📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

หุ้นไทย หุ้นจีน หรือสินทรัพย์ไหนน่าลงทุน ไตรมาสสุดท้าย ? (ธิดารัตน์ เจริญวุฒิ)

ทันโลกกับ Trader KP42:26

Transcription

[เพลง] [เพลง] สวัสดีครับสวัสดีทุกๆ ท่านนะครับ ขอต้อนรับเข้าสู่รายการ Business Tomorrow Life by Trader KP นะครับ ก็มาพบกันในช่วงค่ำๆ ของวันศุกร์ที่ 27 กันยายน 2567 นะครับ ก็เดี๋ยวในช่วงนี้จะพาทุกๆ ท่านไปเปิดมุมมองแล้วก็หาโอกาสในการลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้กันนะครับ

แล้วก็ต้องยอมรับนะครับว่าในเดือนกันยายนนี้ เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยสำคัญต่างๆ มากมายนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดนะครับ ก็นำมาสู่การเคลื่อนย้ายของเงินทุนในระรอกใหญ่ นะครับ แล้วก็ล่าสุดเองนะครับ เมื่อชั่วโมงที่ผ่านมาเอง ทางสหรัฐเองก็มีการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อนะครับ เห็น PCE ในเดือนสิงหาคมก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี นับว่าต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้นะครับ ที่ 2.3% ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เองเนี่ย คาดว่า จะเปิดทางเปิดโอกาสให้เฟดอาจจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.50% ในการประชุมครั้งถัดไปด้วยนะครับ จะมีโอกาสสูงมากน้อยขนาดไหน เดี๋ยวก็ต้องมาติดตามกันต่อนะครับ

ขณะที่ตลาดหุ้นจีนเอง สัปดาห์นี้ต้องบอกว่าทำให้เราสดใสมากยิ่งขึ้นนะครับ เพราะว่าเห็นการกลับมาฟื้นตัวอย่างโดดเด่นอีกครั้ง เดี๋ยวในช่วงนี้ นะครับ เดี๋ยวจะมาพูดคุยกับทางผู้เชี่ยวชาญนะครับ เพื่อมาหาโอกาสในการลงทุนไปพร้อมๆ กันนะครับ เดี๋ยวผู้เชี่ยวชาญวันนี้ของเราก็มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี นะครับ รดแล่นอยู่ในวงการหลักทรัพย์แล้วก็ทาง บลจ. นะครับ เอ่อ มีความเชี่ยวชาญเรื่องของการลงทุน และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเพจ Beauty Investor ด้วยนะครับ ขอต้อนรับคุณธิดารัตน์ เจริญวุฒิ หรือคุณนิกกี้ นะครับ สวัสดีครับคุณนิกกี้ครับ

สวัสดีค่ะคุณโซ่ค่ะ สวัสดีท่านผู้ชมทุกๆ ท่านเลยนะคะ

ครับผม โอเคครับ เดี๋ยวเมื่อกี้เกริ่นกับทางคุณผู้ชมไปแล้วครับว่าตอนนี้เองเนี่ย ค่อนข้างมีปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงมากมายหลากหลายเหลือเกินครับ ให้ให้เราได้ติดตามกันนะครับ แต่ว่าก็ยังมีโอกาสในการลงทุนมากมายอยู่เช่นกันนะครับ เดี๋ยวในช่วงแรกแล้วกัน ให้คุณนิกกี้ช่วยประเมินปัจจัยเรื่องของผลกระทบในการลงทุนในช่วงนี้หน่อยฮะ ว่า เอ่อ เราต้องเจอกับปัจจัยอะไรบ้าง จะมีปัจจัยอะไรที่เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิดบ้างครับคุณนิกกี้

ได้เลยค่ะคุณโซ่ค่ะ ถ้าหากว่าเอาช่วงนี้นะคะ ปัจจัยที่หนีไม่พ้นเลยก็คือการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดนั่นเองนะคะ ซึ่งจริงๆ แล้วเนี่ย มันสามารถตีความได้ 2 แบบนะคะ คุณโซ่ท่านผู้ชมคะ เพราะว่าเฟดเนี่ยเค้าเล่นลดดอกเบี้ยครั้งแรกเนี่ย เล่นชุดใหญ่ไฟกระพริบเลยนะ ถึง 0.5% นั่นเองนะคะ ซึ่งโดยปกติแล้วเนี่ย ต้องบอกว่าเฟดเนี่ยไม่เล่นใหญ่ขนาดนี้นะคะ ถ้าเศรษฐกิจไม่ได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจจริงๆ นะเนาะ ดังนั้นค่ะ แบบแรกนะคะที่เราจะสามารถตีความได้นะคะ ก็คือว่าเฟดเนี่ยอาจจะเห็นตัวเลขอะไรบางอย่างหรือเปล่านะคะ แล้วไม่บอกกับตลาดออกมาค่ะ แต่ว่าตัวเลขนี้เนี่ย มันเป็นสัญญาณอันตรายนะคะ ไม่ใช่สัญญาณที่ดีนะ เฟดจึงจำเป็นต้องเร่งลดอัตราดอกเบี้ยแบบเร็วแล้วก็แรงแบบนี้นั่นเองค่ะ

กับแบบที่ 2 กันบ้างนะคะ ก็คือว่าอยู่ดีๆ เฟดก็หันไป ตอนแรกเนี่ยเค้าสนใจในเรื่องของอัตราเงินเฟ้อใช่มั้ยคะ ตอนนี้เนี่ยเปลี่ยนและ เปลี่ยนโทนแล้วปรับไปหันไปสนใจในเรื่องของตลาดแรงงานแทนนะคะ ที่มีความสมดุลมากขึ้นนะคะ และอยากจะให้เกิด Soft Landing แบบชัวร์ๆ นั่นเองค่ะ เฟดก็เลย ahad The Curve นะคะ โดยลดอัตราดอกเบี้ยมันซะเลย 0.50% แต่แบบนี้ค่ะ ท่านผู้ชมคุณโซ่คะ โดยส่วนตัวของนิกกี้แล้วนะคะ นิกกี้มองว่ามันน่าจะเป็นแบบแรกมากกว่าค่ะ เพราะว่าถ้าเกิดเราสังเกตจากลุง Jerome Powell เองนะคะ เวลาแกอ่อให้สัมภาษณ์หลังจากที่มีการประชุมเฟดนะคะ แกมักจะหลุดคำพูดออกมาค่ะ โดยแกจะพูดถึงการ revise หรือการปรับประมาณการตัวเลขของ Nonfarm Payroll นะคะ ลง 800,000 กว่าตำแหน่งในช่วงของไตรมาสที่ 1 ปี 2024 หรือว่าไตรมาส 1 ปีนี้อ่ะ พูดง่ายๆ นั่นเองอ่ะนะคะ ทีนี้ เอ่อ ถ้าเพื่อนๆ เนี่ยยังจำกันได้นะคะ ก็มีอีกเสียงที่เรียกร้องเหมือนกันนะคะ ในช่วงของเดือนกรกฎาคมให้เฟดลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 0.25% เนาะ เพราะว่าเงินเฟ้อเนี่ยมีการปรับตัวลงมาหมดแล้วนะคะ แต่ว่าสุดท้ายเฟดก็ไม่ยอมลดสักทีนะคะ ซึ่งในความคิดเห็นของนิกกี้นะคะ นิกกี้เชื่อว่าเหตุผลของเฟดนะคะ ก็คือเค้าเนี่ยรอดูตัวเลขที่มีชื่อว่า QCEW อ้า ถ้าใครตามเพจนิกกี้นะคะ ก็จะคุ้นเคยกันดีนะคะกับ QCEW นะคะ ของไตรมาสที่ 1 นี้ อ่า เดี๋ยวไอ้ตัวเลข QCEW มันคืออะไร เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังในลำดับถัดไปค่ะ ท่านผู้ชมค่ะ ดังนั้นนะคะ พอตัวเลขของไตรมาสที่ 1 เนี่ย มันออกมาดูแบบแย่แบบนี้นะคะ เฟดก็เลยต้องจัดเล่นเล่นใหญ่จัดหนักหน่อยนะคะ ลดมาซะเลย 0.50% หรือว่าพูดง่ายๆ ก็คือว่าเฟดเนี่ย be the Curve แต่ว่าปากแข็งนะ บอกว่าตัวเองเนี่ย ahad The Curve อยู่ค้าอ่ะอือ

