📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

แผนฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเองที่บ้านจาก 0 ใน 2 เดือน (คลิปเดียวจบ)

Friend Nattawut26:00

Transcription

เนื่องจากมีคนขอให้ผมแชร์วิธีการฝึกภาษาอังกฤษเยอะมาก คลิปนี้ผมจะมาแชร์แผนการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเองที่บ้านจากศูนย์ภายใน 2 เดือน พร้อมกับ 7 เทคนิคฝึกภาษาที่ทำให้คุณพูดคุยสื่อสารภาษาอังกฤษได้แน่นอน และถ้าคุณใช้เทคนิคพวกนี้มากพอ มันจะทำให้คุณเข้าใจภาษาอังกฤษได้โดยที่ไม่ต้องคอยแปลในหัวด้วย

But do I have perfect English to share this kind of stuff? Absolutely not. Actually, my English is low key kind of cooked. But at least I can communicate, and on top of that, I've never attended in any international schools. My parents, they don't speak English, and I have never been an action student before, even though that used to be my dream when I was a kid. So if I can make it this far, I believe you can do it too. So let's start.

ก่อนที่ผมจะพูดถึงแผนในการฝึก 2 เดือนเนี่ย ผมต้องพูดถึง 7 เทคนิคฝึกภาษาอังกฤษก่อน เพราะว่าตอนสุดท้ายผมจะเอา 7 เทคนิคเนี่ยไปใส่ไว้ในแผน 2 เดือนนั่นแล้วก็ต่อให้คุณไม่ได้ใช้แผน 2 เดือนของผมอ่ะ แต่เทคนิคพวกเนี้ยมันจะทำให้คุณเก่งภาษาอังกฤษได้ไวขึ้นแน่นอน

เทคนิคแรกเนี่ยคือ ฝึกภาษาอังกฤษให้ตรงกับธรรมชาติของมนุษย์ ถ้าคุณเคยเรียนภาษาอังกฤษมานานแล้ว อาจจะเป็นในโรงเรียนตอนเด็กๆ หรือว่าเคยติวเพื่อเตรียมสอบมา แต่พอถึงเวลาที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษพูดคุยจริงๆ เนี่ย คุณก็ทำไม่ได้อยู่ดี แถมยังรู้สึกว่าการจะพูดได้มันช่างยากเหลือเกิน เนี่ยๆ แปลว่าคุณแตกตั้งแต่เทคนิคแรกนี้แล้ว เพราะคุณเรียนมาแบบฝืนธรรมชาติ

ผมมั่นใจว่าคนไทยที่สามารถพูดภาษาอังกฤษตามแบบที่ตัวเองต้องการได้จริงๆ อ่ะ ถ้าตัดกลุ่มคนที่บ้านพาพูดอยู่แล้วออกไป คนที่เรียนนานาชาติออกไป หรือว่าคนที่เคยไปแลกเปลี่ยน เคยเรียนต่างประเทศออกไปหมดเลย เนี่ย เหลือแต่แบบคนไทยพูดไทยเพียวๆ แล้วอ่ะ ผมมั่นใจว่า 90% อ่ะ คือไม่มีใครพูดได้จากโรงเรียนหรือว่าตำราเรียนเลย แต่มาจาก การเล่นเกม ดูการ์ตูน ดูยูทูบเบอร์ต่างชาติ ดูหนัง ฟังเพลง แต่คนกลุ่มเนี้ยดันเป็นกลุ่มคนที่สามารถพูดคุยสื่อสารได้มากกว่าคนที่นั่งอ่านหนังสือติวสอบเป็นชั่วโมงๆ อีก แถมบางครั้งยังทำคะแนนสอบได้ดีกว่าด้วย

เป็นเพราะว่าคนกลุ่มเนี้ย เขาบังเอิญเรียนภาษาตรงตามธรรมชาติมนุษย์พอดี ก็คือเขาเริ่มจากการฝึกฟังกับพูดก่อน ถ้าย้อนกลับไปตอนที่คุณเป็นเด็กแบเบาะเลยเนี่ย คุณคิดว่าคุณรู้ภาษาไทย พูดภาษาไทยได้มาจนถึงทุกวันนี้ เพราะอะไร? เพราะ 1 คุณไปเรียนภาษาไทยที่โรงเรียนคุณถึงพูดได้ หรือว่า 2 คือคุณพูดได้ก่อนอยู่แล้วแล้วถึงไปเรียนภาษาไทยที่โรงเรียน? คำตอบคือ 2 ใช่ไหมครับ ตอนเป็นเด็กแบเบาะคุณยังไม่มีภาษาอะไรอยู่ในหัวเลย แต่ว่าคุณรู้ภาษาไทย เริ่มจากการที่ฟังพ่อกับแม่พูดก่อน แล้วจากนั้นคุณก็เริ่มพูดตามพ่อกับแม่เลย ทำให้คุณน่ะสื่อสารภาษาไทยได้ก่อนอยู่แล้ว แล้วถึงไปเรียนอ่านกับเขียนทีหลังที่โรงเรียน มันถึงทำให้ทุกวันนี้คุณใช้ภาษาไทยได้คล่องหมดเลย ทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน

ดังนั้น การที่คุณจะฝึกภาษาอังกฤษให้มันได้ประสิทธิภาพแล้วก็ตรงตามธรรมชาติของมนุษย์เนี่ย คุณต้องเริ่มจากการฝึกฟังกับพูดก่อน ก่อนที่จะไปพยายามนั่งจำแกรมม่า จำกฎนู่นนี่นั่น พยายามฟังกับพูดเยอะๆ โดยที่ ไม่ต้องสนใจว่ามันจะถูกหรือผิด จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เพราะว่าตอนที่คุณเป็นเด็ก คุณได้ภาษาไทยในหัวมา มันก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน ตอนเด็กๆ ก่อนที่คุณจะไปเรียนที่โรงเรียน คุณก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแบบ คุณพูดผิดหรือถูกแกรมม่า แต่ว่าคุณก็พูดได้ เอาจริงๆ ทุกวันนี้ผมยังไม่รู้แกรมม่าภาษาไทยเลยด้วยซ้ำไป แต่ผมก็ไม่ได้บอกนะว่าแกรมม่ามันไม่สำคัญ ช่างมันไปเลยอะไรอย่างเงี้ย ผมไม่ได้บอกแบบนั้น แต่ว่าถ้าคุณอยากพูดคุยสื่อสารได้จริงๆ เนี่ย คุณต้องรู้จักการจัดลำดับความสำคัญ

ดังนั้น ถ้าคุณคิดว่าภาษาอังกฤษเนี่ย มันยากมาตลอดเลย มันไม่ได้แปลว่าคุณไม่มีหัวด้านภาษาอังกฤษนะ ครับ มันก็แค่คุณเรียนแบบฝืนธรรมชาติมาก็แค่นั้นเอง

