📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

จิตวิทยา 'เอาคืน' คนที่รวมหัวเกลียดคุณ ให้เจ็บแสบที่สุด (โดยไม่ต้องด่าซักคำ)

ปลุกพลังในตัวเอง27:30

Transcription

[เพลง] คุณเคยรู้สึกไหมครับว่าบรรยากาศรอบตัวมันเปลี่ยนไปแบบกระทันหัน จากที่เคยคุยกันได้ปกติ กลับกลายเป็นความเงียบที่น่าอึดอัด หรือสายตาที่มองมาด้วยความตัดสิน ทั้งที่คุณเองก็ยังไม่รู้เลยว่าไปทำอะไรผิดมา

ผมเชื่อว่าหลายคนที่กำลังฟังอยู่ตอนนี้ อาจจะกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าอึดอัดที่สุดอย่างการถูกรวมตัวกันเกลียด ไม่ว่าจะเป็นในที่ทำงาน ในกลุ่มเพื่อน หรือแม้แต่ในโลกโซเชียล มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับคุณกำลังยืนอยู่กลางสปอตไลท์ที่ส่องมาเพื่อประจานความผิดที่คุณไม่ได้ก่อ และสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่แค่การถูกนินทาครับ แต่คือการที่คุณมองไปรอบๆ แล้วพบว่าคนที่คุณเคยไว้ใจ กลับไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วร่วมวงสาดโคลนใส่คุณด้วย

คุณเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองในกระจกทุกเช้า ว่า "ฉันแย่ขนาดนั้นเลยหรอ" หรือ "ทำไมต้องเป็นผมที่โดนแบบนี้" ความกังวลมันเริ่มกัดกิน ลามไปถึงการนอนที่ไม่หลับ และความระแวงที่ต้องแบกไปทำงานทุกวัน จนบางครั้งคุณแค่อยากจะตะโกนออกไปแรงๆ เพื่อปกป้องตัวเอง หรืออยากจะหายไปจากตรงนั้นให้พ้น แต่ยิ่งคุณดิ้นรนเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังจมลงไปในหลุมที่พวกเขาขุดไว้ลึกขึ้นเรื่อยๆ ใช่ไหมครับ ความอึดอัดนี้มันเหมือนพายุที่ไม่มีวันสงบ และคุณก็ได้แต่สงสัยว่ามันจะมีวิธีไหนที่จะทำให้คนพวกนี้หยุด และได้รับบทเรียนที่เจ็บแสบที่สุดเท่าที่คนหนึ่งจะได้รับ โดยที่คุณไม่ต้องสูญเสียตัวตนที่สง่างามของคุณไปแม้แต่นิดเดียว

ถ้าความรู้สึกเหล่านี้คือสิ่งที่คุณกำลังแบกอยู่ ผมอยากให้คุณสูดลมหายใจลึกๆ แล้วฟังสิ่งที่ผมกำลังจะพูดต่อไปนี้ให้ดีครับ เพราะเกมนี้มันไม่ได้วัดกันที่ว่าใครเสียงดังกว่า แต่มันวัดกันที่ใครคุมเกมจิตวิทยาได้นิ่งกว่ากัน แล้ววันนี้ผมจะบอกความลับนั้นให้คุณฟังครับ

คนส่วนใหญ่เวลารู้ตัวว่าโดนรุมเกลียด มักจะคิดว่าทางออกที่ดีที่สุดคือการเดินเข้าไปเผชิญหน้าเพื่ออธิบายความจริง หรือการโพสต์ข้อความตอบโต้เผ็ดร้อนเพื่อกู้คืนศักดิ์ศรีของตัวเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำแบบนั้นกลับเป็นสิ่งที่พวกเขารอคอยมากที่สุดเลยครับ เพราะมันคือการที่คุณกำลังป้อนอาหารชั้นดีให้กับอีโก้ของคนเหล่านั้น ยิ่งคุณตอบโต้แรงเท่าไหร่ พวกเขายิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจเหนืออารมณ์ของคุณมากเท่านั้น

และสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือความเชื่อที่ว่า "ความจริงจะชนะทุกอย่าง" หลายคนพยายามหาหลักฐานมาหักล้างเพื่อหวังให้คนกลุ่มนั้นยอมรับว่าเข้าใจผิด แต่ในโลกของจิตวิทยากลุ่ม เมื่อคนตัดสินใจเกลียดใครสักคนไปแล้ว พวกเขาไม่ได้ต้องการความจริงครับ แต่ต้องการเหยื่อที่จะมาทำให้พวกเขารู้สึกสูงส่งขึ้นกว่าเดิม

แต่ความเชื่อที่อันตรายยิ่งกว่านั้น และเป็นกับดักที่หลายคนติดอยู่ซ้ำๆ คือการคิดว่า "ถ้าผมทำตัวให้ดีขึ้น พยายามเอาใจพวกเขามากขึ้น แล้วเขาจะเลิกเกลียดผมเอง" [เสียงถอนหายใจ]

ผมอยากบอกคุณตรงๆ เลยว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการทำลายความเคารพในตัวเองอย่างรุนแรงที่สุดครับ เพราะการพยายามเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้คนที่ไม่ชอบเราหันมาชอบ คือการยอมรับกลายๆ ว่าคนพวกนั้นมีอำนาจตัดสินคุณค่าในชีวิตของคุณ และมันมักจะลงเอยด้วยการที่คุณถูกเหยียบย่ำหนักกว่าเดิมซะอีก

