📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

เชื้อราที่แม้แต่ NASA ยังฆ่าไม่ตาย -- รอดได้แม้บนดาวอังคาร !?

Doctor Tany23:45

Transcription

สวัสดีครับ ในวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมานะครับ ทาง NASA เนี่ยเขาได้ออกมาประกาศว่า ไปเจอเชื้อราอยู่ตัวนึงครับ ที่มันสามารถที่จะหลุดรอดวิธีในการฆ่าเชื้อของ NASA ได้นะครับ และเชื้อราตัวนี้เนี่ย มันอาจจะมีชีวิตรอดอยู่ได้บนดาวอังคารเสียด้วย

วันนี้นะครับ ผมก็เลยอยากจะหยิบยกเรื่องราวของเชื้อราตัวนี้มาเล่าให้ฟัง ว่ามันคืออะไร ติดเข้าไปในร่างกรรมมนุษย์ได้ไหม แล้วถ้าติดเข้าไปมันจะมีอาการยังไงได้บ้าง ใครบ้างที่จะต้องระวังเชื้อราตัวนี้ แล้วมันพบได้บ่อยแค่ไหน เดี๋ยวเล่าให้ฟังนะครับ

พบกับผมนะครับ นายแพทย์ธนีธนียวัตร เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอด และวิกฤตบำบัดนะครับ

เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมานะครับ NASA เนี่ยเขาได้มีการออกแถลงการณ์มาอันนึงนะครับ เป็นงานวิจัยอันนึงยาวๆ เลย คือเค้าไปทดสอบในห้อง Clean Room ซึ่งใช้ในการประกอบยานอวกาศ Mars 2020 นะครับ ห้องนั้นเนี่ยจริงๆ มันจะต้องเป็นห้องปลอดเชื้อครับ ทาง NASA เนี่ยเขาก็จะใช้วิธีในการฆ่าเชื้อด้วยหลายๆ อย่างนะครับ แล้วเค้าก็ไปตรวจสอบซิว่าในห้องเนี้ย มันยังมีสิ่งมีชีวิตอะไรเหลือรอดอยู่หรือเปล่า ปรากฏว่ามันมีเชื้อราทั้งหมด 23 ชนิดในนั้นครับ และมันมีอยู่ 1 ชนิดที่เขาเอามาทดสอบแล้วมันมีชีวิตรอดอยู่ได้ แม้จะเป็นสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายมากๆ ก็ตาม

ก็คือมันไปฉายรังสี UV นะครับ ฉายรังสีนิวตรอนนะฮะ เอาไปไว้ในที่ที่มันเย็นจัด เอาไปเจอความร้อนที่ร้อนจัด เอาไปอยู่ในแรงกดอากาศที่ผิดปกติไปหมดนะครับ แล้วก็จำลองสภาพอากาศบนดาวอังคารว่า ไอ้เชื้อตัวเนี้ย มันจะรอดอยู่ไหม ปรากฏว่ามันรอดครับ แล้วมันไม่ตายด้วยนะฮะ คราวนี้แหละครับ ก็เลยตกใจว่า เฮ้ย เป็นแบบนี้แล้ว มันอาจจะอันตรายก็ได้นะ เพราะว่าถ้าเกิดต่อไปในอนาคตเนี่ย เราไปตั้งรกร่าอยู่บนดาวอังคาร หรือเราไปดาวดวงไหนแล้ว ถ้าเกิดว่าเชื้อราตรงนี้มันติดไปกับนักบิน อาจจะป่วยก็ได้นะ หรือว่ามันอาจจะเป็นสัญญาณบางอย่าง ซึ่งแบบ เออ เราไปเจอสิ่งมีชีวิตนอกโลก แต่จริงๆ เปล่าครับ มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตนอกโลก มันเป็นสิ่งมีชีวิตในโลกนี่แหละ ที่บังเอิญติดไปกับยาน แล้วเราดำไปตรวจเจอ แล้วเราก็โอ้โห ค้นพบสิ่งใหม่

อ่ะ ไม่ครับนะ เชื้อราตัวนี้เนี่ย มันมีชื่อว่า Aspergillus cadoous ครับ อ่า เชื้อราตัวนี้ต้องบอกว่าไม่ใช่เชื้อราชนิดใหม่นะครับ แต่มันเป็นเชื้อราที่ค้นพบมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2008 ครับ ตอนนั้นเนี่ยมันมีเชื้อรากลุ่มหนึ่งชื่อว่า Aspergillus usus นะครับ แล้วเขาก็ไปเจอว่ามันมีคนไข้อยู่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน แล้วไปติดเชื้อ Aspergillus นะครับ ซึ่งต้องบอกว่า Aspergillus เนี่ย มันเป็นเชื้อราที่มีมหาศาลหลากหลายสายพันธุ์มากนะครับ เพียงแต่ว่าเคสเนี้ยมันแปลกที่ว่า ใช้ยาทั่วไปที่ใช้จัดการเชื้อราเนี่ย มันไม่หายครับ แล้วมันก็ยังคงเกิดการติดเชื้อต่อเนื่อง

