📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

#ปชช สรุปคดี ปปช ยกฟ้องศักดิ์สยาม ทำงานยังไงให้คนไม่เชื่อทั้งประเทศ Ep.841

NailName#14:02

Transcription

จอห์น จอร์เจีย เที่ยวสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย ค่าทิพย์หลักหมื่น ตะวิวหลักล้าน กิจกรรมไฮกิ้งกลางเทือกเขาหิมะและธารน้ำแข็ง ขี่ม้าเดินเล่นทุ่งดอกไม้บานฟูเต็มทุ่ง สบายใจสุดอร่อยในราคาร้อยนิดๆ และเมืองเก่าอีกมากมายที่ไม่ว่าจะถ่ายรูปยังไงก็สวยไม่จบ ทริป Private ที่คุณสามารถออกแบบการเที่ยวเองได้ 6 วันเริ่มต้นที่ 17,500 บาท 9 วัน เริ่มต้นที่ 26,000 บาท สนใจทักเลย Facebook จอหจอเจีย

สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่รายการแฮชแท็ก Ep. ที่ 841 ค่ะ ดราม่าการเมืองเข้มข้นเข้มข้นค่ะ เรื่องราวของ ป.ป.ช. ที่เพิ่งจะประกาศยกฟ้องคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้วว่าคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ มีความผิดจริงในฐานะใช้นอมินีในการถือหุ้น แต่ ป.ป.ช. ให้ยกฟ้องเฉยเลย แล้วเรื่องราวจะเป็นยังไง ไปฟังกันในแฮชแท็ก ป.ป.ช. ค่ะ

ก่อนที่เราจะไปดูเรื่องราวที่ ป.ป.ช. ยกฟ้องคุณศักดิ์สยามไปเนี่ย เราจะต้องไปดูจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเลยนะคะ นั่นก็คือเรื่องคุณศักดิ์สยามใช้นอมินีในการซุกหุ้นค่ะ เรื่องราวก็คือในวันที่ 9 กรกฎาคม ปี 65 ค่ะ คุณปกรณ์วุฒิ สส. บัญชีรายชื่อของพรรคก้าวไกล ได้ขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยกล่าวหาว่าคุณศักดิ์สยามปกปิดทรัพย์สินของตัวเองในส่วนที่เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ Construction โดยใช้ลูกจ้างเป็นนอมินี และใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเพื่อให้ตัวเองมีส่วนได้ประโยชน์จากโครงการต่างๆ ของรัฐ

เรื่องก็คือ หจก. บุรีเจริญ ก่อตั้งในปี 39 ค่ะ โดยมีตระกูลชิดชอบถือหุ้นอยู่ถึง 80% แล้วก็สำนักงานที่ตั้งก็คือบ้านของคุณศักดิ์สยาม ณ ขณะนั้นสมัยก่อนน่ะนะ ต่อมาเมื่อคุณศักดิ์สยามได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองค่ะ ก็ลาออกจากการเป็นผู้ถือหุ้น หจก. ทั้งหมด ทีนี้พอถึงยุค คสช. คุณศักดิ์สยามก็กลับมาเป็นผู้ถือหุ้นอีกครั้งในปี 58 โดยรอบเนี้ยมีการเพิ่มทุนเป็น 120 ล้านบาท แล้วก็ย้ายที่ตั้งมาที่บ้านหลังใหม่ของตัวเองด้วยค่ะ ปี 61 มีข่าวการเลือกตั้ง คุณศักดิ์สยามก็โอนหุ้นทั้งหมดให้นอมินีในวันรุ่งขึ้น แล้วก็ย้ายที่ตั้งสำนักงานออกจากบ้านของตัวเอง ก่อนจะรับตำแหน่งรัฐมนตรีเพียงแค่ 23 วันเท่านั้น

