Transcription
สวัสดีครับ เราเคยสงสัยกันมั้ยครับว่าคนสูงอายุในครอบครัวของเราเนี่ย หลายคนทำไมเขาถึงไปเชื่อในอะไรที่แปลกๆ และไม่ควรเชื่อ เช่น เชื่อข้อความที่ส่งกันมาใน Line, เชื่อคุณลุงข้างบ้าน, เชื่อโฆษณาอะไรสักอย่างที่มันดู ก็รู้ว่าเป็นโฆษณาปลอม บางครั้งก็เชื่อสแกมเมอร์ คนในครอบครัวเตือน ก็ไม่ฟัง และบางกรณีคนในครอบครัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นเอง ก็ยังไม่ฟังเขาอีก แต่กลับไปฟังคนอื่น มันเป็นเพราะอะไร และเราจะมีวิธียังไงจะพูดกับคนเหล่านี้ให้เขาเข้าใจได้ วันนี้เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังนะครับ
พบกับผมนะครับ นายแพทย์ธนีธนียวัณ เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอด และวิกฤตบำบัดนะครับ ผมเชื่อว่าหลายคนจะต้องประสบปัญหานี้ไม่มากก็น้อยนะครับ เช่น ในคนในครอบครัวของเราเนี่ย เค้าดันไปเชื่อเรื่องของอาหารเสริมบางอย่าง ยาบางตัว สมุนไพรบางอย่าง ที่มีการโฆษณาอย่างโจ่งครึ่มว่ามันทำได้สารพัด รักษาได้ทุกโรค ล้างพิษได้ แก้ไขได้ทุกอย่าง อย่าไปเชื่อยาหมอ ให้หยุดยาหมอแล้วมากินยาของเรา อ่า คุณจะต้องมีคนแบบนี้อยู่ในครอบครัว และบางทีนะครับ คนในครอบครัวเป็นหมอซะเอง พูดไปเค้าก็ไม่ฟัง มันมีเหตุผลครับ และคนพวกนี้จริงๆ เชื่อสแกมเมอร์เนี่ย ก็ง่ายด้วยซ้ำไป เพราะสแกมเมอร์เขารู้ว่าคนพวกนี้มีจุดเปราะบาง อ่อนไหว และเป็นจุดอ่อนให้เขาหลอกได้ง่ายนะครับ
ข้อแรกนะครับ คือความที่เป็นความคุ้นเคย อย่างหนึ่งเนี่ย มันจะเอาชนะความจริงเสมอ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดว่าผู้สูงอายุเนี่ย เห็นข้อความอย่างหนึ่งส่งมาทาง Line หลายครั้งหลายคราเพิ่มมากขึ้น หรือเพื่อนบ้านลุงข้างบ้านเนี่ย พูดเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เค้าก็จะมีแนวโน้มที่จะเชื่อในเรื่องนั้น มากกว่าที่จะไปค้นหาความจริง เพราะมันเป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคย เคยและเห็นบ่อย หลายคนเนี่ยนะครับ เวลาได้โฆษณาหรือได้ยินอะไรสักอย่างครั้งแรก บางคนจะเอะใจ เออมันปลอมแหงอยู่แล้วแหละ แล้วพอผ่านไปสัก 2-3 ครั้ง เริ่มมีคนพูดหนาหูเข้า ก็เริ่มสงสัย เอ๊ะ หรือมันจะเป็นจริงอย่างที่เขาว่า อ่า คุ้นๆ ความรู้สึกนี้มั้ยครับ ความรู้สึกนี้เนี่ย