📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

เลิกอิงราคาสิงคโปร์ น้ำมันไทยจะถูกลงจริงไหม? | KEY MESSAGES #252

THE STANDARD21:06

Transcription

ทุกคนรู้ดีว่าน้ำมันขึ้นลงตามกลไกของตลาดโลกครับ แต่ในจังหวะที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน มันทำให้เกิดคำถามคาใจครับว่าสรุปแล้วราคาน้ำมันในไทยมันจำเป็นต้องแพงในระดับนี้จริงหรือ?

รายการ message ตอนนี้จะพาไปแกะโครงสร้างราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่นกันครับว่ามันมีรายละเอียดอย่างไร ยังตอบโจทย์หรือไม่ในวันที่โลกผันผวนรุนแรง หรือถึงเวลาแล้วครับที่จะต้องออกแบบโครงสร้างนี้กันใหม่

หัวใจสำคัญที่เป็นตัวกำหนดชะตาราคาน้ำมันไทยเริ่มต้นจากสิ่งที่เรียกว่าราคา ณ โรงกลั่นครับ ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกเม็ดแรกของโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งหมดเลย ก่อนที่จะกลายเป็นราคาน้ำมันปลายทางที่พวกเราเติมกันที่หน้าปั๊มน้ำมัน

ประเทศไทยเรามีโรงกลั่นน้ำมันที่มีประสิทธิภาพสูง 6 แห่งครับ มีกำลังการผลิตโดยปกติเนี่ยเกินกว่าความต้องการที่ใช้ในประเทศ แต่การตั้งราคา ณ โรงกลั่นของไทยไม่ได้ถูกคำนวณจากต้นทุนการผลิตจริงในรั้วโรงกลั่นนะครับ แต่มันคำนวณจากราคาน้ำมันสำเร็จรูป หรือน้ำมันที่กลั่นแล้ว ซึ่งซื้อขายกันอยู่ที่ตลาดสิงคโปร์

การจะอธิบายเรื่องราคาน้ำมันให้เข้าใจง่ายที่สุด เราต้องเริ่มจากการมองว่าน้ำมันก็คือสินค้ามาตรฐานทั่วโลกครับ ที่เหมือนกับทองคำเลย เมื่อเป็นสินค้าที่คนทั้งโลกต้องการและมีมาตรฐานเดียว มันจึงจำเป็นที่จะต้องมีราคากลางครับ เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันได้โดยไม่สับสน เหมือนเวลาเราเช็คราคาทองวันนี้ว่าบาทละเท่าไหร่ น้ำมันก็มีราคากลางแบบนั้นเหมือนกันครับ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครโก่งราคา หรือไปกดราคาจนระบบการค้ามันพัง

โดยตลาดกลางเหล่านี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทครับ อันแรกคือตลาดซื้อขายน้ำมันดิบ และอันที่สองคือตลาดซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูปที่กลั่นแล้วนะครับ ตลาดน้ำมันดิบหลักของโลกนี้ก็มีอยู่ 3 ที่ครับ ได้แก่น้ำมันดิบดูไบ ซึ่งมาจากแหล่งตะวันออกกลาง และเป็นตัวแทนสำคัญของภูมิภาคเอเชีย น้ำมันดิบเบรนท์จากทะเลเหนือ บริเวณระหว่างเกาะอังกฤษกับสแกนดิเนีย ซึ่งใช้เป็นราคากลางในยุโรป และน้ำมันดิบ WTI หรือ West Texas Intermediate เป็นราคาหลักของทวีปอเมริกา

ส่วนตลาดซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูปที่เรามาเติมกัน ก็มีอยู่ 3 แห่งทั่วโลกเหมือนกันครับ ได้แก่ ตลาดนิวยอร์ก หรือ NYMEX, ตลาดลอนดอน ICE และตลาดสิงคโปร์ แต่ละแห่งก็จะเป็นตัวแทนของภูมิภาคต่างๆ ของโลกครับ ดังนั้นเวลาเราได้ยินว่าประเทศไทยใช้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่อ้างอิงจากราคาตลาดสิงคโปร์ นั่นแปลว่าเราอ้างอิงกับตลาดโลกที่สิงคโปร์ครับ ไม่ใช่ไปอ้างอิงราคาหน้าปั๊มที่คนสิงคโปร์เติมน้ำมัน เพราะว่าสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการค้าน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนั่นเองครับ

