Transcription
สวัสดีครับ ขณะนี้ก็มีข่าวผู้ชายคนนึงนะ ครับ ไปศัลยกรรมจมูกที่คลินิกด้วยวิธีดมยาสลบนะครับ แต่ปรากฏว่าเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เรียกว่า Malignant Hyperthermia ทำให้เขาเนี่ยต้องไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาล ยังไม่ตื่นจนปัจจุบันนี้นะครับ แล้วก็ค่าใช้จ่ายในการรักษาเนี่ยก็พุ่งสูงมากเกินครึ่งล้านไปแล้วนะครับ ยังไม่มีท่าทีว่าเขาจะได้กลับบ้านในเร็ววันนี้เลย ดังนั้น วันนี้เนี่ยผมอยากจะหยิบยกเรื่องราวของ Malignant Hyperthermia มาเล่าให้ฟังนะครับว่ามันคือโรคอะไร มีอาการอย่างไร จะรู้ก่อนได้หรือไม่ แล้ววิธีในการดูแลรักษามันเป็นอย่างไร ที่คลินิกเนี่ยเขาดูแลเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร เดี๋ยวเล่าให้ฟังนะครับ
พบกับผมนะครับ นายแพทย์ธนี ธนียหวัน เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอด และวิกฤตบำบัดนะครับ เคสนี้ผมก็ต้องขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ป่วย ครอบครัว และเพื่อนฝูงเป็นอย่างมากเลยนะครับ เพราะว่าโรคนี้ต้องบอกจริงๆ ว่าเราไม่มีทางรู้ก่อนได้เลยนะครับ ยกเว้นอย่างเดียวก็คือในประเทศไทยเนี่ย เราจะมีนามสกุลบางนามสกุล ซึ่งผมขึ้นให้ดูเลยนะครับว่ากลุ่มที่มีนามสกุลดังต่อไปนี้ มีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ เนื่องจากว่ามันเป็นการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์นะครับ ถ้าคุณมีนามสกุลดังต่อไปนี้ กรุณาแจ้งหมอก่อนทุกครั้งที่คุณจะผ่าตัดนะครับ เพราะว่าคุณเสี่ยงต่อการเกิดโรค Malignant Hyperthermia โอกาสในการเกิดเนี่ย ถ้าไม่ใช่คนนามสกุลพวกเนี้ย มันเกิดขึ้นได้ มันอยู่ที่ 1:10,000 - 1:250,000 คนนะครับ เจอได้ไม่บ่อย แต่ว่าถ้ามันเจอแล้วเนี่ย มันอันตรายมากๆ นะครับ พูดง่ายๆ ก็คือผู้ชายคนนี้ที่ไปผ่าตัดเนี่ย โชคร้ายจริงๆ นะครับ โชคร้ายหรือเรียกว่าซวยเลยก็ได้นะครับ ที่เป็นภาวะนี้ขึ้นมานะครับ งั้นไม่ใช่ความผิดของใครแล้ว ไม่มีใครจะรู้ก่อนด้วยว่าจะเกิดโรคนี้ขึ้นมา เพราะว่าจะรู้ก็ตอนที่เกิดเรื่องไปแล้ว แล้วมันไม่ได้มีวิธีอะไรทดสอบก่อนหน้านี้ที่เราจะสามารถบอกได้ว่าเราจะเป็นภาวะนี้หรือไม่ อย่างไรนะครับ
อีกกลุ่มนึงซึ่งผมจะต้องให้เครดิตเลยก็คือคุณหมอที่เค้าทำการดูแลเคสนี้ที่คลินิกนะครับ เท่าที่ผมตามข่าวมาก็บอกว่าคุณหมอเนี่ยผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยดี ไม่มีปัญหา แต่ว่าหลังจากนั้นเนี่ยไม่ตื่น แล้วต้องใช้ท่อช่วยหายใจต่อ นะครับ แล้วก็มีการออกมาบอกว่าอ๋อ มันเป็นภาวะ Malignant Hyperthermia เลยเอาท่อออกไม่ได้ แล้วก็ต้องส่งไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลในห้อง ICU นะครับ ตรงนี้ผมต้องบอกอย่างงี้ครับว่า Malignant Hyperthermia เนี่ย จริงๆ มันมียาในการรักษาชื่อว่า Dantrolene แต่ยาตัวเนี้ย ปัญหาก็คือมันไม่ค่อยมีที่ไหนมีครับ ในประเทศไทยนะครับ ที่ต่างประเทศก็ไม่ได้มีกันทุกที่
ทีนี้สมัยก่อน ที่เราจะรู้จักโรคเนี้ย ถ้ามันเกิดขึ้นมา อัตราตายอยู่ที่ประมาณ 8-90% ครับ ต่อมาพอเรารู้จากโรคนี้ แต่เรายังไม่มี Dantrolene ในการรักษา เราจะต้องรักษาด้วยการประคับประคองให้ดีที่สุด โอกาสว่าการเสียชีวิตเนี่ยอยู่ที่ประมาณ 40-50% นะครับ และปัจจุบันถ้าเราใช้ยา Dantrolene แล้วเรามียาอยู่เนี่ย โอกาสการเสียชีวิตจะอยู่ที่น้อยกว่า 5% และผมบอกได้เลยครับว่าที่คลินิกเนี่ย ไม่มี Dantrolene แน่นอน เพราะขนาดคุณอยู่โรงพยาบาลใหญ่ๆ โรงพยาบาลเอกชนใหญ่ๆ หรือมาโรงพยาบาลมหาลัยก็ตาม มันไม่ได้แปลว่ามี Dantrolene ครับ มันไม่ได้แปลว่ามี Dantrolene
ที่สำคัญ โรคนี้นะครับ มันวินิจฉัยยากนะ ในตอนแรกๆ ที่มันเกิด ต้องเกิดจนรุนแรงเราถึงจะรู้ว่ามันเป็นโรคนี้ นะครับ แล้วการรักษาประคับประคองให้รอดมันก็ยากมากๆ ดังนั้นเนี่ย อันนี้ผมต้องขอชมหมอดมยาวิสัญญี แพทย์ที่ดูแลเคสนี้ที่คลินิกจริงๆ ครับ เพราะว่า 1 มันโรคหายาก วินิจฉัยยาก ดูแลก็ยาก ไม่มียา Dantrolene อีก คุณเอาให้รอดได้เนี่ย คุณเก่งมากๆ เลย ไม่ใช่ธรรมดาจริงๆ นะครับ