ซึ่งตัวที่อ่าทีนี้มาถึงนะคะ QCEW กันบ้างนะคะ ซึ่งตัวที่กระทรวงแรงงานเค้าเอามาเนี่ย หรือว่ามีการปรับประมาณการก็คือตัวนี้แหละค่ะ QCEW Preliminary Benchmark Revision นะคะ โดยตัวเลขนี้ต้องบอกว่ามีความแม่นยำที่สุดเลย เพราะว่าครอบคลุมตำแหน่งงานมากถึง 95% ของสหรัฐอเมริกานะคะ ดังนั้นเนี่ย ต้องบอกว่าเป็นตัวเลขที่น่าเชื่อถือแน่ๆ เลยค่ะ แล้วก็ทุกคนเนี่ยควรที่จะเชื่อมันด้วยนะคะ ถามว่าไอ้ตัว QCEW เนี่ย มันแตกต่างกับตัวของ Nonfarm Payroll ยังไงนะคะ ต้องเรียนแบบนี้เลยเลยะกันนะคะ ตัวของ Nonfarm Payroll เนี่ย มันก็จะมีการประกาศทุกเดือนแหละ ทุกท่านทราบดีอยู่แล้วนะคะ แต่ว่าเป็นการสำรวจบริษัทเพียงแค่ 100,000 กว่า เอ่อ 1.2 แสนบริษัทบริษัทเท่านั้นนะคะ ซึ่งเหมือนจะเยอะแต่ว่าจริงๆ แล้วเนี่ย มันเพียงแค่ 1 ใน 3 ของงานทั้งหมดเท่านั้นเองค่ะ แต่ถ้าเปรียบเทียบกับตัวของ QCEW บ้างนะคะ QCEW เนี่ยอย่างที่ได้เรียนไปข้างต้น และว่ามันครอบคลุมตำแหน่งงานมากถึง 95% ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเกิดใหม่ บริษัทล้มหายตายจากไปเาคำนวณเอามาหมดเลยนะคะ ดังนั้นเนี่ย มันจึงใช้ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ นานาเนี่ย ค่อนข้างนานมากๆ แล้วก็ประกาศออกมาเนี่ย ช้าสุดๆ เลยล่ะค่ะ

นิกกี้ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพแบบนี้ค่ะ ท่านผู้ชมคุณโซ่คะ อย่างตัวของ QCEW เนี่ย เอ่อในช่วงของไตรมาส 1 ปีนี้นะคะ ก็จะมีประกาศในช่วงของเดือนสิงหาคมนะคะ หรือว่าช้าไปประมาณสัก 5 เดือนด้วยกันนะคะ อ่า ทีนี้เนี่ย ในภาวะที่เศรษฐกิจปกติ นะคะ ต้องบอกว่าตัวเลขของ Nonfarm Payroll กับ QCEW เนี่ย มันจะต่างกันไม่เยอะ ดังนั้นเนี่ย ก่อนหน้านี้มันก็เลยไม่เคยมีใครพูดถึงมัน ก็เลยไม่ใช่ปัญหาแล้วก็ไม่ใช่ประเด็นนะคะ แต่ว่าตัวเลข 2 ตัวเนี้ย มันมักจะต่างกันเยอะมากๆ ตอนที่เกิดวิกฤต นั่นเองค่ะ แล้วการ revise down ลงมา 8 แสนตำแหน่งในช่วงของไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมาเนี่ยนะคะ ก็เป็นการปรับตัวที่เรียกได้ว่าเยอะที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008 หรือว่าเป็นปีที่สหรัฐอเมริกาเนี่ยเกิดวิกฤต นั่นเองค่ะ ท่านผู้ชมค่ะ

ทีนี้ อ่า อยากจะอยากจะชวนเพื่อนๆ คิดอย่างนี้แล้วกันนะคะ ถ้าเกิดว่าใครยังคิดภาพไม่ออกนะคะ นิกกี้ให้คิดตามไปเลยนะคะ ว่าตัวเลขของ Nonfarm ที่เราเห็นตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้วนะคะ จนถึงเดือนมีนาคมปีนี้เนี่ย มันสูงเกินจริงไปเดือนละ 6.7 หมื่นตำแหน่งงานค่ะ เท่านั้นยังไม่พอ นะคะ เอ่อ ถ้าเราเราจะจะเห็นได้เลยว่า Bloomberg Intelligence เนี่ย ก็มีการคาดการณ์อีกนะ คะว่าตัวเลข Nonfarm Payroll ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เป็นต้นมาเนี่ย มันสูงเกินจริงไปเดือนละ 9.1 หมื่นตำแหน่งงานนั่นเองค่ะ ซึ่งถ้าเราลองเอาตัวเลขไปลบดูเล่นๆ นะคะ เราก็จะเห็นได้เลยว่าตัว Nonfarm Payroll เนี่ย มันร่วงลงมาต่ำ 100,000 ตำแหน่งงานต่อเดือนนะคะ แล้วก็มีบางเดือนด้วยที่มันติดลบด้วยซ้ำ ทีนี้เพื่อนๆ คงสงสัยแล้วว่าเอ๊ะ ไอ้ติดลบเนี่ย มันคือยังไงนะคะ ก็คือว่ามีคนปลด อ่า ถูกปลด ถูกเลิกจ้างนั่นแหละค่ะ พูดง่ายๆ นะคะ ก็เลยติดลบไป ซึ่งเหตุการณ์ที่ Nonfarm ติดลบเนี่ย มันมักจะเกิดในช่วงของ recession หรือว่าช่วงของเศรษฐกิจถดถอย นั่นเองค่ะ

แล้วทีนี้เนี่ย คำถามก็คือว่าทำไมเนี่ย นักวิเคราะห์ไทยหลายๆ เจ้าหลายๆ ที่เนี่ย ไม่พูดถึงกันเลยนะคะ เกี่ยวกับตัวของ QCEW ค่ะ คำตอบก็คือว่าไม่ว่าเราจะไปเปิดดูตัวเลข Nonfarm Payroll จากที่ไหน จากตรงไหนนะคะ ณ ปัจจุบันตัวเลขเนี่ย มันยังโชว์เป็นตัวเลขเดิมอยู่นั่นเองค่ะ เพราะว่า QCEW ที่จะประกาศออกมานะคะ เป็นตัวเลขที่เป็นเค้าเรียกว่า Preliminary หรือว่าตัวเลขเบื้องต้นนั่นเองนะคะ ซึ่งจุดนี้เนี่ย ส่งผลให้กระทรวงแรงงานเนี่ยยังไม่ปรับตัวเลขอย่างเป็นทางการนั่นเองค่ะ แต่ว่าตัวเลขของ Final ในไตรมาสที่ 1 นะคะ จะมีการประกาศในช่วงของเดือนมีนาคมปี 2025 ซึ่งก็จะเป็นวันที่กระทรวงแรงงานเนี่ย มีการปรับตัวเลขจริงๆ นั่นเองค่ะ เอ่อ เอ่อ ส่วนตัวเลข Preliminary ไตรมาสที่ 2 บ้างนะคะ ก็จะมีจะมีการประกาศในช่วงของเดือนพฤศจิกายน แล้วก็จะประกาศแบบ Final ในเดือนมิถุนายนปีหน้า หรือประมาณ 1 ปี 1 ปีเลยนะคะ ก็คือไตรมาส 2 ปีนี้จนถึงมิถุนายนปีหน้านั่นเองนะคะ ดังนั้นในเดือนพฤศจิกายนนะคะ เราก็จะรับรู้และอ่านะคะว่า Nonfarm Payroll เนี่ย มันมีการติดลบจริงหรือไม่นะ คะ แล้วเราเนี่ยก็จะได้คำตอบว่าเฟดเนี่ย Behind the Curve หรือเปล่า แล้วก็กำลังต่อสู้ไม่ให้เกิด Recession หรือว่าเฟดเนี่ย Ahead the Curve นะคะ เพื่อการันตีเพื่อที่จะการันตีว่าการเกิดจะเกิด Soft Landing นั่นเองค่ะ

เอ่อ แต่ถ้าเรียกว่าเฟดเนี่ย Behind the Curve นะคะ Behind the Curve ไปแล้วเนี่ย นิกกี้มองว่ามันก็มีโอกาสอยู่นะคะ ที่เฟดเนี่ยจะลดดอกเบี้ยอีก 0.50% นะคะ ในการประชุมเดือนพฤศจิกายน แต่ว่านะคะ แต่ทุกท่านต้องบอกแบบนี้นะคะว่า อย่าลืมนะคะว่าการลดดอกเบี้ยมันมี Lag หมายความว่าอะไร หมายความว่าวันนี้เนี่ยเฟดลดอัตราดอกเบี้ยใช่ไหมมคะ กว่าผลที่กว่ามันจะมีผลข้างหน้าเนี่ย อีกประมาณ 6-12 เดือนด้วยกัน ดังนั้นเนี่ย ต่อให้เฟดพยายามที่จะ Chasing หรือว่าวิ่งไล่ตามแค่ไหนนะคะ มันก็อาจจะไล่ไม่ทันนั่นเองค่ะ แต่ไม่ว่าจะออกมาเป็นท่าไหนทางไหนนะคะ ต้องบอกว่าอัตราดอกเบี้ยเนี่ย ก็จะเป็นขาลงแน่ๆ อยู่แล้วนะ คะ ซึ่งทุกท่านเนี่ยก็รับทราบกันดีค่ะ แล้วก็จะลงยาวๆ ไปถึงปีหน้าหนด้วยนะคะ ดังนั้นปัจจัยใหญ่ที่สุดในมุมมองของนิกกี้ตอนนี้ นะคะ ก็คือว่าต้องเฝ้าดูกันแล้วละคะว่า สหรัฐอเมริกาจะเป็นแบบ Soft Landing หรือว่า Hard Landing นั่นเองค่ะ