คนธรรมดาก็เป็นกัน แต่คนอายุเยอะ เขาจะเป็นง่ายกว่าเรามากเลยนะฮะ อันนี้คือปัญหาอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากความคุ้นชิน และบางกรณีนะครับ มีคนออกมาพูดอะไรที่ใช้ศัพท์ทางวิชาการเยอะๆ เค้าก็คิดว่านั่นน่ะคือความจริง ทั้งๆที่จริงมันไม่เป็นเช่นนั้น เช่น มีหมอปลอมนะครับ ออกมาบอกอย่างโง้นอย่างงี้ แล้วใส่ศัพท์วิชาการศัพท์แสงเข้าไปนิดนึง คนอายุเยอะเนี่ย ก็จะเชื่อง่ายนะ ครับ และบางกรณีครับ ผู้พูดเนี่ย ดันเป็นหมอซะเองนะครับ เป็นหมอที่อายุเยอะนะครับ แล้วก็มีชื่อเสียง เวลามาพูดอะไรซ้ำแล้วซ้ำอีก คนที่เขาไม่มีการพิจารณาให้ดีเนี่ย ก็จะหลงเชื่อไปในสิ่งเหล่านั้น เพราะมันคือความคุ้นชินที่เขาได้ยินอยู่เรื่อยๆ และมันเป็นเพราะว่าความน่าเชื่อถือของอีกฝ่าย ซึ่งจริงๆ ถ้าเป็นวัยเดียวกันกับเค้าเนี่ย เขาจะรู้สึกว่านี่คือเพื่อนเค้า นี่คือคนที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรแอบแฝง เราต้องฟังเค้า คนสูงอายุเค้าจะคิดแบบนี้ครับ
อีกข้อนึงก็คือ เค้าจะให้ความสำคัญกับ เอิ่ม อำนาจและความมั่นใจ เออ คุณเคยได้ยินข้อความที่เขาบอกว่า ทำแบบนี้หาย 100% หายชัวร์ ดีขึ้นแน่นอนมั้ยครับ พอคุณได้ฟังคำพวกนี้ไป คุณรู้สึกยังไง อ่า บางคนอาจจะบอกว่าปลอม ไม่เชื่อหรอก แต่คุณลองเปลี่ยนบริบทเป็นตัวคุณเองสิครับ สมมุติว่าคุณป่วยด้วยโรคๆ หนึ่ง แล้วคุณไปหาหมอคนที่ 1 คนที่ 2 เค้าบอกว่า เออ เราไม่แน่ใจนะ พวกนี้ตามสถิติแล้วเนี่ย มันอาจจะดีขึ้นสัก 70% อีก 30% เรายังไม่แน่ใจ หรือตรงนี้เดี๋ยวคงต้องรอดูผลการรักษาต่อไปในอนาคต กับถ้าเกิดว่าคุณไปเจอลุงข้างบ้านคนหนึ่ง ที่เขาบอกว่า อุ้ย อย่าไปเชื่อหมอ เชื่อลุงนี่ เอาสมุนไพรตัวนี้ไปกินนะ 3 วัน 7 วันหายแน่นอน 100% ไม่ต้องทำอะไรเลย คนที่เขาป่วยเนี่ย เค้าก็จะเชื่อพวกนี้ครับ เชื่อความมั่นใจ มั่นใจปุ๊บเชื่อเลยทันที แต่ในทางกลับกัน ข้อมูลในทางการแพทย์เนี่ย มันเป็นความรับผิดชอบทางวิชาการ เราพูดตามหลักความจริง ถึงแม้ว่ามันจะไม่ถูกใจคนไข้นะครับ แต่มันถูกหลักความเป็นจริง ซึ่งสิ่งนี้เองที่ผู้สูงอายุไม่ค่อยชอบฟังครับ เขาจะชอบฟังอะไรที่ฟันธงชัดเจน ง่าย เข้าใจง่าย ไม่ต้องคิดเยอะนะฮะ นี่คือปัญหาข้อที่ 2 ของผู้สูงอายุที่เจอนะครับ
