📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

The Professionals ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน EP.3

พรรคประชาชน - People's Party56:56

Transcription

การศึกษาคือความทุกข์ของแผ่นดิน ทุกคนมีความคาดหวังต่อระบบการศึกษาสูงมาก แต่ทำไมถึงไม่สามารถที่จะ deliver สิ่งเหล่านั้นได้ เรายังใช้หลักสูตรแกนกลางเหมือนเดิมตั้งแต่ปี 51 เราไม่อนุญาตให้ระบบการศึกษามีความต่อเนื่อง มีพัฒนาการของเขาด้วยดี หลังจากปฏิวัติมาเนี่ย เปลี่ยนรัฐมนตรีศึกษากี่ท่าน เราจะต้องมุ่งทำการศึกษาที่คืนความสุขให้กับทุกคน แล้วเป็นการศึกษาที่มีความสุขและมีความหมาย ไม่งั้นเราจะทำไม่ต่างจากในอดีตที่ผ่านมา 50 ปีเลย ภายใน 4 ปีนี้ ระบบการศึกษาภายใต้รัฐบาลพรรคประชาชนหน้าตามันเป็นยังไง

อาจารย์อนุชาติครับ ปัญหาใหญ่ที่สุดของระบบการศึกษาของประเทศไทยคืออะไรครับตอนนี้

ถ้าพูดรวมๆ เป็นวลีเดียวละครับ ที่ผมมักจะพูดอยู่เสมอ ก็คือ "การศึกษาคือความทุกข์ของแผ่นดิน"

ความทุกข์ของแผ่นดิน ใช่ครับ เอ่อ คุณเป้ ลองนึกถึงว่า ลองคุยกับใครดูก็ได้ครับ เด็กก็เป็นทุกข์ ไม่อยากไปโรงเรียน

อืม

คุณครูก็ไม่อยากสอนหนังสือ เป็นทุกข์

ครับ

ผู้ปกครองก็ยิ่งทุกข์หนัก ใช่มั้ยฮะ มีลูก 4 คน

ก็ยิ่งเป็นทุกข์หนักเลยว่าลูกฉันจะโตไป ยังไง

อือ

ผู้บริหารการศึกษา ผอ. ครับ

แม้กระทั่งคนที่อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการเอง

อือ

ผู้กำหนดนโยบายก็เป็นทุกข์นะครับ

ไม่ใช่ว่าไม่ทุกข์ ถามผู้ประกอบการสิครับ ผู้ประกอบการก็เป็นทุกข์ เพราะว่าไม่ได้สิ่งที่ตนเองตั้งใจ หรืออยากจะได้

บุคลากร

บุคลากรที่ตนเองอยากได้ ใช่มั้ยครับ

ทุกคนมีความคาดหวังต่อระบบการศึกษาสูงมาก

อื

แต่ทำไมถึงไม่สามารถที่จะ deliver สิ่งเหล่านั้นได้ ไม่สามารถจะมีนโยบายการศึกษาที่จะตอบโจทย์การพัฒนาบุคลากรของสังคมได้ ทำไมถึงกลายเป็นการศึกษา แทนที่จะเป็นเรื่องของความงอกงามของชีวิตมนุษย์ ใช่มั้ยครับ

การศึกษาควรจะเป็นเรื่องบวกอ่ะ คนได้รับการศึกษาก็คือคนที่จะต้องพัฒนา ในอดีตคือต้องเจริญขึ้น มีวุฒิภาวะที่ดีขึ้น มีความรู้สูง แต่อันนี้ทำไมกลายกลายเป็นว่า การทำสิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นเรื่องของความทุกข์ แปลว่ามันมี something wrong ของระบบ ใช่ไหมครับ มันมีความผิดปกติของระบบ

อื

ทีนี้ถ้าเราถอยกลับไปดูสิ่งที่มันเป็นอาการที่มันเกิดขึ้นว่ามันเป็นความทุกข์เนี่ย มันมีรากของมันแล้ว มันมีความเป็นไปที่เราก็อาจจะจำเป็นต้องให้ความเข้าใจกับมันพอสมควร ไม่งั้นเราจะเดินไปข้างหน้าอย่างผิดทิศผิดทาง อาจารย์จะบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ระบบที่วางในอดีตมันก็เหมาะสมกับยุคสมัยนั้นๆ แต่ว่าสังคมมันเปลี่ยนมา

แน่นอน แน่นอน แน่นอน

เอ่อ ในอดีตเราต้องการใช้เรื่องการศึกษาในการพัฒนาคนอย่างยิ่งยวด เราต้องการสร้างคนเก่ง คนดี

เพราะฉะนั้นเราจะต้องรีบปั้นเด็กขึ้นมา เพื่อมาเป็นกำลังสำคัญในการเป็นผู้นำ ในการมาเป็นผู้บริหารประเทศ มาเป็นผู้พัฒนาเศรษฐกิจ ระบบราชการใดๆ นะครับ แต่ว่า เอ่อ มันผ่านไป 40-50 ปี เรายังใช้หลักสูตรแกนกลาง เราใช้วิธีคิดของการจัดการศึกษาที่เราเรียกว่าเป็น Time Based Education ก็คือ 12 ปีจบ ม.6 ค่อยเข้ามหาวิทยาลัย เรียนมหาวิทยาลัย 4 ปี 4 ปี ถ้าใครอยากจะต่อปริญญาโท ปริญญาเอก ก็นับไปอีกไปเรื่อยๆ

ครับ

กว่าจะเรียนจบออกมาก็แก่แล้วนะครับ

ซึ่งถ้าเทียบดูกับโลกในยุคปัจจุบัน เอ่อ โลกมันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ใช่มั้ยครับ เราไม่ต้องพูดถึงกรณีเฉพาะของบ้านเราที่ ประชากรมันลดลงอย่างนะครับ

แต่ว่าเราเราพบว่า

เทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปอย่างมโหฬารครับ

มันเรียกว่าไปทั้งหมด ใช่มั้ยครับ มันเข้ามาแทนที่ตลาดแรงงานจำนวนมาก นึกออกครับว่าอาชีพในอนาคตเราเนี่ย

ครับ

คืออะไร แล้วจินตนาการของการออกแบบการศึกษาที่จะสร้างคนไปสู่ตลาดแรงงาน สมมุติถ้าจะเอาตลาดแรงงานเป็นตัวตั้งนะครับ

เรานึกออกมั้ยฮะ เราพูดได้ถนัดรึเปล่าว่า เราต้องสร้างอาชีพ 1-10

มันวันนี้มันอาจจะไม่ใช่ว่ามี Cookie Cutter ที่จะบล็อกเดี่ยวๆ ใช่

ในอดีตพ่อแม่อาจจะบอกว่าลูกโตขึ้นลูกไปเป็นหมอนะ

วิศวะ

ลูกไปเป็นวิศวกรนะ ลูกไปเป็นครูนะ อันเนี้ย มีอาชีพ มีสาขาที่เรียนชัดเจนมากใช่มั้ยในอดีต แต่ปัจจุบันเราสามารถที่จะพูดอย่างนี้กับลูกเราได้อย่างเต็มที่มั้ย

เพราะเราบอกวันนี้ วันรุ่งขึ้นอาจจะไม่ใช่

อือ

เฮ้ย ลูกไปเป็นโปรแกรมเมอร์เถอะ วันนี้โปรแกรมเมอร์อาชีพเกือบจะสูญพันธุ์ละ

ครับ

ภายในไม่กี่ไม่กี่กี่ปีที่ผ่านมาใช่มั้ยครับ

สาขายังยังค้างอยู่เลย

แปลว่าโลกมันเปลี่ยนเร็วมาก ทีนี้การที่โลกมันเปลี่ยนเร็ว Generation ของผู้เรียนก็คือเด็กที่เข้ามาแต่ละรุ่นแต่ละรุ่นที่ขึ้นมาตบเติมขึ้นมาเรื่อยๆเนี่ย ในทางนักการศึกษาเราก็มองว่าเขามีวิธีการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไปอ่ะ

เพราะเขาโตมาต่างกับรุ่นพวกผมอ่ะ

พวกผมอาจจะโตมากับครอบครัวแบบนึง วิถีแบบนึง

เอ่อ การอบรมสั่งสอน

เลี้ยงดูของพ่อแม่แบบนึง

ครับ

พ่อแม่ Gen Baby Boomer ก็เลี้ยงลูกแบบนึง Gen X ก็เลี้ยงลูกแบบนึง Gen Y ก็เลี้ยงลูกอีกแบบนึง ใช่มั้ยครับ แปลว่า Product ที่ออกมาในแต่ละช่วงวัยเนี่ย ยิ่งไปเรื่อยๆ เป็นปัจจุบัน Gen Alpha Gen อะไรก็แล้วแต่

ไอ้ Learning Inquiry ของเขาวิธีการเติบโต วิธีการรับมือของการเรียนรู้กับโลกภายนอกเนี่ย เขาเปลี่ยนไปหมด

เราสังเกตเห็นมั้ยครับว่าเด็กในยุคปัจจุบันเนี่ย เขาถนัดเรื่องคอมพิวเตอร์ เรื่องไอที มากกว่ารุ่นเราที่ช่วงในวัยเดียวกัน

ใช่มั้ย อย่างชัดเจน แปลว่าเขามีดีบางอย่าง

อื

แต่เขาก็อาจจะมีจุดที่เขาจะต้องเรียนรู้ แลกกับสังคมในแบบอื่นๆ เพราะฉะนั้นเด็กที่เขาเติบโตมาในทางการศึกษา เราบอกว่าการออกแบบระบบการศึกษาที่จะรองรับให้เขาเติบโตอย่างเต็มศักยภาพของเขา

ก็จะต้อง

ถูกตั้งคำถาม ปรับเปลี่ยนไป

อือ

แต่ถอยกลับมาที่

กระทรวงศึกษาธิการของเรา พ.ร.บ. การศึกษาของเรา

เรายังใช้หลักสูตรแกนกลางเหมือนเดิม

ครับ

ตั้งแต่ปี 51 มีปรับขยับนิดหน่อย

แต่โลกมันไปอย่างรวดเร็ว วิธีการเรียนรู้ไปอย่างรวดเร็วครับ

อันเนี้ยผมคิดว่า เอ่อ บวกกับ บวกกับโชคร้ายของประเทศไทยที่เราไม่อนุญาตให้ระบบการศึกษามีความต่อเนื่อง มีพัฒนาการของเขาด้วยดี