เคสนี้ต้องบอกว่า Malignant Hyperthermia กับตัวแล้วครับ คือตอนที่ผมยังทำงานอยู่ ที่ Brigham and Women's Hospital ที่ Harvard เนี่ย ห้องข้างๆ ผมเองนะครับ เป็นเพื่อนผมเนี่ย เขากำลังผ่าตัดอ่าทรวงอกอยู่นะ เป็นเพื่อนผมเป็นหมอผ่าตัดเนาะ เค้าผ่าคนไข้แล้วอยู่ๆ เนี่ยก็เกิดอาการแบบนี้ขึ้นมา ตอนนั้นเนี่ยคือมันเริ่มจากคนไข้อยู่ๆ ก็มีการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อที่กล้ามเนื้อเคี้ยวตรงเนี้ยนะครับ แล้วก็กัดท่อช่วยหายใจนะครับ ช่วงแรกก็ยังไม่มีใครเอะใจ ก็คิดว่าเฮ้ย มันกัดท่อปกติ ก็จะมีการเติมยาเพื่อที่จะทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตจะได้ผ่าตัดได้นะครับ เค้าก็ให้ยาไปเสร็จปุ๊บ เออ มันคลายมานิดนึงนะครับ แต่หัวใจเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็อยู่ๆ คาร์บอนไดออกไซด์เนี่ย เลือดคั่งขึ้นเรื่อยๆๆๆ นี่แหละครับ สัญญาณเตือนอันแรกเลย ซึ่งทำให้ทางคุณหมอดมยาเบอก เฮ้ย หยุด คุณต้องหยุดผ่าตัดเดี๋ยวนี้ ตอนเนี้ยมันเป็นโรค Malignant Hyperthermia แล้ว เรียกทุกคนมาเดี๋ยวนี้ แล้วเอายา Dantrolene มาให้ด้วยนะครับ ก็รีบกรูลิกจอทุกคนเนี่ย มามุงห้องนี้แบบ 20-30 30 คนเลยอ่ะ ให้ยาให้ให้เสร็จทุกอย่างดีขึ้นอ่ะ ส่งขึ้นไปห้อง ICU ก็คือสรุปว่ายังไม่ทันได้ผ่าตัด ต้องรีบรักษาภาวะนี้ก่อนนะครับ มันอันตรายขนาดนั้นเลย
แล้วโชคดีที่โรงพยาบาลที่ผมทำงานตอนนั้นน่ะ มันมี Dantrolene อยู่ มันเลยไม่เป็นอะไรนะครับ แต่ไอ้ยาเนี่ย มันไม่ได้มีกันทุกที่ มันแพง แล้วมันก็ไม่ได้ใช้บ่อยขนาดนั้น การเก็บมันไว้เนี่ย มันจึงเป็นอะไรที่อาจจะไม่ได้คุ้มขนาดนั้นนะครับนะ อ่า อันนี้ก็คือเป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่ผมเจอแล้วว่าบอกว่าเอ้ย มันมันดูแลยากจริงๆ นะ มันไม่ใช่ของง่ายนะครับ
ทีนี้ไอ้โรคนี้คืออะไร Malignant Hyperthermia ก็คือเป็นโรคที่เป็นการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์อย่างหนึ่งนะครับ ซึ่งพอถ่ายทอดมาแล้วเนี่ย และเรามีโรคอยู่ในตัว เราจะไม่มีทางรู้ตัว มันไม่มีอาการอะไรเลย เราจะรู้ก็ต่อเมื่อเราไปดมยาสลบแล้ว และมันจะมียาบางกลุ่มที่ไปกระตุ้นอาการพวกนี้นะครับ ตัวแรกก็คือยาชื่อ Succinylcholine ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในการทำให้กล้ามเนื้อของเราเนี่ยมันเป็นอัมพาต เราปกติจะใช้ยาตัวนี้ในการนำสลบเพื่อที่เราจะใส่ท่อช่วยหายใจได้นะครับ อ่า ยาตัวนี้ตัวที่ 1 นะครับ และอีกกลุ่มนึงก็คือยาดมสลบนะครับ กลุ่มที่เป็น อ่า volatile anesthetic agent นะครับ ก็ยกตัวอย่างเช่น Sevoflurane, Isoflurane, Desflurane พวกเนี้ย อะไรก็แล้วแต่ที่มันลงท้ายด้วย -flurane เนี่ย ก็คือยาในกลุ่มนี้ทั้งหมดนะครับ ซึ่งถ้าเกิดว่าคุณรู้ตัวนะครับ คุณเป็นหนึ่งในสกุลพวกนั้นเนี่ย คุณก็จะใช้ของพวกนี้ไม่ได้เลย เพราะมันมีโอกาสที่จะไปกระตุ้นให้ร่างกายมีปัญหา
ถ้าเกิดว่าคุณได้สารพวกนี้เข้าไป ในคนที่เป็นโรค Malignant Hyperthermia นะ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ กล้ามเนื้อทางร่างกายเนี่ย มันจะเกร็งแข็ง เกร็งไปหมดเลยนะครับ รวมทั้งคุณมีท่อช่วยหายใจอยู่ในป่าเนี่ย คุณก็จะกัดท่อช่วยหายใจ ทำให้ลมเนี่ยไม่สามารถที่จะผ่านจากเครื่องช่วยหายใจไปสู่คุณได้ คุณก็จะออกซิเจนตกอย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อแข็งเกร็งทั้งหมด แข็งเกร็ง แล้วก็เกิดความร้อนขึ้นไปทั้งตัวนะครับ Malignant เนี่ยแปลว่ารุนแรงร้ายแรง Hyperthermia ก็คืออุณหภูมิที่สูงขึ้นนะครับ จากการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ พออุณหภูมิสูงขึ้นสูงขึ้นเนี่ย มันจะสูงถึงระดับ 42 องศา นะครับ นี่คือสิ่งที่เราจะเจอ ในขณะนั้นเนี่ย