Transcription
สวัสดีครับ ขณะนี้ผมคิดว่าหลายคนนะครับ น่าจะได้เห็นโพสต์ของเพจเรียนหมอ by หมอแกว หมอแนท ที่ได้ออกมาเล่าเรื่องของผู้ป่วยที่ติดเหล้าจนกระทั่งตับแข็ง แล้วก็มาหาหมอด้วยอาการฉุกเฉิน คืออาเจียนเป็นเลือดปริมาณมาก ทำให้ต้องรีบรักษาโดยด่วน แล้วก็มีการให้เลือดเนี่ย ทีละ 10-20 ถุงเลยทีเดียวนะครับ
สุดท้ายนะครับ คนพวกนี้หายดี ก็กลับไปกินเหล้า แล้วก็กลับมาด้วยอาการเดิมใหม่ ทำให้มีความเปลืองเลือดที่เรามีอยู่อย่างจำกัด คนไข้ที่เขาต้องการเลือดจริงๆ เนี่ย ก็ได้รับเลือดล่าช้า ทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเขาได้ แค่นั้นยังไม่พอครับ ผู้ป่วยที่ติดเหล้าเนี่ย ก็เกิดอาการคุ้มคลั่งขึ้นมาบนหอผู้ป่วยได้ แล้วคนดูแลก็ยากลำบากมาก แต่นั่นยังไม่จบครับ บางคนเป็นผู้ป่วยต่างด้าว แล้วก็เป็นแบบนี้ ทำให้มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดในประเทศซ้ำแล้วซ้ำอีก
เรื่องนี้นะครับ ผมรู้สึกว่ามันน่าจะต้องเอามาพูดกัน แล้วก็วิเคราะห์ให้ครบทุกแง่ทุกมุมนะครับ เพราะผมเข้าใจเลยว่าทุกคนที่ทำงานหน้างานเนี่ย เหนื่อยแล้วก็มีอารมณ์ที่แตกต่างกันไปนะครับ แต่วิธีในการแก้ปัญหาในฐานะที่ผมเคยผ่านมันมาเนี่ย ผมคิดว่าเราน่าจะต้องมาวิเคราะห์กันลงลึก เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่ามันควรจะต้องทำยังไงนะครับ
พบกับผมนะครับ นายแพทย์ธนีธนียวัตร เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอดและวิกฤตบำบัดนะครับ
แน่นอนครับ หลังจากที่เรื่องนี้โพสต์ออกไปเนี่ย ก็มีคอมเมนต์ที่แตกเป็น 2 ฝ่ายนะครับ ฝ่ายแรกก็คือเห็นใจหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ ที่ต้องดูแลคนไข้เหล่านี้นะครับ แล้วก็รู้สึกว่า "เฮ้ย คนพวกเนี้ยทำตัวเองแท้ๆ ทำไมเราต้องเอาเลือดไปให้เขา แทนที่จะไปให้คนอื่นที่มันจำเป็นเหมือนกัน แถมบางคนเป็นคนต่างด้าว อ้าว แล้วมาใช้บริการที่นี่ แล้วยังไง"
ส่วนเสียงอีกฝั่งนึงก็บอกว่า "หมอไม่มีจรรยาบรรณเลย พูดอย่างเงี้ย มันไม่สมควร อ่า เรื่องพวกเนี้ยมันจำเป็นจะต้องดูแลไปสินะครับ"
ผมก็อยากจะบอกอย่างงี้ครับว่า เรื่องนี้ผมเห็นใจหมอจริงๆนะครับ ส่วนคนที่บอกว่า เออ หมอไม่มีจรรยาบรรณ ต้องดูแลไป อันนี้ผมคิดว่าคุณอาจจะไม่เข้าใจว่างานของหมอที่เค้าต้องเจอแบบนี้ทุกวันน่ะ มันเป็นยังไงนะครับ ผมจะขออ่านโพสต์นี้ แล้วก็วิเคราะห์ให้ฟังไปเลยนะครับว่ามันเป็นยังไงบ้าง แต่ผมจะบอกเลยนะครับว่า เรื่องเนี้ยเป็นเรื่องที่หมอใช้ทุนเกือบทุกคนที่ออกไปทำงานจะต้องเจอ จะต้องเจอนะครับ แล้วก็เจอจนกระทั่งแบบบางคนก็ท้อไปเลย ถ้าเกิดคนไหนที่สามารถที่จะเฉยๆกับมัน เรียนรู้กับมันไปแล้วก็อยู่กับมันได้เนี่ย โอเค คุณก็รอด ส่วนคนไหนที่หมดกำลังใจง่ายเนี่ย มันก็จะท้อถอยเป็นอย่างมากเลยนะครับ
อ่ะ ผมจะอ่านให้ฟัง แล้วก็เดี๋ยวจะวิเคราะห์ว่าตรงไหนมันเป็นยังไงนะครับ เขาบอกว่า "เคสขี้เหล้าขาประจำ กินจนตับแข็ง กินจนกระเพาะทะลุ มาประจำด้วยอาเจียนเป็นเลือด อ้วกเป็นเลือดมาทีนึงบ่อยครั้ง ต้องใช้เลือด 10-20 ถุง ไม่รวมทรัพยากรต่างๆ ที่ต้องใช้อีกเพียบ พอออกโรงพยาบาลร้อยละ 99 ไม่เลิกเหล้าครับ แล้ววนกลับมาด้วยเรื่องเดิม ช่วงหลังมานี้เคสต่างด้าวมาแรง แซงทางโค้งคนไทยแล้วอ่ะนะครับ"
แล้วต่อมาเขาบอกว่า "เลือดบริจาคเนี่ย มันมีน้อยอยู่แล้วนะครับ ขาดคลังตลอด ในเคสคนป่วยที่ต้องการเลือดจริงๆ ต้องรอเลือดซีดจนเป็นไก่ต้มก็ยังไม่ได้เลือดเลยนะครับ รอจนหัวใจขาดเลือดก็ยังมี อันนี้อันตรายมาก เด็กธาลัสซีเมียที่ต้องการเลือดเพื่อใช้ในกระบวนการเติบโตก็ยังมีอีกเพียบ" อันนี้ก็ถูกต้องนะครับ ในทางการแพทย์เราควรช่วยทุกคนอย่างเท่าเทียม แต่เคสที่ขี้เหล้าที่ทางเดินอาหารทะลุ จัดอยู่ในกลุ่มฉุกเฉินมากกว่า จึงได้เลือดก่อน อ่า ถูกต้องนะฮะ แล้วกลุ่มนี้ญาติพี่น้องดูแลไม่ไหวด้วยนะ เป็นภาพชินตา ต้องเอามาทิ้งให้โรงพยาบาลดูแล อันนี้ก็จริงอีกเหมือนกันครับ