ครับ

เราเปลี่ยนรัฐมนตรีกี่คนครับ

เยอะ

ในช่วงที่ผ่านมานะครับ หลังจากปฏิวัติมาเนี่ย

เปลี่ยนรัฐมนตรีศึกษากี่กี่ท่านครับ

แล้วแต่ละท่านก็มาช่วงสั้นๆ

อือ

มันทำอะไรไม่ได้ในทางนโยบาย ใช่มั้ยครับ เราต้องการ

ความมั่นคงและต่อเนื่องของการออกแบบระบบการศึกษา เพราะว่าระบบการศึกษามันเหมือนกับการปลูกต้นไม้อ่ะ

เราจะบ่มเพาะผู้คนขึ้นมาแต่ละต้นแต่ละคนขึ้นมา เราต้องอาศัยเวลา อาศัยการทนุถนอมอย่างมาก อาศัยความละเอียดอ่อนอย่างมากในการออกแบบ

อือ

อุณหภูมิ แสง ดิน น้ำ ปุ๋ย

สารพัดเนี่ยที่จะต้องเป็นส่วนผสมที่พอเหมาะพอควรให้เขาเติบโต ทีนี้โจทย์ก็เกิดขึ้นกับประเทศไทยว่าความไม่ต่อเนื่องนี้ บวกกับ

ความเปลี่ยนแปลงที่มันรวดเร็ว

ความแข็งแรงของภาครัฐ

อื

ที่เราบริหารทุกองคาพยพเราด้วยระบบราชการ

ครับ

มันก็แข็งตัว มันก็รวมศูนย์ พอรวมศูนย์มันก็ขาดประสิทธิภาพ โรงเรียนใหญ่ๆ โรงเรียนที่ดี

อือ

มันอยู่ตรงกลางหมด

แปลว่าเด็กมันจะต้องไหลเข้าจากต่างจังหวัดเข้าไปสู่ตรงกลาง เพื่อจะได้การศึกษาที่ดีครับ

ในความหมายนี้ ผมว่าอันเนี้ยคือสิ่งที่จะต้องเราต้องมาตั้งคำถามแล้วก็ เอ่อ พลิกกลับทั้งหมดนะครับ

ย้อนกลับไปอาจารย์อนุชาติ ขอสั้นๆ ตรงนี้ อาจารย์อาจารย์กำลังบอกว่าถ้าการศึกษาปัจจุบันเนี่ยคือความทุกข์ของแผ่นดิน

ใช่นะฮะ กระทรวงศึกษาธิการ นโยบายแผนด้านการศึกษาของไทย ถ้าภายใต้รัฐบาลพรรคประชาชน โดยมีอาจารย์อนุชาติเป็นทีมบริหารเป็นผู้ช่วยกำหนดนโยบายก็ตามแต่เนี่ยนะฮะ สิ่งนี้จะค่อยๆ ปลดความทุกข์จากการศึกษาในประเทศไทยได้ยังไง ทีละข้อ อันดับแรกเลย ผู้ปกครองที่ผ่านมาบอกการศึกษาต้องฟรี ของเราฟรีมั้ยอาจารย์

จริงๆ เราในโดยนโยบายเท่าที่ผมทราบนะครับ ก็คือมันฟรีทั้งหมดอยู่แล้วนะครับ เราต้องให้หลักประกันพื้นที่ที่จะฟรี แต่ว่าเราไม่พูดถึงเรื่อง เอ่อ ความพิเศษใดๆ ที่มันจะเกิดขึ้นของแต่ละโรงเรียน เขาก็จะต้องมีจุดขาย จุดอะไรของเขา อันนั้นอันนั้นไม่ว่ากัน แต่ทุกคนควรจะได้ access สิ่งเหล่านี้

โอเค การันตีที่ฟรีพื้นฐาน ถ้าใครอยากจะได้เป็น Plus อะไรก็ไปจ่าย มีอยากจ่ายเงินเพิ่มก็ว่าไป เรื่องผู้ปกครองจบไป เรื่องครูอาจารย์

เรื่องครู เราก็จำเป็นที่จะต้องคล้ายๆ ทำความเข้าใจว่าครูเขามีความทุกข์อะไรอ่ะ

อือ

เอ่อ ครูมีความทุกข์เรื่องภาระงาน

เอ่อ จริงๆ ผมเข้าใจว่าทางพรรคเองเขาก็มีนโยบายที่อยากจะลดภาระงานครู เอ่อ อย่างมากมายอยู่แล้ว หลายๆ เรื่องมันไม่มีความจำเป็นเอาครูไปตรวจรับพัสดุอย่างเงี้ย มันก็ดึงเวลาครูออกจากห้องเรียน เอาครูไปอบรม เอาครูไป เอ่อ ทำนู่นนี่นั่น ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของครู ครูควรจะเก่งและดูแลรับผิดชอบหลักคือห้องเรียน

สอน

สอนหนังสือเหล่านี้เป็นต้นนะครับ อันเนี้ยมันก็ชัดเจนนะครับ แต่แต่ว่าผมอยากจะถอยลงไปตรงนี้ครับว่า เอ่อ เรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่เป็นรูปธรรมย่อยๆ ที่ดำเนิน การได้หมดแล้ว ผมคิดว่าเท่าที่ผมได้อ่านนโยบายมา

เอ่อ ที่เห็นอยู่เนี่ย มันครอบคลุมเรียกว่า everything in the bill นะฮะ

เอ่อ ค่อนข้างจะมากอยู่แล้ว แต่ว่า

หลักใหญ่ใจความ เราต้องร่วมกันกลับมาตั้งหลักกันดีๆ ว่าเวลาเราพูดถึงเรื่องนโยบายการศึกษา หรือความพยายามในการจัดการและแก้ไขปัญหาการศึกษา เพื่อจะทำให้การศึกษา มันไม่เป็นความทุกข์ของแผ่นดินเนี่ย เราต้อง

ตั้งหลักยังไงนะครับ ผมคิดว่ามันมีอยู่ 2-3 เรื่องใหญ่ๆ ที่เราเราจะต้องต้องยึดกลุ่มหลักการตัวนี้ให้มั่นนะครับ ซึ่งผมคิดว่านโยบายเท่าเท่าที่ผมเห็นของพรรคประชาชนเราเนี่ย ก็ชัดเจนในเรื่องนี้และตอบโจทย์นะครับ ที่ผมค่อนข้างจะดีใจนะครับ ในเรื่องนี้ เอ่อ หลักใหญ่ใจความก็คือ เราต้องเชื่อมั่นว่า เอ่อ เราจะต้องมุ่งทำการศึกษาที่คืนความสุขให้กับทุกคน

อือๆ

แล้วเป็นการศึกษาที่มีความสุขและมีความหมาย ไม่งั้นเราจะทำไม่ต่างจากในอดีตที่ผ่านมา 50 ปีเลย

โอเค

เราจะแก้ปมความทุกข์ไม่ได้นะครับ ทีนี้การแก้ปมความทุกข์แล้วคืนความสุข ทำให้การศึกษามันเป็นพื้นที่ที่มีความสุขเนี่ย

แปลว่าอะไรครับ

ตัวอย่างเช่นในโรงเรียน

อือื

ปัจจุบันเนี่ยในโรงเรียนเป็นพื้นที่ที่ Stakeholder ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนเนี่ย มันพลัดพรากจากกันหมด เหมือนเครื่องยนต์ที่หลุดออกจากกัน

ครับ ผู้ปกครองก็ไปทางนึง เด็กก็ไปทางนึง คุณครูก็ไปทางนึง ผอ. ก็ไปทางนึง ผู้บริหารกระทรวงที่เข้ามาก็ไปอีกทางนึง มันไม่เป็นซึ่งกันและกัน ทุกครั้งที่ผู้ปกครอง เอ่อๆ โทรไปหาครูเนี่ย ครูบาดผวามากนะ

อื

เมื่อไหร่จะโดนผู้ปกครองเล่นงาน

ตื่นเช้าวันนี้ ลุ้นลายกรุ๊ปก่อนเลย

ลุ้นลายกรุ๊ปว่าจะเกิดอะไรขึ้น ใช่มั้ยฮะ อันนี้เห็น

เอ่อ เหล่านี้เป็นต้น แปลว่าอะไรฮะ แปลว่าระบบเรามันขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกันอย่างมาก

อื

มันมีความหวาดระแวงครับ

แปลว่าเราจะต้องวางพื้นฐานการออกแบบระบบที่คืนหรือสร้าง Connection กลับเข้ามา นิยามความเป็นโรงเรียนเนี่ยใหม่

อย่างกรณีที่ผมทำกับโรงเรียนสาธิตแห่งธรรมศาสตร์เนี่ยนะครับ

เราบอกว่าเราจะสร้างโรงเรียนที่เป็นระบบนิเวศการเรียนรู้ คือบอกก่อนว่าทุกคนคือกันและกันนะ ผู้ปกครองก็มีส่วนรับผิดชอบในการดูแลลูกอ่ะ เราเราอยู่กับลูก 16 ชม. ใช่ป่ะครับ

หรือที่โรงเรียน 8 ชม. อื

แปลว่าภาระของการสร้างเด็กคนนึงขึ้นมาเนี่ย มันไม่ใช่ปล่อยให้โรงเรียนทำอย่างเดียว การกดดันคุณครูอย่างเดียวเนี่ยไม่ทำให้ลูกเราดีขึ้น มันก็ไปออกที่เด็กอ่ะ ใช่ป่ะ ถ้าครูเครียดมันก็ไปออกที่เด็ก

อือ

เหล่านี้ เราต้องกลับมาตั้งหลักตัวนี้ใหม่ ทีนี้การที่พูดอย่างนี้มันเหมือนกับอุดมคติใช่มั้ยครับ

ดูขายฝัน แต่ว่าเราจำเป็นต้องยึดเรื่องเหล่านี้ก่อน ไม่งั้นเราจะไปผิดทางหมด

นะครับ ทีนี้

เอ่อ ถ้ามองในภาพใหญ่ของของทั้งระบบเนี่ย เอ่อ ผมคิดว่าการแก้เชิงระบบเนี่ย เราต้องตั้งหลักเรื่องที่ 1 ก็คือการศึกษาต้องยอมรับและยึดถือว่าผู้เรียนของเรานั้นเนี่ย เขามีความแตกต่างหลากหลาย

อื

เขาย่อมจะมีวิถีที่เขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นมนุษย์คนนึงในสังคมเนี่ย

ที่ไม่จำเป็นต้องมาในวิถีเดียวกันหมด

อื

การจัดการศึกษาแบบ one size fit all ตัดเสื้อโหลเนี่ย มันใช้ไม่ได้อีกแล้วกับยุคนี้ครับ

ยุคที่เราอธิบายมายืดยาวว่าสังคมมันเปลี่ยนเร็ว การเรียนรู้ของเขาเปลี่ยนไป แปลว่าเราจะออกแบบระบบต้องออกแบบระบบที่มีความ