คนไข้จะมีอาการเลือดเป็นกรด มีคาร์บอนไดออกไซด์คั่ง มีออกซิเจนที่ตกนะครับ มีโพแทสเซียมเกิน แล้วก็จะทำให้หัวใจเนี่ยมันเต้นผิดปกติจนหยุดเต้นได้ ทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรดขึ้นมานะฮะ มีปัญหาเรื่องของกล้ามเนื้อสลาย Rhabdomyolysis แล้วทำให้ไตวาย ถ้าคุณไปดูของรูปที่ผู้ชายคนเนี้ยเขารักษาที่โรงพยาบาลจะเห็นว่ามันมีเครื่องล้างไตอยู่ แสดงว่าเขาเนี่ยมีภาวะแทรกซ้อนเป็นไตวายไปเรียบร้อยแล้วนะครับ อันนี้ก็คือเป็นเหตุผลอันหนึ่งซึ่งเกิดจากโรคตัวนี้นะฮะ แล้วพวกนี้แหละครับที่ เป็นอาการเด่นๆ นะฮะ
ทีนี้ถามว่าตอนเนี้ย แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง ให้ Dantrolene ทันไหมในผู้ป่วยที่ไปถึงโรงพยาบาลแล้ว ถ้าเกิดอาการระยะแรกมันผ่านไปแล้วเนี่ย การให้ Dantrolene ไม่ได้ช่วยอะไรเลยครับ ไม่ได้ช่วยอะไร ถึงแม้ว่าคุณบอกว่าเฮ้ย ผมมี Dantrolene อ่าน่าจะมีอยู่ในโรงพยาบาลตอนนี้ เค้า่นอนโรงพยาบาลมาตั้งอาทิตย์ ทำไมไม่ให้ยาตัวนี้กับเขา ให้แล้วไม่มีประโยชน์แล้วครับ ยาพวกเนี้ยจะให้ได้ก็ต่อเมื่อยังคงมีอาการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อและอุณหภูมิยังสูงอยู่เท่านั้น มันถึงจะได้ผล แต่ถ้าเกิดทุกอย่างกลับสู่ปกติแล้ว สาผ่านไปแล้ว ยามันหายไปจากร่างกายแล้วเนี่ย ให้ Dantrolene เข้าไปก็ก็ไม่เกิดผลอะไรนะครับ งั้นตอนนี้ก็คือเหลือแค่ต้องรักษาตามอาการ ฟื้นฟูสมรรถภาพต่างๆ ของร่างกายไปเรื่อยๆ นะครับ ให้สารอาหาร ให้สารน้ำ ให้พอ ดูแลเรื่องหัวใจ เรื่องกล้ามเนื้อที่มันสลาย เรื่องไตนะครับต่างๆ มากมาย ก็ต้องขอเป็นกำลังใจให้จริงๆ สำหรับเคสนี้
และผมก็เข้าใจจริงๆ ว่าคลินิกเนี่ยเค้าก็ไม่ได้อยากจะให้เกิดโรคนี้นะ โรคนี้ไม่ได้ความผิดหมอ ไม่ได้ความผิดใครเลย มันเป็นของมันเองนะครับ งั้นทางคลินิกเค้าถึงมีการประชุมว่า เออ เราจะช่วยค่าใช้จ่ายได้แค่ไหน เพราะจริงๆ ต้องบอกว่าเข้าไม่ผิดนะ เค้าดูแลเก่งมากๆ ถึงเอาคุณรอดมาได้ถึงตรงเนี้ยนะครับ นี่คือเป็นความเป็นจริง บางคนอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ว่ามันก็เป็นเช่นนี้จริงๆ นะครับ
อ่ะต่อไปนี้ผมจะขอแบ่งเป็น 2 พาร์ท พาร์ทแรกผมจะอธิบายลงลึกในสถานการณ์แพทย์ว่าไอ้โรคเนี้ยมันคืออะไรยังไง พาร์ทที่ 2 ผมจะเล่าให้คุณรู้ชัดไปเลยว่าทำไมหมอคนเนี้ยที่ดูแลผู้ป่วยอะไรเนี่ย ถึงสุดยอดขนาดนั้น เพราะถ้าเกิดว่าคุณรู้ขั้นตอนการทำงานของหมอเค้าแล้วนะฮะ คุณจะอึ้งเลยทีเดียวแหละว่ามันขนาดนั้นเลยเหรอ เดี๋ยวรอภาคเดี๋ยวดรอตอนท้ายผมจะเล่าเรื่องฟังนะ ครับ ขอเริ่มต้นที่ลงลึกในเรื่องของ Malignant Hyperthermia ก่อนนะครับ
Malignant Hyperthermia เนี่ย มันเป็นการถ่ายทอดแบบยีนเด่นซะส่วนใหญ่ นะครับ โดยการถ่ายทอดแบบยีนเด่นหมายความว่า ถ้าพ่อกับแม่เราเนี่ยคนใดคนหนึ่งเป็น เราก็มีโอกาสที่จะเป็นได้ แต่ปัญหาก็คือว่า ถึงแม้ว่าเราจะได้ยีนตัวนั้นอยู่ในร่างกาย มันไม่ได้แปลว่าเราจะมีอาการขึ้นมา ภาวะเค้าเรียกว่า incomplete penetrance ก็คือเราได้มามันอาจจะไม่ได้เป็นก็ได้ หรือบางคนจะบอกว่า variable penetrance ก็ได้ ก็คือเฮ้ย คุณได้ยีนตัวนี้มา มันเป็นยีนเด่น แต่ทำไมไม่มีอาการไม่แปลกครับ มันเป็นแบบนั้นนั่นแหละ
ทีนี้ยีนที่ว่าคืออะไรนะครับ ยีนที่ว่าที่เราเจอ่อยๆ ก็คือยีนตัวที่เรียกว่า Ryanodine Receptor 1 หรือ RYR1 นะครับ ตัวเนี้ย ประมาณสัก 70% ของผู้ป่วยจะมียีนตัวนี้อยู่ในร่างกาย นะครับ แล้วก็มีอีก 1% จะมียีนชื่อว่า อ่า CACNA1S นะครับ ที่มันผิดปกติ คือ 1% รวมกันแล้วเรามี 71% ที่เรารู้ว่ามันเป็นจากอะไร แต่มันมีอีก 30% ครับที่เราไม่รู้ว่ามันเป็นจากอะไร แปลว่าถ้าเกิดคุณไปตรวจยีนแล้วคุณไม่เจอยีนผิดปกติ มันไม่ได้แปลว่าคุณจะเป็นโรคนี้ไม่ได้ครับ อ่า ตรงเนี้ยสำคัญนะ มันไม่ได้แปลว่าคุณจะเป็นโรค Malignant Hyperthermia และปัจจุบันเราก็ไม่แนะนำให้ไปตรวจยีนด้วยซ้ำไปนะครับ เพราะว่าการตรวจแพงนะครับ แล้วก็ไม่ 100% ว่าตรวจแล้วผลเป็นลบเนี่ย คุณจะไม่เป็นโรคนี้้นะฮะ
