Transcription
คุณเคยเจอคนที่เก่งมาก เรียนเก่ง ทำงานเก่ง มีความรู้เยอะ แต่พอคุยด้วยมันรู้สึกแปลกๆ รู้สึกว่าเขาพูดไม่รู้เรื่อง อธิบายไม่ชัด หรือแม้แต่ทำให้คนอื่นรู้สึกไม่สบายใจ หรือแย่กว่านั้น คุณเคยเป็นคนแบบนั้นเองไหม เก่ง มีความรู้ แต่พอจะสื่อสารกับคุณ มันไม่ค่อยได้ผล คนไม่ค่อยเข้าใจ ไม่ค่อยฟัง หรือไม่ค่อยสนใจ
ปัญหานี้พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในยุคนี้ที่ความรู้หาง่าย ทุกคนสามารถเรียนรู้อะไรก็ได้จากอินเทอร์เน็ต แต่การมีความรู้กับการสื่อสารความรู้มันคนละเรื่อง คนเก่งหลายคนล้มเหลวในอาชีพ ล้มเหลวในความสัมพันธ์ ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่เก่ง แต่เพราะพวกเขาคุยไม่เป็น พวกเขาสื่อสารไม่เป็น
แล้วถ้าผมบอกว่าการสื่อสารเป็นทักษะที่เราสามารถเรียนรู้ได้ มันไม่ใช่พรสวรรค์ ไม่ใช่สิ่งที่บางคนมีแต่บางคนไม่มี แต่เป็นทักษะที่ทุกคนสามารถฝึกฝนได้ และถ้าเราเรียนรู้มัน ชีวิตเราจะเปลี่ยน อาชีพเราจะก้าวหน้า ความสัมพันธ์เราจะดีขึ้น คุณจะเชื่อไหม
ถ้าเพื่อนๆ รู้สึกว่าตัวเองมีความรู้ มีความสามารถ แต่ทำไมคนอื่นไม่ค่อยฟัง ไม่ค่อยเข้าใจ หรือไม่ค่อยให้ความสำคัญ ถ้าเพื่อนๆ อยากเรียนรู้วิธีการสื่อสารที่ได้ผลจริง ที่ทำให้คนฟัง ทำให้คนเข้าใจ ทำให้คนเห็นคุณค่าของเรา กดติดตามไว้เลยนะ เพราะหนังสือเล่มนี้จะบอกวิธีการที่ชัดเจนที่ใช้ได้จริง โอเค มาเริ่มกันเลย
"อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น" หนังสือที่เขียนโดย ยาซึดะ ทาดิ หรือ ทาดิ ยาสึดะ ผู้เขียนชาวญี่ปุ่น หนังสือเล่มนี้ออกมาในปี 2019 และกลายเป็น Best Seller ในญี่ปุ่นทันที ขายไปกว่า 1 ล้านเล่ม แปลเป็นหลายภาษา รวมทั้งภาษาไทย
ยา เป็นใคร เขาไม่ใช่ นักพูด ไม่ใช่โค้ชสอนพูด แต่เขาเป็นนักธุรกิจและที่ปรึกษา เขาทำงานกับบริษัทต่างๆ มานานกว่า 20 ปี และสิ่งที่เขาพบคือ คนเก่งหลายคนไม่ก้าวหน้าในอาชีพ ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีความสามารถ แต่เพราะพวกเขาสื่อสารไม่เป็น พวกเขามีไอเดียดี มีความรู้เยอะ แต่พอจะนำเสนอ พอจะอธิบาย พอจะโน้มน้าวคนอื่น มันไม่ได้ผล
ยาซึดะ ก็ยังเริ่มศึกษาว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น อะไรคือความแตกต่างระหว่างคนที่สื่อสารได้ดีกับคนที่สื่อสารไม่ดี และเขาพบว่า มันไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ ไม่ใช่เรื่องของความฉลาด แต่เป็นเรื่องของเทคนิค เป็นเรื่องของวิธี และสิ่งเหล่านี้สามารถเรียนรู้ได้ เขาเลยเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพื่อแชร์สิ่งที่เขาค้นพบ เพื่อช่วยให้คนเก่ง ไม่ต้องล้มเหลวเพราะคุยไม่เป็น
หนังสือเล่มนี้สำคัญ เพราะมันตรงประเด็น มันไม่ได้พูดถึงการพูดในที่สาธารณะแบบเวทีใหญ่ๆ มันพูดถึงการสื่อสารในชีวิตประจำวัน การคุยกับเพื่อนร่วมงาน การนำเสนอไอเดีย การอธิบายงาน การโน้มน้าวลูกค้า การสอนคนอื่น ซึ่งเหล่านี้เราทำทุกวัน และถ้าเราทำได้ดี ชีวิตเราจะง่ายขึ้นมาก
และที่สำคัญ หนังสือนี้เขียนจากประสบการณ์จริง ยา ไม่ได้เขียนจากทฤษฎี เขาเขียนจากการทำงานกับคนจริง จากการสังเกตปัญหาจริง จากการหาวิธีแก้ไขจริง เขาให้ตัวอย่างที่เห็นภาพ ให้เทคนิคที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่แนวคิดลอยๆ
ปรัชญาหลักของหนังสือเล่มนี้คือ การสื่อสารที่ดี ไม่ได้เริ่มจากการพูด แต่เริ่มจากการฟัง ไม่ได้เริ่มจากการบอกสิ่งที่เรารู้ แต่เริ่มจากการเข้าใจสิ่งที่คนอื่นต้องการ
ยา บอกว่า คนเก่งหลายคนคิดว่า ถ้าเรามีความรู้เยอะ ถ้าเราอธิบายได้ละเอียด คนก็จะฟัง คนก็จะเข้าใจ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ คนส่วนใหญ่ไม่สนใจความรู้ของเรา พวกเขาสนใจตัวพวกเขาเอง พวกเขาสนใจปัญหาของพวกเขา ความต้องการของพวกเขา ประโยชน์ของพวกเขา ดังนั้น ถ้าเราอยากสื่อสารให้ได้ผล เราต้องเริ่มจากพวกเขา ไม่ใช่จากเรา
เราต้องถามตัวเองว่า คนที่เราจะคุยด้วยต้องการอะไร ปัญหาของพวกเขาคืออะไร สิ่งที่เราจะพูดจะช่วยพวกเขาได้ยังไง นี่คือจุดเริ่มต้นของการสื่อสารที่ดี และนี่คือสิ่งที่คนเก่งหลายคนมองข้าม พวกเขาคิดแต่ว่าจะอธิบายยังไงให้ชัดเจน จะแสดงความรู้ยังไง แต่ไม่คิดว่าคนฟังต้องการอะไร คนฟังจะได้อะไร
ยา บอกว่า คนเก่งที่คุยไม่เป็น มักจะทำผิดพลาด 3 ข้อ
1. **พูดมากเกินไป** พวกเขามีความรู้เยอะ เลยอยากบอกทุกอย่าง อธิบายทุกรายละเอียด แต่ผลคือ คนฟังเบื่อ คนฟังหลง คนฟังจำไม่ได้ ยา บอกว่า การสื่อสารที่ดี ไม่ใช่การบอกทุกอย่างที่เรา รู้ แต่คือการบอกแค่สิ่งที่คนอื่นต้องรู้ แค่สิ่งที่สำคัญ แค่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา
2. **ใช้ศัพท์เทคนิคมากเกินไป** คนเก่งชอบใช้คำศัพท์เฉพาะทาง ชอบใช้คำยาก เพราะมันทำให้รู้สึกว่าเราเก่ง เรามืออาชีพ แต่ผลคือ คนฟังไม่เข้าใจ คนฟังรู้สึกว่าเราดูถูกพวกเขา หรือเรากำลังแสดงตัว ยา บอกว่า การสื่อสารที่ดี คือการใช้ภาษาที่คนฟังเข้าใจ ไม่ใช่ภาษาที่เราอยากใช้ ถ้าคนฟังไม่รู้จักคำศัพท์นั้น เราก็ไม่ควรใช้ หรือถ้าต้องใช้ ก็ต้องอธิบาย