ข้อที่ 3 นะครับ ผู้สูงอายุเนี่ย เค้ามีศักดิ์ศรี อ่า แล้วเค้าอยากมีอิสรภาพ เพราะสมัยก่อนเนี่ย เค้าเป็นผู้ใหญ่ เค้าสามารถที่จะมีอำนาจในตนเอง สามารถตัดสินใจ สามารถพิจารณาทุกอย่าง บางคนเนี่ย ก็สามารถสอนลูกสอนหลาน สั่งคนในบ้านได้ ไอ้ความมีอำนาจตรงนี้แหละ เขายังแบกไว้อยู่นะครับ ดังนั้นแล้ว ถ้าเกิดว่าลูกมาเตือนเค้า เค้าจะรู้สึกว่า เฮ้ย นี่นี่มาควบคุม แม้กระทั่งความคิดฉันเลยเหรอ หรือต่อไปนี้แค่เรื่องเท่าเนี้ย ฉันตัดสินใจเองไม่ได้เลยเหรอ ฉันก็เป็นผู้ใหญ่นะ ฉันก็มีอำนาจนะ เธอเป็นใคร เธอเป็นลูกฉันนะ ครับ อ่า เค้าก็จะคิดแบบนี้นะครับ เค้าจะคิดว่า เอ้ย เราเหมือนแบบ เค้าเหมือนลูกหลานเราเนี่ย มาเอาอำนาจไปจากเรา ซึ่งเขาก็ไม่ค่อยชอบครับ เนื่องจากระบบอาวุโสนี่แหละ
ข้อที่ 4 เวลาคนในบ้านเตือนเนี่ย มันมักจะมาพร้อมกับอารมณ์ เช่น เฮ้ย เรื่องเนี้ยพ่อไม่ต้องเชื่อเลยนะ มันโกหกแหง เรื่องแค่นี้เชื่อได้ยังไง บางคนก็บอกเป็นห่วงนะ บางคนก็ดุ บางคนก็บอกว่า เฮ้ย เรื่องนี้พ่ออย่าไปเชื่อ มันโกหกชัดๆ นี่พอเราพูดพูดแบบนี้เข้าไปนะครับ คนอายุเยอะ เค้าปิดหูแล้วไม่ฟังทันทีนะครับ และเขาจะมีแนวโน้มไปเชื่อคนนอกบ้าน ข้อความทาง Line ต่างๆ นะครับ ถ้าเชื่อคนนอกบ้าน เช่น คุณลุงข้างบ้านคนนู้นคนนี้ เวลาคนพวกนั้นพูดเนี่ย เค้าจะพูดสุภาพเนิบๆ นะครับ อ่า ไม่มีดุ ไม่มีด่า ไม่มีการเอาอารมณ์เข้าไปใส่ คนเหล่านี้ก็มักจะเชื่อคนพวกนั้นได้ง่ายขึ้น หรือถ้าดูข้อความทาง Line ทางโซเชียลมีเดียเนี่ย ในนั้นบางทีมันไม่ได้ใส่อารมณ์เข้าไปอยู่แล้ว หรือต่อให้ใส่เค้าก็อาจจะมองไม่เห็น ทำให้ผู้สูงอายุเนี่ย มีแนวโน้มที่จะยอมรับในสิ่งเหล่านั้นได้ง่ายขึ้นครับ ได้ง่ายขึ้นนะ
ต่อมา คือผู้สูงอายุเนี่ย บางทีเค้าก็มีความอยากมีสังคมของเค้า เค้าเหงาอ่ะ พูดง่ายๆ นะครับ เวลาที่เค้าเหงาเนี่ย เค้าทำอะไรล่ะ สมัยก่อนก็คงจะอยากไปรวมกลุ่มไปเที่ยวไปออกกำลังกายนะครับ ไปสมาคมกับเพื่อนๆ ตามที่ต่างๆ ที่เพื่อนจะไปเจอกันนะครับ แต่วันนี้เนี่ย มันอาจจะยากลำบาก ก็เลยมาสังคมกันบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งบางทีก็ไปอยู่ในกรุ๊ป Line อะไรบางอย่าง และเนื่องจากตัวเองเหงา ก็เลยอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้ อยากมีตัวตน อยากมีสิทธิ์มีเสียง ถ้าเขาพูดอะไรมาบอกว่าอันนั้นดี อันนี้ดี ผู้สูงอายุเนี่ย ก็พร้อมที่จะเชื่อ เพราะต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
