📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ทีมบริหารประเทศ #พรรคประชาชน #ปิยบุตรทัวร์ 7ม.ค.69

Friends Talk 1:07:51

Transcription

เนื่องจากเราอยู่บริเวณด้านนอกนะครับ ก็ขออภัยคุณเห็ดหอมด้วยนะครับ บอกเวลากะเทยนะ ครับ ใครเข้ามาแล้วเชิญกดไลก์ กดแชร์นะครับ กดติดตามเพจ ติดตาม Channel นะครับ อย่าลืมสนับสนุน Channel เราให้ยังคงทำงานรับใช้ทุกคนต่อไปได้ด้วยนะครับ มาหรือยัง อันเนี้ยเออลองเช็คดูให้หน่อยได้มั้ยฮะว่าภาพและเสียงปกติมั้ย ลองคอมเมนต์เข้ามาหน่อยได้มั้ยครับว่ามันไลฟ์แล้วนะครับ ถ้าเราไลฟ์แล้วเราจะได้เริ่มชวนอาจารย์ป๊อกเลย เพราะว่าเดี๋ยวดึกแล้วเดี๋ยพรุ่งนี้อาจารย์ป๊อกต้องเดินทางไปที่เอ่อสกลนครด้วยนะครับ ช่วยกันกดไลก์ ช่วยกันกดแชร์นะครับ อย่าลืมช่วยกันกดติดตามเพจตาม Channel นะครับ ถ้าอยากให้เราทำงานรับใช้ทุกคนไปทั่วประเทศได้ อย่าลืมช่วยกันสนับสนุน Channel เราให้ยังคงทำงานรับใช้ทุกคนต่อไปได้ด้วยนะครับ

โอเค เดี๋ยวผมชวนอาจารย์ป๊อกเข้ามาเลยแล้วกันนะครับ

>> ปึ๊บ สวัสดีครับอาจารย์

>> สวัสดีครับคุณโบ๊ตครับ สวัสดีครับท่านผู้ชมครับ เสียงชัดเจนดีมั้ยครับ

>> ชัดเจนครับอาจารย์

>> เพราะว่าครั้งที่แล้วผมไปใส่หูฟังเลยไม่ชัดนะ พอไม่มีหูฟังชัดกว่า

>> อาจารย์ต้องซื้อหูฟังใหม่แล้ว [เสียงหัวเราะ]

>> ไม่ค่อยรู้เรื่องเทคโนโลยีเท่าไหร่ครับ

>> ครับ เอ่ออาจารย์เป็นไงบ้างครับช่วงนี้

>> ก็คือกระแสการเมืองเนี่ยมันแบบโอ้โห

>> เอ่อ

>> เดือดทุกวัน

>> ครับผมก็เลยตั้งใจจะมาชวนคุณโบ๊ตกับชวนท่านผู้ชมคุยกันวันนี้แหละนะครับ เกี่ยวกับเรื่อง เอ่อพรรคประชาชนซึ่งเขาพยายามสร้างมิติใหม่ในทางการเมือง คือการเปิดทีมบริหารให้รู้ก่อนล่วงหน้านะครับ เพราะว่าที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเนี่ย เวลาเราเลือกตั้งเนี่ยส่วนใหญ่เราก็รู้แค่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีใช่มั้ยครับ หรืออาจจะรู้เราว่าคนนี้น่าจะมีโอกาสเป็นรัฐมนตรีแต่มันไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าด้านไหนอะไรอย่างไรนะครับ ตอนนี้พรรคประชาชนก็เลยพยายามสร้างมิติใหม่ในทางการเมืองขึ้นมานะ ทีเนี้ยก็ปรากฏว่าเปิดไปเปิดมาก็มีคนวิพากษ์วิจารณ์อะไรต่างๆ นานาเต็มไปหมดนะครับ ผมก็เลยมาออกรายการคุณโบ๊ตวันนี้ก็ลองจะมาเล่าเข้าทัศนคติของผมนะฮะ แล้วก็การวิเคราะห์ของผมว่าวิธีคิดนะฮะของพรรคประชาชนเนี่ยเขาน่าจะมองอย่างไรนะฮะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกแกนนำพรรค กรรมการบริหารพรรคเนี่ยก็มองอย่างไรนะ

ก่อนอื่นผมคิดว่าจะขออนุญาตคุณโบ๊ตแล้วก็ท่านผู้ชมนะ ใช้เวลาสักเล็กน้อยนะทำความเข้าใจหลักการเบื้องต้นของระบบรัฐสภาก่อนนะครับ ระบบรัฐสภาเนี่ยมันก็จะมีความสัมพันธ์กันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภากับฝ่ายบริหารศาลหรือรัฐบาลนั่นเองนะฮะ ถ้าเป็นระบบประธานาธิบดีเนี่ยมันจะแยกขาดกัน แต่ระบบรัฐสภาเนี่ยมันสัมพันธ์กัน มันสัมพันธ์กันอย่างไรฝ่ายบริหารเนี่ยมาจากความเห็นชอบของสภาก็คือเขาเป็นคนเลือกนายกรัฐมนตรีนะครับ ในขณะเดียวกันฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาเนี่ยก็มีอำนาจในการตรวจสอบถ่วงดุลก็คือในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล มันมีขาเกี่ยวกันเอาไว้อยู่ตรงนี้

ทีนี้มาในเรื่องของตำแหน่งเนี่ย ถามว่าตำแหน่งนายกฯ รัฐมนตรีหรือตำแหน่งรัฐมนตรีเนี่ยจำเป็นต้องเป็น ส.ส.มั้ย โดยหลักแล้วนะครับ ระบบรัฐสภาไม่ได้เรียกร้องถึงขนาดนั้นว่าต้องเป็น ส.ส. เพียงแต่ว่าตัวนายกรัฐมนตรี ตัวรัฐบาลเนี่ยมันจะมาจากเสียงข้างมากของสภา มาจากความไว้วางใจของสภา ส่วนตัวนายกฯ หรือตัวรัฐมนตรีเนี่ยจะเป็น ส.ส.หรือไม่ก็ได้ แต่ที่ผ่านมานะครับ ถ้าเราไปดูธรรมเนียมปฏิบัติในหลายๆ ที่ อาจารย์ยกตัวอย่างอังกฤษก็ได้ ส่วนใหญ่แล้วนายกรัฐมนตรีก็จะเป็น ส.ส.กันทั้งนั้นแหละ

>> อื

>> นะครับ ส่วนของประเทศไทยล่ะ ประเทศไทยเราเนี่ยมันมีลักษณะบริบทเฉพาะในทางประวัติศาสตร์ ทุกท่านทราบมั้ยครับว่าไอ้ไอ้สิ่งที่เราเรียกกันว่าระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบซึ่งเกิดขึ้นหลังรัฐธรรมนูญ 21 เนี่ย มันก็มีปัญหาตรงที่ว่าเรามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเสร็จปุ๊บ แต่ละพรรคจับมือกันตั้งรัฐบาล เสร็จปุ๊บก็จะไม่เอาคนของตัวเอง ไม่เอาหัวหน้าพรรคของตัวเอง ไม่เอา ส.ส.ของพรรคตัวเองขึ้นไปเป็นนายกรัฐมนตรี แต่จะไปเชิญนายทหาร ไปเชิญผู้บัญชาการทหารบก ไปเชิญคนทำรัฐประหารมาเป็นนายกทุกครั้ง

>> เช่น พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เช่น พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ในช่วงเวลานั้นมันเป็นลักษณะแบบนี้มาโดยตลอด หรือแม้กระทั่งพลเอก สุจินดา คราประยูร หลังเหตุการณ์รัฐประหารปี 34

ทีเนี้ยไอ้ลักษณะเนี้ยมันดำรงอยู่มาประมาณเกือบ 15 ปีเต็ม จนมันมาระเบิดออกตอนเหตุการณ์พฤษภาคม 35 เหตุการณ์พฤษภาคม 35 ก็ก็เลยมีความเอ่อการเรียกร้องบอกว่าต่อไปนี้พอได้แล้วน่า การเลือกตั้งเลือกตั้งเสร็จแล้วสุดท้ายเอาทหารมาเป็นนายกทุกทีเลย เลือกตั้งเป็นแค่ไม้ประดับ สุดท้ายเอาทหารมาเป็นนายกทุกที ดังนั้นเอาล่ะ ขอต่อสู้เรื่องนี้ได้มั้ย ให้นายกต้องเป็น ส.ส.นะครับ ดังนั้นบริบทประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่เรายึดถือกันว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.เนี่ย มันมาจากความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของเราเอง ซึ่งเรากังวลว่าเลือกตั้งเสร็จแล้วกองทัพจะบีบพรรคการเมืองทุกพรรคว่าเอ็งต้องไปเชิญนายทหารมาเป็นนายก ไม่งั้นพวกเอ็งไปต่อไม่ได้ ทำอย่างนี้ทุกครั้ง ดังนั้นเค้าก็เลยเขียนบังคับเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ 40 ว่านายกต้องเป็น ส.ส. แล้วเมื่อ ส.ส.คนนั้นมาเป็นนายกแล้ว ต้องไปลาออกจาก ส.ส.

>> นะครับ นี่รัฐธรรมนูญ 40 ทำกันแบบนี้ พูดง่ายๆคือไอ้ความคิดนายกต้องเป็น ส.ส.เนี่ย มันเป็นมรดก เป็นผลพวงในทางประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์พฤษภาคม 35 ดังนั้นมันจำเพาะเจาะจงเฉพาะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้น

ทีนี้มันเดินทางมาจนถึงปี 60 เนี่ย ปี 60 เนี่ยก็ปรากฏว่าเขาไม่ได้บังคับว่าต้องเป็น ส.ส.หรือไม่สำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เขาบอกว่าให้พรรคการเมืองเปิดแคนดิเดต 3 คนมา ทุกครั้งคุณจะเป็น ส.ส.ก็ได้หรือไม่เป็นก็ได้ แต่ต้องเป็นบัญชีแคนดิเดตนายกฯ ของแต่ละพรรคนะครับ นี่ 60 มันทำแบบนี้นะครับ อันนี้คือตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ทีนี้ตำแหน่งรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.มั้ย อันนี้ไม่มีไม่ไม่มีที่ไหนบังคับนะครับ ระบบรัฐสภา นายก เอ่อ ตัวรัฐมนตรีเนี่ยไม่ต้องเป็น ส.ส.ก็ได้ ก็เพราะอะไรล่ะครับ ก็เพราะว่าเสียงข้างมากในสภามันไว้วางใจตัวนายก ตัวรัฐบาลไปหมดแล้ว ให้คนเหล่าเนี้ยขึ้นมาเป็น แต่คุณจะเป็นหรือไม่เป็นก็ได้ 40 นี่ไปกันใหญ่เลยนะครับ 40 เนี่ย ส.ส.คนไหนมาเป็นรัฐมนตรีต้องลาออกให้หมดนะ ตอนรัฐมนตรี 40 เค้าให้คุณดำรงตำแหน่งอันเดียวนะฮะ เพราะฉะนั้นนี่คือเรื่องราวในทางประวัติศาสตร์ ดังนั้นหลักคิดมันอยู่ตรงแหละก็คือระบบรัฐสภาไม่ได้เรียกร้องว่ารัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.

ทีนี้แต่ละพรรคเวลาได้มาเป็นรัฐบาลเนี่ย เขาก็คิดอ่านกันจะให้คนไหนเป็น จะเอาตำแหน่งไหนให้คนนอก จะเอาตำแหน่งไหนให้คนใน จะเอาตำแหน่งไหนให้หัวหน้ามุ้ง จะเอาตำแหน่งไหนให้ ส.ส.อาวุโสที่เป็นมาแล้วหลายสมัย จะเอาตำแหน่งไหนแบ่งให้ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้ เค้าก็ออกแบบกันไปเองกันแต่ละพรรคนะฮะ ที่ผ่านมาก็จะเป็นแบบนี้

ทีนี้พอมารอบนี้เนี่ย ในส่วนของพรรคประชาชนซึ่งเขาพยายามสร้างมิติใหม่ในทางการเมืองเนี่ย ว่าเปิดโผบริหารให้ดูก่อนวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง

>> อื

>> ด้วยการที่จะหมายความว่าอะไรฮะ หมายความว่าครั้งเนี้ยคุณเลือกไม่ได้เลือกแค่ผู้แทนราษฎรที่บ้านของคุณ ไม่ได้เลือกแค่ผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อ ไม่ได้เลือกแค่แค่ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ครั้งเนี้ยการกากบาทบัตร 2 ใบเนี่ยมันส่งผลถึงการนำไปสู่ตัวรัฐมนตรีด้วยนะฮะ ไม่มีที่ไหนบังคับให้ทำ แต่พรรคประชาชนเขาอยากทำ พยายามเปิดโผิติใหม่ในทางการเมืองก็เลยทำแบบนี้มา

ทีนี้ปัญหามันก็เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า เอ๊ะไอ้นี่คนนอก ไอ้นี่ลอยมาจากไหน ไอ้นี่ไม่ใช่ ส.ส.ครองพรรคอะไรต่างๆ นานา ผมคิดว่าพรรคเค้าก็คงต้องตอบโจทย์ให้ครบถ้วนนะฮะ ผมคิดว่ามันมีโจทย์อยู่ 4 ข้อครับ คุณโบ๊ต

โจทย์ 4 ข้อคืออะไร

ข้อที่ 1 เขาต้องตอบโจทย์เรื่องรัฐมนตรีหรือทีมบริหารที่เขาวางไว้เนี่ย ต้องเป็นคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ ได้รับการยอมรับจากแวดวงในเรื่องนั้นๆ แวดวงที่ที่คุณจะเข้าไปเป็นรัฐมนตรี กระทรวงไหนน่ะ คุณได้รับการยอมรับจากแวดวงในเรื่องนั้นๆ นะฮะ เช่น ถ้าคุณจะมาเป็นเรื่องการศึกษา แวดวงการศึกษาเห็นชื่อคุณแล้วเยี่ยม เอ่อ ถ้าคุณจะมาทำเรื่องต่างประเทศ แวดวงการต่างประเทศเห็นชื่อคุณแล้วยกนิ้วให้ นะฮะที่คุณจะมาทำเรื่องเศรษฐกิจ เอาเค้าเห็นชื่อคุณยกนิ้วให้ คุณจะทำเรื่อง Digital Economy เศรษฐกิจใหม่ แวดวง Digital Economy เห็นแล้วยกนิ้วให้ แบบนี้เป็นต้น ก็คือโจทย์ข้อที่ 1 คือ Put the right man in the right job นั่นเอง ก็คือเอาคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญไปทำหน้าที่รัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ นะฮะ โจทย์ข้อที่ 1

ทีนี้ถ้าคิดแต่โจทย์ข้อนี้ข้อเดียวเนี่ย มันก็จะกลายเป็นผมเรียกว่าเทคโนเครซี

>> อื

>> นะ เทคโนเครซี เรารู้จักใช่มั้ยฮะ ก็คือ

>> ครับ

>> อ่าก็คือผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทีนี้เทคโนเครซีก็คือระบบที่เทคโนแครตเป็นใหญ่

>> นะฮะ ก็คือพูดง่ายๆคือคุณไม่ลงสนามการเมืองเลย คุณอยู่ในแวดวงมหาลัย อยู่ในแวดวงวิชาการ อยู่ในแวดวงเฉพาะด้านของคุณเลย ตัวคุณสะอาดยังไม่เคยลงมาแปลกเปื้อนทางการเมือง ไม่เคยเดินยกมือไหว้ประชาชน ไม่เคยหาเสียงเลย แต่เดี๋พวกคุณเป็นรัฐมนตรีตลอดกาล แล้วพวกคุณก็ถูกฝึกเบ้าหลอมมาจากมหาวิทยาลัยนั้น มหาวิทยาลัยนี้ โรงเรียนนั่น โรงเรียนนี้ วิธีคิดออกมาเหมือนกันหมด ขามันก็จะลอยนะครับ เราก็เรียกกันในภาษาอังกฤษว่าเทคโนโครซี หรือเทคโนแครตเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

>> นะฮะ ดังนั้นถ้าเรายึดไอ้โจทย์ข้อที่ 1 ข้อเดียวเนี่ย ผลที่ตามมาคืออะไรครับ มันเอียงไปหมดเลย

>> อืๆ

>> มันเอียงไปในทางเทคโนเครซีหมดเลย ดังนั้นมันก็ต้องมีโจทย์ข้อที่ 2 ที่ต้องตอบให้ได้ นั่นก็คือคุณจะสร้างจุดเกาะเกี่ยวกับพรรคการเมืองได้อย่างไร สร้างจุดเกาะเกี่ยวกับพรรคการเมืองได้อย่างไร รัฐธรรมนูญ 40 50 60 เนี่ยมันมีระบบบัญชีรายชื่อ เขาก็จะพยายามบอกว่าไอ้พวกที่จะไปเป็นรัฐมนตรีต่างๆ ก็ไปใส่ไว้ในบัญชีรายชื่อพรรคแล้วกัน เลือกตั้งปุ๊บก็จะได้โชว์

>> นะฮะ จะได้โชว์ให้เห็นว่าใครบ้างจะมาเป็นรัฐมนตรีนะ ก็ไปเกี่ยวกับพรรคแล้วนะฮะ หรืออีกแบบนึงครับ สร้างความจุดเกาะเกี่ยวกับพรรคคืออะไร คนที่คุณจะเชิญมาเป็นรัฐมนตรีต่างๆ เนี่ย คุณควรเข้ามาทำงานในพรรคนั้นบ้าง เช่น พรรคเค้าวางแผนนโยบายต่างๆ ไว้ เค้าออกแบบนโยบายไว้ คุณมาช่วยคิดด้วย ตั้งแต่วันออกแบบนโยบาย คุณมาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย ตั้งแต่วันออกแบบนโยบาย พรรคก็ออกแบบนโยบายเสร็จ คุณลอยมาเข้ามาเป็นปุ๊บ แสดงว่าคุณเห็นด้วยกับนโยบายพรรค นั้นและคุณพร้อมจะทำงานกับพรรคพรรคนั้น เวลาพรรคเค้าจัดการประชุม พวกคุณก็ไปร่วมประชุมด้วย เวลาพรรคเค้าจัดที่ประชุม ส.ส.ทุกสัปดาห์ คุณก็ไปคุยกับพวก ส.ส.ด้วยใช่มั้ยฮะ หรือแม้บางคนก็อาจจะไปลง ส.ส.เอาบัญชีรายชื่อ

>> นะฮะ ก็คือมันมีความเชื่อมโยงกับพรรค รับผิดชอบกับพรรคด้วย ไม่ใช่ลอยมาโดดๆ

>> นะ ก็ต้องตอบโจทย์ข้อที่ 2 นี้ให้ได้นะ ทีนี้พอมาโจทย์ 2 ข้อนี้ อ้า มันมีอีกโจทย์นึงครับ โจทย์ข้อที่ 3 โจทย์ข้อที่ 3 คืออะไร คือการสร้างความรับผิดชอบกับประชาชน ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง นะครับ รอบนี้พรรคประชาชนเค้าทำไงล่ะ เค้าเปิดให้ดูตั้งแต่วันนี้เลยครับ อีกเดือนนึงเนี่ยกว่าจะหย่อนบัตร เค้าเปิดให้ดูก่อน

>> นะฮะ ก็คือพูดง่ายให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรู้ล่วงหน้าว่าถ้ากาเบอร์ 46 กาบัตรเขตแต่ละเขตของพรรคประชาชนแล้วเนี่ย แล้วถ้าเขาได้เสียงข้างมากพอเขาตั้งรัฐบาล คุณจะเห็นหน้ารัฐมนตรีดังต่อไปนี้ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 คุณจะเห็นที่ปรึกษานโยบายดังต่อไปนี้ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 คุณจะเห็นทีมนทีมบริหารหน้าตาเป็นอย่างไร ด้านใด คุณเห็นหมดเลยตั้งแต่วันนี้ นะฮะ นี่คือคือแรงความรับผิดชอบกับประชาชน นะครับ ซึ่งการเปิดมาก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้งนี่โจทย์ข้อที่ 3

โจทย์ข้อที่ 4 คืออะไร ข้อจำกัดส่วนบุคคลฮะ คุณพเนี่ย แต่ละคนมันมีข้อจำกัดในชีวิตของตนเองไม่เหมือนกัน นะ ข้อจำกัดในชีวิตเช่นอะไร เช่นบางคนยังทำงานประจำอยู่

>> อ่า

>> อ้าวอยู่ดีๆเกิดการเลือกตั้งมา เฮ้ยยังเคลียร์งานประจำเปลี่ยนผ่านงานประจำไม่จบ จะลาออกได้อย่างไร บางคนบอกว่าเอ้าคุณก็ลาออก มาตั้งก่อนไปเลยตั้งปีนึง คุณมาร่วมทำงานกับพรรค ปัญหาคือแล้ว 1 ปีที่เขาลาออกมา เขาจะใช้ชีวิตอย่างไรในการหาเลี้ยงชีพ

>> นะ ก็เป็นข้อจำกัดเรื่องข้อจำกัดส่วนบุคคลมั้ยฮะ

>> เช่นบางคนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ยังใช้ทุนไม่หมด นะครับจะทำอย่างไร บางคนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยยังอยู่ในภารกิจงานวิชาการ งานสอนที่ยังจบไม่จบปีการศึกษา อ้าวแต่มันมีเลือกตั้งมาก่อนทำยังไง

>> อื

>> นะฮะ บางคนอาจจะยังทำเป็นกรรมการบอร์ดนั้น บอร์ดนี้อยู่ มันยังเคลียร์ปัญหาที่เขาทำกันอยู่ไม่จบอ่ะนะ หรือแม้กระทั่งบางท่าน ยกตัวอย่างกรณีท่านทูตพิศาจ ท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งยังไม่พ้น 2 ปี

>> 11 พฤษภาคม 69 ถึงจะพ้น 2 ปีถึงจะดำรงตำแหน่งได้ ดังนั้นถ้ารัฐบาลมันเกิดขึ้นก่อนก็ยังเป็นไปไม่ได้ เพราะมันติดข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ แบบนี้เป็นต้นนะ เอาผมยกตัวอย่างไม่ต้องยกคนอื่นยกตัวผมก็ได้ คุณโบ๊ ผมเนี่ยมีข้อจำกัดส่วนบุคคลคืออะไร วันที่ผมตัดสินใจตั้งพรรคอนาคตใหม่กับคุณธนาธรกับคุณชัยธวัฒน์เนี่ย 15 มีนาคม 61 เป็นวันที่เราเปิดตัวว่าเราจะตั้งชื่อ เอ่อ จดแจ้งชื่อพรรคชื่อว่าอนาคตใหม่ ผมกับคุณธนาธรก็ไปแถลงข่าววันนั้นเนี่ย ผมอยากจะลาออกแล้ว เพราะว่าผมมาลงการเมือง ผมต้องประกาศตัวว่าผมจะหยุดงานวิชาการเพื่อรักษาความเป็นกลาง ผมลาออกมาถูกมั้ย แต่ปัญหาคือวันนั้นผมออกไม่ได้ทันที เพราะผมยังมีวิทยานิพนธ์ที่ผมต้องสอบที่ผมต้องคุมต่อ

>> อื

>> นะครับ ผมก็โอเค เปิดตัวไปเสร็จปุ๊บ แต่ผมก็นับถอยหลังแล้ว ผมรีบไปเคลียร์จน 3 เดือน จบสอบวิทยานิพนธ์ครบบางคนบอกอ้าก็สอบเสร็จนักศึกษาผมยังเขียนไม่เสร็จอ่ะ ทำไงถูกมั้ยอ่ะ ทีนี้มันอ่ะพอเขียนเสร็จก็ไล่สอบจนครบทุกเล่มนะ เสร็จปุ๊บผมจะว่าประมาณ กรกฎาคมผมออกละ นะฮะ ผมผมไปยื่นใบออกเรียบร้อยอย่างเนี้ย เป็นต้น มันก็มีข้อจำกัดของแต่ละบุคคล ของผมเนี่ยใช้ทุนการศึกษายังไม่หมดด้วย

>> สุดท้ายผมต้องไปเซ็นรับสภาพหนี้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผ่อนจ่าย

>> นะฮะ แล้วตอนนี้จ่ายหมดละ อย่างนี้เป็นต้นนะ แต่ละคนมันมีข้อจำกัดส่วนบุคคลก็ต้องประเมินกันด้วย

ไอ้โจทย์ 4 โจทย์ที่ผมบอกมาเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้ความเชี่ยวชาญประสบการณ์ได้รับการยอมรับจากแวดวงนั้นๆ 1 การสร้างจุดเกาะเกี่ยวกับพรรค 2 การสร้างการความรับผิดชอบต่อประชาชนด้วยการเปิดเผยโปร่งใสล่วงหน้าเนี่ย 3 และข้อจำกัดของแต่ละคน 4 ครั้งเนี้ยผมคิดว่าพรรคประชาชนทีมบริหารการนำพรรคผู้นำพรรคเค้าเนี่ย ที่ค่อยๆเปิดมาทีละคนและมีชื่อมาแต่ละคนเนี่ย ผมคิดว่าเค้าก็พยายามสร้างความสมดุล 4 เรื่องนี้ให้มันไปพร้อมๆกัน สมมุติคุณบอกว่าคุณเอาจุดเกาะเกี่ยวของพรรคอย่างเดียว คุณจะเอา ส.ส.ของพรรคอย่างเดียว คำถามคือ ส.ส.ของพรรคประชาชนที่ มีหลายคนบอกทำไมไม่เอาคุณนั้นไม่เอาคนนี้ ไม่เอาพฤทธิ์ไม่เอารังสี มันก็พฤทธิ์อายังไม่ถึง 35 นะ เกิดปี 92 รังสีมัน เอ่อ 2535 นะฮะ ปีนี้เปีนี้อายุ 34 ยังไม่ถึง รังสีมันก็เหมือนการเกิดปี 35 ก็อายุยังไม่ถึง 35 ก็ยังเป็นไม่ได้

>> อื

>> นะฮะ และอีกหลายๆคนอย่างนี้เป็นต้นนะฮะ ดังนั้นดังนั้นถ้าคุณบอกเฮ้ยคุณจะเอาของคนของพรรคมาหมดเนี่ย เอามาหมดเลยอ้าเดี๋ก็จะ มีปัญหาว่าเอ๊ะแล้วคนนี้ถนัดความรู้เชี่ยวชาญจริงมั้ย คนนี้ควรไปทำงานฝ่ายนิติบัญญัติมั้ยนะ แต่ถึงแต่เขาก็ถ้าเขาไปกวาดเอาผลนอกมาหมดเป็นเทคโนเครซีมาหมดเลยเนี่ย เอ๊ะมันก็ไม่ใช่นิ เพราะอะไร

>> ก็เพราะว่าหัวหน้าพรรคเพิ่งพูดเมื่อวานนี้เนี่ยฮะ บอกว่าทีมบริหารที่เปิดกันมาเนี่ย 3 ท่านแล้วเนี่ย

>> เเข้ามาทำงานกับพรรค เตรียมวางแผนมาตั้งนานแล้ว

>> ไม่ใช่อยู่ดีๆลอยมา โอเคล่ะแต่สมาชิกพรรค โหวตเตอร์พรรค หรือ ส.ส.พรรคบางคนอาจจะไม่รู้ไม่ทราบถูกมั้ยฮะ มันก็มีพวกแกนนำบริหารอะไรต่างๆ เค้าก็ออกแบบเตรียมตั้งเตรียมตั้ง ครม.อะไรกันไว้มั้ฮะ ดังนั้นดังนั้นดังนั้นจะถามว่าเค้าเอียงข้างใดข้างหนึ่ง ผมว่าเค้าก็พยายามทำให้มันได้จุดสมดุล หรือแม้กระทั่งเดี๋ยวก็คงจะมี เดี๋ยวคงจะเปิดทีมบริหารกันมาอีกใช่มั้ย อีกหลายวันแล้วก็น่าจะมีบางคนที่เป็น ส.ผู้สมัครบัญชีรายชื่ออยู่ด้วย

>> อาจารย์คิดว่ามีใช่มั้ย

>> ก็เดี๋ยวดูก็ผมก็เห็นคนเค้าพูดกันอีกว่าคน นั้นคนนี้เป็นเตรียมเป็นรัฐมนตรีเรื่อง นั้นเรื่องนี้มันต้องมีอยู่แล้ว มันไม่มีทางที่นอกหมดล้านล้านเปอร์เซ็นต์หรอก เอ่อไม่ มันไม่มีทางเป็นคนที่ไม่ใช่เป็น ส.ส.หมดล้านเปอร์เซ็นต์หรอก มันก็มีคนที่เป็น ส.ส.แล้ว เผลอๆคนที่เป็น ส.ส.มาเป็นเนี่ย เผลอๆพรรคเค้าให้ลาออกด้วย เพราะเขาต้องการให้คุณรับภารกิจงานบริหาร ไม่ต้องมาสภาไง

>> อื

>> มเดี๋ยวไม่งั้นมากดโหวตไม่ทันอีกเสียงหายอีกใช่มั้ย ดังนั้นถ้าคุณได้ไปเป็นคุณก็ลาออกซะ แล้วเลื่อนอันดับ

