยอำนาจนั้นเนี่ยมันอาจจะนำไปซึ่งความสั่นไหวในใจอย่างมากก็ได้ เพราะว่าเราก็รู้ว่าลูกอาจจะไม่ได้อยากเป็นอย่างที่เราคิด พ่อแม่ไม่ได้อยากทำอย่างที่เราอยากทำ น้องนุ่ง หรือพี่เราก็ตามนะฮะ สามีภรรยาก็ด้วยนะฮะ เพื่อนในที่ทำงานก็ด้วยเหมือนกัน อ่า ฉะนั้นเนี่ยเราก็กลัวครับ แล้วจริงๆมันเป็นการที่อำนาจนั้นเนี่ยมันสั่นคลอน แต่ถ้าเกิดว่าเราบอกว่าชีวิตใครเนี่ยมันก็เป็นของเค้า เค้าก็ดำเนินเดินไปในแบบที่เขาต้องการนะฮะ แล้วเราล่ะจะทำอย่างไรเมื่อเขาดำเนินไปตามนั้น อันนี้เนี่ยเป็นการกลับมาอ้างสิทธิ์ในอำนาจของตัวเองอีกครั้ง เพราะว่าเราสามารถเลือกได้ครับ เมื่อเราควบคุมคนอื่นไม่ได้และเห็นสิ่งนี้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่เราเลือกได้คือเลือกวิธีการตอบสนองของตัวเอง เช่นพอเขาทำแบบนี้เราจะโกรธเขามั้ย พอเขาทำแบบนี้เราจะหงุดหงิด เราจะเกลียด เราจะนำไปสู่การคิดลบเนี่ยต่อไปหรือเปล่า อันนี้เป็นอำนาจของเราแล้วครับว่าเราจะเลือกยังไงนะฮะ
ทีนี้เขาบอกว่า อ่า เมื่อกี้เราพูดถึง Let them ไปแล้ว คราวนี้ Let me ให้ฉันก็คือนี่คือประโยคถัดมา ปล่อยเค้าให้เค้าคิดแบบนั้นกับฉันไปเถอะ เค้าอาจจะไม่ชอบฉันก็ได้นะฮะที่ฉัน อ่า แสดงความคิดเห็นนี้ไปนะฮะ มันเป็นไปได้เยอะแยะเลย ผมว่าไอ้หนังสือเล่มนี้มันเวิร์คตรงที่ว่าโลกทุกวันนี้เนี่ยเราเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่มันท่ามกลางสาธารณะมากขึ้นใช่มั้ครับ เพราะว่าโซเชียลมีเดียเนี่ยมันทำให้คนเนี่ยจับเราได้มากขึ้น เราแสดงความคิดเห็นไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ก็จะมีคนตัดสินเรา โพสต์รูปลงไปก็อาจจะมีคนตัดสินเรานะฮะ เราทำอะไรก็แล้วแต่เนี่ยมันก็จะมีคนตัดสินเรานะฮะ เพราะฉะนั้นคนมันก็เลยวิตกกังวลแล้วก็เครียดกันมากขึ้นในสายตาคนอื่นด้วย เพราะฉะนั้น let them ฮะก็ให้เค้าคิดอะไรยังไงก็แล้วแต่เขา ทีนี้ Let me ให้ฉันทำอะไรล่ะนะฮะ เขาบอกว่าการที่บอกว่าให้ฉันเนี่ย จริงๆผมกำลังคิดว่ามันมีคำแปลที่มันจะสาแกมากกว่าคำนี้มั้ยนะครับ อ่า อาจจะเป็นว่า อืม ฉัน ฉันจะได้มั้ยปล่อยเข้าไปแล้วฉันจะทำนะฮะ ก็คือว่าฉันเนี่ยก็จะสามารถควบคุมอะไรบางอย่างเนี่ยได้นะฮะ เช่น อ่า Let me ในการที่จะตระหนักรู้ในตัวเอง ในการที่จะมีความเมตตากรุณากับคนอื่น ในการที่จะเสริมสร้างพลังงานของตัวเองขึ้นมา ในการที่จะแสดงความรับผิดชอบบางส่วนนะฮะ ก็คือว่าไม่ว่าเขาเนี่ยจะแสดงออกมายังไง จริงๆแล้วเรามีบทบาทหน้าที่ในการที่เราจะควบคุมทั้งกาย ใจ พฤติกรรมการกระทำ คำพูดของเราเนี่ยได้ทั้งสิ้นนะฮะ
คราวนี้มาถึงบทที่ 3 นะครับ ก็คือ อ่า สาเหตุที่แท้จริงของการที่เราเนี่ยรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา ผมว่าอันนี้ น่าสนใจ เพราะว่าเราบางคนเนี่ยรู้สึกว่าตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตในแต่ละวัน ทำไมมันเหนื่อยจังเลย ผมว่าที่เราเหนื่อยเนี่ยก็เพราะว่าเราไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยตัวเองเท่านั้นใช่มั้ฮะ แต่ชีวิตของเราเนี่ยมันไปผูกโยงกับคนอื่น แล้วคนอื่นเนี่ยก็อาจจะทำในสิ่งที่มันไม่ถูกใจเรานะฮะ ทำในสิ่งที่ อ่า ดื้อกับเรานะฮะ หรือว่าไม่เป็นไปตามที่เราคิด หรือกระทั่งคำพูดคำจาของเขาก็มากระทบกับจิตใจของเรา ทำให้เราเครียดมากขึ้นนะฮะ อ่า มีคุณหมอนะฮะที่บอกว่าคน 7 ใน 10 คนเนี่ยกำลังใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะเครียดเรื้อรัง นี่เป็นตัวเลขที่สูงมากนะครับ ซึ่งมันเหมือนกับว่าเราเนี่ยถูกขังอยู่ในสภาวะของสู้หรือหนีเนี่ยอยู่ตลอดเวลา ก็คือว่าไอ้เจ้าอมิกดาในสมองของเรามันทำงานตลอดเวลา มันก็กระตุ้นความกลัวกังวลใช่มั้ฮะ สิ่งเหล่านี้เนี่ยเมื่อมันเกิดขึ้นเป็นวงจรแล้วมันก็ทำงานไม่หยุด แล้วพอมันทำงานไม่หยุดเนี่ยมันเสียสุขภาพจิตนะฮะ เพราะฉะนั้นเขาก็เลยบอกว่าถ้าคุณต้องการจะแก้ปัญหานี้ คือคุณมีความวิตกกังวลและความเครียดอยู่ในสมองและจิตใจตลอดเนี่ย จำเป็นที่จะต้องยกเลิกให้คนอื่นเนี่ยมาสร้างความเครียดที่ไม่จำเป็นให้กับคุณ เพราะนี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวแล้วมันไม่จำเป็นด้วยนะฮะ ฉะนั้นเขาบอกว่าทันทีที่คุณพูดว่า let them เนี่ย คุณกำลังส่งสัญญาณบอกสมองว่าไม่เป็นไร เพราะว่าเวลาที่เราไม่ได้ตระหนักรู้ไม่มีสติ ทุกอย่างมันรุมเรา้าใช่มั้ยครับ เราอยู่ เราเหมือนกับเราอยู่กลางท้องทุ่งที่อาจจะมีเสือมาเขมือบเราเมื่อไหร่ก็ได้ มีหมีซ่อนอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้นะฮะ มีฟ้าผ่าที่อยู่บนท้องฟ้าเนี่ย แต่มันถี่กว่านั้นมาก มันถี่กว่าโลกในยุคโบราณเนี่ยมากนะครับ เพราะฉะนั้นสมองเรามันทำงานเหมือนกับว่ามันมีเรื่องอันตรายเนี่ยพร้อมจะรุมเร้าเราอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นเขาเลยบอกว่าเราจำเป็นจะต้องกลับมาหยุดเวลานิดนึง แล้วก็บอกว่าปล่อยมัน อะไรจะเกิดขึ้นเนี่ยก็ปล่อยมันนะฮะ แล้วเราอาจจะเห็นครับว่า อ่า เรื่องเหล่านั้นเนี่ยมันไม่คุ้มค่าเลยที่จะเครียดนะฮะ เช่น อ่า การได้ไลค์น้อยกว่าคนอื่น การที่เพื่อนคนนั้นไม่มาไลค์เราอะไรแบบเนี้ยนะ คือผมคิดว่ามนุษย์ทุกวันเนี้มันมีเรื่องวิตกกังวลที่มันละเอียดมากอ่ะ มันละเอียดจริงๆอ่ะนะฮะ เหมือนกับสมัยเด็กๆของเราเราไม่ได้มานั่งวิตกกังวลหรือเครียดกับเรื่องพวกพวกเนี้ย แต่ทุกวันนี้มันดันมีเพิ่มเข้ามา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เนี่ยมันไปกระตุ้นสมองครับให้มันทำงานถี่ขึ้น เพราะฉะนั้นเบอกว่าเวลาที่ เราพูดว่า let them เนี่ยเรากำลังส่งสัญญาณไปบอกสมองครับว่าไม่เป็นไร เรื่องนี้ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น อันนี้จริงๆช่วงนี้ผมก็ฝึกเรื่องพวกนี้อยู่เยอะนะครับ บางวันเนี่ยตื่นขึ้นมาจะทำ Have a Nice Day เนี่ย แล้วมันก็มี อ่า ปัญหาอะไรบางอย่างนะฮะ เช่นไมค์ไม่ติด หรือว่าเอ่อกล้องมันช็อตไปอะไรแบบเนี้ยนะครับ ก็จะพยายามกลับมาอยู่อารมณ์หายหายใจนะครับ อันนี้ก็ตามที่ครูบาอาจารย์สอน แล้วก็จะมีความรู้สึกเลยครับว่าเออว่ะ ร่างกายมันวิตกกังวลน้อยลง มันรู้สึกสงบนิ่งมากขึ้นนะครับ แล้วก็ช้าลง ค่อยๆแก้ปัญหา ถ้ามันจัดไม่ได้ก็ไม่จัดก็ได้อะไรแบบนี้นะฮะ ซึ่ง อ่า ก็ทำแบบนี้กับหลายๆครั้งนะครับ เช่นเวลา อ่า ไปมีนัดแล้วก็โหเจอรถติดมาหันอะไรแบบนี้เนี่ย ก็ต้องกลับมาอยู่กับปัจจุบัน กลับมาอยู่กับลมหายใจ นี่เป็นสิ่งที่หนังสือเล่มนี้แนะนำเช่นกันครับว่านอกจากคุณพูดว่า let them แล้วเนี่ย ให้คุณสูดหายใจเข้าลึกๆสักครั้งนึง นี่คือวิธีการตอบสนองต่อความเครียดเนี่ยที่จะทำให้การทำงานของสมองคุณมันกลับมาสงบแล้วก็ช้าลงนะฮะ มันเป็นการดึงเอาพลังอำนาจในการควบคุมชีวิตของคุณเนี่ยกลับคืนมา ไม่งั้นเราจะตกเป็นเหยื่อของความวิตกกังวลและความเครียดไปตลอดนะฮะ