3. **ไม่ฟังคนอื่น** คนเก่งมักจะคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่า เลยไม่ค่อยฟังคนอื่น รอแต่จะพูด รอแต่จะแสดงความเห็น แต่ผลคือ คนอื่นรู้สึกว่าเราไม่ให้ความสำคัญ ไม่เคารพพวกเขา และเมื่อพวกเขารู้สึกแบบนั้น พวกเขาก็จะไม่ฟังเราเหมือนกัน ยา บอกว่า การสื่อสารที่ดี เริ่มจากการฟัง เริ่มจากการเข้าใจคนอื่น เริ่มจากการให้ความสำคัญ
อีกแนวคิดสำคัญที่ยาเน้นคือ **ความเรียบง่าย** เขาบอกว่า คนเก่งมักจะคิดว่า ถ้าเราอธิบายซับซ้อน ถ้าเราใช้คำยาก คนจะคิดว่าเราเก่ง แต่จริงๆ แล้วผลตรงกันข้าม คนจะคิดว่าเราพูดไม่ชัด อธิบายไม่เป็น การสื่อสารที่ดีที่สุด คือการทำให้สิ่งที่ซับซ้อนเป็นเรียบง่าย ทำให้สิ่งที่ยากเป็นง่าย
ยา แยกตัวอย่างจาก Steve Jobs ผู้ก่อตั้ง Apple เวลา Steve Jobs นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ เขาไม่เคยพูดถึงสเปคเทคนิคที่ซับซ้อน ไม่เคยใช้ศัพท์เทคนิคมากมาย เขาพูดง่ายๆ ว่า ผลิตภัณฑ์นี้ทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้นยังไง ทำให้คุณทำอะไรได้บ้าง ทำให้คุณรู้สึกยังไง และนั่นทำให้ทุกคนเข้าใจ ทุกคนสนใจ ทุกคนอยากได้ นี่คือพลังของความเรียบง่าย มันไม่ได้หมายความว่าเราไม่ฉลาด แต่หมายความว่าเราเก่งจริง เพราะเราสามารถทำให้สิ่งที่ซับซ้อนเป็นง่าย และนั่นยากกว่าการทำให้สิ่งที่ง่ายเป็นซับซ้อนเยอะ
ยา เขียนว่า ถ้าคุณอธิบายไม่ให้คนฟังเข้าใจ นั่นนั่นไม่ใช่เพราะสิ่งที่คุณพูดมันซับซ้อน แต่เพราะคุณยังไม่เข้าใจมันดีพอ คนที่เข้าใจจริงๆ สามารถอธิบายให้เด็ก 5 ขวบเข้าใจได้ และถ้าคุณทำไม่ได้ แสดงว่าคุณต้องเรียนรู้มากกว่านี้
ยา เน้นมากว่า ก่อนจะพูดอะไร เราต้องเข้าใจคนฟังก่อน เราต้องรู้ว่าพวกเขาเป็นใคร พวกเขารู้อะไรอยู่แล้ว พวกเขาต้องการอะไร พวกเขากังวลอะไร เพราะถ้าเราไม่รู้ เราก็ไม่สามารถสื่อสารได้ดี
เขายกตัวอย่างเปรียบเทียบ ถ้าเราจะอธิบายเรื่องเดียวกัน ให้ 3 กลุ่มคนฟัง กลุ่มแรกเป็นเด็ก กลุ่มที่ 2 เป็นผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มที่ 3 เป็นคนทั่วไป เราจะอธิบายเหมือนกันได้ไหม คำตอบคือไม่ได้ เราต้องปรับให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม สำหรับเด็ก เราต้องใช้ภาษาง่ายๆ ใช้ตัวอย่างที่พวกเขาคุ้นเคย สำหรับผู้เชี่ยวชาญ เราสามารถใช้ศัพท์เทคนิคได้ ไม่ต้องอธิบายพื้นฐาน สำหรับคนทั่วไป เราต้องสมดุล ไม่ให้ง่ายเกินไป ไม่ให้ยากเกินไป
การเข้าใจคนฟัง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสื่อสารที่ดี และนี่คือสิ่งที่คนเก่งหลายคนไม่ทำ พวกเขาพูดแบบเดียวกันกับทุกคน ไม่ว่าคนฟังจะเป็นใคร แล้วก็แปลกใจว่าทำไมบางคนฟังไม่เข้าใจ
ยา เสนอโครงสร้างง่ายๆ ที่จะช่วยให้เราสื่อสารได้ดีขึ้น เขาเรียกมันว่า **โครงสร้าง 3 ส่วน**
1. **ส่วนแรกคือ "ทำไม"** ทำไมคนฟังควรฟังเรา ทำไมสิ่งที่เราจะพูดสำคัญกับพวกเขา ทำไมพวกเขาควรสนใจ ถ้าเราเริ่มด้วยการบอก "ทำไม" คนฟังจะตั้งใจฟัง เพราะพวกเขารู้ว่ามันเกี่ยวกับพวกเขา มันมีประโยชน์กับพวกเขา
2. **ส่วนที่ 2 คือ "อะไร"** อะไรคือสิ่งที่เราอยากสื่อสาร อะไรคือไอเดียหลัก อะไรคือข้อมูลสำคัญ ส่วนนี้ต้องชัดเจน กระชับ ตรงประเด็น ไม่พูดเยิ่นเย้อ ไม่พูดอ้อมๆ ให้บอกตรงๆ ว่าเราอยากจะบอกอะไร
3. **ส่วนที่ 3 คือ "ยังไง"** ยังไงที่คนฟังจะนำไปใช้ ยังไงที่พวกเขาจะได้ประโยชน์ ยังไงที่พวกเขาควรทำต่อ ส่วนนี้สำคัญมาก เพราะถ้าเราบอกแค่ "ทำไม" และ "อะไร" แต่ไม่บอก "ยังไง" คนฟังจะรู้สึกว่า โอเค แล้วไง พวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ
โครงสร้าง 3 ส่วนนี้ ใช้ได้กับการสื่อสารทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอ การเขียนอีเมล การอธิบายงาน การโน้มน้าว ทุกอย่าง แค่จำไว้ว่า "ทำไม อะไร ยังไง"
ในตอนต่อไป เราจะเจาะลึกเข้าไปในเทคนิคเฉพาะว่า เราจะทำยังไงถึงจะพูดให้ชัดเจน ทำยังไงถึงจะฟังให้ดี ทำยังไงถึงจะสร้างความน่าเชื่อถือ และที่สำคัญ เราจะหลีกเลี่ยงกับดักที่คนเก่งมักจะตกได้ยังไง เดี๋ยวเราไปต่อกันนะ
ก่อนจบตอนนี้ ผมอยากเน้นว่า หนังสือเล่มนี้ต่างจากหนังสือสอนการสื่อสารอื่นยังไง
1. **มันเขียนสำหรับคนเก่งโดยเฉพาะ** หนังสือส่วนใหญ่สอนคนที่ไม่มั่นใจ คนที่กลัวพูด แต่หนังสือนี้สอนคนที่มีความรู้ มีความสามารถ แต่สื่อสารไม่เป็น
2. **มันให้เทคนิคที่เป็นรูปธรรม** ไม่ใช่แค่บอกว่า "พูดให้ชัดเจน" "ฟังให้ดี" แต่บอกว่า "ทำยังไง" "อย่างไร"
3. **มันมีตัวอย่างจากญี่ปุ่น** ซึ่งวัฒนธรรมการสื่อสารคล้ายกับไทย ให้ความสำคัญกับความสุภาพ ความนอบน้อม ซึ่งต่างจากตะวันตกที่ตรงไปตรงมา
