Transcription
ถ้าจะออกเป็นกำหนดนะครับ ก็เป็นไปตามมาตรา 172 นะครับของรัฐธรรมนูญ
ในหลักการก็คงอะไรก็ตามที่มันเป็นประโยชน์นะครับ แล้วก็สามารถทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ แล้วก็พี่น้องประชาชนสามารถใช้เม็ดเงินเหล่านั้นไปจับจ่ายใช้สอยได้ เรามีความตั้งใจที่จะทำให้พวกเขาอยู่
วันจันทร์ที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกในรัฐบาลชุดนี้เลยนะครับ ที่เราได้ยินคนกล่าวถึงการตราพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อมาใช้บรรเทาวิกฤตในประเทศ ทันทีที่มีการสื่อสารเรื่องนี้ออกมา ไทย PBS เราใส่เรื่องนี้เข้าไปในสำรับข่าวที่ต้องก่อติดตามอย่างใกล้ชิดครับคุณผู้ชม เพราะการกู้หรือไม่กู้มันจะส่งผลต่อขั้นตอนต่อไปก็คือศักยภาพของประเทศเรา ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพทางการเงินการคลัง หรือแม้แต่ถ้ากู้มาแล้วจะกลายเป็นการบั่นทอนศักยภาพการคลังด้วยหรือเปล่า นี่เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากครับ
เราถกเถียงเรื่องนี้กันมาตลอดทั้งสัปดาห์ และดูเหมือนว่ารัฐบาลก็เร่งที่จะเดินหน้า มีความพยายามเดินหน้าอย่างหนักแน่นจริง เรื่องนี้จะส่งผลอย่างไร ตอบโจทย์ค่ำคืนนี้เราจะหาคำตอบจากผู้สังเกตการณ์ 2 ท่านนะครับ คุณเทพไทย เสนพงษ์ครับ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองศาสตราจารย์ ดร. อนุสรณ์ ธรรมจัยนะครับ สส.กรุงเทพพรรคประชาชน สวัสดีทั้ง 2 ท่านนะครับ
สวัสดีครับชัยครับ สวัสดีครับ
สวัสดีครับ
อาจารย์อนุสรณ์ครับ ในทางเศรษฐศาสตร์ ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ซึ่งประชาชนก็คงตอบได้ว่าเราวิกฤตอยู่นะครับ
จำเป็นต้องกู้หรือยัง
ก็มีความจำเป็นระดับหนึ่ง แต่ว่าถ้ากู้เงินเนี่ยก็จะต้องมีแผนการใช้เงินที่ชัดเจน
ครับ
นะ เพราะว่าอันนี้เป็นเงินกู้ก้อนใหม่แล้วก็มีจำนวนค่อนข้างมาก 500,000 ล้านนะครับ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีแผนการชำระหนี้ให้ชัดเจนด้วย เนื่องจากว่าสถานะการคลังของประเทศเนี่ยอยู่ในสถานะที่มีความเสี่ยงอยู่ เนื่องจากว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เนี่ยมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ครับ
แล้วก็มีการคาดการณ์ว่าอาจจะทะลุ 70% ได้ ถ้าเศรษฐกิจไม่ขยายตัวตามเป้านะฮะ ทีนี้เนื่องจากว่าช่วงที่ผ่านมาเนี่ยมันเกิดวิกฤตการพลังงาน วิกฤตการเศรษฐกิจซึ่งก็มีประชาชนจำนวนมากเนี่ยก็เดือดร้อนลำบากนะฮะ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการหรือ งบประมาณเนี่ยเข้ามาช่วยเหลือนะ ทีนี้ก่อนที่จะกู้เนี่ย สิ่งที่จะต้องทำก็คือรัฐบาลต้องพยายามที่จะอุดเอ่อการรั่วไหลหรือการทุจริตคอร์รัปชั่นก่อน เพราะว่าเนื่องจากว่ามันมีงานวิจัยที่ชี้ค่อนข้างชัดว่างบประมาณของไทยเนี่ยแต่ละปีแต่ละปีเนี่ยมันจะมีการทุจริตคอร์รัปชั่นรั่วไหลเนี่ยอยู่ที่ระดับประมาณ 200,000-300,000 ล้านนะฮะ
คือถ้าสามารถที่จะอุดช่องว่างตรงนี้ได้ก็ จะสามารถมีเม็ดเงินจำนวนนึงที่จะดูแลประชาชนได้สบายๆ ในขณะเดียวกันเนี่ยงบกลางก็ยังมีอยู่อยู่ประมาณ 200,000 ล้านนะฮะ ก็สามารถมีมาตรการที่จะช่วยเหลือประชาชนได้เช่นเดียวกันนะครับ แต่ว่าตรงนี้อาจจะไม่พอหรือเปล่า ผมเห็นแผนเบื้องต้นของเขานะครับ เขาจะนำไปใช้เยียวยาประชาชนจากวิกฤตพลังงาน นำไปสนับสนุนกองทุนน้ำมันซึ่งติดลบมหาศาลเลย และก็นำไปเตรียมรับมือกับซุปเปอร์เอลนีโญด้วย
คือ กองทุนน้ำมันเนี่ยมันเป็นเรื่องการค้ำประกันไม่ใช่การการกู้ให้
ครับ
เป็นการค้ำประกันคือกองทุนน้ำมันเนี่ยไปกู้เอง
อือ
แต่ว่ารัฐบาลไปค้ำให้
ครับ
เพื่อให้กองทุนน้ำมันสามารถไปกู้ได้ แต่ตรงเนี้ยในแง่ของวินัยการเงินการคลังเนี่ยมันจะนับรวมเป็นหนี้สาธารณะอ่า เนื่องจากว่ามันเป็นหนี้ที่รัฐบาลไปค้ำ
