📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

เอ็กซ์อ๊อกtalk อ.มุนินทร์ พงศาปาน I ความฝันนักปกครอง สู่มือกฎหมาย และแคนดิเดต รมต.พรรคส้ม

matichon tv1:00:03

Transcription

ปี 57 เนี่ยก็มีการปฏิวัติรัฐประหาร ตอน ณเวลานั้นเนี่ยก็ยังมีความหวังว่า เอ้ย บ้านเมืองมันจะกลับไปสู่สภาวะปกติ >> อื >> ก็คือมีการเลือกตั้งแล้วมีรัฐบาลเข้ามา นักการเมืองก็แย่งชิงอำนาจกันก็เป็นไปตาม ธรรมชาติหรือปกติกับนักการเมืองที่มาจาก การเลือกตั้งใช่มั้ยครับเหมือนสมัยก่อน >> ซึ่งปรากฏว่าไม่ใช่มันก็เริ่มเห็นว่า >> ยาว >> ใช่การเมืองและกฎหมายเนี่ยมันถดถอยลงไป มากชนิดที่เรียกว่า >> เกินกว่าสิ่งที่ผมจะจินตนาการได้นะครับผม ไม่คิดว่า >> บ้านเมืองเรามันจะถดถอยหนักขนาดนี้ ผมคิดว่าสถานการณ์ทางการเมืองแล้วก็กฎ หมายเนี่ยมันมันร้ายแรงถึงจุดที่ผมคิดว่า แย่ที่สุดอย่างน้อยในช่วงชีวิตที่ผมเคย เห็นมาเนาะมันแย่ที่สุดแล้วก็พอเบอกว่า เออมาช่วยกันมั้ยผมก็รู้สึกว่าเออถ้าเรา สามารถเข้าไปมีบินส่วนช่วยให้มันดีขึ้น ได้เนาะเราก็อยากจะทำแต่ว่าส่วนหนึ่ง เนี่ยคนที่พอเห็นการเปิดตัวอาจารย์เข้ามา ร่วมงานกับพรรคประชาชนโดยในมุมของทีม บริหารคนอาจจะมองห้ามช็อตไปไกลแล้วเค้า ไม่มองไปทีมบริหารแล้วเค้ามองไปรัฐมนตรี และ >> เค้ามองไปรัฐมนตรียุติธรรม >> ถ้าถามผมจริงๆนะถ้าเรามีส่วนผลักดันใครจะ เป็นก็ได้แค่ขอให้มันทำให้มันเกิดขึ้น อย่างที่เราอยากเห็น >> คือเอาแนวคิดเราไป >> เออใช่อันนี้คือสิ่งที่ผมต้องการจะให้ เกิดจริงๆก็คือว่าอ่ะสุดท้ายเนี่ยสมมุติ ว่าวันที่มีการจัดรัฐบาลเจัดรัฐบาลได้นะ >> แล้วเบอกว่าเอ้ยมีคนอื่นทำอาจารย์มันเป็น ที่ปรึกษาได้มั้ยอาจารย์มาช่วยอย่างงั้น ได้หมดแค่อยากให้สิ่งที่เราคุยกันเนี่ยก็ คือเรื่องของกระบวนการยุติธรรมหรือเป้า หมายเนี่ยมันเกิดขึ้นได้จริง

สวัสดีครับท่านผู้ชมครับผม X นะครับวัน นี้พบกันในรายการ X of Talk ทุกเรื่อง ครับวันนี้มาคนเดียวนะครับแต่ว่าเนื้อหา ยังเข้มข้นเหมือนเคยนะครับสัปดาห์นี้ เนี่ยนะครับเราจะมาทำความรู้จักกับบุคคล ท่านนึงนะครับซึ่งเอาจริงๆที่ผ่านมาเนี่ย ก็เคยคุยกันมาก่อนนะครับแต่ว่าในวงการ ตอนนั้นแล้วก็เป็นนักวิชาการนะครับเป็น คอมเมนตเตอร์ให้เราในบางครั้งนะครับแต่ ว่าตอนนี้เนี่ยเค้าตัวเองนะครับจากการ เป็นอาจารย์ซึ่งก็ยังเป็นอยู่นะฮะมาอยู่ ในฝั่งของการเมืองถ้าพูดแบบนี้หลายคนนึก ออกแล้วนะครับเพราะว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา เนี่ยมีอีเวentใหญ่ของพรรคประชาชนในการ เปิด The Professional หรือว่าทีมบริหาร หนึ่งในทีมบริหารที่มีการทยอยเปิดออกมา เรื่อยๆนะครับชื่อนึงที่ผมว่าเนี่ยนะครับ ที่จะมาชวนคุยกันวันนี้ก็คืออาจารย์ มุนินทพงษ์สาปานนะครับอดีตคณบดีคณะ นิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นะครับ อาจารย์สวัสดีครับ >> สวัสดีครับคุณเอกครับ >> ครับก็วันนี้อย่างที่บอกเราปกติคุยกันใน มุมของอ่านักวิชาการอาจารย์วันนี้อาจารย์ ก้าวเข้ามาสู่การเมืองและครึ่งนึงครับใช่ ครับ >> นะครับก็แต่ว่าก็ยังเป็นอาจารย์อยู่ >> ใช่ครับยังเป็นอาจารย์ประจำอยู่ครับก็ >> อ่าต้องบอกว่าขาครึ่งก้าวก้าวเข้าไปสู่ แวดวงการเมืองนะครับก็ยังเป็นบทบาทที่ไม่ ค่อยคุ้นชินเท่าไหร่ >> ครับ >> ครับ >> อืมเลยก็เลยอยากจะมาทำความเข้าใจความจำ ความรู้จักตัวตนของอาจารย์มุนินกันเพราะ หลายคนเนี่ย >> เอ่ออาจจะไม่ไม่รู้จักอาจารย์แล้วพอพรรค ประชาชนก็เปิดเปรี้ยงออกมาเนี่ยเฮ้ย >> นี่ >> ว่าที่แคนดิเดตรัฐมนตรียุติธรรมเค้าคือ ใครหนอ >> นะอ่ะคือถ้าย้อนกลับไปเนี่ย >> อาจารย์มุนินทอาจารย์เป็นคนจังหวัดพัทลุง ใช่มั้ >> ใช่ครับใช่ครับเป็นคนพัทลุง >> อ >> ผมเกิดที่พัทลุงแต่ว่าใช้เอ่อเวลาที่ พัทลุงเนี่ยประมาณสัก 12 ปีก่อนที่จะย้าย มาเอ่อเรียนโรงเรียนประจำที่นครปฐม >> อ๋อ >> นะครับ >> เอ่อจริงๆก็ต้องเล่าให้ฟังว่าจริงๆสนใจ เรื่องการเมืองตั้งแต่เด็กตั้งแต่ตั้งแต่ ตอนที่อยู่พัทลุงละเพราะว่าได้มีโอกาส อ่านหนังสือโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือที่ เกี่ยวกับการเมืองประวัติชีวประวัติโดย เฉพาะของอาจารย์ปรีณีพนมยง์ต้องบอกว่า เป็นบุคคลสำคัญที่เป็นแรงบันดาลใจมากแต่ ก่อนเนี่ยผมก็ได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่ เกี่ยวกับอาจารย์ปรีดีพนมยงที่เขียนโดย อาจารย์สศิวลักษณ์นะครับคุณสุบด่านตระกูล อะไรพวกเยก็เลยก็เลยอยู่ในความทรงจำเรา ตั้งแต่ตอนนั้นนะมีความสนใจ >> ตอนนั้นคือ 12 ปีก็คือประมาณ >> อยู่ที่พัทลุงจนถึงป. 6 >> ป. 6 อ่ะ >> ใช่ >> อุอาจารย์อ่านหนังสือการเมืองตั้งแต่ >> ใช่ๆตั้งแต่ป. 3 ป. 4 นี่ก็อ่านแล้วนะ ครับโอ >> สนใจมากคือแต่ว่าเราอาจจะสนใจตัวบุคคลมาก กว่าเนาะ >> คือเขตการทางการเมืองเนี่ยเราก็พอติดตาม บ้างแต่ว่าก็ยังไม่ได้เอ่อไม่ได้สนใจ ประเด็นทางการเมืองอะไรมากสนใจตัวบุคคลนะ ครับเรื่องราวของบุคคลนั้นๆอย่างที่ที่ ได้บอกไปว่า >> สำหรับผมเนี่ยคนแรกบุคคลในทางการเมืองที่ รู้จักเลยเนี่ยนะครับก็คือเ่อนายปรีดี พนมยงนะครับผ่านหนังสือเหล่านี้แล้วก็น่า จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจในเรื่องคัน ทางการเมืองนะครับตอนตอนมาอยู่โรงเรียน ประจำเนี่ยก็ตามอ่านหนังสือมากขึ้น >> อ่านหนังสือคือเริ่มต้นจากนายปรีดีก็ขยาย ไปยัง >> หนังสือเรื่องอื่นๆในทางการเมืองเหตุ การณ์ในทางการเมืองอะไรต่างๆเนี่ยนะครับ แล้วก็ตอนอาจารย์ อยู่ในพัทลุงเนี่ยคือเป็นครอบครัวข้า ราชการหรืออะไรหรือเป็นยังไงฮะ >> ใช่ครับเป็นคุณพ่อเป็นข้าราชการใช่ครับ คุณแม่ก็เป็นข้าราชการครูทั้งคู่ >> อณตอนณตอนนั้นมีความใฝ่ฝันอะไรมั้ครับใน ช่วง 16 ขวบเอ้ย 12 ขวบแรกเนี่ย 12 เอ่อ >> เคยคิดมั้คืออ่านหนังสือการเมืองแต่คิด มั้ว่าจะไปเป็นนักการเมืองหรืออะไรอย่าง เงี้ย >> จริงๆก็ไม่ไม่ได้คิดว่าจะเป็นนักการเมือง นะครับอาจจะมีบางช่วงบางคราวก็อยากเป็น นักการทูตบ้างเป็นเอ่อนายอำเภอเป็นผู้ว่า ก็แบบว่าเป็นความฝันของเด็กนะตอนนั้นนะ ครับก็ยังแบบเปลี่ยนไปเรื่อยๆนะครับมีบาง ช่วงจริงๆตอนเด็กๆก็ตอน 9 ขวบผมเคยไปบวช พระเป็นเณรไม่ใช่เป็นพระนะเคยไปบวชเณร อยู่ตั้ง 45 วันนะตอนอายุ 9 ขวบ >> คือเค้าก็สนใจเรื่องเรื่องพุทธศาสนามาก แล้วก็เอ่อมีพระอยู่ใกล้ๆบ้านที่แบบว่า เป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์พุทธธาตุเนาะ ท่านก็ไปเอ่อร่ำเรียนที่สำนักสวนโมกแล้ว ก็มาเปิดเอ่อสำนักส่งอะไรต่างๆพวกนี้เรา ก็สนใจมากก็ติดตามท่านไปแล้วก็ตัดสินใจ เ่อขอคุณพ่อคุณแม่บวช >> เป็นเณรนะครับแล้วก็ไปธุดงค์ตามวัดต่างๆ สัก 15-16 วัดอยู่ประมาณสัก 45 วัน >> นั่นคือตอน 9 ขวบ >> ตอน 9 ขวบใช่แล้วก็คิดคิดตอนนั้นว่าหรือ ว่าเราจะเป็นพระดี >> เคยมีช่วงอยากเป็นพระด้วย >> มีครับมีๆมีตอนนั้นเลยคิดว่าเออเราเป็น เราไปทางสายนี้ดีมั้ครับอย่างเงี้ยเพราะว่า เราก็แบบดูสนใจสนใจแต่ว่าเออ >> กลับมาย้อนมองตัวเองอีกครั้งนะครับพอโต ขึ้นหน่อยเนี่ยก็คิดว่ามันน่าจะสนใจ เรื่องพิธีกรรมมากกว่าคือสนใจในความเป็น พระสนใจในเรื่องของของวิถีปฏิบัติของพระ นะครับเ่อมากกว่าหลักธรรมคือเรายังเด็ก เกินไปที่จะเข้าใจหลักธรรมตอนนั้นนะครับ แต่ว่าสนใจวัดปฏิบัติของพระรู้นะนับถือนะ แบบเอ่อพระสายสนกก็เป็นสายใช่มั้ครับ ปฏิบัตินะครับเอ่อที่น้านับถือเราก็รู้ สึกเราชื่นชอบแต่ว่าการมาเรียนโรงเรียน ประจำเนี่ยมันก็เป็นจุดเปลี่ยนก็ทำให้เรา >> เอ่อมาอยู่ >> นะครับของเราเองที่ต่างจังหวัดใช่มั้ครับ เข้ามาอยู่ที่กรุงเทพฯเ่อที่นครปฐมนะครับ >> นครปฐมอ่าก็ใกล้กรุงเทพฯแล้วก็เอ่อก็เลย ทำให้ห่างวัดไป >> อ๋อมามาต่อม.