ยา เขียนไว้ว่า ความรู้ที่ไม่สามารถสื่อสารได้ คือความรู้ที่ไร้ค่า ไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหน ถ้าคุณสื่อสารไม่ได้ คุณก็ไม่สามารถนำความเก่งนั้นไปใช้ได้ แต่ถ้าคุณเรียนรู้การสื่อสาร ความเก่งของคุณจะกลายเป็นพลัง เป็นโอกาส เป็นความสำเร็จ
เดี๋ยวเราไปต่อกันในตอนหน้า มาต่อกันเลยนะ
เมื่อกี้เราพูดถึงว่า คนเก่งหลายคนล้มเหลวในการสื่อสาร ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีความรู้ แต่เพราะพวกเขาทำผิดพลาด 3 ข้อ คือ พูดมากเกินไป ใช้ศัพท์ยากเกินไป และไม่ฟังคนอื่น ตอนนี้เราจะเจาะลึกลงไปในเทคนิคเฉพาะที่จะช่วยให้เราสื่อสารได้ดีขึ้น
**เทคนิคแรกที่ยาเน้นมากคือการฟัง** เขาบอกว่า การสื่อสารที่ดี เริ่มจากการฟัง ไม่ใช่การพูด แต่คนส่วนใหญ่ทำตรงกันข้าม พวกเขารอแต่จะพูด รอแต่จะแสดงความเห็น ขณะที่คนอื่นพูด พวกเขาไม่ได้ฟังจริงๆ แต่คิดแต่ว่าจะพูดอะไรต่อ จะโต้แย้งยังไง จะแสดงความรู้ยังไง
ยาซุดะ บอกว่า การฟังที่ดีมี 3 ระดับ
1. **ระดับแรกคือ "การฟังเพื่อตอบ"** นี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ เราฟังแค่พอที่จะรู้ว่าเราจะตอบอะไร เราไม่ได้สนใจจริงๆ ว่าคนพูดกำลังบอกอะไร เขารู้สึกยังไง เขาต้องการอะไร เราแค่รอให้เขาพูดจบ แล้วเราก็พูดต่อ
2. **ระดับที่ 2 คือ "การฟังเพื่อเข้าใจ"** นี่ดีกว่าระดับแรก เราตั้งใจฟัง เราพยายามเข้าใจว่าคนพูดกำลังบอกอะไร เขาหมายความว่าอย่างไร แต่เรายังคิดจากมุมมองของเราเอง ยังตีความตามความเชื่อของเรา ยังไม่ได้เข้าใจจากมุมมองของเขาจริงๆ
3. **ระดับที่ 3 คือ "การฟังเพื่อเข้าอกเข้าใจ"** นี่คือการฟังที่ดีที่สุด เราไม่ได้แค่ฟังคำพูด แต่เราฟังอารมณ์ ฟังความรู้สึก ฟังสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมา เราพยายามเข้าใจว่า ทำไมเขาถึงพูดอย่างนั้น เขารู้สึกยังไง เขาต้องการอะไรจริงๆ และเราทำให้เขารู้สึกว่าเราเข้าใจเขา เราให้ความสำคัญกับเขา
ยา ยกตัวอย่างว่า ถ้าเพื่อนร่วมงานมาบอกว่า "โปรเจกต์นี้ยากมาก ฉันไม่รู้จะทำยังไงดี" คนส่วนใหญ่จะตอบแบบไหน อาจจะบอกว่า "มันไม่ยากนะ แค่ทำตามนี้ๆ" หรืออาจจะบอกว่า "ฉันเคยทำมาแล้ว มันง่ายนะ แบบนี้" นี่คือการฟังเพื่อตอบ เราไม่ได้เข้าใจเขาจริงๆ แต่ถ้าเราฟังเพื่อเข้าอกเข้าใจ เราจะถามว่า "ส่วนไหนที่ยากที่สุด คุณกังวลเรื่องอะไร คุณต้องการความช่วยเหลืออะไร" เราทำให้เขารู้สึกว่าเราเข้าใจ เราใส่ใจ และนั่นทำให้เขาเปิดใจมากขึ้น ไว้ใจเรามากขึ้น และเมื่อเขาไว้ใจเรา เขาก็จะฟังเราเหมือนกัน
ยา เขียนว่า "คุณส่วนใหญ่ไม่ฟังเพื่อเข้าใจ พวกเขาฟังเพื่อตอบ และนั่นคือเหตุผลที่การสื่อสารล้มเหลว ถ้าคุณอยากให้คนฟังคุณ ให้คุณฟังเขาก่อน ให้คุณเข้าใจเขา ก่อน แล้วเขาก็จะเปิดใจฟังคุณ"
**เทคนิคที่ 2 คือการพูดให้ชัดเจน** ยา บอกว่า การพูดให้ชัดเจน ไม่ได้หมายความว่าพูดดังหรือพูดช้าๆ แต่หมายความว่าพูดให้คนฟังเข้าใจง่าย และเขาให้เทคนิคง่ายๆ ที่เรียกว่า **PREP** ซึ่งย่อมาจาก
* **P**oint คือ ประเด็นหลัก สิ่งที่เราอยากสื่อสาร เราควรเริ่มด้วยการบอกประเด็นหลักก่อน ไม่ใช่เล่าเรื่องยาวๆ แล้วค่อยบอกประเด็นทีหลัง คนฟังมักจะไม่มีความอดทน ถ้าเราไม่บอกประเด็นหลักตั้งแต่ต้น พวกเขาจะหลงทาง จะไม่รู้ว่าเรากำลังพูดถึงอะไร
* **R**eason คือ เหตุผล ทำไมประเด็นนั้นสำคัญ ทำไมคนฟังควรสนใจ ทำไมควรเชื่อเรา ต้องให้เหตุผลที่ชัดเจน มีเหตุมีผล ไม่ใช่แค่บอกว่า "มันสำคัญ เชื่อฉันสิ" แต่ให้บอกว่า "มันสำคัญเพราะอะไร มันเกี่ยวข้องกับคุณยังไง"
* **E**xample คือ ตัวอย่าง นี่สำคัญมาก เพราะตัวอย่างทำให้คนฟังเห็นภาพ ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น ทำให้จำได้ดีขึ้น ยาซุดะ บอกว่า คนจำเรื่องราวได้ดีกว่าจำข้อมูล ดังนั้น ถ้าเราอยากให้คนจำสิ่งที่เราพูด ให้ยกตัวอย่าง ให้เล่าเรื่อง
* **P**oint คือ สรุปประเด็นหลักอีกครั้ง เพื่อย้ำ เพื่อให้คนฟังจำได้ เพราะคนฟังมักจะจำได้แค่จุดเริ่มต้นกับจุดสิ้นสุด ถ้าเราสรุปไม่ชัด คนฟังก็จะจำไม่ได้ว่าเราพูดอะไร
ตัวอย่างการใช้ PREP: เราอยากบอกเพื่อนร่วมงานว่า "ควรใช้โปรแกรมใหม่ในการทำงาน" เราจะพูดว่า "Point: ผมคิดว่าเราควรใช้โปรแกรมนี้ Reason: เพราะมันจะช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้นครึ่งหนึ่ง Example: เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมลองใช้งานที่เคยใช้เวลา 2 ชั่วโมง ทำเสร็จในชั่วโมงเดียว Point: ดังนั้น ผมคิดว่าเราควรใช้โปรแกรมนี้" เห็นไหมว่ามันชัดเจน กระชับ เข้าใจง่าย นี่คือการพูดให้ชัดเจน
**เทคนิคที่ 3 คือการใช้ภาษาที่ง่าย** ยาซุดะ บอกว่า คนเก่งมักจะคิดว่าการใช้คำยาก ศัพท์เทคนิคจะทำให้ดูเก่ง ดูมืออาชีพ แต่จริงๆ แล้วมันทำให้คนฟังไม่เข้าใจ รู้สึกห่างเหิน หรือรู้สึกว่าเราดูถูกพวกเขา เขาให้กฎง่ายๆ ว่า ถ้าคุณสามารถใช้คำง่ายแทนคำยากได้ ก็ใช้คำง่าย ถ้าคุณสามารถอธิบายด้วยประโยคสั้นแทนประโยคยาวได้ ก็ใช้ประโยคสั้น ถ้าคุณสามารถพูดตรงๆ แทนพูดอ้อมๆ ได้ ก็พูดตรงๆ ยิ่งง่ายยิ่งดี
ยาซุดะ ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ สมมุติเราอยากบอกว่า "โปรเจกต์นี้ล่าช้า" เราสามารถพูดได้ 2 แบบ