ผมนะครับ อย่าลืมนะ ครับ คนสูงอายุยิ่งโตยิ่งเหงาครับ เพราะเพื่อนๆ ก็อาจจะไม่อยู่แล้ว หรือต่างคนต่างมีครอบครัว ก็จะไม่ค่อยได้มาเจอกัน ร่างกายก็อ่อนแอลง ออกไปนอกบ้านก็บางทีอันตราย ลูกหลานก็ไม่อยากจะให้ออกไป เค้าก็เหงา เค้าก็อยู่คนเดียวนะครับ ซึ่งพวกนี้จริงๆ ก็ต้องบอกว่าคนในครอบครัวก็มีส่วนไม่ถูกต้องเหมือนกันนะครับ ที่เค้าไม่พยายามที่จะทำให้ผู้สูงอายุเหล่านี้เนี่ยเนี่ย มีคุณค่าในตัวเองขึ้นมา ก็คือคุณไม่พาเค้าไปข้างนอก ไม่เที่ยว ไม่พาเค้าไปเที่ยว ไม่อะไรเลย ให้เค้าอยู่แต่บ้าน แล้วคุณก็สั่งเค้าอย่างเดียว เค้าก็จะรู้สึกน้อยใจนะครับ และบางทีเค้าอยากจะทำตัวเป็นประโยชน์บ้าง โดยการเวลาที่ไปอ่านข้อความอะไรมา พวกเนี้ย เค้าก็อยากจะมาแบ่งปันให้เราดู ส่งไปใน Line ครอบครัว เพราะเค้าไปเห็นว่าไอ้เรื่องเนี้ยน่าจะดี เค้าอยากจะให้พวกคุณเนี่ย มองเห็นคุณค่าในตัวเค้า ถึงแม้ว่าเค้าจะเกษียณไปแล้ว เค้าก็ยังอยากมีคุณค่า นั้นอยู่นะครับ
ก่อนหน้าที่คนเราจะเกษียณเนี่ย ทุกคนล่ะครับจะมีคุณค่าในตัวเอง เวลาทำงานเราจะรู้สึกว่าเรามีประโยชน์ ยังมีคุณค่า แต่พอเกษียณแล้วเนี่ย มันเริ่มจะไม่ค่อยมีความภาคภูมิใจในตัวเอง มันเริ่มหมดคุณค่า เราก็ต้องไปหาคุณค่าทางอื่น ถ้าเป็นผู้ใหญ่ที่เติบโตมาอย่างดี จนกระทั่งมีความภูมิใจในตัวเอง มี self esteem ที่ดี เค้าก็จะไม่มีปัญหา แต่จะมีบางคนที่ไม่เติมเต็ม อยู่ว่างๆ แล้วมันไม่มีอะไร เราก็อยากจะหาอะไรมาทำให้เราเติมเต็ม มันก็เป็นเหตุผลที่เขาแชร์ข้อมูลพวกนี้ไปให้แต่ละที่ แล้วคุณคิดดูสิครับ เค้าทำด้วยความหวังดี แต่คุณไปดุไปด่าเค้าว่าไอ้นั่นข้อมูลปลอม ถึงแม้จะปลอมจริงๆ ก็เถอะนะครับ ไปดุไปด่าไปว่าเค้า เค้าก็จะยิ่งเกิดความรู้สึกน้อยใจ เสียใจ ว่าทำไมลูกมามาก รู้สึกอำนาจที่ตัวเองมี ศักดิ์ศรีที่ตัวเองมี โดนถอดออกไป เค้าตัดสินใจเองไม่ได้ โดนเรื่องอารมณ์ แล้วแบบเนี้ย มันจะอยู่กันได้ยังไงครับ ก็อยู่กันไม่ได้นะครับ