คุณปกรณ์วุฒิตั้งคำถามว่า ถ้าสิ่งนี้เป็นการซื้อขายหุ้นกันจริงๆ ทำไมเราไม่พบหลักฐานการชำระเงินค่าหุ้นเลย ที่บอกว่าไม่พบหลักฐานก็คือตอนที่คุณศักดิ์สยามยื่นบัญชีทรัพย์สินเนี่ย คุณศักดิ์สยามยื่นว่ามีทรัพย์สินอยู่ 115 ล้าน ไม่มีหนี้สิน ทรัพย์สินเกือบทั้งหมดได้มาก่อนปี 61 แต่การโอนหุ้นเกิดในปี 61 แล้ว 120 ล้านที่คนจะได้จากการขายหุ้นมันหายไปไหนล่ะ แต่ มันก็เกิดขึ้นได้ค่ะ ถ้ามันเป็นการขายหุ้นแบบที่ตัวเองเนี่ยขาดทุน แต่ถ้าคุณศักดิ์สยามขาดทุน มันก็ต้องมีคนที่ได้กำไรใช่มั้ย คนที่ซื้อหุ้นไปก็ต้องได้กำไรค่ะ เค้าก็จะ ต้องยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนนี้เช่นกัน สรุปก็คือในการซื้อขายหุ้นครั้งเนี้ย มันไม่มีหลักฐานอะไรเลย ดังนั้นเค้าก็เลยคาดว่านี่น่าจะเป็นการโอนหุ้นให้ลูกจ้างของตัวเองที่เป็นนอมินี หรือว่าให้คนอื่นมาถือหุ้นแทน ทั้งๆที่ตัวเองเนี่ยมีอำนาจเต็มในการควบคุมและจัดการบริษัทค่ะ

หลังจากคุณศักดิ์สยามได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแล้ว หจก. บุรีเจริญ ได้งานจากภาครัฐมูลค่ากว่า 1,000 ล้าน โดยเป็นการได้งานอย่างผิดปกติ ราคาที่ชนะการประมูลก็ต่ำกว่าราคากลางไม่ถึง 0.3% มีคู่แข่งเพียงรายเดียว ซึ่งคู่แข่งที่ว่าก็เป็นบริษัทที่บริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทย ฟลุคๆ ไปประมูลนั่นแหละ กล่าวโดยสรุปคือ คุณปกรณ์วุฒิกล่าวหาว่าคุณศักดิ์สยามใช้ นอมินีในการถือหุ้นบริษัทตัวเอง แล้วก็เอาบริษัทของตัวเองเนี่ย มารับงานภาครัฐจากกระทรวงคมนาคมที่ตัวเองเป็น รมต. รัวๆ จนทำให้ได้งานกว่า 1,000 ล้านบาทค่ะ

จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้นำไปสู่วันที่ 15 กันยายน ปี 65 พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของคุณศักดิ์สยามว่าน่าจะเป็นข้อมูลเท็จนะ โน้ตไว้นะคะว่าเรามีการแจ้ง ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบคุณศักดิ์สยามเรื่องการยื่นทรัพย์สินเท็จ ไอ้อันนี้นั่นแหละ จะเป็นผลการตัดสินที่จะออกมาในช่วงดราม่าตอนนี้

ต่อมา ธันวาคม ปี 66 ค่ะ ส.ส. ฝ่ายค้าน 54 คน ยื่นคำร้องต่อสภาผู้แทนราษฎรให้ส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าคุณศักดิ์สยามเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นเจ้าของ หจก. บุรีเจริญ Construction ซึ่งเป็นการกระทำต้องห้ามในรัฐธรรมนูญ 187 เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงหรือไม่ รัฐธรรมนูญมาตรา 187 ค่ะ ห้ามรัฐมนตรีเป็นหุ้นส่วนหรือถือหุ้นในบริษัทเพื่อประโยชน์ทับซ้อน ในเคสนี้คือการที่คุณศักดิ์สยามเป็นรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม และบริษัทดังกล่าวเนี่ยเกี่ยวข้องกับการรับงานก่อสร้างของรัฐนั่นเอง