ความจริงก็คือว่าแล้วเราจะเห็นความจริงนะฮะว่าอีเมลทุกฉบับก็ยังไม่ต้องตอบกลับตอนนี้ ไอ้ข้อความในกล่องแชททั้งหลายที่เรียกร้องเราว่ายังไม่ได้อ่านฉันเลยยังไม่ได้อ่านฉันเลยเนี่ยก็ยังไม่ต้องอ่านก็ได้นะ หรือบางทีการถกเถียงกับใครสักคนเราไม่ต้องเป็นฝ่ายชนะเสมอไปก็ได้นะฮะ ยังมีอะไรอีกเยอะครับที่มันไม่ต้องเป็นแบบนั้นก็ได้นะฮะ แต่เวลาที่เราดำเนินชีวิตไปตามอัตโนมัติ เราจะมีความรู้สึกตลอดเวลาครับว่าทำไมมันไม่เป็นไปตามที่ใจฉันคิด คนอื่นเขารอฉันอยู่หรือเปล่า คนคนอื่นไม่ชอบฉันหรือเปล่านะฮะ คนอื่นเค้าตัดสินฉันหรือเปล่านะฮะ ฉันอุตส่าห์โพสต์รูปน่ารักขนาดนี้ลงไป ทำไมเพื่อนฉันมันไม่มากดไลค์ เขาอาจจะกำลังติดงานอยู่ก็ได้นะ ต่อไปนะฮะ เขาบอกว่ายิ่งคุณมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวน้อยลงเนี่ย มันแปลว่าเรากำลังใช้คำว่า Let me เนี่ยมากขึ้นแล้วเราก็กำลังควบคุมตัวเองได้มากขึ้นนะฮะ คุณหมอธนีเี่ก็ตอบก็กล่าวบอกว่าการสูดลมหายใจลึกๆเข้าไปเนี่ยได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่ามันช่วยตอบสนองต่อความเครียดของคุณได้ เราสามารถสงบลงได้ เพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าเกิดว่าเรารู้สึกว่าเราเริ่มควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ ผมคิดว่าอันดับแรกเลยเดินออกมาจากสถานการณ์นั้น ลองนั่งนิ่งๆครับ แล้วไม่ต้องทำอะไร แล้วก็ถ้าเป็นไปได้รู้ตัวทันก็สูดลมหายใจ เพราะว่ามันก็จะทำฮะทำให้ อ่า สิ่งต่างๆ ระบบต่างๆในร่างกายเนี่ยมันทำงานช้าลงนะฮะ จากนั้นเราก็อาจจะเริ่มเรียกสติเนี่ยกลับมาได้ ความเครียดเนี่ยมันจะลดลงเหมือนกับถ้าเกิดว่าเราอยู่ในโหมดของวิ่งหนีใช่มั้ครับ หรือว่าจะสู้เนี่ยไอ้ Fight of Flight เนี่ย แล้วเรากลับมาอยู่กับตอนนี้ได้ มันก็จะไม่วิ่งหนีไม่สู้ละ มันก็แค่ อยู่ตรงนั้นนะฮะ เพราะฉะนั้นเนี่ยสิ่งที่มันจำเป็นมากคือว่าเราต้องไม่จดจ่ออยู่กับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แต่นี่เป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปทำกัน คือเรามักจะไปโฟกัสครับกับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ก็เช้านี้ก็น่าจะเห็นตัวเลข 36% นะฮะ จากการประกาศของทรัมป์ออกมานั่นก็สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้นะครับ เป็นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องรู้ จำเป็นจะต้องคิดต่อจากมัน แต่อาจจะไม่จำเป็นจะต้องเครียดนะฮะ ก็ อ่า อ่า ความเครียดอาจจะเกิดขึ้นว่าเอ๊ะโอ้โหแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างนะครับ เวลาฟังข่าวสารเยอะๆเนี่ย เมื่อ อ่า วันศุกร์วันเสาร์เสาร์ที่ผ่านมานี่ผมรู้สึกว่าผมเปิดโทรศัพท์เยอะแล้วก็เห็นข่าวร้ายหลายข่าวมากก็รู้สึกจิตตกไปเหมือนกันนะครับ พอรู้สึกแบบนั้นปึ๊บเนี่ยวันตั้งแต่เสาร์บ่าย แล้วก็วันอาทิตย์เนี่ยพยายามจะคลีนตัวเอง คือหยิบโทรศัพท์ให้น้อยลงก็รู้สึกว่าเออสภาพจิตใจดีขึ้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้จะต้องวางมันลงบ้าง หรือเท่าทันมันแล้วกลับมาอยู่จดจ่อกับสิ่งที่เราควบคุมได้ ยิ่งเรากลับมาจดจ่อกับสิ่งที่เราควบคุมได้มากเท่าไหร่ เรายิ่งรู้สึกชีวิตมีพลังมากขึ้นเท่านั้นนะฮะ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าทำไมเราเหนื่อยในการตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน ลองคิดดูครับว่าถ้าเราอยากควบคุมโลกทั้งโลกเลยอ่ะ เราจะ ไม่เครียดได้ยังไง เพราะว่าเราเดินออกไปเนี่ยฮะ เราพร้อมจะเจอผู้คนที่เราควบคุมไม่ได้เลยสักคนเดียว แม่ค้าอาจจะทำช้ามากในวันนี้ อาจจะดันไปรับออเดอร์ของคนอื่นที่มาทีหลังเรานะฮะ แต่อันที่จริงก็ต้องไฟท์นะฮะ เรื่องพวก อ่า ไม่ได้หมายความว่าปล่อยทุกอย่าง แต่หมายความว่าปล่อยใจอ่ะ แต่ว่าแอคชั่นอาจจะสู้นะฮะ อ่า มีอีกเยอะเลยนะครับในที่ทำงานนะฮะ บนถนนหนทางเนี่ยมันเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเนี่ยหนังสือเล่มนี้เค้าเรียกบอกว่าขีดเส้นตรงนี้ให้ชัดๆครับว่าเรื่องนี้ฉันควบคุมไม่ได้ แล้วเรื่องอะไรที่ฉันควบคุมได้นะฮะ แทนที่จะนั่งโมโหเดือดอยู่นะฮะ ก็แค่ปล่อยให้เขาเป็นอย่างที่เขาเป็น
เขาเล่าถึงเหตุการณ์นึงซึ่งผมคิดว่าถ้าเป็นผมผมคงหงุดหงิดเหมือนกันก็คือเขาเป็นคนด้วยความที่ตัวผู้เขียนเองเนี่ยเค้าเป็นมนุษย์ที่เจ้าระเบียบอ่ะพูดง่ายๆนะฮะ เค้าขึ้นไปบนเครื่องบินครับ แล้วเขาก็เห็นว่าผู้ชายคนนึงเนี่ยไอไม่หยุดเลย แล้วไม่ยอมใส่ผ้าปิดปากเขา ซึ่งจริงๆถ้าเป็นไปได้เค้าอยากจะยื่นผ้าปิดปากให้เนี่ยนะฮะ แต่ อ่า ด้วยอะไรสักอย่างนึงเขาบอกว่าเออคนนั้นเนี่ยก็ทำให้เขาโมโหนะครับ สุดท้ายแล้วเนี่ยเขาก็ let them แล้วก็หยิบเอาเสื้อหรืออะไรบางอย่างเนี่ยมาพันมาพันพันจมูกของเขาเนี่ยเอง แล้วก็ด้วยความรำคาญไอ้เจ้าการไอ้นั้นเนี่ยเขาก็เอาหูฟังเนี่ยมายัดใส่หูไปนะฮะ อ่า ตรงนี้ผมคิดว่ามันแล้วแต่แล้วผมว่ามีบทนึงที่ผู้เขียนเขาเขียนเรื่องนี้เอาไว้ได้ดีนะครับก็คือเขาบอกว่าเขาเล่าถึงอีกเหตุการณ์หนึ่งก็คือเหตุการณ์ที่เขา อ่า พาสุนัขออกไปเดินเล่น แล้วก็มีเจ้าของน้องหมาอีกตัวนึงเนี่ยก็ไม่มีสายจูงฮะ ไอ้เจ้าหมาตัวนั้นก็วิ่งไปที่นู่นที่นี่นะครับ แต่นั่นก็ยังไม่พอฮะ อ่า ไอ้เจ้าน้องหมาตัวนั้นเนี่ยก็อึออกมา แล้วเจ้าของเนี่ยไม่เก็บอึ ซึ่งก็เอาเอาเท้าเนี่ยเขี่ยใบไม้กลบๆไว้ ซึ่งเขา อ่า ก็หงุดหงิดใจมากเลยฮะ เขาบอกว่าทางเลือกของเขาเป็นไปได้เยอะมาก 1 ก็คือเดินเข้าไปแล้วก็ยื่นถุงให้แล้วก็บอกว่าคุณช่วยเก็บอุจจาระของสุนัขคุณด้วย เพราะคุณไม่มีสิทธิ์ที่จะทำแบบนี้ในที่สาธารณะนะ ครับ 2 ก็คือว่าต่อให้คนนั้นเนี่ยเดินไปไกลแล้วเขาก็จะวิ่งตามไปแล้วก็พูดสิ่งนี้เนี่ยอยู่ดีนะฮะ 3 ก็คือในบางวันที่เขา รู้สึกว่าวันนี้ฉันเหนื่อยมามากแล้วกับชีวิตของฉันเองก็ปล่อยเขาไปเถอะ แล้วก็อาจจะถ้าเป็นพลเมืองดีพอก็คือไปเก็บอุจจาระนั้นเนี่ยด้วยตัวเองด้วยนะฮะ หรือถ้าทางเลือกที่ 4 ก็คือวันนี้เหนื่อยจัดเลยก็ปล่อยมันเถอะ ให้ใบไม้มันกลบไอ้เจ้าขี้หมากองนั้นน่ะไว้อย่างนั้นเถอะ คือตรงนี้เนี่ยมันเป็นเรื่องของการที่เขาพยายามจะจุดประเด็นว่าเวลาที่บอก let them เนี่ยมันไม่ใช่ว่าคุณไม่สู้กับอะไรเลย แต่มันอยู่ที่ว่าคุณมีทางเลือกในการที่คุณจะตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่คุณไม่ชอบ ถ้าวันไหนมีแรงก็สู้กับมันฮะ แต่ถ้าวันไหนรู้สึกว่าโอ้ก็ปล่อยมันไปเหอะก็ปล่อยได้นะฮะ แต่มันจะไม่ใช่การตอบสนองแบบอัตโนมัติอีกต่อไป เพราะว่าไม่อย่างนั้นเนี่ยเราจะเล่นบทหลายบทฮะ บางทีก็โกรธเพราะว่ามันเป็นบุคลิกเดิมของ เราใช่มั้ยครับ ถ้าเราเป็นคนขี้โมโหใครทำอะไรที่น่าหงุดหงิดใจเราก็ตอบสนองด้วยการพุ่งเข้าใส่เลยนะ หรืออีกแบบนึงคือเราอาจจะเล่นบทเหยื่อครับ เช่นเราเป็นคนไม่สู้คนน่ะ แต่จริงๆเนี่ยด่าคนอื่นในใจอยู่ตลอดใช่มั้ยฮะ โอ๊ยทำไมเป็นคนแบบนี้เนี่ยจูงหมาออกมาก็ไม่ดูแลหมาเนี่ยขี้หมามันขี้ก็ไม่เก็บขี้หมาก็บ่นกับตัวเองแบบนี้จนกระทั่งหงุดหงิด อาจจะหงุดหงิดไปลงที่ลูกก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราไม่รู้ตัวแล้วเราไม่ let them เนี่ย สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นมันจะเป็นระบบอัตโนมัติ แต่เวลาที่เราสามารถที่จะเห็นความรู้สึกของตัวเองแล้วก็สามารถ let them ได้เนี่ยเราจะมีปุ่มเลือกครับว่า แล้วเราจะเลือกตอบสนองต่อสิ่งนั้นเนี่ยยังไงดี นั่นก็คือขั้นตอนที่ 2 ก็คือ Let me นั่นเองว่าแล้วฉันล่ะจะตอบโต้กับเหตุการณ์นี้อย่างไรดีนะฮะ
คราวนี้มาถึง อ่า ประเด็นที่เบอกว่าคุณเนี่ยเป็นผู้ควบคุม ก้าวต่อไปก็คือว่าเมื่อเราเนี่ยพูดว่า Let me แล้วเนี่ยความรับผิดชอบมันจะมาอยู่ในมือเราแล้วนะฮะ เพราะฉะนั้นก็คือขออภัยครับดื่มน้ำนิดนึง ก็คือการเรียนรู้นะฮะและเลือกวิธีที่จะตอบสนองที่มันคุ้มค่ากับพลังงานและเวลาที่เราจะเสียไป แล้วก็เห็นครับว่าพิจารณาแล้วว่าการตอบสนองแบบไหนมันไม่คุ้มเลย เช่นไปด่าเค้าแล้วก็ผิดใจกันอะไรแบบนั้นนะฮะ ถ้าเราใช้การ Let me เนี่ยให้ถูกต้องมันจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา ได้เหมือนเรื่องขี้หมาเมื่อกี้นะฮะ ซึ่งพอพูดว่าเรื่องขี้หมาเนี่ยจริงๆถ้าเป็นสำนวนไทยก็คือก็ปล่อยมันไปบ้างก็ได้ คราวนี้นะฮะ เขาบอกว่าไอ้การ Let me เนี่ยคือโอกาสที่จะนำเวลาพลังงานและสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเนี่ยมาไว้ตรงศูนย์กลางชีวิตของเราอีกครั้งหนึ่ง เป็นจุดจุดที่เราเนี่ยได้เลือกว่าอะไรควรใส่ใจ อะไรเนี่ยไม่จำเป็นจะต้องใส่ใจ แล้วเราก็สามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมนะฮะว่าอะไรที่มันสำคัญสำหรับตัวเราเอง เขาก็บอกว่าตัวเขาเองเนี่ยพบว่ามันช่วยได้มากเลยในช่วงเวลาที่รู้สึกเครียด แล้วเราแค่พูดว่าปล่อยเค้าไปแล้วหยุดนิ่งสักแป๊บนึงฮะ แล้วพิจารณาครับว่าสิ่งนี้จะยังรบกวนเราอยู่ในชั่วโมงข้างหน้าหรือเปล่า อ่า ผมชอบวิธีนี้ นะฮะก็คือ อ่า ไอ้ไอ้การที่คนๆนั้นไม่เก็บขี้หมาเนี่ย อีกชั่วโมงนึงเรายังจะหงุดหงิดอยู่มั้ย ถ้าคำตอบคือหงุดหงิดนะฮะ ลองถามตอบอีกนิดนึงครับว่าอีกชั่วโมงข้างหน้ายังหงุดหงิดเรื่องนี้อยู่มั้ย อื้อหือ ถ้าหงุดหงิดนี่ผมว่าก็ต้องทำการบ้านแล้วเหมือนกันนะฮะ อ่า ถ้ายังหงุดหงิดฮะอีกเดือนนึงข้างหน้ามันยังรบกวนจิตใจฉันอยู่มั้ย ผมว่าอันนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จริงมีธรรมะอยู่ในเทคนิคนี้นะครับ เพราะว่าจริงๆแล้วทุกอย่างก็เป็นอนิจจัง อารมณ์ความรู้สึกของเราที่มันเกิดขึ้นเนี่ย แม้ว่ามันจะเข้มข้นรุนแรงแค่ไหนเนี่ยปล่อยไปอีกสักวันนึงมันก็จาง ถ้าเรื่องนั้นมันใหญ่มากคนนึงก็อาจจะจางมั้ง ถ้ามันใหญ่จัดๆเลยก็เดือนนึงก็อาจจะจาง ถ้าไม่จางเนี่ยแปลว่าเราเนี่ยอาจจะต้องทำการบ้านกับการยึดมั่นถือมั่นของเราแล้ว ถ้าเป็นหนังโฆษณาถ้าผมทำหนังโฆษณาอยู่เนี่ยผมจะทำหนังโฆษณาเป็นขี้หมาเนี่ยมาเกาะอยู่บนหัวเราเลยฮะ ว่าเราแกะขี้หมาก้อนเนี้ยไม่ออกนะฮะ แล้วมันก็จะเหม็นหึ่งเนี่ยอยู่ตลอดเวลา ผมเห็นเป็นภาพนี้นะฮะ ซึ่งจริงๆถ้าเราฉลาดพอ เราก็ควรจะขว้างขี้หมานั้นเนี่ยทิ้งไปได้แล้วนะฮะ เพราะว่าเรื่องมันจบไปแล้วนะครับ
คราวนี้บอกว่า อ่า ถ้าคุณอนุญาตให้ตัวเองใช้ชีวิตในแบบของคุณเนี่ย โดยอนุญาตให้คนอื่นคิดกับมันยังไงก็ได้ มันจะเป็นยังไง อันนี้เราตัดภาพมาถึงหัวข้อที่ว่าคนอื่นเนี่ยชอบตัดสินเราใช่มั้ยครับ เบอกเพราะว่าทุกอย่างเนี่ยจะเปลี่ยนไปอย่างมากเลยถ้าเกิดว่าคุณเนี่ยไม่ได้กังวลฮะว่าคนอื่นจะมาตัดสินเราอย่างไร อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อาจจะสำคัญในยุคโซเชียลมีเดียนะครับ เขาอธิบายในแง่ธรรมชาติให้ฟังก่อนฮะว่าโดยธรรมชาติแล้วเนี่ยมนุษย์โดยเฉลี่ยมีความคิดหลายหมื่นเรื่อง ผมอ่านหนังสือมาหลายเล่มเนี่ยไม่ตรงกันเลยสักเล่ม บางเล่มบอก 20,000 เรื่องต่อวันนะครับ บางเล่มบอก 30,000 เรื่อง หนังสือเล่มนี้ให้ 70,000 เรื่องเลยครับ 70,000 000 ความคิดต่อวัน ครับโดยส่วนใหญ่เป็นความคิดที่เราควบคุมไม่ได้นะฮะ เพราะฉะนั้นเนี่ยเป็นเรื่องที่น่าขันอย่างมากฮะ ถ้าเราเนี่ยพยายามที่จะไปกำหนดความคิดคนอื่น เพราะตัวเขาเองยังกำหนดความคิดเขาเองไม่ได้เลย เวลาที่เขาเห็นรูปที่เราลงไป เวลาเขาเห็นข้อความที่เราลงไป เวลาเขาเห็นพฤติกรรมของเรา