ซึ่งไทยเราเพิ่งเริ่มใช้ราคานี้เป็นฐานในการคำนวณราคา ณ โรงกลั่นเมื่อปี 1991 เพื่อเปิดเสรีและกรุยทางให้เอกชนเข้ามีบทบาทในการกลั่นน้ำมันมากขึ้น โดยเราตั้งราคาต้นทุน ณ โรงกลั่นผ่านวิธีคิดที่เรียกว่า "ราคาเสมือนนำเข้า" หรือ import parity ครับ อธิบายง่ายๆ ก็คือ แม้ไทยจะกลั่นน้ำมันได้เองในประเทศ แต่เราสมมุติ หรือแสร้งทำเป็นว่าไม่มีโรงกลั่น ต้องไปซื้อน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์เพื่อนำเข้ามาใช้ ดังนั้นมันจะมีค่าขนส่ง ค่าประกันภัย หรือค่าความสูญเสียระหว่างทางถูกบวกเข้าไปที่ราคาต้นทุน ณ โรงกลั่นด้วย เหมือนกับว่าน้ำมันมันถูกขนมาจากสิงคโปร์จริงๆ ครับ

วิธีคิดนี้ถูกให้เหตุผลครับว่า เพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันในประเทศมันถูกกว่าตลาดโลกมากจนเกินไป ประเทศไทยไม่ได้ใช้น้ำมันในประเทศอย่างเดียวครับ แต่ว่าเรามีการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปขายต่างประเทศด้วย การตั้งราคา ณ โรงกลั่นให้ใกล้เคียงกับตลาดสิงคโปร์ หรือตลาดโลก จึงเป็นเหมือนการดึงให้โรงกลั่นยังอยากจะขายในประเทศอยู่ ไม่หันไปส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปทั้งหมด และช่วยให้มีน้ำมันหมุนเวียนในประเทศได้อย่างต่อเนื่องครับ

วิธีคิดและกลไกนี้มันทำงานเงียบๆ โดยไม่มีใครกังขามาโดยตลอดครับ จนกระทั่งวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง มันฉุดให้ค่าการกลั่นดีดตัวจาก 2 บาท พุ่งไปที่ 6 บาทต่อลิตร ตัวเลขที่กระโดดขึ้นมาแบบนี้เอง มันเป็นชนวนให้สังคมเริ่มมองว่า สิ่งที่เคยสมเหตุสมผลในอดีต อาจจะไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไปหรือไม่

ฝั่งอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันก็ออกมาชี้แจงเรื่องตัวเลขค่าการกลั่นที่ขยับจาก 2 บาทไปแตะที่ 6 บาทต่อลิตร ว่าเป็นเพียงดัชนีส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันในตลาดโลกเท่านั้นครับ ไม่ใช่กำไรสุทธิอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะว่าเบื้องหลังตัวเลขนี้ มันยังมีต้นทุนแฝงที่โรงกลั่นต้องแบกรับเพิ่มขึ้นประมาณ 3-6 บาทต่อลิตร ไม่ว่าจะเป็นค่าพรีเมี่ยมน้ำมันดิบ ค่าขนส่งทางเรือ และค่าประกันภัยของน้ำมันดิบที่ขนส่งเข้ามา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ค่าการกลั่นรายวันไม่ได้สะท้อนออกไปครับ

ตรงกันยังย้ำถึงความเสี่ยงในระบบการค้าเสรีที่ต้องจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือน ทำให้ต้องแบกรับความผันผวนของราคาตลาดโลก โดยไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้เลยครับว่าราคาในอนาคตจะเป็นอย่างไร ถึงอย่างนั้นบางช่วงเวลาที่ค่าการกลั่นปรับตัวลดลงอยู่ในระดับที่ต่ำมากจนไม่ครอบคลุมต้นทุนในการดำเนินงาน โรงกลั่นก็ยืนหยัดเดินเครื่องผลิตต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเกิดวิกฤตพลังงานขาดแคลนครับ