>> นะ ให้คนอื่นๆนะครับ แบบที่หลายๆพรรคทำกันที่ผ่านมานะฮะ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าผมนั่งอ่านข้อมูลความคิดเห็นต่างๆเนี่ย เอ่อ ผมผมก็เลยพยายามอยากจะทำความเข้าใจตรงเนี้ย 1 รัฐมนตรีไม่ต้องเป็น ส.ส.ก็ได้นะ ครับแต่แน่นอนแต่ละพรรคเค้าก็ออกแบบกันเอง เค้าคงไม่เอาคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส.มาหมดหรอก เค้าก็คงเอาคนที่เป็น ส.ส.เข้ามาบ้าง และเผลอๆ ส.ส.มาเป็นแล้วเ ให้ลาออกด้วย ให้ลาออกจาก ส.ส.ด้วยไปเป็นรัฐมนตรีอย่างเดียว ใช่มั้ยฮะ ในขณะเดียวกันถามว่าไอ้เอ่อผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญนี่ดึงเข้ามา เค้าก็มีความสัมพันธ์กับพรรค เค้าก็ทำงานกับพรรคงานนะฮะ ดังนั้นผมคิดว่า เอ่อมันต้องชั่งน้ำหนักแล้วก็ผสมผสานทั้งโจทย์ทั้ง 4 ข้อที่ผมบอกนะฮะ มันถึงจะออกแบบมาได้นะครับ มันไม่สามารถเอาแบบใดแบบหนึ่งแบบใดแบบหนึ่งได้โดยสมบูรณ์เด็ดขาดนะครับ

เอ่อ ผมชวนคุณโบ๊ตพูดต่ออีกนิดนึงแล้วกัน คือมันมีคำนึงที่ใช้กันบ่อยๆว่าคนนอก รัฐมนตรีคนนอกนะครับ ที่ผ่านมาเวลาเราพูดรัฐมนตรีคนนอกนี่คือใคร คือคนที่ไม่ยุ่งกับพรรคเลย นึกออกมั้ยฮะ ในอดีตที่ผ่านมาพอพลเอกเปรมมาเป็นนายกคนนอกปุ๊บ พลเอกเปรมก็จะขอโควต้าทุกพรรคว่าขอประมาณ 3-4 เก้าอี้ที่ฉันจะเอาคนนอกมาไม่เป็นไม่เกี่ยวกับพรรคเลย

>> นะฮะ ซึ่งประจำเมื่อก่อนคุณสุธี สิงห์เสน่ห์จะต้องมาเป็นขุนคลังคู่ใจให้กับพลเอกเปรมนะครับ อย่างเงี้ยเป็นต้น แล้วก็มีอีกหลายๆท่านที่พลเอกเปรมจะเอามาอย่างเงี้ย คือคนนอกเลย คือไม่เกี่ยวกับพรรคเลย ไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่ได้สมัครสมาชิกพรรคไหน ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับพรรคไหนเลย คือมาเป็นรัฐมนตรีเป็นเสร็จแล้วก็ไป

>> อื

>> นะฮะ อ่าเนี่ยที่ผ่านมาเราเรียกว่าคนนอก ใช่มั้ยครับ แต่ทีมบริหารที่พรรคประชาชนเค้าจะทยอยเปิดมาเนี่ย เปิดมาแล้ว 3 ท่านใช่มั้ยครับ เดี๋ยววันที่ 11 เค้าคงเปิดชุดใหญ่

ถามว่าคนนอกเป็นอะไร หมายความว่าคนนอกคือไม่ได้เป็น ส.ส. หรือคนนอกหมายถึงไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค หรือคนนอกหมายถึงไม่เคยทำงานกับพรรคเลย

>> อือือ

>> ถูกมั้ยฮะ ผมฟังหัวหน้าพรรคเค้าชี้แจงเนี่ย โอเคไม่ได้เป็น ส.ส.หลายคนใน 3 คนที่เปิดมา คือไม่ได้ลง ส.ส. เป็นสมาชิกพรรคหรือเปล่าผมไม่แน่ใจอาจจะต้องไปดูนะครับผมไม่ทราบนะ ไม่ได้ทำงานกับพรรคเลยเนี่ยผมว่าไม่น่าใช่ละ ถูกมั้ย เค้าเข้ามาทำงานกับพรรคอยู่นะครับ แล้วก็เดินตามแนวทางนโยบายที่พรรคเค้า วางเอาไว้นะฮะ เพราะฉะนั้นรอบเนี้ยจะพูดว่ามันเป็นคนนอกเนี่ยผมว่าพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำนะ ครับคือเค้ามาอยู่กับพรรคอ่ะนะฮะ หรือแม้กระทั่ง ณ วันนี้นะ ถ้าให้ผมนิยาม เอ่อกรณีของคุณสุภจีนะครับ คุณเอกนิติ นะครับ หรือแม้กระทั่ง เอ่อท่านศิศักดิ์เนี่ย รอบนี้นะ จะเรียกว่าคนนอกคงไม่ได้แล้ว

>> อื

>> อาจจะเป็นคนนอกได้ยังไง คุณศิยศักดิ์เป็นแคนดิเดตนายกด้วย เห็นมั้ยฮะ คุณสุปจีและคุณเอกนิติมีข่าวว่าเดี๋ยววันพรุ่งนี้จะไปร่วมหาเสียงในพื้นที่ กทม. ด้วยเห็นมั้ยฮะ เพราะฉะนั้นไม่ไม่ได้ไม่ได้เป็นคนนอกแน่ นอนแล้วล่ะเห็นมั้ยฮะ งั้นเราเราจะนิยามคนนอกว่าอะไรอย่าง แต่ถ้าเป็นคนนอกสมัยแบบป๋าเปรมหรือที่แกจะดึงขุนคนขุนพลคู่ใจ 3-4 คนเข้ามาอ่าอย่างเงี้ยใช่ หรือสมัย เอ่อคุณทักษะทักษ์ตั้งรัฐมนตรีคลังเอาอาจารย์ สุรเกียรติ เสถียรไทยมาเป็นอย่างเงี้ยอ่า คุณบดี จุลานนท์ แบบเงี้ยมาอ่ะใช่มั้ย แต่รอบเนี้ยคือเขาไม่อยู่กับพรรคอ่ะ

>> อื

>> เพไปเปิดตัวกับพรรคตั้งแต่นี้คิดดูมัน จะเป็นคนนอกได้ยังไงอ่ะ เปิดตัวตั้งแต่วันเนี้ยแล้วเดี๋ก็จะไปร่วมงานวันที่ 11 แล้วเดี๋ก็ไปออกรายการก็ยืนยันชัดเจนว่าเตรียมมาเป็น ผมว่าอย่างนี้มันไม่ได้นิยามว่าคนนอกแล้วนะ

>> นะฮะ แล้วก็ทำงานกับพรรคด้วยนะฮะ ก็เลยคิดว่านิยามว่าคนนอกรอบเนี้ยมันมันมันจะเรียกว่าคนนอกเนี่ยไม่เต็มปากเต็มคำเท่าไหร่ในความเห็นของผมนะครับ

>> อื แล้วอย่างแล้วอย่างกรณีที่สมมุติมันมีเอ่อ เค้าเรียกว่าอะไรนะอาจารย์มีการเปิดตัว ออกมา

>> ครับ

>> แต่พี่น้องประชาชนมีอาจจะมีฟีดแบคที่แบบ อย่างกรณีกรณีของเนี่ยทูตพิศาจนะอาจารย์ ที่มันน่าจะเห็นดราม่ากันเยอะนะไม่ว่าจะ เป็นเรื่องตีความกันเรื่องจริยธรรมนะครับ ที่ออกมายังมีคนออกมาเรสกันแล้วอย่าง เงี้ยถ้าสมมุติเกิดคนไม่พอใจอ่ะอาจารย์ ประชาชนเจะมีหมายถึงว่าโวเตอร์เจะมี ฟังก์ชันอะไรในการที่จะแบบออกพรรคมั้ยฮะ

>> ผมผมคิดแบบนี้นะฮะ คือพรรคประชาชนเนี่ยมัน เดินไปเดินมาเดินมาเดินไปเนี่ยมาถึงพรรคที่ 3 แล้วเนี่ยไปๆมาๆเนี่ยกลายเป็นพรรคที่ทุกคนอยากมีส่วนร่วมแสดงความเห็นเยอะที่สุดเลยนะ ไม่ว่าคุณจะเชียร์ ไม่ว่าคุณจะเฝ้าติดตาม คุณเอาใจช่วย หรือเอ่อคุณเฉยๆ จนไปถึงคุณเกลียดคุณไม่ชอบคุณต่อต้าน โอ้โหจะมาแสดงความคิดเห็นใส่พรรคประชาชนหมด ในขณะที่พรรคอื่นๆไม่มีเลยนะ น้อยมากอ่ามีอ่ะแต่แต่แต่ไม่ไม่เท่าพรรคประชาชน พรรคประชาชนเนี่ยพูดมา 1 อย่างก็มีคนแสดงความเห็น พูดมา 2 อย่างก็มีคนแสดงความเห็นเสนอคนนั้นเสนอคนนี้เรื่องนั้นเรื่องนี้ นโยบายมีหมดคนเข้ามาแสดงความเห็นหมด ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีก็คือเสียให้เห็นถึงว่ามันมี active citizen ที่แสดงความสนใจ มีพลเมืองที่กระตือรือล้น มีสมาชิกพรรคที่กระตือรือล้น มีโหวตเตอร์ที่กระตือรือล้นติดตามอยู่ตลอดเวลานะฮะ เพราะต้องไม่ลืมว่าไอ้สิ่งที่เรียกว่าหัวคะแนนธรรมชาติมันก็เกิดมาจากบุคลิกลักษณะแบบนี้แหละ

>> คือคนมันมันอยากจะมีส่วนร่วม อยากจะเอาใจช่วย อยากจะแสดงความคิดเห็น อยากจะวิจารณ์กับพรรคพรรคนี้ตลอดเวลานะครับ ดังนั้นมันก็เป็นมุมบวก เป็นพลังในแง่บวก แต่ทีนี้ข้อวิจารณ์ต่างๆที่ว่ามามันเป็นอย่างงี้ครับ คุณโบ๊ต ในทางการเมืองไม่ว่าคุณตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่มีทางที่ทำให้คนพอใจทุกคน ไม่มีทาง ไม่มีทางเลยครับที่คุณบอกว่าสีดำ แล้วทุกคนจะชอบสีดำหมด คุณบอกสีขาวแล้วทุกคนจะชอบสีขาวตามหมด มันต้องมีคนไม่เห็นด้วย ไม่ชอบอยู่แล้ว แล้วก็ต้องมีคนวิจารณ์อยู่แล้ว แล้วก็ต้องมีคนเสนอให้ทำแบบอื่นอยู่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเกิดคุณเสนออะไรไปหมดคนเห็นด้วย 100% ทุกคนนะ โอ้โหผมว่านั่นอำนาจนิยมสุดขีดแล้วมั้ง ประเภทลงเลือกตั้งแล้วคุณได้ 98% ไงนะ มันเป็นไปไม่ได้ แม้กระทั่งคนที่เลือกพรรคคุณเองก็ตาม ถามว่าเขาชอบพรรคคุณ 100 เรื่องเลยหรอ คงไม่ใช่มันก็คงมีเรื่องที่ไม่ชอบบ้าง มีเรื่องชอบบ้าง แต่เขาถัวเฉลี่ยแล้วเบอกเอาวะเลือกมันเห็นมั้ย ทีนี้มองในมุมของพรรคเนี่ย เวลามีเสียงวิจารณ์เข้ามาเนี่ย พรรคต้องทำอย่างไร ในความเห็นผมคือคุณก็รับฟัง คุณก็ประมวลนะครับ แล้วคุณก็รวบรวมมา แล้วคุณก็มาประเมิน ฟังเสร็จแล้วประมวลเสร็จแล้วประเมินแล้วก็ตัดสินใจ ซึ่งตัดสินใจไปทางไหนก็คือทางนั้นแหละ ครับแต่ว่าฟังมาหมดแล้วไง เสียงค้านอ้าก็ฟังแล้ว แต่สุดท้ายกลับไปช่างน้ำหนักก็ยังยืนยันว่าเฮ้ย ตัดสินใจแบบที่ตัวเองที่ตัวเองตัดสินใจจะเดินหน้าแบบนี้ต่อก็จบก็รับผิดชอบไป แต่ถ้าตัดสินใจขึ้นมาแล้วพัว้ว พอฝั่งนึงพูดอย่าง อีกข้างนึงพูดอีกแบบนึง ฝั่งนึงแสดงความเห็นอีกแบบนึง อีกคนนึงแสดงความเห็นอีกแบบนึง ทั้ง 4 คนนี้เป็นโหวตเตอร์พรรคหมดเลยนะ แต่แสดงความเห็นไม่เหมือนกัน แล้วถ้าผู้บริหารพรรคบอกเอ้ยไปตามนายกไก่เห็นตามนายกไก่เปลี่ยนๆๆ เอาตามนายกไก่ว่า เดี๋ยวนางนางขไข่บอกเฮ้ยไม่ดี นายคอควายบอกเฮ้ยไม่ถูก อย่างนั้นก็ไม่ถูก คุณก็เปลี่ยนทุกครั้ง เปลี่ยนทุกครั้งสุดท้ายทำไมทำมาการฟังความเห็นจนเอามาเปลี่ยนทุกครั้งเนี่ย มุมกลับกันมันกลาย เป็นไม้หลักปักขี้เลนนะครับ

>> อื

>> ถูกมั้ย ภาวะผู้นำก็ไม่เกิด อะไรวะตัดสินใจแล้วเปลี่ยนอีกแล้วเปลี่ยนอีกแล้วเปลี่ยนอีกแล้ว ฟังวิจารณ์ฟังวิจารณ์ฟังวิจารณ์จาก 10 คน 10 แบบเปลี่ยน 10 ครั้ง ฮะ

>> ผมไม่ได้บอกว่าไม่ให้ฟัง ฟังแล้วคุณก็มาประเมิน แล้วคุณก็ตัดสินใจ ถ้าคุณเห็นว่าเออมันจริงก็เปลี่ยน แต่ถ้าคุณฟังแล้วคุณยังยืนยันว่าสิ่งที่คุณทำถูก คุณก็เดินต่อ แล้วก็รับผิดชอบต่อการตัดสินใจ หรือการเปลี่ยนการตัดสินใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณฟังทุกครั้งแล้วคุณหวั่นไหวทุกครั้งจนคุณไม่กล้าเดินหน้าทำอะไรเลย

>> อื

>> สุดท้ายคือการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องสำคัญ การรับฟังความเห็นเป็นเรื่องสำคัญ แต่ความเด็ดขาดในการตัดสินใด การไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา การแน่วแน่ในการเดินหน้า มันก็คือการแสดงภาวะผู้นำนะ ภาวะผู้นำมันต้องมีทั้งการรับฟัง การมีส่วนร่วม ภาวะผู้นำมันต้องมีทั้งตัดสินใจแล้วเด็ดขาดแล้วต้องเดินหน้าแล้วพร้อมรับผิดชอบ

>> อืม มันต้องไปทั้ง 2 อันน่ะนะฮะ งั้นวิจารณ์กันมาเถอะครับ ผมว่าเป็นข้อดีมากนะฮะ แต่วิจารณ์เสร็จแล้วผู้บริหารพรรคเค้าก็รวบรวมแล้วเก็ประเมินแล้วตัดสินใจก็เท่านั้นเอง