"เอะอะโวยวาย ก้าวร้าว ทำร้ายเจ้าหน้าที่พยาบาลตัวเล็กๆ ต้องไปคอยดูแล ช่วยกันเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้ ยังโดนด่า เคยเจอถุยน้ำใส่ก็ยังมี หน้างานมันหนักจริงนะครับ มันแย่นะ เคสขี้ยา ทุกวันนี้เยอะมาก เวลาคลั่งมาคือแบบเหมือนสัตว์คลั่ง ไม่มีสติ ไม่มีผิดถูกใดๆ เหลือเลย ในกลุ่มที่มาด้วยอาการซ้ำๆ แบบนี้ ไม่ใช่ว่าหมอเขาจะไม่รักษานะครับ แต่ควรให้จ่ายมีส่วนร่วมรับรู้ มีส่วนร่วมจ่ายสักหน่อยก็ยังดี เค้าจะได้ตระหนัก จะได้เห็นความสำคัญบ้าง อีกทางญาติพี่น้องก็จะได้ช่วยกดดัน"
ผมอ่านแล้วก็เหมือนมีความรู้สึกย้อนไปในวันๆ ที่ผมยังคงเป็นแพทย์ใช้ทุนอยู่ครับ มันเป็นแบบนั้นจริงๆนะครับ แล้วสำหรับผมนะ คือทุกคนโกรธได้ ทุกคนโกรธหมด ถ้าคุณลองคิดดูง่ายๆ คุณสมมุติคุณเป็นคนบริจาคเลือดนะ คุณบริจาคเลือด คุณหวังว่าจะเอาไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ในหัวคุณ ผมว่าต้องแวบขึ้นมาบ้างแล้วว่า "แต่ฉันไม่อยากจะเอาเลือดของฉันเนี่ยเนี่ย ไปช่วยคนไข้ที่ติดเหล้าแล้วก็ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก" ถูกมั้ย อ่า มันต้องมีคนคิดอย่างงี้แล้ว
จริงๆในทางด้านของที่ผมทำงานเนี่ย คือการปลูกถ่ายอวัยวะ เราก็จะมีการตรวจคัดกรองก่อนที่เราจะมอบอวัยวะนั้นให้แก่ใครสักคน คือเราต้องมั่นใจว่าเค้าเป็นคนที่ถ้าใช้สารเสพติดก็ต้องกลับตัวกลับใจเรียบร้อยแล้วนะครับ เราถึงจะให้ และถ้าเราให้ไปแล้ว หลังจากนั้นเค้ากลับไปใช้ยาเสพติด ถ้าเค้าเกิดปัญหาขึ้นมาใหม่ จนกระทั่งอวัยวะที่เราให้ไปเนี่ย มันเสีย ถึงแม้ว่าเขาจะต้องตาย เราจะไม่ให้การปลูกถ่ายอวัยวะซ้ำ ไม่มีเหตุผลอะไรอย่างอื่นที่เขาสามารถเปลี่ยนใจเราได้ครับ ไม่มี
ผมก็เคยที่ต้องคุยกับคนไข้เหล่านี้นะครับ มีคนไข้คนนึงของผมเนี่ย เค้าปลูกถ่ายปอดมา สุดท้ายกลับไปสูบบุหรี่ใหม่นะครับ แล้วปอดมันก็เสีย เค้าอายุยังน้อย 30 กว่าๆเอง แล้วก็มาร้องห่มร้องไห้ อยากจะได้ปอดใหม่นะครับ แล้วก็ด่าทอทุกคนว่าทำไมไม่ให้ จะฟ้องร้อง จะอะไรอย่างเงี้ย คือพวกเราก็นิ่งเฉยครับ เราไม่ให้ เค้าบอกว่าเค้าอายุยังน้อย ถ้าไม่ให้เนี่ย เค้าจะทำยังไง จะปล่อยให้เค้าตายหรือ คำตอบของพวกเราทุกคนก็คือ "ถูกต้องครับ คุณทำตัวเอง เราจะไม่ให้คุณได้สิทธิ์นั้นเป็นครั้งที่ 2 ยังมีคนรอปลูกถ่ายปอดอีกมหาศาล เค้ายังไม่ได้สิทธิ์ในครั้งแรก ส่วนคุณได้สิทธิ์ไปแล้ว คุณไปทำมันเสียเอง มันเป็นปัญหาของคุณแล้วครับ" แล้วสุดท้ายเคส นั้นก็เสียชีวิตนะครับ
ในกรณีของเลือด มันอาจจะซับซ้อนกว่านั้นก็คือ มันไม่ใช่ภาวะที่เราสามารถตัดสินใจแบบมีเวลาเหมือนกรณีของผมได้ ทุกคนในทีมจะต้องเห็นด้วย อาจจะให้ไม่ให้ การปลูกถ่ายใหม่ แต่ของเลือดเนี่ย หน้างานมันเร่งด่วน คุณจะเสียชีวิตอยู่แล้ว คุณก็ต้องให้ไปนะครับ อันนี้ก็คือเป็นเรื่องที่ผมก็อยากจะยกประเด็นนี้ขึ้นมา
แต่เอาจริงๆ ถ้าเป็นเรื่องของเลือด แล้วเราจับไปไกลถึงขั้นว่า เออ คนไหนเนี่ย ที่ฉันอยากจะให้เลือดไม่ให้เลือดต่อไป มันจะมีประเด็นครับ คือนี้ผมโตขึ้นไปแล้ว ผมผ่านเรื่องนี้มาเยอะ ผมเลยสามารถพูดได้นะ คือสมัยก่อนผมก็คิดอย่างงี้แหละครับ ว่า "เฮ้ย ทำไมเราต้องไม่ให้พวกนี้มันด้วยวะเนี่ย" มันมันสร้างปัญหาให้ตัวเองแท้ๆเลยนะฮะ
แต่คุณลองดู ถ้าต่อไปเนี่ย คุณบอกว่าเลือดของคุณเนี่ย จะไปให้คนพวกนี้ไม่ได้ใช่มั้ย มันจะเกิดปัญหาขึ้นมาหลายอย่าง แล้วคนที่เกิดอุบัติเหตุจากการเมาล่ะ อ่า หรือคนที่ อ่า กินเยอะจนเป็นเบาหวานล่ะ อันนี้คือทำตัวเองใช่มั้ย หรือสูบบุหรี่จนกระทั่งหัวใจเนี่ย มันขาดเลือดแล้วต้องการเลือด หรืออะไรก็แล้วแต่นะครับ พวกเนี้ยก็อาจจะมี แล้วถ้ากรณีพวกนั้นจะทำยังไง จะเกิดคำถามขึ้นมามากมายเลยทีเดียว