ต่อมา ธันวาคม ปี 66 ค่ะ ภายใต้รัฐบาลของคุณเศรษฐา ทวีสิน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ได้ยื่นแถลงปิดคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของคุณศักดิ์สยามสิ้นสุดลงค่ะ

แล้วคดีนี้มันมีหลักฐานอะไรบ้างที่พิสูจน์ว่าคุณศักดิ์สยามเขาใช้นอมินีจริง ๆ อย่างแรก เค้ามีการตรวจสอบว่านายศาลา นอมินีที่ว่าเนี่ย บอกว่าใช้เงินจำนวน 119 ล้านในการซื้อหุ้นจากนายศักดิ์สยาม แต่พอไปเช็คแล้วแหล่งที่มาของเงินในการซื้อหุ้นน่ะ มาจากบัญชีของคุณศักดิ์สยามเอง บัญชีของ หจก. บุรีเจริญ Construction และบัญชีของบริษัทศิราชัยบุรีรัมย์ จำกัด ซึ่งคุณศักดิ์สยามเป็นเจ้าของและมีอำนาจในการบริหารทั้งหมดค่ะ โดยมีการทำธุรกรรมโอนเงินฝากบัญชีต่างๆ มีการซื้อกองทุนเปิดธนชาติแล้วขายคืนเพื่อนำเงินมาจ่ายค่าหุ้น ผู้ร้องชี้ว่าสิ่งเนี้ยเป็นการปกปิดนิติกรรมอำพรางเพื่อให้ดูเสมือนว่ามีการซื้อขายหุ้นกันจริงๆ

ข้อที่ 2 นายศาลาที่เป็นนอมินี เนี่ยอ้างตัวว่าตัวเองเนี่ยมีเงิน 500 ล้านกว่าบาท มาจากการทำธุรกิจส่วนตัวเพื่อเอามาซื้อหุ้นคุณศักดิ์สยาม แต่เมื่อตรวจสอบหลักฐานการยื่นภาษีระหว่างปี 58 ถึงปี 62 กลับพบว่าในศาลาเนี่ยมีรายได้แค่ปีละประมาณ 100,000-1,000 เท่านั้นนะคะ เฉลี่ยแล้วประมาณเดือนละ 9,000 กว่าบาท มันดูเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมีเงิน 500 ล้านน่ะ นอกจากนี้ ธุรกิจส่วนตัวที่เขาอ้างอ่ะก็ไม่มีหลักฐานการประกอบกิจการเช่นกันค่ะ

ข้อ 3 มีหลักฐานที่สะท้อนว่าคุณศักดิ์สยามยังคงเป็นเจ้าของบริษัทอยู่อย่างเช่น นายศักดิ์สยามยังได้รับค่าที่ปรึกษาตอบแทนจาก หจก. บุรีเจริญ จำนวน 400,000 บาท ยังนำรถยนต์ 2 คัน มาเบิกค่าน้ำมันจากห้างหุ้นส่วนจำกัดหลังโอนหุ้นแล้วถึง 1 ปี 9 เดือน สถานที่ตั้งของ หจก. บุรีเจริญ ก็ยังอยู่ในพื้นที่บ้านของนายศักดิ์สยามค่ะ

ข้อ 4 หลังมีการโอนหุ้นให้คุณศาลาแล้ว หจก. บุรีเจริญ ได้รับงานก่อสร้างจากกระทรวงคมนาคมกว่า 100 สัญญา ทั้งๆที่ตัวคุณศาลาไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานรับเหมาก่อสร้างที่เกี่ยวกับงานภาครัฐมาก่อน แถมยังเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่คุณศักดิ์สยามได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพอดีด้วย ในช่วงนั้นมีเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 600 ล้านค่ะ นอกจากนี้จากการตรวจสอบยังพบว่ามีเอกสารใบเสร็จค่าน้ำมัน ค่าอะไหล่ต่างๆ ที่พบพิรุธว่าน่าจะเป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นเพื่อปรับแต่งบัญชีให้สอดคล้องกับเส้นทางการเงินที่ถูกตรวจสอบด้วย

