📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ชูวิทย์ come back หลังทุ่มเงินกว่า 50 ล้านรักษามะเร็งตับด้วยวิธี Cryoablation

Doctor Tany23:26

Transcription

สวัสดีครับ ผมคิดว่าหลายคนนะครับ น่าจะได้เห็นคุณชูวิทย กมลวิสิทธิ์เนี่ย แกกลับมาแข็งแรงแล้วก็มีบทบาททางการเมืองเพิ่มมากขึ้นในช่วงนี้นะครับ

แกเนี่ยหายไปสักพักใหญ่เลยทีเดียว เพราะว่าแกต้องไปรักษาโรค มะเร็งตับของแกนะครับ ล่าสุดเนี่ยแกบินไปที่ประเทศจีนเพื่อที่จะทำวิธีการรักษาพิเศษที่เรียกว่า Cryoablation โดยหมดเงินไปกว่า 50 ล้านบาทเลยทีเดียว วันนี้นะครับ ผมก็เลยอยากจะหยิบยกเรื่องราวของ Cryoablation มาเล่าให้ฟังนะครับ ว่ามันเป็นการรักษาประเภทไหนและหวังผลอะไรบ้างในกรณีมะเร็งตับของคุณชูวิทย์ เดี๋ยวเล่าให้ฟังนะครับ

พบกับผมนะครับ นายแพทย์ธนีธนียวัตร เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอดและวิกฤตบำบัดนะครับ

เรื่องราวของมะเร็งตับของคุณชูวิทย์เนี่ย ผมเคยวิเคราะห์ไปแล้วเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนนะครับ ในขณะนั้นคุณชูวิทย์บอกว่าตัวเองเป็นมะเร็งตับระยะที่ 3 นะครับ แล้วก็มีชีวิตอยู่ต่อได้อีกแค่ 8 เดือนเท่านั้นเอง หลังจากนั้นเนี่ย แกก็บินไปที่สกอตแลนด์เพื่อรับการรักษา นะครับ แกก็เล่าว่าแกได้รับเคมีบำบัดนะฮะ มีปัญหาเยอะแยะไปหมด ร่างกายมันร้อนนะครับ แล้วก็มีน้ำหนักที่ลดลงไปค่อนข้างเยอะ ช่วงนั้นเนี่ยก็เห็นบอกว่าหมอก็เริ่มหมดหวังและบอกว่า เออ ให้ทำใจเถอะนะครับ มีอะไรก็รีบๆ ทำ รีบสั่งเสียไว้ นะครับ

ในขณะนั้นคุณชูวิทย์เนี่ย แกก็ถึงขั้นว่าจองหลุมศพไปเรียบร้อยแล้วนะ ว่าจะอยู่ที่ไหนจะยังไง บอกลูกสาวบอกว่า เออ ถ้าพ่อเสียชีวิตไปนะ ร้องไห้ให้แค่วันเดียว หลังจากนั้นเนี่ย ให้สู้ต่อ นะแกก็พูดอย่างงั้น

แต่ปรากฏว่าในขณะที่แกนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลเนี่ย หลานแกที่ฮ่องกงก็มาเยี่ยมครับ แล้วหลานก็บอกว่า เฮ้ย ไปรักษาที่จีนไหม แกก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วครับ เลยบินไปที่ประเทศจีนนะครับ เสียเงินกว่า 50 ล้านบาท เพื่อที่จะทำการรักษาชนิดพิเศษที่เรียกว่า Cryoablation นะครับ และแกเคยมีพูดอยู่ครั้งนึงว่า ถ้าสามารถทำให้มะเร็งเนี่ย มันมีขนาดเล็กกว่า 5 ซม. ได้ แกจะได้รับการปลูกถ่ายตับนะครับ

ล่าสุดเนี่ย ที่แกออกมาให้ความเห็นในรายการต่างๆ แกก็บอกว่ามะเร็งของแกตอนเนี้ย หลังจากที่ได้รับการรักษาด้วยวิธี Cryoablation มันมีขนาดที่เล็กลงนะครับ แต่ว่ามันยังไม่หายขาดนะ อันนี้คือเรื่องราวทั้งหมดที่ผมอัปเดตมาได้จากกรณีที่คุณชูวิทย์มาเล่าให้ฟังในรายการ แล้วก็จากเพจต่างๆ นะครับ