ก่อนปิดรายการวันนี้ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์กับรายการคีมเสือครับว่า ตั้งข้อสังเกตคำชี้แจงเหล่านี้แล้วก็พยายามนำเรื่องต้นทุนในอดีตมาปนกับค่าการกลั่นในปัจจุบัน ทั้งที่คุณกรอกว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งสร้างความสับสนให้กับสังคมครับ

ในวิกฤตน้ำมันครั้งนี้ โรงกลั่นน้ำมันกำลังได้กำไร 2 เด้งในมงคลกรครับ เด้งแรกคือ กำไรจากสต็อกน้ำมัน เนื่องจากโรงน้ำมันดิบตุนเอาไว้ล่วงหน้าประมาณ 60 วัน เมื่อเกิดสงครามและราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นแบบฉับพลัน โรงกำไรจากการนำเข้าน้ำมันในราคาที่ถูกไว้เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ที่ออกมาขายในราคาตลาดปัจจุบันที่แพงกว่า

เด้งที่ 2 คือ ค่าการกลั่น หรือ GRM ซึ่งเป็นสูตรคำนวณส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่กลั่นแล้ว กับราคาน้ำมันดิบในเวลาปัจจุบันเหมือนกันนะครับ ถ้าเราจะตัดเรื่องสต็อกน้ำมันเก่าออกไป เพราะว่าค่าการกลั่น หรือ GRM มันคำนวณจากราคาน้ำมันสำเร็จรูป ลบด้วยราคาน้ำมันดิบในช่วงเวลาเดียวกัน ก็จะพบว่าโรงกลั่นก็ได้ประโยชน์จากกลไกตลาดโลกที่น้ำมันสำเร็จรูปขาดแคลนหนักกว่าน้ำมันดิบ ทำให้ค่าการกลั่นสูงขึ้นจาก 2 บาทเป็น 6 บาทต่อลิตรทันทีครับ ซึ่งถ้าดูสถิติย้อนหลัง ค่าการกลั่นมักจะมีตัวเลขที่สูงขึ้นในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกมันปรับตัวขึ้นเสมอ ซึ่งมันก็จะเป็นจังหวะเดียวกับที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนเรื่องค่าครองชีพนั่นเองครับ

ด้วยเหตุนี้ ในบางประเทศจึงเลือกใช้มาตรการทางภาษีเข้ามาจัดการ โดยปล่อยให้กลไกราคา หรือกลไกตลาดมันดำเนินไปตามปกติ แต่เมื่อใดที่รัฐเห็นว่าผู้ประกอบการมีกำไรส่วนเกินมากจนเกินสมควรในช่วงวิกฤต รัฐจะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า "ภาษีลาภลอย" หรือ windfall tax เพื่อดึงกำไรเหล่านั้นกลับคืนมาเป็นรายได้ของรัฐครับ

แต่ประเด็นเรื่องของการเก็บภาษีลาภลอยก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ครับว่าจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์วัด ว่ากำไรระดับไหนที่ถือว่าเป็นส่วนเกิน ในมุมของคุณกรชีวัฒน์ที่ชัดเจนคือค่าการกลั่นครับ เนื่องจากกระบวนการกลั่นเป็นเพียงแค่กระบวนการแปรรูป ต้นทุนการดำเนินงาน เช่น ค่าไฟ หรือค่าแรงพนักงาน เป็นต้นทุนคงที่ครับ ไม่ได้ขึ้นลงตามราคาน้ำมันดิบ หากในสภาวะปกติ ค่าการกลั่นลิตรละ 2 บาทครอบคลุมต้นทุนและผลกำไรที่เหมาะสมแล้ว ดังนั้นในสภาวะวิกฤตแบบนี้ ถ้าค่าการกลั่นขยับขึ้นไปจาก 2 บาทนี้ รัฐบาลก็อาจจะพิจารณาใช้ตัวเลขส่วนนี้มาเป็นส่วนเกิน เพื่อเป็นฐานในการเก็บภาษีลาภลอยได้