อย่างไรก็ตาม คนที่มีนามสกุลที่ผมขึ้นไว้อันนั้นแหละครับ ที่คุณจะต้องระมัดระวังนะ ว่าคุณมีภาวะนี้ หรือได้ยีนมาหรือเปล่า ก็อาจจะต้องไปเช็คดูนะครับ อันนี้คือเรื่องราว
ทีนี้แล้วมันเกิดอะไรขึ้นในกล้ามเนื้อของเรา ต้องเข้าใจภาวะปกติของการหดตัวของกล้ามเนื้อแล้ว เดี๋ยวเรามาเข้าใจว่าไอ้ยาพวกนั้นที่บอกไปตอนแรกมันไปทำอะไรกันแน่ ทำไมคนพวกนี้ถึงเกิดเรื่องขึ้นมานะครับ ต้องบอกว่าในการหดตัวของกล้ามเนื้อเราเนี่ย มันจะเริ่มจากมีเส้นประสาทส่งกระแสประสาทผ่าน มาที่ตัวกล้ามเนื้อนะครับ แล้วมันจะมีการกระจายของกระแสไฟฟ้าไปตามส่วนประกอบที่เรียกว่า T-tubule นะครับ ตรงนี้ถ้าใครฟังไม่เข้าใจไม่เป็นไรครับ ผมคงจะไม่ได้เอารูปประกอบขึ้นมาให้ท่านดู ท่านสามารถไปหาเอาเองในอินเทอร์เน็ตได้นะครับ อ่า กระแสไฟฟ้าผ่าน มาตรง T-tubule นะครับ แล้วมันจะไปกระตุ้นตัวนึงซึ่งเรียกว่า Dihydropyridine Receptor เป็นช่องแคลเซียมอันนึงนะครับ เค้าเรียกว่าเป็น voltage-gated L-type calcium channel นะครับ ก็คือต้องมีไฟฟ้าจากเส้นประสาทมากระตุ้น ไอ้ตัวเนี้ยมันถึงจะปล่อยแคลเซียมนะครับ แล้วพอมันปล่อยแคลเซียมเสร็จปุ๊บ มันจะแปลงร่างไปบอกเพื่อนมันอีกตัวนึงชื่อว่า RYR1 ที่ไอ้ตัวเมื่อกี้ที่ผมบอกว่ามันกลายพันธุ์นั้นแหละ แหละ RYR1 เนี่ย มันเป็น Ryanodine Receptor 1 ตัวนี้เป็นแคลเซียมเป็นช่องทางผ่านแคลเซียม หรือแคลเซียม channel นะครับ ตัวนึง ซึ่งต้องบอกว่าในบรรดา ion channel หรือทางผ่านของไอออนทั้งร่างกายเราอ่ะ ไอ้ตัว RYR1 เป็น ion channel ที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายละ อันนี้เป็นเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ นะให้คุณรู้จักไว้ มันเป็นตัวที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย และมันจะเกาะอยู่กับอวัยวะในเซลล์อย่างหนึ่งซึ่งเรียกว่า Sarcoplasmic Reticulum และในนั้นจะเก็บแคลเซียมไว้มหาศาล พอตัว Dihydropyridine Receptor เนี่ย มันไปสะกิดเพื่อนมันบอก เฮ้ย แกเปิดได้แล้ว RYR1 ก็จะเปิด เปิดเสร็จปุ๊บ แคลเซียมใน Sarcoplasmic Reticulum ก็จะออกมาเต็มไปหมดเลย ออกมาสู่ตัวกล้ามเนื้อในบริเวณที่เป็น Cytoplasm พอมันออกมาอยู่ตรงนั้น แคลเซียมมหาศาล สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มันจะทำให้กล้ามเนื้อตัวนั้นหดตัวนะครับ แต่จะหดตลอดไปก็ไม่ได้นะครับ ร่างกายก็เลยมีวิธีในการเอาแคลเซียมให้มันออกมา แล้วยัดกลับเข้าไปใน Sarcoplasmic Reticulum ซึ่งกระบวนการเนี้ยจะต้องอาศัยพลังงานในรูปของ ATP นะครับ มันจะเป็น Calcium Pump นะครับ เอาแคลเซียมกลับเข้าไป กลับเข้าไปนะครับ กระบวนการนี้พอมาใช้ ATP จะเกิดความร้อนนะ นี่คือปกติ
แต่ในคนที่มีโรคเนี่ย RYR มันผิดปกติ มันเปิดง่าย ทีนี้ถ้ามียาอะไรก็แล้วแต่ที่ไปทำให้มันเปิดนั่นแหละครับปัญหา ตัวแรก Succinylcholine ไปทำอะไร Succinylcholine เนี่ย มันเป็น depolarizing neuromuscular blocker นะครับ ก็คือวิธีที่ทำให้กล้ามเนื้อเนี่ยมันเป็นอัมพาตไป ของ Succinylcholine ที่เราฉีดเนี่ย มันเป็นการกระตุ้นตลอดเวลา กระตุ้น กระตุ้น กระตุ้น ก็เกิดอะไรครับ เกิดกระแสประสาทวิ่งไปตรงนั้นตลอดเวลา กระแสประสาทพวกนี้เนี่ย มันก็ไปทำให้ตัว Dihydropyridine Receptor เนี่ยไปบอกเพื่อนมันคือ RYR เฮ้ย เปิดๆๆ อย่างเงี้ย มันก็สั่งให้เปิดอยู่ตลอดเวลา แล้วไอ้นี่มันบ้าจี้เปิดง่ายอยู่แล้ว เพราะว่ามันมีโรคทางพันธุกรรมคราวนี้นะครับ มันก็จะเกิดการรั่วของแคลเซียมแบบรั่วแล้วไม่ยอมปิด นี่อันที่ 1 นะ