* แบบแรก: "ในปัจจุบัน โปรเจกต์นี้ประสบปัญหาเกี่ยวกับการจัดการเวลา ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการตามกำหนดเวลาที่วางไว้"
* แบบที่ 2: "โปรเจกต์นี้ล่าช้า"
ทั้ง 2 ประโยค พูดเรื่องเดียวกัน แต่ประโยคไหนเข้าใจง่ายกว่า คำตอบคือแบบที่ 2 มันสั้น มันตรงประเด็น มันง่าย และนั่นคือสิ่งที่เราควรทำ อย่าคิดว่าการพูด ยาวๆ พูดซับซ้อนจะทำให้เราดูเก่ง จริงๆ แล้วมันทำให้เราดูพูดไม่ชัด
ยา เขียนว่า "ภาษาที่ดีที่สุด ไม่ใช่ภาษาที่สวยงามที่สุด แต่คือภาษาที่คนฟังเข้าใจได้ง่ายที่สุด ยิ่งคุณพูดง่าย คนยิ่งฟัง ยิ่งคุณพูดยาก คนยิ่งไม่สนใจ"
**เทคนิคที่ 4 คือการสร้างความน่าเชื่อถือ** ยาซุดะ บอกว่า ไม่ว่าเราจะพูดดีแค่ไหน ถ้าคนฟังไม่เชื่อถือเรา พวกเขาก็จะไม่ฟัง ดังนั้น เราต้องสร้างความน่าเชื่อถือ และเขาบอกว่า ความน่าเชื่อถือมาจาก 3 สิ่ง
1. **ความรู้** คนจะเชื่อถือเรา ถ้าเรารู้จริง ถ้าเรามีความเชี่ยวชาญ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องรู้ทุกอย่าง มันหมายความว่าเราต้องรู้ในสิ่งที่เราพูด ถ้าเราไม่รู้ ก็บอกตรงๆ ว่าไม่รู้ อย่าพยายามแต่ง อย่าพยายามหลอก เพราะถ้าคนฟังรู้ว่าเราโกหก เราจะเสียความน่าเชื่อถือไปตลอด
2. **ความซื่อสัตย์** คนจะเชื่อถือเรา ถ้าเราซื่อสัตย์ ถ้าเราพูดความจริง ถ้าเรายอมรับเมื่อผิดพลาด ยา บอกว่า การยอมรับความผิดพลาด ไม่ได้ทำให้เราดูอ่อนแอ กลับทำให้เราดูมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เพราะคนรู้ว่าเราไม่ได้พยายามปกปิด เราไม่ได้พยายามทำตัวสมบูรณ์แบบ
3. **ความใส่ใจ** คนจะเชื่อถือเรา ถ้าเรารู้สึกว่าเราใส่ใจพวกเขา เราไม่ได้แค่อยากแสดง อยากโอ้อวด แต่เราอยากช่วย อยากให้ประโยชน์ และวิธีแสดงความใส่ใจที่ง่ายที่สุด คือการฟัง การถามคำถาม การให้ความสำคัญ
**เทคนิคที่ 5 คือการอ่านบรรยากาศ** ยา บอกว่า คนเก่งมักจะโฟกัสแต่สิ่งที่ตัวเองจะพูด แต่ไม่ค่อยสังเกตคนฟัง ไม่ค่อยสังเกตบรรยากาศ ผลคือ บางครั้งพวกเขาพูดต่อไปเรื่อยๆ แม้คนฟังจะเบื่อแล้ว งงแล้ว หรือไม่สนใจแล้ว การอ่านบรรยากาศ คือการสังเกตคนฟัง การสังเกตภาษากาย การสังเกตสีหน้า การสังเกตว่าพวกเขาตั้งใจฟังหรือเปล่า เข้าใจหรือเปล่า สนใจหรือเปล่า และถ้าเราเห็นว่าพวกเขางง เราก็อธิบายเพิ่ม ถ้าเราเห็นว่าพวกเขาเบื่อ เราก็หยุดหรือเปลี่ยนหัวข้อ ถ้าเราเห็นว่าพวกเขาไม่เข้าใจ เราก็ถาม เราก็ให้พวกเขามีโอกาสถาม
ยาซุดะ ยกตัวอย่างว่า ถ้าเรากำลังอธิบายงาน แล้วเห็นว่าคนฟังน่าสับสน เราไม่ควรพูดต่อไปเรื่อยๆ แต่ควรหยุดแล้วถามว่า "มีอะไรที่ไม่เข้าใจไหม มีคำถามไหม ให้โอกาสพวกเขาถาม ให้โอกาสพวกเขาได้ความชัดเจน" หรือถ้าเรากำลังนำเสนอ แล้วเห็นว่าคนฟังเริ่มดูเบื่อ เริ่มมองนาฬิกา เราไม่ควรพูดต่อไปอีก 15 นาที แต่ควรสรุป ควรจบ เพราะถ้าเราพูดต่อ พวกเขาก็ไม่ฟังอยู่แล้ว การอ่านบรรยากาศ ทำให้เราปรับการสื่อสารได้ทันท่วงที ทำให้เราไม่เสียเวลา ทำให้คนฟังได้สิ่งที่พวกเขาต้องการ
**เทคนิคที่ 6 คือการถามคำถามที่ดี** ยาซุดะ บอกว่า การถามคำถาม เป็นทักษะที่สำคัญมาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำ หรือถามแบบไม่ได้คิด คำถามที่ดี จะช่วยให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น ช่วยให้เราได้ข้อมูลที่ต้องการ ช่วยให้คนอื่นรู้สึกว่าเราสนใจเขา
เขาบอกว่า มี 2 ประเภทคำถาม
1. **ประเภทแรกคือ "คำถามปิด"** นี่คือคำถามที่ตอบได้แค่ "ใช่" หรือ "ไม่ใช่" เช่น "คุณเข้าใจไหม" "คุณเห็นด้วยไหม" คำถามแบบนี้ไม่ค่อยได้ข้อมูลมาก เพราะคนตอบแค่ "ใช่" หรือ "ไม่ใช่" เราไม่รู้ว่าทำไม เราไม่รู้ว่ารายละเอียด
2. **ประเภทที่ 2 คือ "คำถามเปิด"** นี่คือคำถามที่ต้องตอบเป็นประโยค เช่น "คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้" "ส่วนไหนที่คุณยังไม่เข้าใจ" "คุณต้องการความช่วยเหลืออะไร" คำถามแบบนี้ได้ข้อมูลมาก ได้รายละเอียด ได้ความรู้สึก ได้ความต้องการ
ยา แนะนำให้ใช้คำถามเปิดมากกว่าคำถามปิด โดยเฉพาะเมื่อเราอยากเข้าใจคนอื่น อยากรู้ว่าพวกเขาคิดยังไง รู้สึกยังไง ต้องการอะไร คำถามเปิดจะช่วยได้มาก แต่เขาเตือนด้วยว่า อย่าถามคำถามมากเกินไป อย่าทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเราสอบปากคำ ให้ถามแล้วฟัง ฟังจริงๆ ไม่ใช่ถามแล้วก็ถามต่อโดยไม่ฟังคำตอบ
ยา เขียนว่า "คำถามที่ดี แสดงให้เห็นว่าคุณสนใจ คุณใส่ใจ คุณต้องการเข้าใจ และนั่นทำให้คนอื่นเปิดใจ เชื่อเชื่อใจ และฟังคุณมากขึ้น"
นี่คือ 6 เทคนิคหลักที่ยาซุดะเสนอ การฟังอย่างตั้งใจ การพูดให้ชัดเจนด้วย PREP การใช้ภาษาที่ง่าย การสร้างความน่าเชื่อถือ การอ่านบรรยากาศ และการถามคำถามที่ดี ทั้ง 6 เทคนิคนี้จะทำงานร่วมกัน จะช่วยให้เราสื่อสารได้ดีขึ้น ทำให้คนฟัง ทำให้คนเข้าใจ ทำให้คนเห็นคุณค่าของเรา
ในตอนต่อไป ผมจะมาแชร์ว่า ผมลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้แล้วเป็นยังไง ได้ผลจริงไหม มีอะไรที่ควรระวัง และที่สำคัญ หนังสือนี้เหมาะกับใคร ไม่เหมาะกับใครบ้าง เดี๋ยวเราไปต่อกันนะ
มาถึงส่วนที่ผมอยากแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวกันแล้ว หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วรู้สึกยังไง เปลี่ยนอะไรในตัวผม ลองทำตามแล้วได้ผลจริงไหม และที่สำคัญ มันมีข้อจำกัดอะไรที่ควรรู้
ผมต้องบอกตรงๆ ว่า หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วทำให้ผมรู้สึกอึดอัดนิดนึง ไม่ใช่เพราะมันไม่ดี แต่เพราะมันทำให้ผมเห็นตัวเองในนั้น ผมตระหนักว่าผมเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็นมาตลอด ผมมีความรู้ มีความสามารถ แต่พอจะสื่อสารกับคนอื่น มันไม่ค่อยได้ผล คนไม่ค่อยฟัง ไม่ค่อยเข้าใจ หรือไม่ค่อยสนใจ และผมมักจะโทษว่าคนอื่นไม่เข้าใจ คนอื่นไม่ตั้งใจฟัง แต่จริงๆ แล้วปัญหาอยู่ที่ผม
ตอนอ่านหนังสือ ผมนึกถึงหลายครั้งที่ผมพยายามอธิบายงานให้เพื่อนร่วมงานฟัง ผมอธิบายละเอียดมาก ใช้ศัพท์เทคนิค แสดงความรู้ที่ผมมี แต่พอจบ เพื่อนร่วมงานก็บอกว่า "เอ่อ ไม่ค่อยเข้าใจนะ อธิบายอีกทีได้ไหม" ตอนนั้นผมโกรธ ผมคิดว่า "ทำไมเขาไม่เข้าใจผม อธิบายชัดเจนแล้วนะ" แต่หลังจากอ่านหนังสือ ผมเข้าใจว่าปัญหาไม่ใช่ที่เขาไม่เข้าใจ แต่คือผมอธิบายไม่ชัด ผมพูดมากเกินไป ใช้ศัพท์ยากเกินไป และไม่ได้คิดถึงว่าเขาต้องการรู้อะไร
มีบทนึงที่ผมอ่านแล้วต้องหยุดนาน คือบทที่ยาุดะเขียนว่า "คนเก่งมักจะคิดว่า ถ้าเราอธิบายให้คนฟังรู้ทุกอย่างที่เรารู้ คนจะเข้าใจ แต่จริงๆ แล้วผลตรงกันข้าม ยิ่งเราพูดเยอะ คนยิ่งงง ยิ่งเราใส่รายละเอียดเยอะ คนยิ่งจำไม่ได้ การสื่อสารที่ดี ไม่ใช่การบอกทุกอย่าง แต่คือการบอกแค่สิ่งที่คนต้องรู้"
ตอนอ่านเจอตรงนี้ ผมตระหนักว่าผมทำผิดพลาดนี้มาตลอด ผมคิดว่ายิ่งอธิบายเยอะ ยิ่งดี ยิ่งใส่รายละเอียดเยอะ ยิ่งดูมืออาชีพ แต่จริงๆ แล้วมันทำให้คนฟังงง ทำให้พวกเขาจำไม่ได้ ทำให้พวกเขาเบื่อ นี่คือบทเรียนที่ผมต้องเรียนรู้
หลังจากอ่าน หนังสือ ผมเริ่มลองนำเทคนิคไปใช้ ครั้งแรกที่ผมลองคือ **การฟัง** ผมเริ่มสังเกตตัวเองว่า เวลาคนอื่นพูด ผมฟังจริงๆ หรือเปล่า ผมพบว่าส่วนใหญ่ผมไม่ได้ฟังจริง ผมรอแต่จะพูด รอแต่จะแสดงความเห็น ขณะที่คนพูด ผมคิดแต่ว่าจะโต้แย้งยังไง จะบอกอะไร ผมไม่ได้สนใจจริงๆ ว่าเขากำลังบอกอะไรผมเลย
ผมเริ่มฝึกฟังจริงๆ เมื่อคนอื่นพูด ผมหยุดคิดว่าจะตอบอะไร แต่ตั้งใจฟังว่าเขากำลังพูดอะไร เขารู้สึกยังไง เขาต้องการอะไร แล้วผมถามคำถาม ผมให้เขาพูดต่อ ผมทำให้เขารู้สึกว่าผมฟังจริง ผมสนใจจริง และสิ่งที่น่าแปลกใจคือ เมื่อผมฟังคนอื่นมากขึ้น คนอื่นก็เริ่มฟังผมมากขึ้น พวกเขาเริ่มเปิดใจมากขึ้น เริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งที่ผมพูดมากขึ้น
อีกสิ่งที่ผมลองคือ **PREP** ผมเริ่มใช้โครงสร้างนี้ทุกครั้งที่พูด เริ่มด้วยบอกประเด็นหลัก บอกเหตุผล ยกตัวอย่าง แล้วสรุปประเด็นหลักอีกครั้ง ตอนแรกมันรู้สึกแปลก รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ แต่ยิ่งทำไป มันง่ายขึ้น และที่สำคัญ มันได้ผลจริงๆ คนฟังเข้าใจเร็วขึ้น จำได้ดีขึ้น ไม่งงอย่างที่เคยเป็น
ผมเคยต้องนำเสนองานให้หัวหน้า ตามปกติผมจะอธิบายยาวเหยียด เริ่มจากพื้นฐานไปจนถึงรายละเอียด ใช้เวลานานมาก แต่ครั้งนี้ ผมใช้ PREP ผมเริ่มด้วยบอกว่า "งานนี้เสร็จแล้ว" แล้วบอกเหตุผลว่าทำไมมันสำคัญ แล้วยกตัวอย่างผลลัพธ์ แล้วสรุปอีกครั้ง ใช้เวลาแค่ 5 นาที แต่หัวหน้าเข้าใจชัดเจน ไม่มีคำถาม และที่สำคัญ เขาพอใจมาก เขาบอกว่า "ครั้งนี้อธิบายได้ชัดมาก"
สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจมากที่สุดคือ มันไม่ได้ยากอย่างที่คิด ผมคิดว่าการเปลี่ยนวิธีสื่อสาร มันต้องใช้เวลานาน ต้องฝึกมาก แต่จริงๆ แล้ว แค่การรู้ตัว แค่การมีกรอบ มันช่วยได้เยอะ แค่รู้ว่า "อ้อ ผมกำลังพูดมากเกินไป ผมกำลังใช้ศัพท์ยากเกินไป ผมกำลังไม่ฟังคนอื่น" ก็ช่วยให้เราหยุดตัวเองได้และปรับได้
อีกสิ่งที่ประหลาดใจคือ คนอื่นสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง เพื่อนร่วมงานบอกว่า "ช่วงนี้คุยกับผมง่ายขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น" หัวหน้าบอกว่า "การนำเสนองานชัดเจนขึ้น" แม้แต่เพื่อนก็บอกว่า "รู้สึกว่าผมฟังพวกเขามากขึ้น ใส่ใจมากขึ้น" สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกดี ทำให้ผมมั่นใจมากขึ้น ทำให้ผมอยากพัฒนาต่อไป