อื ยังไม่พอคุณโซ่ เดี๋ยวท่านผู้ชมคะ ยังไม่พอแค่นี้นะคะ ครับ เอ่อ พอเฟดเนี่ยเป็นดอกเบี้ยขาลงแล้วใช่มั้ยคะ มันก็จะมีการเปิดรูมก็คือว่าแบงค์ชาติในเอเชียแล้วก็ประเทศเกิดใหม่ทั้งหลายนี่แหละค่ะ ก็จะสามารถลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามตามไปได้ด้วย ดังนั้นต้องบอกว่าเศรษฐกิจของเอเชียเนี่ย ก็จะได้แรงหนุนตามไปด้วยนะคะ เช่นประเทศอะไรบ้าง เอเชียที่เกริ่นไปแล้วก็จะเป็นพวกอินเดีย ไทย อินโดนีเซีย เป็นต้นค่ะ ซึ่งต้องบอกว่าก่อนหน้านี้ อ่าแบงค์ชาติเนี่ย เอ่อลดดอกเบี้ยไม่ได้นะคะ เพราะว่ากังวลในเรื่องของค่าเงินที่อ่อนค่าเยอะมากๆ ค่ะ ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางด้านค่าเงินนะคะ แล้วก็กำลังซื้อของคนในประเทศ หรือพูดง่ายๆ ก็คือเงินเฟ้อสูงนะคะ แต่พอเสร็จลดดอกเบี้ยและ อ่า ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าเยอะแล้วนะคะ ทีนี้แบงค์ชาติเอเชียก็เริ่มสบายใจแล้วนะคะว่า เอ่อค่าเงินเนี่ยมันมันอาจจะไม่ใช่ประเด็นแล้วนะคะ เดี๋ยวเ่อเดี๋ยวก็จะมีการลดดอกเบี้ยตามมานั่นเองค่ะ

ทีนี้แอบแซวนิดนึงแล้วกันนะคะ แอบให้ท่านผู้ชมเนี่ยเค้าเรียกว่าเล่นเกมกันขำๆ นะคะ เห็นคอมเมนต์มาค่อนข้างเยอะทีเดียวนะคะ ออยากให้ผู้ชมเนี่ยทายกันนิดนึงนะคะว่ามีแบงค์ชาติอยู่ ที่นึงนะคะอยากลดดอกเบี้ยใจจะขาดแลอยากลดดอกเบี้ยมากเลย อั้นมาสุดๆ แล้วนะคะ ตัดสินใจแบบใจกล้ามากๆ เลยนะคะ ก็คือลดอัตราดอกเบี้ยก่อนที่เฟดจะประชุมไม่กี่ชั่วโมง ทุกท่านทราบมั้ยคะว่าแบงค์ชาตินั้นเนี่ย คือประเทศอะไรนะคะ อยากให้ท่านผู้ชมช่วยคอมเมนต์กันมานิดนึง คอมเมนต์กันมาได้นะครับ

อ วันนี้แฟน FC คุณนิกกี้เข้ามาเยอะเลยนะ ฮะ เออดีเลยครับดีเลยครับ ก็สวัสดีนะครับแฟนๆ FC ของทางคุณนิกกี้ด้วยนะครับ จากเพจของ Beauty Investor นะครับ ก็สวัสดีทุกท่านด้วยนะครับ ก็มาเล่นเกมกันนะครับว่ามีแบงค์ชาติแบงค์ชาติไหนที่ลดไปก่อนใช่มั้ย ครับคุณนิกกี้เมื่อสักใช่มีการลดดอกเบี้ยนโยบายไปก่อนเฟ็ดค่ะที่จะประชุมอกดตอบ แล้วครับอินโดนีเซียใช่มั้ยฮะโอ้โหอ่ะ เดี๋ยวก่อนอื่นนะคะสวัสดีท่านทุกๆ ท่านด้วยนะคะ ขอบคุณที่เข้ามารับฟังกันนะคะ โ วันนี้ชื่นใจมากเลยมีคนเ่อมาให้กำลังใจค่อนข้างหนาแน่นนะคะ แล้วก็น่ารักมากตอบถูกด้วยนะคะ ก็คืออินโดนีเซียใช่ค่ะคุณโซ่ แล้วก็คนที่ตอบถูกเนี่ยก็คือคุณไชโยใช่ม ใช่มคะใช่มคะคุณโต้ใช่ๆๆ อ่าคุณไชโยตอบมีหลายท่านเหมือนกันครับตอบนี้มีคุณ kkk ด้วยนะคุณตามนั้นโอ้โหสุดยอดมากเลยค่ะ เยี่ยมมากเลยค่ะอินโดนีเซียโอเคใช่ ค่ะก็เป็นอินโดนีเซีย นั่นเองค่ะ

ครับ อื โอเคครับ เมื่อสักครู่บอกว่าคุณนิกกี้ก็อาจจะต้องให้เฝ้าระวังตัว Soft Landing Hard Landing ใช่มั้ยฮะ ใช่ค่ะ ถ้าถ้าในมุมความเสี่ยงที่คุณนิกกี้ประเมินหลังจากนี้ล่ะครับ เอ่อ ที่นอกเหนือจาก Soft Landing Hard Landing แล้วคุณนิกกี้ใน ในในในมุมมองของการลงทุนเนี่ยเราต้องเฝ้าระมัดระวังความเสี่ยงอะไรอีกมั้ยฮะ มีอะไรอีกมั้ย

เอ่อ เมื่อกี้พูดถึงในเรื่องของความเสี่ยงเรื่อง Recession ไปแล้วใช่มั้ยคะ ทีนี้อีกเรื่องนึงแล้วกันค่ะ เอ่อ ที่ที่อยากจะพูดถึงนะคะ เอ่อ ก็คือในเรื่องของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแล้วกันนะ อ่า เพราะว่าถึงวันนี้แล้วนะคะ โพก็เค้าเรียกว่าคู่ขี้สูสีมากค่ะ ระหว่างคุณโดนัลด์ ทรัมป์นะคะ กับคุณ Kamala Harris นะคะ แม้ว่าเราจะเห็นได้นะคะว่าหลังๆ เนี่ยค่ะ คุณแฮริสเนี่ยก็จะมีคะแนนนำอยู่บ้างนะคะ แต่ว่าก็ไม่ได้เยอะจน เอ่อ เรียกว่าชนะขาลอยแบบนั้นนะคะ ทีนี้เรามาพูดถึงนโยบายของทั้งคู่กันบ้างนะคะ ว่ามีความแตกต่างกันยังไงนะคะ ซึ่งต้องบอกว่านโยบายของทั้งคู่เนี่ย มีความแตกต่างกันพอสมควรเลยนะคะ เอ่อ เริ่มด้วยของคุณทรัมป์ก่อนแล้วกันนะคะ เราจะเห็นได้เลยนะว่า เอ่อของคุณโดนัลด์ ทรัมป์นะคะ เป็นสไตล์แบบ Pro-Growth นะคะ Pro-Growth หมายความว่าอะไร เช่นนะคะ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ จะลดภาษีนิติบุคคล เพิ่มภาษีน้ำเข้าจากทั่วโลก โดยเฉพาะพี่จีน ถ้าทรัมป์มาแน่นอน เดวกลับมาแน่นอนนะคะ ดเลยไม่ต้องสงสัยเลยนะคะ แล้วก็แน่นอนค่ะ พอขึ้นภาษีนำเข้าจากทั่วโลกใช่ไหมคะ สิ่งที่ตามมาก็คือว่าข้าวของของสหรัฐที่มีการนำเข้าเนี่ย มันก็จะแพงขึ้นตามไปด้วยนะคะ แล้วก็คุณทรัมป์เนี่ยแน่นอน American First นะคะ แล้วก็กีดกันผู้อพยพค่ะ อื้อ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้นะคะ เรียกได้ว่ามีโอกาสสูงค่ะที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเนี่ย มันกลับมาเร่งตัวขึ้นได้อีก 1 ครั้งนะ คะ ดังนั้นเนี่ย ต้องบอกว่าความเสี่ยงหลักเลยนะคะ ก็คือหากคุณทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง อัตราเงินเฟ้ออาจจะกลับขึ้นมาอีกครั้งก็ได้นะคะ แต่ว่าเฟดเนี่ยรอบเนี้ยอย่างที่เราเห็น ดันลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้วนะคะ ซึ่งก็ต้องบอกว่าถ้าเป็นแบบเนี้ย งานเข้าเฟดอยู่เหมือนกันนะ ท่านผู้ชมคุณโซ่ค่ะ อือ