แล้วแค่นั้นก็ไม่พอครับ มันจะมีสิ่งหนึ่งซึ่งเรียกว่า cognitive aging นะครับ cognitive aging คืออะไร cognitive เนี่ย มันเป็นการใช้สติปัญญาในการวิเคราะห์อะไรต่างๆ พวกนี้เนี่ย มันจะค่อยๆ เสียไปตามกาลเวลา ถึงแม้ว่าจะสมองไม่เสื่อมขนาดขั้นเป็นแบบหลงลืมอัลไซเมอร์มีปัญหาเยอะๆ เค้าก็จะมีปัญหาตรงนี้ครับ ซึ่งมันทำให้การพิจารณาสิ่งต่างๆ เนี่ย มันแย่ลง เค้าก็จะโดน อ่า โดนหลอกได้ง่ายนะครับ เค้าจะไม่ค่อยตรวจสอบที่มาของข้อมูลเหล่านั้นนะฮะ พวกเนี้ยก็จะเจอได้ค่อนข้างที่จะบ่อย ดังนั้นเขาจะมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาเหล่าเนี้ยได้เยอะนะ ครับ
และสุดท้ายนะครับ คือเทคโนโลยีกับความเข้าใจของสแกมเมอร์ ที่เขารู้ว่าคนพวกเนี้ย เขาจะมีปัญหาบางอย่าง ก็คือสิ่งที่สแกมเมอร์เขาใช้ คือความกลัว ความ อ่า ความหวัง และก็มีอีกอย่างนึงคือความเกลียดอะไรบางอย่างนะครับ ความกลัว ยกตัวอย่างเช่น เอ่อ คนสูงอายุเนี่ย อาจจะกลัวตายนะครับ กลัวอะไรสักอย่างที่กลัวมะเร็ง กลัวตาย เค้าก็อยากได้อะไรที่มันรวดเร็ว เป็นคำตอบที่ชัดเจนเร็วเดี๋ยวนั้นนะครับ ดังนั้นเนี่ย ถ้าเกิดเค้าใช้ความกลัวตายเข้ามานะครับ กลัวป่วย กลัวอะไรก็แล้วแต่เนี่ย เค้าก็จะใช้ตรงเนี้ยในการบอกคนอายุเยอะนะครับ หรือบางทีใช้บอกว่า เอ่อ ต้องต้องกดตอนนี้ หรือด่วน หรือใช้คำว่า รีบดูก่อนจะโดนลบ อ่า พวกเนี้ยคุ้นๆ มั้ครับ รีบดูก่อนจะโดนลบ เรามีเวลาเท่านี้เท่านั้น ให้คุณรีบกดสั่งซื้อ เพราะมิตรฉะนั้น ถ้าหมดช่วงนี้ไปแล้ว ไม่มีโปรโมชั่นแล้ว เราต้องคิดไว้ในหัวเสมอนะครับว่าของดีมันไม่ต้องเร็วก็ได้นะครับ แต่ว่าพวกเนี้ย เค้าเอามาเล่นกับความกลัวของผู้สูงอายุนะครับ อย่างสแกมเมอร์ก็บอกว่า อ่า ถ้าเกิดว่าคุณไม่ทำตามนะ มีปัญหาอย่างงั้นอย่างงี้ พยายามให้ผู้สูงอายุแยกตัวไป อย่าบอกคนอื่น ถ้าคุณบอกคนอื่นจะเกิดแบบนั้นแบบนี้ขึ้นมา นี่คือการเล่นกับความกลัวนะครับ
ต่อมา สแกมเมอร์ก็ชอบเล่นกับความหวัง ซึ่งต้องบอกว่าไอ้ไอ้พวกนี้เนี่ย มันมันเกิดขึ้นกับทั้งคนอายุเยอะ แล้วก็พวกเราที่อายุน้อยกว่าคนเหล่านั้นด้วยนะครับ คือ อ่า ถ้าเป็นเรื่องของความหวัง ผู้สูงอายุเนี่ย เค้าก็อยากได้ทางลัด อยากได้อะไรเร็วๆ อยากได้สิ่งที่มาจากธรรมชาติ เค้าหวังว่าสักวันนึง ไอ้โรคที่เขาเป็นเนี่ย จะไม่ต้องกินยาไปตลอดชีวิต แต่ว่าทำไอ้แบบเนี้ย มันเป็นความหวังเลยอ่ะ ที่จะหาย แล้วบางทีนะครับ หลายคนไปเล่นกับความหวังของผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งผมมองว่าเป็นวิธีการที่ไร้ มนุษยธรรมที่สุด เช่น คุณเห็นคนเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย คุณก็ไปโฆษณาว่าอาหารเสริมหรือสมุนไพรของคุณ มันใช้แล้วมะเร็งหายไปจากร่างกาย ขนาดที่หมอยังงง และคุณรู้มั้ยครับว่าก็จะมีหน้าม้าเนี่ย มาบอกว่า เฮ้ย ฉันฉันเป็นมะเร็งเนี่ย ฉันกินมาเท่านี้มันหายขาดดีมากเลย ยาหมอเนี่ยไม่ดีเลย เราไม่ต้องไปฟังหมอแล้ว หยุดยาหมอมากินยาฉันดีกว่านะครับ เนี่ยจะมีหน้าม้า แต่คุณสังเกตอะไรสักอย่างมั้ยครับ คนเหล่านี้ที่บอกว่าตัวเองเป็นมะเร็งเนี่ย คุณจะไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวข้องกับมะเร็งเลย ไม่รู้ว่า เป็นมะเร็งที่ไหน ระยะไหน มีการตรวจที่โรงพยาบาลอะไร และผลการตรวจตรวจอะไร ตรวจเจอแบบไหน แล้วมาด้วยวิธีอะไร ข้อมูลพวกเนี้ย คุณจะไม่มีทางหาได้เลย ผมบอกเลย และนี่คือกลยุทธ์วิธีการโกงวิธีการหลอกคนของสแกมเมอร์กลุ่มพวกนี้นะครับ คุณจะไม่มีทางหาได้เลยนะฮะ ดังนั้นถ้าเกิดว่าคุณเจอหน้าม้าเค้ามาบอกว่า โอ๊ยกินแล้วมันดีอย่างนั้นอย่างนี้ คุณต้องไปตรวจติดตามเลย ตกลงอะไรมันดีที่บอกว่าเบาหวานหายอ่ะ ตรวจยังไง ตรวจเบาหวาน A1C เท่าไหร่ ตรวจที่โรงพยาบาลอะไร ตรวจเมื่อไหร่ กินยาอะไรมั้ยนะ ครับ พวกนี้ก็ต้องมาดูด้วย ถ้าคุณไม่มีข้อมูลพวกนี้ เชื่อไม่ได้ครับ
อ่า แล้วสุดท้าย สแกมเมอร์เค้ารู้ว่าผู้สูงอายุเกลียดอะไร เกลียดเคมีไงครับ ยาหมอมันเป็นยาเคมี เราต้องมาสมุนไพรธรรมชาติเนี่ย เค้าก็รู้ว่าผู้สูงอายุเนี่ย จะไวต่อคำนี้มาก แค่คำว่าเคมี แค่คำว่ายา เค้าก็ไม่เอาแล้วนะครับ เค้าก็ไปเล่นกับระบบของผู้สูงอายุแบบนี้ ทำให้อ่า ผู้สูงอายุก็หลงเชื่อไปอย่างผิดนะครับ โดยที่ก็จะไม่ไปดูหลักฐานอะไรอีกเลยนะฮะ
แล้วต้องบอกนะครับว่า ไอ้ทริกแบบนี้เนี่ย หรือกลแบบนี้ เค้าก็ใช้กันทั่วไปนะครับ ที่เห็นชัดๆ ในสังคมก็เช่น กลุ่มต่อต้านวัคซีน อ่า จะพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก กรอกหูแล้วทุกวัน ตอนแรกๆ เนี่ย หลายคนก็จะอึไม่ใช่หรอก แต่พูดทุกวัน จนกระทั่งต่อไปนี้ เวลาเราเป็นอะไร อ่ะ เฮ้ย วัคซีนหรือเปล่าวะ มันไม่น่าใช่นะ แต่ก็อาจจะใช่ก็ได้นะ คือกรอกหูคนที่เขาไม่เชื่อ จนกระทั่งเค้าเริ่มเชื่อไปแล้ว นี่คือปัญหาอย่างหนึ่ง แล้วเราก็จะเลิกไปดูว่าข้อมูลจริงๆ มันคืออะไร