📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ศิลปะแห่งการปล่อยวาง (ฮีลใจคนทำงานคนที่กำลังเหนื่อยกับชีวิต)

Bremnn6:10

Transcription

เคยสงสัยมั้ยครับ ทำไมยิ่งโตยิ่งรู้สึกเหนื่อย? อาจเป็นเพราะเรากำลังแบกทุกอย่างไว้หรือเปล่า?

ต้องจินตนาการว่าคุณกำลังถือแก้วน้ำใบนี้ ถือแป๊บเดียวมันก็เบา แต่ถ้าถือไว้ทั้งวันล่ะ? แขนคุณจะชาและปวดมาก ความเครียด ความคาดหวัง หรือคำพูดแย่ๆ ก็เหมือนน้ำในแก้วนี้ล่ะครับ ไม่ได้หนักขึ้นเลยสักนิด แต่ระยะเวลาที่เราถือมันไว้นี่แหละที่ทำร้าย

และนี่แหละครับคือศิลปะแห่งการปล่อยวาง มันไม่ใช่การเพิกเฉยหรือการยอมแพ้นะ แต่มันคือความกล้าหาญที่จะยอมรับว่ามีหลายอย่างบนโลกนี้ที่เราควบคุมไม่ได้ ใครคิดไม่ดีกับเรา ปล่อยเขาไป งานไหนทำเต็มที่แล้ว ปล่อยผลลัพธ์มันไปครับ แค่รู้จักใช้คำว่า "ช่างมันเถอะ" ให้ถูกจังหวะ เชื่อมั้ยครับว่าชีวิตคุณจะเบาขึ้นอีกมหาศาลเลย

เราไม่ต้องเป็นคนที่แข็งแกร่ง แบกโลกทั้งใบไว้ตลอดเวลาก็ได้ อนุญาตให้ตัวเองได้พักบ้าง ลองสูตรหายใจเข้าลึกๆ แล้ววางแก้วน้ำในใจคุณลงนะครับ วันนี้คุณเก่งมากแล้ว

เคยรู้สึกแบบนี้กันมั้ยครับว่า ยิ่งเราพยายามจะควบคุมชีวิตของตัวเองมากเท่าไหร่เนี่ย มันก็เหมือนจะยิ่งหลุดลอยไปจากมือเรามากขึ้นเท่านั้น? วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องนี้แหละครับ เรื่องของศิลปะในการปล่อยวาง แล้วก็การค้นหาอิสรภาพที่แท้จริงจากการยอมรับความไม่แน่นอนของชีวิต คำถามนี้นะครับ ผมว่ามันน่าจะจี้ใจดำใครหลายๆ คนเลย ความรู้สึกที่ต้องแบกทุกอย่างเอาไว้คนเดียว ทั้งความคาดหวังเอย ความกังวลเอย แล้วก็ความพยายามที่จะคอนโทรลทุกอย่างในโลกที่มันแบบผันผวนตลอดเวลา โอ้โห มันเป็นความรู้สึกที่หนักอึ้งจริงๆ นะครับ

เรามาเริ่มกันที่จุดแรกเลยดีกว่าครับ นั่นก็คือสิ่งที่เราจะเรียกว่า "วังวนที่ไม่มีที่สิ้นสุด" ครับ ผมว่ามันเป็นสภาวะที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดีเลยแหละ นั่นก็คือความกังวลที่มันเกิดจากการที่เราพยายามจะมองเห็น พยายามจะควบคุมอนาคตที่มันยังมาไม่ถึงนี่แหละครับ หน้าตาของวงจรที่ว่าก็คือ เราใช้เวลาไปกับการกังวลในสิ่งที่ยังมองไม่เห็น แล้วก็กลัวการตัดสินใจ กลัวว่าโชคชะตาจะมาเล่นตลกอะไรกับเราอีกหรือเปล่า เฝ้ารอเวลาที่มันเหมาะสม แต่เวลานั้นมันก็ดูเหมือนจะไม่เคยมาถึงสักที แล้วสุดท้ายเป็นไงครับ? ก็ลงเอยด้วยการฝากความหวังทั้งหมดไว้กับพรหมลิขิต มันเหมือนเราวิ่งวนอยู่ในที่เดิมๆ ไม่ไปไหนเลยใช่มั้ยครับ?

ประโยคนี้มันสรุปความจริงที่แสนจะเจ็บปวดได้ดีมากเลยนะ คือยิ่งเราพยายามจะควบคุมมากเท่าไหร่เนี่ย ก็ดูเหมือนว่าผลลัพธ์มันจะยิ่งห่างไกลออกไปเรื่อยๆ มันสะท้อนให้เห็นเลยครับว่าความพยายามของเราเนี่ย บางทีมันอาจจะสูญเปล่า เมื่อเราพยายามจะไปสู้กับอะไรที่มันใหญ่กว่าตัวเราเอง

เอาล่ะครับ หลังจากที่เราได้เห็นปัญหาของความกังวลกันไปแล้ว ทีนี้เราลองมาเปลี่ยนมุมมองกันบ้าง มาเผชิญหน้ากับความจริงของชีวิตกัน ซึ่งเป็นความจริงที่ต้องบอกว่าทั้งสวยงามและน่ากลัวในเวลาเดียวกันเลย และนี่คือหัวใจสำคัญของเรื่องนี้เลยครับ ความจริงก็คือชีวิตมักจะเกิดขึ้นในตอนที่เราไม่ได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเราเนี่ย ไม่ว่าจะดีหรือร้ายนะครับ ส่วนใหญ่มันมักจะมาแบบไม่ทันให้เราได้เตรียมใจอะไรเลย