ต่อมาก็คือ แล้วไอ้ก๊าซดมสลบเนี่ยนะครับ กลุ่ม volatile anesthetic agent เนี่ยนะ ครับ เช่น Sevoflurane, Isoflurane, Desflurane อะไรพวกเนี้ย มันจะไปจับกับ RYR1 โดยตรง ในส่วนที่มันเป็นเค้าเรียกว่าเป็นส่วน อ่า hydrophobic นะครับ เพราะว่าไอ้ตัว anesthetic agent พวกเนี้ย มันจะมันจะในไขมันได้ดี มันเลยไปทำให้สมองเราสลบได้ เพราะสมองเรามีแต่ก้อนไขมันเนาะ มันก็จะไปจับ RYR จับ RYR ให้มันเปิดตลอดเวลา แค่นั้นไม่พอครับ มันยังยับยั้งการปิดของมันอีกต่างหาก ยับยั้งการปิดด้วยการไปจับกับสิ่งอื่นๆ เช่น อ่า Calmodulin อย่างเงี้ยนะครับ หรือ อ่า มันจะไปจับไม่ให้ Magnesium สามารถมาทำให้ช่องมันปิดได้ หรือด้วยกลไกอะไรอีกหลากหลายนะ ครับ ทำให้ช่องตัวนี้มันเปิดตลอดเวลา ทีนี้พอช่องเปิดตลอดเวลา แคลเซียมมันก็อยู่ในตัว Cytoplasm เยอะๆ กล้ามเนื้อตรงนั้นก็จะหดเกร็ง หดเกร็งมากๆ เนี่ย ร่างกายมันก็บอก เฮ้ยๆ ไม่ได้ พอแล้ว พอแล้ว มันก็เลยต้องมีการปั๊มเอาแคลเซียมกลับเข้าไปใน Sarcoplasmic Reticulum ตลอดเวลา ปั๊มๆ แต่ไอ้การปั๊มเนี่ย มันต้องใช้ ATP ใช้พลังงาน พอใช้พลังงานเกิดความร้อนมหาศาล ก็เลยเป็นที่มาของการที่มีกล้ามเนื้อแข็งเกร็งและอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนะครับ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น
และต่อให้คุณพยายามปั๊มมันกลับเข้าไปใน Sarcoplasmic Reticulum มากแค่ไหนก็ตาม ปริมาณแคลเซียมเนี่ย มันมันรั่วแหลกลานรั่วออกมาจากช่อง RYR เต็มไปหมดนะครับ มันก็เลยทำให้ปั๊มเท่าไหร่ก็ไม่พอ อุณหภูมิก็เลยสูงไปเรื่อยๆๆๆ เลยสุดท้ายเนี่ย กล้ามเนื้อที่มันบีบตัวตลอดเวลา กดตัวตลอดเวลามันสลายครับ มันตายเรียกว่า Rhabdomyolysis นะครับ ซึ่งเวลามันสลายแล้วเนี่ย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือปัญหาหลายอย่าง ครับ อย่างแรกโพแทสเซียมมันรั่วออกมาจากในเซลล์ โพแทสเซียมพวกนี้ถ้ามันสูงมันทำให้หัวใจหยุดเต้น และนี่คือเหตุผลที่คนเสียชีวิตได้มากที่สุดในระยะแรกๆ หลังจากตัวแข็งเกร็งไปแล้วตายได้เลยครับ และกล้ามเนื้อที่มันหดตัวมากๆ อย่าเงี้ย มันใช้พลังงานสูงใช่มั้ย มันก็จะทำให้เกิดผลพลอยของมันก็คือคาร์บอนไดออกไซด์จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลรวดเร็ว แล้วเลือดก็จะเป็นกรด มีการใช้ออกซิเจนมหาศาล ออกซิเจนก็จะตก ครับ นี่คือเหตุผลทั้งหมดว่ามันเกิดอะไรขึ้นในระดับกับโมเลกุลระดับเซลล์ของภาวะ Malignant Hyperthermia
ทีนี้แล้ว Dantrolene ไปทำอะไร Dantrolene เนี่ย มันไปบอกไอ้ RYR1 เนี่ยให้มัน เฮ้ย ปิดซะนะ ครับ เป็นตัวเดียวเลยที่ทำได้ ไม่มียาอะไรในโลกนี้แล้วที่มันทำได้แบบนี้้นะครับ แต่ว่าอย่างที่ผมบอกครับ คือมันไม่ใช่ทุกที่ ที่จะมี Dantrolene นะครับ แล้วอาการที่ผมเล่าเนี่ย มันเกิดขึ้นได้รวดเร็ว บางคนเนี่ย ขณะที่เราฉีดฉีด Succinylcholine อยู่ก็เกิดอาการแล้ว ภายในหลักเป็นนาที แต่บางคนนะครับ ก็ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง ไม่ใช่ว่าให้ปุ๊บ เกิดปั๊บนะ บางคนก็เป็นชั่วโมงกว่าจะเกิด แล้วที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือบางคนพอเรา รักษาไปแล้วเนี่ย อีก 25% ในวัน 2 วันมันกลับมาใหม่อีกรอบนึงก็ได้ ดังนั้นก็จะต้องมีการเตรียมตัวระมัดระวังว่าให้มันไม่กลับมานะครับ นี่คือปัญหาของมัน
อ้อ มันมีวิธีอันอย่างนึง ซึ่งถ้าคุณจะต้องการวินิจฉัยแบบ 100% ว่าคุณเป็นใช่มั้ย เมื่อกี้ผมบอกคุณแล้วว่าการไปตรวจยีนกับการดูนามสกุลมันไม่ได้ 100% มันยังมียีนบางตัว ซึ่งเราไม่รู้เลยว่ามันคือตัวไหนกันแน่ ที่ทำให้เป็นโรคนี้ ประมาณ 30-40% ของเคส เนี่ยเราไม่รู้ นะครับ แล้วถามว่าจะมีวิธีให้รู้มั้ย ถ้าคนไหนที่เป็นหรือสงสัยว่า เป็นแล้วอยากจะรู้จริงๆ เนี่ย มันจะมีวิธีนึงก็คือเป็นการเอากล้ามเนื้อตัดกล้ามเนื้อของตรงขาเรามาเล็กๆ ชิ้นเล็กๆ เนี่ย ประมาณสัก 2 กรัมนะครับ ตรงกล้ามเนื้อขา ที่เราจะไปกันเรียกว่าเป็น Vastus Lateralis นะครับ เราเอาออกมาชิ้นเล็กๆ แล้วเราจะต้องเอามันไปเจอกับ Caffeine 3% กับตัว Halothane แล้วดูซิว่ามีการหดตัวเกร็งตัวหรือเปล่านะครับ ก็คือเป็น Caffeine and Halothane Induced Muscle Contraction คือ Biopsy ออกมาปุ๊บ ต้องเอาไปเจอไอ้สารพวกนี้ ถ้ามันมีการหดตัวนะ ครับ แสดงว่าเอ้ย มีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ แต่ก็เป็นโรคอื่นได้นะ แต่ถ้าออกมาแล้วเจอสาร 2 ตัวนี้ไม่หดตัวเลย อันเนี้ยแสดงว่าคุณไม่ใช่ Malignant Hyperthermia แทบจะแน่แน่นะครับ แน่ๆ ด้วยนะครับ ดังนั้นก็นี่เป็นวิธี แต่ก็ไม่ค่อยมีใครทำกันนะครับ