ลองคิดดูสิครับว่ามันแปลกไหมที่เราพยายามมอบความรักให้กับคนที่มอบความเกลียดชังให้เรา เพียงเพราะเรากลัวที่จะถูกโดดเดี่ยว แล้วคุณเคยสงสัยไหมครับว่า ถ้าการตอบโต้ด้วยอารมณ์ไม่ใช่คำตอบ และการทำดีเพื่อเอาใจก็ยิ่งแย่ แล้วอะไรกันแน่ที่เป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการจัดการกับคนกลุ่มนี้

ในคลิปนี้ ผมจะไม่ได้พาคุณไปสาดโคลนใส่ใคร หรือสอนวิธีด่ากราดให้ดูเท่ แต่ผมจะพาคุณไปใช้กลยุทธ์จิตวิทยาขั้นสูงที่จะเปลี่ยนคุณจากเหยื่อที่ดูน่าสงสาร ให้กลายเป็นผู้คุมเกมที่อยู่เหนือทุกสถานการณ์ครับ สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้หลังจากนี้คือเทคนิคการจัดการอารมณ์และการวางตัวที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายความตั้งใจของคนที่เกลียดคุณโดยตรง คุณจะได้เข้าใจกลไกการทำงานของสมองมนุษย์ว่าทำไมคนถึงรวมกลุ่มกันทำพฤติกรรมแย่ๆ แบบนี้ และเราจะใช้ความรู้นั้นมาเป็นเกราะป้องกัน พร้อมกับเป็นลูกศรที่ย้อนกลับไปปักอกพวกเขาได้อย่างแนบเนียนที่สุด

เมื่อคุณฟังจบทั้ง 10 ประเด็น ผมรับรองว่าคุณจะเห็นภาพชัดเจนเลยว่า การเอาชนะคนที่รุมเกลียดคุณที่เจ็บแสบที่สุด ไม่ใช่การเห็นเขาล้มลง แต่คือการที่คุณก้าวขึ้นไปยืนในจุดที่เสียงของพวกเขาเข้าไม่ถึง และชีวิตของคุณก็เปล่งประกายจนพวกเขาทำได้แค่เศร้ามองด้วยความอิจฉาอยู่ในมุมมืดเท่านั้น

ถ้าคุณพร้อมที่จะเรียกคืนอำนาจในชีวิตกลับมา และอยากรู้ว่าจิตวิทยาจะช่วยให้คุณชนะเกมนี้ได้อย่างไร เราไปฟังเรื่องแรกที่สำคัญที่สุดกันเลยครับ

อาวุธชิ้นแรกที่คุณต้องเริ่มใช้ทันที คือการตัดวงจรการตอบสนองทางอารมณ์ หรือการทำตัวนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ พฤติกรรมนี้คือการปฏิเสธที่จะแสดงอาการโกรธ เสียใจ หรือหวาดกลัวออกมาให้พวกเขาเห็น แม้ว่าข้างในใจคุณจะสั่นแค่ไหนก็ตาม

และสิ่งที่น่าสนใจในทางจิตวิทยาคือ เมื่อคนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันรังแกใครสักคน สมองของพวกเขาจะหลั่งสารสื่อประสาทแห่งความพึงพอใจที่เรียกว่าโดปามีนออกมาทุกครั้งที่เห็นเหยื่อมีปฏิกิริยาตอบโต้ครับ เหมือนเขากำลังเล่นเกมแล้วได้คะแนนเพิ่มเมื่อคุณแสดงอาการลนลานหรือพยายามเถียงกลับ แต่ถ้าคุณไม่ตอบสนองเลย วงจรความพึงพอใจนั้นจะถูกตัดขาดทันที

เรานึกภาพ 2 สถานการณ์นี้ครับ สถานการณ์แรกคือตอนที่คุณเดินเข้าไปในห้องแล้วทุกคนเงียบเสียงลง ถ้าคุณเลือกที่จะทำหน้างอ หรือเดินก้มหน้าหนีด้วยความอึดอัด คนเหล่านั้นจะรู้สึกทันทีว่า "เราชนะแล้ว เขาคุมอารมณ์คุณได้" แต่ในสถานการณ์ที่ 2 คุณเดินเข้าไปด้วยท่าทางปกติ สบตาคนในห้องด้วยความราบเรียบ แล้วยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงทำงานต่อ เหมือนพวกเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ คนที่จะเริ่มกระวนกระวายแทนไม่ใช่คุณนะครับ แต่จะเป็นคนกลุ่มนั้นเองที่เริ่มรู้สึกเสียหน้า เพราะสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำมันไม่ได้ผลเลยแม้แต่นิดเดียว

ในทางจิตวิทยาสิ่งที่เกิดขึ้นคือ สมองของพวกเขาจะเริ่มหลั่งคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดออกมาแทน เพราะสถานการณ์มันไม่เป็นไปตามคาด พวกเขาจะเริ่มตั้งคำถามกันเองว่า "ทำไมมันไม่รู้สึกอะไรเลยล่ะ" หรือ "เราทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า" ผลลัพธ์ของการทำแบบนี้จะทำให้คุณกลายเป็นเป้าหมายที่เข้าถึงยาก และไม่สนุกที่จะมารังแกอีกต่อไปครับ

และถ้าสิ่งนี้ทำให้คุณคิดได้ ประเด็นถัดไปจะยิ่งทำให้คุณเข้าใจลึกขึ้นไปอีกว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่พวกเขารังเกลียด อาจไม่ใช่ตัวคุณเลยแม้แต่นิดเดียว

ลักษณะที่สำคัญต่อมาที่คนเหนือเกมต้องมี คือการมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเกลียดชังนั้นครับ ซึ่งนั่นก็คือการเข้าใจเรื่อง "การฉายภาพทางจิตวิทยา" หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Projection นั่นเองครับ

ในทางจิตวิทยาสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อคนเรามีปมด้อย มีความอิจฉา หรือมีนิสัยบางอย่างที่ตัวเองรับไม่ได้ในจิตใต้สำนึก พวกเขามักจะผลักความรู้สึกแย่ๆ เหล่านั้นออกไปวางไว้ที่คนอื่น เพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่า "ฉันยังเป็นคนดีอยู่" การที่คนกลุ่มนั้นรวมหัวกันเกลียดคุณ แท้จริงแล้วคุณอาจจะเป็นเพียงกระจกเงาที่สะท้อนสิ่งที่พวกเขาขาดหายไป หรือสิ่งที่เขาเกลียดในตัวเองออกมานั่นเองครับ

เรานึกภาพตัวละคร 2 คนอย่างนาย A ที่เป็นคนทำงานเก่งและมีความมั่นใจ กับนาย B ที่รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวในชีวิต แต่ไม่อยากยอมรับ เมื่อนาย B เห็นนาย A ประสบความสำเร็จ แทนที่นาย B จะยอมรับว่าตัวเองขี้เกียจ เขากลับเลือกที่จะไปรวบรวมกลุ่มเพื่อน เพื่อรุมนินทานาย A ว่า "ขี้ประจบ" หรือ "ขี้อวด" การทำแบบนี้ทำให้นาย B รู้สึกสบายใจขึ้นชั่วคราว เพราะไม่ต้องหันกลับมามองความล้มเหลวของตัวเอง

ถ้าคุณมองจุดนี้ออก คุณจะเริ่มรู้สึกสงสารมากกว่าโกรธครับ เพราะคุณจะเห็นชัดเลยว่าเสียงด่าทอเหล่านั้น มันไม่ใช่คำจำกัดความของคุณ แต่มันคือเสียงตะโกนจากบาดแผลของพวกเขาต่างหาก เมื่อคุณเข้าใจหลักการนี้แล้ว ความเจ็บปวดจะถูกแทนที่ด้วยความนิ่งสงบครับ เพราะคุณรู้ดีว่าคุณไม่ได้ทำอะไรผิด แต่คุณแค่มีในสิ่งที่พวกเขาโหยหาแต่ไม่มีวันได้มาครอบครอง

ผลลัพธ์คือคุณจะไม่เอาคำพูดไร้สาระเหล่านั้นมาใส่ใจ และความสงบของคุณนี่แหละครับที่จะเป็นสิ่งที่ตอกกลับได้เจ็บแสบที่สุด เพราะมันแสดงให้เห็นว่าคำพูดของพวกเขาไม่มีอำนาจพอที่จะทำลายความมั่นใจของคุณได้เลย

และหากคุณเริ่มมองเห็นกลไกนี้แล้ว ประเด็นถัดไปที่เราจะคุยกันคือเทคนิคที่เปรียบเสมือนกำแพงล่องหนที่จะทำให้คนพวกนี้หมดความสนใจในตัวคุณไปอย่างถาวรครับ

การรับมือกับคนชอบสร้างดราม่า บางครั้งวิธีที่ดีที่สุดก็คือการทำตัวให้น่าเบื่อที่สุดครับ นี่คือพฤติกรรมที่เราเรียกว่า "การทำตัวจืดชืดไร้สีสัน" หรือถ้าจะเรียกให้เห็นภาพชัดเจนก็คือเทคนิค "ก้อนหินสีเทา" ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า Gray Rock Method นั่นเองครับ

เมื่อคุณต้องเผชิญหน้ากับคนที่ตั้งใจจะมารังแกหรือยั่วโมโหคุณ เพียงแค่ตอบสนองให้น้อยที่สุด ใช้คำพูดสั้นๆ หน้าตาเรียบเฉย ไม่แสดงความสนใจหรือความกระตือรือร้นใดๆ ออกมาเลย

และในทางจิตวิทยาสิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนที่มีพฤติกรรมชอบกลั่นแกล้งคนอื่น มักจะเสพติดการตอบสนองที่รุนแรงครับ พวกเขาโหยหาความขัดแย้งเพื่อกระตุ้นสมองส่วนที่รับรู้รางวัลให้หลั่งสารความสุขออกมา แต่เมื่อคุณกลายสภาพเป็นก้อนหินสีเทาที่ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ สมองของพวกเขาจะเกิดภาวะขาดแคลนสิ่งเร้า หรือที่เรียกว่า "การอดอยากทางอารมณ์" ครับ

ลองนึกภาพ 2 สถานการณ์นี้ดูนะครับ สมมุติว่ามีเพื่อนร่วมงานเดินมาพูดจาประชดประชันคุณกลางวงสนทนา ถ้าเป็นคนที่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ เขาอาจจะรีบสวนกลับด้วยความหงุดหงิด หรือมีสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนั่นแหละครับคือเหยื่ออันโอชะที่ทำให้คนพูดรู้สึกสะใจสุดๆ แต่ในทางกลับกัน สำหรับคนที่เข้าใจเทคนิคนี้เป็นอย่างดี เมื่อเจอคำพูดแบบเดียวกัน เขาแค่เงยหน้าขึ้นมามอง สบตาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า แล้วตอบสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "อืม เข้าใจละ" จากนั้นก็หันกลับไปสนใจงานตรงหน้าต่อ ราวกับว่าเสียงเมื่อกี้เป็นแค่เสียงแมลงวันบินผ่าน