อ่ะ ทีนี้อ่ะ เชิญค่ะ คุณโซ่ อถรถไปแล้วใช่มั้ยครับ งานเข้าเฟดใช่มั้ยครับ คุณนิกกี้ ทำไมล่ะครับ ทำไมถึงงานเข้าล่ะครับ

เอ่อ เพราะว่าอย่างที่ได้เกริ่นไปข้างต้นใช่มั้ยคะว่าคุณโดนัลด์ ทรัมป์เนี่ย เขาคก็มีการ เอ่อเค้าเรียกว่าจ้องล่ะที่จะขึ้นภาษี พอขึ้นภาษีเนี่ย สินค้านำเข้าต่างๆ อ่ะค่ะ มันก็จะเพิ่มขึ้น มันก็จะไปดันข้าวของให้ราคาสูงมา อ่า ทีนี้ถ้าหากว่าเฟดเนี่ยมีการลดอัตราดอกเบี้ยที่เยอะเกินไปนะคะ แล้วเงินเฟ้อมันดันเร่งตัวขึ้นมาแบบค่ะ เฟดเขาจะกลับลำลำบากจะยังไงดี จะกลับมาขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อดีมอะไรอย่างเงี้ย ค่ะ มันก็เเรียกว่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกแทน อือ

อื ครับผม โอเคครับ ต้องรอติดตามกันนะครับ

ใช่ๆ ต้องรอติดตามค่ะ ก็น่าจะเข้มข้นพอสมควร ทีนี้อีกท่านกันบ้างนะคะ ก็คือคุณ Kamala Harris นะคะ นโยบายของเขาเนี่ย ต้องเรียกได้ว่าค่อนข้างที่จะตรงกันข้ามกับกลุ่มของคุณโดนัลด์ ทรัมป์เลยนะคะ เพราะว่าครับ ทางคุณแฮริสเนี่ยก็มีการตั้งเป้าที่จะเก็บภาษีคนรวย อ่า เพิ่มภาษีนิติบุคคล ค่ะ แล้วก็ใช้นโยบายการคลังที่เพิ่มมากขึ้นนะคะ แบบขยายตัวนั่นเองค่ะ ซึ่งเฟดเนี่ยต้องบอกว่าน่าจะชอบนโยบายของคุณ Kamala Harris มากกว่านะคะ แต่ว่าต้องบอกว่านโยบายของคุณแฮริสเนี่ย จะไม่ได้ทำให้ GDP หรือว่าเศรษฐกิจเติบโตมากนักนะคะ ในระยะสั้นแล้วก็เงินเฟ้อเองเนี่ย ก็ไม่ได้สูงแบบของคุณโดนัลด์ ทรัมป์ด้วยนะคะ แต่ว่าอย่างไรก็ตามในระยะยาวๆ หรือว่า long term นะคะ การใช้จ่ายภาครัฐที่มากขึ้นแน่นอน สิ่งที่ตามมาก็คือว่าจะทำให้หนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นตามไปด้วยนั่นเองค่ะ

อื แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่มีเหมือนกันนะคะ ก็คือคือสิ่งที่แน่ๆ ชัวร์ๆ ก็คือไม่ชอบจีนนะ คะ ซึ่งไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็น President นะคะ คุณ Kamala Harris เองก็ดี Donald Trump เองก็ดี เดี๋ยวเราคงได้เห็น The Wall ที่เป็น อ่า เวอร์ชั่นถัดไปแล้วกัน ซีรีส์ถัดไปแล้วกันนะคะ อ่า แบบนี้ค่ะ แต่ช่วงนี้ก็เห็นตลาดหุ้นจีนกลับมาฟื้นตัวได้สดใสอีกครั้งนะครับ

คุณนิกกี้ คุณโซ่ เข้าประเด็นมากเลย กำลังจะพูดเลยค่ะ ไหนๆ ก็พูดถึงจีนแล้วนะคะ เดี๋ยวนี่เลยพูดถึงสิ่งนี้เลยนะคะนะ เอ่อ หลังที่จากที่วัน 2 วันนี้นะคะ เราก็จะเห็นได้เลยว่าจีนเนี่ยเขาใช้นโยบายแบบชุดใหญ่ไฟกระพริบไปแล้วนะคะ ตลอดทั้งสัปดาห์ห ตลาดหุ้นก็คือบวกแรงมากนะคะ คำถามสำคัญก็คือว่าที่จีนเนี่ย ที่หลายๆ ท่านเนี่ยติดดอยกันอยู่ มันบวกจริงหรือว่าบวกหลอกมา จริงหรือว่ามาหลอก อ่า อยากให้ทุกท่านฟังให้ดีๆ เลยนะคะ เพราะว่าเราเนี่ยเคยเห็นและ ไอ้ลักษณะทรงหน้าตาแบบเนี้ยตอนต้นปีนะคะ จีนเคยทำมาแล้วไม่ใช่ไม่เคยทำ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกองทุนพยุงหุ้นก็ดีนะคะ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็ดีนะคะ การกระตุ้นพวกภาคอสังหาเองก็ดีค่ะ ก็แน่นอนค่ะ ตลาดหุ้นก็บวกได้ตลอดทั้งสัปดาห์ เอ่อ ช่วงๆ นั้นน่ะนะคะ เนินมันก็มีเหมือนกันค่ะ แต่ว่า เอ่อ พอผ่านไปสักระยะเนี่ย สักประมาณ 2-3 เดือนด้วยกันนะคะ เราก็จะเห็นได้เลยว่าสิ่งที่ตามมาคือตัวเลขมันมันไม่ได้ฟื้นตัวอย่างที่รัฐบาลเขาอยากที่จะให้เป็นจริงๆ นะคะ คสุดท้ายเนี่ย พอตัวเลขมันไม่มา Fundamental มันไม่มาแน่นอน สุดท้ายก็คือตลาดจีนก็คือร่วงกลับลงมาล่ะค่ะ ทิ้งให้นักลงทุนเนี่ยอยู่บนยอดดอยต่อไป ยิ่งพูดก็ยิ่งเจ็บปวดนะฮะ

ใช่ค่ะ แล้วคำถามหลายๆ ท่านนะคะ แล้วรอบนี้เนี่ยมันมันต่างจากช่วงต้นปีไปนะคะ ในความเห็นส่วนตัวของนิกกี้นะคะ นิกกี้ต้องเรียนแบบนี้นะคะ นิกกี้มองว่ามันไม่ได้ต่างกันนะ เพราะว่านโยบายที่ออกมาเนี่ยนิกกี้มองว่ามันยังแก้ไขไม่ตรงจุดค่ะ เนื่องจากว่าปัญหาของพี่จีนเนี่ย มันอยู่ที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคแล้วก็ภาคอสังหาเป็นหลักค่ะ รวมไปถึงการส่งผ่านนโยบายต่างๆ นานาด้วยนะคะ เดี๋ยว เอ่อ พูดถึงอันแรกกันก่อนเลยนะคะ ก็คือการลดดอกเบี้ยต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นอะไรๆๆ ก็คือมีการถูกปรับลดลงมาเรื่อยๆ นะคะ ยอดการปล่อยสินเชื่อเนี่ย ก็คือมาๆ หายๆ มาๆ หายๆ เหมือนเหมือนแล้วก็ปิดแล้วก็เปิด อ่ะค่ะ อ่ะ พูดอย่างงี้แล้วกัน เห็นภาพกระทุ้งทีก็คือมาที กระทุ้งทีก็คือมาทีแบบเนี้ยนะ เพราะว่าแบงก์เองเนี่ย ต้องบอกว่าด้วยเศรษฐกิจแบบนี้ค่ะ แบงก์ก็ไม่มั่นใจ ไม่อยากที่จะปล่อยกู้ NPL มันก็สูงนะคะ เอ่อ หรือว่าหนี้เสียอ่ะ พูดภาษาพูดภาษา ง่ายๆ แล้วกัน หนี้เสียเยอะ เอ่อ กำไรเนี่ย ก็ต่ำไปด้วยนะคะ แล้วก็ประชาชนเองก็ดีนะคะ ก็เศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้ก็ไม่อยากจะกู้้นะคะ ดังนั้นต่อให้รัฐบาลเนี่ยนะคะ หรือว่าแบงค์ชาติเนี่ยจะตั้งวงเงินที่ใหญ่โตมหาศาลแค่ไหนนะคะ แต่ในเมื่อความเชื่อมั่นคนที่จะใช้เงินเนี่ยไม่ยอมใช้ อ่ะ สิ่งพวกเ มันก็เปล่าประโยชน์ค่ะ ท่านผู้ชมค่ะ