เขาก็เลยเอามันมาแยกดูซิว่า เฮ้ย ตกลงแล้วมันเป็นเชื้ออะไรกันแน่ ทำไมมันดื้อยาขนาดนี้ ก็ไปเจอครับว่า มันเป็นเชื้อราสายพันธุ์ย่อยของ Aspergillus อีกทีนึง แล้วเขาบอกว่ามันสามารถเจริญเติบโตได้ที่อุณหภูมิ 37 องศา ซึ่งก็คืออุณหภูมิของร่างกายมนุษย์นั่นเองนะครับ เขาก็เลยเรียกชื่อเชื้อราตัวนี้ว่า Aspergillus cadoous ซึ่งคำว่า "cadius" เนี่ย มันแปลว่ามันชอบที่ร้อนนะครับ ที่ร้อนในที่นี้ก็คือตัวเราเองนี่แหละครับ อ่า อุณหภูมิ 37 องศา

ถ้าเป็นเชื้อราอะไรก็ตามนะครับ ที่มันสามารถเจริญเติบโตได้ในอุณหภูมิ 37 องศาเนี่ย เรามักจะคิดว่ามันสามารถที่จะเป็นเชื้อราก่อโรคให้กับคนเราได้นะครับ ดังนั้นเนี่ย ตั้งแต่ตอนนั้นเขาก็เริ่มสนใจในเชื้อราตัวนี้มากขึ้นนะครับ

และเชื้อราตัวนี้นะครับ ก็ต้องบอกว่ามันมีอยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วไปเช่นกันนะ ตึกที่กำลังก่อสร้างนะครับ พื้นดินนะฮะ หรือเข้าป่าไปแล้วเกิดมันมีตรงไหนที่มีเชื้อราเนี่ย เราสามารถเจอเชื้อราประเภทนี้ได้นะครับ เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ติดมาในร่างกายของคนเราได้ง่ายขนาดนั้นนะ

ปกติแล้วเนี่ย เชื้อราตัวนี้มันจะมีการปล่อยเป็นสปอร์อย่างหนึ่งนะ เราเรียกว่า conidia conidia เนี่ย มันเป็นสปอร์ที่เกิดจากการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของรานะครับ แล้วมันจะมีลักษณะพิเศษคือมันทนมากๆ เลยนะครับ อ่า มันทนมากๆ แล้วปกติมันก็จะรอเวลาที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มันถึงจะเจริญเติบโตนะ

โดยสิ่งที่มันทำก็คือ สมมุติว่าเราหายใจเอา conidia เนี่ยเข้าไปในปอดของเรานะ ครับ แล้วมันเพราะเหตุผลสักอย่างหนึ่งที่ร่างกายของเราภูมิคุ้มกันไม่ดี ปอดมันมีความเสียหายรุนแรงนะครับ ระบบ อ่า ภูมิคุ้มกันของเราแย่นะครับ มันก็จะสามารถงอกรากนะครับ รากของมันในที่นี้คือ hyphae นะครับ พอมันงอกรากเสร็จปุ๊บ มันก็จะกลายไปเป็นเหมือนต้นไม้นะฮะ แล้วก็กลายไปเป็นเชื้อราที่มีการแบ่งจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นะครับ อันเนี้ยก็จะสามารถทำให้เกิดการเสียชีวิตได้

ทีนี้ครับ ในคนทั่วไปที่ติดเชื้อราพวกนี้เข้าไปเนี่ย ทำไมถึงไม่เป็นโรคและเราไม่ต้องกลัว อ่า เหตุผลมันมีหลายอย่างครับ คือโดยทั่วไปเวลาที่เราสูดดม conidia พวกนี้เข้าไปเนี่ยนะครับ มันจะมีระบบของร่างกายที่สร้างเมือกนะครับ แล้วก็ขับเมือกทิ้ง มันมีกระบวนการที่เรียกว่า mucociliary clearance นะครับ "muco" ก็มาจากคำว่า "mucus" แปลว่าเมือก "ciliary" เนี่ยคือเป็นขนเส้นเล็กๆ ที่อยู่ตรงบริเวณผิวของเซลล์นะ ครับ เวลาที่ร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในทางเดินอากาศของเราเนี่ยนะครับ มันก็จะมีการขับเมือกมาเพื่อจับเอาสิ่งแปลกปลอมนี้ไว้ หลังจากนั้นไอ้เซลล์ขนเล็กๆ เนี่ย cilia มันก็จะพัดๆ เอาไอ้ตัวเสมหะ หรือว่าเมือกที่มันมีมีเชื้อโรคปนเนี่ย ให้เราไอออกมาแล้วก็ขับทิ้งนะครับ นี่คือกระบวนการที่ 1