ถ้าทำเสร็จแล้ว และสงสัยมากๆ ก็จะมีการตรวจยีนดูซิว่าคุณมียีนอะไรที่เราพอรู้หรือเปล่า แต่ถ้าหาไม่เจอจริงๆ บางทีเราต้องใช้วิธีที่คุณหมอทางด้านพันธุศาสตร์เนี่ย อาจจะเข้ามาช่วย เพื่อที่จะดูซิว่าเรามียีนอะไรที่แปลกประหลาดและคนอื่นเขาไม่มี และเรายังไม่เคยค้นพบ เพื่อไปเทียบกับครอบครัวเราว่าคนไหนมียีนตัวนี้ได้ไปบ้างนะครับ เพราะว่ามันเป็นการที่เราถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ พ่อแม่เป็นคนใดคนหนึ่ง ลูกก็อาจจะมีโอกาสด้วย ดังนั้นถ้าเกิดว่าใครที่อยู่ในครอบครัวชื่อ นามสกุลที่มีแบบนี้เนี่ย ควรจะต้องเอา เอ่อ ลูกหลานตัวเองไปทำด้วยนะครับ ส่วนถ้าใครที่บังเอิญแต่งงานแล้วเปลี่ยนนามสกุลเนี่ย เออ คุณอาจจะต้องเข้าใจไว้ด้วยนะ เฮ้ย นี่นามสกุลเรา เอ่อ เปลี่ยนนามสกุลมันไม่ได้ทำให้ตัวโรค มันหายไปนะครับ มันก็ยังอยู่ มันเหมือนเดิมนั่นแหละครับนะฮะ
แล้วทีนี้มาถึงภาค 2 ครับ ทำไมหมอดมยาคนนี้ถึงสุดยอดมากๆ ถ้าไม่มี Dantrolene เนี่ย มันต้องรักษาอย่างรวดเร็ว เพราะข้อแรกก็คือคุณต้องวินิจฉัยให้ได้ก่อนว่าเป็นภาวะนี้ อย่างที่ผมเล่าให้ฟังครับ มันอาจจะเริ่มมีอาการที่กล้ามเนื้อตรงเนี้ย กล้ามเนื้อบดเคี้ยว มันกัดแข็งเกร็ง ก็อาจจะกัดท่อนะครับ ถ้าใครไม่ทันคิดก็อาจจะเหมือนเคสที่ผมเล่าตอนแรกอ่ะฮะ ก็คือเรารอไปสักพัก หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น ออกซิเจนเนี่ยจะตก แล้วก็คาร์บอนไดออกไซด์จะเริ่มคั่ง กล้ามเนื้อจะเริ่มแข็งเกร็ง ตอนเนี้ยหมอดมยาก็ต้องบอก รีบบอกเลยว่า เฮ้ย เกิด Malignant Hyperthermia หมอศัลยกรรมคุณผ่าอะไรอยู่ คุณผ่าจมูกใช่ไหม รีบผ่าให้เสร็จเดี๋ยวนี้ เพราะไม่งั้นเนี่ย คนไข้อาจจะแย่ได้นะครับ เราต้องรีบหยุดการผ่าตัดให้เร็วที่สุด
สิ่งที่ต้องทำเลยอันดับแรกก็คือ ปิดยานำสลบทั้งหมด แล้วเอาออกซิเจน 100% ไล่ก๊าซนำสลบออกให้เกลี้ยงเลยนะครับ ต้องทำแบบนี้อย่างรวดเร็วนะครับ และก็ต้องให้เครื่องช่วยหายใจเนี่ย เพิ่มการทำงานเพื่อไล่ไอ้ก๊าซพวกนี้ออกไปให้หมด แล้วก็ไล่ไอ้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สร้างขึ้นมาในร่างกายมหาศาลให้มันหายออกไปเร็วที่สุดนะครับ ตรงนี้หมอดมยาต้องรีบเลยนะฮะ
แล้วในขณะนี้ ถ้าคุณรีบแบบนี้เสร็จปุ๊บใช่มั้ย คุณหยุดอะไร คุณหยุดยานำสลบ แปลว่าคนไข้ก็จะตื่น ครับ แต่คนไข้คนไข้ตื่นตอนนี้ไม่ได้ เพราะว่ามันกำลังมีปัญหาเยอะ คุณก็ต้องให้ยานำสลบตัวอื่นเข้าไปแทน เช่นยาฉีด Propofol แล้วกล้ามเนื้อที่มันแข็งเกร็งแบบนี้ล่ะ ก็ต้องให้มันคลายเร็วๆ คุณก็ต้องให้ยาคลายกล้ามเนื้อ แต่ต้องเป็นตัวอื่นที่ไม่ใช่ตัวที่เป็น Succinylcholine ก็มีอีกตั้งหลายตัวนะ ครับ อ่า ก็แล้วแต่ว่าคุณหมอดมยาเขาจะให้ตัวไหนเข้าไป ก็มีอีกเยอะแยะไปหมด ต้องให้แบบนี้อย่างรวดเร็ว
แล้วตามมาด้วยการให้ น้ำเกลือที่มีความเย็นจัด เพื่อที่จะลดอุณหภูมิ เพราะอุณหภูมิที่มันสูงทำให้เอนไซม์ต่างๆ ทำงานไม่ได้ อวัยวะต่างๆ ก็จะวายนะครับ ต้องให้น้ำเกลือที่แช่น้ำแข็งเนี่ย เข้าไปเร็วๆ ในร่างกาย เอาน้ำแข็งเอาอะไรมาแปะตามร่างกายเพื่อให้มันเย็นเร็วที่สุด ตามคอข้อพับอะไรพวกนี้นะครับ ขาหนีบเนี่ย เอาให้เร็วที่สุดเลย แล้วก็ต้องระมัดระวังไม่ให้มันเร็วจนเกินไป เพราะว่าถ้าเมื่อไหร่อุณหภูมิตอนแรกมัน 41 42 ลงมาถึง 38.5 5 เขาต้องหยุด เพราะมิฉะนั้นเนี่ย มันอาจจะกลายไปเป็นอุณหภูมิต่ำ ซึ่งอันนั้นก็อันตรายเหมือนกัน หมอดมยาก็จะต้องจับตรงนี้ให้ทันว่า เฮ้ย มันร้อนเกินไปก็ไม่ดี แต่ถ้าเย็นเกินไปก็ไม่ได้นะครับ ต้องทำตรงนี้โดยด่วน