หลากหลาย

เข้าใจประเด็นนี้ก่อน ไม่งั้นเราจะออกแบบระบบที่ใช้เงินมหาศาล

นะครับ สร้างแพลตฟอร์ม ทุกคนขายฝัน จะมีแพลตฟอร์มของชาติหมด

ครับ ครึ่งชีวิตของอาจารย์นี่อยู่ในระบบการศึกษามาตั้งแต่เป็นคณบดีมา 2 คณะ ทั้งที่ เอ่อ มหิดล ทั้งที่ธรรมศาสตร์ เป็นรองอธิการที่มหิดล เป็นประธานบอร์ดของสาธิตธรรมศาสตร์ Success Story ที่อาจารย์ได้ ลองบอกว่าเฮ้ย

วิธีน่าจะเวิร์คแล้ว ทำแล้ว แล้วมันเห็นผลว่าเอ้ย มันใช่จริงๆ แล้วสิ่งเนี้ยจะมาประยุกต์ใช้ มาต่อยอดกับนโยบายการศึกษาภายใต้พรรคประชาชนเนี่ยคืออะไรอาจารย์

ก็คือสิ่งที่เรากำลังพูดกันอยู่นี่เลย ครับว่า

เรายึดมั่นค่อนข้างจะมากว่าเราจะจัดการศึกษาที่เคารพความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียน

โอเค

เอาตัวนี้เป็นตัวตั้งก่อน เพราะฉะนั้นเราจะไม่ ออกแบบการศึกษาที่เป็น one size fit all

หรือหรือเป็นการทำโรงงานผลิตเสื้อโหล เพราะฉะนั้นการศึกษาต้องอนุญาตให้เด็กมีวิถีของการเติบโตของเขามากพอสมควร แต่ว่าไอ้ความว่ามากพอสมควรในภาพใหญ่ของประเทศเนี่ยนะครับ เอ่อ มันก็อาจจะ go beyond school โกบียอนรั้วโรงเรียน

ปัจจุบันเราคิดว่าความสำเร็จของการศึกษาคือการพาเด็กทุกคนเข้ามาสู่ระบบโรงเรียน

เรามีเด็กหลุดออกจากระบบประมาณปีละประมาณ

ถ้าตัวเลขปัจจุบันคือประมาณ 1 ล้านคน ใช่ไหมครับ เอาตัวเลขกลมๆ

เราก็พยายามทุกวิถีทาง เอ่อ เนี่ยอันนี้คือถ้าเป็นความไม่เข้าใจก็คือว่า อ๋อ เพราะว่าเด็กยากจน

อ่า

จึงหลุดออกจากระบบ

ครับ

แล้วก็พยายามจะดึงเขากลับเข้าไปสู่การศึกษา การมีการศึกษาที่ดีเท่ากับอยู่รอด อันเนี้ยอาจจะเป็นความผิดพลาดของการเป็นความปรารถนาดีที่อาจจะไปทำร้าย เพราะว่าเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษานั้นเนี่ย ไม่ใช่ว่าอ้าแน่นอนเขา เอ่อ อาจจะไม่ใช่หลุดด้วยความตั้งใจ แต่ว่ามันมีหลากหลายสาเหตุแน่นอน ส่วนหนึ่งมาจากฐานะทางเศรษฐกิจ ต้องดิ้นรนต้องทำงานต้องออกไปรับจ้างเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวเนาะ แต่ว่ามันมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของเขา หรือพูดง่ายๆ คืออยู่ในโรงเรียนไม่มีความสุขอ่ะ

อ่าๆ

เขาถึงหลุดออกไปจำนวนมาก

ซึ่งการดึงกลับมาเนี่ย อาจจะไม่ใช่ solution ที่ดีที่สุด

การดึงใช่ที่ผมจะบอกก็คือแบบนั้น

ทำไงดี

อ่า โอเค อันนี้คือเรื่องที่ 1 นะครับ เรื่องที่ 2 ก็คือผมคิดว่า

เราต้องอนุญาตให้ทิศทางของการ เอ่อ กระจายอำนาจจากส่วนกลางลงสู่ส่วนท้องถิ่นและโรงเรียนเนี่ย มีมากขึ้น ปัจจุบันโรงเรียนไหนบ้างที่สามารถจะบรรจุครูได้เอง

อันนี้เราพูดถึงโรงเรียนรัฐนะครับ

ต้องต้องรอส่วนกลาง ครู็ก็ไม่ตรงตามสาขา ไม่ได้อยาก ไม่ได้ครูตามที่เราเราพึงจะได้อ

อันเนี้ย อำนาจในการบริหารจัดการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนเองก็มีจำกัดมากครับ

ใช่มั้ยครับ เอ่อ เหล่านี้เป็นต้นนะครับ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเขาอยู่ใกล้ชิด มีทรัพยากรเยอะแยะมากมาย เขามีข้อจำกัดมากว่าที่เขาจะเข้ามาดูแลโรงเรียนเหล่านี้ อันที่ 3 ก็คือจากการทำงานวิจัยของผมมาโดยตลอดเนี่ย แล้วก็การลงไปคลุกคลีกับพื้นที่จำนวนไม่น้อยเนี่ยนะครับ ผมพบว่าโรงเรียนทั้งหมดเท่าที่ผมได้สัมผัสเนี่ย เอ่อ ทั้งผู้บริหารแล้วก็คุณครูแล้วก็คนที่เกี่ยวข้องเนี่ย อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง

ของโรงเรียนอย่างมาก เขามีความพร้อม มีความตั้งใจ เพียงแต่ว่าเรายังไม่อนุญาตให้เขาทำได้อย่างที่เขาตั้งใจ ยังจัดสรรทรัพยากร กระจายทรัพยากรลงไปไม่มากเพียงพอ เพราะว่าเรารวมศูนย์

อื

ทุกอย่างอยู่ตรงกลาง รวมศูนย์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานไว้ตรงกลางอย่างเดียว แน่นอนเรามีวาทกรรมเยอะแยะนะครับ หลักสูตรท้องถิ่นใดๆ เยอะแยะมาก แต่ว่าหลักคิดคือยังผูกอยู่ตรงกลาง ทีนี้อันสุดท้าย ที่ผมคิดว่าเป็นทิศทางใหญ่ของที่เรากำลังพูดกันว่า ถ้าเราจะรองรับสิ่งเหล่านี้ได้เนี่ย เอ่อ จากการศึกษาของเราเนี่ย เราพบว่าปัจจุบันเรามีผู้เล่นทางการศึกษาเนี่ย เยอะแยะมากมาย

อยู่ในสังคมไทยเรานะครับ เป็นเอ่อ กลุ่มกลุ่มองค์กรที่ทำศูนย์การเรียนรู้ด้านเด็กและเยาวชน แล้วคนผู้ประกอบการในท้องถิ่น

ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ทั้งหมดเนี่ย ทุกคนอยากจะ

ให้โอกาสทางการศึกษา โอกาสทางอาชีพ โอกาสทางชีวิต งานศิลปะ การละครใดเต็มไปหมด เรามีแหล่งห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศที่เยอะมากนะครับ

พิพิธภัณฑ์ มิวเซียมต่างๆ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือทรัพยากรทางการศึกษาที่สำคัญที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน

ครับ

ไม่ได้อยู่ในรั้วโรงเรียนตลอดเวลา

ทำอย่างไรถึงจะให้องคาพยพเหล่านี้ Stakeholder เหล่านี้เขาเข้ามามีบทบาทในการเป็นพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้และสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชนเราอย่างกว้างขวาง

ครับ

ทีนี้เราไม่ได้พูดถึงให้แค่ให้เด็กไปเด็กไปเดินมิวเซียมเฉยๆ

เรากำลังพูดถึงว่าจะทำอย่างไรให้ระบบเหล่านี้มันมีความแข็งแรงขึ้น แล้วสามารถที่จะยกระดับขึ้นมามีศักดิ์และมี

อือ

สามารถให้ปริญญากับผู้เรียนได้ด้วย

โอเค

นะครับ อันเนี้ยเป็นความสำคัญของโลกแห่งอนาคต อันนี้ยังไม่พูดถึงการเรียนออนไลน์ เรียนข้ามไปต่างประเทศ หลักสูตรของ Harvard Yale

ตอนนี้เขามีหลักสูตรที่ดีเยอะแยะมากมาย ที่เด็กไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดไว้ว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยถึงไปเรียนได้ใช่ป่ะ เด็กสมัยนี้ ม.ต้น ม.ไป เขาก็เรียนกันเยอะแยะมากมาย

เขาเรียนข้ามโลกกันไปหมดแล้ว

แปลว่าเรามีหน้าที่ที่จะเปิด

สิ่งเหล่านี้ขึ้นมาให้เขาได้เกิดการเรียนรู้

ครับ

สิ่งที่เราต้องไปทำก็คือว่า 1 ไปทำให้ องคาพยพเหล่านี้แข็งแรงขึ้น ซึ่งอันนี้ผมคิดว่านโยบายของพรรคเนี่ยมีชัดเจนมาก

ที่จะสร้างให้

หน่วยการเรียนรู้เหล่านี้มีความแข็งแรงขึ้น แข็งแรงขึ้น แล้วมันมีประโยชน์ยังไง มันมีประโยชน์เพราะมันจะรองรับเด็กอีกจำนวนจำนวนมหาศาลที่ไม่สามารถจะเข้าสู่ระบบโรงเรียน

แล้วเผลอๆ เด็กที่อยู่ในระบบโรงเรียนก็อยากจะเกิดการเรียนรู้แบบนี้ด้วย

ครับ

อ้าว ทีนี้ก็ดีเลย ถ้าตรงนี้แข็งแรง สร้างการเรียนรู้ มีทักษะใหม่ๆ เรื่อง AI เรื่องการเป็นผู้ประกอบการ เรื่อง Financial Literacy เรื่องทักษะชีวิตมากมายมหาศาล ที่ตัวหลักสูตรแกนกลางมันไปไม่ทัน ไม่ใช่ว่าเขาไม่ดีนะครับ เขาปรับตัวไม่ทัน

แล้วจะหาพวกผู้เชี่ยวชาญมาไม่ได้

เราจะสร้างครูผลิตครูสอน AI ทันมั้ยล่ะ

ไม่ทัน หรืออาจจะไม่จำเป็นต้องสร้าง สู้คนเหล่านี้เขามีอยู่แล้ว เขาองค์ องค์คาพยพ สิ่งที่เราต้องทำคือการเชื่อมรอยต่อระหว่างรั้วโรงเรียนกับองค์ความรู้ข้างนอกเข้าหากัน