ลองดูภาพนี้สิครับ ฝั่งนึงคือสิ่งที่เราพยายามควบคุม อีกฝั่งคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เราอาจจะเตรียมตัวมาอย่างดีที่สุดเลยนะ แต่ข่าวร้ายก็อาจจะมาในวันที่มีความสุขที่สุดได้เหมือนกัน แต่ในทางกลับกันนะครับ โชคดีก็มักจะมาในตอนที่เราสิ้นหวังที่สุด หรือจู่ๆ โอกาสดีๆ ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้แบบไม่คาดฝัน มันคือความขัดแย้งที่น่าสนใจมากนะครับ ระหว่างแผนของเรากับความเป็นจริงของชีวิต

โห ประโยคนี้ทรงพลังมาก แล้วก็ทำให้เราต้องหยุดคิดเลยครับ มันตอกย้ำเลยว่าต่อให้เราวางแผนมาอย่างรัดกุมแค่ไหน สุดท้ายแล้วมันก็มีปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้อยู่ดี และเมื่อถึงวินาทีสำคัญนั้น แผนการทั้งหมดที่เราวางมาก็อาจจะไม่มีความหมายอะไรเลยก็ได้

แล้วคำถามต่อมาก็คือ แล้วพอเราเจอสถานการณ์ที่มันควบคุมไม่ได้จริงๆ เนี่ย เราควรจะทำยังไง? ในส่วนนี้นะครับ เราจะมาสำรวจแนวคิดของการยอมรับ และการค้นพบพลังจากการที่เราไม่ทำอะไรเลย ในวินาทีที่เหตุการณ์สำคัญมันเกิดขึ้นเนี่ย เขาเรียกมันว่า "วินาทีแห่งการเผชิญหน้า" ครับ มันเป็นสภาวะที่แบบสมองอาจจะว่างเปล่าไปเลย การเตรียมตัวทั้งหมดที่ผ่านมามันไร้ความหมายไปเลย แล้วตัวเราก็เป็นแค่ส่วนประกอบหนึ่งของเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินไปเท่านั้นเอง

พอเราเข้าใจแล้วว่าในวินาทีนั้นเราทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ คำถามที่น่าคิดต่อก็คือ แล้วเราจะกลัวไปทำไมล่ะครับ? เพราะความกลัวมันไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

และนี่คือคำตอบครับ ปรัชญาของการยอมรับอย่างแท้จริงก็คือ การยอมให้สิ่งที่จะต้องเกิดได้เกิดขึ้น โดยที่เราไม่ไปต่อต้านมัน มันคือการปล่อยภาระในการควบคุมทุกอย่างลง แล้วก็ยอมเป็นหนึ่งเดียวไปกับกระแสของชีวิต

แต่เดี๋ยวก่อนนะ การยอมรับเนี่ย ไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้นะครับ แต่มันคือกระบวนการต่างหากที่เริ่มต้นจากการยอมรับก่อนเลยว่าเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้ จากนั้นก็คือการหยุดดิ้นรนไขว่คว้า และสุดท้ายคือการเป็นผู้สังเกตการณ์ ลองหลับตาลงแล้วฟังเสียงรอบๆ ตัว ฟังเสียงของธรรมชาติ มันคือการกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างแท้จริงเลยครับ

และจุดสูงสุดของการปล่อยวางเลยนะครับ ก็คือการตระหนักรู้ว่าคำว่า "โชคดี" หรือ "โชคร้าย" เนี่ย มันเป็นแค่สิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง เป็นแค่เรื่องเล่าที่เราใช้ตีความเหตุการณ์ต่างๆ เท่านั้นเอง เมื่อไหร่ที่เราหลุดจากกรอบนี้ได้นะ เราก็จะพบกับอิสรภาพที่แท้จริงเลยแหละ

และทั้งหมดนี้ก็นำเรามาสู่บทสรุปสุดท้ายครับ นั่นก็คือการนำความเข้าใจทั้งหมดเนี่ย มาปรับใช้ เพื่อที่เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ โดยที่ปราศจากความกลัวที่คอยฉุดรั้งเราเอาไว้

ประโยคนี้อยากให้จำไว้ให้ดีเลยครับ เพราะมันสรุปทุกอย่างที่เราคุยกันมาได้เลย ชีวิตที่แท้จริงคือเรื่องราวที่มันเกิดขึ้นระหว่างทางครับ ในช่วงเวลาที่เราไม่ได้กำลังหมกมุ่นอยู่กับแผนการในอนาคต

และนี่คือคำเชื้อเชิญสุดท้ายครับ ถึงเวลาแล้วที่เราจะวางความกลัวลง แล้วก็ออกไปใช้ชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น ยอมรับความไม่แน่นอน แล้วก็เปิดใจกับทุกสิ่งที่เข้ามา ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม เลิกกลัวแล้วก็ออกไปใช้ชีวิตซะ