เพราะฉะนั้น มันก็เลยนำมาสู่เทคนิคที่ 2 ก็คือ ฝึกการออกเสียงเป็นอันดับแรกๆ เพราะเสียงเนี่ยเป็นพื้นฐานของทุกภาษาเลย แถมการฝึกออกเสียงก่อนเนี่ย จะทำให้คุณได้ประโยชน์ทีเดียว 3 อย่างเลย

1 เลยเนี่ย คุณเคยเป็นแบบ คุณพยายามตั้งใจฟังพูดแล้วนะ แต่สิ่งที่คุณได้ยินมันมีแต่อะไรเงี้ย พอเป็นแบบนั้นน่ะ มันก็ทำให้คุณน่ะแยกไม่ออกว่าเขาพูดอะไรบ้าง พอคุณแยกไม่ออกว่าเขาพูดอะไรบ้าง คุณก็นึกไม่ออกว่ามันเขียนยังไง ทำให้ต่อให้คุณนั่งท่อง นั่งจำคำศัพท์อะไรมาก็แล้วแต่ คุณก็ฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี ซึ่งสาเหตุอ่ะมันเริ่มมาจากการที่หูของคุณน่ะ มันยังไม่สามารถแยกคำภาษาอังกฤษออกจากกันได้ มันเลยเป็นเหตุผลที่ต่อให้คุณทำคะแนนสอบได้ดีแค่ไหน หรือว่าติวสอบมาเยอะแค่ไหนอ่ะ คุณก็ฟังไม่รู้เรื่อง เพราะว่าหูคุณน่ะมันยังแยกคำไม่ออก

ซึ่งปัญหาเนี่ยครับ มันสามารถแก้ได้จากการที่คุณฝึกการออกเสียงก่อน เพราะการที่คุณจะออกเสียงออกมาได้อ่ะครับ คุณก็ต้องฝึกฟังเยอะๆ จนคุณสามารถแยกคำได้ ออกปากคุณมันถึงส่งเสียงออกมาให้ตรงกับสิ่งที่คุณได้ยินได้

2 เนี่ย คือการฝึกออกเสียงก่อนนะ ครับ มันสามารถป้องกันการ fossilization ที่ไม่ดีได้ อันนี้เป็นส่วนที่ผมพลาดมากๆ ในตอนแรก แล้วมันส่งผลที่ไม่ดีกับภาษาอังกฤษของผมมาจนถึงทุกวันนี้เลย fossilization นะครับ มันมาจากคำว่า fossil ใช่มั้ย ก็คือซากกระดูกที่มันถูกฝังอยู่ใต้ดินมานานมากๆ แล้ว การที่เขาจะขุดออกมาได้อะไรเงี้ย มันก็ยากลำบากมากๆ เลย ฉะนั้น การ fossilization นะครับ มันก็คือการที่กล้ามเนื้อปากของเรา muscle memory อ่ะ มันจำการออกเสียงที่ผิดมาจากตั้งแต่แรกนู่นเลย จนมันติดเป็นนิสัย ทำให้การที่จะมาแก้ทีหลังนะครับ มันยากกว่า เพราะว่ามันอยู่ในจิตใต้สำนึกไปแล้ว

อย่างผมเนี่ย หลายๆ คำคือมันติดเป็นสำเนียงไทยไปเลย อย่างเช่นคำว่า barrier คือถ้าผมไม่ได้มาโฟกัสแบบเนี้ย ผมจะเผลอพูดคำว่า "บาร์เรีย" โดยไม่รู้ตัว แทบแถมผมคิดว่าคนไทยถูกสอนอะไรแบบเนี้ย ให้จำมาผิดๆ ตั้งแต่เด็กๆ เลย ทำให้พอคุณโตขึ้นน่ะ มันฝึกยากกว่าเดิม

อย่างเช่นตัว H อย่างเงี้ย คนไทยจะจำว่า "เอช" ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่ หรือ AN มดจริงๆ มันควรจะเป็น ant มันจะมีเสียงลงท้ายด้วย ซึ่งในการพูดคุยจริงๆ อ่ะ เสียงลงท้ายเนี่ยมันสำคัญมากนะครับ มันทำให้แยกออกว่าคำไหนเป็นคำไหน เช่น 2 คำเนี้ย ถ้าไม่ออกเสียงลงท้าย มันจะเป็น "พิก" กับ "พิก" เหมือนกันเลย ถ้าคุณไม่พูดเสียงลงท้ายด้วย มันอาจจะทำให้คุณเผลอไปว่าคนอื่นเป็น "หมูหมู" โดยไม่รู้ตัวก็ได้ เห็นมั้ยครับ มันสำคัญมาก แต่ว่าตอนที่เราถูกสอนตอนเด็กๆ อ่ะ เราไม่ได้ถูกเน้นย้ำให้ความสำคัญกับการออกเสียงที่มันถูกต้องเท่าที่ควร อย่างเช่นอย่างที่บอกเสียงลงท้ายอะไรเงี้ย

ดังนั้นน่ะ ถ้าคุณพยายามฝึกออกเสียงให้มันถูกต้องตั้งแต่แรกๆ อ่ะครับ คุณจะไม่มีปัญหาเรื่องพวกนี้ทีหลัง แถมมันจะทำให้คุณน่ะพูดสำเนียงเหมือนชาวต่างชาติจริงๆ เลยด้วย แต่ถ้าถามว่าอ้าว คุณติดแบบนั้นไปแล้ว ทำไง? ก็ไม่เป็นไรครับ ผมรู้ว่าคุณเก่งอยู่แล้ว คุณอาจจะใช้เวลาในการฝึกใหม่สักหน่อยนึง แต่คุณฝึกใหม่ได้แน่นอน เพราะอย่างที่บอก คลิปนี้คือเริ่มจาก 0 ใช่มั้ย แปลว่าคุณอาจจะยังไม่ได้ถลำลึกเข้ามาในภาษาอังกฤษจนแบบเก่งติดนิสัยแล้ว คุณยังอยู่ในจุดเริ่มแรกอะไรเงี้ย มันยังพอแก้ได้ทัน แล้วก็ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรยากเกินความสามารถของคุณแน่นอน

แต่การฝึกออกเสียงก่อนเนี่ย มันยังมีประโยชน์อีกข้อครับ ก็คือมันจะทำให้คุณมีสัญชาตญาณภาษาอังกฤษที่ดีกว่าคน 99% เพราะถ้าคุณฝึกการออกเสียงไประดับนึงแล้วอ่ะ พอถึงจุดนึงเวลาคุณได้ยินคำใหม่ๆ คุณจะรู้ได้ด้วยตัวเองเลยว่ามันเขียนยังไง ต่อให้คุณไม่เคยรู้จักคำนั้นมาก่อนก็ตาม ทำให้คุณสามารถพูดกลับไปถามได้ หรือว่าไปหาความหมายต่อเองได้ หรือไม่ก็มันอาจจะทำให้คุณปลดล็อคคลังคำศัพท์ในขณะที่คุยอยู่นั้นเลยก็ได้เหมือนกันนะครับ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ นะ พอสัญชาตญาณภาษาอังกฤษดีขึ้นนะ ครับ มันจะไปส่งผลให้ด้านอื่นๆ น่ะดีขึ้นหมดเลย มันจะทำให้คุณอ่านได้เก่งขึ้น เข้าใจมากขึ้น เรียนรู้ไวขึ้น จำคำศัพท์ง่ายขึ้น แล้วก็ทำให้คุณมั่นใจตัวเองเวลาพูดภาษาอังกฤษจริงๆ มากขึ้นด้วย