การเก็บภาษีลาภลอยอาจจะช่วยบรรเทาความรู้สึกไม่เป็นธรรมของสังคมได้ในระดับหนึ่งครับ แต่นั่นเป็นเพียงแค่การจัดการกับผลกำไรที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่ได้ไปแตะที่กระดุมเม็ดแรกอย่างวิธีคิดราคา ณ โรงกลั่น

และกรณีที่จะออกแบบกันใหม่ คุณกรเสนอแนวทางในการปรับปรุงไว้ 4 แนวทางครับ

แนวทางแรกคือ การยกเลิกการบวกค่าขนส่งและค่าประกันภัย โดยแยกสู่ราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปออกเป็น 2 กลุ่มครับ หรือกลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกไปขายต่างประเทศ ก็ให้บวกต้นทุนเหล่านี้ไปได้ตามปกติ แต่สำหรับน้ำมันที่ขายให้กับคนไทยในประเทศ ต้องตัดทิ้งต้นทุนทิพย์เหล่านี้ออกไปครับ ซึ่งการตัดส่วนนี้ออกไปอย่างเดียวเนี่ย คุณกรว่าราคา ณ โรงกลั่นทันทีประมาณ 1-2 บาทต่อลิตร

และฐานที่ 2 คือ การบังคับให้โรงกลั่นเปิดเผยต้นทุนการกลั่นที่แท้จริง เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับราคาอ้างอิงของตลาดสิงคโปร์ได้ชัดเจนครับ ที่ผ่านมาฝั่งโรงกลั่นเขามักอ้างว่าต้นทุนการกลั่นเป็นความลับทางการค้าที่มีผลต่อการแข่งขัน ซึ่งก็ฟังได้นะครับ แต่ว่าท่ามกลางสถานการณ์ที่กำไรโรงกลั่นพุ่งสูงขึ้นขนาดนี้ การยกเรื่องนี้มาเป็นเหตุผล ยิ่งทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงใจ

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2567 กระทรวงพลังงานได้ออกประกาศกระทรวงให้โรงกลั่นต้องแจ้งต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบและค่าดำเนินการในการกลั่น แต่เรื่องก็เงียบไปครับ โดยไม่มีรายละเอียดว่ายังดำเนินการอยู่หรือไม่ ปัจจุบันตัวเลขต้นทุนจริงของโรงกลั่นจึงยังเป็นปริศนา

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม กระทรวงพลังงานออกประกาศกระทรวงอีกครั้งครับ ให้โรงกลั่นน้ำมันรายงานต้นทุนในการกลั่นน้ำมันดิบต่ออธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ภายในเวลาเที่ยงของทุกวันศุกร์

แนวทางที่ 3 คือ ให้กระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคา ณ โรงกลั่น โดยให้อำนาจกระทรวงพาณิชย์ขยายขอบเขตกำกับดูแลครับ อาจจะกำหนดเพดานค่าการกลั่นไม่ให้เกิน 2 บาทต่อลิตรในช่วงที่ประชาชนเดือดร้อนหนักแบบนี้ และเดินในทางกลับกัน เพื่อความยุติธรรมต่อภาคธุรกิจ หากช่วงไหนตลาดซบเซา จนค่าการกลั่นต่ำกว่า 50 สตางค์ รัฐก็ต้องมีกลไกในการเข้าไปชดเชย เพื่อพยุงให้ธุรกิจยังเดินหน้าต่อไปได้

และสุดท้ายคือ การใช้วิธีเดียวกันกับโรงไฟฟ้าครับ คือกรณีของไฟฟ้าเนี่ย จะมีหน่วยงานกลางเป็นผู้กำหนดราคาขาย และมีโครงสร้างการซื้อขายที่ชัดเจน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าเพียงรายเดียวจากผู้ผลิต ซึ่งราคาที่รับซื้อนั้นก็เกิดจากกระบวนการประมูลและแข่งขันกัน หลักการนี้เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเสนอผลตอบแทนต่อการลงทุนที่ตัวเองยอมรับได้ ใครผลิตได้ต้นทุนต่ำกว่า ก็เสนอราคาที่แข่งขันได้มากกว่า ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการกำหนดราคาที่เหมาะสมให้ภาคเอกชนได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรมครับ

หากระบบโรงกลั่นออกแบบใหม่ได้ในลักษณะนี้ ก็อาจจะเป็นแนวทางที่ดีครับ โดยใช้การแข่งขัน หรือการกำหนดสูตรคำนวณราคาที่อิงกับประสิทธิภาพของแต่ละโรงกลั่น

สำหรับข้อกังวลที่ว่า การเข้าไปกำกับดูแลเช่นนี้ จะทำลายระบบตลาดเสรี และกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ หรือนักลงทุนหรือเปล่า คุณกรชวนดูกลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าในไทยครับ ที่ยังได้รับผลตอบแทนอย่างมหาศาล แม้จะดำเนินธุรกิจภายใต้โครงสร้างการกำกับดูแลของรัฐที่กำหนดราคาไว้ชัดเจนก็ตาม

ส่วนประเด็นความเสี่ยงที่ว่า โครงการทั้ง 6 แห่งอาจจะเลือกไม่ขายในประเทศแล้วก็หันไปส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปต่างประเทศทั้งหมด คุณกร มองว่าเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากในทางปฏิบัติครับ และรัฐบาลมีอำนาจในการกำกับดูแลปริมาณการจำหน่ายและการส่งออก เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานของชาติอยู่แล้ว

"ซึ่งผมยอมรับเลยครับว่ามันเป็นประเด็นที่ต้องระมัดระวังนะครับ มันเป็นประเด็นละเอียดอ่อน ไม่ได้เถียงในประเด็นนี้นะครับ เอ่อ แต่ผมถือว่า เอ่อ เรื่องของโรงกลั่น เรื่องของอุตสาหกรรมน้ำมันเนี่ย มันกึ่งๆเป็น utility มันกึ่งๆมันเป็นปัจจัย เอ่อสำคัญต่อ เอ่อ ค่าครองชีพ ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน และก็ระบบเศรษฐกิจโดยรวมนะครับ เพราะฉะนั้นเราก็ถือว่าใจกว้างมากแล้วนะครับ ที่ที่เปิดให้ เอ่อ เป็นเรื่องของเอกชนล้วนๆเลยก็ว่าได้นะฮะ ด้วยการขายหุ้นที่รัฐบาลเคยเคยถืออยู่ลงไป แต่ เอ่อ ถ้ากลไกนี้เนี่ย มันทำให้ระบบเศรษฐกิจ และประชาชนเดือดร้อนเนี่ย เอ่อ ผมคิดว่ามันมีเหตุมีผลที่สามารถที่จะนำกลับมา เอ่อ ทบทวนแล้วก็พิจารณาได้"

ด้าน ดร.คุจิตร นครทัพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย เห็นต่างออกไปในบางประเด็นครับ พร้อมอธิบายว่าหลายคนกำลังเข้าใจผิดเรื่องราคา ณ โรงกลั่น ตัวเลขที่เราเห็นจากตารางของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. จริงๆแล้วไม่ใช่ราคาที่โรงกลั่นขายน้ำมันให้กับลูกค้าจริง แต่ว่าเป็นสิ่งที่เรียกว่า "ราคาเงา" ครับ หรือราคาจำลองที่รัฐกำหนดขึ้นมา โดยอิงกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ บวกกับต้นทุนบางส่วน ไม่ใช่ราคาที่ใช้ซื้อขายกันจริงในทุกวงการค้า

หน้าที่ของราคาเงาคือ เพื่อให้บรรดาผู้ค้าน้ำมัน หรือปั๊มต่างๆ ใช้อ้างอิงครับว่า ถ้าโรงกลั่นในไทยตั้งราคาสูงไปจากนี้ พวกเขาสามารถเลือกปฏิเสธไม่ซื้อจากโรงกลั่นไทยได้ แล้วก็ไปจ้างเรือนำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์มาขายแทนได้ เพราะราคาเงารวมต้นทุนค่าขนส่งและค่าประกันเรือต่างๆ มันรวมมาให้แล้วครับ