>> อื

>> แล้วถ้าตัดสินใจแล้วโวเตอร์บางคนบอกไอ้นี่เกินเส้นข้ามเส้นของฉันละ ฉันไปไม่ให้ไม่ได้แล้วเขาก็ไม่เลือก แต่ถ้าเขาคิดแล้วเขาบอกว่ามันมี 100 เรื่อง เรื่องที่ฉันไม่ถูกใจพรรคนี้ ดูแล้วเป็นแค่ส่วนกระพี้ ไม่ใช่แก่น ดูแล้วเป็นเรื่องรอง ไม่ใช่เรื่องหลัก ดูแล้วมันยังเป็นแค่ 15% 20% ยังมีอีก 80% ที่ฉันยังชื่นชอบอยู่อ้าก็กาต่อ

>> อื

>> ใช่มั้ยฮะ พรรคการเมืองมันก็เป็นอย่างเงี้ย คือคุณว่ามันพรรคการเมืองนะ ต่อให้เป็นพรรคพรรคแบบ เอ่อเค้าเรียกอะไรนะ Class Party นะครับแบบพรรคคอมมิวนิสต์แบบพรรคแรงงานพวกนี้ก็ตามนะ หรือเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมสุดตกก็ตาม คุณตัดสินใจอะไรไปก็ไม่ได้ทำให้คนอนุรักษ์นิยมชอบคุณหมดทุกเรื่องหรอก เช่นเดียวกันพรรคคอมมิวนิสต์ พรรคแรงงาน พรรคสังคมตัดสินใจอะไรไปก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนถูกใจคุณหมดหรอก มันก็มีเรื่องที่ไม่ชอบบ้างเป็นธรรมดานะครับ

>> เพราะฉะนั้นเพราะฉะนั้นผมกำลังจะอธิบายอย่างงี้ พรรคควรจะต้องรับฟังคำวิจารณ์ แล้วลองจำแนกแยกแยะคำวิจารณ์เหมือนตอนที่แล้วที่ผมพูดกับคุณโบ๊ตอ่ะว่าคนที่เฝ้าติดตามวิจารณ์พรรคประชาชนเนี่ย ผมแบ่งเป็น 4 4 ประเภท

>> อื

>> 1 คือบุคคลที่วิจารณ์ด้วยความปรารถนาดี หวังดี 2 บุคคลที่วิจารณ์เพราะว่าประเด็นที่ตัวเองผลักดันสนใจเนี่ย พรรคเค้าไม่เอา พรรคเค้าไม่ทำ หรือพรรคทำไม่พอ หรือพรรคทำไม่ตรงกับความเห็นคุณแล้วคุณเลยไม่พอใจก็เลยวิจารณ์ มี 2 3 บุคคลที่วิจารณ์เพราะมีประเด็นส่วนตัว เช่นพรรคไม่คัดให้ลง ส.ส.คราวนี้เลยโวยเลย

>> อ่า

>> พรรคไม่ยอมให้เป็นนั่นเป็นนี่เลยโวยเลย หรือเข้ามาแข่งขันแล้วแพ้ก็เลยโวยนะครับ นี่ 3 กับประเภทที่ 4 คือไอ้ฝั่งตรงข้ามเลยที่ไม่ว่าคุณทำอะไรผิดหมดนะฮะไอ้นี่ก็จ้องถล่มอย่างเดียว ผมว่า 4 ประเภทเนี้ย ไอ้ประเภทที่ 4 ก็ต้องชี้แจงไปนะครับ แต่ก็โดยสภาพคุณเปลี่ยนเค้าไม่ได้หรอก เพราะเค้าเค้าไม่มีทางเลือกคุณ เค้าต้องการถล่มคุณ เค้าต้องการโจมตีคุณอย่างเดียว ไอ้ 3 อันแรกเนี่ยอ่ะก็เอามาจำแนกแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไรนะครับ แล้วคุณก็เอามาประเมินทุกคำวิจารณ์ แต่ในท้ายที่สุดภาวะผู้นำมันต้องมี ต้องตัดสินใจแล้ว

>> นะ แล้วก็เดินหน้า

>> มิฉะนั้นนะคุณโบ๊ต ถ้าต่อไปพรรคการเมืองที่หวั่นไหวต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์แล้ว เปลี่ยนตามคำวิจารณ์ทุกครั้ง มองในมุมกลับพรรคนั้นก็จะเป็นพรรคที่ไม่ มีความหนักแน่นอะไรเลย

>> อื

>> พรรคนั้นก็ไม่มีภาวะผู้นำเลยที่คุณจะมา บริหารประเทศอะไรเดี๋ยววันนี้คุณฟังอย่าง คุณฟังอย่างคุณฟังอย่างคุณเปลี่ยนทุก วันนะ หรือถ้าผมเป็นฝั่งตรงข้ามผมจะทำลาย พรรคนี้ผมจัดมาคนมาถล่มปุ๊บเดี๋ยวใจมันส ใจมันอ่อนขามันสั่นแล้วมันเปลี่ยนอีก แล้วะ

>> อื

>> นะ ดังนั้นดังนั้นมันต้องมีเรื่องพวกนี้ เข้าไปด้วย หรือแม้กระทั่งเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ตอนเนี้ย ผมเห็นกองเชียร์พรรคผู้สนับสนุนพรรค โหวตเตอร์พรรค ยังเห็นต่างกันเป็น 2 ข้างเลย ทีนี้คุณบอกว่าทำไงดีล่ะ จะเอาตามใคร

>> ถูกมั้ยฮะ นั้นการบริหารการเมืองเนี่ยมัน ไม่มีทางที่ทำให้ใครพอใจ 100% มันมีแต่ทำให้ทุกๆคนไม่พอใจให้น้อยที่สุด

>> อื

>> นะฮะ เนี่ยการเมืองจะเป็นประวัติยังไงอ่ะ อาจารย์

>> ก็เนี่ยฮะก็ภาวะผู้นำของแต่ละครั้งแล้ว เนี่ยแหละครับคุณเอาความคิดเห็นคุณมาประเมินว่าเรื่องไหนคุณเกินไปแล้วเรื่องไหนเรื่องไหนคุณคิดว่าเฮ้ยมันมันยังมี เอ่อข้อดีอย่างอื่นที่มากลบข้อด้อยได้นะฮะ ผมยกตัวอย่างเช่น

>> มีคนพยายามถล่มหนักเลยบอกว่าพรรคพรรคนี้ ห้ามเอาคนที่เคยเชียร์ คสช. ห้ามเอาคนที่เคยเชียร์รัฐประหาร มาห้ามเอาคนที่เคยชุมนุมกับ กปปส. มา ผมว่าเรื่องนี้พรรคเค้าไม่เคยวางกติกาแบบนี้

>> อื

>> ตั้งแต่สมัยผมตั้งอนาคตใหม่มาก็มีคนที่ เคยอยู่กับ กปปส. มาตั้งเยอะ คนที่เชียร์รัฐประหาร 57 มาก็เยอะ แต่วันนี้เค้าเปลี่ยน เค้าเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนวิธีคิด เค้าเข้ามาแล้วเค้าก็ค่อยๆ อ่าปรับจูนความคิดกัน ก็ถ้าสมมุติว่าเรายึดอย่างนี้เลยนะว่าชีวิตของพรรคการเมืองสีส้มจะไม่เอาพวกที่เชียร์รัฐประหารมาแปดเปื้อนเราเลย

>> อื

>> ไม่ให้คนเหล่านี้มาทำงานกับเราเลย ไม่ให้คนเหล่านี้มาสมัคร ส.ส. หรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับเราเลย ถ้าเป็นอย่างงี้ประชากรกลุ่มที่จะทำงานกับพรรคส้มก็จะอยู่แค่เดิม ถูกมั้ยฮะ แต่ถ้าไอ้คนเหล่านี้เค้าเกิดเปลี่ยนน่ะ คุณไม่เอาเหรอ หรือคุณเป็นคนไปเปลี่ยนเค้าได้ด้วยซ้ำ คุณไม่โอบรับเค้าไปเหรอครับ คนมันเพิ่มขึ้นน่ะฮะ

>> คือการทำงานเมืองมันคือการขยายความคิด ขยายคน นะครับแล้วถ้าคุณยืนอยู่ที่เดิมคุณ 14.4 ล้านแล้วคุณจะไปถึงได้ยังไงอ่ะ ไอ้รอยเกินครึ่งประเทศอ่ะ

>> อื

>> แล้วการที่คุณจะไปให้ถึงเกินครึ่งประเทศ รับรองโหวตเตอร์คุณสมมุติคุณได้ 20 ล้านเสียงไม่มีทางที่ 20 ล้านเสียงคุณเห็นตรงกันหมดไม่มีทางแล้วถ้าวันนึงคุณมาบริหารประเทศคุณก็ต้องบริหารประเทศเพื่อให้กับเพื่อให้เพื่อคนที่ไม่ได้เลือกคุณด้วย เพราะเค้าเป็นพลเมืองไทย

>> อ่า

>> ถูกมั้ยฮะ ดังนั้นมันธรรมดา มันจะต้องมีเรื่องที่อ่ะคนนั้นเห็นคนนี้ชอบคนนี้ไม่ชอบ เป็นเรื่องปกติครับอื

>> อืม แต่ประเด็น แต่เมื่อเช้าอ่ะอาจารย์คุณเทงก็ให้สัมภาษณ์เนอะ ถ้าผมฟังไม่ผิดนะเพราะว่าผมถ่ายอยู่นะครับ คุณเทงก็พูดประโยคนึงเหมือนกันว่าการเปิดตัวทีมบริหารไม่ได้หมายความว่าเป็นรัฐมนตรีเสมอไป

>> อ่าอันนี้อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าเค้า วางแผนกับทีมผู้บริหารพรรคก็ผมคิดว่าการที่เขา ใช้คำนี้ก็คงหมายความอย่างนั้นมั้ง บางคนเป็น บางคนไม่เป็น ซึ่ง

>> คือมันอาจจะมอง 2 มุมเนาะ 1 ก็คือ

>> อ่า

>> เอ่อเราถ้าหากพรรคประชาชนเค้าได้ไม่ถึง ครึ่งเนี่ย เขาไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้พรรคเดียวเนี่ย

>> เขาก็ต้องตั้งรัฐบาลผสม ดังนั้นมันก็ต้อง มีการแบ่งกระทรวงให้กับพรรคอื่นด้วย ดังนั้นเป็นไปได้ที่เขาอาจจะไม่สามารถฟิกซ์ลงไปเลย ถูกมั้ยฮะ ไม่งั้นมันเอาไปเอาไปเจรจาการตั้งรัฐบาลไม่ได้นะฮะ ก็เลยต้องเปิดเป็นกว้างๆนี้ไว้

>> กับอีกอันนึง อันที่ 2 คือก็คงจะเป็นไปได้ว่าบางคนอาจจะเป็นบางคนอาจจะเป็นทีมที่ปรึกษาต้องมานะฮะ นั้นเค้าก็เลยใช้คำว่าทีมบริหารมั้ง ผมเข้าใจว่าแบบนั้นเนาะนะฮะ

>> อืๆ

>> แต่แต่ความสำคัญมันอยู่ตรงนี้คือคุณโบจะเรียกว่าทีมบริหารจะเรียกว่าที่รัฐมนตรีจะเรียกอะไรก็ตามแต่เถอะ แต่ผมคิดว่าเนี่ย มันเป็นมิติใหม่ในทางการเมืองไทยคือ ณ วันเนี้ยคุณกาบัตรเลือกตั้งคุณไม่ได้เลือกผู้แทนราษฎรเท่านั้น คุณยังเลือกนายกรัฐมนตรี และคุณยังเลือกคนที่เตรียมจะเข้าไปเป็นรัฐมนตรีหรือทีมบริหารด้วย

>> อืฮะ การทำแบบเนี้ยถ้าพูดกันตรงไปตรงมาที่ ผ่านมาทำกันไม่ได้เพราะแต่ละพรรคเค้ามี ติดเรื่องระบบโควต้าถูกมั้ยฮะ เค้ามีระบบกลุ่มทุนที่สนับสนุนพรรคก็คือตำแหน่งนี้ต้องล็อคให้กลุ่มทุนนี้ หรือเอ่อรัฐมนตรี กี่อันกี่อันต้องแบ่งกันกี่กระทรวงจะต้องดูว่าเขาได้ ส.ส.หิ้วเข้ามากี่คน 10 คน 20 คนใช่มั้ยฮะ ดังนั้นเค้าเค้าจึงวางตัวอย่างงี้ก่อนไม่ได้นะครับ

>> อื

>> แต่แน่นอนที่สุดพรรคประชาชนเค้าเค้าเปิด แบบเนี้ยด้านนึงพูดตรงไปตรงมาไม่ต้องผวยเขินก็ต้องการทำให้ประชาชนเลือกเค้าเยอะขึ้นไง ถูกมั้ย นอกจากเปิดเพื่อรับผิดชอบต่อประชาชนแล้ว ให้ประชาชนได้เห็นก่อนแล้ว

>> ก็ก็ง่ายๆนี่ก็คือเทคนิคอันหนึ่งที่จะทำ ให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจเลือกเค้าเพิ่มขึ้นไง

>> อือืม เค้าเลยเปิดก่อน แต่ในทางกลับกันมันก็จะมีจุดอ่อนที่จะโดนโจมตีก็คือโดนขุดเหมือนที่เห็นกันทุกวันนี้นะครับ ซึ่งเค้าก็ต้องก็ต้องประคับประคอง ต้องอธิบาย ต้องเดินหน้าไปให้ได้

>> อื อันนี้ผมอยากถามเรื่องบรรยากาศโดยรวมดีกว่าอาจารย์คือ

>> ผมว่าบรรยากาศการหาเสียงในครั้งนี้กับ 66 มันต่างสมควรเลยนะอาจารย์ ผมรู้สึกว่าทุกองคาพยพมัน

>> อื เรกว่าอะไรเหมือนจะทุ่มสัมพักำลัง ในการที่จะซัดทุกแนวของพรรคประชาชนนะตอน เนี้ย

>> ครับ

>> คือด้วยโดยเฉพาะเรื่องความเป็นชาตินิยม เรื่องปัญหาชายแดนเนาะ แล้วก็ยังย้อนกันไปเรื่องเกี่ยวกับเรื่อง 112 อีกอาจารย์ บรรยากาศแบบนี้อาจารย์คิดว่ามันจะกลับมา เอ่อเค้าเรียกว่าอะไรนะได้คะแนนมากกว่าเดิมได้จริงๆเหรออาจารย์