จากเหตุการณ์ทั้งหมดทั้งมวลค่ะ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ไอ้เงิน 119 ล้านบาทเนี่ย ยังเป็นของคุณศักดิ์สยาม และนายศาลาเป็นเพียงนอมินีเท่านั้น การกระทำดังกล่าวถือเป็นการถือหุ้นต้องห้าม ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 187 ส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของคุณศักดิ์สยามสิ้นสุดลงค่ะ สรุปก็คือศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าคุณศักดิ์สยามใช้นอมินีถือหุ้นแทนจริงๆ แล้วก็ให้ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีนั่นเอง

แต่เรื่องมันยังไม่จบแค่นี้ค่ะ เพราะจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมันทำให้คุณศักดิ์สยามเนี่ย ถูกกล่าวหาทางอาญาอีก 4 ฐานความผิด อย่างแรก คือการฝ่าฝืน พ.ร.บ. การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี อย่างที่ 2 การให้ หจก. ที่ตัวเองเป็นเจ้าของเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต อย่างที่ 3 ความผิดฐานฮั้วประมูลค่ะ และอย่างที่ 4 ความผิดฐานจงใจยื่นทรัพย์สินเท็จต่อ ป.ป.ช. เรื่องใหญ่นะ ติดคดีอาญาหลายคดีด้วย

แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ที่เพิ่งจะออกมา ก่อนหน้านี้จำได้มั้ยคะว่า สส. ฝ่ายค้านรวมตัวกันยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบคุณศักดิ์สยามเรื่องการแสดงบัญชีทรัพย์สินเท็จ จากเรื่องนี้เองค่ะ ในวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็เลยออกมาแถลงถึงผลการตรวจสอบคดีนี้นะคะ โดยบอกว่าคุณศักดิ์สยามเนี่ย มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด 6 ครั้ง ปรากฏว่าไม่มีเงินลงทุนที่เป็นเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ Construction เลย

อย่างไรก็ตาม ในเดือนมกราคม ปี 67 คุณศักดิ์สยามได้ยื่นหนังสือชี้แจงว่าที่ไม่ได้แสดงรายการการลงเงินในห้างหุ้นส่วน Construction เป็นเพราะว่านายศาลาโต้แย้งความเป็นเจ้าของหุ้น และคัดค้านไม่ให้คุณศักดิ์สยามระบุรายการหุ้นในบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งคุณศักดิ์สยามได้ฟ้องนายศาลาในเวลาต่อมา นายศาลาจึงตกลงซื้อขายหุ้นกับคุณศักดิ์สยามอีกครั้ง คุณศักดิ์สยามก็เลยยื่นขอแก้บัญชีทรัพย์สินใหม่ค่ะ โดยในช่วงระหว่างที่คุณศักดิ์สยามโอนหุ้นให้นายศาลา คุณศักดิ์สยามไม่ได้ไปร่วมในการบริหารกิจการหรือเกี่ยวข้องกับห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ Construction แต่อย่างใด ในขณะที่นายศาลาแสดงตนเป็นเจ้าของห้างหุ้นส่วน Construction และไม่ยอมโอนเงินคืนจนคุณศักดิ์สยามไปฟ้องศาล ทำให้มีการโอนเงินคืนในที่สุด เมื่อเสร็จสิ้นดำเนินการทางกฎหมายแล้ว คุณศักดิ์สยามจึงได้ขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สิน