ต่อมาครับ สิ่งที่คนจะเสียชีวิตได้เร็วที่สุด เมื่อกี้ผมบอกแล้ว ก็คือโพแทสเซียมที่มันสูง เค้าก็ต้องรีบให้ยาเพราะโพแทสเซียมเนี่ยจะทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ นะครับ ยาที่ให้เนี่ยคือ Calcium ครับ Calcium ฉีดเข้าหลอดเลือดเนี่ย มันจะไปช่วยป้องกันหัวใจไม่ให้เจอโพแทสเซียมจนมันผิดปกติ แต่ปัญหาก็คือโพแทสเซียมเนี่ย มันสร้างขึ้นมาเรื่อยๆ ใช่ มั้เพราะกล้ามเนื้อคุณสลายเรื่อยๆ ดังนั้นเนี่ย คุณจะต้องเอามันไปไว้สักที่นึงด้วยการฉีด Insulin บวกกับ Glucose หรือ Dextrose เนี่ย เพื่อเป็นการนำเอาโพแทสเซียมเข้าเซลล์อย่างรวดเร็ว แล้วก็อาจจะต้องมีการฉีดยาขับปัสสาวะ Furosemide นะครับ เพื่อไล่เอาโพแทสเซียมที่มีเนี่ย ออกไปทางไตให้หมด นะครับ อ่า ออกไปให้เกลี้ยง หรือให้ยาพวกไบคาร์บอเนต ซึ่งไบคาร์บอเนตเนี่ยลดอาการเลือดเป็นกรด แล้วมันก็ช่วยทำให้แคลเซียมเนี่ยมันหายไป เอ้ย ทำให้โพแทสเซียมเนี่ยหายไปจากร่างกาย เพื่อให้หัวใจยังคงเต้นต่อไปและทำงานได้
แต่แค่นั้นก็ยังไม่จบครับ เค้าให้มาสเต็ปส็ปพวกนี้ใช่มั้ย ต่อไปเรื่องของเลือดเป็นกรด ต้องให้ไบคาร์บอเนตไป ต้องให้หายใจเร็วๆ เพื่อเอากรดคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปยังร่างกายรวดเร็ว แล้วต้องเช็คตลอดเวลาว่า เฮ้ย มันทำแล้วได้ผลจริงหรือเปล่านะครับ ไม่ใช่ เออ ทำถือว่าทำไปแล้ว แล้วปล่อยมันไม่ได้ครับ ต้องตรวจตลอดเวลาว่าไม่เป็นอะไรจริงๆ เอ่อ ต่อมาก็คือเรื่องของไต ถ้าเกิดกล้ามเนื้อเนี่ยมันสลายเนี่ย มันจะปล่อยสารตัวนึงชื่อ Myoglobin ซึ่งเป็นพิษต่อไตเป็นอย่างมาก การให้สารน้ำเข้าไปเร็วๆ ในตอนแรก ร่วมกับการให้ยาขับปัสสาวะเนี่ย มันจึงเป็นการทำให้ของพวกนี้ถูกขับทิ้งออกไป ซึ่งหมอดมยาต้องรีบทำโดยด่วน เพราะถ้าไม่ทำเนี่ย ไตมันจะวายได้แน่ๆ นะครับ และต่อให้คุณทำทัน ไตก็อาจจะวายเหมือนกรณีนี้ก็ได้นะครับ
จบมั้ย มันยังไม่จบครับ บางทีถ้าเกิดหัวใจมันเต้นผิดจังหวะขึ้นมา เราต้องรีบให้ยา เช่นยาพวก Amiodarone อะไรพวกเนี้ย ต้องให้ไปนะครับ แล้วก็มี Magnesium นะ Magnesium ที่เราฉีดเข้าไปนี่แหละ มันจะสามารถช่วยเรื่องของหัวใจได้ แล้วมันก็ช่วยในเรื่องของไอ้ตัวกล้ามเนื้อตรงนี้ให้มันคลายขึ้นได้บ้างนะครับ ก็จะเป็นตัวนึงซึ่งช่วยนะฮะ แล้วมันยังสามารถไปจัดการกับ Ryanodine Receptor 1 ตรงนี้ให้มันหุบลงมาได้นิดนึงนะครับ ก็เป็นสิ่งที่เขาต้องรีบทำนะครับ
หลังจากนี้ก็แน่นอนครับ จะต้องรีบส่งโรงพยาบาล เพราะมันอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนคือภาวะ Disseminated Intravascular Coagulation เกิดลิ่มเลือดเล็กๆ ตามอวัยวะทั้งหมดในร่างกายไปแล้วแบบนั้นครับ อวัยวะจะขาดเลือด แล้วในหลอดเลือด ซึ่งมันมีการใช้สารที่ทำให้เลือดแข็งตัวไปหมดกับการก่อลิ่มเลือดแล้วเนี่ย มันก็ไม่ไม่มีอยู่อยู่ในเลือดแล้วนะครับ มันก็ จะเลือดออกได้ง่าย แล้วคราวนี้ถ้าเกิดคุณผ่าตัดไว้แผลมันอาจจะมีเลือดออกมาก็ได้นะครับ ตรงนี้ก็ต้องรีบรักษาด้วยการให้สารที่เอาไปต้านการแข็งตัวของเลือดในบางบริเวณ ถ้ามันขึ้นอยู่กับเราเลือดออกหรือมีลิ่มเลือด การรักษาก็จะไม่เหมือนกัน แต่มันจะลำบากมากในการดูแลนะครับ แล้วก็อวัยวะต่างๆ มันจะมีโอกาสเสียหาย เราก็ต้องมาจัดการทั้งหมด ซึ่งพวกนี้แหละครับที่ทำให้ผมบอกว่าหมอดมยาคนนี้สุดยอดมากๆ คุณอยู่ในคลินิกไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ ที่มันมีทุกๆ คนคอยมามุงช่วยนะครับ คุณไม่มี Dantrolene คุณต้องวินิจฉัยให้เร็ว คุณต้องทำทุกอย่างที่ผมพูดไปเมื่อกี้ทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว อย่างรวดเร็วมันถึงจะมีโอกาสทำให้คนไข้คนเนี้ยรอดไปถึงโรงพยาบาลได้ ไม่เช่นนั้นนะ ครับ ก็เสียตั้งแต่ในคลินิกแล้วครับ โรคเนี้ยมันเร็วมากๆ เลยนะครับ งั้นอันนี้ก็ต้องขอแสดงความชื่นชมมากๆ ว่าเก่งสุดๆ ไปเลยนะครับ