>> ครับ เอ่อผมเล่าให้คุณโบ๊ตฟังก็พรรคประชาชนเนี่ยเค้าทำหนังสือเชิญให้ผมไปบรรยายบรรยายพิเศษครั้งหนึ่งนะครับ กับคนที่เตรียมจะเป็นผู้สมัคร ส.ส.เนี่ยแหละ วันที่ผมไปบรรยายผมก็จำได้เลยว่าผมผมพูดเรื่องเนี้ยว่าการเลือกตั้ง 69 ที่จะมาถึงนี้นะ จะเป็นการเลือกตั้งที่พรรคประชาชนเนี่ยจะถูกมหกรรมรุมกินโต๊ะจากทุกฝ่าย เป็นการเลือกตั้งที่คุณไม่มีพันธมิตร มีแต่คู่แข่ง มีแต่ฝ่ายตรงข้าม แล้วก็มีแต่ศัตรูนะ คุณจะไม่มีใครอยู่ข้าม คุณจะโดนรุมหมดนะครับ โดยสภาพมันเดินไปอย่างนั้นนะ ครับ

>> อื

>> ดังนั้นหลังพิงของคุณเหลืออยู่แค่อย่างเดียวคือประชาชน นะดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ณ วันเนี้ย การทำงานทางความคิด หรือการชี้แจง การทำงานทางการสื่อสารของพรรคเค้าเนี่ย เค้าถูกกระหน่ำเข้ามาทั้งจากฝั่งตรงข้าม และทั้งฝั่งที่สนับสนุนคุณด้วย ฝั่งตรงข้ามตอนนี้พรรคการเมืองแต่ละพรรคใช่มั้ยครับที่คุณจะต้องต่อสู้กับเค้า แล้วยังมีขบวนการปฏิบัติข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้อีกใช่มั้ยครับ ฝั่งที่เชียร์คุณก็จะมี active citizen จะมี active member จะมีหัวคะแนนธรรมชาติของคุณที่จะแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ตลอดเวลานะฮะ เช่นเรื่องนี้เกิดขึ้นมาไม่เห็นด้วยเห็นมั้ยไม่เห็นด้วยเรื่องนี้มากไม่เห็นด้วยเห็นมั้ยฮะ ก็จะเป็นลักษณะแบบนี้ก็จะนี่คือฝั่งที่เลือกคุณนะ ฝั่งที่เอาใจช่วยคุณนะ คุณก็จะต้องแก้เรื่องนี้ผิดแล้วก็ยังมีอะไรอีกครับ ยังมีเรื่องของคนของคุณเองที่ผิดหวัง

>> อื

>> ไม่ได้ลง ส.ส. แต่อันดับบัญชีรายชื่อไม่พอใจ ลงแข่งขันอันนู้นอันนี้แล้วไม่ได้ อ้าก็ จะออกมาโวยวายใช่มั้ยฮะ ดังนั้นมันเจอหมดเลย ในขณะเดียวกันเจอหมดทุกอัน สื่อสารมวลชนก็จะรู้สึกว่าพรรคประชาชนเนี่ย โอ้โห ยอดไลก์ ยอด engage มันสูงมาก ไม่ว่าข่าวดี หรือข่าวร้ายดีหมดยอด engage สูงมันเอาไปสร้างยอดคนดู ยอดคนวิวเยอะขึ้น ทุกคนก็รุมหมด อย่างกรณีที่ผู้สมัครหรือแกนนำพรรคไปเดินหาเสียงแล้วเจอคนที่ไม่พอใจมายืนชี้หน้าด่าอะไรเนี่ยนะ เอ้ยเรื่องปกติครับ ตอนผมตอนผมลงอนาคตใหม่ผมก็เจอ ตอนไปช่วยหาเสียง อบจ. 63 ก็เจอนะครับ แต่คนที่เชียร์เราก็มี คนที่ไม่เชียร์เราก็มี มันเป็นเรื่องธรรมดา คุณเดินตลาดอันนึงมี 100 แผง 100 คนอยู่ตรงนั้น คุณจะให้ 100 คน 1 100 แผงเค้ากรี๊ดการ์ดคุณหมดเหรอ มันเป็นไปไม่ได้นะครับ มันก็อาจจะมีคนบางคนที่ไม่ชอบคุณแล้วก็บอกโอ้โห เฮ้ยมันเดินมาถึงที่เราแล้ว เราอัดอั้นมานาน อยากจะด่ามันหน่อย เค้าก็ด่าก็เท่านั้นน่ะ ถูกมั้ย แต่แต่มันหมายความว่าเฮ้ยไปที่ไหนก็โดนด่าเหรอ ผมว่ามันไม่ใช่นะ ในขณะเดียวกันถ้าอย่างงี้คุณเอามาชั่งน้ำหนักมั้ย ตลาดแห่งนึงมีคนมาสนับสนุน เอ่ะผมเห็นคุณรักชนกไปเนี่ยมีคนมากอดคุณรักชนก มีคนมาเฮ กี๊ดการ์ดกับคุณรัชนกถ่ายรูปคุณรัชนกเต็มเลย ไม่มีข่าว แต่พอมี 1 คนโผล่มา โอ้โหพลาดหัวใหญ่โต เพราะอะไรล่ะ แหมมันได้อารมณ์ มันสะใจ มันดราม่า มันเป็นละครดีเว้ย ยอดวิวสูง กระจายข่าวไว ซึ่งผมเรียกว่า no cacy คือ ระบบบันเทิงเรืองอธิปไตย คือไม่ว่าทำข่าวสารอะไรมันต้องเอาอย่างเงี้ย มันต้องให้มันเหมือนเหมือนละคร ให้มันเหมือนเหมือนให้มันตื่นเต้น ให้มันปัง ให้มันคลิกเบส อย่างงู้นอย่างงี้ตลอดเวลาไง

>> อื

>> นะฮะ ซึ่งพรรคก็ต้องไปหาวิธีแก้อ่ะว่าจะทำยังไง แต่ตอนผมลง 62 เนี่ย โอ้โห ตอนผมลง 62 ผมจำได้เลยผมไปหาเสียงที่ สุราษฎร์ธานีผมเจอรองเท้าเขวี้ยงใส่อ่ะ ก็ยังไงก็ไม่เป็นไรก็ก็ยังผมก็เดินหนีจบเท่านั้นเอง

>> ผมไปบรรยายที่ มข. อ่ะ นิติศาสตร์ มข. โอ้โห นั่นจัดกันเข้ามา 5 คนเลยมานั่งฟังผมแล้ว แล้วด่าผม ด่าผมเนี่ยมีคลิปอยู่ลองไปหาดู มันก็เป็นธรรมดา แล้วบางคนเนี่ยมาเนี่ยโอ้โห ยิ่งเห็นกล้องตั้งเนี่ยยิ่งแบบ อื้อหือฉันยิ่งต้อง

>> ยิ่งต้องใส่ให้มันมันเนี้ยนะฮะ มันเป็นไปตามสภาพแวดล้อมหน้างานอ่ะนะ แล้วผมกลับมองว่ามันธรรมดา เพียงแต่ว่าการสื่อสารมันต้องแฟร์หน่อยว่าเขาไม่ได้เจอด่าอย่างเดียว คุณพลาดหัวข่าวกันจนแบบอื้อหือฟังแบบไปไหนโดนด่าหมดนะครับ ทั้งหมดเพื่ออะไรล่ะ ก็เพื่อเดี๋ยววันนึงฝั่งที่ไม่ชอบ ไม่ชอบพรรคประชาชนเขาก็จะมาขยายความแล้วก็จะกลูมทิศทางเพื่อจะบอกว่าไอ้พรรคนี้ไปไหนก็มีแต่คนด่า

>> อื

>> ซึ่งมีแล้วนะ

>> ตอน 63 เนี่ยก็ใช้วิธีแบบเนี้ยอ่ะไปไหนก็มีแต่คนด่า

>> นะฮะ

>> 66 มีป่ะอาจารย์ตอนอาจารย์หาเสียงมีป่ะ แบบเนี้ย

>> 66 ก็มี มันมีทุกครั้งครับ คือคุณโพดผมมีทุกครั้ง เพราะอะไร เพราะพรรคนี้เวลาเหาเสียงเดินเดินเดินเดินไม่มีหัวคะแนนที่แบบไปนั่งคุยนะ อ้าวแกนบอกมาแล้วพี่น้องช่วยกันเลือกหน่อยใช่มั้ย

>> เขาใช้วิธีระบบเดิน พอใช้ระบบเดินไปเจอคนเนี่ย คุณวจะไปรู้ล่วงหน้าได้ไงล่ะครับว่า 500 คนที่คุณเดินไปมีคนชอบคุณไม่ชอบคุณน่ะ แล้วถ้าคุณเดินไปเจอแต่คนที่ชอบแล้ว

>> แล้วแล้ว

>> แล้วมันจะได้คะแนนเพิ่มมั้ยอ่ะ

>> อื

>> มันก็ต้องเป็นมันก็ต้องเสี่ยงไปในพื้นที่ต่างๆ แล้วก็เป็นเรื่องธรรมดานะฮะ

>> อื

>> ก็คืออาจารย์กำลังจะบอกว่าโดยปกติอ่ะก็ คือพรรคอื่นเขาอาจจะไม่ได้ใช้วิธีการหาเสียงของประชาชนใช่มั้ย

>> เค้าก็คงใช้ไม่ใช่บอกว่าไม่ใช้ เค้าก็ใช้ แต่ผมว่าพรรคประชาชนน่ะเค้าเน้นเรื่องนี้เยอะ เพราะเขาไม่มีเครือข่ายอ่า

>> เครือข่ายหัวคะแนนที่แบบประเภทแกนเรียก ลูกบ้านมาแล้วก็บอกช่วยกันกาหน่อยอะไร เงี้ยไม่มีไง

>> อือๆเ

>> ก็จะมีเค้าก็ต้องใช้วิธีแบบเดินเข้าไปหาเอง เคาะประตูบ้านน่ะ

>> อื แล้วอาจารย์ประเมินว่าเวทุกครั้งที่อัน นี้อันนี้ถามในในฐานะที่อาจารย์เป็นผู้สนับสนุนพรเนาะคือทุกครั้งที่มันเกิดเหตุ การณ์แบบนี้อาจารย์คิดว่า ตัวเค้าเรียกว่าอะไรนะผู้ผู้ผู้สมัครของพรรคเนี้ยรับมือดีพอหรือยัง หรือว่าอาจารย์คิดว่ามันต้องแก้ไขกันอีก

>> ผมผมเห็นแบบนี้เนาะมันตอนสมัยผมเนี่ยไม่ รู้ถูกหรือผิดลองไปประเมินกันแล้วกัน ถ้าเป็นกลุ่มคนที่แบบอื้อหือมาตั้งใจมาด่า หรือประเภทอาจจะมีการจัดตั้งมาเนี่ยนะ ครับถ้าคุณมีเวลาน้อย เช่นคุณต้องรีบแจกใบปลิว คุณอยู่ได้ไม่กี่นาทีเนี่ย แล้วคุณนั่งคุยกับเค้าไปอ่ะ ไม่มีทางที่เค้าจะเปลี่ยนอ่ะ

>> อื

>> เผลอๆเค้าได้เค้าได้คลิปไปทำ content ด้วย

>> อันเนี้ยก็รีบไปเถอะ

>> ข้ามไปสิปไป

>> นะครับ

>> เพราะนี่เราไปหาเสียงเราไม่ใช่เอาชนะคนๆ นี้คนเดียว คุณโบ๊ต นึกออกมั้ย

>> เข้าใจแล้ว

>> คนเนี้ยเค้าไม่มีวันเปลี่ยนใจหรอก เค้าตั้งใจมาด่าคุณเลย แล้วคุณเดินไปเจอเค้าพอดี แล้วคุณต้องไปเถียงกับเค้าเนี่ย

>> ผมว่ามันเสียเวลา เพราะเค้าไม่เปลี่ยนอยู่แล้ว เค้าตั้งใจมาถล่มคุณแล้ว เค้าต้องการเอา content เนี่ยไปขยาย เถียงกับเค้าไม่มีทางเปลี่ยนอยู่แล้ว

>> นะครับ ตรงกันข้ามคุณก็จะแบบเอ้ยเอาเอาชนะเค้าเพื่อจะให้มันได้คลิกเบสได้อะไรต่างๆ มันเสียเวลาข้ามเถอะ

>> อื

>> นะฮะ

>> แต่ถ้าคุณมีเวลา เช่นอยู่ในงานสัมมนาวิชาการ โอ้โห อย่างผมไปเจอที่นิติ มข. เมื่อ 3-4 ปีที่แล้วที่ยังไม่หยุดอ่ะ อย่างเงี้ยมันมีเวลานี่อยู่ในห้องบรรยายถูกมั้ย แต่ถ้าไปเดินแจกแผ่นพับเนี่ย โอ้โหคุณเอาคุณไป 10 นาที 15 นาทีเนี่ยมันไปละ

>> แต่ถ้าเจอบางคนที่เป็นแบบสงสัยจริงๆ ตกลงมันจริงมั้ยเนี่ยอ่ะ

>> เล่าให้ฟังนะครับก็

>> มันสัมผัสได้ใช่มั้ยที่อาจารย์กำลังจะบอกว่ามันพอสมมันประเมินได้ว่าใครเป็นใคร แล้วที่เท่าที่ผมดูเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่ทำเนี่ย เขาก็ยังควบคุมอารมณ์ได้ดีเต็มที่ แต่ปัญหาคือเวลาคุณไปเนี่ยทีมมันใหญ่พอ ทีมพอถ้ามีทีมผู้ช่วยไปด้วยเยอะเนี่ยคุณต้องคุมให้อยู่

>> ไม่ใช่แบบโอ้โหบางคนมาทำแสดงกิริยามารยาท ที่ไม่ถูกอันนี้มันเสียตัวคุณด้วยนะครับอ

>> จริงๆไปทีมใหญ่มากเนี่ยมันก็เนี่ยมันก็จะมีอุปสรรคเยอะ บางทีไปทีมใหญ่มากยังมีกองทัพสื่อมวลชนอีก แล้วไปเดินตลาดพร้อมกัน โอ้โหชาวบ้านก็หงุดหงิดเลยเค้ามาเดินตลาด ทำไมต้องมาเจอเดินไม่สะดวกอีกใช่มั้ย อันนี้มันต้องประเมินหน้างานด้วย

>> นะ

>> อื เอ่อมีคนถามมาเยอะตั้งแต่ต้นคลิปแล้ว อาจารย์อาจารย์ฮิ้นไว้หลายรอบแล้วว่าไม่รู้ว่าเขาจะเชิญให้เป็นผู้ช่วยหาเสียงหรือเปล่า สรุปเขาเชิญหรือยังอาจารย์

>> ก็เชิญแล้วครับ เชิญละ

>> คืออาจารย์จะเป็นผู้ช่วยหาเสียงแล้วใช่ไหม เปิดจักรวาลแล้วใช่ไหม

>> คือผมเป็นคนอายุมากแล้วคุณโบ๊ต ไม่ใช่เล่นตัวนะแต่ผมอายุมากแล้ว

>> ผมอายุมากแล้วคือหมายถึงว่า 46 แล้วแล้วอ พูดจริงๆมันก็ตั้งแต่ตั้งอนาคตใหม่มาแล้ว ผมก็เห็นว่าพรรคเนี่ยเขามีดาว มีซุปเปอร์สตาร์เยอะมากนะครับ น่าจะใช้ประโยชน์กับคนเหล่านี้ได้เยอะ ในขณะเดียวกันผมมีความรู้สึกฮะ ผมไม่ได้มีกระแสความนิยมอะไรมากมายอ่ะนะฮะ

