📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ความสูญเสียและการได้มา

ธรรมะธาดา15:01

Transcription

สมัยหนึ่ง ขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวนาราม เมืองสาวัตถี มีหญิงหนึ่งชื่อกีสาโคตมี อุ้มลูกซึ่งตายแล้วไปเฝ้าพระองค์ เพื่อให้พระองค์ช่วยเหลือให้ลูกของเธอฟื้นคืนชีพขึ้น นางร้องไห้คร่ำครวญ เพราะเสียดายลูก มาตั้งแต่เช้าจนบ่าย เที่ยวถามหายาซึ่งจะเรียกคืนชีวิตของลูกน้อยมาได้ แต่ไม่มีใครสามารถบอกได้ จนกระทั่งชายผู้เป็นบัณฑิตคนหนึ่ง ได้บอกนางว่า มีหมอวิเศษอยู่คนหนึ่ง พำนักอยู่ ณ วัดเชตวัน ขอให้นางไปหาหมอคนนั้น เป็นพระผู้ทรงศักดิ์เป็นที่พึ่งของคนทั่วไป

นางได้วางบุตรน้อยซึ่งปราศจากวิญญาณลง ณ เบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โปรดประทานเทอญ โปรดประทานชีวิตลูกน้อยของข้าพระพุทธเจ้า มีคนแนะนำมาว่าพระองค์ทรงเป็นหมอผู้สูงสั่ง จะช่วยหม่อมฉันได้อย่างแน่นอน"

"โคตมี จะให้เรารักษาลูกของเธอก็ได้ แต่เงื่อนไขที่จะช่วยชีวิตลูกของเธอนั้น จะต้องมีเมล็ดพืชอย่างหนึ่งประกอบด้วย" พระผู้มีพระภาคตรัสด้วยน้ำพระทัยที่เปี่ยมด้วยความกรุณา

"เมล็ดอะไรพระเจ้าข้า" นางทูลถาม ดวงตาแววโรจน์ด้วยความหวัง

"หายากหน่อยนะ" พระองค์ตรัส

"เมล็ดอะไรพระเจ้าข้า" นางทูลถามย้ำ

"เมล็ดผักกาด" พระองค์ตรัสต่อ "เอามาสัก 1 กำมือ หาได้ทั่วไปพระเจ้าข้า"

ว่าแล้วนางลุกผลุนผลันจะรีบหาเมล็ดผักกาดตามที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์ แต่พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามไว้ พลางตรัสว่า "ช้าก่อน โคตมี เมล็ดผักกาดที่เราประสงค์นั้น จะต้องได้จากเรือนที่ไม่มีคนเคยตายเลย เธอเข้าใจไหม ต้องได้เมล็ดผักกาดในเรือนที่ไม่เคยมีคนตายเลย"

นางกีสาโคตมีรับพระพุทธบัญญัติแล้ว ถามว่า "ในบ้านเรือนนี้ เคยมีคนตายหรือ" เขาจะตอบว่า "เคยมีคนตายแล้ว บางเรือนก็ 1 คน บางเรือนก็ 2 คน บางเรือนก็ 3 คน" นางขอบคุณเขาแล้ว ส่งเมล็ดผักกาดคืน พร้อมกล่าวว่า "ข้าพเจ้าต้องการเมล็ดผักกาดในเรือนที่ไม่เคยมีคนตายเลย"

บางคนได้ฟังนางพูดดังนั้น เกิดความเศร้าสลดใจ เห็นใจในความพยายามของนางที่จะดึงเอาชีวิตของลูกน้อยคืนมา แต่บางคนก็ด่าให้ว่านางเป็นหญิงบ้า ลูกตายแล้วจะเอายาที่ไหนมาทำให้ฟื้นได้ เมล็ดผักกาดอะไรจะช่วยให้คนฟื้นขึ้นมา หากเป็นเช่นนั้นจริง ใครเล่าจะตายเพราะเมล็ดผักกาด มีอยู่ทั่วไป และการที่นางเที่ยวแสวงหาเมล็ดผักกาดในเรือนที่ไม่เคยมีใครตายเลยนั้น ยิ่งบ้าหนักเข้าไปอีก