เพราะสมองเราสามารถที่จะไปดูซิว่า ตกลงแล้วทำไมคนนั้นก็พูด คนนี้ก็พูด ทุกคนมีแต่พูดหมดเลย เอ๊ะ มันต้องจริงเนี่ย คือเราคุ้นเคยครับ เราคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้ เราเลยเชื่อว่ามันจริง แต่มันไม่จริงนะฮะ มีการใช้คำศัพท์คำแสงของพวกพวกศัพท์ทางวิชาการยากๆ ทำให้อืม มันน่าจะจริงนะครับ เนี่ยก็คือวิธีการหลอก
ดังนั้น พอเรารู้สาเหตุแล้ว มันแก้ยังไงล่ะ เออ แก้ยังไง สิ่งแรกที่เราต้องทำนะครับ คือคำว่า validate validate นี่คือการที่เราชื่นชมผู้สูงอายุที่เอาเรื่องนั้นมาบอกเราก่อนนะครับ อย่าต่อต้าน อย่าด่า อย่าหาว่าเค้าแบบไปเชื่ออะไรก็ไม่รู้ อย่าทำแบบนั้นเด็ดขาด ตอนแรกคุณต้องชมเค้าก่อน เช่น โอ้ คุณปู่ครับ ดีมากเลยนะครับที่คุณปู่สนใจเรื่องสุขภาพ ได้ไปหาข้อมูลต่างๆ มา ผมรู้สึกว่าอันเนี้ย เรามาแข็งแรงไปพร้อมกันดีกว่า ผมก็อยากจะได้ข้อมูลชุดเดียวกับคุณปู่ อยากจะขอดูนิดนึงว่ามันเป็นยังไงนะ ครับ ก็คือชื่นชมเค้าไปก่อน อ่า ชื่นชมเสร็จแล้วทำยังไง ก็ต้องมีการตรวจหลักฐาน อ่า เช่น สมมุติว่าเค้าไปฟังมาว่าสมุนไพรอะไรอันนี้มันดีอย่างนั้นอย่างงี้ นะครับ คุณปู่ครับ เดี๋ยวเรามาดูหลักฐานกันดีกว่าว่า เอ้ย เค้าทำอะไรกัน ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่า เอ๊ะ เค้าเค้าไปทำจริงหรือเปล่า ไหนเราลองมาดูซิ มีงานวิจัยอะไรจริงมั้ย แล้วใครเป็นคนพูด เอามาจากแหล่งไหน เอ๊ มีทางอื่นที่เขาจะพูดอะไรได้ได้มั้ย ตรงเนี้ยเราดูที่หลักฐาน และอย่าไปโจมตีที่ตัวบุคคลที่บอกปู่เราฟัง เฮ้ย คนนั้นน่ะ มันเชื่อถือไม่ได้ ปู่ อย่าไปฟังมัน อะไรเงี้ย ครับ ถ้าแบบเนี้ย ปู่คุณจะยิ่งแบบไม่ฟังคุณน่ะ จะไปฟังมันซะมากกว่านะครับ ดังนั้นดูที่หลักฐานนะครับ
พอดูที่หลักฐาน อันที่ 3 หาทางลงให้ปู่เค้าด้วยนะครับ หาทางลงยังไง อ๋อ คุณปู่ข้อมูลอันเนี้ย บังเอิญมันเป็นข้อมูลเก่าแล้วนะครับ คุณปู่อาจจะไม่ทันได้ดู ไม่ทันได้สังเกตข้อมูลอันนี้ อ๋อ มันมีข้อมูลใหม่มาแล้วนะ คนนี้เขาอาจจะให้ข้อมูลไม่ตรง เขาอาจจะไปดึงข้อมูลเก่า เราลองมาดูที่ของกระทรวงนะครับ ของทางแพทยสภา ของทาง อย. อ่ะ ว่ามันมีอะไรนะครับ หาทางลงด้วย เพราะมิฉะนั้นเนี่ย ปู่ก็จะโดนโดนว่า โดนแบบโจมตีว่า เฮ้ย อีโก้ของตัวเองมันหมดแล้ว อย่างเงี้ย เราเป็นปู่ เราทำไมโดนรุ่นหลานมา ตบหน้าอะไรอย่างงี้ แบบนี้นะครับ ต้องหาทางลงให้เค้าด้วย