จากเหตุการณ์ดังกล่าว แสดงว่าคุณศักดิ์สยามเข้าใจว่าตัวเองโอนหุ้นไปแล้วโดยชอบ และไม่ปรากฏว่าคุณศักดิ์สยามเข้าไปดำเนินการกิจการใดๆ ภายหลังโอนหุ้นแล้ว จึงไม่ได้แสดงหุ้นดังกล่าวไว้ในบัญชีทรัพย์สิน จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ก็เลยสั่งให้ยกฟ้องค่ะ สรุปสั้นๆ คือ คุณศักดิ์สยามอ้างว่าตัวเองอ่ะเข้าใจว่าโอนหุ้นไปให้คนอื่นหมดแล้ว ก็เลยไม่ได้เขียนไว้ในบัญชีทรัพย์สิน ส่วนคุณศาลา ก็ไม่ได้มีการจ่ายค่าหุ้นให้คุณศักดิ์สยาม ก็เลยไม่มีเงินส่วนค่าหุ้นในบัญชีของคุณศักดิ์สยามเช่นกัน ต่อมาคุณศักดิ์สยามไปแจ้งความคุณศาลา แล้วก็มาขอแก้ไขบัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช. มองว่าอืมันก็ดูเป็นการกระทำที่จริงใจนะ มันดูไม่มีหลักฐานว่าจงใจยื่นบัญชีเท็จ ก็เลยยกฟ้องค่ะ

ประเด็นคือ ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไปแล้วว่าคุณศักดิ์สยามใช้นอมินีถือหุ้นจริง การที่ ป.ป.ช. บอกว่าคุณศักดิ์สยามไม่ได้แจ้งเรื่องการถือหุ้นในบัญชีทรัพย์สินจึงใช้ไม่ได้ เพราะมันเป็นการโอนหุ้นให้นอมินี งั้นก็แปลว่าตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญน่ะ คุณศักดิ์สยามรู้แล้วว่าตัวเองมีหุ้นนะ แต่จงใจไม่แจ้งในบัญชีทรัพย์สินไม่ใช่เหรอ และตามหลักแล้วคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย มีผลผูกพันกับทุกองค์กรนะคะ ดังนั้นหลายคนก็เลยเอ๊ะ ทำไมอ่ะ ทำไมมันขัดกันน่ะ

แต่ดูเหมือน ป.ป.ช. จะรู้ค่ะว่าจะมีคนค้านเรื่องนี้ ก็เลยมีการรีมาร์คไว้นะคะว่าข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยเป็นคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย มติของ ป.ป.ช. จึงไม่ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

เรื่องนี้ก็เป็นข้อกล่าวหาของนักวิชาการและนักกฎหมายหลายคนค่ะ ที่รู้สึกว่าเอ้อ ป.ป.ช. นี่เชื่อคนง่ายจังนะ ตอนคุณประวิตรไม่แสดงนาฬิกาหรูในบัญชีทรัพย์สินแล้วบอกว่ายืมเพื่อนมา ป.ป.ช. ก็เอ้อ ก็มันไม่มีในบัญชีทรัพย์สินก็แปลว่ายืมเพื่อนมา ป.ป.ช. ก็เชื่อมา ตอนนี้คุณศักดิ์สยามบอกว่ามีนายศาลาค้าน ก็เลยไม่ได้ใส่หุ้นในบัญชีทรัพย์สินของตัวเอง แต่ตอนหลังไปแจ้งความแล้วนะ ป.ป.ช. ก็เชื่อ ไม่คิดบ้างหรอว่าเขาแจ้งความไว้เป็นข้ออ้างมาเจรจากับ ป.ป.ช. เฉยๆ เพราะสุดท้ายเขาก็ถอนแจ้งความอยู่ดีอ่ะ

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงเรื่องความสองมาตรฐานของ ป.ป.ช. ด้วยค่ะ เพราะก่อนหน้านี้ ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง 44 สส. กับศาลฎีกาจากการยื่นแก้กฎหมาย ม. 112 นะคะ ซึ่งคดีนี้คือสุดยอดความบัดซบของนิติสงครามเลย ใครสนใจไปฟังกันได้ในคลิป เดี๋ยวเราแปะให้ โดยสิ่งที่ ป.ป.ช. เอามาเป็นหลักฐานในการยื่นฟ้อง 44 สส. อ่ะ คือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเว้ย อ้าว แต่กับคดีคุณศักดิ์สยาม คุณไม่เห็นดูจะเชื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเลย ทำไมอ่ะ ทำไมในคดีที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อน ความโปร่งใสถึงมีโทษที่ดูเบากว่าคดีที่เกิดจากการเคลื่อนไหวตามนโยบายตามระบอบสภา