สิ่งที่เกิดขึ้นคือความเงียบและความจืดชืดนี้ จะสะท้อนกลับไปทำร้ายความมั่นใจของคนที่พยายามยั่วโมโหคุณครับ เขาจะรู้สึกเก้อเขินและทำตัวไม่ถูกเสียเอง ผลลัพธ์ของการเป็นก้อนหินสีเทา ก็คือคุณจะค่อยๆ หลุดพ้นจากการเป็นเป้าหมายที่สนุกสนานของพวกเขาครับ เมื่อพวกเขาตระหนักได้ว่าไม่สามารถดึงพลังงานหรืออารมณ์ใดๆ ออกไปจากคุณได้เลย พวกเขาก็จะเบื่อหน่ายและหันหลังล่าถอยไปเองในที่สุดครับ

และสิ่งที่ลึกกว่านั้น คือเมื่อคุณไม่ต้องเปลืองพลังงานไปกับการโต้เถียง ประเด็นถัดไปจะยิ่งทำให้คุณเห็นว่า พลังงานที่เหลืออยู่นี้สามารถสร้างปาฏิหาริย์ให้ชีวิตคุณได้อย่างไร

เมื่อพลังงานของคุณไม่ได้ถูกดูดกลืนไปกับเรื่องไร้สาระ พฤติกรรมที่สำคัญมากต่อมา คือการดึงโฟกัสทั้งหมดกลับมาที่ชีวิตของตัวเองอย่างเงียบๆ ครับ การดึงโฟกัสที่ว่านี้หมายถึงการที่คุณหยุดบ่น หยุดตัดพ้อบนโซเชียลมีเดีย และหยุดอธิบายความเจ็บปวดให้ใครฟัง แต่เปลี่ยนเป็นการก้มหน้าก้มตาลงมือทำในสิ่งที่พัฒนาตัวคุณเองอย่างจริงจัง

และสิ่งที่น่าสนใจในทางจิตวิทยาคือ เมื่อเราเผชิญกับความเครียดจากการถูกเกลียดชัง สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์และสัญชาตญาณดิบจะทำงานหนักมากครับ ทำให้เราอยากจะโต้ตอบตลอดเวลา แต่การที่คุณบังคับตัวเองให้มาโฟกัสกับเป้าหมายระยะยาวได้นั้น มันคือการสั่งให้สมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ควบคุมเหตุผล ตรรกะ และการวางแผน เข้ามาควบคุมสถานการณ์แทนครับ เมื่อสมองส่วนนี้ทำงาน คุณจะเริ่มมองเห็นภาพรวมของชีวิตตัวเองชัดเจนขึ้น และเห็นว่าเรื่องดราม่าพวกนั้น มันเป็นแค่จุดเล็กๆ ที่ไม่มีความหมายอะไรเลย

ลองนึกภาพ 2 สถานการณ์เปรียบเทียบกันดูนะครับ คนที่ยังจมอยู่กับความแค้น มักจะใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับการส่อง Facebook ของกลุ่มคนที่นินทาตัวเอง คอยดูว่าเขาโพสต์ด่าเราเมื่อไหร่ หรือเอาเวลาไปจับกลุ่มปรับทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนหมดพลังงานไปวันๆ แต่ในมุมกลับกัน คนที่ฉลาดและเข้าใจเกมนี้ จะเอาเวลาเหล่านั้นไปลงเรียนคอร์สเสริมทักษะใหม่ๆ หรือนั่งอ่านหนังสือพัฒนาตัวเองเงียบๆ ในร้านกาแฟ พวกเขาไม่อัปเดตชีวิตให้ใครรู้ ไม่เรียกร้องความสนใจ แต่ปล่อยให้ความก้าวหน้าก่อตัวขึ้นอย่างลับๆ ในทุกๆ วัน

ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการโฟกัสที่ตัวเองอย่างเงียบๆ นี้ทรงพลังมากครับ เพราะในขณะที่คนกลุ่มนั้นยังคงย่ำอยู่กับที่ และเสียเวลาไปกับการนินทาคนอื่น คุณกลับค่อยๆ ก้าวเดินไปข้างหน้า จนทิ้งห่างพวกเขาไปไกลลิบตาแล้ว และเมื่อวันหนึ่งที่พวกเขาบังเอิญหันกลับมามอง พวกเขาจะต้องตกตะลึงกับเวอร์ชั่นใหม่ของคุณ ที่พวกเขาไม่มีทางเอื้อมถึงอีกต่อไป

ถัดมาเราจะมาพูดถึงวิธีสร้างเกราะป้องกันทางสังคม ที่ทำให้พวกเขาหมดสิทธิ์เข้ามาทำร้ายคุณได้อย่างสิ้นเชิงครับ

เมื่อคุณเริ่มพัฒนาตัวเองอย่างเงียบๆ แล้ว สิ่งที่คุณควรทำควบคู่กันไป คือการสร้าง "จักรวาลคู่ขนาน" หรือการพาตัวเองออกไปหาสังคมใหม่ๆ ที่เต็มไปด้วยพลังบวกครับ พฤติกรรมนี้ไม่ใช่การวิ่งหนีปัญหานะครับ แต่คือการเลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเติบโตของคุณต่างหาก

คุณอาจจะลองไปเข้าร่วมสัมมนา เข้าชมรมที่สนใจ หรือทำกิจกรรมจิตอาสา ที่คุณจะได้พบปะกับผู้คนใหม่ๆ ที่ไม่รู้ประวัติคุณ และไม่มีอคติใดๆ กับคุณเลย