ครับ
นะครับ
อทีนี้ในมุมอาจารย์อนุสรณ์ก็คือถ้าจะกู้ก็พอมีเหตุผลให้กู้ได้
คือ มันอยู่ในสถานการณ์ที่เราจำเป็นต้องดูแลประชาชน
ครับ แต่ว่าสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือว่ามันต้องไปดูก่อนว่าเราสามารถลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้หรือไม่
อือๆ
อ่า ถ้าสามารถลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ถ้าไม่กู้จะดีที่สุด
ครับ
นะฮะ แต่ถ้าจำเป็นต้องกู้ก็กู้ได้ แต่การกู้เนี่ยจะต้องมีเอ่อแผนการใช้จ่ายเงินที่ชัดเจนว่าเอาไปใช้โครงการไหน มาตรการไหน ไม่ใช่อยู่ดีๆ โยนตัวเลขมาลอยๆ ว่า 500,000 ล้าน
ครับ
นะครับ มันต้องมีแผนการใช้เงินที่ชัดเจน แล้วก็ต้องทำให้เห็นชัดว่าจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างไร จะทำให้ประชาชนที่เดือดร้อนลำบากเนี่ยเขาสามารถที่จะประคับประคองชีวิตไปได้อย่างไร และมาตรการต่างๆ เนี่ยมันต้องเป็นมาตรการที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพจริงๆ
ครับ
เพราะว่าเราต้องเข้าใจว่าเม็ดเงินแต่ละบาทแต่ละสตางค์ที่เรากู้มาเนี่ยมันก็คือภาระในอนาคต
อือ
อย่างสมมุติเราจะเอามากระตุ้นเศรษฐกิจ เงี้ย เรามากระตุ้นเศรษฐกิจบางทีมันอาจจะไม่มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเลย เพราะว่าประชาชนจำนวนนึงก็ยังไม่มีความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจ และคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตเนี่ยภาระการจ่ายภาษีจะเพิ่มขึ้น
ครับ
เพราะเราไปกู้เงินในที่สุดก็ต้องไปหาเงินมาชำระการกู้ฉะนั้นก็จะชะลอการใช้จ่ายมันก็จะไม่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอะไร
อื
หรือแม้กระทั่งในเชิงเศรษฐศาสตร์มหาภาคเนี่ยเราก็ต้องมานั่งดูว่าการที่รัฐบาลกู้เงินจำนวนมากจากตลาดการเงินภายในประเทศเนี่ยมันจะไปแย่งเม็ดเงินเอกชนหรือไม่
ครับ
ถ้ามันไปแย่งเม็ดเงินเอกชนเนี่ย ภาษาทางวิชาการเขาเรียกว่ามันไป crowding out เกิด crowding out effect ก็คือว่า ผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลของการใช้จ่ายของภาครัฐเนี่ยไม่มีผลอะไรเลย
ครับ
เพราะว่าเอกชนจะไปลดการลงทุน เอ่อ การที่เอกชนลดการลงทุนเนี่ยเพราะรัฐบาลไปแย่งเม็ดเงินจากเอกชนในตลาดการเงินซึ่งมันจะดันให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงจึงไม่เกิดขึ้น
ครับ
คือ ถ้ารัฐบาลจะกู้เงินแล้วเอามากระตุ้นเศรษฐกิจดูแลเศรษฐกิจเนี่ยมันต้องทำให้เกิด crowding in effect คือทำโครงการ ทำมาตรการที่สมมุติรัฐบาลขยับแล้วคือรัฐเอกชนยังไม่ขยับ รัฐบาลขยับแล้วเนี่ยกระตุ้นให้เอกชนขยับลงทุน ซึ่งหมายความว่ามาตรการหรือโครงการเนี่ยมันจะต้องก่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อเอกชนและประชาชน ความเชื่อมั่นพื้นฐานที่สุดก็คือว่าต้องไม่มีทุจริตคอร์รัปชั่น ต้องโปร่งใสครับ
ครับ
นี่คือมุมมุมเศรษฐศาสตร์ นี่คือมุมเศรษฐกิจ
กรุงเทพไทย เอามุมการเมือง
ในมุมทางการเมือง รัฐบาลชุดนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องกู้มั้ยหรือไม่กู้ได้มั้ยครับ
ไม่กู้ก็ได้นะ อือ คือการที่รัฐบาลจะกู้ เราดูอยู่ 4-5 รัฐบาลที่กู้ผ่านมานะ มันก็มีวิกฤตใหญ่ๆ ทั้งสิ้น
รัฐบาลชวน วิกฤตต้มยำกุ้ง
อื
ก็ต้องกู้ 2 ครั้ง ถัดจากรัฐบาลชวนก็มา รัฐบาลของคุณทักษิณก็ต่อเนื่องในวิกฤตต้มยำกุ้งก็กู้
ครับ
มารัฐบาลคุณอภิสิทธิ์มากู้เพื่อที่จะมา กระตุ้นเศรษฐกิจในเรื่องในกรณีที่ แฮมเบอร์เกอร์วิกฤต
ครับ