>> ไม่จริงไงอาจารย์

>> เอ่อในขณะที่โอโหแต่ละคนเค้ามีกระแสความนิยมมากๆ คือทำไปหาเสียงแล้วเป็นประโยชน์กับพรรคอ่ะนะฮะ ผมเนี่ยมันผมประเมินเอ้อ มันไม่ค่อยอาจจะไม่ค่อยเป็นประโยชน์กับพรรคแล้วมั้งในยุคปี 69 นี้ให้ผมวิพากษ์วิจารณ์อะไรไปเถอะ ให้ผมทำงานวิชาการไป หรืออยู่เอ่อช่วยคิดช่วยอะไรอย่างงี้ก็ว่าไป แต่ถ้าแต่ถ้าพรรคบอกอ้าเฮ้ยมันจำเป็นอ่ะ ถ้าเค้ามาตามอ่ะผมก็ผมก็โอเคนะครับ แต่ผมยังยืนยันว่าว่าอื้อหือพรรคเค้ามีคนใหม่ๆเยอะ เค้ามีดาวใหม่ๆ เค้ามีซุปเปอร์สตาร์เยอะๆ ที่มีคะแนนนิยมเนี่ย อันนี้ก็ต้องต้องใช้บริการคนเหล่านี้หน่อยนะ ครับ

>> อื งั้นถามอีกเรื่องอาจารย์บรรยากาศเหมือนๆเราเคยคุยกันเรื่องนี้ไปทีเนาะว่า บรรยากาศการหาเสียงในปี 66 กับปีเนี้ยมันต่างกันเนาะ ผมรู้สึกว่าปีนั้นน่ะทุกความสนใจมันไปอยู่ที่คุณพิธาคนเดียวเนาะ

>> ครับ

>> แต่ครั้งเนี้ยผมรู้สึกว่ามันมีความแบบมีทั้งคุณเทงอ่ะ คนนู้นมีไอซ์ นึกออกมั้ย มีผึ้งอ่ะ มันมีแบบตัวคุณลิซ่า มันมีคุณโลม คุณวิโรจน์ คือ

>> ผมรู้สึกว่ามันมันมันอาจจะใช้มาตรวัดแบบปี 66 ไม่ได้ป่ะอาจารย์

>> เพราะว่าครั้งเนี้ยมันเหมือนมีการเฉลี่ยออกไปอ่ะ

>> เออ

>> อันนี้มันอาจจะเป็นแนวที่พรรคเคิดไว้ตั้งนานแล้วนะ มันเป็น collective leader อ่ะ คือมันมีแกนแกนเป็น

>> เอ๊ ผมคุ้นๆว่าคุณชัยธวัฒน์เคยพูดสมัยก้าไก๋หรือเปล่าว่าเป็น BNK โมเดล [เสียงหัวเราะ] คือคล้ายๆว่ามันจะมีแต่ละคนที่มีลักษณะเด่นของตัวเอง แล้วหลายๆคนเนี่ย แล้วมีความนิยมกันทุกๆคน

>> อ่า มันก็จะใช้กลยุทธ์ดาวกระจายไปได้ทั่วประเทศ

>> นะครับ ไม่ใช่ต้องไม่ต้องไปฝากไว้กับใครคนใดคนหนึ่ง

>> อ่า

>> ผมเคยนั่งนับเนี่ย โอ้โหผมว่าน่าจะถึง 30 คนมั้งคนที่ไปไปปราศรัยหาเสียงไปเดินแจกแผ่นพับแจกใบปลิวไปหาเสียงได้ในพรรคตอนเนี้ย แล้วแล้วหมายถึงคนรู้จักนะ ไปไหนแล้วมีกระแสของตัวเองมีคะแนนนิยมของตัวเองเนี่ย ผมว่าน่าจะเกือบ 30 คนนะของของพรรคประชาชนรอบเนี้ย

>> นะครับ แล้วก็อันนี้แหละทำให้ผมบอกเอ้ย อย่างงี้ไม่ต้องไม่ต้องไม่ต้องให้ผมไปก็ได้ เพราะว่าผมว่าคนมันเยอะนะครับ ทีนี้ถามว่าคึกคักขนาดไหนเนี่ยต้องยอมรับกับคุณโบ๊ต ผมยังไม่ได้ไปหาเสียงเลยรอบเนี้ย ยังไม่ได้เห็นก็ดูจากคลิปที่คุณโบ๊ตถ่ายดูจากข่าวอะไรต่างๆนะฮะ ยังไม่ได้เห็นนะครับ

>> ซึ่งอาจารย์จะได้ไปเห็นแล้วใช่มั้ย

>> อ๋ออ๋อ ก็คือพรุ่งนี้เขาจะให้ผมไปสกลนครก็เป็นทริปแรกครับ ไปสกลนคร แล้ววันที่วันศุกร์ก็จะไปอุดรธานีนะฮะ

>> อ่า คือคือแต่แต่ถ้าให้ผมสังเกตจากข้างนอก โดยที่ยังไม่ได้ไปสัมผัสในพื้นที่เนาะ ผมรู้สึกว่าสิ่งหนึ่งที่มันน่าเสียดาย ครั้งนี้ก็คือว่าพี่น้องประชาชนอาจจะสนใจนโยบายกันน้อยเกินไปเนาะ คือมันไม่ค่อยอินเรื่องนโยบายเป่าไม่รู้

>> มันก็ทุกทางป่าอาจารย์

>> อืม บางทีมันก็มีนโยบายนะ แต่รอบเนี้ยมันกลายเป็น มันกลายเป็นแต่เอ้ยเลือกแล้วจะได้ใครเป็นนายกวะ ตกลงเลือกแล้วเอ็งจะไปโหวตใครวะ เลือกแล้วจะไปจับมือกับใคร มันมันวนอยู่กับเรื่องเนี้ยมา 3 อาทิตย์แล้วอ่ะ แต่มันไม่ได้ไปคุยเลยอ่ะเนี่ยไม่ได้ไปคุยเลยว่า เฮ้ยคุณจะเอาใครมาเป็นรัฐมนตรี คุณจะบริหารประเทศเรื่องนั้นเรื่องนี้ยังไง คุณจะแก้คอร์รัปชั่นยังไง คุณจะปราบสแกมเมอร์ยังไง คุณจะจัดการปัญหาชายแดนกัมพูชายังไง

>> ทำไมมันมีแต่

>> เรื่องเนี้ย หรือแม้กระทั่งคุณจะโหวตรัฐธรรมนูญคุณ Yes No เนี่ยไอ้ๆไอให้ทำรัฐธรรมนูญใหม่เนี่ย

>> ก็ไม่มันคนมันไม่ได้ไปสนใจมัน ซึ่งมันน่าเสียดายนะผมเนี่ยหวังว่า 30 วันที่เหลือเนี่ย ซึ่งถ้าพี่น้องสื่อมวลชนช่วยกันเนี่ยเปลี่ยนให้มาพูดกับเรื่องนโยบายเยอะๆเนี่ยจะเป็นประโยชน์นะครับ

>> ผมมองว่าด้วยความที่สภาวะการเมืองไทยมัน อยู่ในสภาวะที่มันไม่เคยปกติป่ะอาจารย์ คนมันเลยรู้สึกว่านโยบายเป็นเรื่องรอง เรื่องหลักคือคุณต้องต้องมีอำนาจก่อนน่ะ เออผมเมันมันมันมองไปในลักษณะนั้นได้มั้ยฮะ

>> ก็เป็นไปได้ ก็เป็นไปได้ ก็คือสำหรับอ่ะคน ที่เชียร์ภาคประชาชนเนี่ยก็อาจจะรู้สึกว่า อ้ายังไงฉันก็กาอยู่แล้วล่ะ เพียงแต่ว่าเอ็งจะได้เป็นจริงหรือเปล่าวะ

>> อ่าเห็นมั้ย ก็เลยก็เลยก็จะคอนเซิร์นเรื่องนี้

>> ใช่มั้ยครับ เอ่อในขณะที่กลุ่มคนอะไรนะ พรรคอื่นๆเนี่ยใช่มั้ยฮะ หรือคนที่ไม่ได้เชียร์พรรคไหนเลย ก็อาจจะมีความรู้สึกว่า ไอ้การเมืองเชิงนโยบายเนี่ยสุดท้ายมันมันไม่จริงนี่ เพราะเข้าไปเป็นรัฐบาลแล้วก็ไม่ได้ทำตามที่หาเสียง

>> อื

>> เป็นบทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วแบบเนี้ย ก็รู้สึกแบบเอ้ยมันอาจจะไม่สำคัญ ก็เป็นไปได้ที่ทำให้คนไปสนใจกันเรื่องของว่าใครจะตั้งรัฐบาลกับใครนะครับ

>> อื

>> ทีนี้ผมมองอย่างเงี้ยนะฮะ คุณโบ๊ต พอพูดถึงเรื่องเนี้ยในในกลุ่มคนที่เลือกสนับสนุนพรรคประชาชนนะฮะ เข้าใจว่ารายการคุณโบ๊ต ส่วนคนส่วนใหญ่จะสนับสนุนพรรคประชาชนอยู่แล้วที่เข้ามาชม เอ่อผมผมเรียนแบบนี้ผมเชื่อว่าทุกคนเนี่ยลึกๆเนี่ยก็เลือกแน่ ยังไงก็ไปเลือกแน่ และพร้อมจะเป็นหัวคะแนนธรรมชาติแน่ แต่ผมคิดว่าการไปเลือกอย่างเดียวและการเป็นหัวคะแนนธรรมชาติอย่างเดียวรอบเนี้ยอาจจะยังไม่พอ

>> อื

>> ครั้งที่แล้วขอมาเป็นหัวคะแนนธรรมชาติใช่ไหม ก็ช่วยกันได้เต็มที่เลย แต่ผมว่ารอบนี้แค่หัวคะแนนธรรมชาติเดี๋ไม่พอ ผมว่าต้องช่วยกันส่งพลังบวกออกครับ ส่งพลังบวกหมายถึงอะไร ผมคิดว่า คนคนที่เลือกเชียร์พรรคประชาชนจำนวนไม่น้อย ค่อนข้างมั่นใจว่าพรรคจะได้อันดับที่ 1

>> อื

>> นะฮะ

>> แต่จะตั้งรัฐบาลได้หรือเปล่า เอ๊ะชักไม่แน่ใจแล้วก็จะมาเจอกับปัญหาว่า เอ๊ะถ้าตั้งไม่ได้ เอ้ถ้าจะตั้งจะจับกับใคร เอ๊ะแล้วสุดท้ายจะตั้งได้มั้ยนะฮะ ผมเชื่อว่าลึกๆแต่ละคนที่เลือกพระประชาชนเนี่ย จะมันจะมีส่วนหนึ่งของหัวใจส่วนหนึ่งของสมอง ที่ต้องเอ๊ะเรื่องนี้ขึ้นมาแน่นอน ผมชวนคิดแบบนี้ฮะ มันต้องเชื่อมั่นก่อนครับว่าครั้งนี้เป็นรัฐบาลให้ได้ ครั้งนี้ต้องเป็นรัฐบาลให้ได้ ตัวเองต้องเชื่อก่อน ผู้สมัครต้องเชื่อก่อน ผู้บริหารพรรคต้องเชื่อก่อน แคนดิเดตนายกทุกคนต้องเชื่อก่อน ทีมผู้บริหารที่เปิดตัวไปทุกคนต้องเชื่อก่อน ภาษาสมัครพรรคทุกคนต้องเชื่อก่อน สมาชิกพรรคทุกคนต้องเชื่อก่อน หัวคะแนนธรรมชาติทุกคนต้องเชื่อมั่นก่อนว่าเราได้เป็นรัฐบาลแน่นอน ทั้งนี้ต้องเป็นรัฐบาลเพื่อจะทำสิ่งดีๆ สิ่งที่หาเสียง สิ่งที่ตะเตรียม สิ่งที่ เอ่อคิดอ่านกันจะเปลี่ยนแปลงประเทศจะได้ เอาไปทำให้สำเร็จ ต้องตั้งต้องตั้งมั่น ต้องเชื่อมั่นตรงนี้ก่อน พอเชื่อมั่นมันจะส่งพลังบวกให้คนอื่นต่อ

>> อื

>> ไม่งั้นทุกคนลงสนามหารุบอกเฮจะได้เป็น เออ มันชนะแหละคงชนะแหละ แต่เดี๋ก็ตั้งไม่ได้อีกม

>> อื

>> มันต้องมีความหวัง ความเชื่อมั่น แล้วมันจะเอาความหวังเนี่ยส่งไปให้คนอื่นต่อ

>> อื

>> นะฮะ ผมคิดว่า 30 วันสุดท้ายเนี่ยมันต้องปลูกตรงนี้ขึ้นมาให้ได้

>> นะครับ ไม่ใช่ในใจคิดแบบอื มันคงได้ มันคงได้ที่ 1 น่ะ แต่ไม่รู้มันจะตั้งได้มั้ย ไม่ได้ครับ มันต้องทำให้ถึงที่สุดแล้วถ้าผลลัพธ์จะเป็นยังไงก็ว่ากัน คือมันอย่างผมเชื่อว่าตอนเนี้ยไม่ว่าจะ นักวิเคราะห์ทางการเมืองสำนักไหนก็แล้วแต่ ก็ประเมินกันอยู่แล้วนะว่าทำประชาชนได้อันดับ 1 แน่ แต่คนที่

>> รู้ๆเราก็รู้ๆกันอยู่ว่าการที่พรรคนี้จะ ได้เป็นรัฐบาลน่ะ

>> condition นึงก็คือจำนวน ส.ส. มันต้องมากแบบท่วมท้นมากๆเลยนะอาจารย์

>> ครับ

>> คือไอ้จุดนี้แหละผมว่ามันมันจะเป็นไปได้มั้ย ผมผมรู้สึกว่าที่คนเค้ารู้สึกท้อใจอ่ะ มันเป็นในลักษณะแบบนี้มากกว่า มันดูเหมือนว่ามันยากเหลือเกินเนอะ แบบคราวที่แล้วมันก็ไปอันดับ 1 มาแล้วก็ไม่ได้เนอะ

>> แล้วรอบนี้คือไม่เค้าเรียกว่าอะไรนะ มันยิ่งโดนรุมกินโต๊ะเข้าไปอีก เรียกปัญหาชายแดนขึ้นไปอีก อะไรอย่างเงี้ย มันมันโดนไออ อีกโดนโอ้โหสารพัดอ่ะ มันทำให้เขา ท้อใจรึเปล่าอาจารย์ แล้วมันแล้วมันจะปลุก กำลังเออกมาได้ยังไงเนี่ยเจะเชื่อยังไง อะไรอ่ะ