แน่นอนบางคนก็ต้องบอกว่า กรณีเนี้ยของการดื่มเหล้าเนี่ย มันหนักกว่า โอเค เราในการจัดการแบบองค์รวมเนี่ย เราอาจจะเริ่มจากเคสพวกนี้ก่อน ส่วนเคสอย่างอื่นเนี่ย ก็อาจจะต้องมีการจัดการอย่างอื่นต่อมานะครับ
อย่างไรก็ตามครับ ในทางการแพทย์เวลาที่เรารักษาใครเนี่ย เรารักษาที่ความจำเป็นเร่งด่วนของชีวิต อันนี้ผมก็ต้องอธิบายทุกคนทราบจริงๆ ว่าหมอทุกคนน่ะ บ่นไปอย่างนั้นแหละ ถ้าถึงหน้างานเวลามีเคสอย่างนี้เข้ามาจริงๆ เราก็ช่วยครับ อย่างผมเนี่ย มันมีคนหลายคนนะ ที่ผมไม่ชอบ อย่างเช่นแบบบางคนด่าเราเป็นศัตรูเรา หรือบางคนถ้าหมอคนไหนที่ เป็นหมอการเมืองมากๆ แล้วมีคนที่เป็นคนที่การเมืองฝ่ายตรงข้ามเข้ามา แล้วเกิดเขาป่วยจนถึงขั้นต้องดูแลชีวิตเนี่ย ผมว่าหมอคนนั้นน่ะ ก็วางเรื่องการเมืองลง แล้วก็ดูแลคนไข้อยู่ดีนั่นแหละครับ แต่เขาก็จะบ่นไปอย่างนั้นเองนะ เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนจะต้องบ่นนะครับ
สำหรับผมนะครับ เรื่องนี้เนี่ยเนี่ย ตอนผมใช้ทุนนะ มันมีข้อดีอย่างเดียวเลย ที่คนกินเหล้าซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วเลือดออกมา มีข้อดีอยู่แค่อย่างเดียวคืออะไรรู้มั้ยฮะ มันทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีในการจัดการกับภาวะเร่งด่วนอย่างนี้ ผมเก่งขึ้นทุกครั้งที่ผมเจอคนไข้คนเดิม เป็นแบบเดิม แล้วผมก็เร็วขึ้นเรื่อยๆ นะครับ
ถามว่าอธิบายอย่างนี้ก่อนว่า ไอ้โรคที่ติดเหล้าเนี่ย มันเป็นยังไงนะครับ โรคที่ติดเหล้าเนี่ย คือจนกระทั่งตับแข็ง คือไอ้แอลกอฮอล์ไปทำลายจนตับมันแข็ง พอตับมันแข็งเสร็จปุ๊บเนี่ย ความดันมันในตับมันจะสูงมาก ทำให้เลือดเนี่ยมันมีปัญหาท้นนะ ครับรอบๆตับ ก็เลยทำให้เกิดพวกหลอดเลือดโป่งพอง ซึ่งคล้ายๆกับเส้นเลือดขอดนั่นแหละ แต่มันเกิดในทางเดินอาหารนะครับ ในหลอดอาหารของเรา หรือในหลอดอาหาร ซึ่งตรงหลอดอาหารเนี่ย บางทีถ้ามันปริขาดเนี่ย เลือดก็จะออกมากมายมหาศาล เราก็จะอาเจียนมาเป็นเลือด พวกนี้ก็คือเสียชีวิตได้เลย ถ้าช่วยไม่ทันนะครับ
และคือมันจำเป็นจะต้องรักษาหลายๆอย่าง คนไข้เหล่านี้เนี่ย บางคนนะครับ มีปัญหาปัญหาที่มันน่าสงสาร เพราะว่าหลายคนอยากจะเลิก แต่มันเลิกไม่ได้ เพราะว่านั่นคือความสุขอย่างเดียวของเขาที่เขามีอยู่ ในชีวิตนะครับ สังคมของเขามันแย่นะครับ คนโน้นก็ไม่เอา คนนี้ก็ไม่ได้ แล้วมันทำให้ทุกๆอย่างของเขาก็ไม่ดี หน้าที่การงานของเขาก็ไม่ดี เลยต้องไปหวังพึ่งเหล้า ความคิดของเขาเนี่ย ไม่ได้ฉลาดเท่ากับพวกเรานะ บอกเลย เค้าไม่ฉลาดเท่ากับพวกเรา เค้าจึงต้องไปพึ่งแอลกอฮอล์จนกระทั่งเป็นแบบนั้น บางคนเนี่ยน่าสงสาร ส่วนบางคนก็ อืมน่าสมน้ำหน้า ก็ก็ต้องพูดตรงๆนะครับ ดังนั้นเนี่ย เราอาจจะต้องเข้าใจว่ามีคนกลุ่มนี้อยู่ด้วย
และการแก้ไขสำหรับผมเนี่ย คือข้อแรก เราต้องพัฒนาความเร่งด่วนในการดูแลให้มันเร็วที่สุดเท่าที่เราทำได้อย่างนึง ซึ่งตอนนั้นผมทำได้ก็คือ ถ้าคนไหนเป็นหมอ เราจะรู้ว่ามันมีการใส่ใส่เข้าไปทางจมูกนะครับ เป็นบอลลูนแล้วก็ไปกดทำให้ตัวเลือดเนี่ย มันหยุดได้ เราเรียกว่า Sengstaken-Blakemore Tube นะครับ ซึ่งวิธีการใส่เนี่ย ก็จะต้องใส่ให้เป็น เพราะถ้าใส่ไม่เป็น ยังมีปัญหา อันตรายมากกว่านั้น แถมยังจำเป็นจะต้องใส่ท่อช่วยหายใจในหลายคนด้วยซ้ำไป เพราะไม่ฉะนั้นเนี่ย เค้าอาจจะอาเจียนแล้วก็สำลักเข้าปอด อันนั้นก็จบชีวิตเหมือนกันนะครับ
แต่ตอนนั้นน่ะ ผมจำได้ว่าสมัยผมใช้ทุนน่ะ ผมใส่ไอ้ท่อเนี้ยเก่งมากเลยนะครับ เคสแรกเนี่ยตกใจ เพราะว่าโอ้โห เลือดมันทะลักมาเยอะแยะ เราทำไม่ได้ แต่พอไปหลังๆ ปุ๊บ เออ เหมือนเดิม เราก็ทำเหมือนเดิม ทำจนกระทั่งเราเก่งอ่ะนะครับ นี่คือข้อเดียวเลยที่มันทำให้ผมเก่งขึ้นมา แล้วตอนนั้นผมก็รู้เลยว่าเราสามารถที่จะป้องกันไม่ให้คนไข้คุ้มคลั่งในวอร์ดได้ ด้วยการใช้ยาบางอย่างนะครับ เช่น อ่า ยาฉีดกลุ่ม Benzodiazepine ไดอะซีแพม แต่เดี๋ยวนี้ถ้าเป็นในอเมริกา เราจะใช้ตัวอื่นนะครับ เช่น Lorazepam กับ Clonazepam นะครับ เราจะมีโปรโตคอลชัดเจน ว่าต้องทำแบบนั้นนะฮะ อันนี้จะป้องกันไม่ให้คนไข้คุ้มคลั่งขึ้นมาได้นะครับ