แล้วก็มาถึงรัฐบาลลุงตู่ นะครับก็กู้ 2 ครั้งในวิกฤตโควิด รัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ก็พยายามจะกู้ แต่ว่าก็ไม่ได้กู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำ คราวนี้มารัฐบาลของคุณอนุทิน เหตุผลที่บอกว่าจำเป็นต้องกู้ 1 วิกฤตพลังงานมาอุ้มเศรษฐกิจ
ซึ่งวันนี้ถ้าหากว่าใครฟังกระทู้ถามสดของคุณกร จาติกวนิชถามคุณเอกนิติในฐานะอดีตรัฐมนตรีคลัง ถามรัฐมนตรีคลังคนปัจจุบัน
ครับ
และผมก็คิดว่าเหมือนกับรู้ทางนี้ทีไล่กันน่ะ แล้วในที่สุดคุณเอกนิติก็บอกว่าเตรียมไว้ก่อน คือเตรียมกระสุนไว้ก่อนเผื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็แสดงว่าอะไรก็แสดงว่ามันไม่ฉุกเฉินเฉินไง เตรียมเผื่อไว้อ่ะ มันเหมือนกับพิธีกรรมว่าได้โอกาสแล้วมันมีสงครามตะวันออกกลาง มันมีวิกฤตน้ำมัน เพราะฉะนั้นเนี่ย อู้ไว้เลย 500,000 ล้าน อู้ไว้เพื่อจะไว้ได้ใช้ในยามที่จะต้องใช้อะไรบ้างก็ถามว่าจะอุ้มวิกฤตน้ำมันเนี่ย ในวันนี้เนี่ยผมว่าสถานการณ์วิกฤตน้ำมันทุกคนก็พูดอยู่ ผมก็พูดตลอดว่าตัดค่ากลั่นได้ 10 บาท ผมพวกคุณอุรชัยแหละว่า 10 บาท แล้วก็ค่าภาษีสรรพสามิต 7 บาทเป็น 17 ใช่มั้ย อ่า แล้วก็ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าการตลาด ค่าภาษีท้องถิ่น รวมแล้ว 20 บาทเอามาบริหารได้
อ
วันนีต้องฟังบนไอ้บกบนนะ อ่า กบนก็
ก
ตอนนี้วันก่อน 2 วันนี้ 3 5 แล้วก็อีกต้นเดือนก็ 3 เป็น 8 แล้วนะ
ครับ
เหลือ 2 เนี่ยนะ ถ้าบีบมาอีก 20 ก็เท่ากับที่ผมตั้งไว้ไง เพราะงั้นทุกคนก็บอกว่าเมื่อบริหารจัดการปรับกับโครงสร้างของน้ำมันเนี่ย มันก็แทบจะไม่ต้องไปทำอะไรเลย แล้วก็ไม่ต้องเยียวยาด้วย ถ้าเราคุมน้ำมันได้ ต้นทางของการผลิตนี่อยู่ที่น้ำมัน น้ำมันไม่ขึ้นสินค้าก็ไม่ขึ้น คุณต้องไม่ต้องเยียวยาใครเลยอ่ะ อ่า ไม่ต้องไปเยียวยากลุ่มนู้นกลุ่มนี้เลย คุณบริหารจัดการไอ้ตรงนี้ได้ เพราะงั้นสิ่งที่ผมว่าเค้าเอามาเนี่ยเผื่อเพราะต้องหาเสียง เอาอย่างงี้ดีกว่าก็หาเสียง อย่างน้อยๆก็โครงการคนละครึ่งวันนี้มันยังไม่ออกไงครับ
เพราะหาเสียงมาตั้งแต่เลือกตั้งแล้ว เป็นหนี้เค้าตั้งแต่เลือกตั้งนู่น บอกว่าเป็นรัฐบาลแล้วจะใช้หนี้แล้ว จนถึงวันนี้เนี่ย มา 2-3 เดือนแล้ว 2 เดือนแล้วยังใช้หนี้ไม่ได้ไง อ่า เพราะงั้นก็จำเป็นต้องต้องหามาบอกนี่ไง พอดีเลยประชาชนเจอวิกฤตเดี๋ยวไทยช่วยไทยพลัสใช่มั้ยฮะ ตอนนี้ไทยช่วยไทยพลัส
กู้เงินมาเติมเสร็จช่วยประชาชน วินก็เนี่ย คือประชาชนชอบอยู่แล้ว
ครับ
เออ คือกู้เนี่ย เอาอย่างเงี้ย กู้เนี่ยนะ คือคุณออก พ.ร.ก. กู้นะครับ คือตอนแรกสุดเนี่ย เอาอย่างนี้ว่าเริ่มต้นตอนแรกสุดเนี่ย เหมือนกับว่าคิดมาก่อนแล้วว่าจะกู้
ครับ
แต่ว่าบังเอิญว่ามันคงจะไปใช้งานคุณเอ่อ ปกรณ์ ประพันธ์ คุณปกรณ์ก็เลยหลุดออกมาว่าจะทำเรื่องนี้ พอนักข่าวถามก็บอกไม่ยังไม่ได้คิด อย่างโง้นอย่างงี้ทุกคนก็ไม่คิด พอถามคุณอนุทิน อนุทินก็กั๊กๆ อะไรที่เป็นประโยชน์ก็จะทำ พอสุดท้ายคุณเอกนิติบอก อู้ แล้ววันนี้ชัดว่ากู้แน่
ครับ
ปัญหาก็คือว่าคุณจะกู้แบบ พ.ร.ก. หรือแบบ พ.ร.บ.
คุณกู้แบบ พ.ร.ก. เนี่ยนะ คุณหมกเม็ดได้ทั้งนั้นนี่
ใช่มั้ย คุณจะเอาไปทำตรงไหนก็ได้ แล้วก็งบประมาณเหล่านี้คุณไปแจกจ่ายตรงไหนก็ได้ คุณไปให้พื้นที่ไหนก็ได้ คุณแบ่งให้กระทรวงไหนก็ได้ แล้วก็สุดท้ายแบบอาจารย์อนุสรณ์ว่าคนที่ห่วงก็คือทุจริตไง
ครับ
คนมันห่วงเรื่องถอนทุนไง ใช่มั้ยล่ะ เออ เพราะฉะนั้นเนี่ยมันตรวจสอบไม่ได้ เพราะตรวจสอบ คุณบอกว่ามันต้องเข้าสภาแหละแน่นอน มันเข้าสภาแต่ว่ามันเข้าสภาคุณก็คุมเสียงข้างมากครับ
คุณก็ผ่านอยู่แล้ว บางใครจะไปท้วงติงอะไรได้ แต่ถ้าเข้าเป็น พ.ร.บ. เนี่ย คุณอนุสรณ์ก็อธิบายได้ ความคุ้มค่าของโครงการ ทำไมไปลงตรงนั้นมาก ทำไมไปลงตรงนี้มาก ทำไมโครงการนี้มันไม่เหมาะสมยังไง คนมันท้วงติงได้ ตัวแทนของประชาชนมันได้ท้วงติงได้ไง คุณกู้เงินไปเนี่ยมันความรับผิดชอบมันอยู่ที่ประชาชนไง