มันก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติครับว่าเขาไม่ชอบเรา อาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราไปกังวลครับว่าคนตั้งเป็นร้อยเป็นพัน บางคนอาจจะเป็นหมื่นเนี่ยนะฮะ จะต้องมาชอบฉันน่ะ เห็นด้วยกับฉัน โอ้ โอ้โลมปฏิโลมฉัน มันก็คงเป็นความคาดหวังที่เกินจริงไปซะหน่อยนะครับ เพราะฉะนั้นเบอกว่าที่จริงเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วฮะ คนมนุษย์เนี่ยเป็นคนที่คิดลบอยู่แล้ว แล้วก็ถ้าฟังแฟนซีอยู่เรื่อยๆก็น่าจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าอย่างที่เขาบอกกันว่าเราวิวัฒนาการมากับการนินทาใช่มั้ยครับ ฉะนั้นนั้นการถูกนินทาจริงๆแล้วเป็นเรื่องปกติมาก การไม่ถูกนินทาสิเป็นเรื่องแปลกนะฮะ คนเนี่ยคิดลบอยู่ตลอด แล้วก็คิดลบกับแทบทุกคนด้วยฮะ แม้กระทั่งคนที่เรารักที่สุดเราก็ยังคิดลบกับเขาในบางเรื่องใช่มั้ยฮะ ในนี้เนี่ยเขาก็เล่าตลกๆว่าเช่นสามีของเขาตื่นนอนขึ้นมาจะตดปาดใหญ่เลย ซึ่งเขาก็จะด่าสามีตลอดทุกเช้าว่าคุณนี่เป็นคนที่น่าเกลียดมาก น่าขยะแขยงแบบเนี้ยนะฮะ แต่ที่จริงเขารักสามีเค้ามาก ผมว่าอันนี้ก็จริง คือจริงๆลูกเราพี่น้องเรานะฮะ ก็มีบางเรื่องที่เราไม่ชอบใช่มั้ฮะ แต่ถามว่าเรารักเค้ามั้ยเราก็รักเค้า เพราะฉะนั้นเขาบอกว่าเพื่อนเราบางคนอาจจะไม่ชอบเราในบางแง่มุมก็ได้ครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเกลียดเรา เขาเป็นเพื่อนเรานั่นแหละนะฮะ เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดแบบนี้ได้ เราก็จะเข้าใจครับว่าความรู้สึกของคนเรามันก็เกิดขึ้นเอง แล้วมันก็ยอมรับได้ด้วย แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะรังเกียจเราไปเสียทั้งหมดนะฮะ เมื่อคิดได้แบบนี้เราก็เป็นอิสระนะครับ แล้วก็สามารถปล่อยให้เขาเนี่ยคิดยังไงในแบบที่เขาอยากคิดก็ได้ สิ่งที่เราได้คืออะไรเราก็จะไม่กลัวใช่มั้ฮะ เราก็จะดำเนินชีวิตไปในแบบที่ฉันเนี่ยจะเป็นจริงๆแล้วโจทย์ของแต่ละคนมันเข้มข้นคนละระดับนะครับ ผมคิดว่าอันนี้ก็เข้าใจคนบางคนอาจจะไม่ได้มีโจทย์ที่เข้มข้นมาก แต่ลองคิดถึงว่าถ้าเราเนี่ยเป็นคนที่อาจจะอยากเลือก อ่า วิชาชีพหรือคณะที่เรียนเนี่ยไม่ตรงกับที่ครอบครัวอยากให้เรียนเลย อันนี้ก็ขัดแย้งกับผู้คนแล้วใช่มั้ยฮะ ถ้าเราอยากจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่มันแตกต่างจากญาติเราทั้งตระกูลเลย อันนี้ก็ไม่ง่ายนะฮะ ถ้าเราเอ่อ มีเพศสภาพหรือว่าเอ่อมีรสนิยมทางเพศที่ไม่ได้สอดคล้องกับพ่อแม่คาดหวังเรานะฮะ ก็เป็นเรื่องยากเหมือนกันจริงๆมันมีอีกเยอะมากเลยใช่ไหมครับ ถ้าเราต้องการจะไปอยู่เมืองนอกแล้วพ่อแม่ไม่ได้อยากให้อยู่ อยากจะไปอยู่ต่างจังหวัดแล้วพ่อแม่ไม่เห็นด้วย คือเรื่องพวกนี้เนี่ยมันเหนือกว่าการตัดสินละ มันคือการที่คนอื่นเขาก็คาดหวังกับเราแบบนึง ฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่ยากขึ้นนะฮะ
คราวนี้ลองมาดูว่าหนังสือเล่มนี้เขาจะตอบเรื่องพวกนี้เนี่ยยังไงนะฮะ เขาก็พูดถึงเรื่องครอบครัวก่อนว่าครอบครัวเนี่ย มักจะเป็นกลุ่มคนที่แสดงความเห็นต่อหน้าเราเนี่ยแบบไม่ได้ใส่ใจสักเท่าไหร่ถึงความรู้สึกก็คือไม่ถนอมน้ำใจกัน อันนี้เป็นเรื่องปกตินะฮะ เพราะว่าเรามักจะน่ารักกับคนนอกบ้าน แล้วก็เต็มที่เต็มที่กับชีวิตนะฮะ กับคนในบ้านเสมอนะฮะ โกรธก็โกรธจัด ด่าก็ด่ากันแรง จิกกัดกันก็แบบว่าโอ้โหเอากันเป็นแผลเหวอะหวะเลยแบบนั้นนะฮะ เพราะฉะนั้นเนี่ยจริงๆแล้วถ้าเราถอยออกมาดูในภาพกว้างเราก็จะเข้าใจนะครับ ว่าหลายครั้งหลายหนปะทะเหล่านั้นมันก็เกิดขึ้นเพราะว่าเราสนิทกัน มันก็เกิดขึ้นเนี่ยเพราะว่าเราห่วงใยกันนั่นแหละ แต่ไอ้ความห่วงใยนั้นมันอาจจะเป็นความห่วงใยที่ไม่ได้สอดคล้องกันเสมอไป เช่นแม่อาจจะบอกว่า อ่า เข้านอนได้แล้ว เลิกเล่นเกมได้แล้ว แล้วก็อาจจะทะเลาะกันกับลูกนะฮะ แต่ลูกก็ความสุขของเขาคือการเล่นเกมอะไรแบบนั้นนะฮะ ก็เพราะฉะนั้นมีสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอดเวลาในครอบครัวของเรานะฮะ เขาบอกว่าถ้าคุณเนี่ยตัดสินใจจะหย่าจากคู่สมรสของคุณ หรือคุณไม่อยากทำอะไรตามธรรมเนียมของครอบครัวอีกต่อไป ถ้าคุณอยากแต่งงานกับคนที่อยู่ นอกศาสนาของครอบครัวคุณ อยากเลือกเส้นทางอาชีพที่ไม่เหมือนใคร คุณมีความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่าง สิ่งเหล่านั้นล้วนแล้วจะเป็นคลื่นที่กระแทกไปทั่วทั้งระบบของครอบครัว เรื่องพวกนี้มันก็เลยเป็นเรื่องที่แรง ฉะนั้นหนังสือเล่มนี้ก็บอกว่าไอ้เจ้าทฤษฎี let them เนี่ยมันจะพลิกเกมนี้ได้ อันดับแรกฮะให้ทำความเข้าใจเรื่องต่างๆในมุมมองที่กว้างขวางที่สุดก่อนนะฮะ ก็คือยอมรับว่าความกลัวของคนรอบๆตัวเราเป็นเรื่องปกติธรรมดา ครอบครัวเราก็มีวิธีคิดในแบบของเขา เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดแตกต่างไปจากเค้า เค้าก็ต้องมีความสั่นไหวเป็นเรื่องปกติ เราต้องอนุญาตให้มันเกิดขึ้นฮะ ถ้าเราไม่อนุญาตให้มันเกิดขึ้น เราก็จะไม่ มีชีวิตของเราใช่มั้ฮะ เราก็จะต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความคาดหวัง หรือซ่อนไม่ว่าจะเป็นความคิด ความเชื่อ รสนิยมนะฮะของตัวเองเนี่ยเอาไว้ แล้วก็ไม่ได้เป็นตัวเองใช่มั้ฮะ ฉะนั้นอาจจะต้องยอมครับ มันไม่ใช่การแตกหัก แต่มันคือการยอมให้เขารู้สึก ครับ ผมว่าคนที่ไม่สามารถยอมได้คือคนที่ 1 ก็คืออยากได้ความรักมากๆใช่มั้ฮะ 2 ก็คือเป็นห่วงอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่นมากๆ ไม่อยากให้เขาเสียใจ ไม่อยากให้เขาค้าผิดหวังกับเรา แต่ตัวเราเองเนี่ยอาจจะกำลังทรยศกับตัวเองอยู่ก็ได้นะฮะ เพราะฉะนั้นหนังสือเล่มนี้บอกว่าคุณอาจจะต้องยอมเป็นตัวเองครับ แล้วก็ยอมให้เขารู้สึก เขาอาจจะผิดหวังก็ปล่อยให้เขาผิดหวัง เขาอาจจะโกรธก็ต้องปล่อยให้เขาโกรธฮะ แต่หลังจากนั้นต่างหากที่มันเป็นความรับผิดชอบของเราก็คือว่า แล้วจะให้ฉันทำอะไรล่ะ ถ้าเราเห็นว่าเขาผิดหวัง เราจะดูแลจิตใจเค้ายังไงได้บ้าง มันไม่ใช่การที่บอกว่าเออแม่ครับ สมมุตินะฮะแม่ครับผมเป็นเกย์แล้วแม่แบบโกรธมาก เสียใจ แต่ก็ไม่ใช่หมายความบอกว่าเอองั้นผมจะเป็นผู้ชายแท้ให้แม่ละกัน ผมว่าอันนี้ก็ไม่ใช่ทางออก แต่มันคือการที่เอ้ยผมเป็นเกย์แต่ว่าผมจะเป็นลูกที่แม่ภูมิใจได้นะฮะ ผมจะดูแลแม่ผม อ่า ถ้าแม่รู้สึกยังไงอยู่ผมก็จะประคับประคองความรู้สึกแม่ อย่างเงี้ยฮะ ผมคิดว่า อ่า อันนี้เป็นขั้นตอนที่มันน่าสนใจนะครับ คือเวลาที่เขาแบ่งขั้นตอนออกมาแบบนี้เนี่ย มันเหมือนกับ 1 ก็คือขั้นตอนแรกซื่อสัตย์กับกับสิ่งที่ตัวเองเป็น 2 ก็คือว่า อ่า แล้วฉันจะมีบทบาทหน้าที่หลังจากนั้นเนี่ยอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าเราทำได้ดีในหลายๆจุดเนี่ยได้นะฮะ เบอกว่าโดยมากเนี่ยเมื่อเราบอกว่า Let me แล้วเนี่ยมันจะดึงเอาคุณภาพที่ดีของเราออกมาครับ เช่นคุณภาพของการที่มีสติปัญญามีเมตตากรุณามีความอ่อนโยนมีความเห็นใจคนอื่นนะฮะ เพราะว่าเรายังต้องการที่จะดูแลความสัมพันธ์นั้นเนี่ยอยู่ดีนะฮะ อ่า อ่า ฉะนั้นคำถามคือว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณคนที่คุณรักเนี่ยไม่เห็นด้วยกับการใช้ชีวิตของคุณนะฮะ เขาบอกว่าอย่าพยายามไปเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาครับ ให้พวกเขามีอิสระในการที่จะคิด อันนี้ผมชอบมากแล้วผมก็เชื่อในสิ่งนี้ด้วยว่า อ่า ทุกคนมีอิสระ ฉะนั้นผมจึงควรมีอิสระ จริงๆครอบครัวผมก็เคยมีเหตุการณ์ที่แบบ เกือบจะบ้านแตกกันตอน อ่า การเมืองไทยเนี่ยมันมีความขัดแย้งกันเยอะใช่มั้ยฮะ ผมว่าทุกโต๊ะกินข้าวมันก็เกิดสิ่งเหล่านี้กันขึ้นนะฮะ แต่พอมันพอมันแบบ โอ้โหเปรี้ยงกันขึ้นมาทีนึงแล้วแล้วก็เราคุยกันอย่าง อ่า อย่างเปิดใจนะครับผมคิดว่าทุกคนก็ยอมรับได้ฮะว่าเออความคิดความเชื่อมันก็แล้วแต่ว่าใครเนี่ยจะคิดเห็นยังไง แล้วดีไม่ดีพอวันเวลาผ่านไปความคิดความเชื่อของเราหลายๆคนมันก็เบนเข้าหากันซะมากกว่าจะขัดแย้งกันด้วยซ้ำนะฮะ เพราะฉะนั้น อ่า อ่า ตอนนั้นเนี่ยผมก็ผมก็พูดประโยคคล้ายๆอย่างเงี้แหละครับว่าจริงๆ อ่า ไม่เคยที่คิดว่าคนอื่นจะต้องคิดยังไง หรือจะใช้ชีวิตยังไงเลย เพราะฉะนั้นเนี่ย อ่า ก็มีสิทธิ์ที่จะคิดแล้วก็มีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตในแบบที่ อ่า คิดว่ามันโอเคด้วยเหมือนกันนะฮะ ก็ก็คิดว่านี่คือการให้เกียรติกันและกันนะครับ แล้วก็เราก็ให้เกียรติเขาในการที่จะรู้สึกโกรธเราได้ด้วยเหมือนกัน เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เราควบคุมเขาไม่ได้นะฮะ อ่า มันมีทฤษฎีนึงครับที่เขา อ่า เรียกว่ากรอบตอบประสบการณ์นะฮะ ก็คือเขาพูดบอกว่าเวลาที่เราจะทำความเข้าใจใครสักคน เราต้องเข้าใจประสบการณ์เบื้องหลังของเขาก่อน ในนี้เนี่ยเขาเล่าว่าแม่เขาเนี่ยไม่ชอบสามีของเขาตอนที่บอกว่าจะแต่งงานกันชื่อคริสนะฮะ อ่า แม่เขาหงุดหงิดมากครับที่ผู้เขียนเนี่ยเขาเลือกสามีคนนี้ ทีนี้ตอนแรกเขาก็โกรธแม่ครับว่าทำไมไม่ร่วมแสดงความยินดีกับการที่เขาเนี่ยจะแต่งงาน แต่พอย้อนกลับไปดู background แม่เขาก็เข้าใจว่าแม่เนี่ย อ่า แต่งงานกับพ่อแล้วพ่อเนี่ยอยู่เหมือนต่างแดนนะฮะ ก็คือต่างเมืองออกไปไกลมาก แล้วต้องไปเริ่มต้นชีวิตครอบครัวกันตอนอายุ 20 ต้นๆเนี่ย โดยการที่ห่างไกลจากครอบครัวเดิมของทั้งคู่ ออกไปแล้วก็รู้สึกว่าเหงา รู้สึกไม่มีที่พึ่งพิง ฉะนั้นเนี่ยจากกรอบประสบการณ์ของคุณแม่เนี่ย แม่จะมีความรู้สึกว่าถ้าลูกแต่งกับคริสต์เนี่ยจะต้องออกไปอยู่ในอีกเมืองนึงซึ่งไกลออกไป แม่เป็นห่วงแล้วแม่ไม่อยากให้ลูกเนี่ยต้องมีประสบการณ์แบบเดียวกับแม่ก็คือว่าต้องไปอยู่ไกลๆพ่อแม่แล้วก็พึ่งพาตัวเองทั้งเหนื่อยทั้งเหงาแบบนั้นนะฮะ เมื่อมองแบบนี้จากกรอบประสบการณ์ของแม่ ตัว อ่า Mel Robins เองเนี่ยเขาก็บอกว่าเขาเข้าใจแม่มากขึ้น ผมว่าอันนี้เป็น อ่า มุมมองที่ดีนะครับ แล้วก็จริงๆแล้วเนี่ยพอเราโตขึ้นเราจะมองผู้คนด้วยมุมมองแบบนี้มากขึ้นใช่มั้ยฮะ เพราะมันมีคนที่คิดไม่เหมือนเรา มีคนที่ อ่า อาจจะเป็นห่วงเราด้วยความคาดหวังของเขา แต่ถ้าเราจะทำความเข้าใจความคาดหวังของเขา เราต้องเข้าใจกรอบประสบการณ์หรือปูมหลังของเขาก่อน พอเข้าใจว่าเขาเจออะไรมาบ้าง เราก็จะเข้าใจครับว่าทำไมเขา action ออกมาแบบนี้ แต่เมื่อเราเข้าใจแล้วก็ไม่ได้หมายความว่า เช่นตัวผู้เขียนเองเขาไม่ได้บอกว่าโอเค งั้นหนูไม่แต่งกับคริสต์ก็ไม่ใช่นะฮะ แต่ก็คือยืนยันว่าก็แต่งกับคริสต์เนี่ยแหละ แต่เข้าใจแม่นะ เข้าใจว่าทำไมแม่เป็นห่วง ผมว่าอันนี้เป็นมนุษย์เรามันอยู่ด้วยกันแบบนี้ได้ฮะ ก็คือว่าเราไม่ต้องตามใจกัน แต่เราเข้าใจกันได้นะฮะ ก็คือฉันให้เกียรติอารมณ์ความรู้สึกของคุณ แล้วก็ฉันก็รู้ด้วยว่าทำไมคุณถึงมีอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ ฉันจะอยู่ข้างๆคุณเนี่ยแหละ แต่ว่าฉันก็ขอเลือกชีวิตของฉันเองนะนะฮะ เพราะฉะนั้นนี่ก็คือหนังสือเล่มนี้บอกว่าคนที่ทำแบบนี้ได้คือคนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์สูงนะฮะ ก็คือการมองคนอื่นเนี่ยด้วยกรอบประสบการณ์ของเขา ไม่ได้ตัดสินเขาจากกรอบประสบการณ์การของตัวเอง เพราะว่าถ้าเกิดว่า Mel Robins เนี่ยตัดสินแม่ด้วยกรอบประสบการณ์ของตัวเองก็แน่นอนว่าจะต้องหงุดหงิดมากๆใช่มั้ยฮะว่า โอ๊ยแม่ไม่เข้าใจหนูเลยเนี่ย ทำไมแม่เป็นคนแบบนี้ แม่หัวโบราณจะอะไรก็แล้วแต่ ก็คือว่าด่าแม่อย่างเดียว แต่ที่จริงเฮ้ยช้าก่อนคุณเลือกแบบคุณก็ได้แล้วคุณก็ไม่ต้องด่าแม่ก็ได้นะฮะ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า อ่า ทางเลือกตรงนี้ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะฉะนั้นเนี่ยคำว่า let them เนี่ย สำหรับผมมันคือการให้เกียรติอีกฝ่ายนึงด้วยนะฮะ ไม่ใช่แปลว่าปล่อยๆไปเหอะ ไม่ใช่ฮะ มันคือการที่ฉันก็พยายามเข้าใจคุณนะ แล้วฉันก็เข้าใจตัวเองด้วย แล้วฉันก็จะดูแลความรู้สึกของคุณด้วยนะฮะ