ทีนี้เรื่องราวพวกนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ นะครับ ต้องบอกอย่างงี้ว่าเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน คุณชูวิทย์บอกว่าตัวเองเป็นมะเร็งตับระยะที่ 3 นะครับ ระยะที่ 3 เนี่ย มันแปลว่ายังไม่ได้มีการแพร่กระจายออกไปนอกตับนะครับ ยังไม่ได้มีการกระจายไปปอด ไปกระดูก ไปที่อื่นๆ นะครับ ซึ่งหมายความว่ายังพอมีหวังที่จะรักษาให้หายได้นะครับ

จุดประสงค์หลักของการรักษาเนี่ย เราต้องการให้ตัวก้อนมะเร็งมันมีขนาดเล็กลงๆ ในที่สุดแล้ว พอมันเล็กมากๆ ทุกๆ อย่างดี เราเปลี่ยนตับครับ ปลูกถ่ายตับ เอาตับใหม่ใส่เข้าไป เอาตับเก่าที่มันมีปัญหาเนี่ย ทิ้งออกไปนะครับ และแบบเนี้ย ก็จะเป็นฉากทัศน์ที่เราต้องการมากที่สุดนะครับ แต่ก่อนที่เราจะทำขั้นนั้นได้เนี่ย เราก็จะ ต้องทำการทำยังไงก็ได้ให้ตัวมะเร็งเนี่ย มันเล็กลง มันตอบสนอง เพื่อที่จะหวังผลว่าการปลูกถ่ายตับเนี่ย จะได้ผลดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นะครับ

ในขณะนั้นผมได้มีการพูดไว้ว่า การแบ่งระยะมะเร็งตับเนี่ย มันมีอยู่ 2 วิธีหลักๆ ที่เราใช้กันในปัจจุบัน แบบแรกเราเรียกว่า Tumor Lymph Node Metastasis Staging หรือ TNM staging นะครับ ซึ่งอันนี้เนี่ย มันอาจจะไม่ค่อยมีความชัดเจนขนาดนั้นนะครับ เดี๋ยวนี้ก็เลยไม่ค่อยได้ใช้อันนี้กัน อย่างไรก็ตาม อันนี้แหละครับที่เป็นตัวบอกว่า อ่า คุณชูวิทย์ อยู่ระยะไหน ซึ่งอันนี้กรณีนี้คือระยะที่ 3 แต่มันมีวิธีแบ่งอีกแบบนึง ซึ่งมีความแม่นยำสูงกว่านั้นมากนะครับ แล้วก็บอกได้เลยว่าจะมีโอกาสที่จะมีชีวิตรอดได้กี่ปี หลังจากที่การรักษาแบบนั้นแบบนี้แล้ว จะต้องทำยังไงต่อ นะครับ อันเนี้ย เราเรียกว่าเป็น อ่า Barcelona Clinic for Cancer Staging นะครับ อ่า เป็นการแบ่งแบบบาร์เซโลน่าแล้วกันของสเปนนะครับ อันนี้เนี่ย เท่าที่ดูนะครับ คุณชูวิทย์เนี่ย จะอยู่ใน Stage B Stage B เนี่ย มันมีความหมายว่า มันอาจจะมีตัวก้อนเนี่ยที่มันใหญ่ แล้วมันก็อยู่ใกล้เส้นเลือดนะครับ แต่มันยังไม่ทะลุกัดกินเข้าไปในเส้นเลือดนะ ครับ ซึ่งยังแปลว่ามันพอมีหวังที่จะจัดการกับมันได้นะครับ

ปัญหาของการที่มันอยู่ใกล้เส้นเลือดพวกนี้นี่แหละ ที่ทำให้เรามีวิธีทำให้มันเล็กลงได้ยากมากมากนะครับ โดยทั่วไปเวลาที่เรามีก้อนมะเร็งเนี่ย เรามีวิธีที่ทำให้ก้อนมันหดลงได้หลากหลายวิธีนะครับ ยกตัวอย่างเช่น วิธีที่เราฉีดสารตัวที่มันเป็น อ่า เคมีบำบัดต้านมะเร็งเข้าไปที่หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งโดยตรง หรือที่เราเรียกว่า TACE Transarterial Chemoembolization นะครับ อันเนี้ยจะใช้วิธีนี้ก็ได้ หรือวิธีอื่นก็ได้เหมือนกันนะครับ แต่วิธีนี้มันก็อาจจะมีความยากลำบากในกรณีของคุณชูวิทย์นะครับ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าแกทำวิธีนี้หรือเปล่า หรือว่าแกทำร่วมกับวิธีอื่น แต่ที่แน่ๆ แกได้เคมีบำบัดเท่าที่ผมฟังมานะครับ