ตอนหนึ่งที่นม >> ใช่มาอยู่นครปฐมประมาณสัก 6 ปีโรงเรียน ประจำนะฮะเเป็นจุดที่เอ่อทำให้เราเริ่ม ศึกษาเรื่องการเมืองนะครับกฎหมายยังไม่ มากเท่านั้นน่ะคือสำหรับเนี่ยกฎหมายรู้ สึกเป็นเรื่อง >> เป็นเรื่องที่เข้าใจยากนะ >> วิชากฎหมายตอนมัธยมเข้าใจว่าเด็กในรุ่นผม เนี่ยคงได้เรียนวิชาเลือกนะในสมัยมัธยม เรียนวิชากฎหมายแต่รู้สึกว่าทำไมกฎหมาย มันแบบ >> มันไม่สนุกเลยนะมันต้องมานั่งท่องเออว่า แบบแจ้งเกิดกี่วันแจ้งตายกี่วันอะไรอย่าง เงี้ยก็ไม่ได้มันเดี๋ยวยุจารมันมีวิชากฎ หมายให้มีมีวิชาเลือกแล้วเราต้องเรียน ด้วยเนื่องจากว่าโรงเรียนผมเนี่ยก็อาจจะ ไม่ได้มีวิชาเลือกให้เลือกมากนักอ่าเจัด มาให้อย่างเงี้เราก็เรียนแต่ว่ารู้สึกว่า ก็ไม่ได้อินกฎหมายมากเพราะว่ากฎหมายมัน เป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ที่เราต้องท่องจำนะ ครับ >> แต่ว่าผมน่าจะมีความสนใจทางการเมืองมาก ขึ้นนะครับ >> เออตอนตอนมัธยมที่ >> ปี 2535 >> 35 อยู่โรงเรียน >> โรงเรียนประจำ >> ประจำเป็นโรงเรียนเอ่อมัธยมปลายและมัธยม ต้น >> มัธยมต้นมัธยมปลายพปร.รวิไล >> อ๋อครับใช่ >> สายวิทยหรือสายศิลฮะ >> ผมเรียนสายวิทยครับวิทยคณิต >> อ๋อเลือกสายวิทยซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้มียัง ไม่รู้ใช่มั้ว่าจริงๆแนวทางชีวิตจะไปทาง ไหน >> คือก็ยังไม่ได้ตัดสินใจมากนักแต่ว่ารู้ ว่าตัวเองน่าจะชอบทางด้านเอ่อน่าจะทาง สังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ไม่รัฐศาสตร์ก็อาจ จะนิติศาสตร์นะ >> แต่ไปเลือกสายวิทย >> เออแต่เรียนแผนกวิทยเพราะว่ามันอาจจะมี สายหรือแผนกที่ให้เลือกไม่มากโรงเรียน ประจำนะมันก็มีข้อจำกัดเยอะเราก็รู้สึก ว่าเออสายวิทยเนี่ยเนี่ยมันน่าจะเป็นเอ่อ ฐานที่ทำให้เราแบบไปศึกษาว่าสาขาที่หลาก หลายในระดับมหาวิทยาลัยใช่ครับแต่ว่า ระหว่างนั้นผมอ่านหนังสือทางการเมืองเยอะ มากขึ้น >> หนังสือเกี่ยวกับอาจารย์ปรีดีหนังสือเอ่อ ที่เกี่ยวข้องกับธรรมศาสตร์ความสนใจ เกี่ยวกับธรรมศาสตร์มันเริ่มมันเริ่มมี มากขึ้นตั้งแต่ตั้งแต่เรียนมัธยมเลยนะ นั่นเป็นจุดจริงๆอาจารย์ปรีดีต้องบอกว่า เป็นจุดที่ทำให้ผมเนี่ยอยากเรียน ธรรมศาสตร์มากนะครับแล้วก็ศึกษามากขึ้น สมัยเอ่อเรียนมัธยมก็เวลาว่างก็จะชอบไป อ่านหนังสืออะไรพวกนี้ในห้องสมุด >> แสดงว่าเอาจริงๆพูดกันคืออาจารย์การเนี่ย เป็นหนอนหนังสือตเด็ก >> ผมอ่านหนังสือเยอะมากอ่านหนังสือเยอะมาก แต่ว่าเป็นหนังสือทางการเมืองนะอาจจะไม่ ใช่หนังสือเรียนหรอกเป็นหนังสือที่เราสน ใจก็คือเรื่องเรื่องการเมืองกฎหมายไม่ ค่อยได้อ่านคือแง่มุมทางกฎหมายหลักการกฎ หมายเนี่ยไม่ได้อ่านไม่อยู่ในความสนใจแต่ เราจะสนใจเรื่องของเอ่อชีวประวัติบุคคลใน ทางการเมืองเหตุการณ์ในทางการเมืองเรื่อง ราวในทางการเมืองผมจะอ่านเยอะมากขึ้นใน ช่วงมัธยมครับอ >> โอเคไอ้ความใฝ่ฝันที่อยากจะเรียน ธรรมศาสตร์มันก็มีอยู่ในใจและ >> ใช่ครับ >> อ่ากฎหมายไม่มีอยู่ในใจเท่าไหร่ >> การเมืองเป็นหลักตอนนั้นนะตอนนั้น >> แล้วทำไมถึงไปตอ >> อยู่ธรรมศาสตร์เอ่อนิติศาสตร์ใช่มั้ย >> ใช่ๆนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ >> นิติศาสตธรรมศาสตร์ได้ >> นิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ตอนนั้นเนี่ยเมีโครง การเราเรียกว่ารับตรงก็คือว่าเ้ามีโครง การที่รับนักศึกษาโดยใช้ข้อสอบของเขาเอง ซึ่งเป็นข้อสอบที่เน้นจิกับกฎหมาย >> เต้องการคนที่ต้องการเรียนกฎหมายจริงๆนะ ครับเข้ามาเรียนเพราะนั้นเขาจะมีประมาณ 100 ที่ให้กับเอ่อเด็กที่แบบว่ามาสอบ >> อือนะผ่านเนี่ยข้อสอบชนิดพิเศษเนี่ยที่เ สร้างขึ้นมาเองไม่ได้ต้องใช้ระบบ สมัยผมเนี่ยเป็น >> อยู่ใช่มั้ฮะ >> สมัยผมเนี่ยเป็นรุ่นสุดท้าย >> อ๋อ >> อ่าเป็นรุ่นสุดท้ายเลยครับ >> นะก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นแmิissionซึ่ง >> เอ่อผมเนี่ยก็เลยตอนที่ต้องตัดสินใจว่าจะ เรียนอะไรดีระหว่างรัฐศาสตร์ซึ่งเราสนใจ การเมืองนะเรารู้สึกว่าเออการเมืองมัน ต้องรัฐศาสตร์สิใช่มั้ยครับหรืออาจจะไป เรียนการทูตก็รัฐศาสตร์อะไรอย่างเงี้ยนะ ครับแต่ว่าที่ตัดสินใจสุดท้ายเลยว่าเออ เอ่อเอ่อตอนนั้นเนี่ยธรรมศาสตร์เให้สมัคร สอบตรงทั้งหนี้รัฐศาสตร์เขาก็มี >> เราต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง หนี้รัฐศาสตร์ใช่ >> ผมก็มานั่งคิดดูว่าเอาไงดีวะเนี่ยนะครับ แต่ว่าพอไปดูประวัติของอาจารย์ปรีดีนะ เป็นแรงบันดาลใจเรานะอาจารย์ปรีดีเนี่ย ท่านก็เป็นเอ่อนักการเมืองใช่มั้ครับที่ เรารู้สึกเออชอบอะไรอย่างเงี้ยเราบอก เฮ้ยอาจารย์พรีดีท่านก็จบกฎหมายนะ >> เออเราก็แบบรู้สึกว่าเฮ้ย >> คือถ้าเราจบกฎหมายเนี่ย >> ก็ไปได้ >> เราก็ไปได้นะเราก็อาจจะแบบ >> เราก็อาจจะไปทางสายรัฐศาสตร์เออเอต่างๆ เอ่อคือไม่ได้คิดว่าต้องเป็นนักการเมือง นะตอนนั้นนะครับเพียงแต่ว่าเราก็แบบไม่ รู้ว่าจะทำอะไรดีนะครับที่มันดีกับเราใน ในชีวิตก็อยากหาโอกาสที่มันเปิดกว้างอะไร เงี้ยนะครับแต่ว่าเราศึกษาเรื่องการเมือง อาจารย์ปรีดีมากก็เอาตามอาจารย์ปรีดีไป ก่อนแล้วกันก็เลยสมัครเ่อนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์โครงการเ่อสอบตรงหรือรับตรง เนี่ยนะครับจนสอบผ่านซึ่งโครงการสอบตรง เนี่ยมันสอบกันก่อนมันประกาศผลกันก่อนที่ ไปสอบทanceนะเออแล้วก็แบบโอดีใจมากได้ เข้านิศาสตร์ธรรมศาสตร์ตอนนั้นนะครับผม คิดว่าน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่น่าจะดีใจที่ สุดเหตุการณ์หนึ่งในชีวิตแล้วนะเพราะว่า เราก็รู้สึกว่าโออยู่ประจำเนี่ยจะ >> จะเตรียมตัวก็ยากมากพอสอบเข้านิติศาสต ธรรมศาสตร์ก็เลยรู้สึกแบบโอมัน >> มันโล่งแล้ว >> เพียงแต่ว่าผมเนี่ยยังหาจุดที่ตัวเองชอบ กฎหมายไม่เจอนะณเวลานั้นน่ะคือ >> คือตอนนั้นน่ะติด >> ติดนิศาสตร์ธรรมศาสตร์อะไรอย่างเงี้ยติด เรียบร้อยแล้วแต่ยัง >> ยังยังรู้สึกว่ามันคือเราไม่ได้อ่าน หนังสือกฎหมายคือเราคือ >> เออ >> เอ่อเราอ่านเรื่องทางการเมืองใช่มั้ครับ เหตุการณ์ตัวคนอะไรต่างๆพวกเนี้ยแต่ว่า เราก็ยังแบบไม่เคยได้อ่านเอ่อพวกหนังสือ หลักกงหลักการกฎหมายจ๋า >> เออแล้วก่อนที่จะตัดสินใจไปสอบโดยตรง เนี่ยซึ่งมันมีเอ็นทหลัง >> ใช่ๆ >> คนรอบตัวครอบครัวเอยอะไรเอยเนี่ยเค้าเยัง ไงให้เค้าแนะนำหรือว่าเเอาที่ >> ด้วยความด้วยความที่ผมอยู่ห่างจาก ครอบครัวมากนะคือชีวิตผมเนี่ยเอ่อจาก ครอบครัวมาตั้งแต่อายุ 12 >> อ >> เพราะฉะนั้นแล้วเนี่ยก็จะอยู่ด้วยตัวเอง เอ่อในช่วงสัก 12 สัก 6 ปีตอนเรียนมัธยม เนี่ยนะครับอยู่ประจำนานๆทีได้กลับบ้านที นึงเทักครั้ง 2 ครั้งเองกลับไปที่ที่ทาง พัทลุงนะครับ >> นะเอ่อแล้วก็พอมาเรียนธรรมศาสตร์ทาง ครอบครัวก็ย้ายมาอยู่ที่ที่กรุงเทพฯด้วย กันอะไรเงี้ยเพราะงั้นการตัดสินใจทั้งหมด เนี่ยจะเป็นการตัดสินใจตัวเอง >> ด้วยตัวเองเนี่ยเป็นหลัก >> แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่เคยไม่เคย >> เรียกว่าต้องมากำหนดกฎเกณฑ์นะว่าเราแบบ >> จะให้เราทำอะไรยังไงเพราะว่าเอาเ้าจริงๆ >> ด้วยความที่อยู่ห่างกันน่ะ >> เพราะงั้นเราก็ต้องช่วยเหลือตัวเองตัดสิน ใจตัวเอง >> การสื่อสารมันไม่ง่าสื่อสารยากมากแต่ก่อน เนี่ยกว่าจะโทรศัพท์ได้เนี่ยโทรศัพท์ตู้ เนี่ยมันมันต้องต่อคิวมันยาวมากแล้วแล้ว ที่บ้านก็อาจจะไม่ได้มีโทรศัพท์อะไรต่างๆ นะใต้เนี่ยมันเป็นช่วงเวลาที่โทรศัพท์ กำลังเข้าไปเนี่ยโทรศัพท์มือถือก็แพงมาก เลยนาทีแล้ว 30 กว่าบาทอะไรต่างๆพวกนี้นะ มีสำหรับเครื่องที่ไม่ให้บริการอะไรต่างๆ เพราะงั้น >> เราก็จะใช้ชีวิตโดยที่แบบต้องคิดตัดสินใจ วางแผนชีวิตของตัวเองใช่เป็นหลักอะไร อย่างเงี้ยครับ >> อแล้วพอสอบติดที่ >> สอบติดก็ก็ผมคิดว่ามันก็เป็นช่วงเวลาที่ ค้นหาตัวเองเหมือนกันคือการเข้า นิติศาสตร์ธรรมศาสตร์เนี่ยมันไม่ได้ทำให้ ผมเอ่อรู้สึกว่าเออคือเราดีใจที่เรามีที่ เรียนเนาะแต่ว่าเราก็ยังไม่รู้ว่า นิติศาสตร์มันคืออะไรมันเรียนแล้วมันจะ เรียนไปเรียนอะไรบ้างนะ >> อย่างมากสุดที่เคยตอนวิชาเลือกใช่มั้ย >> ใช่ๆคือเราเรียนวิชาเลือกเราก็ไม่ได้ ประทับใจอะไรมากเราแค่รู้สึกว่าเออถ้า ต้องตัดสินใจเราก็เอาตามกันปีนี้แหละนะ ไปเรียนนิศาสตร์ธรรมศาสตร์ >> ไอดอล >> เออแบบเป็นไอดอลเราอย่างเงี้ยเราก็เรียน อันนี้ไว้ก่อนแต่มันเรียนอะไรก็ไม่รู้นะ ครับมันเรียนลึกแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ >> ผมไม่เรียนก็พอเรียนได้ครับคือคือก็ คิดว่าพอพาตัวเองมาแล้วแต่ว่ายังไม่ได้รู้ สึกชอบอะไรมาก >> นะคือเรียนกฎหมายเนี่ยเราก็รู้สึกว่าเออ มันต้องต้องท่องจำสมัยก่อนเนี่ยเอ่อครู อาจารย์ที่นิติศาสตธรรมศาสตร์เก็ใส่ใจ เพียงแต่ว่าเ่อเครื่องไม้เครื่องมือในการ เรียนเนี่ยมันก็ไม่ได้สะดวกเท่ากับตอนนี้ นะครับการสนับสนุนมีรุ่นพี่อะไรต่างๆก็ >> ไม่ได้ไม่ได้เอ่อสะดวกมากเพราะนั้นแล้ว เนี่ยต้องช่วยตัวเองกันค่อนข้างเยอะอ >> กว่าจะค้นพบว่าตัวเองชอบกฎหมายคือรู้ว่า ต้องเรียนกฎหมายยังไงเต้องต้องรอเรียนมา สัก 2 ปีก่อน >> นะเออมันเริ่มคลิกว่าออก็จากที่เราเหมือน กับเราเรียนกฎหมายสักช่วงปี 1 คิดว่ากฎ หมายมันเป็นเรื่องของความจำเนาะคือต้อง อ่านหนังสือให้ได้เยอะต้องจำให้ได้หลักกฎ หมายหรือตัวบทมาตราต่างๆเนี่ย >> พอถึงเอ่อปี 2 เนี่ยเราก็เริ่มมีครูที่ อาจารย์ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเฮ้ยกฎหมาย มันเป็นเรื่องของลogicนะ >> กฎหมายมันเป็นชุดของเหตุผลเราสามารถคิด >> ตัวบทกฎหมายเนี่ยเหมือนกับเป็นสูตร คณิตศาสตร์หรือสูตรฟิสิกส์อย่างงั้นได้ เลย >> อันนี้บวกอันนี้จะออกไปนั้น >> เอเป็นอย่างงั้นแต่ว่ามันมันต้องผสมไป ด้วยเอ่อศาสตร์ของเอ่อความเข้าใจในเรื่อง ของความเป็นธรรมซึ่งมันเป็นเรื่องมันเป็น เรื่องทางจิตใจนะที่เราต้องมีเซนในเรื่อง ความเป็นธรรมแล้วก็ที่สำคัญด้วยนะครับก็ คือเรื่องของการถ่ายทอดออกมาก็คือการ เขียนซึ่งพอเราได้ฝึกมากขึ้นเรื่อยๆเราก็ เริ่มรู้ว่าเอ้อ 1 กฎหมายเป็นเรื่องลogic ใช่มั้ยครับเป็นเรื่องเหตุผลส่วนใหญ่นะ มันมีบางอันก็อาจจะไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผล ได้แล้วก็เ่อแล้วเราก็รู้สึกเริ่มเข้าถึง พอเรามีประสบการณ์มากขึ้นเราเห็นเคสเห็น ตัวอย่างอะไรต่างมากขึ้นเราก็เริ่มเห็น เซนของความเป็นธรรม >> และ 3 ก็คือว่าเราเริ่มพอเราฝึกเขียนมากๆ ลองผิดลองถูกกับการทำข้อสอบแล้วอาจารย์ก็ ให้เราฝึกเขียนมีอาจารย์บางท่านก็ใจดีมาก เราก็สามารถเขียนฝึกส่งไปให้อาจารย์ตรวจ อาจารย์คอมเมนต์มาเราก็เริ่มรู้ว่าอ้อมัน ต้องเขียนแบบนี้ให้มันเป็นเหตุเป็นผลอะไร อย่างเงี้ยนะเราก็เลยรู้สึกว่าเราเริ่ม ชอบเรารู้สึกว่ากฎหมายมันไม่ใช่เรื่องของ การท่องจำทั้งหมดแต่เป็นเรื่องของ >> lลogic >> เป็นเรื่องของเอ่อแม้กระทั่งการเรียบ เรียงการเขียนหรือการถ่ายทอดเนี่ยมันก็ ต้องวางโครงสร้างให้เป็นเหตุเป็นผลลอง พยายามหาดูซิว่ามีจุดไหนที่มันเป็น found ก็คือว่าเป็นความขัดแย้งกันในเชิงลogicนะ อ่านแล้วมันเอ้ยไม่ใช่อะไรอย่างเงี้ยมัน ก็เริ่มกันเป็นความสนุกนะฮะผมคิดว่าเอ่อ มันก็เป็นปัญหาของเอ่อนักเรียนนักศึกษา ส่วนใหญ่เนาะบางทีเราคิดหลายคนก็เลือก คณะที่ตัวเองเอ่ออยากจะเรียนอยากจะสอบก็ เข้าไปได้เลยแต่ว่าผมคิดว่าครึ่งนึงเนี่ย >> ก็ยัง struggle อยู่ก็คือยังแบบค้นหาตัว เองอยู่ไม่รู้ว่าตัวเองเลือกเออเส้นทาง ที่ใช่หรือเปล่าเผมก็ผมก็อยู่ในภาวะนั้น นะชีวิตอะไรอย่างเงี้ยจนกระทั่งมันรู้สึก ว่าเออมันมันไปเอ่อคลิกด้วยตัวเองนะไปถึง จุดนึงที่รู้สึกว่าเออเราค้นพบแล้วว่าเออ นิสัตใช่สัเราค้นพบแล้วว่าจะเรียนยังไง ให้เข้าใจแล้วก็สนุกอะไรอย่างเงี้ยครับ >> ตอนปีไหนฮะ >> ประมาณปี 2 เทอมปลายๆแล้วเกือบปี 3 ก็ใช้ เวลา 2 ปีในการหม่มตัวเองใช่มั้ >> ใช่ๆแล้วก็ประคับประคองก็คือว่าเอาตัวรอด มาแบบไม่ต้องพยายามใครอยากได้เกียรตินิยม อะไรต่างๆเนี่ยก็ต้องเอ่อเอ่อไม่ให้ตก อะไรอย่างเงี้ยนะครับเอาให้รอด >> แสดงว่าอาจารย์ก็ถือว่าผลการเรียนดีเพราะ เกียรตนิยมอันดับ 1 >> ใช่จริงๆจริงๆก็เป็นที่ 1 ของรุ่นด้วย >> อื >> ใช่ครับเกียยวหนึจริงๆธรรมศาสตร์ยากเพราะ ว่าเอ่อนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์เนี่ยมีคนได้ เกียร 1 เนี่ยแค่คน 2 คนเอง >> ต่อรุ่น >> ต่อรุ่นซึ่งมีประมาณซักรับบรรยายทั้งหมด มีทุกหลักสูตรเนี่ยประมาณสัก 7-800 คนแต่ ก่อนเนี่ยจะมีแค่บางบางปีก็ไม่มีเลยครับ มีเกียร 2 ที่เป็นที่ 1 >> เออแต่รุ่นผมก็จะมีผมกับเพื่อนอีกคนนึง ตอนนี้เป็นผู้พักษาไปแล้วที่ได้เกบ 1 >> คือจากคนที่ยังก้ำๆกึ่งๆกับกฎหมาย >> กลายเป็นว่าเข้ามา 2 ปีบ่มเพาะจนรู้ตัว ว่าเฮ้ยเนี่ยทางของฉันแล้ว >> ใช่ครับ >> แล้วกลายเป็นอีก 2 ปีที่เหลือคือทำผลงาน ถึงได้เกียรนิยมเลย >> ผมคิดว่าพอเราพอเรารู้เราต้องเรียนยังไง ทำความเข้าใจกฎหมายยังไงแล้วเรียนยังไง ใช่มั้ครับจะเขียนตอบข้อสอบยังไงเนี่ยพอ มันคลิกแล้วมันเหมือนกับเราบรรลุวิชา แต่ว่าหมายความว่าไม่ได้เก่งเป็นนักกฎ หมายที่เก่งนะบรรลุวิชาในการเอาตัวเองให้ ผ่านกับการเรียนนิติศาสตร์แค่นั้นเอง >> เราเห็นช่องไปเห็นช่องไปบรรลุนะฮบางคนอาจ จะใช้เวลาหน่อยกว่าจะบรรลุบางคนต้องเอ่อ เรียกว่าเอาแค่เอาประคองตัวรอดพอเรารู้ ว่าต้องเรียนยังไงต้องทำความใจยังไงเนี่ย มันก็มันก็ไปกับมันได้ >> ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ที่ผมเริ่มค้นพบตัว เองนะอาชีพเนี่ยคือต้องเล่าให้คุณเอฟัง ว่าเข้ามาสัก 2 ปีการเรียนกฎหมายเนี่ยผม ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นอะไรเป็นผู้ พิพากษาเป็นอัยการหรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ เนี่ยนะครับทำงานเอ่อเอกชนอะไรต่างๆเนี่ย ก็ยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไรยังไงก็ยังครั้ง นึงจำได้ว่าเคยคุยกับอาจารย์อาวุโสท่าน นึงท่านบอกผมบอกว่าเออผมเริ่มสนใจจะเป็น อาจารย์นะท่านบอกว่าอย่าเป็นเลยไปเป็นผู้ รักษาดีกว่าโน่นนี่นั่นอย่างเงี้ยนะครับ นะผมก็ยังจำได้นะครับเอ่อแล้วก็แต่ว่าที่ ที่เริ่มพักประมาณปี 2 เริ่มคิดอยากเป็น อาจารย์เนี่ยเริ่มมีร่องรอยของการเป็น อาจารย์เพราะว่าผมชอบสอนเพื่อนชอบติว เพื่อน >> อ๋อ >> แต่ก่อนมันต้องช่วยกันเองเยอะมากนะครับ คือพอเรียนในห้องเสร็จเนี่ยเพื่อนไม่เข้า ใจเนี่ยเราก็ >> เหมือนกับเพื่อนก็มาคุยเราก็ชอบคุยเราแลก เปลี่ยนกันแล้วก็เพื่อนบอกเฮ้ยติวให้ หน่อยดิอะไรเงี้ยผมก็ชอบคือรู้สึกว่าชอบ มากในการติวเพื่อนเนี่ยคือ >> ได้สอนเพื่อนตอนเย็นทุกวันนี้เหรอ >> เออเวลาว่างอะไรต่างๆเนี่ยก็ชอบคือผมเป็น คนชอบจดจบจดเลคเชอร์คือชอบจดเลคเชอร์มาก เสร็จแล้วเนี่ยชอบทำแบบฝึกหัดจะออกข้อสอบ กลับมานั่งทำอะไรต่างๆพวกเนี้ยแล้วก็ก็ รู้สึกว่าตัวเองจะเข้าใจมากขึ้นแล้ว เพื่อนก็เอ่อมาชวนคุยให้ตรงให้ติวอะไร ต่างๆเราเริ่มสเออ >> สอนเพื่อนเนี่ยมันสนุกคือเวลาเพื่อน >> เข้าใจขึ้นเราก็รู้สึกภูมิใจนะในขณะเดียว กันเนี่ยมันคือการรับ >> ความคิดเรานะ >> ใช้บ่อยคือกระบวนการคิดกระบวนการแก้ปัญหา เราเนี่ยก็ต้องได้รับเหมือนเรารับมีดไป ด้วยอะไรอย่างเงี้ยนะครับเราก็จะคมขึ้น เพราะแล้วเนี่ยเอ่อการที่เราเป็นอาจารย์ เนี่ยผมคิดว่าการที่เป็นครูเนี่ยมันคือ เอ่อทั้งให้คนอื่นแล้วฝึกตัวเองด้วย >> นะบางครั้งเพื่อนก็จะมีคำถามแปลกๆอะไร เนี้ยซึ่งเราก็ไม่คิดคือถ้าเราอ่านเองเรา ก็คิดได้แค่เนี้ยแต่ว่าเวลาเราคุยกับ เพื่อนเนี่ยเพื่อนก็จะมีคำถามแปลกๆเราก็ ควรเราคิดเออเราก็ต้องก็ discus กันนะเรา ก็พูดคุยกันอะไรอย่างเงี้ยเราก็ได้คิดไป ด้วย >> ผมก็เลยรู้สึกสนใจที่จะเป็นอาจารย์ เพียง แต่ว่าเราก็เอ่อไม่ได้แบบว่าถึงขนาดว่า ต้องเป็นอาจารย์แน่ๆอะไรอย่างเงี้ยนะครับ ก็ก็คิดว่าเอออยากจะลองอย่างอื่นด้วยนี่ เป็นเหตุผลที่ว่าพอจบแล้วเนี่ยผมก็ลอง