เพราะงั้น ถ้าคุณเริ่มจาก 0 จริงๆ เนี่ย เริ่มท่องจาก A ถึง Z อะไรเงี้ย ให้มันชัดๆ ก่อน แล้วก็ไปหาคลิปที่เขาสอนออกเสียงแต่ละตัวอักษรชัดๆ อะไรเงี้ย แล้วฝึกตาม ถ้าเป็นไปได้ก็คือทำแบบเนี้ย ก่อนที่จะไปนั่งจำคำศัพท์ หรือว่าแกรมม่า ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องให้มัน perfect ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องออกเสียงเป๊ะๆ 100% ก็ได้นะครับ แค่ให้คุณพอ get ว่าเออ แต่ละตัวมันควรจะออกเสียงประมาณนี้ ก็พอแล้วครับ แค่นี้มันก็ช่วยให้คุณเรียนภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้นเยอะมากๆ จริงๆ

ผมมีคลิปที่แนะนำให้ไปดูอยู่ แต่ว่าเดี๋ยวผมพูดตอนที่บอกแผน 2 เดือนแล้วกัน

แต่ทีเนี้ย มันยังมีอีกเทคนิคนึงที่ผมโคตรจะแนะนำมากๆ ในการฝึกฟังกับพูด แถมมันจะทำให้การฝึกภาษาอังกฤษของคุณน่ะ มันน่าขึ้นด้วย ก็คือการ shadowing นี่เป็นเทคนิคที่ง่ายมากๆ นะครับ แต่ว่าคนก็มองข้ามกันเยอะมากๆ ด้วย ทั้งๆ ที่มันเป็นเทคนิคที่ทำให้คุณเก่งภาษาอังกฤษได้ไวที่สุดแล้ว

แต่ว่า แล้วมันต้องทำยังไง? วิธีการเนี่ยไม่ยากเลยครับ คุณแค่หาอะไรดูหรือฟังเป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นคุณฟังแล้วออกเสียงตาม ฟังแล้วออกเสียงตาม ฟังแล้วออกเสียงตาม แค่นั้นเลยจริงๆ จะแปลออกหรือไม่ออกก็ได้ แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณฟังตรงไหนเหมือนจะฟังออกปุ๊บ ให้คุณรีบพูดตามเลยทันทีครับ

แต่ว่าทั้งๆ ที่มันทำแค่นี้เอง ทำไมมันถึงดีนักหนา? การ shadowing อ่ะ แน่นอนอยู่แล้ว มันฝึกหูให้ชินกับภาษาอังกฤษ แล้วก็ฝึกปากให้จำการออกเสียงได้ แต่ข้อดียิ่งกว่านั้นที่คนไม่ค่อยสังเกตอ่ะครับ ก็คือประโยคไหนที่คุณ shadowing ตามบ่อยๆ อ่ะครับ มันจะทำให้สำเนียงของคุณน่ะเหมือนกับชาวต่างชาติจริงๆ เพราะคุณ shadowing ตามคลิปของเจ้าของภาษามันจะทำให้สำเนียงคุณมันเป๊ะตั้งแต่แรกๆ

ที่สำคัญกว่านั้นนะครับ มันจะทำให้การฝึกภาษาอังกฤษของคุณน่ะ มันสนุกๆ ขึ้น การฝึกภาษาผมคิดว่ามันไม่ควรจะทำให้เรารู้สึกว่าเป็นภาระ มันควรจะทำให้เรารู้สึกสนุกไปกับมัน ซึ่งการ shadowing อ่ะครับ มันสามารถทำได้ทุกอย่างกับสิ่งที่คุณชอบเลย ถ้าคุณชอบเล่นเกม คุณก็นั่งดูยูทูบเบอร์ต่างชาติแล้วก็ shadowing ตามก็ได้ ผมได้ภาษาอังกฤษมาตอนเด็กๆ เพราะว่าผม shading ตามคลิปสอนสร้างบ้านใน Minecraft ของชาวต่างชาติ ถ้าคุณสนใจเรื่องการเงินการลงทุน คุณไปนั่งดูคลิปการเงินการลงทุนของต่างชาติแล้วก็ shadow ตามก็ได้ จะเป็นเรื่องรถ เรื่องธุรกิจ เรื่องการออกกำลังกาย การวาดรูป เขียนโค้ด คุณไป Shadowing ตามได้หมดเลย คุณจะได้รู้คำศัพท์ในหัวข้อนั้นๆ แล้วก็คุณอาจจะได้ความรู้ที่คนไทยไม่เคยมีใครบอกมาก่อนก็ได้ด้วย หรือถ้าคุณเป็นคนชอบดูการ์ตูนแบบผมอย่างเงี้ย ไปหาการ์ตูนที่เขาพากย์ภาษาอังกฤษต้นฉบับดูก็ได้ครับ อย่างเช่น Ben 10, Kickbuttowski, Finn and F. หรือถ้าใครนึกการ์ตูนเก่าๆ อะไรแบบนี้ออก คอมเมนต์บอกผมที ผมหาการ์ตูนเก่าๆ ดูอยู่

ยังไม่จบแค่นี้นะ การ shadowing มันทำให้คุณแฮกแกรมม่าได้ด้วย เพราะเวลาคุณ shadowing ประโยคไหนซ้ำๆ บ่อยๆ เข้าอ่ะ ครับ มันจะทำให้คุณรู้สึกได้เองอ่ะว่าประโยคไหนมันถูกหรือมันผิด โดยที่ไม่ต้องมานั่งท่องจำกฎเลย