อื ทีนี้มาพูดถึงประเด็นถัดมากันบ้างนะคะ ก็คือในเรื่องของภาคอสังหากันบ้างนะคะ เอ่อ PBOC แล้วก็รัฐบาลเนี่ยก็มีการตั้งวงเงินเอาไว้นะคะ ในการซื้อบ้านที่ขายไม่ออก เอ่อ ตั้งวงเงินเอาไว้เยอะมากๆ เลย แต่ว่าสุดท้ายเนี่ย ไอ้เม็ดเงินจำนวนพวกนี้เนี่ยค่ะ เราจะเห็นได้เลยว่าเอาไปใช้เนี่ยไม่ถึง 20% ด้วยซ้ำนะ คะ ซึ่งต้องบอกว่าทาง BMO เนี่ยก็ได้มีการทำตัวเลขเอาไว้เหมือนกันนะคะ ว่าต่อให้วงเงินที่ตั้งเอาไว้เนี่ย ถูกใช้จนหมดเกลี้ยงนะคะ จีนก็จะซึมซับปริมาณบ้านที่ขายไม่ออกเนี่ย ได้เพียงแค่ 5% เท่านั้นนั่นเองนะคะ แต่ว่าเม็ดเงินที่ใช้จริงๆ เนี่ยมันมันยังไม่ถึง 20% เลยด้วยซ้ำนะคะ ดังนั้นเนี่ย ต้องบอกว่าปัญหาอสังหาริมทรัพย์ของจีนเนี่ย มันไม่ได้แก้ไขง่ายๆ แล้วมันก็ยังไม่จบแค่นี้แน่นอนนะคะ

อื ดังนั้นต้องบอกว่าหากจีนเนี่ยยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้แบบตรงจุดนะคะ นิกกี้มองว่าท้ายที่สุดแล้วเนี่ย ปัญหามันมันยังคงคาราคาซังมันคงค้างอยู่แบบเดิมๆ ค่ะ แล้วเกิดแน่นอน จีนแย่ จีนไม่ได้แย่คนเดียว ถ้าไปดูในส่วนของดัชนีที่เรียกว่า MSCI Asia ex Japan ก็คือเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นเนี่ย จะเห็นได้ว่าจีนเนี่ยมีสัดส่วนที่ประมาณสักเกือบๆ 30% แล้วกัน ตอนนี้อยู่ประมาณ 27% จีนแย่แน่นอน เอเชียก็ฟุบไปด้วยแย่ไปด้วยนั่นเองค่ะ

อื ปั อื อ่ะ ในในระยะสั้นๆ นะคะ แน่นอนเราจะเห็นได้เลยว่าเนินอย่างเชรเชรเนี่ยมา แต่ถามว่าส่วนตัวนิกกี้ชอบอะไร นิกกี้แนะนำว่านิกกี้ชอบ A Share มากกว่านะคะ เพราะว่า เอ่อตอนเนี้ยเราจะเห็นได้แล้วว่าพื้นฐานมันมาและ 1 งบดี 2 กำไรต่อหุ้น หรือว่า EPS เนี่ย มันมีการปรับตัวขึ้นมาแล้วนะคะ ดังนั้นถ้าเกิดว่า เอ่อใครที่แบบเหมือนอยากลุ้นจีนอะไรอย่างงี้นะก็นิกกี้ก็จะแนะนำเป็น A Share มากกว่าค่ะ A Share เนี่ย ยังยังปจพื้นฐานมันยังไม่มา เอาตรงๆ พูดแบบนี้แล้วกันนะคะ

อ่ะ อื ครับ เแชนี่ก็ตน High ไปในรอบปีกว่าเหมือนกันนะฮะ ใช่มั้ยฮะ

ใช่ๆ เพราะว่ากำไรมันมาเนาะ พอกำไรมันมาแน่นอน ก็คือราคาหุ้นมันก็วิ่ง เอ่อ ตาม Fundamental ที่มันควรจะเป็นค่ะ คุณโซ่

อื อื ครับผม อ่ะ ต่อเลยครับ ปัจจัยเสี่ยงสุดท้ายค่ะ ที่ต้องติดตามกันนะคะทุกท่านก็มีสอบถามมาเรื่อยๆ นะคะ ในเรื่องของสงครามในตะวันออกกลางนั่นเองนะคะ ที่พักหลังๆ เนี่ย เราจะเห็นได้แล้วว่าเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ นะคะ อย่างไรก็ตามค่ะ นิกกี้เฉลยให้ก่อนเลยแล้วกันนะคะว่าจากสถิติในอดีตนะคะ สงครามในตะวันออกกลางเนี่ย มันไม่ได้มีผลกับตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกามากนักนะคะ แล้วก็ไม่ได้นานด้วยนะ คะ ดังนั้นนักลงทุนเนี่ย อาจจะสบายใจได้ส่วนหนึ่งนะคะ แต่ว่าไม่ใช่โอเคสบายแล้วก็ทิ้งลอยนะ อันอันนี้ไม่ได้สบายใจแล้วก็ต้องเฝ้าระวังด้วยนะคะ ถ้าสงครามเนี่ยมีโอกาสลุกลามไปเป็นเรียกว่าสงครามภูมิภาค สิ่งที่ตามมานะคะ แน่นอนตอนนี้เราเห็นราคาน้ำมันอยู่ค่อนข้างต่ำนะคะ ราคาน้ำมันอาจจะกระตุกขึ้นมามีโอกาสปรับตัวขึ้นมาได้นะคะ แล้วก็สิ่งที่ตามมาแน่นอน เงินเฟ้อมันก็อาจจะกลับมาสูงได้อีก 1 ครั้งค่ะ อันนี้ก็คือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามค่ะ ท่านผู้ชม

อื ทองคำล่ะครับ ชอบมั้ยครับ ทองคำตอนนี้ คุณนิกกี้

เอ่อ ทองคำเนี่ยเรียกว่า High แล้ว High อีกนะคะ นิกกี้ว่า เอ่อ ถามว่าชอบมั้ย เรียกได้ว่าเค้ามีเค้าได้ประโยชน์แล้วกันนะคะ จากในเรื่องของของ 1 เลย ดอลลาร์อ่อนค่า 2 เอ่อในเรื่องของของของสงครามค่ะ ก็มีไว้ได้นะคะ แต่ว่า เอ่อไม่ไม่ควรที่จะเกินสัก 5% ของพอร์ต มันยังคงไปต่อได้ค่ะ อือ อื ครับผม

เอาเป็นว่า ถ้าแนะนำ อ่า ไปไปแนะนำนักลงทุนแล้วกัน ไปแนะนำนักลงทุนแล้วกันครับว่า เอ่อในช่วงหลังจากนี้เองล่ะครับ สินทรัพย์ที่คุณนิกกี้คิดว่า เอ่อชอบแล้วก็น่าสนใจลงทุนเนี่ย เอ่อในมุมมองของคุณนิกกี้มองมองสินทรัพย์อะไรที่ที่เห็นโอกาสในการลงทุนบ้าง ครับ

ได้เลยค่ะ อันดับแรกนะคะ ที่น่าจะได้ประโยชน์แน่ๆ ก็คือในส่วนของตราสารหนี้นะคะ เพราะว่าตอนนี้เนี่ยแน่นอนค่ะ เราได้เข้าสู่วัฏจักรที่เป็นดอกเบี้ยขาลงแล้วนะคะ แล้วก็น่าจะเป็นขาลงทั่วโลกเลยด้วยซ้ำนะ คะ ยกเว้นนะที่เดียวก็คือญี่ปุ่นนั่นเองนะ คะ เอ่อเหลือบลงมาเห็นคอมเมนต์มีคนบอกว่า ยังไม่หลุดดอยเลยใช่เดียวกันเป็นเพื่อนกันครับอยู่เป็นเพื่อนกันครับผมก็อยู่ใชเลยค่ะหัวเดียวกันค่ะ โอเคอ่ะเราไปต่อเลยนะคะ ตราสารหนี้วัฏจักรนะคะ ก็เป็นขาลงเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ ทีนี้เอ่อ ยกเว้นญี่ปุ่นเมื่อกี้ที่นิกกี้ได้เกริ่นไปนะคะ ดังนั้นเนี่ยค่ะ ช่วงที่ดอกเบี้ยเป็นขาลงแบบนี้นะคะ ตราสารหนี้เนี่ยก็จะเค้าเรียกว่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมา หมายความว่าอะไร หมายความว่าผลตอบแทนพันธบัตรมันจะปรับลงใช่มั้ยคะ ในขณะที่ราคาเนี่ยมันสวนทางกัน ราคามันจะมี การปรับโตขึ้นขึ้น นักลงทุนจะได้ส่วนต่างของราคา หรือว่า Capital Gain ตรงนี้ค่ะ ก็เลยจะเป็นประโยชน์ในส่วนของตราสารหนี้นะคะ