ไปทำงานทนายก่อนอะไรเงี้ยครับ >> อ่ะโอเคเรียนจบเกียรตินิยมเหรียญทอง >> อื >> ไปเป็นทนาย >> ผมผมไปเป็นทนายจริงๆจริงๆตอนปลายๆเนี่ย เริ่มตัดสินใจแล้วว่าตัวเองน่าจะเหมาะกับ การเป็นอาจารย์มากกว่าแต่ว่าต้องเล่าคุณ เอฟังอย่างี้ว่าเอ่อผมเนี่ยก็เห็นด้วยกับ อาจารย์ผู้ใหญ่บางท่านที่บอกผมพอถึง ประมาณปี 4 เนี่ยเนี่ยอาจารย์ก็จะบอกผม อย่างี้ว่าในบรรดาอาชีพที่เป็นพื้นฐานของ นักกฎหมายทั้งหมดเนี่ยนะครับก็คืออาชีพ ทนายความ >> ครับ >> อซึ่งผมก็เชื่ออย่างนั้นนะซึ่งท่านก็บอก ผมอย่างี้ว่าถ้าผมอยากไปทำอย่างอื่นใน อนาคตเนี่ยอยากเป็นผู้พิพากษาอยากเป็น อัยการหรืออยากเป็นอาจารย์ก็แล้วแต่เนี่ย ควรจะเริ่มต้นจากการลองไปหาประสบการณ์ เป็นทนายความก่อนอ >> อ่าซึ่งซึ่งอันนี้เป็นเรื่องจริงนะครับ ถ้าเราไปเปรียบเทียบกับต่างประเทศเนี่ย เอ่อต้องบอกว่าในอังกฤษเนี่ยคนที่เป็นผู้ พักษาได้เนี่ยก็ต้องเป็นทนายในความมา 10 ปี 20 ปีใช่มั้ยครับ >> เอ่อในเยอรมนีนะครับนะซึ่งเป็น civil law ต้นแบบของเราเนี่ยก็ต้องมีประสบการณ์ ปฏิบัติก็อาจจะต้องเป็นทนายความซะส่วน ใหญ่นะครับ >> นะเอ่อเพราะฉะนั้นแล้วเนี่ยผมคิดว่าเออก็ เริ่มต้น >> เออเราไปเริ่มต้นจากการเป็นทนายความก่อน ไปดูซิว่ามันมันทำงานกันยังไงแล้วเราชอบ มั้ยนะครับถ้าเราไม่ชอบ >> นะฮะมันก็อาจจะยืนยันว่าเอ่อเราอาจจะ เหมาะสำหรับงานการเป็นอาจารย์นะที่เราคิด ไว้อะไรอย่างเงี้ยนะครับก็เลยก็เลยตัดสิน ไปเอ่อไปสมัครเป็นทนายความนะครับในสำนัก งานซึ่งผมเคยฝึกงานมาก่อนปี 3 อะไรอย่าง เงี้ยนะเป็นสำนักงานที่มาจากอังกฤษเป็น สำนักงานทนายความเ่อกฎหมายธุรกิจระหว่าง ประเทศนะครับที่ที่มีสำนักงานอยู่ที่ อังกฤษครับ >> อ๋อทำนานมั้ยครับที่นั่น >> ผมทำอยู่ประมาณสักปีครึ่งนะครับซึ่งก็คดี ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการ ใช้เอกสารภาษาอังกฤษเนาะแล้วก็จะเป็นคดี เกี่ยวกับการค้า >> เอ่อการเอ่อการลงทุนเกี่ยวกับทางพาณิชย์ แล้วในช่วงเวลานั้นเนี่ยต้องบอกว่าหนัก มากงานเพราะว่ามันเป็นช่วงหลังจากวิกฤต เศรษฐกิจต้มยำกุ้ง >> เพราะนั้นมันจะมีบริษัทที่มัน >> ล้มเยอะมากนะครับล้มละลายเข้าสู่กระบวน การฟื้นฟูกิจการแล้วผมเนี่ยอยู่แผนกเ่อ การังงงับข้อพิพาท์ก็คือว่าความดำเนินคดี นะครับแล้วก็ไปเอ่อเข้าสู่เ่อไปช่วยลูป ความในกระบวนการฟื้นฟูกิจการล้มลายต่างๆ พวกเก็ต้องบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่งานหนัก มากคือมีช่วงเวลาที่แบบว่าเรียกว่าไม่แน่ นอน 36 ชั่วโมงติดต่อกัน >> แสดงว่าช่วงนั้นคือธุรกิจส่วนใหญ่ล่มสลาย แต่อาชีพทนายความตอนนั้นใช่แน่นอนครับนัก กฎหมายรู้ดีว่าสังคมมันจะมันจะแย่แค่ไหน นะ >> เราเราพอจะรู้กันว่ามันจะมี 2 อาชีพที่ ไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากเท่าไหร่ก็คือ แพทย์ >> ครับ >> นะฮะ >> เศรษฐกิจตรงแค่ไหนคนก็ต้องหาหมอเข้าโรง พยาบาลนะจ่ายแค่ไหนก็ยอมเพื่อได้แบบ >> เ่อเอาชีวิตรอดได้หรือหายป่วยอย่างเงี้ย นะครับนักกฎหมายก็เหมือนกันครับ >> นะกฎหมายเนี่ย >> สังคมจะล่มสลายยังไงเนี่ย >> อื >> นักกฎหมายก็จะมีงานทำใช่มั้ยครับนะแน่นอน อาจจะไม่ได้เยอะมากกว่าเดิมแต่ว่าต้องบอก ว่าเป็นวิชาชีพที่เอ่อไม่ค่อยได้รับผล กระทบจากปัญหาทางการเมืองปัญหาทาง เศรษฐกิจในบางครั้งปัญหาเหล่านั้นยิ่งทำ ให้นักกฎหมายมีงานซึ่งอันเนี้ยเป็นเหตุผล ที่ช่วงหลังที่ผมพยายามพูดอ่ะนะครับใน ฐานะที่เป็นเป็นนักวิชาการว่าเอ่อนี่อาจ จะเป็นเหตุผลที่ทำให้นักกฎหมายหลายคนไม่ ค่อยสนใจกับความเป็นไปของบ้านเมืองมากนัก >> เพราะยังไงเราก็ทำงานของเราไปเรื่อยๆเรา มีงาน >> คุณจะเป็นเผด็จการคุณจะเป็นประชาธิปไตย >> ฉันก็มีงานทำ >> ฉันก็มีงานทำ >> เศรษฐกิจจะตกต่ำแค่ไหนจะเกิดวิกฤต เศรษฐกิจเนี่ยนะครับยังไงนักกฎหมายก็มี งานทำแน่นอนมันอาจจะไม่ได้มากเท่าเดิมแต่ มันจะไม่กระทบมากเท่ากับพวกธุรกิจชาวบ้าน ทั่วไปอะไรต่างๆพวกเนี้ยนะครับงั้นก็มัน ก็เป็นปัญหาของวิชาชีพนักกฎหมาย >> เออช่วงช่วงที่อาจารย์ทำเป็นทนายความช่วง นั้นไอ้ความคิดที่อยากจะเป็นเอ่ออยากจะ รัฐศาสตร์อยากจะเป็นผู้ว่าในอำเภออะไร อย่างเงี้ยนักการเมืองมันมีอยู่มั้ยหรือ มันหายไปเลย >> ผมผมเริ่มไม่ค่อยคือพอพอเส้นทางชีวิตตัว เองชัดเจนขึ้นนะครับพอประมาณปี 3 ปี 4 เนี่ยเอ่อเริ่มเห็นชัดเจนว่าตัวเองเนี่ย ต้องเป็นนักกฎหมายละเข้าสู่วิชาชีพนักกฎ หมายซึ่ง >> มันก็เริ่มตีกรอบแคบแคบลงใช่มั้ยครับเอ่อ ความคิดที่จะเป็นนักการเมืองไม่มีละ >> นะครับเอ่อหรือว่าความคิดที่จะเป็นนักการ ทูตไม่มีละความคิดที่เป็นนักปกครองไม่มี ละคือทางสารศาสตร์เนี่ยผมผมคิดว่ามันคง ไม่ใช่เส้นทางเพราะเราเดิมเส้นทางวิชาชีพ กฎหมายเรียนจบแล้วก็เรียนได้ดีนะครับใน ทางนี้เอ่อไปทำงานในเอ่อบริษัทนะที่มี ชื่อเสียงของอังกฤษอะไรอย่างเงี้ยนะเอ่อ แล้วก็ถ้าเกิดไม่ใช่เราก็คิดว่าเดี๋ยว กลับมาเป็นอาจารย์อะไรเงี้ย >> อือ >> ผมไม่มีความคิดจะทำเรื่องการเมืองแต่ความ สนใจในเรื่องการเมืองยังคงมีอยู่นะ >> อ่า >> คือหมายถึงว่าความสนใจในความเป็นไปของ บ้านเมืองเนี่ยเอ่อการเปลี่ยนแปลงทางการ เมืองเอ่อหรือนะครับเอ่อเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมเนี่ยผมก็ยังสนใจอยู่ เพียงแต่ว่าเอ่อเริ่มรู้สึกว่า >> ความฝันที่เห็นตัวเองอ่ะเป็นนักปกครองไม่ มีละอืการทูตไม่มีละอนะครับเออ >> อือๆทำงานไปปีนึงทำแล้วยังไงต่อไปเรียน ปีครู่ >> ปีครึ่งปีครึ่งแล้วก็รู้ค้นพบตัวเองที่รอ เฟิร์มนะที่สำนักงานกฎหมายเนี่ยค้นพบตัว เองว่าอคงไม่ใช่งานที่ที่เหมาะกับเรา เพราะว่าคือเรารู้สึกว่าเออนี่มันเป็นงาน ที่ท้าทายที่สุดแล้วผมยอมรับเลยนะว่าใน บรรดาทุกอาชีพของกฎหมายเนี่ยนะครับในสาย กฎหมายเนี่ยงานทนายความเนี่ยคืองานที่ท้า ทายที่สุด >> อื >> ใช่มั้ฮะผู้พิพากษาเนี่ยเป็นคนตัดสินคดี นะอยู่บนจุดสูงที่ที่สุด >> นะครับในตำแหน่งแห่งที่อะไรพวกเนี้ยของ กระบวนการยุติธรรม >> อัยการก็คล้ายๆทนายความทนายความของแผ่น ดิน >> อ >> อาจารย์ก็สอนอาจจะเป็นเรื่องเดิมๆอาจจะ ต้องแล้วก็ต้องสร้างองค์ความรู้ใหม่แต่ ทนายความเจอกับความท้าทายอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าคดีแต่ละคดีเนี่ยข้อที่จริงมัน เปลี่ยนไปตลอด >> อื >> ใช่มั้ยครับเราต้องหาวิธีการว่าทำยังไง ที่จะจูงใจให้ศาลเนี่ยเห็นด้วยคล้อยตาม กับข้อเท็จจริงที่นำเสนอหรือว่าเอ่อ ประเด็นข้อกฎหมายอะไรต่างๆพวกเนี้ยมันมัน จะมีความท้าทายแล้วก็มีความกดดันมาก ด้วยเพราะภาพรูปความเนี่ยเหมือนคนที่กำลัง ป่วยหนักมากนะ >> เอยากหายเอยากคือรูปความเนี่ยคือคือผมอ่ะ เข้าใจนะว่า >> เหมือนกับเรากำลังไม่สบายอ่ะปวดหัวมากเลย อ่ะเราอยากเจอหมออ่ะเราอยากเจอตอนนี้เลย นะเราไม่อยากรอ >> เอ่อคนที่เอ่อได้รับความเดือดร้อนทางกฎ หมายเนี่ยเขาก็อยากอยากให้เอ่อประเด็น ปัญหาข้อกฎหมายเนี่ยมันระงับไปทันที >> อ >> ใช่มั้เพราะนั้นแล้วเนี่ยมันเป็นเรื่อง ปกติมากที่รูปความบางทีเวลาแบบกลางค่ำ กลางคืนก็ยังแบบอยากจะโทรมาเสาร์อาทิตย์ อะไรเงี้ยบอกว่าเออไม่ต้องอ่านก็ได้นะ เดี๋ยว เปิดมาค่อยอ่านได้ว่าจะจะส่งตอนนี้แล้ว อะไรเงี้ยเออส่งไว้ก่อนนู่นนี่นั่นเงี้ย ครับก็ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ก็แต่ว่า >> วิถีชีวิตเนี่ยมันอาจจะไม่ใช่นะผมรู้สึก ว่ามันมีความเครียดความกดดันมากเกินไป แล้วก็ >> ผมมาบอกตัวเองว่าเออเราอาจจะเหมาะกับงาน สอนคนอื่น >> เอ่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆอะไรอย่างเงี้ มากกว่าซึ่งมันเป็นงานที่ >> ที่ผมก็อยากจะลองดู ก็เลยตัดสินใจลาออกจากที่สำนักงานความ แล้วก็มาสอบเป็นอาจารย์ด้วยวุฒปญญาตรีนะ ตอนนั้นนะครับวุฒปิญญาตรี >> ที่ >> ที่คณะนิศาสตร์ธรรมศาสตร์นี่แหละใช่ไป