"บ้า" คำนี้เป็นคำที่คนทั้งหลายชอบพูดเสมอ พูดถึงใครคนหนึ่งซึ่งทำอะไรแปลกกว่าคนทั้งหลาย โดยผู้พูดนั้นไม่ได้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและเหตุการณ์เบื้องหลังแห่งชีวิตของบุคคลผู้นั้นเลย บุคคลย่อมมีพฤติกรรมต่างกันบ้างเหมือนกันบ้าง ในขณะที่ได้รับสิ่งเร้าอย่างเดียวกัน ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับเหตุการณ์เบื้องหลังแห่งชีวิต การอบรมศึกษา ความเชื่อถือทางศาสนา และโรคประจำกาย สิ่งเหล่านี้ย่อมมีอิทธิพลต่อปฏิกิริยาของบุคคลที่แสดงโต้ตอบต่อสิ่งเร้าหรืออารมณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา

มารดาที่ไม่รักลูก เห็นลูกเป็นเครื่องผูกพันให้รุงรัง ไม่สะดวกแก่การเที่ยวเตร่หาความสำราญให้แก่ตนเอง อาจดีใจเมื่อลูกตาย แต่มารดาที่รักลูก ถือเอาลูกเป็นกำลังใจและแสงสว่างแห่งชีวิต เมื่อลูกตายลง ย่อมเศร้าโศกเสียใจมาก นี่คือเหตุการณ์อย่างเดียวกันที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่ปฏิกิริยาที่แสดงออกอาจผิดตรงกันข้ามทีเดียว เมื่อถูกด่า คนหนึ่งอาจด่าตอบทันที และด่าได้เจ็บแสบกว่าที่เขาด่าตนเสียอีก แต่คนหนึ่งอาจนิ่งเฉยไม่โต้ตอบเลย ความแตกต่างข้อนี้ขึ้นอยู่กับอุปนิสัยอัธยาศัยประจำตน และการอบรมของผู้นั้นว่าได้อบรมมาทางใด คนที่ไม่เคยรักลูก หรือลูกไม่เคยตาย อาจไม่ซาบซึ้งในความรู้สึกของนางกีสาโคตมีว่าเป็นอย่างไร จึงแถมด่าให้นางดำติดตัวไปด้วยว่า "หญิงบ้า"

ใครจะว่าอย่างไร นางผู้น่าสงสารก็ตอบรับ คงอุ้มบุตรน้อยเที่ยวแสวงหาเมล็ดผักกาดต่อไป จนกระทั่งเย็นก็ไม่อาจหาเมล็ดผักกาดในบ้านที่ไม่เคยมีคนตายได้ ทุกบ้านจะบอกนางว่า "บุตรหรือธิดา สามีหรือภรรยา มารดาบิดา พี่ชายน้องชาย หรือพี่หญิงน้องหญิงของเขาเคยตายมาแล้ว" นี่คือความรู้ นี่คือประสบการณ์ ที่ทำให้นางได้คิด ได้มีความรู้สึกอันถูกต้องต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย นางไม่ว้าเหว่เกินไปแล้ว เพราะมีเพื่อนร่วมทุกข์ของนางมา เขาเหล่านั้นล้วนได้เคยประสบปัญหาชีวิตแบบเดียวกับนางมาแล้ว ทำไมเขาเหล่านั้นจึงมีชีวิตอยู่ได้ต่อไป ปัญหาชีวิตแบบนี้เป็นของเก่ามาก ใครๆ ยิ่งมีชีวิตอยู่นานก็จะยิ่งพบมาก และในที่สุดมันจะต้องมาถึงตัวเอ ง เพราะทุกคนต้องตาย

"อ้อ เราช่างโง่เสีย" นางอุทานกับตนเอง "สำคัญมั่นหมายว่าของเราเท่านั้นตาย ความจริงบุตรของทุกคนต้องตายทั้งสิ้น ที่ตายไปแล้วก็มี ที่กำลังจะตายก็มี ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องตายต่อไป เหมือนผลไม้ที่ร่วงหล่นอยู่โคนต้นแล้วก็มี ที่กำลังจะหล่นรอแต่ลมพัดเท่านั้นก็มี ที่ขั้วยังแข็งแรงอยู่ก็จะต้องสุกและหล่นในวันต่อไปก็มี บุคคลที่เกิดมาแล้วตายไปก็จำนวนมากมายไฉน เราจึงมาโศกเศร้าถึงแต่บุตรของเราคนเดียว เมื่อเราโศกเศร้าคร่ำครวญอยู่ บุตรนี้ก็ไม่ได้รู้สึกถึงความเศร้าโศกของเราเลย"