ถ้าวิธีนี้ไม่ได้ผลเนี่ย มันก็จะมีวิธีอื่นๆ อีกที่เขาใช้กัน ก็คือวิธีที่ใช้คลื่นวิทยุไปสร้างความร้อนทำลายมะเร็ง เราเรียกวิธีนี้ว่า RFA Radio Frequency Ablation อีกวิธีนึงก็คือ Microwave Ablation อ่า ใช้วิธีเหมือนกันแต่ใช้คลื่นไมโครเวฟแล้วก็สร้างความร้อนในก้อนมะเร็งให้มันหายไป วิธีที่ 3 คือ Cryoablation แบบที่คุณชูวิทย์เนี่ย เขาใช้

ถามว่า 3 วิธีเนี้ย มันแตกต่างกันยังไง แล้วทำไมกรณีของคุณชูวิทย์ Cryoablation ถึงเป็นความหวังนะครับ ต้องบอกอย่างงี้ครับว่า เวลาที่เราใช้ 2 วิธีแรก คือใช้คลื่นความถี่วิทยุแล้วก็ใช้ไมโครเวฟเนี่ย สร้างความร้อนที่ก้อนให้ก้อนมันตายไปใช่ไหม ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า ถ้าก้อนตัวเนี้ย มันอยู่ใกล้หลอดเลือด หลอดเลือดเนี่ย มันจะเป็นตัวลดความร้อน มันเหมือน Heat sink ในคอมพิวเตอร์เรานี่แหละครับ มันระบายความร้อนออกไป ทำให้ความร้อนที่เราสร้างเข้าไปอ่ะ มันไม่ได้ผล ทำให้มะเร็งตรงนั้นน่ะ มันไม่ตาย ดังนั้นกรณีของคุณชูวิทย์เนี่ย ใช้ 2 วิธีเนี้ย อาจจะลำบากนะครับ แล้วเท่าที่ผมดูเนี่ย คุณชูวิทย์ก็เคยพูดไว้ว่ามะเร็งของเขามันอยู่ใกล้หลอดเลือดเสียด้วย ดังนั้นเนี่ย 2 วิธีเนี้ย อาจจะไม่ได้ผลเต็มที่นะครับ หมอที่สกอตแลนด์เค้าก็เลยอาจจะคิดว่า เออ ถ้าอย่างนั้นเนี่ย เราให้เคมีบำบัด หรือให้ภูมิคุ้มกันบำบัดเข้าไปทางหลอดเลือดนะครับ เพื่อจัดการกับเซลล์มะเร็งร่วมกับวิธีเหล่านี้ วิธีเดียวที่ 1 แต่คงทำแล้วก้อนมันก็ไม่ได้ยุบอย่างที่อยากจะให้มันยุบ มันก็เลยไม่สามารถปลูกถ่ายตับได้นะครับ

ดังนั้นแล้ว ทำยังไงดี เราก็เลยต้องเลือกวิธี Cryoablation แต่ถามว่าทำไมเราถึงไม่เลือก Cryoablation ตั้งแต่แรก เหตุผลมันเป็นอย่างงี้ครับ ปกติวิธีในการทำลายก้อน เดี๋ยวนี้วิธี Radio Frequency Ablation กับวิธี Microwave Ablation เนี่ยจะได้ผลค่อนข้างจะดี และผลข้างเคียงของมันจะน้อยกว่า Cryoablation เราจึงมักจะเลือก 2 วิธีนั้นมากกว่า แต่ในกรณีของคุณชูวิทย์อาจจะเป็นกรณีพิเศษ เพราะก้อนมันค่อนข้างที่จะอยู่ใกล้กับตัวหลอดเลือดมาก และโดยทั่วไป Cryoablation เนี่ยจะเหมาะสำหรับก้อนขนาดเล็ก แต่ของคุณชูวิทย์เนี่ย ก้อนขนาดใหญ่เท่าที่ฟังดูในข่าวเนี่ย บอกว่าใหญ่กว่า 5 ซม. ดังนั้น Cryoablation น่ะ ไม่ใช่ของง่ายที่เราทำกัน เค้าจึงไม่ได้เลือกวิธีนี้เป็นวิธีแรกนะครับ แต่ที่จีนเค้าอาจจะมีคนที่ มีความเชี่ยวชาญเทคนิคนี้มากๆ แล้วทำบ่อย จนกระทั่งรู้สึกว่า เอ้ย มันได้นะ น่าจะได้ผล ถึงแม้มันอยู่ใกล้เส้นเลือด ถึงแม้มันจะขนาดใหญ่ที่คนอื่นเขาทำไม่ได้นะ แต่ที่นี่ทำได้ คุณชูวิทย์แกก็เลยบินไปเลยครับ เสีย 50 ล้าน แล้วจริงๆ ค่ารักษาทั้งหมดเนี่ย แกบอกว่าแกเสียไปเป็น 100 ล้านแล้วนะ ค่อนข้างจะเยอะนะครับ