อ่ะ ถัดมานะคะ ก็คือหุ้นสหรัฐอเมริกาค่ะ ยังคงน่าสนใจลงทุนอยู่เหมือนเดิมนะคะ เพราะอะไร เพราะว่าต้องบอกว่าเศรษฐกิจเนี่ย น่าจะยังคงประคับประคองไปได้จนถึงสิ้นปีนี้นะคะ แล้วก็เฟดเองเนี่ยก็ได้มีการลดดอกเบี้ยแล้วล่ะ อ่า อย่างที่เราเห็นไปนะคะ แต่ว่าอย่างไรก็ตามค่ะ ด้วยความที่ราคาของหุ้นในกลุ่มเคหุ้นในกลุ่มของ AI เนี่ย มันขึ้นมาเยอะแล้วนะคะ เอ่อ อยากจะแนะนำทุกท่านแบบนี้แล้วกันค่ะ ให้มีการกระจายการลงทุนออกไปยังกลุ่มอื่นๆ บ้างนะคะ เช่นกลุ่มอะไรอ่ะ กลุ่ม Healthcare นะคะ กลุ่ม Healthcare กลุ่มของ Utility นะคะ อ่า แล้วก็ Infrastructure เป็นต้นนะคะ เพราะว่าสมมุตินะ Worst Case เลย สหรัฐอเมริกาเกิด Recession ต้องบอกว่าหุ้นกลุ่มนี้แหละค่ะ เป็นพวกที่ไม่เจ็บตัวอ่ะ ไม่เจ็บตัวคือได้ประโยชน์นะคะ แต่ว่าถ้ามันเป็น Soft Landing บ้างล่ะก็ คือว่า อ่า อาจจะโตช้าโตน้อยนะคะ ต้องบอกว่าหุ้นกลุ่มพวกนี้เนี่ย ก็ไม่ทำให้เราตกรถเหมือนกันนะคะ ก็ก็ถือว่า Healthcare บอกอีกทีนึงบอกอีกทีนึงแล้วกันนะคะ Healthcare Utility Infrastructure ค่ะ

อื ก็เป็นกลุ่มแบบ Defensive หน่อยใช่ไหมมครับ

ใช่ ใช่ ต้องเป็นกลุ่มที่ Defensive หน่อยค่ะ คุณโซ่

อ่า ครับ ก็หลีกเลี่ยงความเสี่ยงกับความผันผวนของของเทคสักนิดนึงก่อนช่วงช่วงเวลาที่ยังไม่แน่นอนถูกต้องมั้ยฮะ

ถูกต้องค่ะ ต่ออีกตลาดที่คนมองข้ามกันบ้างนะคะ นิกกี้ขออนุญาตไปสเต็ปสต็ปถัดไปเลยนะคะ อีกตลาดที่คุณมองข้ามนะคะ ก็คือว่าตลาดหุ้นอินเดีย คุณโซ่ได้ตามบ้างมั้ยตลาดหุ้นอินเดียแพงแล้วแพงอีกทำ All Time High เรื่อยๆ เลยนะคะ เพเไม่ลงมาให้ซื้อเลยใช่ มั้ยฮะ

จริงๆ ค่ะ เพราะว่าเศรษฐกิจเนี่ยแข็งแกร่งแข็งแรงจริงๆ นะคะ การเมืองก็นิ่ง กำไรประวัติศาสตร์ก็เติบโตอย่างต่อเนื่องนะคะ แล้วก็แถมได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนด้วยนะคะ แม้ว่าราคาอย่างที่คุณโซ่พูดเลย ราคาจะแอบแพงก็ตามแต่ว่าภาพรวมมันยังน่าซื้ออ่ะ ซื้อเถอะ ซื้อเถอะ ซื้อเถอะนะคะ

โอเค เอ่อ ทีนี้อีกธีมหนึ่งแล้วกันนะคะ มาในธีมของฟันด์โฟลว์บ้างนะคะ ต้องบอกว่าปกติแล้วนะคะ การลดดอกเบี้ยของเฟดเนี่ย ก็จะทำให้เม็ดเงินเนี่ยมีการไหลออกจากสหรัฐอเมริกานะคะ โดยเทรนด์ที่เราเห็นก็คือเม็ดเงินเนี่ยไหลมายังตลาดเกิดใหม่นะคะ ซึ่งคงได้ประโยชน์กันถ้วนหน้าแน่นอนนะคะ รวมไปถึงตลาดหุ้นไทยด้วยนะคะ ที่เราเห็นแล้วก็ยิ้มกันแก้มปริ้นะคะว่าในช่วงที่ผ่านมาหลังจากได้นายกท่านใหม่แล้วนะคะ ก็หุ้นขึ้นเอาขึ้นเอา นะคะ แล้วก็ยังอยู่ระดับ 1,400 กว่าๆ ตรงนี้ได้นะคะ ทีนี้ถามว่าส่วนตัวเนี่ย นิกกี้มองว่า อ่า จะเลือกประเทศ นิกกี้นิกกี้มองอย่างนี้แล้วกันนะคะ กี้ต้องบอกแบบนมกี้มองอย่างงี้แล้วกันว่าส่วนตัวเนี่ย เราอาจจะเลือกประเทศที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งน่าจะดีกว่านะคะ เช่นพวกของอินเดียแบบนี้นะคะ เหมือนกับที่ได้กล่าวไปได้เกริ่นไปเมื่อกี้ นะคะ ว่าว่าว่ามันเป็นยังไงว่ามันแข็งแกร่ง การเมืองมันนิ่งต่างๆ นานานะ ส่วนอีก 2 ประเทศที่น่าสนใจก็คืออินโดนีเซียแล้วก็เวียดนามเหมือนกันนะคะ ต้องบอกว่าทั้ง 2 ประเทศเนี้ย เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ดีนะคะ แล้วก็การเมืองค่อนข้างนิ่งนะคะ รวมไปถึงกำลังที่จะก้าวมาเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ของโลกด้วยเช่นกันนะคะ

อ่า สุดท้ายเลยนะคะ จะไม่พูดถึงก็คือไม่ได้นะคะ ส่วนไทยเองบ้าง นิกกี้มองยังไงนะคะ อือ ต้องบอกว่า เอ่อประเทศไทยนะคะ ก็ก็ได้ประโยชน์่ะคะ ในช่วงของสั้นๆ นี้้นะคะ เพราะว่าฟันด์โฟลว์มีการไหลเข้า นั่นเองนะคะ แล้วก็แรงซื้อจาก เอ่อ กองทุนวายุภักตร์ก็เค้าเรียกว่าเป็นปัจจัยหนุน นะคะ รวมไปถึงไทย ESG ในช่วงของปลายปีนี้ด้วยนะคะ แต่ว่าส่วนตัวเนี่ย มองว่าความเสี่ยงหลักของบ้านเราเนี่ย มันก็คือในเรื่องของการเมืองที่มันยังไม่นิ่งอ่ะ รวมไปถึงเศรษฐกิจที่ปัจจัยเชิงเค้าเรียกปัญหาในเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่ที่เติบโตต่ำมากๆ แรงงานมันน้อยเพราะว่าวัยของผู้สูงอายุเราแบบวัยผู้สูงอายุมันเยอะขึ้น น่ะเอ่ารัฐบาลก็อาจจะยังไม่ได้แก้ไขให้ตรงจุดมากนักอะนะคะ รวมไปถึงตอนนี้เนี่ย เราเห็นแล้วว่าบาทมันแข็งมาก 32-33 บาทมันแข็งมากนะคะ แน่นอนมันก็จะไปกดดันในกลุ่มส่งออก กลุ่มท่องเที่ยวด้วยนะคะ ซึ่งแน่นอน 2 2 อันเนี้ยเป็นพัหรือว่าเป็นสัดส่วนหลักของเศรษฐกิจไทย ดังนั้นต้องเรียนตามตรงเลยนะคะ หลายๆ ท่านอาจจะผิดหวังนะคะ ว่าเอ่อนิกกี้ก็เลยบอกว่าส่วนตัวเนี่ย นิกกี้อาจจะยังไม่เชียร์หุ้นไทยค่ะ

อื อื ยังไม่เชียร์หุ้นไทยใช่อ่ายังไม่เชียร์หุ้นไทย

นิกกี้เมื่อกี้เหมือนเหมือมีหลายๆ ท่านนะคะนะคะ มีการสอบถามมาเกี่ยวกับ เอ่อเอ่อในเรื่องของญี่ปุ่นนะคะ อยากจะให้พูดถึงญี่ปุ่นแบบนี้แล้วกันนะคะว่า ญี่ปุ่นเนี่ยต้องบอกว่าน่าจะเด้งได้ในระยะสั้นๆ นะคะ เพราะว่า BOJ เนี่ยเราจะเห็นแล้วว่ามีการสื่อสารที่ชัดเจนมากขึ้นนะคะ รอบนี้นะมันไม่เหมือนรอบที่แล้วไม่ได้มีการสื่อสารอะไรเลย ตอนแรกเนี่ยก็จะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยดีไปดีมาดีเรื่อยๆ อยู่ดีๆ ขึ้นปุ๊ปุ๊บ โอ้โห เกิด Black Swan ขึ้นมา แต่รอบนี้เนี่ย BOJ ประกาศชัดแล้วนะคะว่าไม่เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายนะ คะ เพราะว่าไม่แน่ใจ กลัวแทนประเทศอื่นเขา กลัวสหรัฐอเมริกาว่าจะเกิด Recession หรือเปล่า รู้สึกกลัวแทนประเทศอื่นเานะคะ ก็ทำให้แน่นอนค่ะ เยนเนี่ยก็น่าจะกลับมาอ่อนค่าได้บ้างนะคะ รวมไปถึงประโยชน์พอพอเยนอ่อนค่า เแน่นอนสิ่งที่ได้ประโยชน์ก็คือหุ้นในกลุ่มส่งออกของญี่ปุ่นเคอ่ะนะคะ เพราะว่าญี่ปุ่นก็เหมือนบ้านเราเลยเน้นหนักในเรื่องของส่งออกแล้วก็ท่องเที่ยวเป็นหลักนั่นเองเองค่ะ แต่ว่าต้องเรียนแบบนี้นะคะ ภาพยาวๆ เนี่ย เอ่อ ยังไงเนี่ยเพื่อนๆ ต้องทำใจนะคะว่า BOJ เนี่ยก็จะเป็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอยู่ดีนะคะ พอขึ้นอัตราดอกเบี้ย เยนกลับมาแข็งค่า ส่งออกไม่ดี หุ้นหุ้นส่งออกไม่ดีนะคะ เอ่อ เงินเฟ้อก็มา ค่าจ้างก็ขึ้นนะคะ การบริโภคก็เอิมอาจจะยังไม่ดีนะคะ ยังไงยังไงเนี่ย เอ่อเค้าเรียกว่าคือทั้งหมดทั้งมวลที่พูดมาเนี่ย คือคือยังยังไม่ค่อยชอบญี่ปุ่นนะในระยะยาวๆ เงี้ยค่ะ

อื อื ครับผม ก็จริงๆ ก็มีหลากหลายสินทรัพย์นะครับที่คุณนิกกี้แนะนำไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตราสารหนี้ที่เรื่องของธีมดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลง ตราสารหนี้ราคาตราสารหนี้ก็จะวิ่งสวนทางกันแล้วก็จะได้ตัวตัวราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนะครับ แล้วก็ตังคหุ้นสหรัฐเองเนี่ยครับ คุณนิกกี้เองก็บอกว่าให้ระมัดระวังความเสี่ยงนิดนึงในกลุ่มที่เป็น Growth Stock กลุ่มเคอะไรงงี้มันอาจจะมีความเปราะบางในเรื่องของตัว เอ่อปัจจัยเรื่องดอกเบี้ย ปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจอะไรอย่างงี้ใช่มั้ยครับ ก็อาจจะไปโฟกัสกระจายความเสี่ยง เอ่อ กระจายการลงทุนในกลุ่ม Healthcare Utility ใช่่มั้ยฮะ แล้วก็มี Infrastructure ด้วยเป็น อ่า เป็นกลุ่ม Defensive นะครับ แล้วก็มีอินเดีย แพงแล้วแพงอีกแพงต่อแต่น่าลงทุนนะครับ แล้วก็มีกลุ่ม EM ใช่ม EM ที่คุณนิกกี้ชอบก็มี อินโดนีเซีย เวียดนาม ที่ยังมี Growth ในการเติบโตอยู่ รวมไปถึงไทยตอนนี้เองก็ยังแอบเบรใจให้ที่อื่นอยู่อยู่ รอลงลงถ้าลงกว่านี้อาจจะชอบก็ได้ใช่มั้ยอาจจะชอบก็ได้ใช่มครับ คุณนิกกี้

ใช่ค่ะ ใช่ๆๆ อาจจะต้องดูหลักหลักหลายอย่างนิดนึงนะคะ ดูว่ากำไรมันมาหรือยังนะคะ แล้วก็ดูนโยบายของทางภาครัฐต่างๆ หลายๆ อย่างด้วยค่ะ หลๆกมันมันต้องแก้ให้ตรงจุดจริงๆ ค่ะ

ออื โอเค ได้ครับ อ่ะ ถ้าเป็นมุมมองในเรื่องของการกระจายการลงทุนแล้วกันล่ะครับ ในในเชิงของ Diversify อันนี้ทางคุณนิกกี้จะมีอะไรอะไรคำแนะนำให้กับ เอ่อ ทางนักลงทุนบ้างครับ ในการกระจายความเสี่ยงกระจายพอร์ตการลงทุนเพื่อให้มันมันสอดรับกับผลตอบแทนที่เราคาดหวังไว้กับการลงทุนนะครับ

อ้า โอเค เอ่อ ในเรื่องของการกระจายการลงทุนแล้วกันนะคะ เอ่อ ต้องต้องเรียนแบบนี้ก่อนนะคะ มุมมองการลงทุนเนี่ย มันมันเป็นยังไงนะคะ คืออยากจะขอขอเกริ่นแบบนี้เลยกันะกันนะคะ ต้องต้องบอกว่าทุกท่านอาจต้องทำใจนิดนึงนะคะ ในเรื่องของการลงทุนมันจะไม่ได้มีคำว่า เอ่อ Safe Zone 100% หมายความว่า เอ่อโทคเงินต้นของเราได้ 100% นะคะ แม้กระทั่งคุณเนี่ย เอาเงินไปฝากที่ธนาคารที่ประเทศไทยนี่แหละค่ะ เราเพราะว่าอะไร เพราะว่า 1 เลยอ่ะ ธนาคารเนี่ย มันก็มีโอกาสล้มหายตายจากได้เหมือนกันนะ อย่างเช่น Credit Suisse เราก็เห็นแล้ว หรือว่าธนาคารต่างๆ ในอดีตของประเทศไทยเนี่ย เราก็เห็นแล้วนะคะ ก็มีการล้มหายตายจากแล้วก็เปลี่ยนชื่อไปค่อนข้างเยอะมากนะคะ ประเด็นที่ 2 กันบ้างนะคะ แบงค์ชาติบ้านเรา ณ ปัจจุบันเนี่ย ไม่ได้คุ้มครองเงินฝากแบบ 100% แบบก่อนแล้วนะคะ ณ ปัจจุบันแบงค์ชาติบ้านเราเนี่ย คุ้มครองเงินฝากเพียงแค่ 1 ล้านบาทเท่านั้น โอเค ถ้าเกิดคุณบอกว่า เฮ้ย ฉันมีไม่ถึงมันก็ไม่เป็นไร มีไม่ถึงมันไม่เป็นไร แล้วถ้าเกิดว่าคุณมีมากกว่านั้นล่ะคะ อันนี้ต้องต้องอาจจะต้องหวั่นใจ อาจจะต้องตระหนักถึงความเสี่ยงนิดนึงนะ อันนี้เรียนตามตรงนะคะ แต่ว่าสิ่งที่นักลงทุนอย่างเราๆ เนี่ย ทำได้ก็คืออ่ะ เกริ่นเข้าเรื่องเลยก็คือในเรื่องของการ Diversify หรือว่าการกระจายความเสี่ยง ให้เหมาะสมนะคะ ของหมายความว่ากระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมกับสิ่งที่ตัวเองสามารถยอมรับได้นะคะ แล้วก็ต้องใช้เงินเย็นในการลงทุนเสมอนะคะ เพราะว่าเหตุการณ์เนี่ยมันมันไม่คาดฝัน สามารถเกิดขึ้นได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็น COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมานะคะ เราก็เห็นได้แล้วว่าตลาดหุ้นเนี่ยมันเกิด Circuit Breaker ไปหลายครั้งหลายคราเลยทีเดียวนะคะ หรือว่าอาจจะเกิดเค้าเรียกว่าเหตุการณ์รัสเซียบุกยูเครนนะคะ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครคิดเลยว่ารัสเซียจะกล้าบุกนะคะ แล้วก็สิ่งที่ตามมาก็คือราคาน้ำมัน ราคาแก๊ส มันมีการปรับตัวพุ่งขึ้น ทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นทั่วโลกนะคะ นอกจากนี้เองนะคะ ก็ต้องอันนี้อันนี้ไฮไลท์นิดนึงนะ คะว่าต้องศึกษาหาความรู้เองด้วยนะคะ อย่าไปเชื่อกูรู อย่าไปเชื่อนักวิเคราะห์ หรือแม้กระทั่งตัวของนิกกี้เองเนี่ย ก็อย่าไปเชื่อนะคะ เพราะว่าจริงๆ แล้วเนี่ย มันไม่มีใครเป็นแม่หมอทำนายได้แบบโอ้โห 100% แบบนั้นนะคะ ถูกต้องตลอดเวลานะคะ ดังนั้นเชื่อตัวเอง ศึกษาด้วยตัวเองอย่างเงี้ยค่ะ ตัดสินใจด้วยตัวเอง อันนี้คือ The Best Choice นะคะ คือวิธีที่ดีที่สุดเลย อันนี้พอจะตอบคำถามมั้ยคะ คุณโซ่