กระบวนการที่ 2 ครับ พอสมมุติว่าไอ้ตัว conidia ตัวนี้ที่เราสูดเข้าไปมันเล็ดรอดไปได้จากกระบวนการที่ขับทิ้งเนี่ย มันก็จะเริ่มมีการไป อ่า ไปเกาะอยู่ตรงบริเวณที่มันเป็นทางเดินอากาศของเราตรงนั้นละครับ มันจะมีเม็ดเลือดขาวมากินนะครับ ชื่อว่า macrophage มันกินเข้าไปแล้วก็ย่อยๆ ทิ้งนะฮะ แต่สำหรับบางอย่างที่มันเล็ดรอดเม็ดเลือดขาวนี้ไปได้อีกนะครับ มันก็เริ่มงอกรากแล้วครับ งอกเป็น hyphae นะครับ เพื่อที่จะมาดูดกลิ่นอาหารจากเรานะครับ แล้วก็ก่อโรค

ตอนที่มันกำลังงอกเป็น hyphae เนี่ย มันจะมีเม็ดเลือดขาวอีกชนิดหนึ่ง ชื่อว่า neutrophil มากำจัดมันนะครับ ตรงเนี้ย มันก็เลยเป็นกระบวนการที่ใช้ในการกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้

อย่างไรก็ตามครับ ถ้าเกิดว่าเรามีปัญหาเช่น เราต้องกินยากดภูมิคุ้มกัน เราเป็นคนปลูกถ่ายอวัยวะนะครับ เราเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเอง autoimmune ซึ่งจะต้องกินยากดภูมิคุ้มกันต่างๆ เราอายุเยอะมากๆ นะครับ อ่า หรือเราเป็นโรคมะเร็ง เรามีเม็ดเลือดขาว neutrophil ต่ำนะครับ จากการให้เคมีบำบัด เราก็จะเป็นคนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อราเหล่านี้

หรืออีกอย่างคือเรามีโรคปอดสักอย่างที่มันเป็นเรื้อรัง เช่น ปอดอุดกั้นเรื้อรังจากการสูบบุหรี่มากๆ นะครับ ปอดเป็นพังผืดนะฮะ ที่มันเป็นแบบเรื้อรังที่เรียกว่าโรค IPF (Idiopathic Pulmonary Fibrosis) หรือพังผืดจากโรคปอดอื่นๆ ก็ตาม มันจะทำให้ลักษณะของปอดผิดปกตินะครับ กระบวนการสร้างเมือก การขับเมือกก็ผิดปกติ เม็ดเลือดขาวมันก็จะมีปัญหาหรือไม่แน่ในอนาคต ถ้าเราเจอ PM 2.5 ที่มันเยอะมากๆ เข้าไปทุกวันทุกวันก็อาจจะทำให้เรามีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคพวกนี้ได้นะครับ

และต้องบอกว่าโดยทั่วไปเชื้อโรคกลุ่มนี้เราจัดเป็นเชื้อฉวยโอกาส ซึ่งหมายความว่าคนทั่วไปสูดดมเข้าไปมันไม่เกิดอะไรขึ้นครับ แต่คนที่ร่างกายอ่อนแอเนี่ย สูดดมเข้าไปมันอาจจะเกิดขึ้น

ทีนี้ครับ เราเนี่ยจะต้องมาสนใจกับเชื้อโรคตัวนี้มากขึ้น เหตุผลก็เพราะว่าเดี๋ยวนี้นะครับ สังคมของเรามันกลายไปเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งผู้สูงอายุเนี่ยระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลงนะครับ และเราก็อยู่ในยุคของยา กลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกว่า Biologics นะครับ Biologics เนี่ยมันเป็นยากดภูมิคุ้มกันที่มีความเฉพาะเจาะจงนะครับ กับระบบภูมิบางอย่างในร่างกาย เพื่อที่จะเอาไว้ใช้ในการรักษาโรคบางอย่างนะครับ แต่การที่เรามีการใช้ Biologics เนี่ย มันก็เป็นดาบสองคมครับ คือตัวมันเองเนี่ยจะค่อนข้างมีความจำเพาะมากๆ ในการรักษาโรคต่างๆ เช่น ใช้ในการรักษาโรคสะเก็ดเงิน ใช้ในการรักษาโรคหอบหืด ใช้ในการรักษาโรค อ่า ภูมิแพ้ตัวเองชนิดอื่นๆ แต่ตัวมันเองครับ ก็มีโอกาสที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันของเราผิดปกติ และอาจจะนำไปสู่การตรวจพบเชื้อฉวยโอกาสชนิดอย่างเงี้ยเพิ่มมากขึ้นในอนาคตก็ได้

ดังนั้นเนี่ย หมอหลายคนจะต้องมีความสนใจเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้นนะครับ