ครับ

อันนี้คือนโยบายการศึกษาไร้รอยต่อที่เห็น ใช่มั้ยครับ อันเนี้ยเป็นสิ่งที่ผมคิดว่า อันเนี้ยคือการดีไซน์ในเชิงระบบแล้วมันจะงอกงามขึ้นมาเองนะครับ อันเนี้ย

เราจำเป็นต้องสร้างแพลตฟอร์มอะไรบางอย่าง ที่มันออนไลน์ หรือมี AI เข้ามา เพื่อจะให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเมื่อไหร่ก็ได้

แน่นอน แน่นอน เอ่อ อันนี้ก็มีอยู่ในนโยบายชัดเจน เป็นเรียกว่าแพลตฟอร์มแห่งชาติใช่ไหมครับ เอ่อ ผมคิดว่ามันเป็นความจำเป็นของยุคสมัยที่ต้องทำ แต่

หลักอยู่มันอยู่ตรงนี้ครับ ใครๆ ก็พูดถึงเรื่องนี้แล้วคอยดูสิว่าทุกทุกพรรคการเมืองจะพูดเรื่องแพลตฟอร์มแห่งชาติ อืม หลักของการเรียนรู้

อือ

แต่ว่าความแตกต่างคือหลักคิดครับ

ครับ

ผมคิดว่าถ้าเราทำแพลตฟอร์มที่สมัยใหม่แค่ไหนก็ตามแต่ เราบรรจุ content ที่เหมือนเดิม วิธีการเรียนรู้ที่แบบเดิม เราก็จะได้ผลผลิตแบบเดิม

ครับ

แต่แพลตฟอร์มมันควรจะเป็นหน้าที่ที่ให้มนุษย์เข้ามาสร้างสรรค์ให้หลักสูตรที่มันเกิดความหลากหลายมากที่สุด

อันนี้คือแพลตฟอร์มใหญ่จริง ที่เกิดขึ้น

เด็กจะมีส่วนในการกำหนด

ใช่ เด็กก็ต้องมีส่วนมาเป็นผู้กำหนด เพราะว่าเขาเป็นผู้ที่จะมารับบริการ เอ่อๆ ความองค์ความรู้เหล่านี้ ใช่มั้ยครับ ก็ย่อมมีส่วนสำคัญมากอยู่แล้ว

ถ้าเราคุยกันถึงสมมุติเป็นกระทรวงพาณิชย์อย่างเงี้ย เราก็จะมีนโยบายที่ว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะแบบ 3 เดือน 6 เดือน จะมีระยะยาวอีกนิดนึง แล้วก็มีการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เกิดเป็น growth engine อะไรก็ว่ากันไป ในรูปแบบของการศึกษาเนี่ย สิ่งที่ถ้ารัฐบาลพรรคประชาชนเข้ามาแล้วทำได้เลย เห็นผลเดี๋ยวนี้ทำนี้ คืออะไรท่าน

ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด ก็คือ เอ่อ ประกาศให้เห็นว่าโรงเรียนทุกโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน สำหรับเด็กและทุกคนในโรงเรียน

ครับ

อันเนี้ย ทำได้ทันที

อื

แล้วมันจะ set mood & tone ไปเรื่อยๆ นะครับ การเป็นพื้นที่ปลอดภัยแปลว่าอะไรครับ แปลว่า เอ่อ ไม่ได้แปลว่าเด็กจะลุกขึ้นมาประท้วงกันได้ตลอดเวลาใช่มั้ยฮะ แต่ว่าแต่ว่าเรา เอ่อ เขาว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของเราอ่ะ แล้วเราจะให้คุณค่ากับเสียงของเขา คุณค่าของความต้องการของเขา แต่ในขณะเดียวกัน คุณครู ผู้ปกครอง ผู้บริหารนโยบายทั้งหมด ถ้าเราทำงานร่วมกัน มันก็จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยซึ่งกันและกัน ใช่มั้ยครับ การมีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกๆ คนเนี่ย มันก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการสร้าง creativity ต่างๆ ให้เกิดขึ้น

มันจะเป็นพื้นที่ที่เกิดความไว้วางใจกัน

นะครับ Success Story หรือสิ่งที่อาจารย์ได้ลองทำแล้ว มันเป็นสิ่งที่หลายๆ คนฟังตอนที่ไปพูดในที่ประชุมแล้วตั้งสงสัย จะทำได้จริงเหรอ แล้วทำแล้วแล้วมันได้ผล แล้วไม่ว่าจะเป็นสมัยที่อาจารย์เป็นคณบดีอยู่ทั้งที่ เอ่อ มหิดล ทั้งที่ธรรมศาสตร์ เป็นรองอธิการอยู่ที่ธรรมศาสตร์ เอ้ยที่มหิดล หรือว่าเป็นประธานบอร์ดของสาธิตธรรมศาสตร์เนี่ย อาจารย์ลองแชร์ให้สักเรื่อง 2 เรื่องได้มั้ยที่ อาจารย์ทำแล้วว้าว เอ่อ มันได้ผลว่ะ สิ่งที่เป็นตัววัดที่ดีที่สุดคือผลผลิตเนาะ

อือ

เอ่อ เอ่อ อย่างกรณี

โรงเรียนสาธิตธรรมศาสตร์เนี่ย มันใช้เวลาประมาณ 10 ปีกว่ามันจะเห็นผลนะครับ ปัจจุบันลูกศิษย์รุ่นแรกของธรรมศาสตร์เนี่ย ก็เรียนอยู่ปี 3

ครับ

เอ่อ เด็กของเราเนี่ย สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เอ่อ เราเรียนแบบ Active Learning นะครับ หลักสูตรเราพยายามปั้นวิชาใหม่ก็คือเนี่ย เหมือนกับที่ผมเล่าไอเดียทั้งหมดที่เกิดขึ้นนะครับ การเรียนมีชีวิตชีวาขึ้น เด็กมีความสุขในการมาโรงเรียน แต่ก็ต้องทานกับคำถามของพ่อแม่ตลอดเวลาว่า เฮ้ย แล้ววิชาการจะได้มั้ย

อื

อ่า สิ่งที่เราพิสูจน์ตัวเราเองก็คือว่า เด็กก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เอ่อ 8-90% นะครับ ซึ่งอันนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดนะครับ ของเราสำคัญที่สุดก็คือว่า เราพบว่าเด็กของเราเมื่อเขาโตขึ้นเนี่ย เขามีภาวะผู้นำที่ดีขึ้น เขาสามารถมี เอ่อ develop ของเขาในการกำกับตัวเขาเองได้ดีขึ้น

มีระบบการเรียนรู้ที่มีระบบขึ้น มี Critical Thinking มากขึ้น มี Empathy มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น

ครับ

แล้วที่สำคัญคือเขาเลือกเรียนในสาขาที่เขาอยากเรียน

อื

แล้วเขาประสบความสำเร็จในสาขาที่เขาสนใจ

โอเค

อย่างเงี้ย เราคิดว่าสิ่งหน้าที่ของการศึกษา มันทำแค่นี้ ทำให้

ดอกไม้ต้นไม้มันเจริญเติบโตและงอกงามไปในทิศทางของเขา

อื

เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปบอกว่าเขาควรจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นไอ้ไอไอ ยุทธศาสตร์ 10 ข้อ ไอ้ Product 10 เรื่อง อะไรมันอาจจะมันอาจจะ Fix เกินไปสำหรับโลกยุคปัจจุบันนะครับ หน้าที่ของนโยบายการศึกษามันอาจจะต่างกับนโยบายอื่นๆ คือมันต้องทำหน้าที่ที่อะไรอ่ะ หว่านเมล็ดสำหรับการเติบโตงอกงามในระยะยาว

โอเค

นะครับ ซึ่งผมคิดว่ามันสำคัญ

ครับ พรรคประชาชนเนี่ย จะมีความโดดเด่นในเรื่องของความเป็นเนาะ ต้องข้าจะอ้าเสรี เอาเลยแบบค่อนข้างจะ Open อันดับนึง คำถามอีกว่ากระทรวงศึกษาธิการ หรือนโยบายด้านการศึกษาเนี่ย เราจะไปล้วงลูกไปคลุกกับโรงเรียนเอกชนมากน้อยแค่ไหน กับโรงเรียน เอ่อ โรงเรียนศาสนามากน้อยแค่ไหน ยังไงอาจารย์

อยู่ในองคาพยพอยู่แล้วครับ อยู่ใน พ.ร.บ. การศึกษาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องไปด้วยกันทั้งหมดละครับ อ่าฮะ

เออ

คือไม่ต้องไม่ต้องไปล้วงลูกไปกำกับอะไรเค้าเยอะมากมั้ย

ไม่ครับ ในทางกลับกัน สมมุติว่าสมมุติว่าโรงเรียนเอกชนนะครับ ถ้าในมุมผมนะครับ อันนี้ผมไม่ได้อันนี้ขอเป็นส่วนตัวแล้วกัน

โอเค

ผมคิดว่าเรา รัฐบาลควรจะต้องสนับสนุนโรงเรียนเอกชน

อื

ให้ดีกว่านี้ เพราะว่าเขาอ่ะ มาช่วยทำงานแทนรัฐอ่ะ แล้วเขาทำได้ดีกว่าด้วย

อื

เขามีประสิทธิภาพกว่ารัฐ ใช้จ่ายงบประมาณได้ดีกว่า

อื

แต่ปัจจุบันโรงเรียนเอกชนจำนวนมากกำลังจะต้องถูกปิดตัวลง เพราะจำนวนประชากรลดลงใช่ไหมครับ การอุดหนุนของรัฐมีจำกัดมากครับ

อื

อันเนี้ย ถ้าเป็นผม ผมจะมองกลับกันนะครับ ผมผมอยากจะให้การสนับสนุนกับโรงเรียนเอกชนมีบทบาทมากยิ่งขึ้น

ครับ

เพราะเขาทำได้ดีอยู่แล้วอ่ะ ก็คือเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปนะครับ

รัฐก็ไปซื้อ Service Provider มาสิ

อื ใช่

ใช่มั้ยครับ ให้เขาทำเชียร์ ให้เขาทำ ให้ดีเลย

บุคลากรที่จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะครูเนี่ย อาจารย์ว่าจากประสบการณ์อาจารย์เนี่ย จากสิ่งที่เรากำลังจะนำเสนอเนี่ย เามีความพร้อมและมีศักยภาพที่จะปรับตัวให้เข้ากับแนวคิดแนวนโยบายของที่พรรคประชาชนจะเสนอเนี่ย มากน้อยแค่ไหนยังไง