แข่งใช่ก็ไปสอบข้อเขียนสอบสัมภาษณ์อะไร ต่างๆแข่งคนอื่นอะไรเงี้ยก็เข้าไปได้เป็น อาจารย์ประจำครับตั้งแต่ปี 2546 >> อื >> ครับ >> แล้วก็ยาวเลย >> ก็อยู่ยาวใช่แล้วก็พัก 3 ปีก็สอบทุนของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มหาวิลัย ธรรมศาสตร์ตอนนั้นเนี่ยก็มีทุนที่จะสนุน พวกอาจารย์เนี่ยวุฒปยาตรีปยาโทให้ไปเรียน ต่อจนจบปยาเอกเสียงต่างประเทศ >> ใช่มั้ครับก็เป็นนักเรียนทุนของ มหาวิศาสตร์ผมก็สอบได้แล้วก็ตัดสินใจ เลือกไปเรียนทางท่าทางด้านอ่ากฎหมาย เปรียบเทียบกับประวัติศัพทกฎหมายที่ที่ อังกฤษแล้วก็สกอตแลนด์ครับ >> อืก็คือเหมือนว่าช่วงที่เอ่อสอบเอ่อทุน โทรกับเอกก็คือต่อเนื่องเลยใช่มั้ฮะ >> เออจริงๆก็ไม่เชิงว่าต่อเนื่องมีคือผม เรียนโทรแล้วก็มีอยู่ช่วงหยุดหยุดกลับมา ที่ที่ธรรมศาสตร์อยู่สัก 2 ปี 2 ปีนะครับ เพราะว่า >> มันยังค้นพบตัวเองยังต้องหาตัวเองอ่ะยัง ไม่สุดว่ามันจะเรียนอะไรดีในปริญญาเอก เพราะว่ามันเหมือนกับว่าเราแบบเอ่อยังไม่ ค่อยตกผลึกเท่าไหร่แล้วก็ต้องหาที่เรียน ด้วยนะครับนะคือตอนนั้นเนี่ยพยายามสมัคร ที่ Cambridge ที่เดิมนะแต่ก็ถูกปฏิเสธไป ถูกปฏิเสธไปโดยเคมรจเนะครับรู้สึกว่าเออ แบบเออเราทำไมเราเฟลอย่างเงี้นะแบบเออมัน ล้มเหลวนะแล้วมันคงไม่ใช่ที่เราแบบพยายาม เสนอเรียนต่อไปยาเอกที่นั่นเงี้ยก็ต้อง พยายามหา >> เอ่อเส้นทางนะครับว่าเราจะไปทำเรื่องอะไร ดีที่เราแบบสนใจเราชอบอะไรเงี้ยครับก็ใช้ เวลาอยู่สักพักนึงก่อนจะกลับไปด้วยทุน เดิมนะไปเรียนปรยาเอกที่มหาวิทยาลัย อดินบารที่ที่สกอตแลนด์ >> เออก็ >> กี่ปีครับอยู่ที่น >> อยู่ประมาณ 3 ปีครึ่งครับ >> เรียนตอนเรียนไปเอก 3 ปีครึ่งก็จะไปเรียน เรื่องกฎหมายเปรียบเทียบประวัติศาสตร์กฎ หมายอะไรประมาณเงี้ยครับ >> เออแสดงแสดงว่าตอนนั้นเนี่ยก็เป็นช่วง ชีวิตที่เอาจริงๆอยู่ที่อังกฤษ 2 สกอตแลนด์ 3 >> อ่าสกอตแลนด์ประมาณ 3 ปีครึ่งใช่ >> 3 ปีก็ได้แบบซึมซับวิธีการทำงานหรือว่า ซึมซับอะไรอ่ะ >> ผมว่าวิธีคิดนะของอังกฤษใช่คือผมก็สนใจ การเมืองอังกฤษพอสมควรคือ >> อือ >> เป็นคนสนใจข่าวสารบ้านเมืองอยู่แล้วนะ ครับเรื่องการเมืองในประเทศในต่างประเทศ ก็สนใจในอังกฤษในอเมริกาสนใจตั้งแต่เด็กๆ >> เอ่ออเมริกาเนี่สนใจตั้งเด็กๆเพราะว่าพวก เราเนี่ยในสังคมไทยค่อนข้างจะแบบติดตาม การเมืองอเมริกาใช่มั้ยการเลือกตั้ง ประธานดีนู่นนี่นั่นอะไรก็สนใจแต่อังกฤษ เนี่ยไม่ได้สนใจมากไม่ค่อยรู้อะไรมาก เพิ่งไปสนใจมากตอนที่อยู่ต่างประเทศคือไป ติดตามดูว่าเอ๊ะสส.มันทำงานกันยังไงเคุย เรื่องอะไรกันในสภาเออแล้วก็ระบบมันเป็น ยังไงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระ มหากษัตริย์แล้วก็อ่าองค์กรทางการเมือง ทั้งหลายเนี่ยมันดำรงอยู่ยังไงใช่มั้ย ครับอะไรอย่างเงี้ยคนทั่วไปเาสนใจเรื่อง อะไรกันนะครับอะไรอย่างเงี้ยครับ >> เออความความความชอบการเมืองมันก็ยังคง อยู่แหละ >> ผมว่าชอบในลักษณะที่เป็นผู้สนใจเป็นคนที่ สนใจแล้วก็ติดตามอ >> แต่ไม่ได้ชอบในลักษณะที่ >> เอ่ออยากจะไปลงไปเล่นการเมืองเอง >> ครับ >> เออไม่ไม่ได้ไม่ไม่เคยไม่เคยนะ >> ไม่เคยคิดผมเนี่ยเอ่อตัดสินใจ >> ว่ากลับมาเราก็อยากเป็นนักวิชาการผมอยาก ผมมีเริ่มมีไอดอลในทางวิชาการนิศาสตร์นะ เราอยากเอ่อเขียนตำราที่ตายไปแล้วคนก็ยัง ใช้อยู่แบบถ้ายกตัวอย่างเช่นอย่างเช่น เอ่อมีอาจารย์ที่เป็นที่นับถือมากนะครับ ในแวดวงกฎหมายก็เป็นอาจารย์ของที่คณะ ด้วยอย่างเช่นศาสราจารย์จิตติพัฒ์อย่างเงี้ เป็นต้นก็เป็นอาจารย์ที่เ่อเขียนตำราที่ คลาสสิคมากคนก็ยังใช้อยู่แม้กระทั่ง อาจารย์เสนีปราโมทย์ซึ่งคนทั่วไปอาจจะรู้ จัก >> ในในสถานที่เป็นนักการเมืองนะอะไรอย่าง เงี้ยแต่ว่าท่านก็เป็นนักวิชาการที่งาน เขียนท่านเนี่ยผ่านไป 7-80 ปีเนี่ยคนก็ ยังอ้างอิงอยู่เยอะที่สุดอะไรอย่างเงี้ เป็นต้นเราก็เลยอยากแบบรู้สึกว่าเฮ้ยเรา อยากเป็นนักวิชาการที่แบบเ่อผลิตเอ่อเรา แบบสอนหนังสือนะฮะ >> เอ่อ >> สอนสร้างนักศึกษาอะไรอย่างเงี้ยนะกฎหมาย นะครับแล้วก็นักกฎหมายแล้วก็เขียนตำราที่ มีคุณภาพนะครับนะคือถามว่าเราอยากเป็นที่ ยอมรับมั้ก็อยากแต่ว่าอยากเป็นที่ยอมรับ ในฐานะที่เป็นนักวิชาการที่มีตำราแล้วคน ยังใช้อยู่อะไรอย่างเงี้ยนั่นคือนั่นคือ สิ่งที่ต้องการณเวลานั้นอะไรอย่างเงี้ย ครับแต่ว่าความสนใจทางการเมืองมีตลอดแล้ว แต่ว่าไม่เคยคิดว่าจะต้องมาเล่นการเมือง เองเลยในเวลานั้นนะครับ >> อครับทีนี้พอพอเราเรียนจบปริญญาเอกก็กลับ มาก็มาสอนปกติะ >> สอนปกติใช่ครับผมก็จบปรยาเอกแล้วกลับมา เนี่ยปี 2556 ใช่มั้ยครับเอ่อแล้วก็ปี 2557 เนี่ยมันก็มีเอ่อปฏิวัติรัฐประหาร ใช่มั้ยครับนะฮะในเวลานั้นเนี่ยนะครับก็ เอ่อ ก็เริ่มเริ่เริ่มเริ่มติดตามอย่างใกล้ชิด เหมือนกันแต่ผมก็ยังไม่ได้ลงไปก็ >> อะไรมากนะครับแต่ >> ตามข่าวเหมือนสื่อไป >> ตามข่าวในสื่อแล้วก็คือจริงๆต้องยอมรับ ว่าการเมืองไทยมาถึงจุดที่ผมเองก็ต้องบอก ตัวเองว่าเฮ้ยเราคงจะต้องถอนตัวออกมาจาก การติดตามอย่างใกล้ชิด >> มันเริ่ม >> มันเครียด >> มันเครียดใช่คือยิ่งมองมาจากต่างประเทศ เนี่ยตอนที่เกิดเอ่อความขัดแย้งทางการ เมืองในประเทศไทยเนาะเราอยู่ต่างประเทศ >> เป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่ปี 49 ไล่มาเนี่ยนะ ครับเอ่อผมก็รู้สึกมันเครียดมากบางทีมัน ก็ต้องปิดตัวเองนะครับคือ >> อ >> ตามให้มันน้อยลง >> อื >> เพื่อที่จะสามารถที่จะโฟกัสกับงานที่เป็น ภารกิจหลักของเราก็คือเรื่องของการเขียน วิมิพลอะไรต่างๆพวกเนี้ยนะพอมันตามให้ น้อยลงเนี่ยผมก็เลยแบบอ >> ความอินในทางการเมืองเนี่ยมันอาจจะน้อยลง มานิดนึงใช่มั้ครับอ่าไม่ใช่นิดนึงก็พอสม ควรเพราะงั้นกลับมาเมื่อปี >> ปี 57 เนี่ยก็เอ่อ 56 เนี่ยนะก็เอามาทำ งานปี 57 พอปี 57 เนี่ยก็มีการปฏิวัติ รัฐประหาร >> ผมก็ยังไม่ได้แคtiveอะไรมากแต่ว่าถามว่า เราก็มีจุดยืนของเราอยู่มีความเชื่อของ เราอยู่ในเรื่องพวกนี้นะครับเพียงแต่ว่า เราอาจจะไม่ได้มาพูดได้มาทำอะไรมากนะครับ ในช่วงเวลานั้นนะครับนะแต่ว่าผมคิดว่า >> คือตอนณเวลานั้นเนี่ยก็ยังมีความหวังว่า เอ้ยบ้านเมืองมันจะกลับไปสู่สภาวะปกติ >> อื >> ก็คือมีการเลือกตั้งแล้วมีรัฐบาลเข้ามา นักการเมืองก็แย่งชิงอำนาจกันก็เป็นไปตาม ธรรมชาติหรือปกติกับนักการเมืองที่มาจาก การเลือกตั้งใช่มั้ยครับเหมือนสมัยก่อน >> ซึ่งปรากฏว่าไม่ใช่มันก็เริ่มเห็นว่า >> ยาว >> ใช่การเมืองและกฎหมายเนี่ยมันมันถดถอยลง ไปมากชนิดที่เรียกว่า >> เกินกว่าสิ่งที่ผมจะจินตนาการได้นะนะครับ ผมไม่คิดว่าอ >> บ้านเมืองเรามันจะถดถอยหนักขนาดนี้นะครับ ในยุคที่เรามีอะไรนะ AI บ้านเมืองเไปไหน ปัญหาเ้าก็เป็นอีกแบบนึงไปแล้วนะครับนะ บ้านเรายังแบบเหมือนกับอ >> เอ่อยังต่อสู้ยังไม่หลุดพ้นจากปัญหานะ ครับนะซึ่งเกิดขึ้นอาจจะบอกว่าตั้งแต่ปี 2549 ยังสืบเนื่องกันมา >> ครับอืแต่ว่าในในช่วงที่กลับมาก็พอพอเห็น ปัญหาเห็นสิ่งที่มันคือไม่พัฒนาขึ้นจาก ตอนที่เราอยู่ที่นู่นน่ะกลับมามันก็ยัง แย่แล้วแย่กว่าเดิม >> ใช่ครับ >> มันมันเลยทำให้เราเริ่ม ๆเริ่ม >> จริงๆผมอาจจะไม่ได้แคทีเรื่องการเมืองมาก เอ่อในฐานะที่เป็นนักวิชาการกฎหมายนะครับ ตอนนั้นเพราะว่าผมอาจจะไม่ได้สอน รัฐธรรมนูญอะไรต่างๆโดยตรงแต่ว่าเหตุ สาเหตุสำคัญประการนึงก็คือว่าผมได้รับมอบ หมายให้ทำการบริหารเลยนะตอนนั้นเนี่ยคณะ นิติศาสตร์กำเพิ่งสร้างหลักสูตรใหม่ขึ้น มานะครับก่อนที่ผมจะมาด้วยซ้ำไปก็คือหลัก สูตรปริญญาตรีที่ต้องสอนเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งหมด >> ครับ >> ทั้ง 4 ปีซึ่งยังไม่เคยมีมหาวิทยาลัยไหน ทำสำเร็จในเวลานั้นคือสามารถสอนให้ครบ ทั้ง 4 ปีแล้วผลิตบัณฑิตรุ่นแรกขึ้นมา >> ก็คณบดีเวลานั้นก็มอบหมายให้ผมเลยผมกลับ มาใหม่ๆเลยนะไม่กี่เดือนเองก็บอกว่าเออ อยากให้ผมเนี่ยช่วยอ่าเป็นผู้อำนวยการ โครงการนี้แล้วก็นะหาทีมอะไรต่างๆเนี่ย บริหารจัดการให้มันให้มันผ่านไปได้เพราะ ว่ามัน >> มันสร้างขึ้นมาแล้วอ่ะอแล้วมันยุ่งมาก เพราะว่ากฎหมายไทยเนี่ยกระบวนการยุติธรรม กระบวนการในศาสตร์เนี่ยมันใช้ภาษาไทยหมด ใช่มั้ครับ >> การจะทำให้กฎหมายไทยเนี่ยมันถูกสอนเป็น ภาษาอังกฤษในประเทศที่ใช้ภาษาไทยแล้ว ระดับภาษาอังกฤษของคนก็ไม่ได้ถึงขนาดเ่อ สูงมากนักนะครับมันก็เป็นเรื่องท้าทายมาก นะเอกสารการสื่อสารมันต้องเป็นภาษาอังกฤษ หมดกับนักศึกษานะเพราะงั้นทุกอย่างเรา ต้องแปลหมด >> นะต้องต้องสร้างระบบขึ้นมาใหม่หมดเลยคือ สร้างสภาพแวดล้อมด้วยนะครับให้ใกล้เคียง กับความเป็นอินเตอร์ที่สุดซึ่งแน่นอนมัน สร้างไม่ได้หรอกให้ให้เป็นอินเตอร์จริงๆ อ่ะแต่ว่ามันต้องทำอะไรเยอะมากในการสร้าง ระบบสร้างสิ่งแวดล้อมแล้วก็ทำให้ทุกวิชา สอนเป็นภาษาอังกฤษให้ได้แล้วก็เด็กจะต้อง มีเอกสารที่เป็นภาษาอังกฤษอ่านแล้วต้อง สอบเป็นภาษาอังกฤษเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งหมดนั่นคือภารกิจผมเพราะงั้นผมจะยุ่ง มากกับการทำอะไรพวกเนี้ยนะครับนะก็เลย เข้าสู่เอ่อเ้าเรียกว่าเวทีหรือว่าบทบาท ในฐานะที่เป็น >> ผู้บริหาร >> ผู้บริหารการศึกษาอ >> อ่านะครับนะเป็นผู้บริหารการศึกษานะครับ บริหารจัดการการศึกษากฎหมาย >> อื >> นะครับซึ่งเ่อมันก็เป็นความท้าทายสุดท้าย แล้วมันก็ไปได้ของมันนะครับเราก็ผลิต บัณฑิตรุ่นแรกได้ตอนเนี้ยเ่อจัดการมา 11 รุ่นะ >> นะแล้วก็เ่อก็เป็นตัวอย่างว่าเอ้ยมันทำ ได้นะแล้วจุฬาก็ทำจุฬาก็เปิดเมื่อสัก 3-4 ปีแล้วก็เปิดหลักสูตรคล้ายๆกัน >> นะครับก็คือสอนปยาตรีเป็นเอ่อนายปญญาตรี นะครับเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดแต่ว่าสิ่ง หนึ่งซึ่งทำให้ผมได้อะไรเป็นของแถมนะจาก การทำงานพวกนี้คือการต้องพบกับอ่านัก วิชาการชาวต่างประเทศนักวิชาการ นิติศาสตร์ชาวต่างประเทศเเยอะมาก >> เพราะว่าเราต้องพึ่งคณาจารย์จากต่าง ประเทศใช่มั้ครับที่มันต้องมาสอน Visor >> การได้พบคนเหล่าเนี้ยมันทำให้เรามองให้ เราได้เห็นระบบกฎหมายต่างประเทศ >> มาตรฐานการศึกษากฎหมายต่างประเทศ >> ใช่มั้ยครับวิธีคิดของคนที่มาจากเกือบ ทั่วทุกมุมโลกเลยมันก็เลยจะเป็นอาจจะ เรียกว่าเป็น privilege ก็คือว่าเป็นเป็น ประโยชน์ที่ได้จากการทำหน้าที่บริหารตรง นี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าที่ที่เกี่ยว ข้องกับการต่างประเทศอ่ะมันเลยทำให้เห็น มาตรฐาน >> นะของกฎหมายแล้วก็การศึกษากฎหมายที่ควรจะ เป็นนะก็ก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะมากผมอยู่ ในงานพวกนี้มาตั้ง >> ผมว่าตั้ง 10 ปีอ่ะตั้งแต่เป็นผู้อำนวยการ โครงการเนี้ยจนเป็นคณบดีเนี่ยก็จะ เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้อยู่ตลอดเพียง แต่ว่าอ่าพอเป็นคณบดีต้องดูในภาพกว้าง ขึ้นใช่มั้ยครับของคณะทั้งหมดเงี้ยครับ แสดงว่าเราก็จะเห็นนอกจากเรื่องของหลัก ภาพของหลักสูตรในต่างประเทศแล้วเราจะเห็น ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมทำบ้านเราเทียบ กับกระบวนการทำบ้านเด้วย >> ถูกต้องถูกต้องเพราะว่าในการรันหลักสูตร เอ่อนานาชาติเนี่ยเวลาเราเชิญ Professor อะไรต่างๆมาเนี่ยของต่างประเทศเราก็ต้อง มีisชueที่ต้องมีการถกเถียงกันใช่มั้ครับ ที่ต้องจัดเป็นภาษาอังกฤษเนี่ยเอ่อเพราะ งั้นแต่ละท่านที่มาก็จะพาปัญหาของระบบกฎ หมายตัวเองมาด้วย >> ใช่มั้ครับแล้วก็มาถกเถียงกันมาแลก เปลี่ยนมุมมองกันเปรียบเทียบกันระหว่าง ของเค้าของเราเราแก้ปัญหายังไงเค้าแก้ ปัญหายังไงเพราะงั้นมันเป็นโอกาสได้เรียน รู้ปัญหา >> นะครับของเค้าแต่ว่า >> ประสบการณ์การการเรียนรู้จากปัญหาของคน อื่นของอาจารย์ชาวต่างประเทศเนี่ยมันบอก ผมว่าโหบ้านเราเนี่ยปัญหาเราเหมือนยัง เป็นปัญหายุคกลางของเขาอยู่อ่ะ >> ยุคยุคยุคกลางคือเรายังแบบเป็นปัญหาที่ แบบ >> เออ >> ยังต่อสู้กันอยู่ในถ้าเทียบกับของฝรั่ง เนี่ยมีผมว่า >> เลยมานานแล้วปัญหาเขาเป็นปัญหาของชาติที่ พัฒนาแล้วทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจการ เมืองแล้วก็กฎหมาย >> ซึ่งไอ้เรื่องที่เราเถียงกันเนี่ยเค้าไม่ เถียงกันแล้ว >> ยังไม่เถียงกันแล้วนะเไม่เถียงกันแล้วเรา ยังเถียงกันอยู่ในเรื่องที่เอาจจะเถียง กันมาเมื่อหลายร้อยปีที่แล้วอะไรอย่าง เงี้เป็นต้นนะครับเพราะงั้นแล้วเนี่ยเอ่อ ในทางนึงผมก็ผมต้องบอกคุณเออย่างี้ว่ามัน มีบางครั้งบางคราวที่เราก็อายเวลาเราต้อง พรีเซนตปัญหาของไทยในทางกฎหมายเนี่ยหรือ อาจจะเกี่ยวกับการเมืองคือรู้สึกอายว่า เฮ้ยเค้าอาจจะอึ้งว่ามันเป็นปัญหาด้วย เหรออย่างเช่นแม้กระทั่งในช่วงเวลาที่ ผ่านมาเนี่ยเวลาเราแบบศาลรัฐธรรมนูญตัด สิทธิ์นายกตรี >> เออ >> ปีละคนยุบพรรคที่ใหญ่ที่สุดอะไรอย่าง เงี้ย >> ครับ >> คือเวลาไปคุยเรื่องแบบเนี้ยกับต่างชาติ เนี่ย >> มันเป็นเรื่องที่แบบไม่รู้จะอธิบายยังไง คือมันทั้งอายทั้งเอ่อทั้งแบบไม่รู้แบบ คือพอเข้าใจใช่มั้ครับมันมันถามว่าคุณศาล บ้านคุณนี่ยุบพรรค >> ยังเป็นอย่างงี้อยู่อีกเหรออะไรอย่าง เงี้ยเออมันน่าจะเป็นปัญหาเมื่อสัก 30 ปี 50 ปีที่แล้วหรือเปล่าของประเทศกำลัง พัฒนาอย่างเงี้ย >> ว่าไม่เลยนะครับแต่ว่าอีกในในทางนึงเขาก็ เข้าใจนะครับคือไม่มีใครไม่เข้าใจปัญหา เหล่านี้ประเทศไทยเพราะว่ามันเป็นเรื่อง ที่เวลามันเกิดขึ้นเนี่ยเนี่ยสื่อต่าง ประเทศเคก็รายงานคนอาจจะรู้สึกอ้าประเทศ ไทยอีกแล้วจนกลายเป็นความเคยชินเหมือนกัน สำหรับคนที่รู้จักประเทศไทย >> ก็คุณผมก็เลยอ่ะโอเคตอนหลังๆก็อาจจะอาย น้อยลงนะครับเออแต่ก่อนนี้ก็อาจเยอะหน่อย >> เออแล้วก็ชินไปด้วย >> ชินไปด้วยใช่ >> เพราะฉะนั้นเนี่ยเราก็ >> ไอ้การทำงานกันเป็นอาจารย์กฎหมายเนี่ย แล้วก็เป็นผู้บริหารกฎหมายด้วยบริหารการ ศึกษากฎหมายด้วยเนี่ยนะครับแล้วก็ไปทำงาน เรื่องต่างประเทศเนี่ยมันเลยทำให้เราได้ เรียนรู้จากจากระบบของคนอื่นเยอะนอกเหนือ จากที่เราเคยไปเรียนรู้มาแล้วตอนที่เป็น นักเรียนปรยาโทรปรยาเอกในต่าง มันเพราะว่าหลากหลายขึ้นมาจากหลากหลาย ประทอย่างครับ >> ก็จริงอาจารย์ก็ใช้ชีวิตในการเป็นอาจารย์ นักวิชาการคณบดีอยู่ในวงการกฎหมายนี่ก็ 20 กว่าปี >> ครับ >> ใช่มั้ 20 กว่าปีใช่มั้ยคือก่อนหน้าเนี้ย เราคุยกันในมุมของความเป็นนักกฎหมายความ เป็นนักวิชาการที่เราสัมภาษณ์กันหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาในหลายๆรายการแต่วันเนี้ย อาจารย์ก้าวขาข้างนึงเข้ามาในทีมบริหาร ของพรรคประชาชน >> ครับ >> อันเนี้ยเอาจริงๆถามตรงๆเลยตัดสินใจนาน มั้ยครับ >> ผมผมตัดสินใจนานเหมือนกันนะถ้าพูดนะครับ ก็คือว่าเ่อจริงๆการพูดคุยกันเนี่ยมันอาจ จะค่อนข้างจะกะทันหันนิดนึงนะครับ >> เพราะว่าเอ่อมันเกิดสืบเนื่องมาจากเหตุ การณ์ทางการเมืองคือการยุบสภานะครับซึ่ง เกิดขึ้นอาจจะเร็วกว่าที่คาดการณ์กันไว้ >> นะครับเอ่อผมคิดว่าช่วงเวลาที่ตัดสินใจ ประมาณสัก2ัก 3 เดือนได้นะครับจริงๆก็ทาง พรรคทางผู้บริหารพรรคก็ได้มามีการแบบมา นัดพูดคุยกันอะไรต่างๆแล้วก็เา้าก็เล่า ให้ฟังว่าก็มีไอเดียอะไรยังไงอย่างที่ทุก คนทุกคนทราบอ่ะนะครับว่าเขาก็อยากจะแบบ เ่อนำเสนอให้สาหาชนได้รับทราบว่าเมีความ พร้อมนะที่จะทำงานถ้าเกิดว่าเป็นรัฐบาล เพราะงั้นเอยากให้เรา >> เ่อเข้ามาอยู่ในทีมบริหารนะครับที่เกี่ยว ข้องกับเรื่องกฎหมายกับกบยุติธรรมซึ่ง เอ่อตอนที่เชวนเนี่ยเนี่ยเค้าก็ไม่ได้บอก ให้เราต้องตัดสินใจทันทีแต่ว่าเวลามันมี ไม่มาก >> แสดงว่าประมาณซักปลายปีที่แล้วช่วง >> อ่าสักประมาณปลายปีที่แล้วจริงๆก็ผมว่า สักอาจจะพฤศจิกายนจำไม่ได้นะครับตุลาคม พฤศจิกายนพฤศจิกายนนี่แหละผมว่านะครับ ตุลาคมประมาณพฤศจิกายนประมาณ >> ใครใครเป็นคนมาชวนบอกฮะ >> ก็มีเจ้าหน้าที่พรรคเนี่ยเติดต่อมานะครับ แล้วก็ต้องไปคุยกัน >> เอ่อกับหลายคนเนอะนะครับหลายคนเอ่อที่ เอ่อสภาตอนนั้นก็ไปเจอคุยกันที่สภามี เรื่องประเด็นทางกฎหมายอะไรต่างๆก็ก็ไป คุยกันที่สภาก็เจอเทงคุณเทงนะครับเจอคุณ เทงเจอ >> เอ่อผู้บริหารพรรคบางคนใช่มั้ยครับนะก็ เอ่อได้มีการพูดคุยกันนะครับ >> เอ่ออยู่ต่อเนื่องนะครับ >> เอ่อก็ >> ตอนนั้นเค้าบอกยังไงฮะเค้าพูดยังไงแบบว่า อ่ะอาจารย์มาร่วมกันมั้ยเป็นทีม professปessionalหน่อยเดี๋ยวจะเป็น รัฐมนตรีเเล่าคอนเสิร์ตให้ฟังว่า คอนเสิร์ตเเป็นแบบนี้นะเค้าอยากให้ผมมา ช่วยอะไรอย่างเงี้ยนะครับแล้วก็เอ่อแนว ทางเเป็นแบบนี้นะครับอย่าอยากอยากให้ อาจารย์ลองไปคิดดูก่อนใช่มั้ยครับแล้ว ต้องตัดสินใจแต่ระหว่างนี้เนี่ยสิ่งที่เ ขอผมก็คือว่า >> เอยากจะขอให้ผมเนี่ยลองไปดูพวกเอ่อนโยบาย ของของพรรคอ่าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ ยุติธรรมเนี่ยอาจารย์ลองไปดูนโยบายแล้ว ลองไปคุยกับสส.