ในเรื่องของการซื้อขายจริง ราคา ณ โรงกลั่นถูกกำหนดผ่านการเจรจา ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง ไม่ต่างจากการซื้อขายในตลาดสดครับ หากใครซื้อน้ำมันในปริมาณมาก หรือมีประวัติการชำระเงินที่ดี ก็มีอำนาจต่อรองให้ได้ราคาที่ต่ำกว่าราคาเงา นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับจังหวะของตลาด หากเป็นช่วงที่ความต้องการใช้น้ำมันต่ำ โรงกลั่นก็อาจจะยอมขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาเงา เช่นเดียวกับราคาตั๋วเครื่องบิน ที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาและความต้องการในการเดินทางครับ

คุณคุจิตร ได้โต้แย้งตัวเลขของคุณกรที่บอกครับว่า หากตัดค่าขนส่งและค่าประกันภัยออกไป น้ำมันจะถูกลงลิตรละ 1-2 บาท โดยประเมินว่าน้ำมันดีเซลราคาจะลดลงได้เพียง 25-30 สตางค์ต่อลิตรเท่านั้น ขณะที่น้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ แม้จะมีต้นทุนค่าขนส่งและค่าประกันอยู่ระดับใกล้เคียงกัน แต่ยังมีต้นทุนอีกส่วนหนึ่งก็คือค่าปรับปรุงคุณภาพน้ำมันครับ เพื่อให้ได้มาตรฐานยูโร 5 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 40 สตางค์ต่อลิตร ทำให้เมื่อนำมารวมกันแล้ว ต้นทุนส่วนนี้จะอยู่ที่ประมาณ 70 สตางค์ต่อลิตร

ดังนั้นสรุปก็คือ คุณคุจิตร มองว่าต่อให้ตัดค่าขนส่งและค่าประกันภัยออกไปจริง ราคาน้ำมันก็ไม่ได้ถูกลงไปกว่าเดิมเยอะครับ เพราะว่าในสถานการณ์วิกฤต ต้นทุนน้ำมันในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นครั้งละหลายๆ บาท การไปโฟกัสที่ราคาต้นทุนหลักสตางค์นั้น จึงแทบไม่สามารถจะแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงในภาพรวมได้เลย

ส่วนแนวทางที่ให้รัฐเข้าไปแทรกแซง หรือควบคุมกลไกราคา คุณคุจิตรไม่เห็นด้วยครับ แม้เจตนาจะช่วยลดภาระประชาชน แต่ทางปฏิบัติอาจจะสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิม ไทยเคยมีบทเรียนมาแล้วครับจากการใช้ระบบต้นทุนบวกกำไร หรือระบบ Cost Plus ในอุตสาหกรรมเอทานอลและไบโอดีเซลช่วงปี 2548 ครั้งนั้นรัฐกำหนดราคาจากต้นทุนจริงของผู้ผลิต แล้วก็บวกกำไรขั้นต่ำเข้าไป แต่โรงงานแต่ละแห่งมีต้นทุนไม่เท่ากัน บางแห่งมีประสิทธิภาพสูงต้นทุนต่ำ ขณะที่บางแห่งต้นทุนสูงกว่า เมื่อรัฐต้องกำหนดราคา "กลาง" จึงจำเป็นต้องอิงจากโรงงานที่ต้นทุนแพงที่สุดครับ เพื่อให้ทุกคนนั้นอยู่รอด

ผลที่เกิดขึ้นกลายเป็นว่า โรงงานที่มีประสิทธิภาพดีกว่า ได้กำไรส่วนเกินจำนวนมาก ขณะที่ประชาชนกลับต้องทนใช้พลังงานในราคาแพงเกินความจำเป็น เพื่อไปอุ้มโรงงานที่มีประสิทธิภาพต่ำ ระบบนี้ทำลายแรงจูงใจในการพัฒนาประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมในระยะยาว และเมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวลดลง รัฐก็ไม่สามารถปรับราคาลงตามได้ทันครับ ทำให้คนไทยต้องใช้พลังงานในราคาที่แพงค้างแบบนี้ต่อไป