>> ผมผมเทียบกับปี 66 นะคุณโบ๊ต ตอนปี 66 เนี่ย ผมเชื่อว่าคนไปเลือกพรรคก้าวไกลตอนนั้นเนี่ย มีความหวังว่าก้าวไกลเพื่อไทยนะ ครับและอื่นๆเนี่ยจับรวมกัน ไอ้พรรคที่ไม่เอาไม่เอารุมทั้งหมดเนี่ย อ่าพรรคที่ไม่ไม่ได้อยู่ฝั่งสืบทอดอำนาจตอนปี 62 เนี่ยจับรวมกันทั้งหมดมันจะเปลี่ยนได้

>> ก็คือต้องการสกัดให้คุณประยุทธ์กลับมาเป็นนายกอีกรอบอ่ะ ดังนั้นมันเลยมีความหวังเรื่องนี้มากไง

>> ถูกมั้ยฮะ อื

>> แต่โจทย์ของปี 69 เนี่ยมันเปลี่ยนไป โจทย์ปี 66 มันเป็นโจทย์เชิง negative คือ โจทย์ที่ปิดไม่ให้คุณประยุทธ์ได้กลับมาเป็นนายกอ่ะใช่มั้ยฮะ แต่โจทย์ปี 69 เนี่ย มันคือโจทย์ที่คุณต้องเข้ามันโจทย์เชิง positive คือคุณต้องเข้าไปเป็นรัฐบาลรอบนี้ให้ได้ ทีนี้พอคุณเห็นผลโพล คุณเห็นระบบ ecosystem ทางการเมืองไทย คุณเห็น เอ่ออะไรนะ ความคิดของกลุ่มชนชั้นนำที่เค้าต้องการสกัดไม่ให้ไม่ให้พรรคประชาชนได้เข้ามาเป็นรัฐบาลอีกเนี่ย คุณก็วิเคราะห์ต่างๆ นานา ซึ่งมันก็เป็นข้อเท็จจริงนั่นแหละนะ

>> อื

>> เป็นความเห็นเป็นข้อเท็จจริงต่างๆก็วิเคราะห์อะไรกันไป แต่วิเคราะห์ไปแล้วแล้วยังไงล่ะ วิเคราะห์ไปแล้วแล้วยังไง เราบอกเออ กากาเสร็จแล้วก็จบ เดี๋ยวสุดท้ายก็รอดูแล้วกัน มันจะได้หรือเปล่า ถ้ามันไม่ ได้ก็ทำใจ ประเทศนี้มันก็เป็นอย่างงี้หรอวะ ผมว่าอย่างงี้ไม่ได้ มันต้องเติมบวกแง่บวกเข้าไปอีก คือครั้งนี้สู้เต็มที่ ที่สู้ให้ถึงที่สุด ทุกคนใครมีแรงออกแรง ใครมีเงินเข้ามาบริจาค ใครมีโซเชียลเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ช่วยกันพูด ช่วยกันขยาย ช่วยกันทำงาน แล้วทำด้วยความหวังว่ารอบนี้ไม่ใช่แค่ได้ที่ 1 แต่ งวดนี้จะตั้งรัฐบาลให้ได้

>> อื

>> มันต้องเชื่อจากคนเนี่ย ผมไล่ตั้งแต่ในพรรคทั้งหมดเลย ต้องเชื่อเรื่องนี้ก่อน ด้วยเพราะถ้าคนในพรรคมันมันไม่เชื่อ เดี๋ยวคนนอกจะเชื่อได้ไง ต้องเชื่อก่อน แล้วเดินไปด้วยสายตาแบบอื้อหืออืออื พร้อมจะเป็นรัฐบาลพรุ่งนี้ ถ้าพรุ่งนี้พรุ่งนี้ระฆังดังเป็นรัฐบาลเป็นพร้อมเป็นทันที อย่างเงี้ยมันต้องเกิดอารมณ์แบบเนี้ย

>> แล้วก็ถ่ายทอดสู่โหวตเตอร์ตัวเอง หัวคะแนนธรรมชาติของตัวเอง แล้วก็ช่วยกันขยายต่อ ขยายต่อ

>> นะครับ ไม่ใช่แบบเออเดินไปก็เออเอาใจช่วยนะ ได้ที่ 1 อยู่แล้ว แต่แต่ในใจลึกๆก็ไม่รู้ว่ามันจะได้เป็นหรือเปล่านะ

>> อื

>> อื ผมว่ามันต้องปลุกอันนี้ขึ้นมา ส่วนผลลัพธ์จะเป็นยังไงก็เดี๋ยวว่ากัน เดี๋ยวไม่มีใครรู้ล่วงหน้า เดี๋ยววันที่ 8 กุมภาพันธ์รู้ใช่มั้ยฮะ แต่ตอนมันยังไม่ถึง 8 กุมภาพันธ์มันต้องทำ ต้องทำให้ถึงที่สุด ต้องช่วยกันให้ถึงที่สุด

>> เหรอ

>> แล้วอีกเรื่องนึงอ่ะอาจารย์ ที่มีอดีตแล้วคุณผมผมพูดโทษที เอ่อเดี๋ยวอาจจะไปต่อเรื่องนี้ก็ได้ พอดี

>> ได้ครับ

>> คือมันเป็นอย่างงี้แล้วยิ่งสถานการณ์มัน น่าสิวน่าขวานหัวต่อหัวเลี้ยวแบบเนี้ย ก็พูดตรงๆน่ะพรรคประชาชนโดนรุมกินโต๊ะทุก ฝ่ายรุมหมด มฮะ ดังนั้นคุณเหลือเพื่อนคนเดียวคือประชาชนไงนะ ดังนั้นพรรคประชาชนต้องจับมือกับประชาชนที่เค้าสนับสนุนคุณน่ะ แล้วก็เดินหน้าด้วยเพื่อความเชื่อมั่นด้วยกัน แล้วพอ มันถูกรุมขนาดเนี้ยถ้าถ้าทุกคนบอกเออเอาวะลุยกันอีกที แต่ได้ไม่ได้ไม่รู้วะอย่างเงี้ยไม่ได้ มันต้องบอกเฮ้ยเอาวะลุยกันอีกที ครั้งนี้ต้องตั้งรัฐบาลให้สำเร็จถ้า

ตั้งไม่ได้ เดี๋ยวเราจะไม่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงประเทศแล้ว เดี๋ยวประเทศไทยจะแย่แล้ว ต้องมีโอกาสครั้งนี้แหละที่จะต้องเข้าไปทำมัน ต้องเป็นอย่างนี้แทนไง

อืมนะฮะ แล้วมรสุมมันรุมขนาดเนี้ย แล้วถ้าคนที่เคยอยู่ด้วยกันมา เคยเป็น ส.ส. ขอกันมา เป็นสมาชิกมา หรือออกไปแล้วก็ตาม หรือมีเพื่อนที่ทำงานด้วยกันอยู่ก็ตาม แต่กลับมาคิดว่า เฮ้ย อะไรวะ นี่ก็ไม่ได้ นู่นก็ไม่ได้ ออกไปไม่ได้ ดั่งใจตัวเองไม่ได้ ตำแหน่งต่างๆ ไม่ได้ ลงปุ๊บ ออกไปเผาบ้านตัวเองทุกวันเนี่ย ผมว่ามันก็ไม่ไหว

อืม คืออย่างน้อยๆ คุณอยู่ที่นี้มา ถ้าให้ผมพูดแรงกว่านั้นก็คือ คุณได้เป็นผู้แทนราษฎรเนี่ย เพราะพรรค แล้วคุณออกไปแล้วคุณเผาเลยเนี่ย ผมว่านี่มันไม่ค่อยมืออาชีพแล้วก็ไม่แฟร์กับผู้บริหารพรรคเค้าด้วย

อืม นะครับ แล้วที่แสดงความเห็นมามันก็ไม่จริงหลายๆ เรื่องก็ตามที่ผู้บริหารบอก ใช่ไหม แล้วทำแบบเนี้ย ผมถามจริงๆ มันได้อะไรอ่ะ มันก็ได้อะไร 1 ได้ argument ชุดหนึ่งมากลบทับตัวเองว่า ที่ฉันออกเนี่ย ฉันไม่ได้ออกเพราะฉันไม่ได้ลง ส.ส. น่ะ แต่ฉันออกเพราะพรรคมันห่วย

อืม แต่ลึกๆ แล้วเนี่ย คุณถามใจตัวเองเถอะ มันเพราะอะไร ถ้าบอกว่าพรรคต้องลองส่องกระจก แกนนำพรรคต้องลองส่องกระจกดู ผมว่าเจ้าตัวต้องลองส่องกระจกดูแล้วถามตัวเองดูว่า ตัวเองออกจากสมาชิกพรรค ตัวเองออกมาด่าพรรคเพราะอะไร ถามกลับนะ ลองส่องกระจกถามครับ

แล้วอาจารย์ในฐานะที่อาจารย์เป็น ผมเคยถามอันนี้ไปแหละ แต่แค่จังหวะเนี้ย มันอาจจะต้องถามอีกรอบเนาะ ว่าอาจารย์ก็เป็นแบบผู้ก่อตั้งพรรคส้มมาแหละ ตั้งแต่แรกเนอะ กับคุณธนาธรเนอะ หลักๆ อ่ะ อาจารย์ยังคิดว่าพรรคยังตรงไปอยู่ใน เค้าเรียกว่าอะไรนะ ยังเป็นแนวทางเดิมกว่าที่อาจารย์คิดไว้มั้ย

คือ อืม จะบอกว่ามันต้องเป็นคัมภีร์ไบเบิลแบบธนาธรผมเชิดชูหมด มันก็ไม่ได้ พรรคเค้าก็ไม่ใช่

ไม่ วันวันวันวันที่อาจารย์จินตนาการตอนแรกไง

ผมเคยพูดหลายๆ รายการ รายการคุณโบว์เคยพูดไปแล้วว่า พรรคเนี้ยมัน 3 ช่วงชีวิตนะ ตอนนี้มันมาถึงชีวิตที่ 3 แล้ว

นะครับ บริบทมันก็เปลี่ยน ชีวิตมันเปลี่ยน สถานการณ์มันเปลี่ยนนะครับ พอชีวิตเปลี่ยน ก็วิธีการเดินก็จะเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน วิธีการเดินก็จะเปลี่ยน แต่หลักใหญ่ใจความเนี่ย Call Value คุณค่าพื้นฐานของพรรค วิธีคิดเนี่ย มันก็มันก็ยังเหมือนเดิม

อืม นะฮะ 3 ชีวิตคืออะไร ช่วงแรกเนี่ย เราตั้งขึ้นมาเพื่อจะพูดง่ายๆ มาสู้กับคุณประยุทธ์อ่ะ นะครับ ต้องดึงพลังของคนออกมาจำนวนมาก ทั้งกลุ่มคนที่ไม่เคยสนใจการเมืองเลย หรือคนสารพัดสี ให้มารวมพลังกันนะฮะ ดังนั้นมันก็จะต้องออกในลักษณะที่อาจจะ อ่า อะไรนะ มันดูปลุกเร้านะครับ พอมารอบที่ 2 เนี่ย เห็นมั้ยครับ มันต่อเนื่องไปกับสถานการณ์การชุมนุมใช่ไหมครับ แล้วก็ต้องการสกัดไม่ให้คุณประยุทธ์สืบทอดอำนาจอีก

อืม ทีนี้มาถึงช่วงที่ 3 เนี่ย คือคุณจะเป็นรัฐบาลแล้ว คุณต้องใช้การเลือกตั้งนี้จบแล้ว คุณต้องเป็นรัฐบาลน่ะ มันก็ต้องเดินอีกแบบนึงนะครับ เดินอีกแบบนึงนี่คืออะไร ผมไม่ได้บอกว่าเดินแบบไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้นะ

อืม แต่อย่างน้อยมันต้องคิดเรื่องจะบริหารประเทศยังไง จะตอบคำถามคนจำนวนมากที่ question mark มากับคุณตลอดไงว่า ไอ้ นี่เป็นพรรคเด็ก ไอ้ นี่เป็นพรรคหัวร้อน ไอ้ นี่เป็นพรรคที่ไม่มีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ มีแต่เด็กอภิปรายด่าอย่างเดียว อภิปรายตรวจสอบฝ่ายค้านเนี่ยอย่างเดียว จะบริหารเป็น หรือเค้าก็ต้องเอาจุดเนี้ยมาเอ่อ มาแก้ มาปิดใช่มั้ยครับ ก็นี่เป็นที่มาที่เค้าถึงไปเชิญคนนั้นคนนี้มา เอาคนใหม่ๆ เข้ามาร่วมงานกันกับพรรค เห็นมั้ย ถึงมาเปิดทีมผู้บริหาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนเห็นมั้ย มันก็เป็นชีวิตที่ 3 อีกแบบนึง ถ้าเกิดชีวิตที่ 4 มันเป็น สมมุติมันเป็นโหมดสู้รบอีกแล้ว โดนยุบพรรค ตัดสิทธิ์ หรือมีรัฐประหาร คุณจะไปนั่งคุยกับผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ เอามาทำ ครม. มั้ล่ะ ก็สถานการณ์มันคนละอันน่ะ

อืม นะ อย่างผมกับคุณธนาธรตั้งมา 62 อ่ะ ผมถามผู้ชมทุกท่าน ถามคุณโบต ถ้าปี 62 ผมตั้งพรรคลงเลือกตั้งเนี่ย แล้วผมมานั่งฟอร์มทีมบริหารแบบที่คุณเทงกำลังทำเนี่ย

เออ เข้าใจ มันมันถูกมั้ยล่ะ ถูก

มันคนละจังหวะกัน

อ่า ในขณะเดียวกัน ถ้าวันนี้คุณเทงมาบอก ประยุทธ์ออกไป ปิดสวิตช์ 3 ป. อ้า มันมันได้ฮะ คือผมมันคนมันชีวิตมันมันมีช่วงชีวิตของมันน่ะ

แล้วเกิดวันหน้ามีรัฐประหารเกิดขึ้น สมมุติ หรือมียุบพรรค คุณได้เสียงข้างมากมา ยุบพรรคตัดสิทธิ์คุณอีก คุณบอกว่าคุณมานั่งเปิดทีมบริหาร มานั่งหาผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ เตรียมเป็นรัฐมนตรี มันมันใช่ที่มั้ยล่ะ

อืม อืม นะ คือคือพรรคการเมืองมันก็ต้องประเมินเนี่ย ทั้งภาววิสัยและอัตตวิสัยอ่ะ มันต้องประเมินน่ะ

อือื เออ มีใครอยากจะถามอาจารย์ป๊อกอีกมั้ยว่า เพราะว่าพรุ่งเนี้ยผมอ่ะจะไปเจออาจารย์ป๊อกที่สกลนะ แต่ช่วงนี้ให้พวกคุณถามก่อน เพราะผมจะไปถ่ายอาจารย์ป๊อก ผมอยากดูบรรยากาศตอนนี้ด้วยว่า เอาตรงๆนะ