และสุดท้ายครับ คือการตั้งกฎกติกาในแต่ละเรื่อง ซึ่งผมจะขึ้นตัวอย่างไว้ให้ตรงนี้นะครับ ทุกคนสามารถ pause และแคปสกรีนนี้ไปได้ ผมก็จะคิดคิดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์ให้กับหลายๆคนนะครับ ว่าเราจะดูยังไงว่าอะไรมันปลอมนะครับ กฎกติกาตรงนี้สำคัญมาก เพราะอะไร เพราะว่ากฎกติกานี้ จะไม่ใช่คำสั่ง คุณห้ามเอามันเป็นคำสั่งเด็ดขาด เช่นว่า ถ้าเกิดคุณคุยกับผู้สูงอายุในครอบครัวคุณบอกว่า คุณปู่ครับ อ่า ต่อไปนี้นะ เราลองมาตั้งกฎตามนี้กันว่า ถ้าถ้าเกิดคุณปู่เจออะไรพวกนี้นะ คุณปู่ลองมาดูเช็คลิสต์พวกนี้กี่ข้อว่ามันเป็นไปตามนี้หรือเปล่า ถ้าเป็นไปตามนี้นะ อ่า มันต้องต้องมาหลอกคุณปู่แล้วแหละ อันเนี้ยให้ทำแบบ preemptive คือเราทำแบบป้องกันไว้ก่อน อย่ารอจนกระทั่งเกิดปัญหา เราตั้งกฎแบบนี้ต่อไป เวลาคุณปู่เจอมาอ่ะ เขาจะได้มาดูไอ้กฎ 10 ข้อที่เราตั้งกันไว้ แล้วทุกคนในครอบครัวก็ต้องทำครับ เช่น สมมุติว่าเราไปเจออะไรใหม่ๆ มาแล้วเรารู้ว่ามันจริงมันถูกต้อง เราก็ชวนปู่ปู่นี่ มันมีอะไรใหม่ๆ มาดูด้วยกันดีกว่า อ่า แล้วเรามาทำเช็คลิสต์กัน 10 ข้อ 7 ข้อ อ้า เป็นไง ไม่มีปัญหาเลยสักข้อ แสดงว่าใช้ได้นี่ คุณก็ต้องทำให้เป็นตัวอย่างด้วยนะครับ
ดังนั้น การคุยกับคนพวกเนี้ย คุณจะต้องเข้าใจมากๆ ว่าเค้าเป็นผู้ที่อาวุโสกว่า เค้ามีศักดิ์ศรี เค้าเคยมีอำนาจในการตัดสินใจ เค้าเหงา เค้ามีความหวังดีต่อพวกคุณ คุณต้องอย่าเริ่มต้นด้วยการไปต่อต้านเค้า คุณต้องยอมรับเค้าก่อน คือ validate คือให้เค้ารู้สึกว่าตัวเองมีตัวตน มีความสำคัญ คุณต้องชื่นชม หลังจากนั้นจึงตรวจหลักฐาน ตรวจหลักฐานเสร็จ หาทางลงให้เขาดีๆ หาทางลงเสร็จ ตั้งกฎกติกาให้ทุกคนสามารถทำตามได้ และผมเชื่อเลยครับว่าอันนี้จะช่วยสารสัมพันธ์ให้กับผู้สูงอายุและคนในครอบครัวทั้งหมด อย่าลืมนะครับ สักสักวันนึง พวกเราก็ต้องกลายไปเป็นผู้สูงอายุเช่นกัน และผู้สูงอายุก็เคยเป็นหนึ่งในพวกเราเช่นกัน เราต้องอยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยนะครับ เคารพผู้สูงอายุ และเราก็ต้องช่วยเหลือท่านให้ถูกวิธีด้วยนะครับ โอเค วันนี้ก็เล่าให้ฟังประมาณเท่านี้นะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