📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

‘นักการเงิน’ เตือน ประกันสังคมเสี่ยง เงินหมดเกลี้ยง! ในปี 2598 | กรุงเทพธุรกิจNEWS

กรุงเทพธุรกิจ3:06

Transcription

ดร.พิพัฒน์ KKP เตือนนับถอยหลังประกันสังคม เงินสะสมอาจหมดเกลี้ยงในปี 2598.

อีกหนึ่งเสียงเตือนจาก ดร.พิพัฒน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร หรือว่า KKP ค่ะ. บอกว่า ตอนนี้กองทุนประกันสังคมกำลังเจอกับวิกฤตความเชื่อมั่น ซึ่งถ้าหากว่ายังไม่มีการปฏิรูปในตอนนี้ค่ะ ในปี 2572 กองทุนประกันสังคมจะเริ่มขาดทุน และในปี 2598 เงินสมทบก็จะหายหมดเกลี้ยง. มุมมองของ ดร.พิพัฒน์ เป็นยังไง เดี๋ยวคลิปนี้นิวสรุให้ฟังค่ะ.

ดร.ก็บอกว่า ปัญหาก็คือการลงทุนแบบราชการเกินไปค่ะ ซึ่งเน้นความปลอดภัยจนผลตอบแทนเฉลี่ย 10 ปีได้แค่ 3% กว่าๆ เท่านั้น ซึ่งหนี้มันสู้เงินเฟ้อไม่ไหวแน่นอน. ดอกเตก็เลยเสนอให้เพิ่มความเสี่ยงค่ะ ปรับสัดส่วนหุ้นจาก 35% เป็น 50% และต้องกล้าไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น เพื่อที่จะหนีตลาดหุ้นไทยที่ซบเซา และต้องใช้ระบบ Mark to Market รายงานผลกำไรขาดทุนตามจริง ให้โปร่งใสเหมือนกับกองทุนระดับโลก.

ดร.พิพัฒน์ เป็นอีกหนึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินค่ะ ที่เสนอให้แยกฟังก์ชันการลงทุนออกจากระบบข้าราชการ ซึ่งก็มีอีกหลายท่านค่ะ ที่เสนอให้ใช้ทางเลือกนี้. โดย ดร.พิพัฒน์ ให้เหตุผลค่ะว่า เพราะระบบราชการจ่ายค่าตอบแทนสู้ตลาดไม่ได้ ทำให้เราดึงตัวมือโปรเก่งๆ มาคุมเงินล้านล้านไม่ได้. ดอกเตอร์เสนอโมเดลที่คล้ายกับ กบข. หรือว่า ทปท. ที่มีบอร์ดผู้เชี่ยวชาญจริงๆ มาดูแล ตัดขาดจากการแทรกแซงทางการเมือง เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนทำเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนแบบ 100%.

อีกหนึ่งเรื่องที่ฟังดูแล้วอาจจะเจ็บปวดสักหน่อยค่ะ แต่ว่าดอกเตอร์มองว่าสำคัญมากๆ. โดยดอกเตอเสนอให้ปรับตัวเลขทางบัญชีค่ะ โดยการเสนอให้ขยายอายุเกษียณค่ะ ให้คนส่งเงินสมทบนานขึ้น แต่ว่ารับเงินช้าลง รวมถึงปรับเพดานเงินเดือนที่ใช้คำนวณเงินสมทบจาก 15,000 บาทให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดไหลเข้ากองทุนค่ะ. แม้จะกระทบกับความรู้สึกในระยะสั้น แต่นี่ก็คือวิธีเดียวที่จะรักษาความมั่นคงให้กับคนรุ่นหลังยังมีเงินใช้ตอนเกษียณ.

สุดท้ายที่สำคัญก็คือเรื่องของธรรมาภิบาล การทุจริต หรือการลงทุนที่ไม่โปร่งใส แม้เพียง 1% ก็ทำลายความเชื่อมั่นของแรงงานไทยทั้งประเทศได้แล้ว. ดร.พิพัฒน์ ย้ำค่ะว่าต้องมีการเปิดเผยข้อมูลหลายประเภทสินทรัพย์ให้ชัดเจน ไม่ให้เกิดการรั่วไหล เพราะว่าเงินทุกบาทก็คือหยาดเหงื่อของเราทุกคนนั่นเอง.

20-30 ปีข้างหน้าค่ะ คือบทพิสูจน์ว่าเราจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ทันมั้ย. แล้วเพื่อนๆ คิดว่ามุมมองของ ดร.พิพัฒน์ จาก KKP นั้น เป็นยังไง ลองคอมเมนต์มาแลกเปลี่ยนกันหน่อยค่ะ. คอมเมนต์เสร็จแล้วกดติดตาม กรุงเทพธุรกิจ ด้วยนะคะ เพราะว่าเราจะเอามุมมองอื่นๆ มาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังอีกแน่นอน. แล้วก็เจอกันคลิปหน้าค่ะ.