งั้นพอไปถึงที่จีนเนี่ย เค้าก็วิธีการทำ Cryoablation คือการแทงเข็มเข้าไปในตัวก้อนมะเร็งเลย แล้วก็ปล่อยความเย็นนะครับ จนมันเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นเหมือนเป็น Ice ball เป็นก้อนน้ำแข็งนะครับ ก็จะเป็นขอบก้อนน้ำแข็ง เราจะเห็นเป็นขอบก้อนชัดเจน เวลาที่เราทำเนี่ย เราสามารถใช้ Ultrasound หรือ CT Scan ดูได้เลยว่าขอบน้ำแข็งมันเกิดขึ้นตรงไหนบ้าง และอันนี้แหละครับที่มันเป็นจุดเด่น เมื่อเทียบกับ Radio Frequency Ablation กับ Microwave Ablation เพราะ 2 อันนั้นเนี่ย คุณจะไม่ค่อยเห็นขอบมันเท่าไหร่ แต่ขอบน้ำแข็งเนี่ย คุณเห็นชัด คุณรู้เลยว่าคุณยิงเข้าไปเนี่ย มันกินไปถึงตรงไหนแล้วนะครับ แล้วไอ้พวกเนี้ย เส้นเลือดอยู่ใกล้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรด้วยนะครับ มันสามารถจัดการกับตัวก้อนมะเร็งได้โดยตรงนะครับ

และพอก้อนมะเร็งมันกลายเป็นน้ำแข็งเสร็จปุ๊บใช่มั้ยฮะ เรารู้ว่าเรา รักษาตรงไหนได้ตรงเป๊ะๆ จากภาพถ่ายที่เราทำในขณะที่เราจี้เข้าไป หลังจากนั้นเนี่ย ก้อนมะเร็งมันก็จะหดลง และมันก็จะตายเพราะความเย็น เวลาที่มันตายเนี่ย เซลล์ของตัวก้อนมะเร็งเนี่ย มันจะแตกนะครับ แตกเสร็จปุ๊บ ข้างในเซลล์เนี่ย มันจะมี Antigen หรือสิ่งต่างๆ ที่แสดงตัวตนว่ามันคือมะเร็ง แล้วแพร่กระจายออกมาในหลอดเลือด ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาว หรือภูมิคุ้มกันของเราเนี่ย เห็นมันแล้วก็รู้สึกว่า เฮ้ย นี่เนี่ย เป็นไอ้ตัวโจรที่มันหลบอยู่ในร่างกายเรา ต้องมากำจัดนะครับ เพราะต้องบอกอย่างงี้ครับว่า ปกติเวลามะเร็งมันอยู่เป็นก้อนเนี่ย มันจะพยายามปกปิดตัวเอง เหมือนเราอยากจะเป็นโจรเข้าเมืองเนี่ย เราต้องใส่หมวกกันน็อคปิดหน้าปิดตา ไม่มีใครรู้เลยว่าเราคือใครนะครับ แต่ว่าพอเจอเซลล์ตาย มันเหมือนโดนกระชากหน้ากาก เรารู้ อ๋อ ไอ้นี่โจร ภูมิคุ้มกันของเรามันเลยจำได้ มันเห็นมันก็รีบเข้าไปจัดการนะครับ