แล้วทีนี้ครับ เชื้อราเหล่านี้เนี่ย มันทำไมถึงน่าเป็นห่วง เออ ก็ต้องบอกว่า Aspergillus เนี่ยนะครับ ถ้าเกิดว่าใครที่เป็นหมอจะรู้เลยครับว่ายาตัวที่เราจะใช้ในการฆ่ามันแล้วมันดีที่สุดเนี่ย คือยาชื่อว่า Voriconazole นะครับ อ่า ซึ่งสมัยก่อนถ้าใครเกิดยุคผมนะ ครับ ก็น่าจะจำคุณ Big D2B ได้ เขาติดเชื้อราอยู่ชนิดหนึ่ง ชื่อว่า Sporothrix schenckii หรืออีกชื่อมันก็คือ Sporothrix brasiliensis ตัวนี้เนี่ยสมัยก่อนต้องใช้ Voriconazole ซึ่งจริงๆ ตัวเดียวก็ไม่รอดนะ มันต้องบวกกับ Itraconazole อีกตัวนึงนะครับ

แต่ปัญหาคืออย่างงี้ครับ ย้อนมาที่ Aspergillus ส่วนใหญ่จะใช้รักษาได้ แต่ไม่ใช่กับ Aspergillus cadoous ครับ ตัวนี้ดื้อยาโซ ดื้อทุกอย่างที่ลงท้ายด้วย "azole" ไม่ว่าจะ เป็น Intraconazole, Fluconazole, Ketoconazole, Posaconazole, Voriconazole ทุก "azole" มันดื้อหมดเลย

แล้วไงล่ะฮะ เหลือยาอยู่ตัวเดียวครับ ก็คือ Amphotericin B ซึ่งตัวนี้เนี่ย เราไม่ค่อยอยากจะใช้ เพราะว่าผลข้างเคียงค่อนข้างที่จะเยอะนะครับ มันทำให้เราอาจจะมีไข้หนาวสั่นในระหว่างที่ให้ ได้มีไตผิดปกติได้นะครับ มีเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ มีเกล็ดเลือดต่ำและมีปัญหาต่างๆ มากมาย ดังนั้นเนี่ย ถ้าเราจะใช้มันใช้ได้ แต่ว่าจะใช้ยากนิดนึง แล้วมันก็ไม่ได้การันตีว่าเชื้อราตัวนี้จะตายได้ด้วย Amphotericin B เช่นกันนะครับ

เดี๋ยวนี้นะครับ ถ้าเราเจอเชื้อราพวกนี้เนี่ย มันเลยลำบากมาก เพราะมันดื้อยาหลายตัว และเนื่องจากเราเจอเคสไม่ค่อยบ่อย เราจึงไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงกับมันดี ในปัจจุบันถ้าเป็นไปได้แล้วมันมีการติดเชื้อที่ผิวหนังเนี่ย เราจะต้องทำการผ่าตัดคว้านมันออกให้หมด อันนั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุด แล้วก็อาจจะให้ร่วมกับยาตัวอื่น แต่ถ้าเกิดมันติดเข้าไปในปอดของเราล่ะ เช่นคนที่มีการ อ่า ปลูกถ่ายไขกระดูกอย่างเงี้ย ปลูกถ่ายอวัยวะ มีมะเร็งเม็ดเลือดต่างๆ คนพวกเนี้ยเสี่ยงมากที่มันจะเข้าไปในปอดแล้วก็เกาะเรื่องได้ใช่มั้ยครับ แล้วไปตัดปอดออก มันตัดไม่ได้ครับ ถ้ามันมีแค่บางส่วนแล้วเราตัดปอดส่วนนั้นออก โอเคได้ แต่ถ้ามันไปทั้งปอดล่ะก็ ไม่ได้เหมือนกันนะครับ

แล้วยาที่จะให้ในคนเหล่านี้เนี่ย มันก็ลำบาก เพราะว่า Amphotericin B เป็นยาที่มีความเป็นพิษค่อนข้างสูง และคนเหล่านี้แต่เดิมก็อ่อนแอมากอยู่แล้วนะครับ มักจะมีโรคประจำตัวเยอะแยะไปหมด

เดี๋ยวนี้ครับ อาจจะมีการใช้ยาอีกกลุ่มหนึ่ง อันนี้สำหรับหมอเท่านั้นนะครับ ถ้าเกิดใครเข้ามาฟังเพราะยาตัวนี้ ผมไม่คิดว่ามันมีในประเทศไทยนะครับ มันชื่อว่ายา Isavuconazole นะครับ ยา Isavuconazole เนี่ยมันเป็นยาที่ไปยับยั้งเอนไซม์ตัวหนึ่งชื่อว่า Dihydroorotate dehydrogenase นะครับ แล้วพอเอนไซม์ตัวนี้ถูกยับยั้ง มันจะทำให้เชื้อราไม่สามารถสร้าง DNA หรือ RNA ของมันได้ แล้วสุดท้ายมันก็จะตายไป และยาตัวนี้ถูกทำออกมาเพื่อจัดการกับ Aspergillus บางตัวที่มันดื้อกับสาร อ่า ยากลุ่ม Azole ด้วยซ้ำไป