อืม ครับผม ดีครับผมว่า ความรู้ต้องบอกว่าการลงทุนก็คือต้องอาจจะต้องเตรียมอาวุธนั่นก็คือความรู้เพราะว่าเงินของเราอ่ะเนาะ เราก็ต้องตัดสินใจว่าเราจะไปลงทุนอย่างไร แล้วก็สิ่งสำคัญนั่นก็คือการกระจายความเสี่ยง แล้วก็ เอ่อการศึกษาความเสี่ยงให้ดีมันก็อาจจะช่วยปิดความเสี่ยงอย่างที่คุณนิกกี้บอกว่าเราเราต้องดูเรื่องของความเสี่ยงเป็นสำคัญด้วยในการลงทุนนะ ผลตอบแทนนะฮะ

ก็ในหลากหลายมุมมองสุดท้ายครับ คุณนิกกี้ อยากจะฝาก mindset การลงทุนอะไรให้กับทางคุณผู้ชม แล้วก็วันนี้มี FC มากมายเลยนะครับ ที่เข้ามาสวัสดีทางคุณนิกกี้ นะครับ ก็สวัสดีทุกๆ ท่านด้วยนะครับ ที่เข้ามาวันนี้

สวัสดีค่ะ ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ ที่ให้กำลังใจ ขอบคุณค่ะ อ่ะ โอเค นะคะ เอ่อ ในเรื่องของ Mindset แล้วกันนะคะ อย่างแรกเลยนะคะ ก็คือการลงทุนเนี่ย ไม่มีทางลัดนะคะ เอ่อ อย่าหวังว่าคุณเนี่ยจะรวยเร็วๆ ได้นะคะ อย่าหวังเป็นอันขาดเลยนะคะ ไม่มีอยากจะให้มีวินัย อยากจะให้มีความอดทนกันนิดนึงนะคะ ประเด็นที่ 2 เนี่ย ต้องบอกว่าปกติแล้วนะคะ ใน Long Term หรือว่าในระยะยาวของตลาดหุ้นเนี่ย ตลาดหุ้นมักจะเป็นขาขึ้นได้เกือบตลอดเลยนะคะ มีบางครั้งบางคอาจจะเจอจังหวะตลาดที่ไม่เป็นใจแล้วกันนะคะ อย่างไรก็ตามนิกกี้ก็แนะนำให้ Stay Invest นะคะ อย่าเพิ่งไปถอดใจ เป็นกำลังใจให้นะคะ เอ่อ ส่วนที่ 3 กันบ้างนะคะ วางแผนให้ดีๆ นะ ยึดตามแผนในเรื่องของการลงทุนของคุณเอาไว้นะคะ ระยะทางเนี่ย มันอาจจะมีปั่นป่วนบ้าง มีอุปสรรค มีตะกุกตะกักบ้างนะคะ อย่าเพิ่งตกใจ อย่าเพิ่งเสียกำลังใจนะคะ หมั่นมาทบทวนนะ ในเรื่องของแผนการลงทุนทุกๆ 3-6 เดือนนะคะ แล้วก็อีกเรื่องนึงนะคะ อยากจะให้รู้จัก Cut Loss นะคะ สมมุติว่าเรากลับมาทบทวนแล้วรู้สึกว่ากองทุนที่เราถือ หุ้นที่เราถือนะคะ มันพื้นฐานมันมีการเปลี่ยนไปนะคะ อย่างน้อยคุณต้องคัดแหละ สมมุติว่าคุณขาดทุน 10% นะคะ คุณลงทุนใหม่นะคะ ได้กำไร 11% มันก็ยังมันยังวอร์กลับง่ายอ่ะ แต่ถ้าเกิดคุณขาดทุนไป 50-60% แล้วอ่ะ มันโอ้โหย กว่าจะได้เงินต้นคืนน่ะ มันมันมันยากอ่ะค่ะ มันมันลึกเกินไปแล้วอ่ะ มันไม่ได้หากันง่ายๆ มันต้องขึ้นเป็นเท่าตัวเลยนะคะ เอ่อ ดังนั้นนะคะ จะบอกว่า เอ่อตลาดหุ้นเนี่ย มันก็มีสวิงแบบนี้นะคะ เป็นเรื่องปกติ อยากจะให้โฟกัสผลลัพธ์นะ คะ Final Result ของตัวเองแล้วก็หมั่นทบทวนตลอดนะคะ สุดท้ายค่ะ การลงทุนเนี่ยรอไม่ได้นะคะ เริ่มก่อนรวยก่อนนั่นเองค่ะ รู้สึกเหมือนเป็นเหมือนเป็นคนใบ้หวยมก่อนรวยก่อนนะคะ เพราะว่าดอกเบี้ยทบต้นได้เร็ว นั่นเองค่ะ หากคุณลงทุนเป็นระยะเวลาที่นานพอ นะคะ เวลาก็ไม่เคยรอใครเหมือนกันนะคะ อยากผลัดวันประกันพรุ่ง รีบลงทุนตั้งแต่วันนี้เลยดีกว่าค่ะ

อืม ครับผม อันนี้ถ้าถ้าถ้าจะมีแบบฝากแนวคิดให้กับทางคุณผู้ชมครับ ว่าอยากวิเคราะห์เก่งๆ เหมือนคุณนิกกี้เนี่ยฮะ ต้องต้องทำยังไง ต้องติดตามข่าวสาร หรือมีเทคนิคอะไรให้กับทางทางคุณผู้ชมบ้างครับ

มีเทคนิคแน่นอนค่ะ ว่าอย่าลืมเข้าไปตามเพจ Facebook นะคะ แล้วก็ YouTube ของ Beauty Investor ได้เลยค่ะ ของนิกกี้ก็ เอ่อจะมีในเรื่องของข่าวที่มาอัปเดตให้นะคะ ไม่ใช่แค่ข่าวเราก็จะ เอ่อวิเคราะห์ด้วยนะคะ ว่าข่าวอันนี้เนี่ย สุดท้ายแล้วมันจะส่งผลกระทบอะไรนะคะ เอ่อ นอกจากอ่านเพจของนิกกี้นะคะ ข่าวอะไรก็ได้เกี่ยวกับเศรษฐกิจอ่านไปเถอะค่ะ แล้วคุณก็จะสามารถเค้าเรียกว่าเชื่อมโยง GAT PAT ได้นะคะ ค่อยๆ ค่อยๆ ศึกษาไปแล้วกันนะคะคะ เดี๋ยวก็ได้แน่นอนค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

อ่า โอเค ครับ ก็ก็สามารถไปติดตามข้อมูลข่าวสารที่ทางคุณนิกกี้ได้ทางเพจ Facebook เลยใช่ มั้ยครับ มี YouTube ด้วยใช่ไมั้ยครับ คุณนิกกี้

ใช่ค่ะ ใช่ค่ะ

อ่า ได้เลยครับ ได้เลยครับ โอเคครับ ก็ขอบพระคุณมากๆ เลยนะครับ ที่วันนี้ได้ให้โอกาสดีๆ กับเรานะคะ ก็ยังไงก็ขอบพระคุณ FC ของทางคุณนิกกี้ด้วยนะ ครับโหมากมายเลยนะครับ ติดตามตลอดครับ คุณนิ

ขอบคุณค่ะ พี่ด้วยนะครับ ก็โอเคครับ วันนี้ได้หลากหลายมุมมองนะครับ เรื่องของ Mindset เอ่อในการลงทุนดีๆ นะครับ รวมไปถึง เอ่อตัวโอกาสในการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ มากมายนะครับ ใน เอ่อหลาย Asset Class ด้วยแล้วก็รวมไปถึงการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ความเสี่ยงก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทางคุณนิกกี้ก็ฝากไว้ นะครับว่าอยากให้ทุกคน เอ่อต้องระมัดระวังความเสี่ยง เพราะว่าเงินลงทุนของเราเองเนี่ย เราก็ต้องป้องกันเงินลงทุนของเราเอง ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป ฝากแบงค์ก็อาจจะยังไม่ปลอดภัยเสมอไปเหมือนกันนะครับ

อ่ะ โอเค ได้ครับ ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมก็ไป เอ่อสามารถสอบถามข้อมูลจากเพจของคุณนิกกี้ได้ Beauty Investor นะครับ ก็โอเคครับ ยังไงวันนี้เรา 2 คนขออนุญาตลาคุณผู้ชมไปก่อนนะครับ ก็เดี๋ยวลาไปพร้อมกันเลยนะครับ ขอบคุณและสวัสดีนะครับ

สวัสดีค่ะ