คราวนี้เขาบอกว่า อ่า คุณต้องตัดสินใจว่าจะเลือกยอมรับคนอื่นในแบบที่พวกเขาเป็นหรือไม่ แต่ถ้าเกิดว่าคุณยอมรับไปแล้วแล้วมันไม่จบนะฮะ เขาบอกว่าคุณอาจจะต้องสร้างระยะห่างที่ คุณต้องการเนี่ยออกมาเพื่อที่คุณจะได้ แสดงออกหรือว่าได้เลือกวิถีชีวิตในแบบที่ คุณต้องการ เพราะถ้าเกิดว่าคุณไม่รักษา ระยะห่างออกมาสุดท้ายแล้วเนี่ยคุณก็อาจจะ ถูกครอบงำเนี่ยนะฮะ โดยอารมณ์ความรู้สึก หรือว่าเหมือนกับถูกแรงกระแทกจากความรู้สึก ของคนในครอบครัวหรือคนรอบตัวคุณเนี่ย ในลักษณะนั้นตลอดเวลา เพราะก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกครอบครัว หรือทุกคนที่จะเข้าใจเราในทางที่เราเลือก ใช่มั้ครับ บางคนอาจจะโกรธกันไปตลอดชีวิตก็เป็นไปได้ อันนี้มันเป็นช้อยส์ที่ต้องเลือกนะครับ ก็ผมว่าแต่ละคนเลือกไม่เหมือนกัน เอิ่ม แต่ถ้าเกิดว่าเราอยู่ในบ้านหลังนั้นอยู่ หรืออยู่ในที่ทำงานนั้น หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้น น่ะนะครับ แล้วคนๆนั้นเนี่ยกระแทกเรา เรื่องที่เราเป็นเรื่องที่เราเลือกตลอดเวลา นั่นคือคำถามแล้วครับว่าแล้วเราจะทำ อย่างไรต่อไป เพราะเราจะ let them ไปตลอดทุกวัน เพื่อให้เค้าเนี่ยกระแนะกระแหนฮะกระทบกระเทียบเราทุกวัน สำหรับผมก็คงจะไม่ใช่ มั้งนะฮะ ภารกิจจึงตรวจมาอยู่ที่คำว่า Let me อีกครั้งนึงครับว่าแล้วฉันน่ะจะทำอย่างไรครับ ถ้าเกิดว่ามันสถานการณ์เนี่ยมันเป็นแบบนั้นนะฮะ เพราะฉะนั้น อ่า เขาค้าบอกว่าคุณเนี่ยอาจจะต้องกำหนดธรรมเนียมของคุณเนี่ยขึ้นมานะฮะ แม้ว่ามันอาจจะทำให้ครอบครัวของคุณไม่พอใจ นั่นอ่ออาจจะหมายถึงการที่คุณจะต้องเป็นฝ่ายพยายาม พยายามที่จะแสดงความเข้าใจนะฮะ แม้ว่าเขาไม่ให้ความเข้าใจกลับคืนมาก็เป็นไปได้ คุณอาจจะต้องเป็นฝ่ายที่ให้ความรัก แม้เขาอาจจะไม่ได้ให้ความรักคุณกลับคืนมา คุณอาจจะต้องเป็นฝ่ายที่ให้อภัย แม้ว่าเขาจะโกรธคุณมากแค่ไหนก็ตามนะฮะ นี่มันเป็นเรื่องของการเติบโตทางจิตวิญญาณละว่า อ่า เขาไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคิดหรอก แล้วเขาก็ไม่ได้โอเคกับสิ่งที่เราเป็นด้วย แต่เราอ่ะจะทำในจุดที่เรายกยกระดับนะฮะ จิตวิญญาณ ความเมตตากรุณา ความรักของเราขึ้นมามากขึ้นได้อย่างไรนะฮะ อันนี้ก็เป็นภารกิจของการ let Let me แล้วเหมือนกัน
บทต่อไป พูดถึงผู้ใหญ่ที่อาละวาดเหมือนเด็ก นั่นก็คือว่าเขาบอกว่าพวกเราทุกคนเนี่ยเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่จริงๆ เราก็ยังมีอารมณ์เหมือนเด็กๆอยู่ ซึ่งมันอาจจะเป็นอารมณ์ของเด็กคนนั้นที่ไม่เคยมีพื้นที่ที่จะได้รับการปลดปล่อยออกมา ฉะนั้นผู้ใหญ่บางคนจึงหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า เวลาที่มันจะต้องคุยอะไรกันแบบเปิดใจกันเนี่ย อ่า นั่งลงคุยกัน เขาเลือกที่จะไม่คุย เขาหนีไป ก็เหมือนเด็กคนนึงที่วิ่งหนีพ่อแม่ บางคนปิดประตูปั้งนะฮะ ก็เหมือนเด็กคนนั้นแหละที่ไม่พอใจพ่อแม่ แล้วก็กระแทกประตูปั้งแบบนั้นนะฮะ บางคนทำเป็นเย็นชาก็เหมือนเด็กที่นั่งหุบปากเงียบ ตอนที่พ่อไม่ซื้อของเล่นให้่นะฮะ หรือบางคนทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวก็เหมือนกับเด็กที่ตั้งใจปล่อยจอย เวลาที่ ไม่พอใจพ่อแม่นะฮะ เพราะฉะนั้นเนี่ยบางคนก็อาละวาดใช่มั้ฮะ ก็เหมือนกับเด็กที่อาละวาดตั้งแต่เด็กแบบนั้นเช่นกัน สิ่งเหล่านี้หนังสือเล่มนี้เขาแนะนำว่าให้มองพฤติกรรมของผู้ใหญ่เหล่านี้ว่ามันมีเด็กคนนั้นในตัวเขาครับ แล้วเด็กคนนั้นเนี่ยยังไม่ได้รับการตอบสนองเรื่องเหล่านี้นะฮะ ฉะนั้นเราทุกคนล้วนแล้วแต่มีโอกาสที่จะเป็นแบบนี้ด้วยกันทั้งสิ้น เถามครับว่าถ้ามันมีฉากแบบนี้เกิดขึ้นเนี่ย เช่นลูกอยากได้ของเล่นที่ห้ามทรัพย์สินค้า แล้วนั่งลงตีมือตีไม้เลย โอ้ไม่เอาจะเอาอันนี้จะเอาอันนี้จะเอาอันนี้ใช่มั้ยฮะ สิ่งที่แม่ควรจะต้องทำคืออะไร คำแนะนำจากนักจิตวิทยาเนี่ยเขาบอกว่าวิธีการแก้ปัญหาคือพ่อแม่จะต้องไม่ซื้อของเล่นชิ้นนั้นให้ครับ ถ้าคิดว่ามันไม่เหมาะสม วิธีแก้ปัญหาคือเข้าไปจัดการอารมณ์ของลูกด้วยวิธีที่สงบสุขขุมและแสดงความเข้าใจ แม่เนี่ยควรย่อลงไปหาเค้าแล้วก็บอกว่าแม่เข้าใจนะลูกว่าเรื่องเนี้ยมันยากสำหรับหนู ถ้าแม่อยากได้เลโก้กล่องนั้นเนี่ยแล้วแม่ไม่ได้แม่ก็ผิดหวังเหมือนกัน แต่หนูจะไม่ได้ทุกอย่างในชีวิตหรอก บางครั้งชีวิตมันก็ไม่ยุติธรรมเหมือนกัน บางครั้งชีวิตมันก็ไม่ได้ให้ในสิ่งที่เราอยากได้เหมือนกัน สอนไปเลยฮะ แล้วก็บอกว่าแม่ก็โกรธนะ เวลาที่แม่ไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ แล้วก็ปล่อยเค้าครับ ปล่อยให้เค้าร้องไห้ ปล่อยให้เค้าโกรธ ปล่อยให้เค้าหงุดหงิดฮะ ปล่อยไปเลย แล้วเขาจะอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกนั้นได้แบบเต็มๆเลยฮะ Full HD เลย คือผมว่าอันนี้น่าสนใจแล้วเขาบอกว่าเราแต่ละคนโตมาไม่เหมือนกันครับ คนบางคนพ่อแม่บอกหยุดบอกให้หยุดนะฮะ อย่าร้องไปเลยไปกลับบ้านเลยใช่มั้ฮะ เด็กคนนั้นจะไม่ได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองออกมา แล้วเขาก็จะกลายเป็นเด็กคนนั้นที่อยู่ในร่างของผู้ใหญ่ครับ แล้วเขาก็อาจจะ อ่า ตอบสนองเนี่ยด้วยอะไรบางอย่างที่มันถูกเก็บกฎเนี่ยเอาไว้ข้างใน เพราะฉะนั้นผู้เขียนเี่เขาบอกว่าเขา สันนิษฐานครับว่าผู้ใหญ่จำนวนมากในโลกใบนี้ที่เติบโตขึ้นมาไม่ได้รู้จักอารมณ์ของตัวเอง ผมว่าอันนี้จริงสุดๆ น้อยคนมากๆครับที่จะรู้อารมณ์ของตัวเอง ฉะนั้นจริงๆบางทีเราหงุดหงิดคนบางคนเราโกรธคนบางคนเราตวาดออกมา หรือเรานิ่งเงียบไป เราปิดประตูเข้าห้อง เราไม่รู้ตัวเองครับว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเรากันแน่ เรา รู้แค่พฤติกรรม แต่สิ่งที่มันอยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งลงไปเราไม่ทราบใช่มั้ฮะ จริงๆมันก็อาจจะเกิดขึ้นจากว่าเราทำพฤติกรรมแบบนี้ หรือถูกบอกให้ทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราไม่อนุญาตไม่ถูกอนุญาตให้โกรธ ไม่ถูกอนุญาตให้แสดงความรู้สึกสึกไม่ถูกอนุญาตให้ร้องไห้ครับ เพราะฉะนั้นเราอาจจะดูเป็นคนที่เข้มแข็งมากๆเลย แต่จริงๆอาจจะเก็บกดก็ได้ เราไม่เคยร้องไห้เลยครับ แต่จริงๆสิ่งที่อยากทำที่สุดก็คือเราอยากร้องไห้ออกมาดังๆ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เนี่ยเขาบอกว่ามันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เราเนี่ยอาจจะต้องไปพึ่งพายาเสพติด