เอ่อ ประชาชนเป็นลูกหนี้เหมือนกับคุณน่ะ เพราะฉะนั้นเค้าก็มีสิทธิ์ที่จะถามว่ารัฐบาลจะทำจะใช้ ผมก็บอกแล้วเอาล่ะคุณอ้างว่าจะกู้ ผมก็ไม่รู้จะทำไง มันเป็นสิทธิ์ของคุณที่จะกู้นะ แต่ว่าผมบอกถ้ากู้ ถ้าแฟร์ๆ ให้มันโปร่งใสเนี่ย คุณต้องกู้แบบ พ.ร.บ. อย่ากู้แบบ พ.ร.ก. แล้วมันไม่จำเป็นเร่งด่วนตามมาตรา 172 อะไรของคุณที่อ้างมาเนี่ยว่าจำเป็นต้องกู้เนี่ย เพราะคุณฟังจากรัฐมนตรีเอกนิติคุณก็เตรียมไว้อ่ะ เพราะเตรียมไว้เพราะงั้นคุณออกแบบ พ.ร.บ. ก็ได้มีปัญหาอะไรนี่
ครับ ถ้า พ.ร.บ. มันนานไปหรือเปล่า อาจจะไม่สะท้อนสถานการณ์จริงไง
ก็แล้วตอนนี้มันมีอะไรนี่ เพราะสถานการณ์ตอนนี้จะทำก็ที่จะที่จะแจกเนี่ยก็คือก็จะแจกคนละครึ่ง เพราะนั้นคุณจะออก พ.ไอ้ถ่ายโอน อ่า โอนงบประมาณค้างจ่ายเหลือจ่ายใช่ มั้ ค้างท่ออะไรทั้งหมดเนี่ยมาก็เอาตัวนี้ก่อนก็ได้นี่เหม็นเป็นไร
ผมเข้าใจถูกหรือเปล่า คุณเทพไทยกำลังจะบอกว่านี่เป็นการกู้การเมืองไม่ใช่กู้เพื่อกู้วิกฤตเศรษฐกิจ
ถูกต้อง เป็นการกู้การเมือง
ครับ
กู้มาอ้างว่ากู้เพื่อมากู้เศรษฐกิจ แต่ว่าจริงๆเนี่ยอ้างว่ากู้มาเนี่ยเพื่อกู้การเมือง สถานการณ์การเมืองวันนี้คุณอุรชัยดูดิ
อ
เครดิตของรัฐบาลน่ะ
เอาตั้งแต่เป็นมาวันแรกเนี่ย นิราโพบอกว่าคุณอนุทินความนิยมอยู่ที่ 28-29% นะ
ครับ
แล้ววันนี้พอ KPI มาทำเหลือ 8% แพ้รัฐมนตรี แพ้รองนายกทั้ง 3-4 คนน่ะ แล้วเป็นไปได้ยังไง คนเป็นนายกเนี่ย แล้วมาแพ้รองนายกความนิยม แล้วก็สุดท้ายคุณก็เห็นเนี่ย
ตั้งแต่รวยไม่ไหวแล้ว คนก็แชร์กันแล้ว จนมาถึงถุยๆ แล้ว คอยดูแล้ว คุณก็ดูเครดิตต่ำขนาดไหน มันก็จำเป็นต้องกู้มาเพื่อที่จะกู้
การเมืองขึ้นมาไง
ครับ
อาจารย์สมมุติว่ากู้ 500,000 ล้านบาท
เอาโดยภาพรวมนะ อาจจะไม่ต้องรัฐบาลนี้ก็ได้ 500,000 ล้านบาท เทียบกับตัวการออกแบบกฎหมายงบประมาณของบ้านเราในระยะหลังเนี่ย 500,000 ล้านบาท ใช้กี่ปีกว่าจะใช้เงินหมด ใช้หนี้เนี่ย
ก็ถ้าสมมุติว่าเศรษฐกิจขยายตัวตามเป้าหมายนะฮะ
แล้วก็เก็บภาษีได้ตามเป้าเนี่ย
แล้วก็แผนการชำระหนี้ทั้งเงินต้นทั้งดอกเบี้ยเนี่ยเป็นไปตามแผนเนี่ย
ก็จะได้ 5-6 ปีสำหรับเฉพาะก้อนนี้นะ
500,000 ล้าน 5-6 ปี
ถ้าเติบโตตามศักยภาพตามเศรษฐกิจถูกต้อง แต่ว่าเนื่องจากว่ามันมีหนี้ก้อนก้อนเดิมอยู่
ครับ
อยู่จำนวนมาก คือ คือหนี้ทั้งหมดเนี่ยมันมันเยอะมาก เพราะว่าสัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อ GDP เนี่ยตอนนี้มันอยู่ 66-67% นะฮะ แล้วมันก็จะมีอีกประเด็นนึงที่มาพร้อมเรื่องการจะออก พ.ร.ก. กู้เงิน 500,000 ล้านเนี่ยก็คือการขยับเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP ขึ้นไปที่ 75%
ครับ
ซึ่งอันนี้เป็นอีกประเด็นนึงที่จะต้องระมัดระวัง เพราะว่ามันจะนำไปสู่การที่ประเทศไทยจะมีความเสี่ยงในการที่จะถูกลดอันดับเครดิต หรือลดอันดับความน่าเชื่อถือ
ครับ
ซึ่งมันก็จะทำให้เอ่อต้นทุนทางการเงินเนี่ยของภาคธุรกิจของรัฐบาลเนี่ยสูงขึ้น เวลาไประดมทุนในต่างประเทศนะ แล้วความเชื่อมั่นต่อประเทศก็จะลดลง ทีนี้การขยับเพดานหนี้เนี่ยตอนนี้ยังไม่จำเป็น เพราะว่าจาก 67 66 67 ไปที่ไปที่ 70 เนี่ย ตรงนี้มันมันมีช่องว่าง ช่องว่างหรือพื้นที่ทางการคลังเนี่ยอยู่ประมาณ 700,000 กว่าล้าน
ครับ
700,000 กว่าล้านนะฮะ ที่จะสามารถก่อหนี้เพิ่มได้ที่ไม่ทะลุเพดาน แต่ตรงเนี้ยมันขึ้นอยู่กับว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเนี่ยมันเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ คือมันมีความแนวโน้มสูงมากที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเนี่ยมันจะต่ำกว่าเป้าหมายมากๆ
ครับ
ซึ่งมันจะทำให้เพดานหนี้เนี่ยมันทะลุในเวลาที่เร็วขึ้น
ครับ
ซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นปี 70-71 ทีนี้การเตรียม พ.ร.บ. เงินกู้ 500,000 ล้านเนี่ยเอ่อ ผมประเมินว่าส่วนหนึ่งเนี่ยมันเป็นผลมาจากการที่เอ่อรัฐบาลเนี่ยคงคงเห็นแล้วล่ะว่าในความเป็นจริงเนี่ยจะเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า
อื
แล้วจะมีค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่ไม่อยากตัด ทั้งที่จริงๆมันตัดได้นะ มันลดได้ มันตัดได้
หมายถึงพวกโครงการอะไรพวกเย
พวกโครงการต่างๆนะที่ไม่จำเป็นมาก
สำหรับเฉพาะหน้า
นะฮะ ทีนี้ถ้าเกิดว่ารัฐบาลจำเป็นต้องกู้จริงๆ
นอกจากเรื่องการเฝ้าระวังการทุจริต ลำพังแผนที่บอกว่าเยียวยาประซกองทุนน้ำมัน รับมือกับซินี่เป็นแผนที่เอ่อสมเหตุสมผลต่อสถานการณ์แล้วหรือยัง
คือ อาจจะไม่ตรงเป้าหมายเท่าที่ควร
ครับ
นะ เพราะว่าสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นเนี่ย มันมีคนเฉพาะกลุ่มที่เขาเดือดร้อนมากๆ มาตรการเนี่ยมันควรจะมุ่งไปที่กลุ่มเปราะบาง
ครับ
แล้วก็ไปยังต้นตอของปัญหา นะซึ่งซึ่งตรงเนี้ยมันจะทำให้การใช้งบเนี่ยมันมีประสิทธิภาพมากกว่า ก็คือใช้เงินน้อยกว่า ใช้งบน้อยกว่าแต่ได้ผลต่อเศรษฐกิจและรักษาการจ้างงานได้ดีกว่า
รวมทั้งสามารถบรรเทาเรื่องค่าครองชีพและ ความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชนได้ดีกว่าเยอะนะฮะ
คุณเทพไทยเป็นนักการเมืองมานานนะครับ ผมผมเชื่อว่าจะมีคนตั้งคำถามว่ารัฐบาลไหนเวลาที่เขาจะออกพระราชกำหนดในการกู้เงินเนี่ย ก็เพราะว่ามีวิกฤตฉุกเฉินทั้ง อื รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์มีไทยเข้มแข็งใช่มั้ยครับ
ใช่ การ
ก็จะมีคำถามว่าแล้วมันจะต่างกับตอนนี้ยังไง ตอนนี้ก็มีวิกฤตพลังงานโลก ทุกคนก็เดือดร้อนก็เห็นๆกันอยู่ แม้คุณเอกนิติจะหลุดออกมาก็เถอะว่ากู้มาก่อน แต่ว่าสถานการณ์มันก็เห็นอยู่ว่าวิกฤต
ก็ก็ถามว่าวิกฤตอะไรอ่ะ วิกฤตอะไร 1 อ้า วิกฤตน้ำมัน
ครับ
พอบอลน้ำมันก็บอกบริหารจัดการได้อยู่แล้ว เอ่อ แล้วก็เป็นในทิศทางที่ดีขึ้นด้วย
ครับ
อ่า ก็ไม่ถึงกับขนาดนั้น ไม่ต้องถึงกับต้องเอาเงินมาโปะ หรือหาเงินมา 500,000 ล้าน อ้าว มีอะไร ไอ้นิโยอะไรเนี่ยอ่ะ เออ
ก็มาทำอะไร โครงการอะไร ผมก็ไม่เห็นจะชัดเลย อ
คือสิ่งที่เค้ากลัวก็คือว่าพอเป็น พ.ร.ก. เนี่ย มันง่ายในการที่จะหมกเม็ดโครงการ และสุดท้ายมันก็มีความรู้สึกว่าก็ไปให้ กับกระทรวงต่างๆ ทำงานไปแก้ แล้วก็สุดท้ายก็ไปลงในพื้นที่ที่ของตัวเอง ของพวกตัวเอง ใช่มั้อ่า แล้วก็ใช้เงินแบบหลุยฉุยแฉกแบบเนี้ย
เออ ซึ่งมันเป็น เค้าเรียกอะไร มันเป็นหนี้ของประชาชน คือการกู้เนี่ย ประชาชนอาจจะไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่ พูดจริงๆนะ เพราะอะไรอ่ะ เพราะว่าประชาชนมันมีความรู้สึกว่าก็ไปจ่ายหนี้วันข้างหน้า นนเผลอตายซะก่อนกว่าจะใช้หนี้ใช่มั้ย คนมันไม่รู้สึกอ่ะ มันไม่กระทบกับเงินในกระเป๋าของประชาชนไง คุณอุรชัยลองดูดิอ่ะ 2 เรื่องเกิดมาพร้อมกัน คนตื่นตัวต่างกัน
มีกระแสฟีดแบ็กต่างกัน ก็คือเรื่องกู้ 500,000 ล้านบาท กับ
สว. เสนอให้ขึ้นภาษี VAT 10% ภาษีแวดนี่คนเดือดร้อนกว่าเนี่ย คนต่อต้านมากกว่า เพราะนั้นอะไร เพราะภาษีขึ้นมามันกระทบเงินในกระเป๋าของชาวบ้านไง
ครับ
จากจ่าย 7% มันเป็น 10% มันเพิ่มขึ้นมา 3 บาท เค้าก็เดือดร้อนไง แต่ว่าไอ้ภาษีไอ้ไอ้ไอ้กู้นี่ ชาวบ้านก็ไม่เดือดร้อน อ้า กู้ได้ก็กู้ ก็มีที่เคลื่อนไหวก็มีเนี่ยแหละ พวกอาจารย์อนุสรณ์ พวกนี้แหละที่เคลื่อนไหวที่พอรู้เรื่องนะ ชาวบ้านมีความรู้สึกชอบด้วยซ้ำไปอกู้มาเดี๋ยวก็ได้อย่างน้อยก็ได้คนละครึ่งกูก็ได้ตังค์ด้วย เออ หรือว่ามาขุดแหล่งน้ำมากระตุ้นเศรษฐกิจก็ได้ด้วย อะไรเงี้ย เออ เพราะรัฐบาลเลยชอบไง
คือ วันนี้ผมว่ายังไม่มีความจำเป็นแล้ว ขนาดที่ว่าไอ้ไๆไอ้ช่องว่างระหว่างนี่ตรงนี้มันแค่ 66% เนี่ยนะ