ทีนี้ต่อมาเนี่ย ถ้าคุณอยากเก่งภาษาอังกฤษไวขึ้น คุณต้องมี immediate feedback Immediate Feedback ก็คือการที่คุณน่ะรู้ทันทีเลย ว่าภาษาอังกฤษที่คุณพูดอ่ะ มันผิดหรือมันถูก แบบพูดปุ๊บรู้ปั๊บ พูดปั๊บรู้ปั๊บ พูดปุ๊บๆๆ รู้ปุ๊บๆๆ อะไรช่างมันเถอะ ซึ่งส่วนใหญ่คุณก็จะได้ immediate feedback จากการที่ไปคุยกับคนจริงๆ แล้วเขาช่วยแก้ให้คุณ อย่างเช่นแฟนผมอ่ะ เค้าก็อยากฝึกภาษาอังกฤษนะ แต่ว่าเค้าก็ไม่ได้ไปเรียนคอร์ส หรือว่าไปซื้อหนังสืออะไรมาอ่าน แต่เขาจะพยายามฝึกพูดภาษาอังกฤษกับผม ซึ่งเค้าก็พูดแบบผิดๆ ถูกๆ อ่ะแหละ แต่ว่าเวลาเค้าพูดถูกเงี้ย ผมก็จะชมเค้า ส่วนเวลาเค้าพูดผิดอะไรเงี้ย ผมก็จะแก้ให้ แล้วมันทำให้ผมเห็นพัฒนาการเค้าไวขึ้นมากๆ จากตอนแรกอ่ะ ผมโดนบ่นแค่ภาษาไทย หลังๆ เนี่ย ผมเริ่มโดนบ่นเป็นภาษาอังกฤษด้วยอ่ะ

แต่ประเด็นก็คือ ไม่ใช่เราทุกคนที่จะมีแฟน เดี๋ยวไม่ใช่ๆ เราทุกคนที่จะมีคนมาคอยฝึกพูดด้วยตลอด เพราะฉะนั้น ทางออกนึงที่ทำให้คุณได้ immediate feedback ได้ง่ายที่สุดเนี่ย ก็คือใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะ AI อย่างเช่นแอป Elsa Speak ผมเคยแนะนำแอปนี้ไปครั้งนึงแล้วด้วยเมื่อปีที่แล้ว อย่างที่บอกเสียงอ่ะมันเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการฝึกภาษาอังกฤษเลย แล้วแอปเนี้ย มันใช้เพื่อฝึกการออกเสียงภาษาอังกฤษได้ดีมากๆ มันมีฟีดแบคบอกตลอดเลยครับว่าคุณออกเสียงสูงต่ำผิดถูกตรงไหน คือมันละเอียดระดับเปอร์เซ็นต์เลยอ่ะ

เดี๋ยวผมลองให้ดูเลยดีกว่า เป็นอันนี้ละกัน เดี๋ยวผมลองไปดูเซ็ตคำศัพท์ที่มีคนทำไว้แล้วดีกว่า อย่างเช่นสมมุติว่าผมอาจจะใช้เซ็ตอันนี้ละกัน work น่าจะเป็นคำศัพท์ที่ทำงานอ่ะ น่าจะจริงด้วย โเค แล้วผมก็จะลองพูดให้ดูสักอันนึงแล้วกัน ก็เป็นคำว่า storage แล้วกัน

>> storage

>> อ่ามาแล้วละเดี๋ยวผมลองพูดดูนะ storage อ่ามันก็จะบอกเลยว่าผมออกเสียงของคำๆ เนี้ยได้กี่เปอร์เซ็นต์ อ่าอย่างเช่นอันนี้มันบอกว่าผมออกเสียงเหมือน native เหมือนชาวต่างชาติอ่ะ 86% แล้วก็มีบอกเลย ว่าเนี่ยมันผิดที่ตัวอักษรไหน ที่สำคัญคือ ถ้าคุณอยากฝึกพูด

>> [เพลง]

>> ภาษาอังกฤษในหัวข้อที่คุณสนใจจริงๆ อ่ะ แล้วไม่รู้จะไปคุยกับใคร Elsa Speak มี AI ที่คุณสามารถไปชวนคุยกับเขาได้ทุกเรื่องบนโลกเลย มีทั้งสถานการณ์ที่เขาจำลองมาไว้ให้อยู่แล้ว หรือว่าคุณจะออกแบบสถานการณ์เองก็ได้ อย่างเช่นปีที่แล้วเนี่ย ผมลองชวนคุยเป็นเรื่องของคริปโต เดี๋ยวปีนี้ผมลองคุยเป็นเรื่องการเงินส่วนบุคคลให้ดูบ้างดีกว่า

I would like to talk about personal finance.

>> The scene takes place in a cozy cafe.

>> Let's do it.

>> I feel like I spend too much on things I don't need. I want to keep track of my money better. How do I start a budget?

[เพลง] อื Maybe you should try using like a saving budget app and you can just track your money with that app.

>> That sounds good. But which app do you think is best? I have tried a few of them but what I have been using until now is the one called money manager. I think it's pretty convenient and the the UI is kind of you know user friendly so it's kind of intuitive. I just get in the app and I can start using it. You can try to

>> Thanks for your help.

นะ mention that we are friends โอ้อันอันนี้ผม ผมเพิ่งรู้เนี่ยว่ามันมีแบบนี้ด้วยคือเรา สามารถกดดูคำที่เราน่าจะพูดได้ดีกว่านี้ มีคำอธิบายบอกด้วยว่าทำไมอะไรอย่างเงี้ย แล้วก็ถ้าคุณนึกคำที่จะพูดไม่ออกอ่ะ มันมีคำแนะนำมาให้ด้วยนะว่าพูดอะไรได้บ้าง อ เนี่ยตรงมีให้เลือก โอเค chat ปึ๊บแล้ว มันก็จะคำนวณให้ว่าการพูดของเราเนี่ย มันมีสิ่งที่ต้องปรับอะไรยังไงตรงไหนบ้าง อ่าอย่างเช่นเดี๋ยวผมลองดูของผมนะ มีการออกเสียงมาให้ด้วย อ่าแกรมม่าก็มีให้ก็มีให้นะครับ Relevance ก็คือเหมือนเราตอบตรงคำถามมั้ยอะไรเงี้ย ก็คือเป็นเรื่องของการฟังแหละ เราฟังจับใจความถูกหรือเปล่าแล้วเราก็ตอบถูกหรือเปล่า มีบอกถึงความ politeness ก็คือความสุภาพด้วยว่าเรามีความสุภาพเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษระดับไหน อันนี้ก็เจ๋งดี ความมั่นใจ โอมีบอกเรื่องความมั่นใจด้วย เจ๋งๆ

จากนั้น AI ของ Elsa Speak ครับ เขาก็จะออกแบบบทเรียนภาษาอังกฤษสั้นๆ ประจำวันให้กับคุณ เพื่ออุดส่วนที่คุณขาด แล้วก็เน้นส่วนที่คุณเก่ง เรียกง่ายๆ ก็คือ มันเป็นบทเรียนภาษาอังกฤษคิดสั้นๆ ประจำวันให้กับคุณโดยเฉพาะคนเดียวเลย