แต่ผมต้องซื่อสัตย์ว่า ไม่ได้ทุกอย่างง่าย มีบางอย่างที่ผมทำได้ยาก สิ่งที่ยากที่สุดคือ **การใช้ภาษาง่าย** ผมชินกับการใช้ศัพท์เทคนิค ชินกับการพูดซับซ้อน เพราะผมคิดว่ามันทำให้ผมดูเก่ง ดูมืออาชีพ การเปลี่ยนมาใช้ภาษาง่าย มันรู้สึกแปลก รู้สึกว่าผมดูไม่เก่ง แต่ผมบอกตัวเองว่า จุดประสงค์ของการสื่อสาร ไม่ใช่การทำให้ตัวเองดูเก่ง แต่คือการทำให้คนอื่นเข้าใจ ถ้าคนอื่นเข้าใจ นั่นคือความสำเร็จ ไม่ใช่ว่าผมใช้คำยากได้กี่คำ ดังนั้น ผมฝึกตัวเอง ทุกครั้งที่จะใช้ศัพท์เทคนิค ผมถามตัวเองว่า "คนฟังรู้จักคำนี้ไหม" ถ้าไม่แน่ใจ ผมก็เปลี่ยนเป็นคำง่ายกว่า หรือถ้าต้องใช้ ผมก็อธิบาย
อีกสิ่งที่ยากคือ **การอ่านบรรยากาศ** ผมมักจะโฟกัสกับสิ่งที่ผมจะพูด จนลืมสังเกตคนฟัง ลืมสังเกตว่าพวกเขางงหรือเปล่า เบื่อหรือเปล่า เข้าใจหรือเปล่า ผมเลยเริ่มฝึกสังเกต ระหว่างที่พูด ผมจะหยุดดูคนฟังบ้าง ดูสีหน้า ดูภาษากาย ถ้าเห็นว่างง ผมก็หยุดถาม ถ้าเห็นว่าเบื่อ ผมก็สรุปมันยากตอนแรก แต่ยิ่งทำไป ยิ่งขุ้นเคย
มีบางจุดในหนังสือที่ผมไม่แน่ใจ หรือคิดว่าอาจจะไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์ ยา เขียนจากประสบการณ์ในญี่ปุ่น ซึ่งวัฒนธรรมการสื่อสารค่อนข้างสุภาพ นุ่มนวล ให้ความสำคัญกับการไม่ทำให้คนอื่นอับอาย แต่ในบางวัฒนธรรม บางสถานการณ์ อาจจะต้องการความตรงไปตรงมามากกว่า ต้องการความรวดเร็วมากกว่า ต้องการความชัดเจนที่ตัดสินใจได้ทันทีมากกว่า ผมคิดว่าเทคนิคเหล่านี้ใช้ได้ แต่อาจจะต้องปรับให้เหมาะกับบริบท เหมาะกับวัฒนธรรม เหมาะกับสถานการณ์ ไม่ใช่ว่าใช้ได้ทุกที่ทุกเวลาเหมือนกันหมด
อีกสิ่งที่ผมสงสัยคือ บางคนอาจจะมีปัญหาในการสื่อสารที่ลึกกว่าการไม่มีเทคนิค เช่น ความกังวลทางสังคม ความกลัวที่จะพูดต่อหน้าคนอื่น ปัญหาเหล่านี้อาจจะต้องการความช่วยเหลือจากมืออาชีพ ไม่ใช่แค่อ่านหนังสือและฝึกเทคนิค ดังนั้น ถ้าใครมีปัญหาเหล่านี้ ควรพิจารณาไปพบนักจิตวิทยาด้วย
แต่หลังจากคิดดีๆ ผมเข้าใจว่า หนังสือนี้ไม่ได้บอกว่ามันจะแก้ทุกปัญหา หนังสือนี้เขียนสำหรับคนที่มีความรู้ มีความสามารถ แต่สื่อสารไม่เป็น ไม่ใช่สำหรับคนที่มีปัญหาทางจิตใจ และสำหรับกลุ่มเป้าหมายนั้น หนังสือนี้มีคุณค่ามาก
ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้มีข้อจำกัดบางอย่างที่ผู้อ่านควรรู้
1. **มันค่อนข้างซ้ำซาก** ยาุดะ ใช้หลายบทในการอธิบายแนวคิดเดียวกัน ยกตัวอย่างหลายตัวอย่างของเรื่องเดียวกัน บางคนอาจจะรู้สึกว่ามันยืดยาว แต่ในมุมกลับกัน การซ้ำมันช่วยให้เราจำได้ เข้าใจลึกขึ้น
2. **ตัวอย่างส่วนใหญ่มาจากโลกธุรกิจ** จากที่ทำงาน ถ้าเราอยากเรียนรู้การสื่อสารในบริบทอื่น เช่น ในครอบครัว ในความสัมพันธ์ หนังสือนี้อาจจะไม่ได้ตัวอย่างเยอะ แต่หลักการยังใช้ได้ แค่ต้องปรับ
3. **มันเน้นการสื่อสารแบบตัวต่อตัว หรือกลุ่มเล็ก** ไม่ได้พูดมากถึงการพูดต่อหน้าคนเยอะ การนำเสนอบนเวที ถ้าเราต้องการเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ อาจจะต้องหาหนังสืออื่นเพิ่ม
ถ้าถามว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร ผมคิดว่าเหมาะกับคนที่รู้สึกว่าตัวเองมีความรู้ มีความสามารถ แต่คนอื่นไม่ค่อยฟัง ไม่ค่อยเข้าใจ เหมาะกับคนที่เคยพยายามอธิบายอะไรสักอย่าง แต่คนฟังงง เหมาะกับคนที่รู้สึกว่าทำไมความเก่งของเราไม่ถูกมองเห็น หนังสือนี้ยังเหมาะกับคนที่ทำงานที่ต้องสื่อสารบ่อย เช่น วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ นักเทคนิค นักวิจัย คนที่มีความรู้เฉพาะทาง แต่ต้องอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจ หรือคนที่ต้องนำเสนอไอเดีย โน้มน้าวคนอื่น สอนคนอื่น
แต่ถ้าถามว่าใครไม่ควรอ่าน ผมคิดว่า ถ้าเราไม่มีปัญหาในการสื่อสาร ถ้าคนฟังเราเข้าใจดีอยู่แล้ว หนังสือนี้อาจจะไม่จำเป็น หรือถ้าเรากำลังมองหาหนังสือสอนการพูดต่อหน้าคนเยอะ การนำเสนอบนเวที หนังสือนี้ก็อาจจะไม่ตรงความต้องการ และถ้าเรามีความกลัวในการพูดต่อหน้าคนอื่น มีความกังวลทางสังคมที่รุนแรง หนังสือนี้อาจจะไม่พอ อาจจะต้องมีความช่วยเหลือจากมืออาชีพด้วย
หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนวิธีที่ผมสื่อสาร มันทำให้ผมเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนอื่นไม่เข้าใจ แต่อยู่ที่ผมอธิบายไม่ชัด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนอื่นไม่ฟัง แต่อยู่ที่ผมไม่ได้ฟังพวกเขา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนอื่นไม่ให้ความสำคัญ แต่อยู่ที่ผมไม่ได้ทำให้สิ่งที่ผมพูดมีความสำคัญกับพวกเขา
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผมได้จากหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่แค่เทคนิค ไม่ใช่แค่วิธีการ แต่คือทัศนคติ ทัศนคติที่ว่า การสื่อสารไม่ใช่เรื่องของผม แต่เป็นเรื่องของคนฟัง ไม่ใช่เรื่องของสิ่งที่ผมอยากพูด แต่เป็นเรื่องของสิ่งที่พวกเขาต้องการฟัง และเมื่อผมเปลี่ยนทัศนคติ ผมก็เปลี่ยนวิธีสื่อสาร และชีวิตก็ดีขึ้น
ในตอนสุดท้าย ผมจะมาสรุปว่า เราจะเริ่มต้นได้ยังไง มีอะไรบ้างที่ทำได้เลยวันนี้ และข้อควรระวังในการนำไปปฏิบัติ เดี๋ยวเราไปจบกันในตอนสุดท้ายนะ