แล้วก็เก็บไว้เพื่อที่จะกู้ในยามจำเป็น เราจะไปรู้ได้ไงข้างหน้านี้มันจะมีอนาคต อนาคตมันจะมีปัญหาอะไรขึ้นมาอีก
ครับ ผมถามอาจารย์นิดนึง อาจารย์บอกว่ายัง มีแกปเหลืออยู่ให้กู้ได้ตามประมาณประมาณ 7 คือถ้าตามเพดานเลย
ถ้าสมมุติกู้เต็มที่เลยอไม่ให้ทะลุเพดานเนี่ยประมาณ 700,000 กว่าล้าน 700,000 กว่าล้านก็รัฐมนตรีคลังบอก 800,000 รัฐมนตรีคลังคงอาจจะตัวเลขกลมๆอ่ะนะ แกก็บอกว่ายังมีเวลา 800,000 ไม่ต้องขยาย 75%
ถ้าไม่ขยายตอนนี้ในกฎหมายงบฉบับถัดไปก็ต้องขยายอยู่ดีเปล่าอาจารย์ เพราะว่ายังไงก็ต้องกู้ในงบประมาณ
มันมันขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจในระยะ 1-2 ปีข้างหน้านั่นหมายความว่าเงินที่กู้มา งบประมาณที่รัฐบาลบริหารเนี่ยปี 69 ปี 70 เนี่ยบริหารได้มีประสิทธิภาพม่งใสมรั่วไหลมั้ย
คือถ้ามันตรงเป้าหมาย เศรษฐกิจขยายตัวดีก็ไม่มีปัญหาก็ไม่จำเป็นต้องยกเพดานหนี้
อื
แต่ว่าถ้ามันไม่เป็นไปตามเป้าหมายเนี่ย โอกาสที่จะยกเพดานหนี้เนี่ยมีความเป็นไปได้สูง
นะ แต่ก่อนที่จะทำอย่างนั้นเนี่ยสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นก่อนนะ รวมทั้งการจะกู้เงินระดับ 500,000 ล้านเนี่ยต้องทำเป็น พ.ร.บ. เพราะว่าเราเราอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเนี่ยคือผู้แทนของประชาชน เขาควรจะมีสิทธิ์มีเสียงมีส่วนร่วมในการที่จะตรวจสอบการใช้งบว่าที่ไปกู้มา งบประมาณทั้งหลายเนี่ยจะเอาไปใช้อะไรบ้าง
ครับ
ถูกมั้ย ถ้าเอาไปใช้ในสิ่งที่มันเป็นประโยชน์ เอาไปลงทุนโครงการต่างๆ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เตรียมการสำหรับสังคมผู้สูงวัย หรือแม้กระทั่งเงินจำนวนนึงต้องเอาไปดูแลเรื่องระบบสาธารณสุข ซึ่งระบบ 30 บาทรักษาทุกโรคเนี่ยมันกำลังมีกำลังจะมีปัญหาทางการเงินในอนาคต
ครับ
มันก็ต้องดูแลทั้งหมด ต้องมีต้องมีเงินดูแลทั้งหมด ทีนี้เอ่อนอกจากการใช้เงินแล้วเนี่ยเราต้องมาดูฝั่งหาเงินว่าภาษีเนี่ยเราจะจัดการยังไง กรุงเทพฯก็พูดชัดว่าเวลา กู้เงินมาใช้เนี่ยประชาชนก็ไม่รู้สึกอะไรมาก แต่จริงๆเนี่ยต้องรู้สึกนะ เพราะว่ามันจะเป็นภาระต่อลูกหลานและตัวเองในอนาคต
มันเชื่อมโยงกัน คือถ้ากู้เงินมากต่อไปภาษีก็ต้องเพิ่มขึ้นในอนาคต แต่ถ้าจะเก็บภาษีเลยเนี่ยคนกระทบทันทีถูกมั้ฮะ แล้วไม่ควรจะเก็บเพิ่มในสภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี แต่ภาษีบางอย่างเนี่ยมันเก็บในสภาวะเศรษฐกิจไม่ดีโดยไม่กระทบเศรษฐกิจเช่น ภาษีทรัพย์สิน อย่างคนที่เป็นคนที่ร่ำรวยมากๆ เนี่ยมีทรัพย์สินมีที่ดินอยู่ระดับหมื่นไร่แสนไร่ 600,000 ไร่ อย่างเงี้ย อันเนี้ยเก็บไปเลยมันไม่กระทบกับเศรษฐกิจโดยรวมแล้วรัฐบาลก็จะมีรายได้เข้ามาด้วยอย่างชัดเจน
ก้อนใหญ่ฮะ ก้อนใหญ่ มันเก็บไม่มีประสิทธิภาพถึงเก็บไม่ค่อยได้
ถ้าเราเป็นรัฐบาลของประชาชนเนี่ย เราต้องเก็บต้องหารายได้เพิ่มจากสิ่งเหล่านี้ ซึ่งมันไม่กระทบกับคนส่วนใหญ่
ครับ
แล้วเรายังมีเงินที่จะเอามาดูแลคนส่วนใหญ่ด้วย
ครับ
ไม่ว่าจะเป็นดูแลเกษตรกรที่พืชผลตกต่ำ ดูแลผู้สูงอายุ ดูแลเด็กเล็กที่เป็นครอบครัวของคนมีรายได้น้อยให้มีสวัสดิการถ้วนหน้า เด็กเล็กมันมันทำได้เยอะแยะเลย ถ้าถ้าเรามีเจตจำนงทางการเมืองที่จะทำ
ครับ มีคำถามที่ผมจะถามทั้ง 2 ท่านในฐานะที่เป็นนักการเมืองปัจจุบันและอดีตนักการเมือง ขออดีตนักการเมืองก่อนแล้วกันนะครับ
มองว่าที่รัฐบาลจะต้องกู้ให้ได้ในตอนนี้ เป็นเพราะไปสัญญาเรื่องนโยบายรถแรกแจกแถมในช่วงการหาเสียงไว้ใช่มั้ยครับ
ก็เป็นไปได้ไง มันได้โอกาสไงที่ผมบอกมันได้โอกาสแล้วที่จะกู้
อ
เพราะฉะนั้นเนี่ย รู้อยู่แล้วว่าการกู้เนี่ยมันมันแรงเสียดทานน่ะ มันมีเฉพาะนักการเมืองด้วยกัน คนที่สนใจการเมือง ประชาชนเนี่ยมันไม่จะไม่มีแรงเสียดทาน