ซึ่งบอกเลยครับว่า ถ้าเกิดคุณทำบ่อยแล้ว คุณเรียนรู้กับมัน คุณจะเก่งขึ้นทุกวันทุกวันนะครับ แต่แน่นอนครับ คือคุณเก่งขึ้นมาแล้ว มันยังไง มันไม่ได้แก้ปัญหาโดยรวม คนบางคนก็จะต้องมีความหมดไฟบางอย่างนะครับ
ขอเริ่มอย่างนี้ก่อน คนไข้เนี่ย ถ้าเร่งด่วน เราช่วยเสมอ อันนี้เห็นตรงกันทุกคนนะ ครับ ส่วนการที่เราบอกว่าให้เค้าจ่ายตังค์เองเนี่ย ถ้าถามผมนะ มันดูสมควรใช่มั้ย มี Pay จ่ายตังค์เอง อะไรสมควรหมดทุกอย่างแหละ แต่เอาจริงๆ ผมว่ามันแก้ปัญหาไม่ได้ครับ อันนี้ผมต้องพูดตรงๆนะ มันแก้ปัญหาไม่ได้ครับ เพราะอะไรรู้มั้ย คนไข้เหล่านี้เนี่ย เค้าก็จะบอกว่า เออ ถ้ามันต้องจ่ายตังค์ เราก็จะรอจนกระทั่งมันแย่ พอมันแย่เสร็จ ไม่มีสติ มันก็ต้องมีคนหามาที่โรงพยาบาล หามาที่โรงพยาบาล เลือดออกอย่างงั้น หมอทุกคนก็ต้องช่วย ต้องช่วย ถ้าไม่มีเงินจ่ายแล้วทำไง จะขังเค้าไว้ในโรงพยาบาลหรอ ก็ไม่ได้ถูกมั้ยครับ เค้าก็จะหาเรื่องออกไปจนได้ ออกไปข้างนอกเดี๋ยวกเค้าก็กลับมาใหม่ ด้วยสภาวะเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นเนี่ย การเก็บ Pay คนพวกนี้เนี่ยนะครับ มันไม่ได้แก้ปัญหาเลยแม้แต่น้อย มันอาจจะสะใจเรานะ มันอาจจะดูเหมาะสมนะครับ แต่ผมต้องบอกว่ามันไม่ได้จริง ถ้าลุงลองรอ ถ้าเราลองคิดดูจริงๆ นะครับ อาจจะต้องมีวิธีอื่นครับ
ถ้าถามผม วิธีที่ดีที่สุดในตอนที่พอคิดออก แต่ว่ามันก็ต้องใช้ทรัพยากรเหมือนกัน นั่นก็คือ คนไข้ที่อยู่ในตึกเนี่ย ด้วยการเป็น Alcoholism หรือติดเหล้าจนกระทั่งมีปัญหาพวกเนี้ย ปัญหาที่เราเจอจริงๆ คืออะไรรู้มั้ยครับ ปัญหาการ burn out หรือหมดไฟของหมอ เจ้าหน้าที่พยาบาลทุกคน เพราะอะไรรู้มั้ยฮะ ไม่ใช่เพราะมันต้องเจอบ่อยๆหรอกครับ เพราะมันต้องตัดสินใจบ่อยๆ แล้วก็เครียดเรื่องเดิมๆ บ่อยๆ โดยที่มีผู้บริหารข้างบนมาคอยกดดัน โดยที่มีคนทุกคนคอยกดดัน นั่นแหละครับ ความเครียด
ดังนั้นวิธีในการแก้พวกนี้เนี่ย คือเราจะต้องมีโปรโตคอลเฉพาะเจาะจง นะครับ ที่อเมริกาเนี่ย เราจะมี Alcoholic Protocol เลย คืออะไร คนไข้คนไหนติดเหล้า มาใช่มั้ครับ มาด้วยอาการอะไร อ่า ของคนที่ติดเหล้าใช่มั้ย อ่า เป็นอะไร เลือดออกจาก อ่า ตัวหลอดเลือดในทางเดินอาหารที่เราเรียกว่า Esophageal Variceal Bleeding ก็คือ isovagal bleeding isovagal varx bleeding ก็ คือเป็นเส้นเลือดขอดในกระเพาะในหลอดอาหาร มันแตกฉีกขาดเลือดออก อ่า นี่เป็นอันที่ 1 อันที่ 2 อ่า มีตับอ่อนอักเสบ อันที่ 3 มีถอนเหล้ามานะครับ Delirium Tremens หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับตัวแอลกอฮอล์ เราก็จะมีโปรโตคอลของแต่ละอัน ซึ่งเราบอกเลยว่า เฮ้ย ถ้าเป็นอย่างงี้ ทำ 1 2 3 คุณทำตามโปรโตคอลอย่างเดียว คุณไม่ต้องไปสนใจเลยนะครับ ว่าคุณจะต้องเจรจาจะอะไรยังไง กับคนไข้ ทำตามนี้เฉยๆ มันจะช่วยลดความคิดของคุณลงไปได้ ทำให้คุณไม่ต้องมานั่งคิด นั่งวนอยู่ในหัวทุกครั้ง เออ แล้วอย่างงั้น จะยังไงดี แล้วฉันรู้สึกว่าฉันทำงานไปแล้ว มันเหนื่อยเปล่า อะไรเงี้ย คุณได้ไม่ต้องคิดตรงนั้นนะครับ
ส่วนเรื่องของการที่คนไข้คนนึงเนี่ย ทำร้ายเจ้าหน้าที่พยาบาล ในขณะที่ตัวเองมีอาการถอนเหล้า ผมต้องบอกก่อนอย่างงี้ครับว่า เรื่องพวกนี้เนี่ยนะ ต่อให้เราไปฟ้องร้อง มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้น เพราะเค้าก็ยังจะบอกว่า เออ คนพวกเนี้ย เค้ายังไม่มีสติ เพราะฉะนั้นก็ต้องทำอะไรโดยขาดสติ นะครับ โอเคแหละ จริงๆมันก็ผิดนะ มันก็สามารถเอาผิดทางกฎหมายได้แล้วจริงๆ สำหรับผม ผมมองว่าควรจะมีการเอาผิดทางกฎหมาย และถ้าเกิดว่ามีการทำร้ายเจ้าหน้าที่พยาบาลขนาดนั้นเนี่ย อันนี้ถือว่า เราต้องเรียกว่าเป็น Zero tolerance นะครับ