นอกจาก AI ที่ผมบอกไปแล้วเนี่ย ถ้าคุณกำลังเตรียมสอบใบเซอร์วัดระดับภาษา Elsa Speak เขาก็มีเว็บแอปในการฝึกพูดสปีชยาวๆ แล้วก็คอร์สติวสอบทั้ง IELTS, OOPT, ติวสอบย้ายสัญชาติ, ติวสอบภาษาอังกฤษสำหรับแอร์ก็มีเหมือนกัน ถ้าคุณอยากฝึกพูดให้ครอบคลุมจากศูนย์ไปจนถึงระดับ Advance เนี่ย ผมแนะนำให้ใช้แบบพรีเมี่ยมไปเลย เพราะมันสามารถใช้งานได้ทุกฟีเจอร์ที่มีในแอป เหมาะกับคนทั้งที่เพิ่งเริ่มต้นแล้วก็คนที่ Advance อยู่แล้ว แต่ว่าอยากให้ภาษาอังกฤษของตัวเองอ่ะมัน Advance ยิ่งกว่าเดิม ซึ่งคุณจะได้ส่วนลดมากถึง 66% นะครับ ถ้าใช้โค้ด Friend แต่ว่าโค้ดเนี่ยใช้ได้ในเวลาจำกัดเท่านั้นนะ ใครสนใจเนี่ยผมแปะลิงก์ไว้ให้ด้านล่างนะครับ ลองไปใช้ดูตั้งแต่ วันนี้แหละจะได้เก่งขึ้นตั้งแต่วันนี้เลย

เทคนิคที่ 5 เนี่ยก็คือเรื่องของแกรมม่า ทุกคนรู้ว่าถ้าอยากสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ก็ต้องรู้แกรมม่า แต่ว่าเนี่ย มันเป็นส่วนที่ผมคิดว่าคนที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษสักทีอ่ะ ให้ความสัมพันธ์กับมันไม่ถูก ซึ่งมันก็อาจจะเป็นผลมาจากการสอนในโรงเรียนด้วย ที่พยายามเน้นแกรมม่ามากเกินไป ถึงขั้นที่แบบ ต้องเป๊ะๆ มากๆ ถ้าไม่เป๊ะจะถูกตัดคะแนน แล้วพอเราถูกตัดคะแนน เราก็จะคิดว่าเออ เรามันโง่อะไรอย่างงี้ ซึ่งในความเป็นจริง ในชีวิตจริงอ่ะ มันไม่ใช่แบบนั้นเลย หลายๆ คนที่พูดไม่ได้หรือไม่ค่อยพูดอ่ะ อาจจะเป็นเพราะว่าห่วงแกรมม่ามากเกินไป มัวแต่จะคิดว่าต้องเรียงตามนั้นเท่านั้นอ่ะ ถึงจะออกมาใช้ได้ ต้องเรียงตามนี้เท่านั้นถึงจะพูดออกมาได้ จนสุดท้ายมันทำให้คุณเสียโอกาสที่จะได้พูดจริงๆ

เอาจริงๆ ตัวเจ้าของภาษาเองอ่ะครับ ถ้าคุณดูคอนเทนต์ของต่างชาติบ่อยๆ คุณจะสังเกตเห็นว่าภาษาอังกฤษของเขายังไม่เป๊ะเลย แล้วคุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร ต้องเป๊ะ 100% เท่านั้นถึงจะพูดกับเขาได้

แต่ทีเนี้ย คือจะทิ้งแกรมม่าไปเลย มันก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะว่าเราก็ยังควรจะมีหลักการอะไรสักอย่างในการตั้งต้นใช่มั้ย เป็นแนวทางในการแต่งประโยคอะไรแบบนี้อยู่ ซึ่งจากประสบการณ์ของผมอ่ะนะ เอาจริงๆ คือคุณแค่สามารถบอกอดีต ปัจจุบัน อนาคต แบบธรรมดาๆ ได้เนี่ย คุณก็สามารถคุยกับคนทั้งโลกได้แล้ว

ดังนั้น ผมก็เลยสรุปมาให้เลยแล้วกันว่าเทนที่คุณต้องฝึกเนี่ย มันมีอะไรบ้าง คือเทนทั้งหมดมันมี 12 เทนใช่มั้ย แต่ว่าคุณเริ่มจากแค่ 5 เทนนี้ก่อนก็พอแล้ว แล้วคุณเอาเวลาไปฝึกอย่างอื่นต่อได้เลย

เรื่องแกรมม่าอื่นๆ ที่ผมคิดว่าฝึกไว้แต่แรกก็ดีอ่ะ ก็คงจะเป็นเรื่องของ preposition อย่างเช่น in on at under อะไรเงี้ย ใช้กับวันเดือนปีอะไรยังไง หรือใช้เมื่อไหร่ตอนไหน กับอีกอันนึงก็คือพวก verb ช่อง 1 ช่อง 2 ช่อง 3 คือมันจะมีอยู่แค่ไม่กี่คำหรอกที่ได้ใช้ verb ช่อง 2 ช่อง 3 จริงๆ เพราะว่าส่วนใหญ่มันก็แค่แบบ เติม ed ไปหมดแล้ว มันจะมีแค่ไม่กี่คำ เพราะฉะนั้น ถ้าแบ่งเวลาฝึกไอ้พวกเนี้ยได้ตั้งแต่แรกๆ ก็ดีครับ

ส่วนแกรมม่าหรือว่าหลักการกฎนู่นนี่นั่นที่เหลืออะไร เงี้ย คุณไม่ต้องห่วงแล้วครับ เพราะว่าถ้าคุณได้แบบที่ผมบอกเมื่อกี้ คุณสามารถเปิดโลกตัวเองไปอยู่เซิร์ฟต่างชาติแล้วก็ฟังเขา หรือว่าคุยกับเขารู้เรื่องได้แล้ว เสร็จแล้วไอ้แกรมม่าที่เหลือ กฎนู่นนี่นั่นอะไรที่เหลือพวกนั้นน่ะครับ มันจะค่อยๆ ซึมซับเข้ามาอยู่ในหัวคุณ แล้วคุณก็จะใช้มันได้เองอย่างธรรมชาติ ไม่ต้องมานั่งท่องกฎเลย

เทคนิคต่อมาคือ อย่าจำคำศัพท์แบบซ้ายไปขวา คือถ้าคุณเป็นคนที่มีปัญหาไม่สามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้ทันที ต้องคอยแปลในหัวก่อน จะฟังได้ อ่านได้ พูดได้ อะไรเงี้ยตลอดเลย แล้วคุณนอยตัวเองมากๆ ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็นคนที่ท่องจำคำศัพท์แบบซ้ายไปขวามาตลอด การจำคำศัพท์แบบซ้ายไปขวาครับ มันคือการจำแบบคำศัพท์ คำแปล คำศัพท์ คำแปล อย่างเช่น cat แมว, pig หมู แล้วคุณก็ท่องไปเรื่อยๆ ตามคำศัพท์ที่คุณมีหนังสือ Full Forever บอกว่าข้อเสียของการจำแบบเนี้ยก็คืออย่างที่บอกเลยครับ มันทำให้คุณติดนิสัยต้องคอยแปลก่อน ไม่สามารถเข้าใจได้เลยทันที