ที่เ้าเป็นคนเอ่อนำเสนอ นโยบายนะคือนโยบายของพรรคเนี่ยที่ประกาศ สาธารณชนเนี่ยมันเป็นนโยบายที่เ่อส่วน ใหญ่เนี่ย >> ริเริ่มหรือบอกว่าเกิดทั้งหมดก็ได้ริ เริ่มมาจากสส.ที่ทำงานในด้านนั้นๆใน เรื่องนั้นๆมาเป็นระยะเวลานานใช่มั้ครับ นะนโยบายอย่างเช่นเรื่องการปฏิรูปศาล ปฏิรูปตำรวจ >> นะเทำกันมาต่อเนื่องตั้งแต่ตั้งแต่เป็น สส.มีการเสนอร่างกฎหมายอะไรต่างๆเนี่ย เพราะเนี่ยพรรคก็จะขอให้สส.เหล่าเนี้ยนะ ได้ทำให้นโยบายที่ทำมาเ่อเรื่องที่ทำมา อยู่แล้วเนี่ยกลายเป็นนโยบายสำหรับการ เลือกตั้งด้วยแล้วก็ให้ผมเนี่ยเข้าไปดู หน่อยว่าผมคิดว่ายังไงบ้างนะครับซึ่งก็ เลยทำเป็นโอกาสที่ทำให้ผมเนี่ยได้ไปได้ไป เรียนรู้นะครับวิธีคิดวิธีทำงานของส.ส. พรรคนี้ >> อือ >> เอ่อก็ใช้เวลาในส่วนของผมเองก็ตัดสินใจ อยู่นานแต่เพียงแต่ว่าการได้ไปทำงานใน เรื่องนโยบายกับสส.พรรคก็เป็นจุดที่ทำให้ ผมตัดสินใจรับในท้ายที่สุดเหมือนกันต้อง บอกอย่างี้นะครับเพราะว่าเอ่อเหตุผลเนี่ย เอ่อแน่นอนผมพูดถึงเรื่องความเชื่อมั่นใน ตัวพรรคไปแล้วอุดมการณ์อะไรต่างๆเนี่ยผม ไม่จำเป็นต้องพูดซ้ำนะว่าเออผมต้องเชื่อ มั่นทั้งตัวพรรคตัวเอ่อleadดของเขาคือทีม บริหารผู้นำโดยเฉพาะคุณเทงใช่มั้ยครับ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคเนี่ยอันนี้ต้องมีความ เชื่อมั่นถ้าเราไม่เชื่อมั่นในตัวพรรคทำ ด้วย >> อ่าตัวผู้บริหารพรรคเนี่ยเราก็ทำ ด้วยไม่ ได้แล้วก็อุดมการณ์แน่นอนที่สำคัญที่สุด คืออุดมการณ์เนี่ยมันสอดคล้องกับสิ่งที่ เราเชื่อมั้ยอันเแน่นอนนะครับเราเราผม ได้ได้โพสต์นะครับเรื่องพวกนี้ไปแล้วแต่ ว่าต้องเล่าให้ฟังว่า >> เอ่ออีกเรื่องนึงซึ่งสามารถพูดได้เหมือน กันนะครับนะว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเ่อ ตัดสินใจเนี่ยนะครับเ่อขอเน้น 2 เรื่อง แล้วกันคือเรื่องแรกเนี่ยผมมองว่าเอ่อคือ บทบาทเราเนี่ยเป็นนักวิชากรรมมาตลอดแล้ว เราก็อยากเห็นบ้านเมืองดีขึ้นจริงๆแล้ว เนี่ยอย่างที่ผมบอกว่านักกฎหมายอยู่เฉยๆ ก็ได้ไม่ต้องทำอะไรใช่มั้ครับเพราะว่า เอ่อบ้านเมืองจะเป็นยังไงเนี่ยนักกฎหมาย ก็มีงานทำพูดเดี๋เก็มีคนให้สัมภาษณ์เออ แต่ว่าคือบางคนเนี่ยนักกฎหมายจะระมัด ระวังเรื่องการพูดเรื่องการเมืองเพราะว่า มันกระทบ >> จะไปกับการทำหน้าที่อะไรต่างๆพวกเยแต่ว่า ผมคิดว่าการที่ผมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เนี่ยมันก็น่าจะเพียงพอแล้วนี่คือการทำ หน้าที่เกินไปกว่า >> ที่น่าจะต้องทำอะไรอย่างเงี้ยนะครับนั้น นอกจากการสอนหนังสือทำงานวิชาการเนี่ยก็ น่าจะเพียงพอก็คิดว่าตัวเองอย่างมากสุด มาเกี่ยวกับกับการเมืองก็อยู่ในบทบาทนั้นแต่ ว่าผมคิดว่าสถานการณ์ทางการเมืองแล้วก็กฎ หมายเนี่ยมันมันร้ายแรงถึงจุดที่ผมคิดว่า แย่ที่สุดอย่างน้อยในช่วงชีวิตที่ผมเคย เห็นมาเนาะมันแยกที่สุดแล้วก็เอ่อพอเค้า บอกว่าเออมาช่วยกันมั้ยผมก็รู้สึกว่าเออ ถ้าเราเอ่อสามารถเข้าไปมีส่วนช่วยให้มัน ดีขึ้นได้เนาะเราก็อยากจะทำอันนั้นคือ เหตุผลที่ผมอาจจะอธิบายนะครับผ่านสื่อ ต่างๆไปแล้วแต่ว่าอีกเหตุผลนึงที่สำคัญ มากคือตอนที่ได้ไปดูเรื่องนโยบายแล้วก็ทำ งานกับพวกสส.ว่า >> อือๆ >> หลายคนนะที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม เนี่ยผมได้ไปพบกับไอ้ไอความ >> เอ่อมุ่งมั่นตั้งใจที่จะที่จะเปลี่ยนแปลง ให้สังคมมันดีขึ้นน่ะครับเอาจจะโฟกัส เรื่องกระบวนการยุติธรรมก็รู้สึกว่าเออ >> เค้ามีความมุ่งมั่นตั้งใจมากแล้วก็ทำงาน กันหนักมาก >> อื >> เออโดยที่แบบว่าผมยังนึกไม่ออกเลยคนเหล่า นี้แบบเอ่อต้องการอะไรนอกจากต้องการจะ เปลี่ยนแปลงบางคนบางคนก็มีคดีติดตัวก็มี อะไรอย่างเงี้ยนะครับ >> เอ่อซึ่งซึ่งผมรู้สึกว่าโอเค้าเสียสละมาก แล้วก็จริงจังจริงใจดูจากคเทนดูจากเนื้อ หาที่เค้าเตรียมมาแล้วว่าพบกันหลายครั้ง มากเพื่อพูดคุยจนกระทั่งนโยบายแบบเอ่อรู้ สึกเข้าที่เข้าทางนะภายใต้ค่อยจำกัดใน เรื่องเวลาที่มีอยู่นั่นแหละผมรู้สึกว่า เออเราอาจจะต้องไปช่วยเขาหน่อยใช่มั้ครับ เออคือเขาไว้ใจเราเเชื่อมั่นเราก็รู้สึก เออประทับใจแล้วคิดว่าทำงานกับกับคนเหล่า นี้ได้ >> ออ >> เออมันก็เลยเหมือนกับได้ทดลองทำงานกัน มาก่อน >> อื >> นะครับนะเ่อถึงแม้ว่าจะเป็นผ่านแค่การ ประชุมอะไรต่างๆพวกเนี้ยในเรื่องนโยบายนะ ต้องต้องออกตัวก่อนผมไม่เคยไปเกี่ยวข้อง อะไรใดๆทั้งสิ้นกับการบริหารจัดการพรรค หรือแม้กระทั่งเรื่องของนโยบายการเลือก ตั้งเนี่ยเค้าไม่เคยบอกผมแล้วผมก็ไม่เคย ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวเพียงแต่ว่าที่ เข้าไปเกี่ยวข้องก็จะเป็นเรื่องของนโยบาย เรื่องเกี่ยวกับเรื่องกระบวนการยุติธรรม เท่านั้น >> อื >> นะครับที่ >> ที่เอ่อเข้าไปช่วยในช่วงก่อนที่จะตัดสิน ใจรับเนาะเออ >> เออผมผมพูดอย่างงี้ได้มั้ยคือวันที่เขา ชวนวันแรกเนี่ยความรู้สึกเราวันที่เค้า ชวนเสร็จเรากลับไปบ้านแล้วกลับไปนอนคิด เนี่ยวันแรกคือยังเรายังไม่อะไรทั้งสิ้น ใช่มั้ยัง >> คือก้ำๆกึ่งๆคือแบบว่าเออก็ดีนะแต่ว่า จริงๆซัก 30% เนี่ยสนใจคิดว่าจะรับ 70%

เนี่ยจะไม่รับใช่ >> ออกไปด้านไปด้าน >> แต่แต่มันเป็นคอนเซปตใหม่ มันเป็นคอนเซปตใหม่ที่เราอยากรู้ว่ามันคืออะไร

มันคืออะไร อะไรอย่างเงี้ย มันคืออะไร อย่าทำ เค้าจะทำอะไรกัน อะไรอย่างเงี้ย เออ เค้าจะทำอะไรกัน เราก็อยากรู้ เพราะเค้าบอกว่า เอ่อ ลองอาจารย์ลองไปคุยกับ สส. มั้ย แล้วก็ลองดูนโยบาย ลองพูดคุยกันมั้ยว่านโยบาย ลองคอมเมนต์กันก็ได้

ถึงน้อยสุดท้ายอาจารย์ไม่รับเนี่ย อย่างน้อยที่สุดเนี่ย ไอ้ความเห็นผมเนี่ย ประโยช >> อ่า จะเป็นประโยชน์กับเกลับไปทบทวนอะไรต่างๆ พวกเนี้ย ผมก็เออลองดู >> ลองดูอะไรอย่างเงี้ยครับ ลองดูก็เลยเป็นที่มาของการแบบไปทำงานร่วมกัน ประชุม >> อ >> ออนไลน์ซะเยอะมากนะ ออนไลน์เป็นครั้งอะไรอย่างเงี้ย แต่ส่วนใหญ่ก็จะออนไลน์ในช่วงที่เราว่างตรงกัน อะไรอย่างเงี้ย

ครับ มันกลายเป็นว่าในช่วง 2 เดือนหรือ 3 เดือนนั้นเนี่ย ที่อาจารย์ใช้เวลาตัดสินใจเนี่ย >> เออมันคือการเหมือนเรียนรู้ไปในตัว >> เรียนรู้ไปในตัว >> ว่าเราควรจะไปต่อมั้ย