ในทางอเมริกา Zero tolerance หมายความว่า ถ้าเกิดเมื่อไหร่ที่คุณทำร้ายเจ้าหน้าที่พยาบาลแล้วล่ะก็ เราจะไม่ทน คำว่าไม่ทนเนี่ย คือเราจะเรียกทางรักษาความปลอดภัยขึ้นมาดูแลเคสนี้เป็นพิเศษ จะมีการจับมัดจับทุกอย่าง แต่ผมบอกอย่างงี้ก่อนครับ เวลาที่เรารักษาคนพวกนี้นะครับ นอกเหนือจากให้ยาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการถอนเหล้าแล้วเนี่ยนะครับ บางทีจำเป็นจะต้องผูกมัดเข้าไว้กับเตียง แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมแนะนำให้ทุกคนทำ และมันดีมากๆสำหรับเจ้าหน้าที่พยาบาลทุกคน ผมเรียนรู้วิธีนึงซึ่งจะป้องกันปัญหาได้ คือคนไข้เหล่านี้เนี่ย ถ้าเมื่อไหร่โดนมัด เค้าก็จะโวยวายใช่มั้ยครับ และสิ่งนึงที่เขาจะทำได้ก็คือ เค้าจะถุยน้ำลายใส่ทุกคน เค้าจะถุยน้ำลายใส่ทุกคน วิธีแก้ไขง่ายมาก มันจะมีหมวกที่พยาบาลใส่ใช่มั้ยครับ หมวกที่มันเป็นที่ใส่เอาไว้เก็บผมอ่ะ มันไม่ใช่พลาสติกนะ เราสามารถหายใจผ่าน คุณเอาครอบหน้าเค้าไปเลย ครับ ครอบหน้าไว้อย่างงี้เลย เค้ายังจะหายใจได้ปกตินะครับ แต่เค้าจะถุยน้ำลายไม่ได้ เท่านั้นเองนะครับ
ส่วนคนไหนที่จำเป็นจะต้องใส่ไอ้ท่อ Sengstaken-Blakemore Tube ที่ผมบอกว่าเอาไว้หยุดเลือดเนี่ย มันก็ต้องใส่ท่อช่วยหายใจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคนพวกนี้ถุยน้ำลายไม่ได้ครับนะ อันนี้คือวิธีที่สมัยผมทำงานอยู่อ่ะ เวิร์คที่สุดเลย แล้วช่วยได้จริงๆ คือจะไม่มีใครโดนถุยน้ำใส่อีกแล้ว ไม่มีเลยนะครับ ที่เหลือก็คือเราให้ยาแล้วก็ผูกเค้าไว้กับเตียง พอเค้าเริ่มสงบ เราก็ค่อยๆ อ่า ลดยาแล้วก็แกะไอ้ที่ผูกออก
แต่วิธีนึงซึ่งจะแก้ปัญหาพวกนี้ได้เยอะๆ ก็คือนอกเหนือจากพวกนี้ ต้องมีการตั้งทีมขึ้นมา อ่า ตั้งทีมมาคุยตั้งแต่โรงพยาบาลเลย เรื่องของการติดเหล้าเป็นยังไงนะครับ ต้องมีนักสังคมสงเคราะห์ จิตแพทย์ ประเมินอาการต่างๆ แล้วก็เริ่มรักษา กันตั้งแต่ตรงนั้น หลังจากที่เค้าออกจากโรงพยาบาลได้ ก่อนจะออกจากโรงพยาบาลต้องมีการประเมินทุกอย่าง อ่า ติดเหล้าเป็นยังไง สังคมเป็นยังไงนะครับ มีการเยี่ยมบ้าน สำหรับคนที่ต้องต้องเยี่ยมได้นะครับ อ่า แต่ตรงนี้ผมของี้เออลืมลืมมาอย่างนึง คือเวลาที่ เราประเมินคนไข้พวกนี้น่ะ เราจะประเมินว่าคนไข้คนไหนมีโอกาสที่จะรักษาได้ และคนไหนที่เป็นคนไข้สิ้นหวังแล้ว เราไม่สามารถรักษาได้เลย พวกที่สิ้นหวังนะครับ คุณไม่ต้องลงแรง เอาทรัพยากรไปให้ครับ เสียเวลา ไม่ต้องสนใจ ปล่อยมันไปเลยครับ พวกนี้เสียเวลา เค้าจะไปกินเหล้าอะไรมา เดี๋ยวเค้าก็กลับมาเหมือนเดิม คุณไปลงแรงลงใจกับคนที่ยังแก้ไขได้ เช่นคนที่แบบ "ผมอยากเลิกเหล้า แต่ผมเลิกมันไม่ได้ เอ่อ ครอบครัวมีภาระแล้ว เรื่องนี้มันเป็นเรื่องเดียว กลับไปในสังคมมีแต่คนดื่มเหล้า แต่ผมอยากจะเลิก" พวกนี้แหละครับที่คุณควรจะช่วยเหลือ มันเป็นคนที่คุณช่วยเหลือได้ ดังนั้นเราต้องจัดทีมลงไปช่วยเหลือคนพวกนี้ทั้งหมดนะครับ
แล้วก็จริงๆ จิตแพทย์เนี่ย ช่วยได้ค่อนข้างที่จะเยอะนะครับ เพียงแต่ว่า อ่า แน่นอน โรงพยาบาลไม่ใช่ทุกที่มีจิตแพทย์ แล้วก็จิตแพทย์ก็งานเยอะเหมือนกัน แต่ว่าการที่ เราสร้างพวกนี้ขึ้นมา จะช่วยเหลือสังคมได้อีกเยอะนะครับ ต้องมีทีมแบบทีมใหญ่ ไม่ใช่จิตแพทย์อย่างเดียว อาจจะต้องมีนักสังคมสงเคราะห์นะครับ นักกฎหมายที่เกี่ยวข้องนะ ครับ แล้วถ้าเมื่อไหร่มีการทำร้ายร่างกาย อะไรเกิดขึ้น จะต้องมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ สำหรับผม ผมมองว่าไม่ใช่ปล่อยผ่าน เหมือนที่ผ่านๆมา พยาบาลโดนเตะโดนต่อยนะ ครับ โดนถุยน้ำลายใส่ เรื่องนี่ไม่ใช่เรื่องปกตินะ ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะปล่อยไป แล้วคุณรู้ได้มั้ยว่าเรื่องพวกนี้มัน โดนปล่อยไป แต่ก่อนปล่อยตลอดเวลา ไม่มีใครพูดถึง ไม่มีคนพูดถึง แต่เขาโดนกันจริงๆ