หากนำแนวคิดเดียวกันนี้มาใช้กับราคาน้ำมัน ก็มีโอกาสสูงที่จะเกิดปัญหาซ้ำรอยเดิม อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงน้ำมันขาดแคลน เพราะเมื่อรัฐเข้าไปกำหนดราคาขายให้ต่ำกว่าตลาด แรงจูงใจในการกักตุนน้ำมันเพื่อส่งออกไปฟันกำไรส่วนต่างที่อยู่ต่างประเทศ มันจึงเพิ่มสูงขึ้นทันที

ยกตัวอย่างสถานการณ์ปัจจุบันที่คุณคุจิตรให้ข้อมูลก็คือ ณ วันที่ 26 มีนาคม ราคาน้ำมันดีเซลของมาเลเซียคือ 46 บาทต่อลิตร เมียนมาร์อยู่ที่ 69 บาทต่อลิตร ลาวอยู่ที่ 64 บาทต่อลิตร และกัมพูชาคือ 58 บาทต่อลิตร หากราคาน้ำมันในไทยถูกกดให้ตัวเลขมันต่ำกว่าตัวเลขเพื่อนบ้านมากๆ ช่องว่างนี้จะกลายเป็นเชื้อไฟที่สุมให้เกิดขบวนการกักตุนและลักลอบขนน้ำมันเถื่อนข้ามพรมแดนอย่างหลีกเลี่ยงไปได้ครับ ซึ่งต่อให้รัฐจะสั่งห้ามส่งออก แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ขบวนการเหล่านี้ก็มักจะหาช่องว่างจนเจอเสมอ

"แต่ผมว่ากลไกตลาดเนี่ย มันเป็นสิ่งที่จะทำให้ประเทศไม่ขาดแคลนน้ำมัน ถ้าให้เลือกกันเนี่ย ระหว่างมีน้ำมันใช้กับมีน้ำมันแพง เนี่ยจะเลือกอะไร เพราะเราอยากจะได้ The Best of World ไง น้ำมันก็ต้องมีไม่ขาด แล้วก็ต้องราคาถูก แล้วคนไทยเนี่ยมีนวัตกรรมในการขี้โกงอยู่แล้ว รักรอบส่งของไปชายแดนเนี่ย จะไปห้ามบอกว่าห้ามกักตุน น่ะไปเคยจับใครได้ที่ไหนอ่ะ"

การรักษาโครงสร้างราคาให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี จึงเป็นวิธีการที่คุณคุจิตร มองว่าปลอดภัยที่สุดในการรักษาสมดุลของระบบ เพราะราคาที่สะท้อนความเป็นจริง จะทำหน้าที่กำกับดูแลทั้งปริมาณความต้องการและการจัดหาให้มันเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติครับ

ไม่มีระบบไหนที่ไร้ที่ติครับ ตลาดเสรีอาจจะทำงานได้ดีในวันที่ทุกอย่างเป็นปกติ แต่ในวันที่โลกปั่นป่วน มันก็ส่งแรงกระแทกมาถึงผู้คนโดยตรงเช่นกัน วิกฤตที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ กำลังบีบให้ทุกประเทศรวมถึงไทยเราต้องกลับมาทบทวนตัวเองใหม่ครับว่าอะไรที่มันยังใช้ได้อยู่ หรือระบบอะไรที่ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยน เพราะวิกฤตแบบนี้มันเกิดขึ้นได้เสมอครับ

ขอบคุณคุณผู้ชมทุกท่านที่ติดตามรายการ message และแลกเปลี่ยนความเห็นรวมถึงข้อมูลดีๆกับเราอย่างต่อเนื่องนะครับ ถ้าชอบเนื้อหาของเรา อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ กด Subscribe หรือว่ากด Feature Superk เป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะครับ สวัสดีครับ