และสิ่งที่น่าสนใจในทางจิตวิทยาคือ มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคมที่ต้องการการยอมรับครับ เวลาที่เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ ฮอร์โมนความเครียดจะทำลายความมั่นใจของเราจนหมดสิ้น แต่เมื่อคุณพาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มคนใหม่ๆ ที่ชื่นชมในสิ่งที่คุณเป็นจริงๆ สมองของคุณจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความผูกพันและสายใยทางสังคม หรือที่เราเรียกว่าออกซิโทซินออกมาครับ ฮอร์โมนตัวนี้แหละครับที่จะเข้ามาช่วยสมานแผลในใจ ทำให้คุณรู้สึกปลอดภัย มีคุณค่า และกลับมาเชื่อมั่นในตัวเองได้อีกครั้ง

ลองนึกภาพดูสิครับว่า ถ้ามีพนักงานคนหนึ่งถูกเพื่อนในแผนกเดียวกันแบนอย่างหนัก ถ้าเขา ยังทนขลุกตัวอยู่แต่ในแผนกนั้น กินข้าวคนเดียวด้วยความเศร้า โลกทั้งใบของเขาก็จะมีแต่ความมืดมนใช่ไหมครับ แต่ลองคิดดูใหม่นะครับ ถ้าพนักงานคนนี้ตัดสินใจเดินข้ามไปทักทายคนในแผนกอื่น หรือหลังเลิกงานก็ไปตีแบดมินตันกับกลุ่มเพื่อนกลุ่มใหม่ โลกของเขาก็จะขยายกว้างขึ้นทันที เขาจะเริ่มตระหนักได้ว่า "อ้าวจริงๆ แล้วฉันก็เป็นที่รักของคนอื่นนี่นา" และคนที่เกลียดเขามันก็เป็นแค่คนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวเท่านั้น

ผลลัพธ์ของการมีจักรวาลคู่ขนาน คือคุณจะค้นพบขุมพลังใหม่ที่ทำให้ความเกลียดชังของคนกลุ่มเดิมนั้นไร้ความหมายไปเลยครับ เพราะเมื่อคุณมีสถานที่ที่คุณเปล่งประกายและได้รับการยอมรับแล้ว เสียงนินทาจากคนที่ไม่ได้อยู่ในโลกใบใหม่ของคุณ มันก็เบาบางลงจนแทบไม่ได้ยินเลยครับ

นอกจากนี้ เมื่อคุณมีความมั่นใจจากสังคมใหม่แล้ว การแสดงออกของคุณในสังคมเดิมก็จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงครับ

ลักษณะที่ทรงพลังมากที่สุดอย่างหนึ่งในการรับมือกับความเกลียดชัง คือการแสดงความสงบและวุฒิภาวะขั้นสูงครับ พฤติกรรมนี้คือการที่คุณยังคงทักทายคนกลุ่มนั้นด้วยความสุภาพ ยิ้มรับในจังหวะที่ควรยิ้ม และสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมืออาชีพ โดยไม่มีทีท่าของการประชดประชัน หรือการจิกกัดซ่อนอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว

และในทางจิตวิทยาสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การแสดงออกด้วยวุฒิภาวะที่เหนือกว่าแบบนี้ ถือเป็นการแสดงออกถึงความฉลาดทางอารมณ์ที่แข็งแกร่งมากครับ เมื่อคนเราคาดหวังให้คนอื่นโกรธหรือเสียใจ แต่กลับได้รับความสุภาพและความสงบนิ่งกลับมา มันจะสร้างสภาวะความขัดแย้งทางปัญญา หรือที่จิตวิทยาเรียกว่า "ภาวะความไม่สอดคล้องทางความคิด" ในสมองของพวกเขาครับ พวกเขาจะเริ่มสับสนและตั้งคำถามกับตัวเองว่า "ทำไมคนๆ นี้ถึงยังใจดีอยู่ได้" หรือ "นี่เรากำลังทำตัวงี่เง่าอยู่หรือเปล่า"

เรานึกภาพสถานการณ์สมมุติที่มีการประชุมงาน แล้วมีคนตั้งใจพูดจาหักหน้าคุณกลางที่ประชุม คนที่ขาดวุฒิภาวะอาจจะฟิวส์ขาด ลุกขึ้นชี้หน้าด่า หรือเดินกระแทกส้นเท้าออกจากห้องไป ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเขาแพ้ราบคาบในสายตาของทุกคนครับ แต่ถ้าเป็นคนที่มีวุฒิภาวะขั้นสูง เขาจะนั่งนิ่งๆ รับฟังจนจบ สูดหายใจลึกๆ แล้วตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ ว่า "ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นครับ ผมจะนำไปปรับปรุงในส่วนของผม ส่วนประเด็นหลักของงานวันนี้ เรามาลุยกันต่อดีกว่าครับ"

การทำแบบนี้คือการตบหน้าคนพูดด้วยความสุภาพที่รุนแรงที่สุดครับ ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นคือ คุณจะดูสูงส่งและสง่างามในสายตาของทุกคนที่เฝ้ามองอยู่ครับ ในขณะที่คนที่พยายามจะโจมตีคุณ กลับดูเป็นคนตัวเล็กๆ ที่ไร้วุฒิภาวะและเต็มไปด้วยอารมณ์ริษยา การรักษาความสงบนี้ไม่ได้แปลว่าคุณยอมแพ้นะครับ แต่มันคือการประกาศชัยชนะ โดยที่คุณไม่ต้องออกแรงชกเลยแม้แต่หมัดเดียว

และสิ่งที่ลึกกว่านั้นคือ ความสงบนี้จะกลายเป็นฐานที่มั่นคงสำหรับการปกป้องตัวเองในขั้นต่อไปครับ