เรื่องนี้ถ้าถามผม ผมมองว่าควรจะต้องให้มี ปัญหาคือถ้าเกิดว่าใครดื่มเหล้าเข้ามา เข้ามาโรงพยาบาล หน่วยกฎหมายจะต้องเตรียมตัวแล้ว ถ้าเมื่อไหร่มีการทำร้ายร่างกาย โดยที่เราพยายามแล้วยังทำร้ายอยู่นะครับ ตำรวจต้องมาจัดการแล้วครับ ต้องมีความผิดทางกฎหมาย ต้องมีการดำเนินการ ต้องมีแบบนี้จริงๆ ไม่ฉะนั้นเนี่ย มันมีปัญหานะครับ คุณอาจจะเอาผิดคนเมาไม่ได้มากขนาดนั้น แต่ว่าคุณต้องให้กำลังใจพยาบาลแล้วก็คนที่เขา อยู่หน้างาน เพราะว่าเค้างานหนักจริงๆนะ ครับ ทั้งต้องเช็ด เช็ดขี้ เช็ดเยี่ยว เมื่อกี้อย่างที่บอกนะฮะ ดูแลทุกอย่างนะครับ เนี่ย ปัญหามันเยอะแยะไปหมดนะครับ
แล้วก็สำหรับโปรโตคอลในด้านของการที่เราจะให้ อ่า การดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้มีการถอนเหล้าเนี่ย มีอีกหลายอย่าง อ่า มีการให้วิตามิน B1 อ่า ไทอามีนก่อนให้กลูโคส มีการแก้แร่ธาตุ โพแทสเซียม แมกนีเซียม อะไรพวกเนี้ยนะครับ และในบางแห่งที่ทำได้แล้ว คนพวกนี้กลับมาบ่อยๆ เราจะมีวิธีอันนึงเรียก ว่า TIPS นะครับ Transjugular Intrahepatic Portosystemic Shunt เป็นวิธีการที่เราใส่อ่า สวนท่อเข้าไปตรงหลอดเลือดตรงเนี้ย แล้วเข้าไปที่ตับนะครับ แล้วเราจะสร้างทางเชื่อมระหว่างระบบเลือด 2 ระบบ เพื่อลดความดันในตับ แล้วมันจะได้ไม่เลือดออกนะครับ นี่เป็นวิธีหนึ่งซึ่งผมมองว่า ถ้าเกิดว่าคุณเป็นโรงเรียนแพทย์ที่อยากจะฝึกคนทำวิธีนี้ให้เก่งมากๆ คุณส่งเข้าไปเลยครับ ที่ไหนก็แล้วแต่ที่มีคนไข้ติดเหล้าเยอะๆ มาด้วยอาการเลือดออกบ่อยๆ ใช่มั้ยครับ ดีเลยครับ ถือเป็นโอกาสคุณได้ฝึกฝีมือเต็มๆเลย ผมก็ใช้คนไข้พวกเนี้ย ในการฝึกฝีมือ ตอนแรกผมก็ไม่เก่งหรอกครับ แต่ตอนหลังผมทำจนกระทั่งผมเก่งขึ้นมาได้ รู้ว่าต้องดูแลยังไงต่อไป มันเกิดอะไรขึ้น แล้วเราจะทำไงให้เลือดหยุดนะครับ พวกนี้ถือว่าเป็นการฝึก แล้วเราจะได้ไม่ต้องเสียกำลังใจนะครับ
ส่วนถ้าเรามาคุยกันถึงเรื่องของเลือดนะครับ ที่เราอาจจะมีไม่เพียงพอให้กับคนอื่น อันนี้ก็ต้องยอมรับจริงๆ ครับว่ามันก็เสียดายที่มันเป็นอย่างนั้นเนอะ เราพยายามที่จะรณรงค์ให้มีคนบริจาคเลือดกันเยอะๆ แต่ว่าเลือดก็ถูกใช้ไปในกรณีแบบนี้ ถ้าผมเป็นผู้บริจาคเลือด ผมจะคิดอีกแบบนึงก็คือว่า ถ้าเลือดเราได้รับ การบริจาคไปแล้วเนี่ย เราไม่ต้องสนใจว่าเขาเอาไปให้ใครนะครับ แต่ว่าเราเอาไว้คิดว่ามันเอาไว้ต่อชีวิตให้กับคนๆหนึ่งนะ ครับ ผมรู้ว่าท่านอาจจะไม่อยากจะให้เลือดคนพวกนี้นะครับ แต่ว่ามันก็เป็นวิธีที่เราคิดได้ ส่วนในอนาคต ถ้าเกิดว่าเขาจะมีการมีช่องบริจาคเลือดแล้วให้เราติ๊ก ว่าเลือดของคุณจะให้คนที่ติดเหล้าแล้วเป็นแบบนี้มั้ย คุณอาจจะถ้าในอนาคตมันมี คุณอาจจะติ๊ก อ่า ฉันไม่ให้ อันนี้ก็แล้วแต่ในกรณีแบบนั้นนะครับ แต่ในปัจจุบันมันยังไม่มีแบบนั้นนะครับ
สำหรับเรื่องของคนต่างด้าว อันนี้ผมคิดว่าทางรัฐบาลต้องเข้ามามีส่วนร่วมแล้วนะ ถ้าเกิดเป็นคนต่างด้าวเข้ามา แล้วเขาจ่ายตังค์ตามปกติ อันนี้ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นมานะครับ แต่ถ้าเกิดว่ามา แล้วก็ไม่ได้จ่ายตังค์ ใช้ทรัพยากรของเราไปเรื่อยๆ อันเนี้ยจะต้องมีมาตรการนะครับ ผลักดันกับประเทศเขา รู้ครับที่เขามาใช้บริการก็เพราะว่าคนไทยมันเก่งครับ คนไทยเก่ง หมอไทยดี ทรัพยากรดีนะครับ แล้วก็เค้าก็อยู่ประเทศเค้าก็ไม่เจริญ ก็เลยต้องมาทำงานบ้านเรา สุดท้ายก็จะมาป่วยที่บ้านเรา ด้วยเหตุผลเดิมๆ พวกนี้เนี่ยนะครับ ผมมองว่ามันควรต้องมีมาตรการที่เจรจากับประเทศเขา และผลักดันกับประเทศ ไม่ฉะนั้นก็ต้องให้มีการเรียกเก็บเงินจากประเทศของเขา เป็นรายๆไปนะครับ ไม่ฉะนั้นก็จะเกิดปัญหาอันนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วไอ้เรื่องเนี้ย ผมรู้สึกว่าจะต้องทำให้รัฐบาลเห็นให้ได้ ไม่เช่นนั้นเนี่ย ปัญหานี้ไม่จบครับ เพราะปัญหานี้มีมาตั้งแต่สมัยผมเรียนแล้วจริงๆ ก่อนหน้าที่ผมจะใช้ทุนเนี่ย มันก็มีปัญหานี้อยู่แล้วนะครับ