ดังนั้นอันนี้เป็นวิธีที่อาจจะใช้ในการรักษา และเราจะต้องสงสัยว่าเป็นเชื้อราในกลุ่มนี้ ถ้าเกิดว่าเราเพาะเชื้อแล้วเราได้ Aspergillus มาเนี่ย แล้วเราลองใช้ยากลุ่ม Voriconazole แล้วมันไม่ดีขึ้น อ่า พวกนี้ก็ต้องสงสัยว่าเป็น Aspergillus สักกลุ่มหนึ่งหรือเปล่า ที่มันดื้อยานะครับ อันเนี้ยก็จะต้องเป็นหน้าที่ของคุณหมออายุรกรรมโรคติดเชื้อที่เขาจะต้องวิเคราะห์วินิจฉัยนะครับ

ตอนนี้ครับ หลายคนก็คงกังวลแล้วครับว่า เฮ้ย ระดับ NASA เนี่ยยังฆ่ามันไม่ตายเลยเหรอ นี่มันแบบ มันสุดยอดฝันร้ายเราเลยนะ ขนาด NASA ฆ่าราตัวนี้ไม่ตายเลยเหรอ

อ่ะ เราต้องเข้าใจอย่างงี้ก่อนครับว่า เวลา NASA เนี่ยเขาฆ่าเชื้อที่อยู่ในห้องสะอาด หรือ Clean Room ของเขา หรือว่าฆ่าเชื้อตามพวก อ่า ยานอวกาศเนี่ย เขาจะต้องคำนึงถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ที่นั่นนะครับ เพราะถ้าเกิดเขาใช้การฆ่าเชื้อแบบใช้ความร้อนสูงมหาศาลแบบที่เราใช้กันทางการแพทย์ เพื่อที่จะจัดการกับพวก อ่า สปอร์ของเชื้อรา สปอร์ของอะไรก็แล้วแต่ที่มันตายยากๆ เนี่ย ถ้าเราใช้ความร้อนขนาดนั้นนะครับ เครื่องมือของเขาเนี่ย เสียหมดครับ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นะครับ Filter หรืออะไรต่างๆ ของเขาในยานมันก็ต้องพังครับ เขาเลยใช้วิธีนั้นไม่ได้

พอใช้ไม่ได้เนี่ย มันก็จะมีโอกาสในการที่จะจัดการกับเชื้อบางตัวไม่ได้ครับ และอย่างที่ 2 ครับ ทาง NASA เนี่ย โดยทั่วไปนะครับ สมัยก่อนจริงๆ จนมาถึงตอนเนี้ย เขาก็ยังใช้เกณฑ์ในการที่เขาทำการฆ่าเชื้อ ดูเกณฑ์อยู่ข้อหนึ่งก็คือการเหลืออยู่ของสปอร์ของแบคทีเรียชนิดกลุ่มที่เราเรียกว่า Bacillus นะครับ เขาไม่ได้เคยคิดถึงว่าเชื้อรามันจะมีชีวิตรอดอยู่ได้แบบนี้

ดังนั้นเนี่ย การที่เขาทำความสะอาดด้วยวิธีพิเศษของ NASA เขาจะดูว่ามันสะอาดหรือยัง จากการที่เขาลองทำเสร็จปุ๊บ แล้วไปดูซิว่ามันมีสปอร์ของเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Bacillus อยู่หรือไม่ ถ้ามันไม่มีก็แสดงว่า โอเค ดี ห้องนี้สะอาดชัวร์ ไม่มีปัญหา กระบวนการเนี่ย ได้ผล

แต่ปรากฏว่าเขาไปตรวจไอ้ห้อง Clean Room นี่แหละครับ ของที่เขาใช้ประกอบยานอวกาศเพื่อที่จะติด อ่า เตรียมตัวไปที่ อ่า ดาวอังคาร แล้วเขาก็บอกว่า เอ้ย ไอ้แบคทีเรียที่มันที่มันสร้างสปอร์ตัวเนี้ย มันไม่มีแล้วนะ สปอก็ไม่เจอแล้วนะ แต่เขาได้ไปเจอสปอร์ของของรา Aspergillus เนี่ยนะ ครับ แล้วจริงๆ เขาเจอสปอร์ของราอยู่ประมาณ 23 ชนิดที่มันเล็ดรอดมา แต่ว่ามันมีไอ้เนี่ยแหละ Aspergillus cadoous ที่มันแบบเด่นขึ้นมาอยู่ตัวเดียว เขาเจอตัวเนี้ยที่มันเล็ดรอดมาหมด

ดังนั้นสิ่งเนี้ย มันทำให้ NASA อาจจะต้องเปลี่ยนเกณฑ์ในการดูซิว่า ไอ้สิ่งที่เขาใช้ทำความสะอาดเนี่ย มันโอเคหรือยัง อาจจะต้องไม่ใช่แค่ดูสปอแบคทีเรียแล้วจะต้องดูสปอของราไปด้วย

และนะครับ อ่า งั้น NASA เนี่ยไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน แล้วก็ประกอบกับวิธีในการจัดการกับเชื้อโรคเนี่ย มันจะต้องพิถีพิถันแตกต่างไปจากกรณีอื่นๆ เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือที่เขามี