นางวางบุตรน้อยลงใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง มองดูบุตรผู้นอนเสมือนท่อนไม้ ความรักบุตรได้ท่วมท้นขึ้นมาอีก นางซบหน้าลงกับซากนั้นแล้วรำพัน อีกมดแดงหลายตัวซึ่งคลานอยู่โคนต้นไม้ ได้ไต่ขึ้นมาบนซาก สมสาโคตมีนั่งดู เธอไม่ได้ปัดป้องให้ แต่เธอนั่งดู ธรรมสังเวชได้เกิดขึ้นแก่นางแล้ว "อ่า ร่างกายที่เรายึดมั่นว่าเป็นของเรานี้ ที่แท้เขาก็ไม่ได้รับรู้ในความยึดมั่นของเราเลย และเป็นสาธารณะแก่สัตว์ทั้งหลายโดยแท้"

นางคิดได้ดังนั้นแล้ว จึงโยนศพบุตรไว้ในป่า แล้วรีบกลับไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคในเวลาเย็น "ได้เมล็ดผักกาดมาแล้วหรือ" พระผู้มีพระภาคตรัสถาม

"ไม่ได้พระเจ้าข้า เพราะไม่มีเรือนใดบ้านใดเลยที่คนไม่เคยตาย" นางตอบ

พระศาสดาทรงแย้มพระโอษฐ์น้อยๆ ดวงพระพักตร์และแววพระเนตรสงบนิ่ง เป็นอาการของผู้เจนจบ อาการของผู้รอบรู้อย่างแท้จริง ครู่หนึ่งจึงเผยพระโอษฐ์ตรัสว่า "แล้วลูกของเธอล่ะ ไว้ที่ไหนเสีย"

"โยนทิ้งไปแล้วพระเจ้าข้า"

"บัดนี้เธอยังรู้สึกเศร้าโศกมากอยู่หรือ"

"หรือความโศกได้ลดลงบ้างแล้ว"

"ลดลงมากแล้วพระเจ้าข้า เกือบจะไม่เหลืออยู่เลย"

"การที่เธอไปเที่ยวหาเมล็ดผักกาดอยู่ครึ่งวันนั้น ช่วยอะไรเธอได้บ้าง"

"ช่วยให้ข้าพระพุทธองค์ทราบความจริงพระเจ้าข้า"

"ความจริงอะไรและอย่างไร"

"ความจริงเรื่องชีวิต และทราบว่าชีวิตทุกชีวิตต้องตาย ไม่เร็วก็ช้า"

"ก่อนที่ลูกของเธอจะตาย เธอก็ไม่เคยมีความรู้เรื่องนี้เลยหรือ"

"เคยเหมือนกันพระเจ้าข้า แต่เมื่อลูกตาย ความรักลูก หลงลูก ทำให้ลืมความจริงทุกสิ่งทุกอย่าง"

"การที่บุคคลต้องสูญเสียอะไรไป จะเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ หรือสูญเสียเพียงเล็กน้อย อยู่ที่สิ่งซึ่งสูญเสียไป หรืออยู่ที่ความรู้สึกของบุคคลผู้นั้น"

นางกีสาโคตมีคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วทูลตอบว่า "อยู่ที่ความรู้สึกของผู้นั้นเองพระเจ้าข้า"

"จรทีเดียว โคตมี เธอตอบถูก เข้าใจถูกแล้ว" พระจอมมุนีทรงนิ่งอยู่ขณะหนึ่ง แววพระเนตรฉายแสงแห่งความกรุณา ทรงเป็นที่พึ่งของโลก ได้พระพักตร์นั้นแจ่มใสเอิบอิ่ม เป็นที่ตั้งแห่งความบันเทิงใจของผู้ได้เข้าใกล้ นางกีสาโคตมีจ้องมองพระพักตร์นั้น นางรู้สึกว่าความโศกในหัวใจนางได้อันตรธานไปหมดสิ้นแล้ว

ครู่หนึ่ง พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า "จำไว้เถิด โคตมี ความสูญเสียในชีวิตคนจะมากหรือน้อย ย่อมขึ้นอยู่กับความรู้สึก เมื่อบุคคลคนหนึ่งตายลง ผู้ใดเสียใจมาก ผู้นั้นย่อมรู้สึกว่าได้สูญเสียอย่างใหญ่หลวง แต่คนที่เสียใจเลย ก็รู้สึกว่าไม่สูญเสียอะไร ในเรื่องอื่นๆ เรื่องตายก็ทำนองเดียวกันนี้"