วิตกกังวล ซึมเศร้า หรือมีปัญหาสุขภาพจิตเรื้อรัง เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ฮะ เราจะเห็นว่าพฤติกรรมของผู้ใหญ่รอบๆตัวมันเป็นสิ่งที่เป็น อ่า ผลลัพธ์ของอารมณ์ที่ไม่ได้รับการปลดปล่อยออกมา ฉะนั้นเมื่อมันมีอารมณ์ฮะปล่อยเค้าครับ ให้เค้าโกรธฮะ ให้เค้าร้องไห้ให้เค้าเสียใจ อย่าได้ไปสกัดกั้น อย่าได้ไปโกรธมาแล้วก็แบบโกรธกลับไป หรือว่าร้องไห้เฮ้ยอย่าไปร้องไห้ หัวเราะเค้าไว้คิดบวกเค้าไว้ อย่างเงี้ยก็ไม่ควรนะฮะ เพราะฉะนั้นนี่ก็คือทฤษฎีการปล่อยเค้าก็คือว่าประการการแรกไม่ใช่หน้าที่ของคุณที่ต้องบริหารจัดการอารมณ์ของผู้ใหญ่คนอื่น เวลาที่ใครทำเป็นไม่ยอมพูดจากับคุณปล่อยเขาไปฮะ ใครระเบิดอารมณ์ใส่ปล่อยเขาไป ใครอยากจะพูดอยากจะบ่นอะไรปล่อยเขาไป แล้วนึกภาพว่ามันมีเด็กอายุ 7-8 ขวบอยู่ในร่างนั้นฮะ ไม่ว่าเขาจะเป็นพ่อแม่เรา เขาจะเป็นสามีภรรยาเรา เขาจะเป็นเพื่อนเรา มีเด็ก 7-8 ขวบอยู่ในร่างคนนั้นฮะ แล้วอารมณ์เราจะเปลี่ยนเลยครับ เราจะเปลี่ยนจากความหงุดหงิด ความโกรธเป็นสงสารเขาแทน ผมว่านี้จริงมากๆ อ่า จริงๆผมมีมุมมองลักษณะนี้เนี่ยอยู่บ้าง แต่ผมไม่เคยเห็นภาพชัดเจนขนาดนี้ ต่อไปนี้ผมจะใช้วิธีนี้เลยว่าเวลาที่มันเกิดอะไรขึ้นสักอย่าง ที่มันแรงและเข้มข้นมากๆ ผมจะวาร์ปไปเลย เห็นว่ามีเด็กคนนึงเนี่ยอยู่ในร่างของคนตรงหน้า แล้วมันจะเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นทันทีว่าเราจะไม่เกลียด ไม่หงุดหงิด คือหงุดหงิดอาจจะหงุดหงิดแหละ แต่ไม่เกลียดเค้าอ่ะ เพราะว่าเรารู้สึกเห็นอกเห็นใจนะครับ ซึ่งสิ่งนี้เนี่ยเขาบอกว่า ฉะนั้นเมื่อคุณทำแบบนั้นได้ คุณจะได้มีช่วงเวลาในการที่ปล่อยให้เค้าเนี่ยได้เป็นในสิ่งที่เขาเป็นเอง ซึ่งมันดีต่อเขาด้วยครับ เพราะว่ามันจะทำให้เค้าได้ปลดปล่อยในสิ่งที่ตัวเค้าเป็นเนี่ยได้ออกมาบ้าง
คำถามถัดไปครับ เมื่อกี้เราพูดถึงว่าถ้าเราไปเจอคนแบบนี้เราจะทำยังไงใช่มั้ฮะ คำถามถัดไปคือเอ๊ะฟังอยู่นี่กูเลยนี่หว่า คือเอ๊ะฟังอยู่ฉันนี่นี่มันชันนะฮะ ไม่ใช่คนอื่นนี่มันคือฉันเอง แล้วมันจะทำยังไงล่ะ อันนี้เนี่ยคำแนะนำก็ดีมากฮะ ก็คือว่าเมื่อคุณรู้แล้วครับว่าคุณเป็นเด็กคนนั้น แล้วคุณรู้ว่ามันมีเด็กคนนั้นอยู่ในตัวคุณ คุณต้องปล่อยให้ไอ้เจ้าเด็กคนนั้นมันได้กรีดร้องออกมาฮะ ให้มันได้ร้องไห้ให้มันได้โกรธได้ตะโกนออกมานะครับ คือหมดเวลา กับการที่จะไปกดตัวเองไว้แล้วนะฮะ เพราะฉะนั้นเบอกว่าถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ 2 fact นะฮะ 1 ก็คืออารมณ์เป็นปฏิกิริยาทางเคมีในสมองที่เกิดขึ้นและถูกร่างกายดูดซึมภายในเวลา 6 วินาทีครับ ถ้าเราไม่สานต่อแล้วก็อารมณ์ส่วนใหญ่จะปรากฏและสลายตัวไปภายในเวลาไม่เกิน 90 วินาที ถ้าคุณไม่สืบทอดอารมณ์นั้นเนี่ยต่อไป ฉะนั้นอนุญาตให้มันเกิดครับ ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะเป็นอารมณ์อะไรก็แล้วแต่ เวลาถ้าเกิดว่าใครสักคนเนี่ยมีอารมณ์แล้วมีภาวะเหล่านี้อยู่ด้วย อารมณ์นั้นจะยิ่งเข้มข้นขึ้นก็คือหิว เหนื่อย เครียด เมา เหงา โกรธ เจ็บปวด เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่ามีใครสักคนแสดงอารมณ์กับเรารุนแรงเนี่ย สันนิษฐานไว้เลยฮะว่าเขาอาจจะอยู่ในสภาวะใดสภาวะหนึ่ง ผมนี่เป็นถ้าหิวเนี่ยอารมณ์จะเข้มข้นมาก เหนื่อยก็เป็นครับ ถ้าช่วงเวลาไหนทำงานเหนื่อยมากๆ จะมีความรู้สึกหงุดหงิดง่ายนะฮะ ซึ่งก็ต้องระวังตัวเองว่าเมื่ออยู่ในสภาวะนั้นก็อย่าเพิ่งไปเอ่ออยู่ในจุดเสี่ยงที่จะต้องไปเอ่อหงุดหงิดใครง่ายๆนะฮะ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เขาบอกว่าถ้าเรารู้ตัวครับ เราก็จะต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองเนี่ยอยู่ในสภาวะนั้นแล้วก็ไปเผชิญหน้ากับคนอื่น เพราะมันจะเกิดเหตุการณ์ที่ เราจะเสียใจในภายหลังไปพูดจาผิดหูคนอื่นเนี่ยได้นะครับ อ่า อ่า เมื่อเราได้เรียนรู้ในการที่จะปล่อยให้สิ่งต่างๆมันปรากฏขึ้น เราจะเห็นว่าผู้ใหญ่ทุกคนสามารถจัดการอารมณ์ตัวเองได้ ผมว่านี้คือการให้เกียรติแล้วนะฮะ ก็คือว่าเราเชื่อครับว่าทุกคนมีสติปัญญามากพอที่จะจัดการอารมณ์ความรู้สึกตัวเอง อันนี้ช่วยได้มาก ผมใช้ วิธีการนี้มาผมว่าไม่เกินไม่ต่ำกว่า 20 ปีแล้วนะฮะ คือไม่ว่าใครจะมีอารมณ์อะไรก็ตามปรากฏตรงหน้าผม ผมก็จะแค่นั่งอยู่ตรงนั้นกับเขาแล้วก็โอเค โกรธใส่ก็โกรธแล้วก็อยู่ด้วยกันตรงนั้นแหละนะครับ ก็รับรู้ ถ้าทำได้ดีกว่านั้นผมควรจะมีคำพูดที่รับรู้อารมณ์ความรู้สึกของเขาได้ดีกว่านั้นนะฮะ แต่เราก็จะเห็นครับว่า อ่า ไม่ว่าจะเราหรือเขาก็ตามเนี่ย ไอ้ผีบ้าและปีศาจเนี่ยมันอยู่ไม่นาน มันอยู่แป๊บเดียว เพียงแค่ให้มันได้สำแดงเดชออกมาแล้วเดี๋ยวมันก็จะค่อยค่อยกลายร่างไปแล้วก็หายไปแล้วก็กลับมาเป็นมนุษย์ปกติอีกครั้งที่คุยกันได้นะครับ
คราวนี้มาถึงข้อสุดท้ายครับ เขาตั้งชื่อว่าชีวิตมันไม่ยุติธรรม ในหัวข้อนี้เนี่ยพูดถึงเรื่องการเปรียบเทียบ เขาก็จุดประเด็นว่าเราชอบมีนิสัยเปรียบเทียบกับคนอื่น แล้วเราก็มักจะบอกว่าชีวิตมันไม่ยุติธรรม ถ้าย้อนกลับไปเรื่องเมื่อวานก็คือเรื่องโชคนะฮะ เขาบอกว่าเราอาจจะเห็นครับว่าคนบางคนเนี่ยเกิดมาด้วยต้นทุนบางอย่างที่ดีกว่า เช่นหน้าตาดีกว่า หุ่นดีกว่า การศึกษาดีกว่า อยู่ในครอบครัวที่ดีกว่า รวยกว่านะฮะ แล้วเรามองเฝ้ามองชีวิตคนเหล่านี้ด้วยการเปรียบเทียบ เขาบอกว่าถ้าเรามองแบบนี้เนี่ย เราก็จะมีความเครียดตลอดเวลา มีความไม่พึงพอใจกับตัวเองตลอดเวลา แล้วก็ไม่พึงพอใจกับชะตารมณ์ ไม่พึงพอใจกับโลก ไม่พึงพอใจกับสังคมด้วยนะฮะ เขาก็บอกว่าแน่นอนโลกนี้ไม่ยุติธรรมหรอก มันก็มีความแตกต่างแบบนี้เนี่ยเกิดขึ้นอยู่แล้ว มันเหมือนเราแจกไพ่ไปในวงอ่ะ แล้วทุกคนมันไม่ได้ไพ่ดีเหมือนกัน คนบางคนมันได้ไพ่ดีกว่าคนอื่น อันนี้เป็นเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ แต่เซียนไพ่เนี่ย มักจะบอกว่าไอ้ไพ่ที่ได้มา