ห่างหายกันไปนาน อาจารย์กับเขตพื้นที่อุดร สกลนครเนี่ย ผมไม่ได้ไปนานมากแล้ว อุดรเนี่ย ผมส่งน้องไปแต่ผมไม่ได้มีโอกาสได้ไปอ่ะ หลายทีแหละ แล้วผมรู้สึกอยากรู้ว่า หลังจากที่มีสนามเลือกตั้งที่เค้าเรียกว่า สะบักสะบอมกลับมาทุกรอบอ่ะ กับพรรคส้มอ่ะ ในช่วงที่ผ่านมานะ อาจารย์ อบจ. อบจ. เนอะ มันมันค่อนข้างสะบักสะบอมเลยว่า คะแนนก็แพ้ ไอ้นู่นแพ้ก็แพ้ แต่คนแต่พูดจริงๆนะ อย่างพี่คณิสรเนี่ย ผมขอพูดถึงแกนิดนึงนะ แบบอุดรเงี้ย แกยังอยู่ทุกสนามอ่ะ อาจารย์ [ __ ] เข้าไปแล้ว แกเข้าไปก็ เฮ้ย อีกนิดนึงว่ะ [ __ ] จะได้แล้วว่ะ ไม่ได้เว้ย เอาอีกสนามนึง เอาอีกนิดนึงว่ะ ไม่ได้แล้ว แกก็ยังอยู่ ตอนนี้แกก็ยังเป็นปาร์ตี้ลิสต์นะ แล้วแกก็น่าจะคิดว่าแกน่าจะไปช่วยหาเสียงที่อุดรเยอะ ผมก็อยากรู้ว่าตอนบรรยากาศตอนเนี้ย ที่อุดร

เข้าใจว่าเข้าใจว่าวันหน้าถ้ามีนายก อบจ. แกก็คงจะกลับไปลงนะ ให้ผมให้ผมวิเคราะห์ เพราะดูท่าทางจะตั้งใจทำงานการเมืองท้องถิ่น

เท่าที่เคยคุยนะครับ ผมผมมองอย่างงี้ คุณโบต ไอ้ปาไอ้ผมไปสกลนครกับอุดรเนี่ย ผมยังไม่รู้เลย เพราะผมยังไม่ได้ไปพื้นที่รอบนี้เลยนะครับ ไม่รู้บรรยากาศหาเสียงเป็นยังไงนะครับ

แต่ว่า สไตล์ผมไปเนี่ย เวลาเค้าเรียกใช้บริการเนี่ย เค้าก็จะให้ผมเป็นเอ่อ ไปปราศรัยนะ ครับตามจุดย่อยจุดต่างๆ นะครับ รู้สึกผมเคยทำสถิติไว้ที่ไหนร้อยมั้ง วันนึงวันนึง 9 จุดมั้ง แบบขึ้นรถลงพูด รถลงพูด 9 ที่ เออ

ใส่ชะโงก

เออ อะไรอย่างเงี้ย หรือรอบที่แล้วคาวาฬ เนี่ย ผมรับผิดชอบอีสานกับคุณอภิชาติ สิริสุนทร ปลัดติ๋ง ใช่มั้ย

ก็ไปด้วยกันเนี่ย แล้วก็ครูใหญ่ 3 คน เออ คิดถึงใหญ่ แหม ถ้ารอบนี้ใหญ่อยู่ด้วยก็สนุกนะครับ คือไปเนี่ย

ใช่มั้ รถขบวนมันเดินไปนู่นเนี่ยนะ ผมเนี่ย ต้องกระโดดลงจากรถแล้วนั่งรถไปตามหมู่บ้านเล็กๆ อีกนะ ตามจุด อ่าอ่า

อ๋อ มันต้องแต่งย่อยไปเรื่อยๆ

9 จุด 10 จุด 11 จุดน่ะ สมัยเอ่อ สมัยก่อน เดี๋ยวรอบนี้ไม่รู้ไหวเปล่า อายุมากแล้ว

โอ้ย ไหว อาจารย์ สบาย พรุ่งนี้อาจารย์ก็ไม่น้อยนะ

ครับ เออ

ผมดูตารางมาไม่น้อยนะ

เอ่อ ผมนับแล้ว สกลกับอุดรรวมกัน 8 ที่ครับ ทั้งหมด

ใช่ครับ [เสียงหัวเราะ] ไม่น้อยนะอาจารย์ ซึ่งพรุ่งนี้ผมก็

แล้วบางทีคุณโบตถ่ายทอดสดเยอะเนี่ย ผมก็อายประชาชนที่ดูเพราะอะไรรู้มั้ย

ทำไมอ่ะ จอ

มันพูดซ้ำกันไง คุณโบก เวลาผมอยู่ในพื้นที่เนี่ยอ่ะ มันพูดก็ต้องคนละจุดใช่มั้ย ดังนั้นเราก็เลยต้องพูดเรื่องเดิม เพราะมันคนละที่

แต่คนที่ดูรายการคุณโบ อ้า เฮ้ย มันพูดเหมือนเดิมไปละ มุกยังใช้มุกเดิมเลย บางที แหม ก็อายผู้ชมเหมือนกัน

ไม่แต่การแต่การเมืองอย่างที่บอกก็คือมัน มันบางทีมันก็ต้องพูดย้ำอ่ะอาจารย์ คือมัน ผมผมเชื่อว่ามันมันมันต้องเป็นอะไรที่พูด ย้ำจนคนมันแบบเออ มันมันออโต้เลยอะไรอย่างเงี้ย คือเหมือนการพูดซ้ำ ผมเข้าใจแหละ ทีมทีมงานผมก็ยังแซวเลยว่า เค้าจำที่ผมพูดได้หมดอ่ะ เพราะมันหมดไป [เสียงหัวเราะ] หมดมา

เค้าดูช่างผมอยู่ เออ แต่ก็อาจารย์ก็คืออาจารย์ฮิ้นบอกไว้ก่อนเลยนะ พรุ่งนี้ถ้าใครดูนะ 2 วันอย่าบ่น

เออ ถ้าซ้ำแล้วเออน่ะ ผมเขิน อย่าแซวแล้วกัน บอกเฮ้ย นี่มันมุกที่ปล่อยไปแล้วนี่ [เสียงหัวเราะ]

ก็เปลี่ยนมุกหน่อยอาจารย์ ถ้ามุกที่ปล่อย ก็เปลี่ยนนิดนึง

โอ้โห มันยากนะครับ แล้วผมก็เล่นตลกอะไรก็ไม่ค่อยได้อ่ะ จะพยายาม [เสียงหัวเราะ]

ก็เมื่อวานนี้เนาะว่าเอ่อเดี๋พรุ่งนี้เราไปดูบรรยากาศดีกว่า คือผมรู้สึกว่าปราศรัยส่วนหนึ่งเนาะ บรรยากาศความตื่นตัวทางการเมืองของพี่น้องประชาชนในพื้นที่แต่ละพื้นที่น่าสนใจทุกที่ มันอาจจะมีคำถามที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ก็ได้ อาจจะมีกรรมการที่ชาวบ้านไปถามอาจารย์ป๊อป ผมรู้สึกว่าตอนเนี้ย คนน่ะมันการเมืองมันเปลี่ยนไปมากแล้วอาจารย์ ผมรู้สึกว่าคนทุกระดับเนาะ

เค้ากล้าที่จะถาม เกล้าที่จะพูดมากขึ้นเนาะ

ครับ ผมผมเลยรู้สึกว่าไม่แน่นะพรุ่งนี้อาจจะ อาจารย์จะเจอคำถามอะไรช็อกๆก็ได้นะ พรุ่งนี้ผมจะไปส่องดูว่าใครจะมาช็อกอาจารย์ป๊อกบ้าง แล้วก็คำถามอาจารย์จะตอบมายังไง อะไรอย่างเงี้ย กับประเด็นแต่ละประเด็นเนาะ ซึ่งวันพรุ่งนี้ก็เป็นปลัดติงด้วยที่ผมเห็นมีปลัดผมจะคู่กับแกตลอดเวลาเลย ตอนนี้โดนตัดสิทธิ์ทั้งคู่แล้วเป็นผู้ช่วยหาเสียงทั้งคู่ [เสียงหัวเราะ]

โห ถ้ามีครู ถ้าครูใหญ่อยู่ ผมว่าได้เจอกันอีกเหรอ เสียดายจริงๆ

เออ ส่วนใหญ่จะทีมเนี้ยประจำครับ

แก๊งปลัดติ่งเนี่ย มีติ่งต้องมีใหญ่อ่ะ เออ เมื่อก่อนเนาะ เสียดายนะครับ ก็อย่าลืม นึกถึงครูใหญ่กันด้วย อย่าลืมพูดถึงครูใหญ่กันด้วยเนาะ ก็คืออย่าลืมว่าตอนในขณะที่ เราพูดกันอยู่เนี่ย ก็คือนักโทษทางการเมืองที่โดนคดีทางการเมืองมีอีกจำนวนมากนะครับ ก็ รอบนี้ก็ยังมีนโยบายอยู่ดีใช่มั้ยอาจารย์ เรื่องนิวตกรรมอะไรก็ยังไม่ได้หายไปนะ ครับผมรู้สึกว่าการบางทีรู้สึกว่าเครียด เรารู้แหละแต่ก็อย่าลืมก็แบบพูดคนวันละเล็กละน้อยให้คนยังสังคมยังจำกันได้เนาะ ว่ามันยังมีสิ่งนี้เกิดขึ้นอยู่นะครับ

ครับ ก็วันนี้ก็ประมาณนี้นะครับ แล้วเดี๋ยววันพรุ่งนี้ผมจะรีบขับรถกลับกรุงเทพฯ และแล้วเดี๋พรุ่งนี้ต้องรีบนั่งเครื่องบินไปแล้วะผมนั่งเครื่องบินแล้วนะ อาจารย์ผมไม่ขับไปแล้วผมไปดูมา 11 ชั่วโมงไม่ไหวดีครับ [เสียงหัวเราะ] ผม

ไม่ไหวก็เลยนั่งเครื่องบินมาก็เดี๋ยวพรุ่งนี้เดี๋ยวไปเจอกันที่ที่นู่นนะครับ ก็

ฝากกดไลก์ ฝากกดแชร์นะครับ ฝากกดติดตามด้วยนะครับ แล้วก็ถ้าชอบการทำงานของเรานะครับ อยากสนับสนุนการทำงานของเราให้เราไปได้ทั่วประเทศแบบนี้นะครับ อย่าลืมช่วยกันสนับสนุน Channel เราให้ทำงานต่อไปได้ด้วยนะครับ คนละเล็กคนละน้อยนะครับ แล้วเดี๋ยว

เดินทางเดินทางปลอดภัย ขับรถปลอดภัยนะครับ เมาไม่ใช่เมา ง่วงง่วงไม่ขับนะครับ ไม่ขับนะครับ ระวังขับ

ก็เดี๋พรุ่งนี้เดี๋ยวไปเจอกัน 2 วัน อาจารย์เดี๋เจอกัน 2 วัน เ้ย มีคนคำถามสุดท้าย มีคนถามมาวันที่ 11 อาจารย์ไปเปล่า

11 คืออะไร อ๋อ เปิดหรอครับ โอ้มันผมไม่ได้เกี่ยวเรื่องนี้ เค้าเป็นพวกทีมบริหาร

ใช่ แต่หมายถึงว่ามีคนเค้าถามมา อาจารย์ไม่ไปใช่มั้วันที่ 11 ไม่ได้ไม่ได้ไป ไม่ได้ไป เออ เนี่ย พอพูดถึงเรื่องทีมบริหารเนี่ยนะ แล้วคุณโบ๊ตบอกว่า เออ ผมไปเนี่ย พอดีเห็นคนที่ออกไปแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานา

อืม อันนี้ผมพูดจริงๆนะ มันต้องใจกว้างๆ คือคุณจะมาบอกแกว่า เอาคนที่มาก่อนเท่านั้นที่ต้องเป็นรัฐมนตรี ต้องเอาคนอยู่กับเรามาคนในพรรคที่เป็น ส.ส. เขาเท่านั้นที่ต้องเป็นรัฐมนตรี ผมว่าต้องใจกว้างๆหน่อยนะ คุณลองเทียบนะ

อ่า เอากลุ่มคนที่คุณพานิกาวิ คุณช่อเนี่ย ถูกตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต คุณธนาธรเนี่ย 10 ปี ผม 10 ปี ชัยธวัฒน์ 10 ปี พี่ตา 10 ปี มีอีกหลายๆ คนที่โดนเนี่ย

อืม ผมว่าเค้าเค้าก็ยังทำงานอย่างงี้ต่อ เค้าก็เดินหน้าสนับสนุนพรรคต่อ เค้าไม่เห็นจะมาตีอกชกตัวน้อยอกน้อยใจว่า เอ๊ ทำไมพรรคไปเอาคนนั้นคนนี้ ถ้าสมมุติคนอย่างที่ผมเอ่ยชื่อมาทั้งหมดเนี่ย คิดเล็กคิดน้อยใจแคบๆ ใจไม่กว้างพอเนี่ย ก็จะต้องบอกว่าอะไร โอก็คือวันนี้พรรคขึ้นสูงแล้ว ทำให้พวกคนเหล่า นี้ได้มาเป็นรัฐมนตรีแล้วพวกเราโดนตัดสิทธิ์ มันคิดอย่างนี้ได้เหรอ มันคิดไม่ได้ มันต้องใจกว้างๆ ครับ อย่าใจแคบ การเปลี่ยนแปลงประเทศมันไม่ใช่เรื่องของเราคนเดียว มันเป็นเรื่องของมวลชนอันไพศาลที่จะมาแสดงความเห็นด้วยกับคุณ เชื่อมั่นในตัวพรรคของคุณ

อืม ถ้าพูดสั้นๆ คือมองอะไรให้ไกลหัวแม่ตีนตัวเองหน่อยอ่ะ

ครับ [เสียงหัวเราะ] อาจารย์

ครับ เร้องไห้แล้วพอแล้ว

ครับ โอเคครับโอเคนะครับทุกท่าน เดี๋ยวเจอกันใหม่นะครับ เดี๋ยววันนี้ผมจะรีบกลับแล้วนะ ครับแล้วก็พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้ามากนะครับ แล้วเดี๋ยวเจอกันในวันพรุ่งนี้นะครับ ที่เวทีแรกประมาณซัก ผมจำไม่ได้ 9:00 น. หรือ 10:00 น. นี่แหละนะครับ ก็รอติดตามไลฟ์ เดี๋ยวผมจะเตรียมงานทิ้งไว้ นะครับ ขอบคุณทุกคนด้วยนะครับ

ขอบคุณอาจารย์ป๊อกด้วยครับ เดี๋ยวเจอกันพรุ่งนี้ครับ อาจารย์สวัสดีครับ สวัสดีครับ