แต่ในทางการแพทย์เนี่ย ต้องบอกเลยนะครับว่าเชื้อราตัวเนี้ย มันมีอยู่ทั่วไปอย่างที่เล่าไว้ตอนต้นนะครับ ถ้าตึกไหนมีการก่อสร้าง ที่ที่นั่นมี Aspergillus แล้วคิดไว้ก่อนเลยนะ ครับ อ่า แล้วมันอาจจะไม่ใช่ Aspergillus ตัวนี้ก็ได้นะ Aspergillus มันมีตั้งหลายตัว อาจจะเป็นตัวอื่นก็ได้ แต่ตัวนี้ก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้นนะครับ

ทีนี้ถ้าเกิดว่าใครที่กังวลว่าจะติดมาจากโรงพยาบาล เพราะว่า เอ่อ เครื่องไม้เครื่องมือในการผ่าตัดมันฆ่าเชื้อแล้วมันยังเหลือเชื้ออยู่หรือเปล่า เพราะขนาดของ NASA ยังฆ่าไม่ตายเลย ก็ต้องบอกว่าไม่ครับ ทางการแพทย์เนี่ย เวลาที่เราฆ่าเชื้ออุปกรณ์ที่ใช้ในการผ่าตัดเนี่ย เราใช้น้ำยาเคมีที่มันมีความเข้มข้นสูงมากๆ และเราก็ใช้ความร้อนระดับ Autoclave ก็คือเป็นความร้อนพิเศษเลยนะครับ ที่จัดการกับเชื้อแล้วก็สปอพวกเนี้ยตายเกลี้ยงนะครับ งั้นในทางการแพทย์เนี่ยไม่ต้องกังวลนะ เพียงแต่ในทางของ NASA นั่นแหละครับที่ต้องกังวล

เพราะว่าเชื้อราตัวนี้เนี่ย มันโหดหินมากก็คือเขาเอาไปทดลองในหลายอย่างนะครับ ก็คือลองให้มันเจอรังสี UV นะครับ รังสีนิวตรอนนะ เหมือนจำลองว่ามันอยู่ในอวกาศได้หรือเปล่า เจอความเย็นจัด เจอความร้อนที่เป็น dry heat มันก็ไม่ตายครับ แล้วสุดท้ายเขาก็ลองเอาไปจำลองซิว่า ถ้ามันไปอยู่ในดินของดาวอังคารมันจะเกิดปัญหามันจะอยู่รอดมั้ยนะครับ

อ้อ ต้องบอกก่อนนะครับว่าเชื้อราที่เขาไปเจอเนี่ย มันเป็นรูปสปอร์นะ มันไม่ใช่เชื้อราที่ยังเป็นราสายที่ยังแพร่พันอยู่นะครับ ราสายเนี่ยไม่สามารถอยู่รอดได้ในกระบวนการจัดการของ NASA นะครับ เชื้อราพวกนั้นมันตาย ราสายต่างกับสปอร์ยังไงคือราสายเนี่ยมันจะงอกขึ้นมาเป็นสายๆ ก็ต่อเมื่อมันได้สภาพแวดล้อมที่ดีนะครับ เช่นอยู่ในร่างกายคน อยู่บนใบไม้หรืออะไรพวกเนี้ย มันจะงอกได้ แต่ถ้าเกิดว่าสภาพอากาศมันแย่มากๆ สภาพแวดล้อมมันแย่เนี่ย มันจะแปลงร่างกลายไปเป็นสปอก้อนหนึ่งซึ่งทนต่อสภาวะแวดล้อมมากๆ แล้วมันก็จะรอวันที่มันเจอสภาพแวดล้อมที่ดีแล้วมันค่อยงอกออกมาเป็นราสายเหมือนเดิมนะครับ นี่เป็นสิ่งที่เขาเจอ

ทีนี้ครับ เขาไปทดลองว่าถ้าเป็นดินดาวอังคารล่ะ อ่า ดินดาวอังคารเนี่ยมันมีชื่อเรียกว่า Regolith แตกต่างจากดินของโลกซึ่งเรียกว่า Soil แตกต่างกันยังไง Soil เนี่ยมันเป็นดินของโลกซึ่งมันมีสารกลุ่มอินทรีย์ก็คือพวกสิ่งมีชีวิตทั้งหลายแหละ มีคาร์บอนมีอะไรพวกเนี้ยนะครับ นั่นจัดเป็นดินนะครับ แต่ถ้าเป็น Regolith หรือเป็นดินของดาวอังคารเนี่ย มันไม่มีสิ่งที่เป็นสารอินทรีย์ มันมีแต่อินทรีย์และสารเคมีอื่นๆ ซึ่งบางทีอาจจะเป็นอันตรายกับสิ่งมีชีวิตก็ได้