ต่อเนื่องจากความสงบและการวางตัวที่ดี สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือการขีดเส้นแบ่งขอบเขตอย่างเฉียบขาดครับ พฤติกรรมนี้หมายถึงการที่คุณกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า อะไรคือสิ่งที่คุณยอมรับได้ และอะไรคือสิ่งที่คุณจะไม่ทนเด็ดขาด และเมื่อมีใครล้ำเส้นนั้นเข้ามา คุณกล้าที่จะพูดคำว่า "ไม่" หรือสั่งให้หยุด อย่างเด็ดเดี่ยว โดยไม่ต้องเสียเวลาอธิบายเหตุผล หรือรู้สึกผิดใดๆ เลยครับ

และสิ่งที่น่าสนใจในทางจิตวิทยาคือ การตั้งขอบเขตนี้ สัมพันธ์โดยตรงกับระดับการเห็นคุณค่าในตนเอง หรือ self-esteem ของคุณครับ คนที่ปล่อยให้คนอื่นล้ำเส้นซ้ำๆ มักจะมี self-esteem ที่ต่ำ เพราะเชื่อลึกๆ ว่าตัวเองไม่คู่ควรกับการได้รับการเคารพ แต่เมื่อคุณกล้าที่จะปกป้องพื้นที่ของตัวเอง มันเหมือนเป็นการส่งสัญญาณไปที่สมองของคุณเอง และสมองของคนรอบข้างว่า "ฉันเคารพตัวเองมากพอที่จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้าย"

ลองนึกภาพ 2 สถานการณ์นี้ดูนะครับ เวลาที่โดนเพื่อนร่วมงานเอาเปรียบ โยนงานมาให้ทำตลอด คนที่ไม่กล้าตั้งขอบเขต ก็จะได้แต่บ่นพึมพำ ยอมรับงานมาทำพร้อมกับความคับแค้นในใจ ซึ่งคนโยนงานก็จะยิ่งได้ใจและทำแบบนั้นซ้ำๆ ครับ แต่สำหรับคนที่รู้จักการขีดเส้นขอบเขตอย่างชัดเจน เมื่อโดนกระทำแบบเดียวกัน เขาจะมองหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "งานนี้อยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของผมครับ รบกวนคุณจัดการเองนะครับ" แล้วก็หันกลับไปทำงานของตัวเองต่อ โดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะทำหน้าเหวอแค่ไหน

ผลลัพธ์จากการสื่อสารที่ชัดเจนแบบนี้ จะทำให้ผู้คนรอบข้างตระหนักได้ทันทีว่า คุณไม่ใช่คนที่จะมาล้อเล่นหรือเอาเปรียบได้ง่ายๆ ครับ พวกเขาจะเริ่มเรียนรู้วิธีปฏิบัติตัวกับคุณใหม่ ด้วยความเกรงใจมากขึ้น เส้นแบ่งขอบเขตที่คุณสร้างขึ้นนี้แหละครับที่จะเป็นเกราะกำบังที่แข็งแกร่งที่สุด ที่ป้องกันไม่ให้คำพูดหรือการกระทำแย่ๆ ของใครเข้ามาทำร้ายจิตใจคุณได้อีก

ถัดมาเราจะมาดูวิธีโต้กลับที่ทรงพลังยิ่งกว่าคำพูดใดๆ ทั้งปวงกันครับ

มาถึงจุดนี้ คุณได้สร้างเกราะป้องกันตัวเองที่แข็งแกร่งมากแล้ว พฤติกรรมต่อไปที่จะเป็นการเอาคืนที่เจ็บแสบที่สุด ก็คือการใช้ "ผลงานและความสำเร็จที่ก้าวกระโดดของคุณ" เป็นเครื่องมือตอกกลับที่ไร้เสียงครับ แทนที่จะพยายามอธิบายว่าคุณเก่งแค่ไหน หรือคุณดีอย่างไร คุณแค่ก้มหน้าก้มตาสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซออกมาให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคน

และในทางจิตวิทยาสิ่งที่เกิดขึ้นคือ สมองของมนุษย์เรามักจะมีอคติเชิงลบ เมื่อเกลียดใครสักคนไปแล้วครับ พวกเขาจะพยายามหาข้อจับผิดเพื่อยืนยันว่าคุณแย่จริงๆ แต่เมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นผลการประเมินงานที่ยอดเยี่ยม ยอดขายที่พุ่งทะลุเป้า หรือการได้เลื่อนตำแหน่ง สมองของพวกเขาจะเกิดการชะงักงันครับ เพราะความจริงตรงหน้ามันขัดแย้งกับอคติในใจอย่างรุนแรง

ลองนึกภาพพนักงานใหม่ที่ถูกรุ่นพี่ในทีมรุมแอนตี้และสบประมาทว่า "ไม่มีน้ำยา" คนที่อ่อนแออาจจะลาออกไปเงียบๆ ด้วยความช้ำใจ แต่ในทางตรงกันข้าม พนักงานที่ชาญฉลาดจะไม่เถียงแม้แต่คำเดียวครับ เขาจะทุ่มเทเวลาศึกษาหาข้อมูล นำเสนอโปรเจกต์ใหม่ที่แก้ปัญหาเรื้อรังของบริษัทได้สำเร็จ จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผู้บริหารระดับสูงเดินมาจับมือชื่นชมเขากลางที่ทำงาน ตอนนั้นแหละครับ ลองจินตนาการถึงสีหน้าของรุ่นพี่กลุ่มนั้นดูสิครับ พวกเขาจะทำหน้ายังไง เมื่อเห็นคนที่ตัวเองดูถูกก้าวข้ามหัวไปอย่างสวยงาม