ครับ
เพราะฉะนั้นการกู้มามันก็มีเงิน 500,000 ล้าน ที่จะใช้หาเสียงเนี่ยเอ่อ แล้วก็ไม่มีใครปฏิเสธว่าใน 500,000 เนี่ยมันจะมีเงินทอนสักเท่าไหร่เอ่อ มันจะมีการถอนทุนสักเท่าไหร่เอ่อ ก็ไม่มีใครที่จะกล้าการันตีว่าไม่มี เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็พยายามที่จะทำเต็มที่ ผมก็ดูอาการแล้วนะ รัฐบาลโดยไม่มีความจำเป็นเลยในตอนนี้ที่จะ หรือว่าออกแบบ พ.ร.บ. กู้เนี่ยนะ ให้ สส. เนี่ยได้มีโอกาสได้ตรวจสอบ คือเอาล่ะคุณบอกว่ามันจำเป็นต้องเร่งด่วนแบบคุณอุรชัยว่า ก็ไม่เป็นไร ผมก็ไม่ว่าอะไร ผมจะให้ทำ 3 วาระรวดก็อย่างได้
อื
เอ่อ ก็ตั้งกรรมาธิการเต็มสภาก็ได้ ก็ให้ทุกคนอภิปรายก็ได้ หรือว่าคุณอาจจะใช้เวลาอ่ะ ขยับเป็นวาระ 1 วาระ 2 วะ 3 ใกล้ๆกันก็ได้
เอ่อ ให้มันเร็วขึ้นก็ได้ คือประชาชนเขาจะได้รู้ไง เจะได้ตรวจสอบ แล้วมันจะได้โปร่งใสไง ทุกคนก็จะชี้ว่า 500,000 ล้านที่คุณกู้มานี่เงินของเขาที่เขาต้องรับภาระเนี่ย มันไปอยู่ตรงไหนบ้าง มันหมกเม็ดอะไรบ้างู ผู้แทนของประชาชนก็ได้อภิปรายไง
อือ
คุณอนุสรณ์อย่างเยที่เป็นคนที่มีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ก็จะได้เข้าไปอภิปรายด้วย ไอ้เรื่องนี้ได้ซักไซสล่เรียนได้ถามไง
แสดงว่ามันทำให้มันเร็วได้ใช่มั้
ได้ ทำไมไม่ได้ มันก็ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามันง่ายไง ไอ้ พ.ร.ก. นี่มันเหมือนกับพระมัดมือโช๊ค
ครับ
ใช่มั้ย รัฐบาลคิดอะไรไม่ต้องฟังใคร คิดเขียนๆ ปั๊บ ประกาศตูมไปใช้ พอใช้เสร็จก็เข้าสภา พอเข้าสภาขอความเห็นชอบ ถ้าไม่เห็นชอบรัฐบาลก็ต้องออก แล้วมันจะมีเหรอว่าไม่เห็นชอบ รัฐบาลมีเสียงข้างมากแล้วพรรคไหนบ้างที่จะถอนตัวในสถานการณ์แบบนี้ ทุกพรรคก็อยากจะอยู่ต่อ เพราะอะไร เพราะว่าไอ้ที่ลงทุนไปมันยังได้คืนมาไม่หมดไง คุณจะไปเลือกตั้งใหม่เหรอครับ
เออ ถ้าจะมีก็พรรคของอาจารย์อนุสรณ์เ่ะคนเดียวแล้วมั้งที่ไม่ต้องลงทุนให้เลือกกี่ครั้งเคก็เอาอยู่แล้ว แต่ไอ้พรรคอื่นที่มันลงทุนกันเยอะแยะเนี่ยมันกล้ามั้ยอ่ะ
ครับ
เออ อาจารย์มองเหมือนกันมั้ยว่าที่รัฐบาลต้องทำแบบนี้เป็น 500,000 ล้านเนี่ย
ครับ
มันมากเกินไปสำหรับจะเอาเป็นเป็นเอ่อ มาตรการที่จะไปแจกเงิน
อ่าฮะ
คือ ถ้าระดับ 500,000 ล้านเนี่ย มันต้อง digital wallet
ครับ
แบบแจกเป็นหมื่นแบบรัฐบาลเพื่อไทย
ครับ
คือ ถ้าเป็นเอ่อ ไทยช่วยไทยพลัส คนละครึ่ง พลัสเนี่ยไม่เกินแสนล้าน จริงๆ 5-60,000 ล้านก็เพียงพอละที่จะบรรเทาความเดือดร้อน แต่ผมวิเคราะห์อย่างงี้ว่าการกู้เงินเผื่อไว้ 500,000 ล้านเนี่ยจะทำโครงการใหญ่ 2 โครงการซึ่งจริงๆมันจะต้องผ่านการตรวจสอบโดยรัฐสภา และประชาชนส่วนใหญ่ด้วยว่าจะเอาแบบนี้มั้ย
ครับ
เพราะว่ากลัวเหลือเกินว่าจะถอนทุน
กลัวเหลือเกินก็คือซื้อสัมปทานรถระบบรางไง
กรุงเทพฯ อันนั้นก็อันนั้นก็อย่างต่ำก็ 200,000 ล้านอ
นะ แล้วก็ land bit ด้วย
ครับ
ถึงแม้ land bit เนี่ยมันอาจจะเป็นโครงการที่เชิญชวนเอกชน เอกชนต่างชาติมาร่วมลงทุน ถูกมั้ย
แต่รัฐบาลก็จะต้องมีลงทุนโครงสร้างพื้นฐานบางอย่างสำหรับบริเวณนั้น ทีนี้โครงการแบบนี้เนี่ยมันเป็นโครงการขนาดใหญ่ซึ่งใช้เงินจำนวนมาก มันจะต้องวิเคราะห์ให้ดี ทั้งในทางวิชาการแล้วก็ต้องให้ประชาชน ให้ นักการเมือง ให้สมาชิกผู้แทนราษฎรเนี่ยเขา ร่วมตรวจสอบ เพราะมันเป็นเงินจำนวนมาก ทีนี้ระหว่าง 2 โครงการนี้กับโครงการที่เอาลงทุนเพื่อป้องกันกรุงเทพฯไม่ให้จมทะเลในอีก 7-8 ปีข้างหน้า อันนี้ดีกว่าหรือไม่
อื
หรือ 500,000 ล้านเนี่ยเอาไปลงทุนเรื่องทรัพยากรมนุษย์ เอาไปลงทุนเรื่องการวิจัยดีกว่าหรือไม่
ครับ
ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ด้านต่างๆ