แต่ปรากฏว่าสปอของราตัวเนี้ย มันอยู่ตรงนั้นได้ว่ะ อยู่รอดนะครับ อ่า แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามครับ เขาไปทดลองกับอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าให้ไปเจอกับอุณหภูมิติดลบ 60 องศา ร่วมกับรังสีล่ะ ปรากฏว่ามันตายครับ มันต้องใช้ 2 วิธีร่วมกัน

แล้วถามว่าทำไมเขาต้องไปทดลองกับอุณหภูมิ -60 กับรังสีด้วย ก็เพราะว่าพื้นผิวของดาวอังคารเนี่ย มันมีลักษณะเช่นนั้น ดังนั้นถ้าเกิดว่าตรงนี้เป็นพื้นผิวของดาวอังคาร แล้วราตัวเนี้ย อ่า conidia ของมันคือสปอเนี่ยไปเกาะอยู่ตรงนี้ มันเจออุณหภูมิแล้วก็เจอรังสีมันจะตายครับ แต่ถ้าบังเอิญมันฝังตัวเข้าไปในดินดาวอังคาร คือ Regolith มันอาจจะอยู่รอดก็ได้ อ่า ตัวนี้นะครับ เป็นสิ่งที่เขาไปเจอ

แล้วถามว่าทำไมตัวนี้ถึงสำคัญนัก นักบินอวกาศที่ขึ้นไปก็น่าจะเป็นคนแข็งแรง เขาไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเลยถูกมั้ยฮะ เพราะเมื่อกี้เราบอกว่า อ่า ราตัวนี้จะมีปัญหากับคนที่ร่างกายอ่อนแอ

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเราเจอครับ คือการที่เราส่งคนไปไว้ในสภาวะไร้น้ำหนักเป็นเวลานานนะครับ มันมีการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ และเราก็ไม่รู้ด้วยว่าไอ้ราพวกเนี้ย ถ้าเกิดบังเอิญมันไปเจอสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมแล้วมันงอกขึ้นมา มันอาจจะมีอันตรายกับนักบินอวกาศมากน้อย อันนี้ก็ไม่สามารถตอบได้ในปัจจุบันนี้นะครับ

แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ถ้ามันไปงอกตามส่วนต่างๆ ของยานอวกาศ มันอาจจะทำให้สิ่งเหล่านั้นเนี่ยเสียก็ได้นะครับ ที่สำคัญถ้าวันนึงเราสามารถบินไปดาวอังคารตั้งรกราก หรือเราไปดวงจันทร์ตั้งรกรากได้อย่างเงี้ย แล้วเชื้อรามันขึ้นไปอยู่ตรงนั้นแล้วมันเห็นว่า เฮ้ย เราสร้างทุกๆ อย่างมาดีอ่ะ มันอยู่ตรงนั้นมันแบบ เฮ้ย อากาศก็อุ่นดีแล้วเนี่ย ทุกอย่างสบายดี มันก็งอกออกมาเป็นรา เราก็อาจจะได้เจอเชื้อราเหล่าเนี้ยปนเปื้อนอยู่ตรงบริเวณนั้นก็ได้ ซึ่งสภาวะแวดล้อมของดาวอื่น ๆ เนี่ย มันอาจจะส่งผลบางอย่างต่อระบบภูมิคุ้มกันของเรา ซึ่งตรงเนี้ยเรายังไม่มีข้อมูล แต่ว่าก็ต้องระมัดระวังไว้ก่อนนะครับ

และอย่างที่เล่าไว้ตอนต้นครับ คือการที่เราไม่ได้ฆ่าเชื้อราตัวนี้ให้มันตายแบบ 100% เนี่ย มันอาจจะทำให้เราเข้าใจผิดว่า ถ้าเราไปเจอสิ่งมีชีวิตนอกโลกที่เราเก็บมา เพราะว่าเราไปดาวอังคารไปที่ไหนเราก็เก็บตัวอย่างดินมันมาใช่มั้ย เก็บตัวอย่างดินเอามาทำไมเราก็มาดูซิ 2 กล้องดู มันมีมันมีอะไรที่น่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตได้อยู่หรือเปล่า มันมีสปอของเรามีตัวอะไรอยู่มั้ย แล้วถ้าเกิดบังเอิญมันมีการปนเปื้อนไปจากโลกแล้วเราไปเก็บดินตัวอย่างมาแล้วมาดู อุ้ย อ่า มีเชื้อราตัวนึง อุ้ย หน้าตาเหมือนๆ เชื้อราในโลกเลย แสดงว่าเชื้อราบนโลกนี้มาจากดาวอังคาร อ่า นั่นแหละครับผิดครับนะ