ผมก็ทำงานกับคุณครูมา เอ่อ ในโรงเรียนต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคนะครับ ก็ผมค่อนข้างจะมั่นใจว่าสิ่งที่ครูไทยเราเนี่ย มีความทุกข์อยู่เนี่ย ถ้าได้รับการปลดปล่อยเนี่ย เขาจะมีพลังมหาศาล แล้วเขาจะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาครับ เอ่อ แน่นอนสิ่งที่เราต้องทำก็คือ เราพบว่าครูไทยเขาอยู่ในความกลัว เขาอยู่ในระบบการศึกษาอยู่ในความกลัวในความไม่กล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ เลย

เพราะอะไรจะทำอะไร

เพราะกลัวผิดระเบียบ

ออ

ถูกกฎเกณฑ์ ถูกคำสั่งตลอดเวลา ต้องรายงานตลอดเวลา เอ่อ ไม่สามารถจะทำหน้าที่ของเขาที่เขาเรียนมาได้อย่างเต็มที่ สิ่งเนี้ยผมถึงบอกว่ากลับไปสู่คำถามแรกก็คือเรื่องพื้นที่ปลอดภัย ถ้าเรากลับไปทำ 3 เดือนแรก ถ้าพรรคสามารถจะทำให้

ทั้งองคาพยพเราเป็นพื้นที่ปลอดภัย โรงเรียนคือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน สำหรับผู้เรียนแน่นอน สำหรับคุณครู ผู้บริหารทุกคน

นะครับ Creativity มันจะตามมา แล้วเราจะเห็นคุณครูลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียน ถ้าครูมีความสุข หน้าตา ยิ้มแย้มแจ่มใสเนี่ย วันนั้นห้องเรียนนั้นก็จะมีความสุขแหละ

โอเค

แต่ปัจจุบันเนี่ย เขามีความทุกข์อยู่ไงอ่า

เพราะว่าเขาไม่รู้ว่าวันนี้จะโดนโดนเล่นเรื่องอะไร

อันนี้ยังไม่แล้วเวลาหาที่บ้านเป็นหนี้เป็นนุ่งเป็นหนี้อะไรเยอะแยะมากมาย

ใช่ ใช่ๆๆ อาจารย์เวลาเมื่อกี้อาจารย์พูดเองว่าของ Case ของสาธิตธรรมศาสตร์เนี่ย ก็ใช้กว่าจะเห็นความสำเร็จของลูกศิษย์แรกๆ ก็มีเป็น 10 ปีเนาะ

อือ

สิ่งที่เราทำตอนเนี้ย กว่าจะรู้อีกทีว่า เออ ฉันเดินมาถูกทาง ฉันทำได้ถูกต้องเนี่ย มันก็ต้องใช้เป็นหลัก 10 ปีเหมือนกัน เราจะมั่นใจได้ยังไงว่าเรามาถูกทาง มันไม่มีอะไรที่สามารถจะมั่นใจได้ 100% หรอกครับ

ครับ

แต่เรารู้สึกว่าเรา ถ้าเราตั้งหลักกระดุมเม็ดที่ 1 ถูกเนี่ย

อันนี้สำคัญที่สุด แล้วผมเชื่อว่าตอนเนี้ย เรากำลังรู้แล้วว่าเราจะกัดกระดุมเม็ดแรกตรงไหนอ่ะครับ

อันนี้คือสำคัญที่สุด

เพราะว่าจากที่ผมศึกษามาเนี่ย ที่ผ่านมาโดยตลอด นโยบายที่เราได้ยินมามากมายเยอะแยะมากมายเนี่ย มันมันแก้ปัญหาไม่ตรงจุด แล้วมันแก้ที่ปลายเหตุ แล้วมันยิ่งแก้ยิ่งสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นนะครับ

มีโครงการนึงที่อาจารย์ไปมีส่วนสำคัญเลย คือกลุ่มก่อการครู

ครับ

อาจารย์เล่าให้ฟังตรงนี้นึง แล้วสิ่งเนี้ย ที่ประสบการณ์ตรงนี้อาจารย์จะเอามาใส่ใช้ในการที่จะพัฒนาการศึกษาประเทศไทยยังไง

ก็คือเราชวนคุณครูมาสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษา

ในนามก่อการครูนะครับ ก็เป็นโครงการที่สร้างเครือข่ายครู แล้วก็มาชวนครูมานั่งคุยกันว่าเขาเห็นปัญหาของระบบการศึกษาเป็นยังไง ฟังตัวเขาเองมากขึ้น ก็ก็ให้คุณครู

ครูมองว่าระบบการศึกษามีปัญหามั้ย

โอ้ เห็นแน่นอนฮะ เขาต้องชัด เขาอยู่กับตรงนั้นมาเก็ชัดเจนอยู่แล้ว แล้วก็อยากจะเปลี่ยนแปลง เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาเขาโดดเดี่ยวเพราะไม่มีเพื่อน

ผมคิดว่าตอนเเราเปิดพื้นที่ให้เกิดการเชื่อมโยง การเกิดเครือข่ายนะครับ ผมเข้าใจว่าในใน เอ่อ พรรคเองเนี่ย ตอนเนี้ย ถ้าดูจากรายชื่อของลูกศิษย์น้องๆ หลายๆ คนก็สายการศึกษาก็แข็งแรงมากนะครับ มีคนรุ่นใหม่เยอะแยะมากมายที่จะทำเรื่องการศึกษาและเรื่องของเด็กและเยาวชนเนี่ย เข้ามาเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ที่สุดแล้วเท่าที่ผมเห็นก็น่าตื่นเต้นครับ ที่ที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง แล้วก็ผมคิดว่าเรื่องการศึกษา ฟังดูส่วนหนึ่งมันก็เป็นนามธรรมนะอไม่ใช่ว่าพามธรรมไม่สามารถจะเป็นนโยบายที่ขับเคลื่อนไม่ได้หรือไปหมด

แต่ว่าผมคิดว่ายังยังอยากจะชวน เอ่อ ทุกคน ที่เกี่ยวข้องเนี่ย กลับมาตั้งสติกับเรื่องนี้ดีๆ ถ้าเราเชื่อว่าเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

ที่จะกำหนดอนาคตของประเทศอ่ะ

อือ

เราอย่าทำให้เรื่องการศึกษาเป็นเป็นเครื่องมือของการหาเสียงเฉยๆ

อือ โดยที่ไม่รู้ว่าเขาต้องการจะบอกว่าอะไร เอ่อ ใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาลเพื่อจะทำแพลตฟอร์ม แต่แพลตฟอร์มบนความรู้แบบเก่า มันก็จะเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ อันนี้ไม่รวมถึงเรื่องที่มันจะต้องถูกหักเปอร์เซ็นต์ใดๆ อีกนะครับ ไปไม่ถึงปลายทางอีกก็มากมายมหาศาล อันนี้ผมไม่ว่ากันแต่ว่า

อันเนี้ย มันก็จะเป็นประเด็น หรือ เอ่อ จะแก้ปัญหาหาโดยการให้เด็กทุกคนมีอาชีพมีรายได้

อือ

ผลักเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องของการทำมาหากิน

ซึ่งอันเนี้ย ผมคิดว่า

อาจจะหลงทาง

มันดูดี ฟังดูมันดูดีอ่ะ เรียนไปด้วยมีเงินไปด้วย

ครับ

แต่ว่าการศึกษามันไม่ได้ตอบโจทย์แค่เรื่องนั้นเรื่องเดียว

อื

ผมว่ามันเป็นอะไรที่ใหญ่กว่านั้นเยอะมาก อันเนี้ยเป็นสิ่งที่เราจำเป็นที่จะต้องแยกแยะสิ่งที่เราเรียกว่าถูกบอกให้เชื่อ

อื กับสิ่งที่มันพึงจะเป็นให้ได้นะครับ ในนามของนโยบาย

โอเค ในทุกองค์กรเนาะ มันก็จะมีทั้งคนที่ดี และไม่ดี ครูที่ดีมีเยอะแยะมากมาย แต่ครูที่ไม่ดีที่อาจจะถูกจับได้ว่าคอร์รัปชั่นบ้าง หรือว่ากระทำในสิ่งที่ไม่ควรทำกับลูกศิษย์ลูกหาบ้าง อะไรอย่างเงี้ย มันก็จะอาจจะติดระบบอะไรบางอย่างที่เต็มที่ก็คือได้แค่ เอ่อ ย้ายเขา หรือมีการตักเตือนอะไรอย่างเงี้ย ถ้าเราเจอครูลักษณะนี้เนี่ย เราถึงขั้นไล่ออกให้ออกจากราชการได้มั้ย เราจริงจังได้มั้ย หรือว่าต้องหลายๆ คนก็ต้องดูว่าคนนี้เด็กใคร อะไรยังไง

โอ ของพวกนี้มันเป็นเรื่องพื้นฐานอยู่แล้วครับ ในระบบที่ดีอ่ะ มันก็ต้องเด็ดขาดกับเรื่องเหล่านี้ฮะ

มันปล่อยอนุญาตให้เกิดไม่ได้หรอก มันอนุญาตให้เกิดไม่ได้หรอก

อื

คือมันเกิดได้ แต่ว่าต้องเด็ดขาด

ต้องจัดการเด็ดขาด

ใช่มั้ยอาจารย์ แล้วเราปราบปราบเรื่องการคอร์รัปชั่นในโรงเรียนไง

คือถ้าทุกอย่างทำให้มันเปิดเผยอ่ะ มันก็มันก็คอร์รัปชั่นยากอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมามันก็เหมือนกับเรื่องอื่นๆ นะครับ คือโรงเรียนไม่ได้ต่างกับองคาพยพ หรือองค์กรแบบอื่นๆ เนาะ หลักการมันก็เป็นเรื่องเดียวกันครับ

หลักการมันก็คือเรื่องเรื่องของความโปร่งใส ของการตรวจสอบได้ ระบบงบประมาณที่ที่เปิดเผยได้ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าพรรคก็มีนโยบายที่เรื่องอื่นๆ เข้ามาช้อนในส่วนของระบบราชการอะไรต่ออะไรเยอะแยะมากมายนะ แต่ว่า เอ่อ อันนั้นผมไม่ค่อยไม่ค่อยคิดว่ามันคือมันเป็นปัญหาชั้นรอง แต่ว่าตัวแก่นของเรื่องการศึกษาเนี่ย มันต้องกลับมาตั้งหลักถึงคือต้องต้องปักธงให้ชัดก่อนว่าเราจะเอาระบบการศึกษาแบบไหน เพื่ออะไร

ใช่มั้ยครับ ตอนนี้ทุกคนในประเทศไทยเดือดร้อนกันมาก ทุกปีเวลาเขาประกาศคะแนน PISA ใดๆ ตกอีกแล้ว แพ้ลาว แพ้