ที่สำคัญเราจะต้องให้กำลังใจคนที่อยู่หน้างานมากๆนะครับ โดยเฉพาะผู้บริหารต่างๆ คุณจะโทษโทษหมอไม่ได้ แล้วก็จะบอกว่า เออ น้องอดทนเถอะ คนไข้เขาด่ามาแล้วเนี่ย บางทีที่ผมเจอนะ คนไข้บางคนน่ะ โวยวายขึ้นมาในตึก แล้วบางคนพอส่างเมา ละส่างเมาไม่มีภาวะถอนเหล้าแล้วนะครับ หลังจากนั้นมันเป็นนิสัยเขาเองล้วนๆ นิสัยเขาเองล้วนๆที่ด่านะครับ แล้วสุดท้ายก็ไปพูดจาไม่ดีกับพยาบาลกับหมอ แล้วสุดท้ายอ่ะ หมอแบบไม่ไหวแล้ว เราด่ากลับอย่างเงี้ย หลังจากนั้นก็โดนร้องเรียน ผู้บริหารก็เรียกไป "น้องทำอย่างนั้นไม่ได้นะ น้องเป็นหมอ น้องเรียนสูงกว่าเค้า น้องจะต้องน้องจะต้องมีความอดทนมากกว่านี้" คือผมบอกเลยครับว่า ผู้บริหารแบบเนี้ย ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้บริหาร คุณควรจะต้องเข้าใจรุ่นน้องที่เจอปัญหาอย่างนี้ทุกวัน เค้าอยู่เวรกันหนักขนาดไหน ถ้าผมมีบริหารอย่างนั้นอยู่ในองค์กรผม จะรู้สึกว่าผู้บริหารคนนี้ไม่เหมาะสมแล้วครับ ไม่งั้นถ้าผมมีปัญหา ผมจะเรียกผู้บริหารเนี่ย ลงมาดูหน้างาน แล้วลงมาคุยกับคนไข้คนนั้น ผมจะต้องมีสายตรงของผู้บริหารคนนั้น อยู่ในมือถือผม แล้วผมจะกดโทรเลยให้คุณลงมาคุยนะครับ
ถ้าเป็นกรณีแบบนั้น ผมสังเกตว่าวิธีที่ดีที่สุดนะครับ สำหรับผู้บริหารที่ไม่แน่ใจว่าตกลงมาเป็นอย่างนั้น แล้วก็อยากจะแก้ปัญหา คุณจัดเวรผู้บริหารครับ มีกี่คน มี 5 คน มี 10 คน คุณจัดเวรกันเลยครับ วันไหนเวรใคร ถ้าวันนี้เวรใครอยู่ๆ มีคนไข้โวยวายขึ้นมา จะฟ้องร้อง จะเรียกอะไรมากมายนะครับ ให้หมอเวรเนี่ย สามารถกดแล้วก็โทรหาผู้บริหารที่อยู่เวร ได้โดยตรง แล้วคุณจะต้องมาที่หน้างาน แล้วมาคุยกับคนไข้แบบนี้นะครับ มันถึงจะยุติธรรม แล้วคุณจะได้รับทราบปัญหาหน้างานจริงๆ แล้วคุณจะได้แก้ได้ถูกจุด ไม่ใช่เป็นการไปต่อว่าพยาบาล ต่อว่าหมอ ที่เขาก็งานหนักของเขาอยู่แล้วนะครับ อ่า อันเนี้ยคือวิธีที่ผมแนะนำนะครับ
ดังนั้นโดยสรุป เรื่องนี้จริงๆเนี่ย ปัญหาแก้ด้วยอารมณ์ไม่ได้ ไม่ได้เลยนะครับ การที่เราจะบอกว่า ให้เขาจ่ายตังค์ให้อะไรพวกเผมว่ามันไม่สำเร็จจริงๆ นะครับ ถ้าเราอยากจะแก้ ข้อแรก พัฒนาตัวเองให้ดูแลคนไข้ให้เร็วที่สุดนะ ครับ เก่งที่สุด ถือซะว่าเจอคนไข้แบบนี้ซ้ำๆ คุณเก่งขึ้นทุกวันแล้วกัน อ่านหนังสือเพิ่มเติม ทักษะเพิ่มเติม ความเก่งในทางหัตถการ อ่า คุณจะเก่งขึ้นทุกวันนะครับ พยาบาลก็จะดูแลคนไข้ได้เก่ง เราก็จะประเมินว่า เฮ้ย อ่า มาอีกแล้ว ต่อไปมันจะต้องเกิดโรคนี้ตามมาแน่นอนเลย โรงพยาบาลสร้างเป็นโปรโตคอลไว้ครับ ถ้ามีคนไข้แบบนี้เข้ามา เราต้องประเมินอะไรบ้าง แล้วต้องทำอะไรต่อ นะครับ เขียนให้ชัดเจนเลยนะครับ
และไม่ใช่แค่นั้นครับ หลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลไป จะต้องมีทีมทั้งหมดมาดูแล ตั้งแต่โรงพยาบาล เพื่อดูแลเรื่องทางด้านของจิตใจ ช่วยคนที่ช่วยได้ ส่วนคนที่ช่วยไม่ได้ เราก็ปล่อยเขาไปนะครับ คนที่ช่วยไม่ได้จริงๆ เนี่ย ถ้าถึงสุดท้ายนะครับ ผมก็คือบางกรณี อ่า เราไม่ไหว ผมจะไม่ได้ปั๊มหัวใจหรืออะไร ขนาดนั้น ผมจะทำเท่าที่เราทำได้อ่ะ ที่เหลือก็คือมันเป็นกรรมที่เขาทำมา เราไม่สามารถช่วยเหลือเขาได้ ก็คือมันจบแล้วก็จบเลยนะครับ