ดังนั้น หนังสือเล่มเนี้ยเลยแนะนำให้ฟังว่า ถ้าจำคำศัพท์จริงๆ ให้จำภาพคู่กับเสียงแทน อย่างเช่นแบบนี้

>> Confused Confused Confused

เป็นไง คุณคิดว่าคำว่า confused แปลว่าอะไร ถ้าคุณตอบว่างง สับสน ไม่เข้าใจ อะไรเงี้ย แปลว่าถูกแล้ว เห็นมั้ยครับ แบบเนี้ยมันทำให้คุณเข้าใจคำศัพท์ได้ดีกว่า เพราะว่าแบบเนี้ยมันก็ตรงกับธรรมชาติของมนุษย์มากกว่า เหมือนกัน เพราะสมองมนุษย์อ่ะครับ เข้าใจภาพได้ดีกว่าตัวหนังสือหลายเท่ามากๆ ที่สำคัญคือมันจะทำให้คุณเลิกแปลในหัวด้วย เพราะคุณแค่ได้ยินเสียงคำนี้ปุ๊บ คุณก็รู้ได้ทันทีเลยว่ามันหมายความว่าอะไร เอาจริงๆ มันเหมือนตอนเด็กๆ อ่ะ ที่แม่สอนคำว่า "กิน" น่ะ แม่บอกว่า "กินๆ" แล้วเราก็เข้าใจจากการที่แม่เอาข้าวป้อนเรานะครับ เราก็เลยรู้ว่าอ๋อ คำนี้มันคือกิน โดยที่เราแบบไม่ต้องแปลคำว่ากินเป็นคำศัพท์อะไรก่อนน่ะ ถูกมั้ยครับ

ผมใช้วิธีเนี้ในการเรียนภาษาจีนจากศูนย์ด้วยเหมือนกัน แล้วมันทำให้ผมสามารถพูดคุยกับเจ้าของภาษาได้ภายใน 30 วันเลย

จริงๆ หนังสือเล่มนี้เค้าแนะนำอีกนะครับ ว่าถ้าคุณอยากจำคำศัพท์ให้แม่นกว่าเนี้ย ให้จำแบบเว้นระยะ อย่างเช่นคุณมานั่งจำวันนี้ แล้วคุณก็เว้น 1 วันค่อยมาจำใหม่ แล้วก็เว้น 3 วันค่อยมาจำใหม่ไปเรื่อยๆ เพราะมีงานวิจัยบอกว่าสมองอ่ะจะจำได้แม่นขึ้น ถ้าคุณมาเตือนความจำมันตอนที่มันกำลังจะลืมพอดี ซึ่งมันมีชื่อเรียกเทคนิคนี้อยู่ครับ ชื่อว่า Space Repetition

จริงๆ มันมีแอปที่ทำอะไรให้คุณแบบนี้อยู่แล้วโดยอัตโนมัตินะครับ ชื่อว่า Anki โหลดมาใช้ฟรีได้ คลังคำศัพท์อะไรเงี้ย ก็ไปโหลดมาใช้ฟรีได้เหมือนกัน อ้อ บอกไว้ก่อนว่าบนคอมกับใน Android โหลดมาใช้ฟรีได้ แต่ว่าถ้าคุณใช้ iOS อย่างเงี้ยครับ ต้องเข้าไปใช้ผ่านเว็บเค้านะ ถ้าเป็นแอปบน iOS อ่ะมันเสียตังค์ แต่ถ้าเข้าผ่านเว็บมันใช้ได้ฟรีนั่นแหละ

ถ้าคุณเลิกท่องแบบซ้ายไปขวาครับ มันจะทำให้คุณจำคำศัพท์ได้ดีขึ้น โดยที่ไม่ต้องคอยแปล แต่ว่ามันยังมีอีกเทคนิคนึงในการจำคำศัพท์ที่ดีไม่แพ้กันเลย ถ้าคุณใช้ 2 เทคนิคนี้ควบคู่กันเนี่ย ภาษาอังกฤษคุณติดจรวดแน่นอน คือการจำคำศัพท์เป็นก้อนๆ คำศัพท์อ่ะครับ มันไม่เคยอยู่ตัวเดียวโดดๆ มันจะอยู่ในสถานการณ์ หรือว่าในประโยคอะไรสักอย่างเสมอ ดังนั้น ถ้าคุณอยากพูดภาษาอังกฤษแบบปู๊ดป๊าดเลยทีเดียว ไม่ต้องมาคอยแปล มาคอยเรียงคำศัพท์อยู่ในหัวก่อนเนี่ย ให้คุณพยายามจำคำศัพท์แบบทั้งประโยคไปเลย เพราะเวลาคุณจำทั้งประโยค คุณจะไม่ได้จำแค่คำนั้นคำเดียว แต่ว่าคุณจะจำคำข้างๆ ของมันได้ด้วย แถมยังจำโครงสร้างประโยค หรือว่าแกรมมาของมันได้อีกต่างหาก ไม่พอ คุณยังได้จำสถานการณ์ที่จะใช้คำนั้น หรือว่าประโยคนั้นไปด้วยอีกต่างหาก มันคือแบบยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัวเลย

พอคุณจำ "สูตรสำเร็จ" ไปแล้วอ่ะ พอถึงเวลาที่คุณต้องพูดใช่ป่ะครับ คุณก็ดึงทั้งประโยคนั้นน่ะ พูดออกมาทีเดียว พรวดเดียวเลย หรือถ้าคุณจะเปลี่ยนใจความสำคัญ คุณก็เปลี่ยนแค่ไม่กี่คำในประโยคนั้น แล้วคุณก็ใช้โครงสร้างประโยคแบบเดิมได้ พอถึงเวลาที่คุณจะเอาไปใช้จริงๆ อ่ะ มันจะลดความตะกุกตะกัก แล้วก็ทำให้คุณดูพูดคล่องเหมือนเจ้าของภาษามากขึ้น

ประเด็นก็คือ ผมคิดว่าเทคนิคพวกเนี้ย มันจะไม่ได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ถ้าสมมุติว่าคุณเอาไปใช้แบบเรื่อยเปื่อย ไม่ได้มีแผน หรือว่าความจริงจังมากพอ คือถ้าคุณไม่ได้จะรีบเก่งอ่ะ มันก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ว่าสำหรับผมอ่ะ ภาษาอังกฤษมันเปิดโลกผม แล้วก็ให้โอกาสดีๆ ในชีวิตผมหลายอย่างมาก เพราะงั้นผมเลยคิดว่ายิ่งคุณ delay การฝึกภาษาอังกฤษของตัวเองเท่าไหร่อ่ะ คุณยิ่ง delay โอกาสดีๆ ในชีวิตของคุณออกไปเท่านั้น

