Transcription
มีงูพิษตัวนึงในหมู่บ้านหนึ่ง และเจ้างูตัวนั้นมันกัดชาวบ้านหลายคนจนล้มตายไป ชาวบ้านต่างพากันหวาดกลัว เด็กๆ ไม่กล้าออกไปเล่นนอกบ้านตรงใกล้ๆ ต้นไม้ที่งูขดอยู่
ต่อมานั้นมีภิกษุรูปนึงผ่านไปทางนั้น นั่งลงพักใต้ร่มเงาไม้ของต้นไม้ต้นนั้น งูจึงออกมาโฉกเขา พอเห็นภิกษุไม่ทุรนทุรายอะไร งูจึงประหลาดใจ
ภิกษุบอกงูว่า ตอนที่เจ้ากัดคน ตอนที่เจ้าทำร้ายคนเหล่านั้นน่ะ พวกเขาต้องเจ็บปวดมาก บางคนถึงกับต้องเสียชีวิต งูซึ่งบำเพ็ญตบะมาตลอด มันตัดสินใจที่จะไม่ทำร้ายใครและไม่กัดใครอีก
เมื่อเห็นงูทำเช่นนั้น ชาวบ้านจึงค่อยๆ ลดความกลัว พวกเขาหยอกเย้ามัน เด็กๆ เล่นกับมัน เหยียบหักหางมันมาก แต่ว่ามันไม่เคยทำร้ายใคร มันหิว อ่อนแอลงเพราะความเจ็บปวด ตอนกลางคืนมันต้องกลืนกินก้อนกรวด ตอนกลางวันมันต้องโดนผู้คนทำร้าย งูตัวนั้นมีบาดแผลบาดเจ็บมากมาย เพราะชาวบ้านทำกับมันเหมือนมันเป็นเชือก
วันนึง ภิกษุรูปเดิมผ่านมาอีก พอเห็นสภาพของงูตัวนั้นแล้ว เขาก็เสียใจ มากระหว่างที่รักษางู เขาก็ถามมันว่า ทำไมเจ้าถึงได้เป็นแบบนี้ งูตอบเขาว่า เพราะข้าได้ตระหนักรู้และหยุดฉกกัดผู้คน
ภิกษุหัวเราะและได้พูดว่า ข้าห้ามเจ้ากัดคนก็จริง แต่ทำไมเจ้าถึงต้องเปลี่ยนธรรมชาติของตัวเองด้วย ทำไมเจ้าหยุดขู่ฟ่อ อะไรที่มากไปกว่านั้นก็ไม่ใช่ความรุนแรง แรงมันก็กลายเป็นความรุนแรงได้ คนเลวควรจะกลัว ท่านควรถูกลงโทษจากความผิดที่ก่อ แต่จำไว้ว่าศาลไม่ควรลงโทษด้วยความคิดเกลียดชังส่วนตัว และคนผิดควรที่จะถูกลงโทษเพราะความผิดที่เขาก่อไว้เท่านั้น หากความโกรธโลกความได้สยามมาบังตา ข้าคงให้ความยุติธรรมไม่ได้ เอาชนะความชั่วด้วยความดี หากความชั่วอยู่เหนือความดีเมื่อไหร่มนุษยชาติจะต้องสิ้นสุด หากท่านต้องทำสงครามเพื่อที่จะกำจัดความชั่ว ถ้างั้นก็จงทำเถิด แต่อย่าทำสงครามเพียงเพราะตัวท่านเอง หากว่าท่านต้องทำให้ทำเท่าที่จำเป็นเท่า