"พูดถึงความตาย มัจจุราชนั้นไม่เห็นแก่หน้าใคร ย่อมฆ่าเอาบุคคลผู้เมาอยู่ในเรื่องบุตร สามีภรรยา ผู้มีใจซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ไปสู่ทางของตน เหมือนห้วงน้ำใหญ่ท่วมขึ้นมา พัดเอาบ้านของคนที่นอนหลับไปฉะนั้น โคตมีเอ๋ย จงบรรเทาความโศกเสียเถิด ความโศกเป็นที่พึ่งของใครไม่ได้ มีแต่จะทำลายบุคคลผู้นั้นให้เสื่อมลงทั้งร่างกายและจิตใจ เธอพยายามปลงเสียว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เมื่อมีเกิดก็ย่อมมีดับ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วคราวแล้วดับไป ลักษณะของสิ่งทั้งปวงเป็นอยู่อย่างนี้ จะยึดถือเหนี่ยวรั้งไว้เท่าไรก็หาหยุดไม่ หน้าที่ของเราก็คือ รู้ตามความเป็นจริงแล้ว มองดูสิ่งต่างๆ ด้วยอุเบกขาและสติอันบริสุทธิ์ สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ก็จะไม่เป็นพิษแก่จิตใจของเรา มีแต่จะเพิ่มพูนสติปัญญาและความว่องไวของดวงจิตให้มีมากขึ้น มากจนกระทั่งเต็มเปี่ยม บริบูรณ์ จิตใจซึ่งเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ไปด้วยอุเบกขาและสติอันบริสุทธิ์นั้น อารมณ์อะไรๆ จะทำให้หวั่นไหวไม่ได้เลย อารมณ์อื่นที่เป็นพิษ ไม่มีช่องว่างที่จะแทรกเข้าไปได้"

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสจบลง นางกีสาโคตมีผู้ส่งกระแสจิตไปตามพระพุทธดำรัส ก็ได้บรรลุโสดาปฏิผล เป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้นแล้ว จึงทูลขอบรรพชาต่อพระผู้มีพระภาค พระศาสดาทรงส่งไปสู่สำนักของภิกษุณี ให้ภิกษุณีบรรพชาแล้ว ได้อุปสมบทในสงฆ์ 2 ฝ่าย คือในหมู่ภิกษุณีสงฆ์ แล้วอุปสมบทในหมู่ภิกษุสงฆ์ นี่เป็นธรรมเนียมในการอุปสมบทภิกษุณีทั้งปวง

คืนหนึ่ง ภิกษุณีกีสาโคตมีถึงวาระอยู่เวรเฝ้าอุโบสถ จึงจุดประทีปแล้วนั่งดูประทีปนั้น แสงไฟบางครั้งก็สว่างมาก บางครั้งก็ดับไป นางได้กำหนดดวงประทีปนั้นเป็นอารมณ์ คิดว่า "สัตว์ทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นและดับ เหมือนดวงประทีปที่ตั้งอยู่เบื้องหน้านี้ เมื่อถึงนิพพานแล้ว อาการเกิดและดับย่อมไม่มี"

พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระคันธกุฎีส่วนพระองค์ ได้ทรงทราบว่าจิตของภิกษุณีกีสาโคตมีแล้ว จึงทรงแผ่พระรัศมีออกไป เสมือนประทับนั่งอยู่ ณ เบื้องหน้าของภิกษุณีนั้นเอง แล้วตรัสว่า "โคตมี เธอคิดอย่างนั้นถูกแล้ว ความเป็นอยู่แม้เพียงขณะเดียวของบุคคลผู้ได้เห็นพระนิพพาน แม้เป็นอยู่ตั้งปี" พระศาสดาผู้ทรงอนุเคราะห์โลก ได้ตรัสอธิบายพระธรรมแก่นางกีสาโคตมีอีกเป็นอเนกปริยาย เมื่อจบลง นางก็ได้บรรลุอรหัตผล ด้วยประการฉะนี้

เรื่องราวของนางกีสาโคตมีก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขกายสบายใจ จงบังเกิดมีทุกท่านทุกคที่ติดตามรับฟัง บุญรักษาธรรมรักษา วาสนาดีทุกท่านทุกค

จากหนังสือ พุทธจริยา เขียนโดยอาจารย์ วสิน