ผลลัพธ์ของการใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ คือมันเป็นเสียงตอกกลับที่ดังที่สุด โดยที่คุณไม่ต้องขยับปากพูดเลยสักคำครับ มันทำให้คนที่เกลียดคุณต้องกลืนน้ำลายตัวเอง และเจ็บปวดกับความสำเร็จของคุณในทุกๆ วันที่พวกเขาต้องทนเห็นคุณก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ ความสำเร็จของคุณยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดพลังงานดีๆ อีกอย่างหนึ่งเข้ามาในชีวิตด้วยครับ

ผลพลอยได้ที่ยิ่งใหญ่จากการที่คุณวางตัวดีและมีผลงานที่ยอดเยี่ยม คือการที่คุณสามารถ "ดึงมวลชนคนกลาง" ให้หันมาศรัทธาในตัวคุณได้อย่างเป็นธรรมชาติครับ พฤติกรรมนี้คือการที่คุณยังคงปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียม มีน้ำใจ และเป็นมืออาชีพอยู่เสมอ โดยไม่เคยพยายามล็อบบี้ หรือบังคับให้ใครต้องมาเลือกข้างว่าจะอยู่ฝั่งฉัน หรือฝั่งคนกลุ่มนั้น

และสิ่งที่น่าสนใจในทางจิตวิทยาคือ เมื่อเกิดความขัดแย้ง คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มีส่วนร่วม หรือที่เรียกว่า "คนกลาง" มักจะจับตามองพฤติกรรมของทั้ง 2 ฝ่ายอยู่อย่างเงียบๆ ครับ พวกเขามีสัญชาตญาณในการประเมินความน่าเชื่อถือโดยธรรมชาติ เมื่อฝ่ายหนึ่งเอาแต่สาดโคลน นินทาว่าร้าย และใช้อารมณ์ ในขณะที่อีกฝ่ายกลับนิ่งสงบ มุ่งมั่นกับงาน และมีน้ำใจ คนย่อมจะเทให้ความเคารพกับฝ่ายที่ดูมีวุฒิภาวะมากกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ลองนึกภาพตามผมนะครับ สมมุติว่าในกลุ่มเพื่อน มีแก๊งหนึ่งพยายามกีดกันเพื่อนคนหนึ่งออกไป แล้วก็คอยเป่าหูคนอื่นว่า "คนนี้ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้" คนที่เอาแต่แก้ตัวและด่ากลับ ก็จะยิ่งดูน่ารำคาญในสายตาคนนอกใช่ไหมครับ แต่ถ้ารอมองอีกมุม เพื่อนคนที่ถูกแบน กลับไม่เคยพูดถึงแก๊งนั้นในทางเสียหายเลย แถมยังคอยช่วยเหลือเพื่อนคนอื่นๆ ในห้องเรื่องการเรียนอย่างจริงใจเสมอ ผ่านไปสักพัก คนกลางเหล่านี้แหละครับที่จะเริ่มตา สว่าง พวกเขาจะเห็นเองว่าใครกันแน่ที่เป็นคนมีปัญหา

ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นคือ มวลชนคนกลางจะเริ่มหันจากกลุ่มคนที่ชอบนินทา และหันมาสร้างมิตรภาพกับคุณแทนครับ การสนับสนุนที่เงียบงันแต่ทรงพลังจากคนรอบข้างนี้ จะยิ่งทำให้แก๊งที่เกลียดคุณรู้สึกโดดเดี่ยว และสูญเสียอำนาจการควบคุมไปอย่างสิ้นเชิง และเมื่อพวกเขาถูกโดดเดี่ยวเสียเอง นั่นแหละครับคือจุดเริ่มต้นของจุดจบ

และสิ่งที่ลึกสุดยอดคือ สภาวะสุดท้ายที่คุณจะก้าวไปถึงครับ

และแล้วเราก็เดินทางมาถึงขั้นสูงสุดของการเอาคืน ซึ่งก็คือการก้าวไปสู่ "ความเฉยเมยอย่างแท้จริง" ครับ พฤติกรรมนี้ไม่ใช่การแกล้งทำเป็นไม่สนใจเพื่อเรียกร้องความสนใจนะครับ แต่มันคือการที่คุณปล่อยวางคนกลุ่มนั้นลงจากบ่าได้ อย่างสมบูรณ์แบบ คุณไม่เกลียด ไม่โกรธ ไม่ได้อยากเอาชนะ และไม่รู้สึกอะไรกับพวกเขาอีกต่อไป พวกเขาเปรียบเสมือนฝุ่นผงที่ปลิวผ่านหน้าคุณไป โดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้เลย

และในทางจิตวิทยาสิ่งที่เกิดขึ้นในสภาวะนี้ คือการตัดวงจรความผูกพันทางอารมณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดครับ ตราบใดที่คุณยังโกรธแค้น แปลว่าคุณยังให้ความสำคัญ และมีสายใยทางอารมณ์ผูกติดกับพวกเขาอยู่ แต่ความเฉยเมยคือกรรไกรที่ตัดสายใยนั้นทิ้งไป ทำให้พวกเขาหลุดลอยออกไปจากวงโคจรในชีวิตของคุณอย่างถาวร

ลองเปรียบเทียบภาพสุดท้ายนี้ดูนะครับ คนที่ยังไม่หลุดพ้น แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี ก็ยังคงเล่าเรื่องคนที่เคยแกล้งตัวเอง ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความแค้น ราวกับว่าเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ชีวิตของเขายังคงถูกขังอยู่ในอดีต แต่ถ้าเปรียบเทียบกับคนที่บรรลุถึงความเฉยเมยแล้ว เมื่อมีคนบังเอิญพูดชื่อของคนที่เคยรวมหัวกันเกลียดเขาขึ้นมา เขาอาจจะเลิกคิ้วนิดหน่อย แล้วตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า "อ๋อ คนนั้นน่ะเหรอ นานมากแล้วนะเนี่ย ป่านนี้เป็นไงบ้าง" แล้วก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น ด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่มีความขุ่นมัวใดๆ ตกค้างอยู่ในแววตาเลย

