Transcription
คนไทยรับรู้ปัญหาการทุจริตในสังคมมามากมาย แต่ไม่มีครั้งไหนที่มันชัดเจนขาดตาพวกเราได้ขนาดนี้ เฮ้ยๆ
ในอาคารนี้ก็คือมีทั้งลูกสาวเราแล้วก็ลูกเขยด้วยใช่มั้ย
ตายแล้ว ตายแล้วอ๋อ ดู
เป็นเหตุการณ์ที่ตึกถล่มจากแผ่นดินไหวที่มีระยะทางห่างจากจุดศูนย์กลางที่ไกลที่สุดเท่าที่เคยมีมานะฮะในโลกของเรานะฮะ
ความเจ็บปวดที่สุดของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เพียงการสูญเสียชีวิตและภาษีของพี่น้องประชาชน แต่คือตึกที่ถล่มลงมานั้นคือตึกของหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบการทุจริตให้กับพี่น้องประชาชน จะถูกตั้งคำถามเสียเองว่าได้ซุกซ่อนการทุจริตไว้ใต้ซากปักพังนี้หรือไม่
ย้อนไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2560 เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่ประเทศเมียนมาร์ แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ถึงพี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานคร แต่มีแค่ตึกเดียวเท่านั้นที่พังถลุงลงมา คือตึกของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. แห่งใหม่ ที่มีวงเงินค่าก่อสร้างกว่า 2,136 ล้านบาท
ในช่วงแรกหลายคนอาจจะคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากภัยธรรมชาติ แต่ยิ่งตรวจสอบลึกลงไปหลายคนได้ตั้งคำถามว่า หรือว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวนั้นเป็นเพียงตัวเปิดโปงปัญหาเท่านั้น ต้นตอที่แท้จริงที่ทำให้ตึกสูงกว่า 30 ชั้นถล่มลงมา แท้ที่จริงแล้วมีสาเหตุมาจากการทุจริตคอร์รัปชันเป็นท่อๆ หรือไม่ พูดง่ายๆ ตึก สตง. แห่งนี้สร้างแพงสร้างห่วยเพราะกระบวนการที่ไม่โปร่งใส
1 ปีผ่านไป มีคำถามที่สังคมยังคาใจรอคำตอบและเรียกร้องความรับผิดชอบจาก สตง.
คำถามที่ 1: ทำไมโครงการนี้ถึงแพงขึ้น?
ในตอนแรก สตง. มีแผนที่จะไปสร้างตึกใหม่ที่จังหวัดปทุมธานี และมีการจ่ายค่าจ้างคนออกแบบไปแล้วกว่า 25 ล้านบาท แต่สุดท้าย สตง. ตัดสินใจทิ้งแบบฟรีๆ เพราะตัดสินใจย้ายมาสร้างที่กรุงเทพมหานครในเขตจตุจักร
ในตอนแรก สตง. มีทีท่าว่าจะให้กรมโยธาธิการเป็นผู้ออกแบบ ซึ่งจะเป็นการออกแบบที่ฟรีไม่เสียเงิน แต่ สตง. ได้สร้างเงื่อนไขหลอก โดยบีบระยะเวลาในการออกแบบของกรมโยธาธิการให้เหลือเพียง 6 เดือนเท่านั้น และเมื่อกรมโยธาธิการตอบมาว่าไม่สามารถที่จะดำเนินการให้ได้ สตง. จึงได้โอกาสในการไปจ้างบริษัทเอกชนออกแบบแทน ทำให้ต้องจ่ายเงินค่าออกแบบสูงถึง 73 ล้านบาท แพงกว่ารอบที่แล้วที่จังหวัดปทุมธานีเกือบ 3 เท่า
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมากลับขัดแย้งกับสิ่งที่ สตง. ได้กล่าวอ้างไว้ เพราะกระบวนการกว่า สตง. จะมีการคัดเลือกผู้ออกแบบและจ้างผู้ออกแบบจนกระทั่งออกแบบเสร็จ กลับใช้ระยะเวลานานถึง 2 ปี ซึ่งนานกว่าระยะเวลาที่ สตง. ให้ไว้กับกรมโยธาธิการอยู่มาก
ไม่ใช่แค่นั้น ตอนที่ สตง. ให้กรมโยธาธิการออกแบบ มีการแจ้งว่ามีวงเงินค่าก่อสร้างอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท แต่เมื่อให้เอกชนออกแบบ สตง. กลับปล่อยให้เอกชนออกแบบจนแพงเกินจริง จงเพิ่มวงเงินค่าก่อสร้างสูงถึง 2,500 ล้านบาท ถือว่าความพยายามในการเปลี่ยนให้เอกชนมาออกแบบจะเป็นความพยายามในการปั้นราคาก่อสร้างให้สูงเกินจริงหรือไม่
อย่างที่เราได้เห็นอาคาร สตง. แห่งใหม่มีความใหญ่โตและใช้วัสดุหรูหราเกินความจำเป็น มีทั้งห้องสันทนาการขนาด 3,000 ตร.ม. หรือเกือบที่ดินกว่า 2 ไร่ ในนั้นมีห้องแต่งตัว ห้องครัวเตรียมอาหาร และห้องน้ำกว่า 45 ห้อง แค่ห้องสันทนาการเพียงห้องเดียวใช้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนไปกว่า 100 ล้านบาท ภายในตึกตกแต่งหรูหรา มีเก้าอี้หนังนำเข้าจากประเทศอิตาลี เก้าอี้แพงเนี่ยจริงๆมันมีอยู่ชุดเดียวก็ตามฐานะ มีพรหมผืนละ 160,000 บาท ฝักบัวชุดละ 10,000 บาท และ CCTV กว่าตัวละ 25,000 บาท ซึ่งแพงกว่าราคาตลาดอยู่หลายเท่า
ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดคำถามว่า สตง. ใช้ภาษีของประชาชนอย่างคุ้มค่าหรือไม่ เหมือนกับสโลแกนที่ว่า "เงินแผ่นดินนั้นคือเงินของประชาชนทั้งชาติ" หรือนี่คือการล้างผลาญภาษีเพื่อความฟุ้งเฟ้อของตัวเองและพวกพ้อง
คำถามที่ 2: ระหว่างการก่อสร้างมีการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระจริงหรือไม่?