สำหรับเรื่องการฟ้องคดี 44 ส.ส. พอยื่นแก้ 112 เนี่ย คุณโตโต้ สส. ของพรรคประชาชน ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า วันที่ผมต่อสู้อยู่บนท้องถนน นายทหารในตำรวจที่เข้ามาเจรจาแนะนำว่าถ้าเราต้องการเรียกร้องอะไรให้ไปว่ากันในสภา แต่พอวันนี้เข้ามาในสภาแล้วยื่นแก้กฎหมายตามกลไกของรัฐสภาแล้ว ก็ยังโดนฟ้องประหารชีวิตทางการเมืองอีก โทษหนักเสียยิ่งกว่าการไปเรียกร้องบนถนนอีก

นอกจากนี้ค่ะ ป.ป.ช. ยังยกฟ้องข้อกล่าวหาเรื่องนายศักดิ์สยามใช้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพื่อแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ หจก. บุรีเจริญ เรื่องที่ได้งานจากหน่วยงานรัฐเยอะๆ ตอนที่คุณศักดิ์สยามเป็น รมต. อ่ะค่ะ ป.ป.ช. บอกว่าไม่พบหลักฐานการแทรกแซง เนื่องจากอำนาจอนุมัติเป็นของหน่วยงานราชการ ใช้ระบบ e-bidding ตามปกติ และผลประโยชน์ของ หจก. บุรีเจริญ เพิ่มขึ้นก่อนนายศักดิ์สยามเข้ามารับตำแหน่ง สัดส่วนการได้รับงานก็ไม่ได้ผิดปกติ ศาลรัฐธรรมนูญรับฟังข้อเท็จจริงเพียงว่านายศักดิ์สยามถือหุ้น แต่ไม่ได้แปลว่านายศักดิ์สยามจะเข้าไปบริหารจัดการหรือเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทแต่อย่างใด

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดเนี่ย อยู่ในแถลงการณ์ของ ป.ป.ช. เลยน่ะ ไม่แน่ใจว่ากับคนอื่นคุณพี่เขาปกป้องขนาดนี้มั้ยนะ

สุดท้ายค่ะ เป็นโพลที่หลายๆ สำนักข่าวทำไว้ค่ะ จากกรณี 44 ส.ส. ถึงกรณีศักดิ์สยาม ชิดชอบ ท่านเชื่อมั่นในการทำงานของ ป.ป.ช. หรือไม่ และคำตอบของโพลนี้คือ ถล่มทลายค่ะ 95% ประชาชนไม่เชื่อมั่นในการทำงานของ ป.ป.ช. เลยจ้า

อ่ะ และนี่ก็คือเรื่องราวของการทำงานของ ป.ป.ช. ณ ปัจจุบันนี้ นะคะ เป็นสาเหตุว่าทำไมนักวิชาการหลายๆคน ถึงออกมาด่าการทำงานของ ป.ป.ช. รวมๆถึงประชาชนก็ดูไม่ได้เชื่อมั่นการทำงานของ ป.ป.ช. เลยนะ แล้วทุกคนคิดยังไงกับเรื่องนี้คะ ใครคิดยังไงก็คอมเมนต์มาได้ข้างล่างเหมือนเดิม และเหมือนเดิมค่ะ ใครที่ชอบคลิปสรุปดราม่า สรุปแฮชแท็กแบบนี้ อย่าลืมกดไลก์ กด Subscribe ช่องไว้ด้วยจะได้ไม่พลาดคลิปต่อไปค่ะ ช่อง Name เปิดระบบสมาชิกแล้วนะคะ ใครที่ชอบการทำคอนเทนต์ของเกมก็กดเข้ามา Subscribe เป็นกำลังใจกันได้ สำหรับวันนี้ลาไปก่อนแล้วเจอกันใหม่ในแชทหน้านะ บ๊ายบาย