นอกเหนือจากนี้ครับ คนไข้พวกเนี้ย เวลาที่กลับมาโรงพยาบาลใหม่ เราจะต้องมีสัญลักษณ์ขึ้นว่า อ่า คนเนี้ยมาด้วยปัญหาเรื่องนี้บ่อยๆ นะครับ เช่น คนนี้ติดเหล้าแล้วมาบ่อยมาก แต่แค่นั้นไม่พอครับ จะต้องบอกว่าติดเหล้าแล้วเค้าเกิดอาการอะไรขึ้นมาบ้าง อ่า เกิดอาการอะไรขึ้นมาบ้างที่เค้าเป็นบ่อยๆ ครอบครัวติดต่อยังไงนะครับ มีมีปัญหาอะไรที่เค้าที่เราสามารถแก้ได้มั้ย อะไรอย่างเงี้ยนะครับ คือเขียนไว้สั้นๆ ให้ชัดเจนไว้หน้า OPD Card แบบเนี้ย จะเหมาะสมที่สุด ที่เหลือก็คือเป็นเรื่องของผู้บริหารในแต่ละโรงพยาบาล ว่าเราจะจัดการยังไง ถ้าถามผมก็ควรจะต้องมีการจัดการเวรผู้บริหาร ที่คอยมาช่วยแบ่งเบาภาระ แล้วต้องให้กำลังใจคนที่อยู่หน้างานมากๆนะ ครับ คนพวกนี้ต้องการกำลังใจ เพราะถ้าเกิดคุณไปกดดันเค้าเรื่อยๆ ใช่มั้ยครับ สุดท้ายจะเกิดอะไรขึ้น เค้าจะลาออกครับ เค้าจะลาออก เค้าจะออกจากระบบ แล้วก็ไปอยู่ในที่ที่มันสบายกว่า ซึ่งไม่ผิดเลยนะครับ
สำหรับผมเนี่ย มันจะมีคนบางคนที่เป็นคนสมัยก่อน หมอรุ่นก่อนก็บอกว่า อ่า หมอต้องมีอุดมการณ์ ต้องช่วยเหลือประชาชน ถ้าคุณอยากรวย อยากสบาย ก็ไม่ต้องมาเป็นหมอ คำพูดคำนี้นะครับ ผมบอกว่ามันล้าสมัยไปแล้วครับ หมอทุกคนที่เป็นหมอ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลรัฐบาลเนี่ย เค้ามีจิตใจจะช่วยคนไข้อยู่แล้ว ทำเต็มที่อยู่แล้ว ไม่มีใครเลยครับที่ไม่ทำเต็มที่นะครับ แต่ งานมันล้นจนกระทั่งเค้าเครียด เค้าเบิร์นเอาท์ จนกระทั่งมันเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา คุณก็ต้องเห็นใจในจุดนี้ของเขาด้วยนะครับ ดังนั้นแล้วคุณลองคิดดีๆ ถ้าเกิดคุณเป็นคนที่อายุเยอะแล้ว คุณไปด่าหมอรู้ใหม่ๆ จนเขาออกไปเนี่ย คุณรู้มั้ยว่าสุดท้ายเนี่ย เวลาคุณป่วย ควรต้องไปเจอเค้าอ่ะ ถ้าสมมุติคุณด่าผมเรื่อยๆ เงี้ย โอ๊ ทำไมหมอออกจากระบบ หมออย่างงู้นนี่อ่ะ อย่าให้มันป่วยขึ้นมาแล้วกัน ถ้ามันป่วยขึ้นมา ผมก็จะเป็นอย่างนั้นกับคุณเหมือนกันนั่นแหละครับ ถูกมั้ย งั้นเวลาเราสร้างหมอรุ่นใหม่ เราต้องปลุกฝังในสิ่งที่ดี หมอรุ่นใหม่เนี่ย เค้า รับฟังเหตุผล ไม่ใช่รับฟังที่ความมีอายุ ความมีวุฒิ หรือการที่คุณมีตำแหน่งอะไรก็แล้วแต่ เค้าไม่ฟังตรงนั้น ฟังที่เหตุผล ดังนั้นคุณในเมื่อคุณมีตำแหน่งสูงๆ คุณหัดใช้ปัญญาที่คุณมี สั่งสมมาตลอดชีวิตเนี่ย พูดกับเค้าด้วยเหตุผล เค้าจะเข้าใจ และอะไรที่มันไม่มีเหตุผลชัดเจน คุณต้องรับฟังหมอ พยาบาล บุคลากรทุกอย่าง ผู้ช่วยพยาบาลที่อยู่หน้างาน อันนั้นคุณถึงจะเป็นผู้บริหารที่ดีได้นะครับ อันนี้ผมแนะนำว่าควรต้องทำจริงๆ ทุกที่เลยนะครับ
แล้วก็หวังว่าปัญหาพวกเนี้ย มันจะทำให้คนเนี่ย เห็นได้แล้วก็หันมาแก้กันได้บ้างนะ ครับ โอเค วันนี้ผมก็เล่าในฐานะที่เคยผ่านประสบการณ์นี้มาแล้ว ก็ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้ทั้ง 2 ฝ่ายนะครับ ฝ่ายไหนก็แล้วแต่ ที่มาคอมเมนต์ว่าเอ้ย มันไม่ดี หมอไม่มีจรรยาบรรณ ผมบอกเลยครับว่าคุณอาจจะไม่เข้าใจนะครับ ผมไม่โทษคุณนะครับ เพราะว่าคุณอาจจะไม่เข้าใจว่าหน้างานมันเป็นยังไง แล้วผมก็ไม่โทษคุณเลยว่าคุณอาจจะเป็นคนที่ติดเหล้าเองก็ได้ คุณก็เลยพูดแบบนั้น เพราะว่าส่วนใหญ่คนที่ออกมาพูดไม่เห็นด้วยกับหมอ หลายๆคนนะฮะ มักจะเป็นคนที่มีปัญหาซะเอง บางคนโอเค เป็นหมอ แต่เป็นหมอ ก็ไม่ใช่เป็นหมอที่เจออยู่หน้างานอย่างนี้เป็นประจำนะฮะ แล้วก็ต้องเข้าใจว่าบางที ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นหมอเฉพาะทาง คุณอาจจะเป็นหมอทางเดินอาหาร ส่องกล้อง รักษาคนพวกนี้อยู่เรื่อยๆ แต่หมอทุกคนไม่เหมือนกันครับ เวลาที่เราจะดูแลเนี่ย เราไม่เลือกดูแลเป็นคนๆ ไป เราต้องเลือกดูแลทั้งหมด เท่าที่เป็นไปได้ เท่าที่เป็นไปได้ ให้ทุกคนมันเจริญขึ้นมาพร้อมกัน แล้วก็ช่วยกันอยู่ในระบบให้มันสามารถที่จะจัดการได้หมดนะครับ โอเค วันนี้ผมก็เล่าประมาณเท่านี้นะครับ ถ้าใครมีข้อเสนอแนะอะไรอย่างอื่นก็โพสต์เข้ามาแล้วกันนะครับ วันนี้เท่านี้นะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