ผลลัพธ์ของความเฉยเมยนี้แหละครับ คือการลงโทษที่โหดร้ายที่สุดสำหรับคนที่เกลียดคุณ เพราะเป้าหมายสูงสุดของพวกเขาคือการมีตัวตนและมีอิทธิพลในชีวิตคุณ แต่คุณกลับลงโทษพวกเขา ด้วยการลบพวกเขาออกจากการมีตัวตนอย่างสิ้นเชิง นี่คือชัยชนะที่ขาวสะอาดและงดงามที่สุดที่คุณสามารถมอบให้กับตัวเองได้ ครับ

ตลอดเวลาที่เราคุยกันมา คุณคงเห็นแล้วนะครับว่า การรับมือกับการถูกรวมตัวกันเกลียดนั้น มันไม่ใช่การสวมนวมแล้วกระโดดขึ้นไปชกบนสังเวียนที่พวกเขาเป็นคนตั้งกติกา แต่มันคือการที่คุณก้าวลงจากเวทีนั้นอย่างสง่างาม แล้วเดินหน้าสร้างเวทีใหม่ของคุณเองต่างหากครับ

ตั้งแต่การที่คุณรู้จักระงับอารมณ์และหยุดป้อนโดปามีนให้กับอีโก้ของพวกเขา การเข้าใจกลไกจิตวิทยาที่ทำให้คุณมองเห็นบาดแผลที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำด่าทอ การทำตัวเองให้น่าเบื่อแบบก้อนหินสีเทา ไปจนถึงการหันมาโฟกัสกับการสร้างจักรวาลคู่ขนานที่เต็มไปด้วยผู้คน ที่เห็นคุณค่าของคุณจริงๆ ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อพิสูจน์ให้คนเหล่านั้นเห็นว่าคุณดีแค่ไหน แต่เป็นกระบวนการที่ค่อยๆ หล่อหลอมให้คุณกลายเป็นเวอร์ชั่นที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเองครับ

การที่คุณวางตัวด้วยความสงบ ขีดเส้นขอบเขตอย่างชัดเจน และปล่อยให้ผลงานที่ยอดเยี่ยมเป็นตัวส่งเสียงแทน มันคือการสร้างกำแพงเกียรติยศ ที่ใครก็ไม่สามารถปีนข้ามมาทำร้ายคุณได้อีก จนกระทั่งคุณเดินมาถึงจุดที่สามารถปล่อยวางความโกรธแค้นทั้งหมด และมองดูคนเหล่านั้นด้วยความเฉยเมยอย่างแท้จริง

สิ่งสำคัญที่ผมอยากให้คุณจำไว้เสมอ เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่มืดมนที่สุด คืออย่าปล่อยให้เสียงนินทาของคนอื่น มากลบเสียงความเชื่อมั่นในหัวใจของคุณครับ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ศัตรูที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่คน ที่ตั้งป้อมเกลียดคุณ แต่คือการที่คุณยอมลดทอนคุณค่าของตัวเองลงไป เพื่อแลกกับการยอมรับจอมปลอมต่างหาก และจงตระหนักไว้เสมอครับว่า การลุกขึ้นยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งนั้น ทุกอย่างเริ่มต้นที่การรักและเคารพตัวเองครับ

ก่อนที่เราจะจากกันไปในวันนี้ ผมอยากจะฝากประโยคนี้ให้คุณสลักลงไปในใจเลยนะครับ คุณไม่จำเป็นต้องลดตัวลงไปสาดโคลนใส่คนที่เกลียดคุณ เพราะการเอาคืนที่เจ็บแสบที่สุด คือการใช้ชีวิตให้ดี จนพวกเขาทุกข์กับความไร้ตัวตนของตัวเอง ในโลกที่เปล่งประกายของคุณ

ผมรู้ครับว่าสิ่งที่คุณกำลังเผชิญอยู่มันไม่ง่าย แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะผ่านมันไปไม่ได้ คุณมีพลังมากกว่าที่คุณคิด และคุณมีสิทธิ์ที่จะมีความสุขและประสบความสำเร็จ โดยไม่ต้องสนใจว่าใครจะตบมือให้คุณบ้าง ขอแค่คุณเชื่อมั่นและก้าวเดินต่อไปในเส้นทางของคุณอย่างภาคภูมิใจก็พอครับ

ถ้าคุณฟังมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่าได้รับพลังงานดีๆ กลับไป ผมขอขอบคุณจากใจจริงที่ให้เกียรติมอบเวลาอันมีค่าให้กับผมนะครับ อย่าลืมกดติดตามช่องของเรา เพื่อรับฟังเรื่องราวและหลักจิตวิทยาที่จะช่วยติดปีกให้กับชีวิตคุณในคลิปต่อๆไปด้วยนะครับ และก่อนจากกัน ผมอยากชวนให้ทุกคนมาร่วมแชร์ประสบการณ์กันหน่อยครับว่า คุณเคยใช้วิธีไหนในการรับมือกับคนที่อคติกับคุณ แล้วผลลัพธ์เป็นยังไงบ้าง ลองคอมเมนต์บอกผมที่ด้านล่างนี้ได้เลยนะครับ ผมรออ่านเรื่องราวที่น่าทึ่งของทุกคนอยู่ครับ

สำหรับวันนี้ ผมขอเป็นกำลังใจให้คุณก้าวผ่านทุกอุปสรรคไปได้อย่างสวยงาม แล้วพบกันใหม่คลิปหน้า สวัสดีครับ