พอเข้าไปที่โรงพยาบาลแน่นอนว่าต้องดูแลอีกยาว เพราะว่าเคสเนี้ยก็มีไตวายไปแล้วนะครับ อาจจะมีอวัยวะอื่นๆ ที่มีปัญหา หรือกล้ามเนื้อที่มันสลายก็ยังคงไม่กลับมาเป็นปกติ นะครับ ยังคงมีค่าเอนไซม์กล้ามเนื้อที่เรียกว่า Creatine Phosphokinase หรือ CPK ที่ยังสูงอยู่ บางคนเป็นหลักแสน อย่างเงี้ย ก็ต้องรอจนมันดีขึ้นนะครับ ระหว่างนี้ก็รักษาแบบประคับประคอง เครื่องช่วยหายใจนะครับ ให้สารอาหารสารน้ำ ดูแลเรื่องของไต เกลือแร่ต่างๆ นะครับ แล้วก็อาจจะต้องพยายามลองปลุกให้ตื่นเป็นบางครั้ง ดูนะครับ ไอ้โรคนี้ต้องบอกว่าจริงๆ อ่า มันอาจจะยังตื่นได้นะ แต่หมออาจจะต้องให้ยาให้คนไข้หลับไว้ เพราะไม่ฉะนั้นถ้ามันตื่นมาแล้วก็ไม่รู้เรื่องอะไรอย่างเงี้ย มันอาจจะเป็นอันตรายต่อตัวเองก็ได้ เพราะบางครั้งถ้าเขาหายใจเร็วเกินไป มันจะต้านกับเครื่องช่วยหายใจ แล้วนั่นจะเป็นอันตรายต่อตัวปอด
ซึ่งปัจจุบันเนี่ย ถ้าคุณเป็นโรค Malignant Hyperthermia เนี่ยตายทุกระบบในร่างกายอยู่แล้วตั้งแต่แรกนะครับ แล้วไปถึงโรงพยาบาล ถ้ายังคงมีกล้ามเนื้อแข็งเกร็งอยู่ เขาอาจจะไปหา Dantrolene มาให้ แต่ถ้าเกิดว่าพอตัวกล้ามเนื้อแข็งเกร็งมันไม่มีแล้วเนี่ย มันให้ต่อมไม่ได้ช่วยอะไรนะครับ
สำหรับ Dantrolene ผมเสริมให้นิดนึงนะครับ มันเป็นยาที่หายากมากจริงๆ แล้วมันมีที่อเมริกา ก็จะมีอยู่ 2 แบบ แบบแรกเป็นผงแป้ง กับแบบที่ 2 มันเป็นน้ำนะครับ แบบผงแป้งเนี่ย จะไม่ค่อยมีใครเขาอยากใช้แล้ว เพราะว่ามันต้องใช้แบบเป็น 10 ขวดเลยอ่ะ แล้วก็ละลายในน้ำ ซึ่งมันเสียเวลาในการให้ แต่ถ้าเป็นแบบน้ำผสมเนี่ย คือเราใช้แค่ประมาณ 3 ขวดต่อการรักษาในช่วงที่เร่งด่วนก็พอ นะครับ โดยวิธีการให้คือ 2.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดอย่างฉับพลัน แล้วหลังจากนั้นฉีดได้ทุก 5-10 นาที ประมาณ 3-4 โดส เพื่อที่จะให้อาการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อเนี่ย มันหายไป เลือดเป็นกรดดีขึ้น คนไข้หัวใจเต้นเข้าสู่ปกติ นะครับ นี่คือเป็น Dantrolene
แล้วพอขึ้นไปห้อง ICU ก็ต้องให้ต่ออีกครับ แต่ให้น้อยลงก็คือ 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุกๆ 6 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้ภาวะนี้มันกลับมาอีก โดยให้ไปประมาณสัก 24-48 ชั่วโมง และที่เหลือก็คือเป็นการดูแลแบบประคับประคอง ดังนั้นถ้าเกิดคุณไม่มีภาวะมีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อแล้วเนี่ย เราก็จะรักษาแบบประคับประคองเท่านั้น มันไม่มียารักษาอะไรเฉพาะเจาะจงขนาดนั้นนะครับ
งั้นอันนี้ก็คือทั้งหมดจริงๆ เกี่ยวข้องกับเรื่องของ Malignant Hyperthermia นะครับ ถ้าเกิดว่าใครที่มีหนึ่งในนามสกุลนั้นที่ผมชี้ให้ดู นะครับ ก็กรุณาปรึกษาคุณหมอดมยาทุกครั้งก่อนที่คุณจะผ่าตัด ไปผ่าที่ไหนกรุณามีการพูดด้วย ถ้าเกิดคุณไปต่างประเทศแล้วบังเอิญคุณเกิดอุบัติเหตุ คุณจะต้องมีบอกว่า เฮ้ย คุณมียีน Malignant Hyperthermia อยู่ในตัวนะ ถ้าเกิดคุณแบบไปรถชนที่ต่างประเทศ ต้องเกิดการผ่าตัดขึ้นมา คุณต้องเอาตัวเนี้ยให้ใครเห็นก็ได้ เพราะไม่ฉะนั้นเนี่ยนะครับ เค้าดมยาสลบคุณ เค้ามีโอกาสใช้ยาพวกนั้นเยอะมากๆ เพราะว่ามันเป็นยาที่ปกติเราใช้กันอยู่แล้วนะครับ เป็นยาปกติเลยนะฮะ ดังนั้นของคุณน่ะ มันใช้ไม่ได้ ต้องไปใช้ยากลุ่มยาฉีดแทนนะฮะ ซึ่งตรงเนี้ยอยากจะให้ระวังกันไว้จริงๆ เพราะว่าถ้าไปต่างประเทศแล้วไม่มีใครรู้ หรือคุณไปป่วยไปเกิดอุบัติอุบัติเหตุที่ต่างจังหวัดแล้วไม่มีใครรู้นั่นแหละครับคืออุบัติเหตุก็แย่แล้ว ถ้าเจอภาวะนี้ขึ้นไป คุณก็ไม่รอดแน่นอนนะครับ
อ่ะ อันนี้ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ป่วยรายนี้ ครอบครัว แล้วก็เพื่อนฝูงนะครับ รวมทั้งคุณหมอที่ดูแลทีมนี้ด้วยนะครับ ผมบอกว่า อืม อันเนี้คือ คือโรคแห่งความโชคร้ายจริงๆ ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็น แล้วถ้าเป็นขึ้นมาก็รักษายากเหมือนกันนะครับ วันนี้เท่านี้นะครับ ถ้าใครมีอะไรสงสัยก็สอบถามมานะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