หรือแม้กระทั่งเงินจำนวนนี้อาจจะเอาไปผ่องถ่ายให้กลุ่มทุนไฟฟ้าก็ได้
คือ มันมันได้หมดแต่อ้างว่าเป็นเป็นนโยบาย
ครับ
ถูกมั้ย คือ เอาเงินภาษีประชาชน เอาเงินกู้ ซึ่งจริงๆมันก็คือเงินของประชาชนนั่นแหละ
มาแจกประชาชน หรือมาทำโครงการที่มาเอื้อประโยชน์กับเครือข่ายเนี่ย อันนี้ไม่ควรเกิดขึ้น
ครับ
ในสภาวะที่ประเทศมีวิกฤต
ผมเพิ่มประเด็นนิดนึงครับอาจารย์ เรากำลังอยู่ในยุคที่ไม่ว่ารัฐบาลไหนๆก็เข้ามา แล้วก็ต้องกู้ หรือเปล่า เพราะว่าไม่เหลืองบประมาณมากพอที่จะ
ไม่ ไม่จริงฮะ เพราะว่าคือถ้าเราแก้ปัญหาการเมืองได้ คือการเมืองที่ไม่ใช้เงินจำนวนมาก คือถ้าพรรคการเมืองพรรคนึงเนี่ย จะเข้าสู่อำนาจรัฐแล้วต้องไปใช้เงินทุนเทา
อ
ใช้การซื้อเสียง 3-4 พันล้าน 5,000 ล้าน 6,000 ล้านด้วยซ้ำไป อหมื่น
ล้านเข้ามาก็ต้องถอนทุนแน่นอนฮะ
ด้วยวิธีการต่างๆ
ครับ อย่าอย่ายอย่างล่าสุดกรณีวิกฤตการพลังงานก็ถูกตั้งคำถามเรื่องการกักตุนน้ำมัน การเก็งกำไรน้ำมันครับ
มีนโยบายที่อาจจะเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนบางส่วนใช่มั้ย มันคือถ้าเราแก้มันหนี้โิ ได้เนี่ย การเข้าสู่อำนาจทางการเมืองไม่ ได้ใช้เงินมากขนาดนี้ไม่ซื้อเสียงไม่อะไรเนี่ย
คนที่เป็นนักการเมืองเนี่ย คนที่มาบริหารประเทศก็จะมุ่งมุ่งที่จะทำนโยบายที่เป็นประโยชน์
ฉะนั้นแรงจูงใจที่จะไปหาประโยชน์เนี่มันไม่มี
อื
แล้วที่สำคัญก็คือเมืองไทยเนี่ยเวลาทำผิดไม่ถูกลงโทษ แต่คนที่ไม่ผิดอะไรกลับถูกลงโทษ ตลกมั้ย
ครับ
แบบนี้เนี่ยคือ rule of law ไม่มีเนี่ย ประเทศจะล่มสลายครับ คุณเทพไทยมองเหมือนกันมั้ยว่ารัฐบาลไหนๆเข้ามาไม่จำเป็นต้องกู้ คือผมกำลังมองว่าคือกู้กันมาทับถมมาหลายรัฐบาลแล้วเนี่ยต่อไปจะไม่เหลือแกปให้บริหาร
คือ มันเอาเอารัฐบาลที่ไม่กู้ก็มี คือถ้าไม่เหตุจำเป็นก็ไม่จะกู้ทำอะไร คือแน่นอนที่สุดแหละรัฐบาล
ที่อยากจะสร้างผลงานอยากจะกู้เนี่ยทุกรัฐบาลอยากจะกู้ เพราะกู้แล้วมันมีเงินไ มันมีเงินในกระเป๋ามันมีเงินใช้หาเสียงมีเงินทำนู้นทำนี้ได้ไง แต่มันดูว่าเหตุมันสมเหตุสมผลหรือไม่
ใช่มั้ยออ รัฐบาลเศรษฐาก็อยากจะกู้มาแจกดิจิทัลวอลเล็ตเนี่ยเอ่อ ทั้งๆที่ตอนหาเสียงก็บอกว่าไม่กู้เดี๋ก็ใช้บริหารจัดการงบประมาณ พอสุดท้ายก็จากจะกู้ไปกู้ก็กระแสต่อต้านเค้าก็ไม่กู้ก็คือเงินเราเงินที่เอามาแจกมันก็คือเงินเรา
ประชาชนต้นตระหนัก
ใช่
เออ เพราะฉะนั้นเนี่ยรัฐบาลอนุทินจนถึงวันนี้เนี่ยผมคิดว่าเอาล่ะถ้าคุณอยากจะกู้ คุณเห็นว่ามันจำเป็นเนี่ยนะ ผมขอให้มันโปร่งใสไง ขอให้เจ้าของประเทศเออขอให้เจ้าของเงินที่จะต้องจ่ายเนี่ยได้รับรู้ด้วย
รับรู้ได้ไม่โดยตรงก็ผ่านตัวแทนเขาไง ให้เข้าสภาไงเมีตัวแทนอย่างน้อยตัวแทนก็ได้อภิปราย อภิปรายเค้าก็ได้รับฟังไงหรือไม่ก็สื่อโซเชียลออกจะเอาประเด็นเนี่ยมาขยายผลเค้าก็ได้รับรู้ไง ก็ดีกว่าคุณรวบหัวรวบหางแล้วก็กินซะเลยแบบเนี้ย มันไม่ได้ไง
เค้าบอกศึกษากันอยู่ เดี๋ยวรอดูว่าผลศึกษาจะทำให้เรามองเห็นความรัดกุมว่าเขาจะไปต่อมากน้อยขนาดไหน แต่เหมือนจะไปต่อนั้น
อ่ะ เดี๋ยวรอดูกันนะครับวันนี้
ต้องเรียนต้องเรียนคุณอุรชัยว่า
เงินที่เขาเอามาให้มาแจกให้เนี่ย อย่าอย่าไปคิดว่าเป็นบุญคุณ เพราะมันคือเงินของเรา เงินของประชาชนไม่ว่าจะกู้หรือไม่ถ้ามาแจกเงินเราทั้งนั้น
ถูกต้อง ถูกต้องครับ
นะครับ ขอบคุณทั้ง 2 ท่านนะครับ ยินดีครับ สวัสดีครับ สวัสดีครับ
คุณผู้ชมครับ ติดตามเรื่องนี้กันต่อได้ในทุกช่วงข่าวของไทย PBS นะครับ อย่างที่ผมยืนยันไปครับ ตั้งแต่ที่ประโยคนี้หลุดออกมาจากตัวแทนในรัฐบาล เราใส่เข้าไปเป็นหนึ่งในประเด็นสำรับข่าวที่ต้องเกาะติดอย่างใกล้ชิด งบประมาณ 500,000 ล้านบาทไม่ใช่ งบก้อนเล็กๆนะครับ ใช้อย่างไรต้องได้รับ การตรวจสอบอย่างเข้มข้นครับ วันนี้ลาไปก่อนนะครับ สวัสดีครับ