พิซซ่า

เสร็จแล้วที่ทำคืออะไรครับ

เพิ่มงบสิ

เพิ่มงบ

เอ้อ

จัดติวเพิ่ม ทุกโรงเรียนมีนโยบายให้ติวเพื่อไปสอบ

อันนี้แปลว่าอะไร แปลว่าเขาไม่เข้าใจว่า เฮ้ย การศึกษามันไปเพื่ออะไร เพื่อจะให้โรงเรียนได้รักษาหน้า เพื่อไปสอบแล้วมีเด็กสอบให้ได้เยอะขึ้นเหรอ โดยบนความทุกข์ของเด็กอ่ะ เด็กไม่ได้อยากไปสอบ เด็กไม่ได้อยากถูกติว

แค่เรียนแบบปัจจุบันเขาก็ทุกข์มากพออยู่แล้วใช่มั้ยครับ สู้เอาเวลาเอาทิศทางไปทำ ให้เขาเรียนอย่างมีความสุขจะดีกว่ามั้ยครับ อันเนี้ยมันเป็นความแตกต่างระหว่างว่า ถ้าเราคิดไปในโหมดนั้นเนี่ย มันก็จะออกแบบนั้นฮะ

มีอะไรที่อาจารย์ได้เรียนรู้จากนักเรียน จากนักศึกษาของอาจารย์ จากผู้ปกครอง หรือจากครูรุ่นน้องที่แบบ อ้าวว้าว เฮ้ยสิ่งนี้ น่ามาทำเป็นนโยบายประเทศนะ อยากอยากจะเล่าแบบนี้ว่า เอ่อ จากจากประสบการณ์ที่ผมทำงานเรื่องการศึกษามาแล้วก็ได้สัมผัสกับ เอ่อ ผู้ปกครอง สัมผัสกับเด็กๆ นะครับ อันนี้ผมพูดถึงเด็กมัธยม 1 ถึงมัธยมปลายเนาะ

เอ่อ เอ่อ อยู่พอสมควรแหละ แล้วก็ใกล้ชิดกันมากทีเดียว นะครับ ก็ได้เห็นมุมมองที่ตัวเองได้ได้เกิดการเรียนรู้เยอะมากนะครับ เอ่อ ตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมาเนี่ย ผมพบว่า

เด็กแต่ละช่วงวัยเนี่ยไม่เหมือนกันจริงๆ ไม่เหมือนกันจริงๆนะครับ เอ่อ โดยเฉพาะในเด็ก อ่า ถ้าสมมุติตีเป็นช่วงนะครับ ช่วง ม.ต้น กับ ม.ปลายเนี่ย ความมั่นคงทางอารมณ์ ความ เอ่อ อะไร Energy พลังฮอร์โมนที่มันจะออกมาเนี่ย ต่างกันโดยสิ้นเชิงนะครับ ถ้าเรา เอ่อ คุยกับเด็กมัธยมต้นเนี่ย เราจะเห็นได้ว่าเขาไม่สามารถจะยืนอยู่นิ่งๆ กับเรา

อื

เขาจะต้องวิ่ง เขาจะต้องมีความร่าเริงสดใส แล้วเขาค่อยๆ ฟอร์มตัวเขาเองเนี่ย ขึ้นไปสู่ ม.ปลายที่ที่เริ่มมีความสงบ มีความนิ่งมากขึ้น มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เพื่อเตรียมเข้าสู่วัยรุ่นของเขา อันเนี้ก็จะ เป็นเป็นแพทเทิร์นใหญ่ที่เราจับได้ ทีนี้กลับมามุมมองว่าเอ้ย เราเรียนรู้เรื่องอะไร เราพบว่าผู้ปกครองอ่ะ ก็จะเป็นโจทย์ที่สำคัญมากต่อการเติบโตของเด็กใน 2 ช่วงวัยเนี้ยนะครับ เอ่อ เผอิญโรงเรียนเราเนี่ย บอกว่า เอ่อ เราสร้างเรื่องระบบนิเวศการเรียนรู้ ใช่มั้ยครับ เราก็จึงมีความใกล้ชิด แล้วก็สื่อสารกับผู้ปกครองเยอะ มีการคุยกับผู้ปกครองเยอะ ทั้งในเชิงกับ เอ่อ ครูประจำชั้นใดๆ แล้วก็เราทำห้องเรียนพ่อแม่

ห้องเรียนพ่อแม่

เออ ห้องเรียนพ่อแม่ ที่พ่อแม่มาเข้าเรียนด้วย เอ่อ แต่ไม่ได้เรียนกับลูกอย่างเดียว นะครับ แต่ว่ามาเรียนเรื่องอื่นๆ มาเรียนเรื่องทักษะการเลี้ยงลูก ทักษะความเข้าใจลูก เอ่อๆ เอ่อ จะคุยกับลูกวัยรุ่นได้ยังไง นะครับ สิ่งนึงที่เราค้นพบอ่ะ ง่ายๆ นะครับ คุณครูลูกจะรักหนูมั้ยเนี่ย เดี๋ยวเนี้ย ไม่ค่อยคุยกับหนูเลย

อ่า

เนี่ย ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น หนูกลุ้มใจมาก เขา วันๆ อยู่แต่ในห้อง

ครับ

วันๆ คุยแต่โทรศัพท์

อ่า

นะครับ อ่ะ เนี่ยเป็นโจทย์ของพ่อแม่ มาเราก็พบว่า ออลูกเขาพ่อแม่เขาลืมไปว่าลูกเขากำลังเติบโตแล้วอยู่ในช่วงที่กำลังค้นหาตัวเองอย่างรุนแรง

อือ ใช่ครับ กำลังไอ้ Personality ของเขาแล้ว เขาจะให้ความสำคัญกับ

การคุยกับเพื่อนอยู่ โทรศัพท์กลางค่ำกลางคืน ได้คุยกับเพื่อน มีบทสนทนายาว

เพราะฉะนั้น

เอ่อ คุยกับพ่อแม่ก็จะถามคำตอบคำ

นะครับ สิ่งที่เราถามกลับไปยังพ่อแม่ก็คือ แล้วเวลาเขามีปัญหาเนี่ย เขามาหาเราป่ะ

ครับ

มาสิ

อื

แปลว่าเขา ยังไม่ได้ทิ้งเราไปไหนหรอก

โอเค อ่า

จากนั้นลูกผมทั้งหมด เคสบ้านผมเลยเนี่ย ข้างบนเนี่ย

เออ เนี่ย ก็แปลว่าเราต้องอนุญาตให้เขาเติบโต

ครับ

อนุญาตให้เขามีพัฒนาการในตัวของเขาเอง เพราะว่าเขากำลังค้นหาสิ่งเนี้ย ทีนี้จังหวะเนี้ย จึงเป็นจังหวะที่สำคัญว่าพ่อแม่กลัวจะวางระยะความสัมพันธ์กับเขาอย่างไร อันเนี้ยคือกลับไปสู่ประเด็นที่เราคุยกันมาโดยตลอดว่าพื้นที่ปลอดภัยคืออะไร ครับ

พื้นที่ปลอดภัยก็คือพื้นที่ที่เราจะให้ความไว้วางใจและอนุญาตให้เขาเติบโต โอเค

นะครับ แน่นอน เอ่อ เขาอาจจะตัดสินใจผิดบ้าง พลาดบ้าง

อื

ทุกอย่างเป็น Lesson Learn หมดนะครับ เพียงแต่ว่าเราจะกำหนดท่าทีอย่างไรให้เขารู้สึกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาทุกข์ใจ เมื่อไหร่ก็ตามเขาเริ่มจะมีคำถามแล้วเมาหาเราอ

อันเนี้ย โอเคละ

นะครับ อันนี้ก็เป็นความชื่นใจของเราเล็กๆ เนาะ เวลาเราเราได้เข้าไปสู่บริบทของการ เอ่อ เอ่อ พัฒนาระบบการศึกษา สิ่งเหล่านี้มันไม่รู้จะเรียกว่านโยบายหรืออะไร แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่มันถูกสร้างขึ้นมาห้อมล้อม เพื่อจะปรับพื้นฐานความสัมพันธ์ของคนในระบบใหม่ ทำไมผมถึงได้เน้นย้ำว่า เอ่อ การปรับให้โรงเรียนเป็นระบบนิเวศ

เอ่อนโยบายในเชิงการเป็นพื้นที่ปลอดภัย

การให้ความเชื่อมั่นในการเรียนรู้ที่มีความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียน มันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าถ้าเราไม่มีมุมมองเหล่านี้เนี่ย เราก็จะมองคนอื่นด้วยแว่นของเราตลอดเวลา อันเนี้ยจะจะ เอ่อ มีความสำคัญอย่างยิ่งกับการออกแบบระบบการศึกษานะครับ

อาจารย์เราพูดกันมาเยอะในเรื่องของ Education เรื่องของการศึกษา ผมขอแวะมาเรื่องของ Wisdom หรือภูมิปัญญาบ้างอ

หลายๆ ภูมิปัญญา องค์ความรู้ท้องถิ่นของเดิมเนี่ย มันไม่ได้อยู่ในโรงเรียน แต่มันอยู่ที่ปราชญ์ชาวบ้านมั่ง มันอยู่ที่ เอ่อ คนที่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่ที่อยู่ในหมู่บ้านนั้นๆ สิ่งเหล่านี้เราสามารถที่จะเอามาเป็นองค์คาพยพในการช่วยในการพัฒนา อาจารย์ อาจารย์บอกเองเมื่อกี้มันต้องแบบใช้ Stakeholder เยอะเนาะ สิ่งเนี้ยเราจะเอาความรู้ภูมิปัญญาเหล่านี้ ซึ่งมีค่ามหาศาล เนี่ยเข้ามาในระบบการศึกษายังไง

โอก็อย่างที่บอกเลยครับ เมื่อกี้ที่อธิบายว่า เอ่อ การสร้างให้เครือข่ายพันธมิตรองค์กร หรือผู้เล่นทางการศึกษาที่อยู่นอกรั้วโรงเรียน คือปัจจุบันเนี่ย โรงเรียนก็ทำนะ ครับ พยายามที่จะบอกว่ามีวิชาภูมิปัญญาท้องถิ่น

ก็ไปเชิญแม่ครู เชิญหมอลำตัด เชิญเข้ามาสอน เด็กก็มันก็จะได้เป็นครั้งๆ คราวๆ มันจะดีกว่ามั้ย ถ้าเราจะทำให้สถาบันเหล่านั้น องค์กรเหล่านั้น มันเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ที่ใครๆ ก็เข้าไปเรียนรู้ได้ตลอดเวลา แล้วเราก็ไป Credit นะครับ ก็ไม่จำเป็นต้องลากทุกอย่างกลับมาสู่ สู่สู่รั้วโรงเรียนตลอดเวลา แต่ว่าหน้าที่ของรัฐก็คือไปทำให้สิ่งเหล่านี้มันเกิดการเรียนรู้ โดยตั้งคำถามเดียวครับว่าเด็กจะเกิดการเรียนรู้ได้อย่างไร