เขาเลยต้องมีมาตรการใหม่ขึ้นมาของ NASA ว่าเราจะทำยังไง เพื่อจัดการกับสปอของไอ้พวกเชื้อราพวกเนี้ย ให้มันเกลี้ยง เนื่องจากว่าในขั้นตอนการสร้างยานอวกาศทุกอย่างจะต้องปลอดเชื้อ แล้วจะให้มีไอ้อย่างเงี้ยปนไม่ได้ เพราะถึงแม้ว่าความเสี่ยงในการปนเปื้อนไปมันจะต่ำ มันจะปนไปนิดเดียวแต่มันก็มีโอกาสปนเปื้อนนะ เดี๋ยวมันอาจจะไปคิดเยอะแล้วก็อาจจะมีปัญหากับร่างกายของมนุษย์ก็ได้นะ

งั้นวันนี้ผมก็คิดว่าหลายคนน่าจะได้รู้จักเพิ่มเติมเกี่ยวข้องกับเชื้อรา Aspergillus cadoous เพิ่มมากขึ้นนะครับ ราตัวนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่เราต้องกังวลในปัจจุบันนะครับ คนที่ต้องกังวลจริงๆ เนี่ย คือคนที่ร่างกายอ่อนแอ เช่น อาจจะมีเบาหวานที่คุมไม่ได้นะครับ ภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่ว่าจะเป็นโรค HIV หรือกินยากดภูมิคุ้มกันต่างๆ ใช้ยากลุ่ม Biologics นะครับ หรือคนที่มีการปลูกถ่ายไขกระดูกนะฮะ มะเร็งต่างๆ ภาวะที่มีเม็ดเลือดขาว neutrophil ต่ำนะครับ หรือในอนาคตอาจจะมีคนแก่ที่เพิ่มมากขึ้น

โรคเหล่านี้ก็จะต้องระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น หรือคนที่มีโรคปอดเรื้อรังเหล่านี้เป็นต้นนะครับ คนเหล่านี้จะต้องระมัดระวังหลายๆ โรคอยู่แล้วนะครับ แล้วราตัวนี้ก็คือมันป้องกันอะไรไม่ได้จริงๆ ถ้าเราเป็นคนที่มีความเสี่ยงดังที่เมื่อกี้ผมเล่าไปนะครับ กรุณาหลีกเลี่ยงจากไซต์ก่อสร้างทุกที่ครับ ไม่ต้องเดินเข้าไปใกล้เลยครับ เพราะว่ามันมีเชื้อราอยู่แน่ๆ คุณสูดดมเข้าไปเนี่ย มันไม่มีวิธีในการป้องกัน มันไม่มีทางรู้ก่อน มันจะรู้ก็ต่อเมื่อคุณเป็นไปแล้วเท่านั้นเลยครับ ไม่มีทางป้องกันได้ ไม่มีทางรู้ตัวด้วย

แล้วถ้าเกิดคุณเดินไปแล้วบังเอิญสูดดมเข้าไป อุ๊ย เมื่อกี้เราเพิ่งจะสูดดมเข้าไป เรามาฟังคลิปของผมที่ผมเล่าเรื่องยาตัวนี้ ลาตัวนี้ พอดี ทำอะไรได้ไหม คำตอบคือไม่ได้ครับ ทำอะไรไม่ได้ แล้วเราก็ไม่รู้ด้วยนะครับ เรายังไม่แน่ใจว่ามันติดเข้าไปในร่างกายเรานานเท่าไหร่มันถึงจะเริ่มงอก งอกรากแล้วก็ปล่อยลูกปล่อยหลานออกมา เรายังไม่รู้เลยนะ ครับในปัจจุบันนี้

เพราะฉะนั้นก็ ใครมีความเสี่ยงอย่าเข้าใกล้ไซต์งานก่อสร้าง ถ้าในบ้านมีบริเวณที่มันมีน้ำรั่ว นะครับ อ่า น้ำท่วม อ่า ฝนตก ผนังรั่ว พวกนั้นซ่อมให้ดี เพราะว่าบางทีนะครับ ผนังไม่มีปัญหาหรอก แต่หลังผนังอ่ะ เชื้อราเต็มเลย ของพวกนั้นไม่ใช่ของปลอดภัย

บางอย่างต่อให้มันไม่ติดโรคในร่างกายคนนะครับ มันก็ทำให้เกิดปอดอักเสบได้ เราก็คงไม่อยากเป็นแบบนั้น บางคนเนี่ย ไม่ใช่ปอดอักเสบก็อาจจะมีภูมิแพ้กำเริบ แล้วก็หาเหตุผลไม่เจอ เฮ้ย เราเข้ามาบ้านนี้ทีมหายใจไม่สะดวกทุกทีเลย ไอหอบหืดขึ้น จาม น้ำมูกไหล น้ำตาไหลเยอะแยะไปหมด อาจจะเป็นเพราะว่าเชื้อราเหล่านี้ก็เป็นไปได้นะครับ

โอเค วันนี้ผมก็เล่าให้ฟังประมาณเท่านี้นะครับ ยังไม่มีอะไรที่น่าตกใจมากเกี่ยวข้องกับเชื้อราตัวนี้ ดังนั้นไม่ต้องตื่นตูมไปก่อนเหตุนะครับ โอเค วันนี้เล่าให้ฟังเท่านี้นะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