ดังนั้นแล้ว ผมก็เลยเตรียมแผน 2 เดือนในการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเองมาให้กับคุณ คุณจะได้มีแผนแล้วก็เป้าหมายชัดเจนในการพัฒนาตัวเอง แผนเนี้ยมันไม่ได้จะทำให้คุณกลายร่างเป็นฝรั่งพูดปร๋ออะไรอย่างงี้หรอกนะครับ แต่มันจะทำให้คุณมีพื้นฐานในภาษาอังกฤษที่ดีขึ้น แล้วมันจะทำให้คุณไปต่อยอดภาษาอังกฤษของตัวเองได้ง่ายขึ้นเยอะ

แผนเนี้ยนะครับ ใช้เวลาวันละ 1 ชั่วโมง แต่ว่าคุณสามารถปรับให้มันเข้ากับตัวคุณเองได้เลย ไม่ต้องเอาตามที่ผมบอกเป๊ะๆ ก็ได้ ถ้าคุณมีเวลาวันละ 2 ชั่วโมง แผนนี้มันอาจจะร่นเหลือแค่เดือนเดียวก็จบแล้ว หรือถ้าคุณมีเวลาไม่เยอะมาก วันละครึ่งชั่วโมงอะไรเงี้ย คุณอาจจะเขยิบแผนออกไปเป็น 4 เดือน อาจจะถึงเป้าหมายช้าหน่อย แต่ว่ามันก็ดีกว่าเรียนแบบไม่มีจุดหมาย ต่อให้ไปถึงช้า แต่ว่าวันนึงคุณก็จะไปถึงเหมือนกัน

ทีเนี้ย แผนก็คือ 2 วันแรกนะครับ อย่างที่บอก คุณควรฝึกการออกเสียงให้มันดีก่อนเป็นอันดับแรกๆ ถ้าคุณยังไม่ชัวร์ A-Z ก็พยายามฝึกท่อง A ถึง Z ถูกก่อน ส่วนถ้าใครพอ get A-Z แล้ว หรือว่าได้ A ถึง Z อยู่แล้วเงี้ยนะครับ ให้ดูการออกเสียงจากคลิปนี้ ฝึกการออกเสียงตามคลิปนี้เลย คลิปเนี้ยเขาสรุปการออกเสียงภาษาอังกฤษอ่ะมาให้ครบจบแล้วจริงๆ แต่ว่าอย่าดูเฉยๆ นะครับ ดูแล้วก็ออกเสียงตามด้วย ไม่งั้นมันจะไม่มีความหมายเลย คลิปมันประมาณ 46 นาที แต่ว่าถ้าคุณพยายามออกเสียงตามตลอด หรือว่าจดโน้ตตลอดเนี่ย มันจะใช้เวลามากกว่านั้น ผมเลยให้เวลาเป็น 2 วัน หรือก็คือ 2 ชั่วโมงน่ะแหละ ซึ่ง 2 วันแรกเนี่ย คุณจำไม่ได้ 100% ก็ไม่เป็นไร ออกเสียงไม่ perfect เลย ก็ไม่เป็นไรครับ มันไม่มีใครทำได้ 100% ตั้งแต่ครั้งแรกอยู่แล้ว แล้วเป้าหมายของผมอ่ะ ก็ไม่ได้ต้องการให้คุณจำทั้งหมดภายใน 2 วันอยู่แล้ว แต่ว่าผมอยากให้คุณพอเข้าใจหลักการคร่าวๆ ของการออกเสียงแต่ละตัวอักษร ว่ามันมีเรื่องอะไรที่คุณควรจะรู้บ้าง อันไหนคุณจำไม่ได้อย่างเงี้ย คุณก็กลับมาดูใหม่ได้ครับ อันนี้เราอยู่ในชีวิตจริงไม่ได้อยู่ในห้องสอบ ไม่ต้องคิดมากเลย

วันที่ 3-10 เนี่ย สิ่งที่ผมอยากให้คุณทำในแต่ละวันเนี่ย มีอยู่ 2 อย่าง

1 คือฝึกแกรมม่านะครับ หาคลิปเรียน 5 เทนแบบที่ผมบอก แล้วลองเริ่มแต่งประโยคตามดู แต่งจากเฉพาะคำที่คุณรู้ในหัวก็ได้ หรือคำไหนคุณไม่รู้ ไปเสิร์ชได้เลยครับ มันไม่มีปัญหาอะไรเลยในการไปกดค้นหาคำ มันไม่ได้ทำให้คุณดูไม่เก่ง การที่คุณไม่ไปเสิร์ชนั่นนั่นแหละทำให้คุณไม่เก่ง เพราะฉะนั้นไปเสิร์ชเลยครับ ถ้าคุณไม่รู้ว่าช่อง 2 ช่อง 3 ของคำไหนเป็นยังไงเนี่ย ก็ไปเสิร์ชซะ แล้วลองฟังดูด้วยครับว่าไอ้คำนั้นน่ะ มันออกเสียงยังไง แล้วคุณก็ออกเสียงตาม

ส่วนคลิปแกรมม่าเนี่ย คุณลองเสิร์ชดูแล้วเลือกตามเทสของคุณได้เลยนะ คือถ้าสมมุติคุณชอบเทสแบบโดนด่าอะไรเงี้ย ลองดูพี่คนนี้ได้ หรือถ้าอยากได้แนวสนุกอะไรเงี้ย ตลก เป็นกันเอง ลองดูของคนนี้ก็ได้ จริงๆ มันมีอีกเยอะแยะแหละ คุณลองหาดูได้เลย

ย้ำอีกรอบว่าเป้าหมายของคุณน่ะ มันไม่ใช่การมานั่งจำกฎอะไรอย่างงี้นะครับ แต่มันคือการทำความเข้าใจว่าเทนเนี้ย มันใช้เมื่อไหร่ตอนไหน โครงสร้างประโยคแบบเนี้ย มันใช้เมื่อไหร่ตอนไหน เอาแค่แบบว่า เออ ถ้าคุณจะพูดแบบเนี้ย คุณต้องไปดูเทนนี้ นะ แค่นั้นก็พอแล้วครับ

สิ่งที่ต้องทำอย่างที่ 2 เนี่ย ก็คือเริ่มจำคำศัพท์ แต่ประเด็นก็คือ ถ้าคุณไม่ได้เตรียมสอบอะไรเป็นพิเศษเงี้ยนะครับ ไม่ต้องไปจำคำศัพท์สำหรับการสอบก็ได้นะครับ ให้จำคำศัพท์จาก Frequency list Frequency list อ่ะ ครับ มันก็คือคำศัพท์ที่เขาเก็บสถิติมาแล้วว่าจะได้ใช้พูด ใช้ฟังอะไรเงี้ยบ่อยมากๆ ในชีวิตประจำวัน พวกคำศัพท์สำหรับการเตรียมสอบอะไรเงี้ย มันอาจจะมีคำใหญ่ๆ อะไรเงี้ยที่คุณไม่ได้ใช้ในชีวิตจริงเท่าไหร่ สุดท้ายคุณก็จะลืมไป แต่ว่าถ้าคุณเลือกจำคำศัพท์จากข้างใน frequency list อ่ะครับ สถิติมันบอกอยู่แล้วว่าคุณจะได้ใช้บ่อยแน่ๆ