มาถึงตอนสุดท้ายกันแล้ว เราพูดถึงเทคนิค พูดถึงประสบการณ์ พูดถึงข้อดีข้อเสีย ตอนนี้มาดูกันว่า เราจะเริ่มต้นได้ยังไง มีอะไรบ้างที่ทำได้เลยวันนี้ และข้อควรระวังในการนำไปปฏิบัติ
จากหนังสือทั้งเล่ม ผมสรุปออกมาเป็น 4 ขั้นตอนหลักที่เราสามารถเริ่มทำได้ทันที
**ขั้นแรกคือ หยุดคิดว่าเราจะพูดอะไร เริ่มคิดว่าคนฟังต้องการอะไร** นี่เป็นการเปลี่ยนมุมมองที่สำคัญมาก ยาซุดะ บอกว่า คนเก่งมักจะคิดแต่ว่า "เรารู้อะไร เราจะอธิบายยังไง เราจะแสดงความรู้ยังไง" แต่นั่นผิด เราควรเริ่มจากคิดว่า "คนฟังเป็นใคร พวกเขารู้อะไรอยู่แล้ว พวกเขาต้องการรู้อะไร สิ่งที่เราจะพูดจะช่วยพวกเขาได้ยังไง"
ให้เราฝึกตัวเอง ก่อนจะพูดอะไร ให้ถามตัวเอง 3 คำถาม
1. **คำถามแรกคือ คนฟังเป็นใคร** พวกเขามีพื้นฐานความรู้แค่ไหน พวกเขาเข้าใจศัพท์เทคนิคไหม พวกเขาสนใจเรื่องนี้หรือเปล่า
2. **คำถามที่ 2 คือ พวกเขาต้องการอะไร** พวกเขาต้องการรู้รายละเอียดหรือเปล่า หรือแค่อยากรู้สรุป พวกเขาต้องการแก้ปัญหาอะไร พวกเขาต้องการตัดสินใจอะไร
3. **คำถามที่ 3 คือ สิ่งที่ฉันจะพูด จะช่วยพวกเขาได้ยังไง** มันจะทำให้พวกเขาเข้าใจมากขึ้นไหม ทำให้พวกเขาตัดสินใจได้ไหม ทำให้พวกเขาแก้ปัญหาได้ไหม
เมื่อเราตอบคำถามเหล่านี้ได้ เราก็จะรู้ว่าควรพูดอะไร ควรพูดยังไง ควรใช้ภาษาแบบไหน ควรลงรายละเอียดแค่ไหน นี่คือจุดเริ่มต้นของการสื่อสารที่ ยาสุดะ เขียนว่า "การสื่อสารที่ล้มเหลว เกิดจากการที่เราคิดแต่ตัวเอง การสื่อสารที่สำเร็จ เกิดจากการที่เราคิดถึงคนฟัง ถ้าคุณอยากสื่อสารให้ได้ผล ให้เริ่มจากคนฟัง ไม่ใช่จากตัวคุณ"
**ขั้นที่ 2 คือ ใช้โครงสร้าง PREP ทุกครั้งที่พูด** นี่เป็นเครื่องมือที่ง่ายแต่ส่งพลัง Point บอกประเด็นหลักก่อน Reason บอกเหตุผล Example ยกตัวอย่าง Point สรุปประเด็นหลักอีกครั้ง ให้เราฝึกใช้โครงสร้างนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียนอีเมล การนำเสนอ อะไรก็ตาม
ตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยากแนะนำให้ทีมใช้เครื่องมือใหม่ เราจะพูดว่า "Point: ผมคิดว่าเราควรใช้เครื่องมือนี้ Reason: เพราะมันจะช่วยให้เราประหยัดเวลาได้วันละ 2 ชั่วโมง Example: เมื่ออาทิตย์ก่อน ทีมขายลองใช้ พวกเขาทำงานที่เคยใช้เวลา 5 ชั่วโมง เสร็จใน 3 ชั่วโมง Point: ดังนั้น ผมคิดว่าเราควรใช้เครื่องมือนี้" เห็นไหมว่ามันชัดเจน กระชับ เข้าใจง่าย คนฟังรู้ทันทีว่าเราอยากบอกอะไร ทำไมมันสำคัญ มีหลักฐานอะไร และเราสรุปยังไง ให้เราฝึกโครงสร้างนี้จนกลายเป็นอัตโนมัติ ตอนแรกอาจจะรู้สึกแปลก แต่ยิ่งทำไป ยิ่งขุ้นเคย
**ขั้นที่ 3 คือ ลดคำพูด เพิ่มความชัดเจน** ยาซุดะ บอกว่า คนเก่งมักจะพูดมากเกินไป คิดว่ายิ่งพูดเยอะยิ่งดี แต่จริงๆ แล้วยิ่งพูดเยอะ คนยิ่งงง ให้เราฝึกพูดสั้นลง ชัดเจนขึ้น ตรงประเด็นมากขึ้น เทคนิคง่ายๆ คือ หลังจากเราเตรียมสิ่งที่จะพูด ให้ลองตัดออกครึ่งหนึ่ง ถามตัวเองว่า "ถ้าเราพูดแค่ครึ่งเดียว คนจะเข้าใจไหม" ส่วนใหญ่คำตอบคือ "เข้าใจ" เพราะอีกครึ่งนึงที่เราตัดออก มักจะเป็นรายละเอียดที่ไม่จำเป็น เป็นการอธิบายซ้ำ เป็นการแสดงความรู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างเช่น ถ้าเราจะอธิบายว่า "โปรเจกต์นี้ล่าช้า" เราไม่ต้องอธิบายว่า "ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมประสบปัญหาหลายอย่าง ทั้งเรื่องทรัพยากร เรื่องการประสานงาน เรื่องเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้การดำเนินงานไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ และเราคาดว่าจะล่าช้าประมาณ 1 สัปดาห์" เราแค่พูดว่า "โปรเจกต์นี้จะล่าช้าประมาณ 1 สัปดาห์ เพราะเราประสบปัญหาทรัพยากร" ง่าย สั้น ชัด
**ขั้นที่ 4 คือ ฟังจริงๆ ไม่ใช่แค่รอพูด** นี่เป็นสิ่ง ที่ยากที่สุด แต่สำคัญที่สุด ให้เราฝึกตัวเอง เมื่อคนอื่นพูด ให้เราหยุดคิดว่าเราจะตอบอะไร แต่ให้ตั้งใจฟังว่าเขากำลังพูดอะไร เขารู้สึกยังไง เขาต้องการอะไร เทคนิคง่ายๆ คือ **ทำซ้ำสิ่งที่เขาพูด** เมื่อเขาพูดจบ เราไม่ต้องรีบตอบ แต่ให้ทำซ้ำก่อน เช่น เขาบอกว่า "ผมคิดว่าโปรเจกต์นี้มีปัญหา" เราก็บอกว่า "คุณคิดว่ามีปัญหาใช่ไหม ส่วนไหนที่คุณคิดว่าเป็นปัญหาที่สุด" การทำซ้ำนี้มี 2 ประโยชน์ 1 คือ มันทำให้เขารู้สึกว่าเราฟัง เราเข้าใจ 2 คือ มันให้เวลาเราคิดว่าจะตอบยังไง
และที่สำคัญ ให้ถามคำถาม อย่าสรุปเอง อย่าคิดว่าเรารู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร ให้ถาม ให้เขาอธิบายเพิ่ม ให้เขารู้สึกว่าเราสนใจจริงๆ ต้องการเข้าใจจริงๆ และเมื่อเขารู้สึกแบบนั้น เขาก็จะเปิดใจมากขึ้น ไว้ใจมากขึ้น และฟังเรามากขึ้น
ยาซุดะ แนะนำให้ถามตัวเองบ่อยๆ