ทีนี้ถ้าเกิดสมมติอาจารย์บอกว่าการออกแบบการศึกษาเเด็กไม่ใช่แค่ครูกับผู้ปกครอง กระทรวงกับผู้มีอำนาจ แต่ว่าเด็กเองต้องมีส่วนในการที่จะ เอ่อ ออกแบบสิ่งที่ตัวเองจะเรียนนะ เราต้องถึงขั้นมาออกแบบเรื่องของกฎกติกาที่ใช้ในโรงเรียนที่เราเรียกกันเล่นๆ ว่าอะไรธรรมนูญเด็ก อะไรต้องไปขนาดนั้นมั้ยอาจารย์

ออันนี้ก็เป็นขึ้นอยู่กับดีกรีของโรงเรียนแล้วก็ที่มาที่ไปของแต่ละโรงเรียนก็อาจจะมีสไตล์ไม่เหมือนกันนะครับ แต่อย่างกรณีของผมเเป็นโรงเรียนใหม่

อือ

เอ่อ ตอนที่เราเริ่มต้นโรงเรียนสาธิตเนี่ย เราก็เริ่มต้นด้วยการไม่มีกฎระเบียบเป็นตัวต้นตั้งต้นนะครับ แต่เรามีแค่แค่เป็นกราพื้นฐานบางอย่าง แล้วก็ชวน พอเราพอเราเริ่มมีเด็กมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ให้เด็กนั่นแหละเป็นคนออกแบบกติกา

อื

คุณจะใส่เครื่องแบบไหนดี

ในโอกาสนั้น โอกาสนี้ คุณจะใส่อย่างไร คุณจะเข้าเรียนกี่โมง คุณจะอนุญาตให้มาสายได้กี่นาที

ครับ

เอ่อ คุณจะ

ใดๆ รวมถึงการจัดองค์กรของนักเรียนเขาเอง เหล่านี้เป็นต้น ในที่สุดก็ฟอร์มขึ้นมาเป็นธรรมนูญ หรือเป็นกติกาการอยู่ร่วมกันของเขานั่นเองนะครับ ซึ่งอันเนี้ยก็จะเป็นวิถีนึงที่ที่เกิดขึ้นได้ ก็แปลว่าเด็กๆ เขาเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ 100% แต่ว่าไม่ได้หมายความว่าเด็ก 100% เป็นคนทำอย่างเดียว ก็ต้องหน้าที่คุณครูก็มีสิทธิ์ที่จะบอกว่าครูขอกติกานี้นะ ครูขอเริ่ม

เอ่อ ใครที่มาเรท 15 นาทีเนี่ย

ไม่ไม่โอเคนะ ต้องเอ่อ เข้าเรียนตรงเวลาอ่ะ อันนี้คุณครูฟัง เด็กก็ฟังซึ่งกันและกัน

โอเค

แต่ว่าเล่าให้คุณเต้งฟังว่าอย่างงี้ เรามักจะพบว่าเด็กนี่แหละสร้างกติกาที่เข้มกว่าครู

เหรอ

เออ เอาจริงๆ เนี่ย เด็กเขามีความเข้มงวดในกติกามีความเป็น

ระเบียบมากกว่าพวกเราเยอะมาก

โอเค

อ่า อันนี้อันนี้เรื่องใหม่

อันนี้ประเด็นก็คือว่าเราอนุญาตให้เขาคิดไหม

อ่า

ถ้าเราอนุญาตให้เขาคิด เราจะเหลือเชื่อ

คิดแล้วพูดออกมาแล้วทำได้ด้วย

ใช่ แล้วทำได้ด้วย แต่ที่ผ่านมาเราเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นผู้รู้ดีไง

อ่า

เราจะตัดสินแทนเค้าก่อน

โอเค

ก็เหมือนกับปัญหาในสังคมไทยอ่ะ เราไม่ อนุญาตให้คนรุ่นใหม่คิดหรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งเราอาจจะฟังดูแล้ว

เราไม่สบายใจอ่ะ

ครับ

แต่ไม่สบายใจนั่นแหละดีครับ ยิ่งไม่สบายใจมาก ผมว่ามันก้าวหน้ามาก

อ่า อย่างน้อยมันจะไปได้ดี

ไอ้ความหลากหลายมาถกเถียงกันเนี่ย มันจะต้องมี Solution ที่ดีขึ้นนะ

ใช่ครับ โอเค

ซึ่งอันนี้ก็กลับไปสู่พื้นฐานเหมือนเดิมอีกว่า นี่คือพื้นที่ปลอดภัย

ครับ อาจารย์แวะไปนิดนึง โรงเรียนสายวิชาชีพ ปวช. ปวส. ไม่ว่าจะเป็นเอ่อ อุตสาหกรรมเอย จะเป็นเอ่อ สมมุติช่างศิลป์ หรือว่าจะเป็น ปวช. สายเกษตรอะไรพวกเนี้ย เราจะเห็นมีวิชาใหม่ๆ หรือวิชาการใหม่ๆ ที่ทำให้น้องๆ ที่เรียนสาย ปวช. ปวส. เนี่ย มีให้เลือกมากขึ้นมั้ย

ถ้าเราทำแบบเนี้ย มันก็จะมีโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

นะครับ เอ่อ จริงๆ เนี่ย ถ้าว่าไปเนี่ย เอ่อ ถ้าถามความเห็นส่วนตัวผมเนี่ยนะครับ โลกในอนาคต หรือระบบการศึกษาในอนาคตเนี่ย

ผมไม่แน่ใจว่ามันจำเป็นที่จะต้องแบ่งสายกันมากขนาดนั้นก็ได้นะครับ

อื

จริงๆ เด็กที่เรียนสายสามัญ

ครับ

ในโรงเรียนแบบปกติ ก็ต้องมีทักษะบางอย่างที่เชื่อมโยงกับสายอาชีพ

อือ พอสมควร แล้วเด็กในสายอาชีพปัจจุบันก็ ก็ก็ต้องขยายขึ้น ต้องต้องมีทักษะใหม่ๆ มากขึ้น แต่ว่าก็ต้องมีทักษะในทางวิชาการเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกันนะครับ แต่โจทย์ของทั้ง 2 ฝั่งเนี่ย

โจทย์ของทั้ง 2 ฝั่งเนี่ย มันมีตัวร่วมอย่างงี้ครับว่า เป้าหมายของเราเนี่ย มันอยู่ที่การเรียนรู้ของผู้เรียน

อือ

เราไม่ค่อยตั้งคำถาม หรือออกแบบระบบการศึกษาที่ที่ตั้งคำถามว่า แล้ว at the end of the day เนี่ย เด็กเกิดการเรียนรู้ อย่างไร

อื

นะครับ อันเนี้ยจะเป็นหัวใจสำคัญ ทีนี้เราก็ต้องถอยไปสู่ว่า แล้วเกิดการเรียนรู้ อย่างไรเนี่ย มันแปลว่าอะไร แปลว่าไม่ว่าเราจะออกแบบเป็นระบบ Schooling โรงเรียน ที่เป็น Grammar School เลย โรงเรียนเอกชนอะไร ที่แปลว่า หรือสายอาชีวศึกษาเนี่ย

สิ่งที่เราต้องสร้างให้ติดตัวเด็กออกไปเนี่ย มันมัน go beyond ตรงนี้เยอะมาก ในโลกยุคปัจจุบัน เราต้องการสร้างเด็กคนนึงขึ้นมา ไม่ว่าเขาจะเรียนแบบไหนหลากหลายอย่างไรก็ตามแต่ สิ่งที่เขาต้องมีร่วมกันก็คือ เขาต้องมีทักษะแห่งอนาคต ทักษะแห่งอนาคตคืออะไร คือทักษะในการกำกับตัวเอง เป็นกำกับอารมณ์ตัวเองได้ อยู่ร่วมกับคนอื่นได้

อย่าง

ดี มีความเห็นอกเห็นใจผู้มี Empathy ไม่ใช่แค่ IQ ไม่ใช่

ไม่ใช่แค่ IQ

มีหลายเรื่อง มีความคิดเชิงระบบ

เชิงสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ เป็นเหล่านี้เป็นทักษะแห่งอนาคตที่เราต้องทำให้ทุกคนมีสิ่งเหล่านี้ครับ

ซึ่งสุดท้ายแล้ว มันก็จะส่งผลถึงสังคม

ใช่มันไม่ใช่แค่เรื่องเรียนคณิตศาสตร์ได้เท่าไหร่วิทยาศาสตร์เท่าไหร่ หรืออะไรเท่านั้นเฉยๆ

พูดถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้นเนี่ย เราคุยแล้วว่าผู้ปกครองต้องมีส่วนยังไง ครูต้องมีส่วนยังไง ผู้บริหารการศึกษา เด็กต้องมีส่วนยังไง เมื่อกี้เราว่ากันไปอาจารย์ แล้วทั้งหมดเนี่ย เราสามารถที่จะมี พ.ร.บ. หรือเป็นกฎหมายอะไรบางอย่าง ที่มันทำให้มันแตกต่างฉีกไปกว่าเดิม แล้วสิ่งเนี้ย มาที่โครงสร้างของรัฐบาลเนี่ย กระทรวงศึกษาธิการเองต้องปรับตัวอะไรยังไง

ผมเข้าใจว่าตอนนี้มันอยู่ในช่วงที่ที่ทุกคนกำลังจะแก้ พ.ร.บ. การศึกษากันอยู่นะครับ ซึ่งผมคิดว่า เอ่อ หัวใจสำคัญของ พ.ร.บ. การศึกษา คงจะต้องเปลี่ยนเยอะ ให้ให้เหมาะกับยุคสมัยเนาะ ให้มันร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมคิดว่า 2-3 เรื่องที่เราจะต้องให้ความมั่นใจว่าอยู่ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งนี้ ก็คืออย่างที่ผมเรียนไปตั้งแต่ต้นว่า 1 ก็คือตัว พ.ร.บ. การศึกษาต้องให้การเคารพใน การเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียน

ต้องต้อง Recognize สิ่งนี้

ต้องอนุญาตให้ให้ระบบการศึกษามันมีความหลากหลายนะครับ เอ่อ เพราะเราเชื่อมั่นว่าเด็กคนนึงเนี่ย เอ่อ แต่ละคนเนี่ยไม่เหมือนกันใช่มั้ยครับ เพราะฉะนั้นระบบ Container ที่จะปั้นเขา สร้างเขาขึ้นมาเนี่ย ต้องหลากหลาย แปลว่าตัว พ.ร.บ. ต้องอนุญาต หรือส่งเสริมให้กับผู้เล่นทางการศึกษา หรือในภาษาก็คือเป็น Service Provider เนี่ย ผู้ผลิตสินค้าเพื่อจะให้บริการเนี่ย มันมีความหลากหลายมากขึ้นมากไปกว่าตัวโรงเรียน ซึ่งอันเนี้ยเป็นเป็นภาพใหญ่แล้วเป็นการเปลี่ยนที่สำคัญมากของ ของระบบการศึกษาของบ้านเรานะครับ หน้าที่ของอันที่ 2 ก็คือต้องทำอย่างไรที่ พ.ร.บ. การศึกษาจะสร้างรอยต่อ

เชื่อมรอยต่อระหว่างระบบทั้งหมดเนี่ยเข้าหากัน

เพราะถ้าเราเชื่อมั่นว่าเด็กคนนึงสามารถที่จะเรียนที่ไหนก็ได้ แล้วก็เติบโตพัฒนาตัวเองขึ้นไปเนี่ย เรียนต่างประเทศ เรียนออนไลน์ เรียนในโรงเรียนนอกโรงเรียน ทุกที่ทุกทางเนี่ย เป็นการเรียนรู้ได้ทั้งหมด เราไปสร้างระบบที่จะรองรับให้วุฒิให้เครดิตกับเขาอย่างเป็นระบบ

แล้วไม่จำเป็นต้องเป็นหลักสูตรเดียวกันทั้งหมด เด็กคนนึงอาจจะเติบโตในสูตรผสมหลายๆ แบบก็ได้นะครับ ส่วนว่ามันจะมีกลไก เรื่องกองทุน เรื่องอะไรเข้ามาหนุนช้อนก็

ว่ากันไปนะครับ ทีนี้กลับมาสู่องค์พยพที่เป็นองค์พยพใหญ่ที่สุดคือตัวกระทรวง กระทรวง >> กระทรวงมีความสำคัญมากครับ แล้วผมคิดว่าที่ผ่านมาเอ่อ to be fair นะครับ คนที่อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการเองหรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการศึกษาเนี่ย ก็ทำงานกันมาอย่างเข้มข้นเอ่ออย่างหนักนะครับเอ่อ ซึ่งอันนี้ก็อ่ารวมถึงคุณครู ผอ. ผู้บริหารสถานศึกษาทั้งหมดนะครับ

แต่ว่าพอมาถึงพ.ศ.เนี้ยครับ ผมคิดว่าสิ่งที่เราอยากจะเห็นว่ากระทรวงควรจะปรับตัวก็คือ กระทรวงควรจะต้องถอยออกมาเป็นทำหน้าที่เป็น regulator มากกว่าเป็น player เสียเอง >> นะครับ หมายความว่ายังไงครับ หมายความว่าตัวกระทรวงเองต้องทำหน้าที่ในเชิงวิชาการ และเป็นิแตงของระบบการศึกษาของประเทศให้มากขึ้น ทำหน้าที่กำกับกติกา ดูเรื่องเอ่อมาตรฐานของประเทศ วิเคราะห์อัตรากำลังแรงงาน วิเคราะห์ทิศทางขององค์ความรู้ว่าควรจะไปในทิศทางไหนอย่างไร เป็นคล้ายๆเหมือนกับเป็นสภา ซึ่งเราก็มีสภาการศึกษาแบบเนี้ย ทำหน้าที่regูate >> แล้วให้ผู้เล่นก็คือโรงเรียนเอกชน โรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนของสพฐ. ให้ปกครองส่วนท้องถิ่น และเรากำลังพูดถึงว่าผู้เล่นที่อยู่นอกระบบทั้งหลายเนี่ย >> เข้ามามีบทบาทอย่างไร อย่าไปผูกขาดการเป็นคนจัดการศึกษาเองเสียคนเดียว >> ครับ >> มันจึงไม่มีประสิทธิภาพไงที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นอยากจะเห็นกระทรวงต้องปล่อย >> หน้าที่ตัวนี้ออกไป แล้วไปทำหน้าที่ในเชิงนโยบายเชิงภาพใหญ่เนี่ยให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะว่าสังคมมันต้องมีเอ่อๆ ผู้เล่นหลายๆ แบบใช่มั้ยครับ เราต้องอย่าลืมนะครับว่าใน >> ยุคปัจจุบันเนี่ย เราเวลาเราพูดถึงการศึกษาหรือการเรียนรู้ >> การศึกษาและการเรียนรู้ไม่เท่ากับกระทรวงศึกษาธิการ >> การศึกษาไม่เท่ากระทรวงศึกษา >> อ่า >> โอเค >> เพราะว่ากระทรวงศึกษามีแค่องคยพเดียวนะครับ การเรียนรู้ปัจจุบันมันมีความกว้างขวางและกินความถึงกลุ่มประชากรที่กว้างขวางมาก >> นะครับ เราพูดถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้ทุกช่วงวัยของผู้คน เพราะฉะนั้นทุกคนอยู่ในสมการหมดนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำให้เกิดขึ้นก็คือการเชื่อมร้อยทั้งกระทรวงศึกษากระทรวงแรงงาน กระทรวงพม. และอื่นๆ >> ที่จะเข้ามา >> เอ่อเป็นทีมงานเป็นคลัสเตอร์เดียวกันและทำงานด้วยกันแล้วมองภาพว่าเราจะสร้างระบบการเรียนรู้ของประเทศเราได้อย่างไร >> อ >> เพราะฉะนั้นวิธีคิดแบบเจ้ากระทรวงเนี่ย >> มันจะไม่เวิร์ค >> ครับผมเชื่อว่าอาจารย์มีฝันหรือมีอุดมคติของการมีรูปแบบและระบบการศึกษาของประเทศนี้อยู่ในในหัว แต่ผมไม่อยากจะให้อาจารย์กลั่นมาเป็นสิ่งที่อาจารย์คิดว่ามันเกิดได้จริงๆ practical ได้จริงๆ อาจารย์ใช้เวลาช่วงเนี้ยในการเล่าถึงรูปแบบของห้องเรียนโรงเรียนความสัมพันธ์ระหว่างครูนักเรียนผู้ปกครองยาวไปถึงผู้บริหารการศึกษาขึ้นไปถึงเมื่อกี้กระทรวงศึกษาและคลาสเตอร์ต่างๆอปเอ่อหน่วยงานท้องถิ่นเนี่ยอาจารย์นะภายใน 4 ปีเนี้ยระบบการศึกษาภายใต้รัฐบาลพรรคประชาชนโดยมีอนุชาติพวงสำลีเป็น[เสียงหัวเราะ] ผู้ที่มีการบริหารการศึกษาเนี่ยหน้าตามันเป็นไงเริ่มจากในห้องเรียนแล้วขยายไป >>

ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องปักหมุดให้ได้ก็คือ เราจะต้องเปลี่ยนห้องเรียนของของเราให้เป็นห้องเรียนที่มีความสุข ห้องเรียนที่เต็มไปด้วยการเรียนรู้ของเด็กของครูและซึ่งกันและกันนะครับ ทีนี้คำว่าห้องเรียนไม่ได้ถูกจำกัดไว้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนะครับ มันอาจจะกินความไปถึงพื้นที่ข้างนอก วิธีการใหม่ๆใดๆอีกมากมาย แต่ว่าหลักก็คือว่าถ้าผู้เรียนและผู้สอนหรือผู้ออกแบบการเรียนรู้เนี่ยเอ่อหรือโค้ช ทั้ง 2 ปาร์ตี้นั้นเป็น 2 ปาร์ตี้ที่มีความสุข >> อื >> ผมเชื่อว่าการเรียนรู้ในตัวผู้เรียน >> ครับ >> จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนฮะ อันนี้คือสิ่งที่เห็นนะครับ ทีนี้จากห้องเรียนแบบนี้ จากองคาปยพแค่ 2 ฝั่งเหล่าเนี้ยที่ที่ที่ถูกถูกสนับสนุนให้เกิดความสุขเกิดการเรียนรู้นะเอ่อผมคิดว่าถ้ายกระดับขึ้นมาใหญ่ขึ้นในในระดับโรงเรียนเนี่ยก็คือการปรับให้นิยามของคำว่าโรงเรียนเนี่ยกลับกลายมาเป็นระบบนิเวศการเรียนรู้ แปลว่าเราจะกลายมาเป็นองคพยพซึ่งกันและกัน >> อื >> เป็นหนึ่งเดียวกันเป็นเอ่อเหมือนกับอยู่ ในป่าแห่งเดียวกันเป็นระบบนิเวศที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ผู้ปกครองไม่ได้มีหน้าที่จ่ายเงินแล้วก็ส่งลูกไปเรียนแล้วคาดหวังว่าลูกจะดีขึ้นในวันรุ่งขึ้นที่เดินเข้ารั้วโรงเรียนน่ะ ผู้ปกครองต้องมีหน้าที่เกื้อหนุนและร่วมมือและเดินทางไปพร้อมๆกับโรงเรียนและคุณครูเหล่านี้เป็นต้น นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆ เพราะฉะนั้นการเห็นซึ่งกันและการจับมือซึ่งกันและกันเนี่ยมันจึงมีความสำคัญมากนะครับเอ่อแล้วก็อันเนี้ยฟังดูเป็นอุดมคติแต่ว่าผมคิดว่ามันจะเป็นเรื่องที่ซ่อนอยู่ถ้าเราเอาตัวเด็กเป็นตัวตั้งนะครับอันเนี้ย >>

ระบบที่ใหญ่ขึ้นก็ตามนะครับ ทั้งกระทรวง ทั้งเอ่อที่เราพูดถึงภาคเอกชน >> เอ่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้เล่นที่อยู่นอกรั้วโรงเรียนอีกมากมายมหาศาลเนี่ย ถ้าเราคิดว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นผู้สร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชนของเราเนี่ย มันต้องจับมือกันไปในทิศทางเดียวกัน ต้องสร้างแพลตฟอร์มของการเชื่อมร้อยซึ่งกันและกัน ระบบข้อมูลระบบงมันต้องปางในทิศทางเดียวกันให้มากที่สุดนะครับ >> ครับทั้งหมดนี้ 1 สมัย 4 ปีเอาอยู่มั้ อาจารย์หรือสักสัก 8 >> น่าจะสัก 8 ปี >> 8 ปีนะโอเคได้ไงก็ขอให้โชคดีนะครับนักเรียนทำความเคารพ >> ขอบคุณครับ >> ขอบคุณครับ [เพลง]