คือคือผมบอกคุณเอว่า ผมเนี่ยไม่รู้จัก ส.ส. ในพรรคเป็นการส่วนตัวเลย เอ่อ สักคนเดียว >> ไปแบบศูนย์เลย >> คือเราอาจจะเคยเจอในงานเวทีวิชาการเนาะ >> เออ >> ผมรู้จักอาจารย์บิบุตร แต่อาจารย์บิบุตร เนี่ยไม่ใช่ สส. แล้วก็ไม่ได้เกี่ยวกับกับพรรคแล้ว >> เอ่อ แต่คนอื่นเนี่ยผมไม่รู้จัก แล้วก็ผมไม่เคยคุยกับอาจารย์เบียบุตรด้วย ทีมที่มาคุยกับผมเนี่ย หมายถึงว่าตอนที่คุยกันครั้งแรกก็ไม่มีอาจารย์ปิยบุตรอยู่ด้วยนะ ไม่เคยคุยกันนะ ตอนนั้นเนี่ย เพราะงั้นเข้าไปเี่เหมือนกับมีคนแตกหน้า >> อื >> ที่เราไม่คคุ้นเคยมากนะมาชวนเราเพราะเห็นว่าเราทำได้ >> นะเป็นคนแปลกหน้าที่แบบเรารู้จักชื่ออยู่แล้ว อะไรอย่างเงี้ยแต่ละคนคุณเทกอะไรต่างๆเนะ หรือคนในพรรคนะครับที่เราเคยเห็นในสื่อ เราเข้าไปแล้วเก็รู้สึกว่าเราทำได้นะ ครับเราก็คิดว่าเออ เราก็น่าจะทำได้แต่เราไม่มั่นใจหรอกว่าเราสนใจจริงๆหรือเปล่า อาจจะไม่รับแต่ว่าลองดู สส. ที่เราเจอเนี่ยเราก็เจอในสื่อ >> ใช่มั้ครับแต่ว่าเราไม่เคยแบบรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน อะไรอย่างเงี้ยก็เป็นการเริ่มต้น >> เอ่อพูดคุยกันแบบว่าเป็นคนแบบเอ่อเหมือนนัดเดชอ่ะเออนัดเดชกันอะไรอย่างเงี้ย >> แล้วก็ดูเอ๊ะ >> เอ๊ะเรื่องนี้ถ้าวิจารณ์เราจะวิจัยยังไงดีนะอะไรเงี้ยเพราะว่า สส.เก็ทำงานมานานเราจะนำเสนอความเห็นเราก็เราก็ต้องแบบเอ่อเหมือนกับเอ่อหาวิธีการนำเสนอนะครับ หรือว่าบอกเ้าเหมือนกันว่าเรื่องนี้อย่างเช่นเฮ้ยเรื่องนี้เนี่ยมันอาจจะเป็นการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างหรือรากฐานมันอาจจะไม่เหมาะที่จะเป็นนโยบายการเลือกตั้งแต่ มันควรจะไปพูดคุยกันในเวทีของการทำรัฐธรรมนูญใหม่อย่างี้เป็นต้นนะครับเราก็คุยกันหลายเรื่องมากอย่างเช่นการ prioritiz คือการจัดลำดับความสัมพันธ์นโยบายว่าเรื่องไหนเนี่ยในสายตาของนักกฎหมายเนี่ยมันสามารถทำได้เลยในสภาอ >> ผ่านทางพระราชบัญญัติเรื่องไหนมันเป็นเรื่องระดับรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องโครงสร้างอคุณจะปฏิรูปศาลอย่างเงี้ย >> เ่อคุณจะไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกตหรือคุณจะเป็นอันนี้สมมุตินะครับนะซึ่งก็มีบางเรื่องเหมือนกันที่มีการคุยกันผมก็บอกว่าโอเคเรื่องพวกเนี้ยดีควรจะต้องทำแต่มันอาจจะต้องทำในวาระอื่นอย่างเช่นตอนที่เราทำรัฐธรมนูญฉบับใหม่เราก็อาจจะต้องเอาเรื่องพวกนี้ไป discus กันแต่ว่ามันอาจจะไม่ใช่เวทีการเลือกตั้งซึ่งมีเวลาไม่มากแล้วก็ถ้าเกิดเราขายอะไรที่เกินจริงไปมากเนี่ยแล้วมันทำไม่ได้เนี่ยประชาชนก็จะผิดหวังอะไรอย่างเงี้ยครับก็จะเป็นเรื่องของการพูดคุยกันอะไรพวกนี้ด้วยนะครับ

ครับแต่ว่าส่วนหนึ่งเนี่ยคนที่พอเห็นการเปิดตัวอาจารย์เข้ามาร่วมงานกับพรรคประชา >> ชนโดยในมุมของทีมบริหารคนอาจจะมองข้ามช็อตไปไกลแล้วเาไม่มองไปทีมบริหารแล้วเ้ามองไปรัฐมนตรีแล้ว >> เมองเป็นรัฐมนตรียุติธรรม >> ครับ >> มาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกระบวนการยุติธรรม มาแก้ไขกระบวนการยุติธรรมวันที่ตั้งแต่ วันแรกที่คุยมาจนถึงวันนี้เนี่ย ความรู้สึกส่วนตัวเนี่ยกับตำแหน่งสมมุติว่าเราต้องได้นั่งจริงๆขึ้นมาเนี่ย รัฐมนตรียุติธรรมพร้อมมั้คือถ้าถึงเวลาจริงๆเนาะแล้วเขอให้ผมไปเป็นรัฐมนตรี >> ยุติธรรมเนี่ยผมพร้อมที่จะเป็นนะครับนะ พร้อมที่จะเป็นพร้อมที่จะทำงานในตำแหน่งของรัฐมนตรียุติธรรมต้องบอกคุณเอว่าใน ช่วงของการคุยกันเนี่ยแน่นอนเอ่อมันไม่มีการเจาะจงชัดเจนมากนะว่าต้องเป็นรัฐมนตรียุติธรรมเลยเพียงแต่ว่าแน่นอนเราก็ต้องเป็นคนที่เหมือนกับถ้าอยู่ในทีมบริหารและรับผิดชอบเรื่องยุติธรรมเราควรจะก็เป็นคนที่สามารถที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ได้นะ ครับซึ่งแน่นอนถ้าต่ำกว่านายกมนตรีกับรองนายกก็ต้องเป็นรัฐมนตรีใช่มั้ครับมันมันก็อาจจะพอนึกได้ว่าเอ่อถ้ามันมีตำแหน่งนี้เอ่อ เค้าบอกให้ช่วยให้ช่วยทำเราก็ทำได้หรือ ตำแหน่งอื่นๆคือมันไม่ได้ฟิกขนาดนั้นว่าต้องเป็นตำแหน่งอะไรเพียงแต่ว่าในทุกตำแหน่งเนี่ยถ้ามันถ้ามันมีโอกาสเราก็พร้อมที่จะเป็นได้แต่ว่าผมเนี่ยผมได้บอกกับเขาอย่างนึงว่าผมไม่ค่อยสนใจหรือว่าไม่ได้ไม่ได้มีแชionมากๆกับการเป็นรัฐมนตรีหรือว่ามีตำแหน่งการเมืองแต่สิ่ง ที่ผมมาสิ่งที่ผมอยากจะเห็นนะแล้วตัดสินใจมาร่วมกับเค้าเนี่ยคืออยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องที่เราเห็นตรงกันนะก็คือเรื่องของกระบวนการยุติธรรมเรื่องของกฎหมายเราอยากให้อยากให้การเมืองมันดีกว่านี้ >> ใช่มั้ครับอยากให้เสียงไปมันมีความหมาย แล้วก็อยากให้กฎหมายเนี่ยมันเป็นกฎหมายที่ดี >> มีกระบวนการยุติธรรมที่มีปัญหาน้อยลงกว่านี้มากนะั้นคือสิ่งที่เราอยากเห็นเพราะงั้นถ้าถามผมจริงๆนะ >> ถ้าเรามีส่วนผลักดันใครจะเป็นก็ได้ถ้าแค่แค่ขอให้มันทำให้มันเกิดขึ้นอย่างที่เราอยากเห็น >> คือเอาแนวคิดเราไป >> เออใช่อันนี้คือสิ่งที่ผมต้องการจะให้เกิดจริงๆก็คือว่าอ่ะจริงๆสุดท้ายเนี่ยสมมุติว่าวันที่มีการจัดรัฐบาลเจัดรัฐบาลได้นะเออ >> แล้ว >> เบอกว่าเอ้ยมีคนอื่นทำอาจารย์มันเป็นที่ปรึกษาได้มั้ยอาจารย์มาช่วยอย่างงั้นได้หมดแค่อยากให้เอ่อสิ่งที่เราคุยกันเนี่ยก็คือเรื่องของกระบวนการยุติธรรมหรือเป้าหมายเนี่ยมันเกิดขึ้นได้จริงเพราะนั้นแล้วเนี่ยถ้าถามผมเนี่ยผมคิดว่าคนที่รับกันส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คิดกันเรื่องตำแหน่งอย่างนั้นขนาดนั้นมาก >> เพราะว่าทุกคนก็มีตำแหน่งแห่งที่ของตัว เองอยู่แล้ว >> แล้วมันก็ไปของมันได้ค่อนข้างดีอยู่แล้ว ใช่มั้ครับแต่ว่าการที่เราเข้ามาเนี่ยเอ่อเราก็รู้สึกว่าอยากจะเห็นสิ่งที่เราเชื่อร่วมกัน >> อื >> มันมันเกิดขึ้นจริงได้เพราะงั้นในบทบาทไหนที่มันเอ่อทำให้ขับเคลื่อนให้มันเกิดขึ้นจริงได้เนี่ยไม่มีปัญหาผมไม่ใช่แค่พูดเอ่อเฉพาะของผมนะแต่ผมรู้สึกหลังจากที่ได้พบเพื่อนๆที่อยู่ในทีม The Professional ทั้งหลายเนี่ย >> อือๆ >> อาจจะไม่ได้รู้จักกันดีมากนักรู้จักกันพิมพ์แต่ผมรู้สึกว่าเหมือนท่วมทำนองเวลาเราคุยกันหรือเวลาเค้าคุยเนี่ยมันก็คล้าย ๆกันเลยครับ >> อื >> ก็คือว่าไม่ได้ไม่ได้สนใจในตำแหน่งรัฐมนตรี >> อื >> มากนะครับเหมือนคนอาจจะไปคิดว่าเอ้ยมันมีการอะไรกันหรือเปล่านั้นจองกันไว้แล้วอะไรเงี้ยไม่ใช่เลยครับเพราะงั้น >> อันเนี้ยคือวิธีคิดของพรรคนี้นะครับซึ่ง เค้าเอ่อเ้าไม่ต้องการให้เป็นเรื่องของการต่อรองตำแหน่งแลกเปลี่ยนอะไรกันเไม่รู้จะเอาอะไรไปแลกเปลี่ยนนอกจาก >> ไอ้ไอ 4 ความคิดของเราใช่มั้ครับนะหรือว่าความรู้ประสบการณ์เราเนี่ยนะแล้วที่อยากจะขับเคลื่อนให้มันดีขึ้นแค่นั้นเองนะส่วนส่วนตำแหน่งเนี่ยมันเป็นบทบาทที่เอ่อก็แล้วแต่ว่านายกรัฐมนตรีหรือว่าผู้ทีมบริหารในเวลานั้นเนี่ยคิดว่าเอ่ออยู่ตรงไหนถึงจะเหมาะสมครับงั้นก็เลยเป็นเหตุผลที่ว่าทีมบริหาร >> อ่ะใช้คำนี้ไปกว้างๆ >> ทีมบริหารเพราะว่าเ้าอยากให้เราอยากให้มันให้โฟกัสให้เน้นไปที่ว่ามันคือการทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนให้นโยบายเนี่ยมันเกิดขึ้นจริงได้ส่วนบทบาทไหนเนี่ยก็แล้วแต่ความเหมาะสมในอนาคต >> อาจารย์ส่วนหนึ่งเนี่ยคนไทยเรามักไม่คุ้นชิงกับการเปิดอะไรแบบนี้คือในมุมในมุมผมเนี่ยนั่งคุยไอ้แบบนี้เราเรียกว่านวัตกรรมเลยก็ว่าได้เพราะไม่เคยมีพรรคไหนเขาทำทีนี้ไอ้คำว่านวัตกรรมเนี่ยหลายคนก็บอกอ้ามันมี 2 แบบ 1 คือมันทำได้จริง 2 คือมันเขียนเวอร์ไว้ก่อน >> ทำได้จริงหรือเปล่าไม่รู้อาจารย์ไปคลุกคลีมาอาจารย์การไปคุยกับคนนู้นคนนึงคนนั้นอาจารย์มองมั้ว่าอ้าจริงๆถ้ามีโอกาสเข้าไปเป็นรัฐบาลกันจริงๆ >> ครับ >> ไอ้สิ่งที่เราประกาศออกมามันทำได้จริงมากน้อยแค่ไหน >> ครับผมว่ามันมี 2 ส่วนแรกคือถ้าเป็นนโยบายเนี่ยมันถึงแม้ว่าเวลามันน้อยนะครับแต่ว่านโยบายส่วนใหญ่เนี่ยอาจจะพูดในส่วนที่ผมรับผิดชอบไว้แล้วกันเรื่องกระบวนการยุติธรรมเรื่องกฎหมายเนี่ยต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องที่ผ่านการศึกษาป่านการตกผลึกทางความคิดนะครับมาพอสมควรแล้วนะ ครับนะหลายเรื่องก็เป็นเรื่องที่ดึงออกมาจากร่างกฎหมายที่มันมีการพูดคุยรับฟังความคิดเห็นกันในชั้นกรรมาธิการของสภาเมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีแล้วก็เอามากลั่นให้กลายเป็นนโยบายที่ต้องการจะทำให้มันสำเร็จขึ้นในเอ่อสมัยประชุมนะสมัยเอ่อสภาชุดชุดต่อไปนะครับ >> ครับ >> เอ่อเพราะแล้วเนี่ยในช่วงที่มีการคุยกันเนี่ยเราก็พยายามดูแล้วว่าอันไหนทำได้ทันทีอันไหนที่ต้องรอไปก่อนนะครับผ่านการดู