1. **คำถามแรกคือ ฉันกำลังพูดเพื่อใคร** เพื่อตัวเอง หรือเพื่อคนฟัง ถ้าคำตอบคือ "เพื่อตัวเอง" "เพื่อแสดงความรู้" "เพื่อทำให้ตัวเองดูเก่ง" นั่นผิด ให้เปลี่ยนโฟกัส ให้พูดเพื่อคนฟัง เพื่อช่วยพวกเขา เพื่อทำให้พวกเขาเข้าใจ
2. **คำถามที่ 2 คือ คนฟังเข้าใจไหม ฉันพูดชัดเจนพอไหม ฉันใช้ภาษาที่พวกเขาเข้าใจไหม** ถ้าไม่แน่ใจ ให้ถาม ให้ให้โอกาสพวกเขาถาม ให้ดูสีหน้า ดูภาษากาย ถ้างง ก็อธิบายเพิ่ม
3. **คำถามที่ 3 คือ ฉันกำลังฟังจริงๆ หรือเปล่า หรือแค่รอพูด** ถ้าเราพบว่าเรากำลังคิดว่าจะตอบอะไร ในขณะที่คนอื่นพูด แสดงว่าเราไม่ได้ฟังจริงๆ ให้หยุด ให้ตั้งใจฟัง ให้ความสำคัญกับคนพูด
จากประสบการณ์ และจากที่หนังสือเตือน มีข้อผิดพลาดที่ควรระวัง
1. **อย่าคิดว่าทุกคนต้องรู้ในสิ่งที่เรารู้** นี่เป็นข้อผิดพลาดที่คนเก่งมักทำ พวกเขาคิดว่าสิ่งที่พวกเขา รู้มันเป็นพื้นฐาน ทุกคนต้องรู้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ สิ่งที่เราคิดว่าง่าย อาจจะยากมากสำหรับคนอื่น สิ่งที่เราคิดว่าชัดเจน อาจจะงงมากสำหรับคนอื่น ดังนั้น อย่าสมมติ ให้ถามให้แน่ใจว่าคนฟังเข้าใจ
2. **อย่าพยายามประทับใจ พยายามช่วยเหลือ** คนเก่งมักจะพยายามประทับใจคนอื่น พยายามทำให้คนอื่นคิดว่าเราเก่ง เราฉลาด เรามืออาชีพ แต่นั่นทำให้เราใช้คำยากเกินไป อธิบายซับซ้อนเกินไป แสดงความรู้มากเกินไป แทนที่จะทำแบบนั้น ให้พยายามช่วยเหลือ พยายามทำให้คนอื่นเข้าใจ พยายามทำให้คนอื่นได้ประโยชน์ และเมื่อเราทำแบบนั้น คนก็จะประทับใจเราเองอยู่แล้ว
3. **อย่าคาดหวังว่าจะเปลี่ยนทันที** การเปลี่ยนวิธีสื่อสารต้องใช้เวลา ต้องฝึก เราจะมีบางครั้งที่ลืม บางครั้งที่พูดมากเกินไป บางครั้งที่ใช้ศัพท์ยากเกินไป นั่นเป็นเรื่องปกติ สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ตัว เมื่อเราทำผิด ให้หยุด ให้แก้ไข แล้วทำต่อ อย่าอมแพ้ ยิ่งทำไป ยิ่งดีขึ้น
ยาซุดะ เขียนว่า "การสื่อสารเป็นทักษะ ไม่ใช่พรสวรรค์ ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ ทุกคนสามารถพัฒนาได้ แค่ต้องรู้วิธี ต้องฝึก ต้องอดทน"
มาถึงตอนจบแล้วนะ "อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น" ของ ยาซึดะ ทาดาชิ เป็นหนังสือที่เปลี่ยนวิธีที่เราคิดเกี่ยวกับการสื่อสาร มันบอกว่าการมีความรู้ไม่พอ เราต้องสื่อสารความรู้นั้นได้ด้วย มันบอกว่าการสื่อสารที่ดี ไม่ได้เริ่มจากการพูด แต่เริ่มจากการฟัง ไม่ได้เริ่มจากเรา แต่เริ่มจากคนฟัง
สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในหนังสือเล่มนี้คือ มันให้ทั้งความเข้าใจและเครื่องมือ มันอธิบายว่าทำไมเราถึงสื่อสารไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเราไม่เก่ง แต่เพราะเราทำผิดวิธี และมันให้เครื่องมือที่ชัดเจนว่าเราจะทำยังไงถึงจะสื่อสารได้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่บอกว่าให้พูดชัดเจน ให้ฟังดี แต่บอกว่าทำยังไง อย่างไร
สิ่งสำคัญที่สุดที่อยากฝากไว้คือ อย่ารอ เริ่มเลยวันนี้ ครั้งต่อไปที่คุณจะพูดกับใคร ให้ลองใช้เทคนิคที่เราพูดถึง ลองคิดถึงคนฟังก่อนพูด ลองใช้ PREP ลองใช้ภาษาง่าย ลองฟังจริงๆ แค่ครั้งเดียว คุณจะเห็นความต่าง คนจะฟังคุณมากขึ้น เข้าใจคุณมากขึ้น ให้ความสำคัญกับคุณมากขึ้น
ให้ผมสรุปสิ่งที่ เราทำได้เลยวันนี้
1. **สิ่งแรก** ก่อนจะพูดอะไร ให้ถามตัวเองว่า คนฟังต้องการอะไร สิ่งที่ฉันจะพูดจะช่วยพวกเขาได้ยังไง
2. **สิ่งที่ 2** ใช้ PREP ทุกครั้งที่พูด บอกประเด็นหลัก บอกเหตุผล ยกตัวอย่าง สรุปอีกครั้ง
3. **สิ่งที่ 3** พูดให้สั้นลง ชัดเจนขึ้น ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก ใช้ภาษาง่ายที่คนเข้าใจ
4. **และสิ่งสุดท้าย** ฟังจริงๆ อย่าแค่รอพูด ให้ความสำคัญกับคนพูด ทำให้เขารู้สึกว่าเราฟัง
ถ้าเพื่อนๆ ชอบเนื้อหาตอนนี้ ชอบซีรีย์รีวิวหนังสือเล่มนี้ กดติดตามช่องนี้ไว้เลยนะ กดกระดิ่งด้วย เพราะเรายังมีหนังสือดีๆ อีกเยอะที่จะมาช่วยให้เราพัฒนาตัวเอง พัฒนาทักษะ ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น อย่าลืมนะ ถ้ามีความคิดเห็น มีประสบการณ์ หรือลองทำตามแล้วได้ผลยังไง ฝากไว้ในคอมเมนต์ได้เลย ผมอยากรู้ว่าเพื่อนๆ กำลังพัฒนาการสื่อสารยังไง กำลังเปลี่ยนจากคนเก่งที่คุยไม่เป็น เป็นคนเก่งที่สื่อสารเป็นยังไง
ขอบคุณที่ฟังจนจบนะ ขอให้เพื่อนๆ มีความสุขกับการพัฒนาทักษะการสื่อสาร อย่าลืมว่าการมีความรู้ไม่พอ เราต้องสื่อสารความรู้นั้นได้ด้วย และการสื่อสารเป็นทักษะที่เราสามารถเรียนรู้ได้ เราไม่จำเป็นต้องเกิดมาพูดเก่ง เราแค่ต้องเรียนรู้วิธี ต้องฝึก ต้องทำเลยวันนี้ คิดถึงคนฟัง ใช้ PREP พูดให้สั้น ชัด ง่าย ฟังจริงๆ ภายในไม่นาน คุณจะเห็นว่าคนฟังคุณมากขึ้น เข้าใจคุณมากขึ้น ให้ความสำคัญกับคุณมากขึ้น ความเก่งของคุณจะถูกมองเห็น จะกลายเป็นโอกาส กลายเป็นความสำเร็จ
ยาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันเป็นไปได้ และตอนนี้ก็ถึงคิวเราแล้ว เจอกันใหม่ตอนหน้ากับหนังสือเล่มใหม่ สวัสดี