มันคือไพ่ที่เราได้มาแล้วสำคัญที่ว่าเราจะเล่นมันยังไงต่างหาก อืม เพราะฉะนั้นหนังสือเล่มนี้ก็เลยบอกว่าให้นำเอาการเปรียบเทียบเนี่ยนะฮะ Let them ฮะก็คือ เค้าสวยกว่า Let them ใช่ก็เค้าก็สวยกว่าจริงอ่ะ เค้าหล่อกว่า เออว่ะก็จริง เค้ามีการศึกษาสูงกว่า เออ็จริงว่ะ แล้วทีนี้พอปล่อยเขาไปแล้วอ่ะครับ เราไม่เอาเขามาเป็นเกณฑ์แล้ว ตรงนี้เนี่ยความเครียดมันจะลดลงใช่มั้ยฮะ มันจะกลับมาจดจ่อกับสิ่งที่ เราควบคุมได้ก็คือ Let me แล้วฉันล่ะจะ ทำยังไง เพราะฉะนั้นมันก็เป็นคำกล่าวคลาสสิคใช่มั้ฮะว่าถ้าเราแปลงความอิจฉาให้กลายเป็นบทเรียนได้ เราจะใช้เขาเป็นครูได้ ไอ้เจ้าคนที่เราอิจฉาทั้งหลายเนี่ยเป็นครูเรา คือดูว่าแล้วเค้าทำยังไงถึงเก่ง เออแล้วเค้า อ่า มีวิธีการใช้ชีวิตยังไงเค้าถึงมีความสุขให้เราอิจฉาเขาถึงทำได้สำเร็จอะไรแบบนั้นนะครับ สิ่งเหล่านี้เนี่ยก็จะเป็น let me แล้วฮะว่าแล้วฉันจะทำอย่างไรดี แล้วชีวิตฉันเนี่ยมันจึงจะค่อยๆคืบไปข้างหน้าได้ เปลี่ยนความอิจฉาให้เป็นบานประตูแง้มสู่อนาคตของตัวเองนะฮะ เพราะฉะนั้นเมื่อเรา let them คือปล่อยให้เขาเป็นในแบบที่เขาเป็น เราอาจจะได้เป็นเพื่อนเค้าก็ได้นะฮะ เพราะว่าเราไม่ได้อิจฉาเค้าแล้ว เราก็จะดึงเอาศักยภาพของเขา ดีไม่ดีได้บทเรียนจากเค้าได้คำแนะนำจากเขาด้วยเนี่ยมาใช้ในการ Let me ในการที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองให้มันดีขึ้น แล้วก็รับผิดชอบชีวิตตัวเองด้วยการสร้างมันขึ้นมา หนังสือเล่มนี้เนี่ยปิดท้ายบทนี้บอกว่าแล้วดีไม่ดีในวันนึงคุณอาจจะตื่นขึ้นมาแล้วก็งงก็ได้ว่าคุณกำลังมีชีวิตในแบบที่คุณเคยอิจฉาคนอื่นมาก่อนนะครับ
เพราะฉะนั้นวันนี้เล่าหลายเรื่องเลยทีเดียวนะครับ แต่ผมคิดว่าโดยขมวดแล้วเนี่ยมันก็คือการที่ตอบสนองต่อความเครียดของชีวิตที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะว่าเราไม่รู้ตัวใช่มั้ครับ แล้วเราก็อยู่ในวงจรของสมองที่มันทำงานด้วยความเครียด ความกลัว ความวิตกกังวลตลอดเวลานั่นก็เพราะว่าเราพยายามจะไปควบคุมโลก ควบคุมคนอื่นให้เป็นไปอย่างที่เราคิด ให้เป็นไปอย่างที่เรากะเกณฑ์และคาดหวัง แต่เส้นแบ่งตรงนี้ถ้าเราสามารถขีดได้ว่าอะไรที่เราควบคุมไม่ได้ อะไรที่เราควบคุมได้ อะไรที่ควบคุมไม่ได้ Let them อะไรที่ควบคุมได้ Let me นะฮะ Let me do something นะก็ อ่า ทำอะไรขึ้นมาสักอย่าง ว่าฉันเนี่ยจะทำอะไรได้บ้างนะครับ ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ ก็แล้วก็อย่าลืมว่ามองเด็ก 8 ขวบในตัวเองและในคนอื่นด้วยนะฮะ ก็เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ ลองคอมเมนต์กันเข้ามาว่าฟังแล้วเป็นยังไง ถ้าชอบอย่าลืมช่วยกันกดไลก์ กดแชร์ กดติดตามช่องกันไว้นะครับ จากหนังสือเล่มนี้นะฮะ The Let them theory นะครับ ทฤษฎีปล่อยเค้า โดย Mil Robins นะฮะ ถ้าใครชอบ ก็ไปซื้อหามาอ่านกันนะครับ ฉบับภาษาไทยแปลโดยคุณเขมลักษณ์ ดีประวัติ สำนักพิมพ์อมรินทร์ How to นะครับ ขอบคุณสำนักพิมพ์ด้วยนะ ครับผม โอเคครับ ก็ให้คะแนนความพึงพอใจเข้ามาได้นะครับ 5 4 3 2 1 0 นะครับ แล้วก็ขอขอบคุณสปอนเซอร์ของเราด้วยนะฮะ เรื่องชาอย่าปล่อยให้ชา COB คุณภาพจากญี่ปุ่นนะครับ มีตัวยา Mecobalamin ช่วยรักษาอาการชาจากปลายประสาทอักเสบนะครับ มีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไปนะครับ ก็ไปซื้อหา กันได้นะครับ แล้วก็ขอขอบคุณ Allwell ด้วยนะ ครับ แบรนด์จำหน่ายอุปกรณ์ดูแลสุขภาพที่มีประสบการณ์ขายในโรงพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศมานานกว่า 26 ปีนะครับ มีสินค้ามากมายหลายชนิด ตั้งแต่เครื่องวัดความดัน เครื่องวัดน้ำตาล เครื่องชั่งน้ำหนักนะฮะ เตียงผู้ป่วย Wheelchair นะครับ แล้วก็ล่าสุด เครื่องนวดนะฮะ เครื่องนวดไฟฟ้าเกรดเครื่องมือแพทย์ที่นวดลึกถึงจุดถึงเส้นนะฮะ พร้อมฟังก์ชันประคบอุ่น นวดได้ทั้งคอบ่าไหล่เอวหลัง ลดอาการปวดตึงนะฮะ แก้ปัญหา Office Syndrome ได้ด้วย ก็ถ้าสนใจสั่งซื้อนะครับ แอด Line Allwell อันนี้ได้เลยครับ ผมจะหยิบขึ้นมาอวดวดนะฮะ ว่านี่มันเป็นแบบนี้นะครับ วิธีการใช้ก็ประคบเข้าไปเลยฮะ แล้วมันก็จะงึๆๆๆๆๆแบบนี้นะ นวดหลังก็ได้ นวดเอวก็ได้นะครับ โอ้โหน่าจะทำให้ผ่อนคลายสบายขึ้นอีกเยอะเลยนะครับ ก็สนใจก็แอด Line allwell นะครับ ถ้าต้องการจะสนับสนุนรายการของเรานะฮะ ก็ทำได้ตามเบอร์บัญชีนี้ หรือว่า QR code นี้ก็ได้ด้วยเช่นกันนะครับ ขอบคุณทุกการสนับสนุนเลยนะฮะ แล้วก็ขอบคุณทุกไลก์ ทุกแชร์ที่ช่วยทำให้รายการมีคนมองเห็นมากขึ้นด้วยนะครับ โอเคครับ เดี๋ยวลองอ่านคอมเมนต์กันสักนิดนึงนะฮะ วันนี้ผมมีเพลงตอนเข้ารายการด้วย ลองใช้ดูนะครับ แล้วเดี๋ยวจะมีเพลงตอนออกรายการนะครับ คุณแววนภาบอกว่าชอบตอนที่ให้นึกถึงเด็ก 7 ขวบในตัวเค้านะครับ คุณฟ้าใหม่บอกว่าชอบค่ะช่างกับคนแบบนี้ คุณศิระนะฮะบอกว่าปล่อยวางทำใจเข้าใจ 10 เต็ม 5 เลยครับวันนี้ โอ้ขอบคุณมากครับ คุณอภิษฎานะฮะบอกว่าเป็นมุมมองที่ดีค่ะ มองทุกคนว่าเวลาโกรธหงุดหงิดเองมีความเป็นเด็กน้อยกันทั้งสิ้น แล้วจะไม่โกรธไม่เกลียดแต่จะสงสารมากกว่า นี่โอ้โหอันนี้ช็อตโน้ตได้อย่างเอ่อได้ประเด็นมากๆนะครับ คุณนุชมณีบอกว่าฟังสนุกมากค่ะวันนี้ ตื่นมาแล้วเลือกฟังรายการดีๆมีสาระนะฮะ ขอบคุณมากครับ พี่น้องนะฮะบอกว่าดีจริงทั้งคนอ่านให้ฟัง ทั้งคนเขียนคนแปล แล้วคุณเอ๋ขอบคุณมากๆค่ะ ขอบคุณครับพี่น้องครับ โอเคครับ ใครมาไม่ทันดูย้อนหลังกันได้นะ ครับผม เมื่อวานเห็นหลายท่านเลยพิมพ์มาบอกว่าเอ่อโชคดีที่ได้เข้ามาดูนะครับ ก็ขอบคุณมากนะฮะ เพราะเมื่อวานเราคุยกันถึงเรื่องโชคดีนะครับ คุณเมย์บอกว่ากำลังรอเล่มนี้อยู่เลย ขอบคุณค่ะ ผมเชื่อว่าหลายๆคนรอเล่มนี้อยู่นะฮะ ผมก็ใช้เวลาไปอ่านเล่มอื่นอยู่นานนะฮะ วันนี้อ่านไป 200 หน้าเลยตอนเช้ารู้สึกว่าเป็นหนังสือที่อ่านง่ายมากนะครับ คุณเฟบอกว่าชอบหัวข้อวันนี้มากนะฮะ ขอบคุณทุกท่านครับ วันนี้ก็ลาไปก่อนนะครับ เจอกันวันพรุ่งนี้นะครับผม วันนี้เราจะลาไปพร้อมเสียงดนตรีนะครับ ก็ขอบคุณทุกท่านครับ Have a nice ครับ [เพลง]