โครงการนี้มีบริษัทรับเหมาก่อสร้างอยู่ 2 เจ้า คือบริษัท อิตาเลียนไทย ที่มีข่าวเครนถล่มที่ถนนพระราม 2 เครนถล่มทับรถไฟที่จังหวัดนครราชสีมา และ China Railway Number 10 ที่มีข่าวทิ้งโครงการภาครัฐอยู่หลายโครงการ
จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กลับพบเรื่องที่ผิดวิสัยอย่างร้ายแรง อย่างเช่นการปลอมแปลงลายเซ็นอยู่หลายครั้ง โดยที่เจ้าหน้าที่ สตง. ไม่รู้ และการตรวจค่าคอนกรีตที่ได้จากหน้างาน กลับพบว่ามีคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด แต่กลับผ่านการตรวจรับงานและการเบิกจ่ายของเจ้าหน้าที่ สตง.
คำถามที่ 3: ผ่านมา 1 ปี ทำไมยังไม่เห็นคนที่มีอำนาจต้องรับผิดชอบ?
หลังตึกถล่ม เราไม่เห็นความกระตือรือร้นของเจ้าหน้าที่ สตง. ในการหาผู้ที่รับผิดชอบ แม้ปัจจุบัน DSI จะได้ส่งรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐกว่า 70 คนให้ ปปช. ดำเนินการไต่สวน แต่สิ่งที่เราเห็นกับมีแต่ความเงียบ ไม่มี การสั่งฟ้องใดๆ จากเจ้าหน้าที่ ปปช. และเราก็ไม่รู้ว่ากว่ากระบวนการของ ปปช. จะจบจะใช้เวลาอีกกี่ปี
ในส่วนของภาคเอกชน แม้ทางตำรวจได้ดำเนินการส่งฟ้องไปแล้วกว่า 23 ราย เงินค่าก่อสร้างที่เบิกจ่ายไปแล้วเกือบ 1,000 ล้านบาท ได้อันตรธานหายไปกับการถล่มของตึก ซึ่งสุดท้ายแล้วเราอาจจะไม่ได้เงินคืนเลยแม้แต่บาทเดียว อีกทั้ง สตง. ยังไม่ได้ดำเนินการขึ้นแบล็กลิสต์บริษัทที่เกี่ยวข้องแม้แต่บริษัทเดียว ทำให้บริษัทเหล่านั้นยังคงเข้าประมูลโครงการของภาครัฐได้ตามปกติ
ในขณะที่ประชาชนทั้งประเทศรู้สึกโกรธและเจ็บปวดกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น แต่ สตง. ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรงและควรเป็นฝ่ายที่เดือดเนื้อร้อนใจมากที่สุด กลับแทบไม่ได้ทำอะไรเลย เราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆ หรือครับ ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างไม่รู้ว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นซ้ำอีกเมื่อไหร่ ที่ไหน หรือเกิดกับใครเป็นรายต่อไป
นี่คือเหตุผลว่าทำไมพรรคประชาชนต้องผลักดันนโยบายการเปิดเผยข้อมูลก่อสร้าง บังคับให้โครงการก่อสร้างมูลค่า 10 ล้านถึง 100 ล้านบาท ต้องเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ก่อนทำสัญญา ระหว่างสัญญา หลังสัญญาจบ รวมถึงรายงานความคืบหน้าการแก้ไขสัญญา การแก้ไขแบบ และการเบิกจ่ายเงิน ดึงคนนอกเข้าร่วมตรวจ
บังคับให้โครงการมูลค่าตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป เข้าข้อตกลงคุณธรรม หรือ Pact ให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปสังเกตการณ์ทุกขั้นตอนตั้งแต่การร่าง จนถึงการเบิกจ่าย เพื่อลดปัญหาการล็อคสเปค และการฮั้วประมูล
และที่สำคัญ ปัญหาเหล่านี้จะแก้ไขไม่ได้เลยถ้าเราไม่แก้ไขที่โครงสร้างอำนาจ เราจึงผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะดึงอำนาจกลับมาให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระได้ ซึ่งเป็นอำนาจที่เคยมีในรัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 แต่ถูกตัดออกในรัฐธรรมนูญปี 60 ทำให้องค์กรอิสระไร้การตรวจสอบและทำงานโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน
1 ปีผ่านไป สิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่เพียงการรำลึกความสูญเสียเท่านั้น แต่คือความจริงครับ เราขอให้กรณีนี้เป็นกรณีสุดท้ายที่จะเกิดขึ้น เพราะเงินภาษีของคนไทยสมควรถูกนำไปใช้ให้ดีกว่านี้ครับ
สัญญาต่อท้องฟ้าและพวงชน พวกเราคนตรวจเงินให้คำมั่น ขอสืบสานปณิธานราชัน จับมือกันปกป้องเงินของแผ่นดิน สตง. ของพวกเรานั้นต้องเกิดใหม่