ดังนั้นนั่นแหละ ถ้าคุณไม่ได้เตรียมสอบอะไรเป็นพิเศษ ไปจำคำศัพท์จาก Frequency list คำศัพท์อ่ะครับ ให้จำ

[เพลง]

เป็นภาพกับเสียงคู่กัน แล้วก็ถ้าจะให้ดี ให้จำทั้งประโยคไปด้วย คุณจะใช้แอป Anki ก็ได้ครับ มันทำได้หมดครบตามที่ผมบอกเมื่อกี้เลย เดี๋ยวผมเตรียมลิงก์เซ็ตคำศัพท์แล้วก็วิธีการใช้คร่าวๆ ไว้ให้ที่ลิงก์ด้านล่างแล้วกัน

ทีนี้หลังจากวันที่ 10 เป็นต้นไป ถึงวันที่ 30 อ่ะครับ สิ่งที่คุณต้องทำอ่ะ มันจะเหมือนเดิมทุกวัน และ แต่ว่ามันอาจจะไม่ได้เหมือนเดิมซักทีเดียวหรอก แต่เอาเป็นว่าคุณต้องทำ 3 อย่างเนี้ยทุกวัน

1 คือ shadowing ครับ หาคลิปภาษาอังกฤษดู แล้วก็ออกเสียงตาม เป้าหมายก็คือคุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจสิ่งที่เขาพูดทุกคำหมดเลย 100% ก็ได้นะครับ แต่มันคือการฝึกให้หูกับปากคุณน่ะ มันชินกับภาษาอังกฤษ เพราะคุณต้องฟังแล้วก็พูดตามตลอด ถ้ามีคำไหนที่ เอ้ย คุณเหมือนจะฟังออก แต่ว่าคุณไม่รู้ความหมาย ถ้าคุณอยากรู้ คุณก็ไปเสิร์ชแล้วก็จดไว้ได้ หรือประโยคไหนที่คุณฟังออก แต่ไม่รู้ความหมาย ก็ไม่เป็นไรครับ จดไว้แล้วก็ไปหาคำแปล ทำแบบนี้แหละ Shadowing ฟัง ออกเสียงตาม วันละ 20-30 นาที

2 คือ จำคำศัพท์จาก Anki นั่นแหละครับ วันละ 10 คำ 20 คำก็ว่าไป

3 ก็คือ ฝึกแต่งประโยคทุกวัน ลองสลับใช้เทนต่างๆ ดูบ้าง ลองเล่าซิว่าเมื่อวานทำอะไรไป เมื่อเช้าทำอะไรไป วันนี้จะทำอะไร พรุ่งนี้จะทำอะไร ลองใช้ประโยคปฏิเสธบ้าง ประโยคคำถามบ้าง หรือว่าจะลองทองนินทาคนนู้นคนนี้เป็นภาษาอังกฤษอะไร เงี้ย ก็ว่ากันไป ทำแบบนี้ทุกวันจนถึงวันที่ 30 อ่ะครับ ระดับภาษาอังกฤษของคุณมันจะไม่ใช่แบบเก่งอะไรเวอร์หรอก แต่ว่าคุณจะอยู่ในระดับที่สามารถพูดคุยสื่อสารคร่าวๆ ได้แล้ว คุณอาจจะคิดว่าเฮ้ย มันเป็นไปได้หรอ แค่ 30 วัน วันละ 1 ชั่วโมงอะไรอย่างเงี้ย ผมบอกเลยว่าถ้าคุณทำแบบที่ผมบอกทุกวัน ไม่ขาดสักวันน่ะ เดี๋ยวคุณจะรู้เอง คุณจะตกใจกับตัวเองมากๆ ด้วยว่าแบบ นี่เราได้พลังภาษาอังกฤษมาอยู่ในมือแล้วอย่างงั้นเหรอ แต่นั่นแหละ มันจะไม่ได้แบบคล่องปรื๋ออะไรหรอกนะครับ แต่มันจะพออยู่ในระดับที่พูดคุยสื่อสารได้

ดังนั้น ถ้าสมมุติว่าคุณอยากพูดคุยสื่อสารได้จริงๆ เนี่ยนะครับ วันที่ 31-60 อ่ะ ให้คุณเริ่มหาคนคุยได้แล้ว คนคุยในที่เนี้ยไม่ใช่แบบเออ อย่างว่า แต่หมายถึงว่าคนฝึกคุยภาษาอังกฤษด้วย ซึ่งถ้าไม่รู้จะไปฝึกพูดกับใครที่ไหนนะครับ ใช้แอป Elsa แบบที่ผมบอกเมื่อกี้ก็ได้ หรือจะเข้ามาในเซิร์ฟ Discord ของผมก็ได้ มีคนในเซิร์ฟที่เขาหาคนฝึกพูดภาษาอังกฤษอยู่ด้วยตลอด คุณเข้ามาจอยแล้วก็ฝึกพูดได้เลย ซึ่งทุกคนก็คือเป็นคนที่กระหายอยากเก่งภาษาอังกฤษขึ้นเหมือนกับคุณเลยนั่นแหละ เพราะงั้นไม่ต้องเกรงใจครับ มีแต่คนใจดีพร้อมช่วยเหลือตลอด วันไหนที่ผมว่างเนี่ย ผมก็เข้าไปฝึกคุยด้วยเหมือนกัน

ซึ่งนั่นแหละครับ ก็คือแผน 2 เดือน แล้วก็ 7 เทคนิคที่ทำให้คุณสามารถพูดคุยสื่อสารภาษาอังกฤษได้ จากการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองที่บ้านจากศูนย์ แล้วท้ายที่สุดอ่ะ มันก็จะทำให้คุณเข้าใจภาษาอังกฤษได้โดยที่ไม่ต้องแปลในหัวด้วย ซึ่งถ้าคุณอยากรู้ว่าเทคนิคพวกเนี้ย มันจะใช้ได้จริงหรอ หรือว่าใช้แล้วผลลัพธ์จะเป็นยังไงเนี่ย ถึงผมจะไม่ได้ถ่ายคลิปตัวเองตอนฝึกภาษาอังกฤษตอนเด็กๆ เอาไว้ แต่ผมก็ใช้เทคนิคพวกเนี้ยในการเรียนภาษาจีนด้วยตัวเองจากศูนย์ จนทำให้ผมสามารถพูดคุยคุยกับเจ้าของภาษาได้ภายใน 30 วันเลย ดังนั้น ถ้าคุณอยากรู้ว่าไอ้เทคนิคพวกเนี้ย พอเอาไปใช้จริงผลลัพธ์จะเป็นยังไงเนี่ย ไปดูคลิปนี้ต่อ