และการจัดการของมันเนี่ย มันไม่ได้จัดการแค่ตัวเฉพาะก้อนมะเร็งที่มันอยู่ในตับเท่านั้น แต่ถ้าเกิดมีก้อนเล็กๆ ซ่อนอยู่ที่อื่นที่ไม่ใช่ก้อนที่เรายิงความเย็นเข้าไป เช่นมันอาจจะกระจายไปบริเวณอื่นของตับ หรือไปที่อื่นที่มันไกลกว่านั้นแล้วเราหา มันไม่เจอเนี่ย มันก็จะสามารถที่จะมีภูมิคุ้มกันเราไปจัดการได้ อันเนี้ยเราเรียกว่า Abscopal Effect นะครับ Abscopal Effect เนี่ย คือการที่ภูมิคุ้มกันของเรา มันเจอมะเร็งแล้วมันสามารถไปจัดการกับมะเร็งที่มันอยู่ที่อื่น ซึ่งไม่ใช่บริเวณที่เรา รักษาได้อย่างไรก็ตามครับ Abscopal Effect เนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นเสมอไปนะครับ รวมทั้งบางกรณีอาจจะได้ผลตรงกันข้าม ถ้าเกิดว่าความเย็นที่เรายิงเข้าไปเนี่ย มันไม่แม่นเพียงพอ แล้วไอ้ตัวขอบของก้อนน้ำแข็งเนี่ย มันไม่เย็นพอที่จะฆ่าเซลล์มะเร็งตรงขอบนะครับ มันจะได้ผลตรงกันข้ามก็คือเกิดการอักเสบเพิ่มมากขึ้นนะครับ พอเกิดการอักเสบเพิ่มมากขึ้น ทีนี้แหละมันยิ่งทำให้ก้อนมะเร็งเนี่ย มันโตกว่าเดิม ดังนั้นไอ้ Abscopal Effect เนี่ย อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้

อย่างไรก็ตามครับ เดี๋ยวนี้เนี่ย มันมีงานทดลองใหม่ๆ ว่าเราอยากจะให้มันได้ผลดีๆ ใช่มั้ย ก็ต้องมีความแม่นยำในการยิงไอ้ตัวน้ำแข็งให้มันเป๊ะๆ คิดว่าคนจีนที่ทำคนเนี้ย เขาคงจะเก่งมากในการกะระยะให้มันแม่นเป๊ะๆ เลยให้ขอบๆ ของมะเร็งเนี่ยตายเกลี้ยงไม่เหลือเลยนะครับ แล้วหลังจากนั้นเนี่ย มันก็เลยจะไม่มีการอักเสบรุนแรงเกิดขึ้น ส่วนมะเร็งที่ตายเนี่ย ก็จะถูกกระชากหน้ากาก ทำให้ภูมิคุ้มกันของเราตอบโต้ของมันได้ง่ายขึ้น

นอกเหนือจากนี้ เค้ายังอาจจะเสริมภูมิคุ้มกันบำบัด ทำให้ภูมิคุ้มกันที่ไปจัดการกับเซลล์มะเร็งเหล่าเนี้ย มันตื่นและทำงานได้มากขึ้นกว่าปกติ นะครับ ก็เลยจะได้ผล 2 อย่างก็คือ ไอ้ตัวมะเร็งตัวเนี้ย มันตายไปแล้วนะครับ ได้ภูมิคุ้มกันเรามาจำหน้ามันได้จัดการ แต่ภูมิคุ้มกันเรามันก็มีข้อจำกัด จัดการได้แป๊บเดียว แล้วเดี๋ยวมันก็อาจจะ เอ้ย เบื่อละ หรือมันก็เหนื่อย มันก็ไม่จัดการเราเลย สามารถให้ยาบางตัวที่ไปทำให้ภูมิคุ้มกันพวกเนี้ย ไม่เบื่อ ไม่เหนื่อย ไม่ล้า แล้วจัดการกับมันต่อไปนะครับ สามารถให้ร่วมกันได้ แต่ยังเป็นการทดลองอยู่ ยังไม่ได้เอามาใช้ว่าเป็นวิธีในการรักษามาตรฐานอย่างแท้รูนะ ครับ

อ่ะ นี่คือวิธีการรักษา ทีนี้หลายคนก็คงสงสัยครับว่า แล้วเราจะเลือกวิธี Cryoablation บ้างได้ไหม ถ้าเราเป็นมะเร็งตับแบบกรณีของคุณชูวิทย์นะครับ ต้องบอกอย่างงี้ครับ วิธีนี้จะไม่ใช้ในคนที่เป็นมะเร็งแพร่กระจาย ดังนั้นกรณีของคุณชูวิทย์ที่หลังๆ มีคนมาสงสัยว่าแกเป็นระยะไหนกันแน่ บอกเลยครับ ของคุณชูวิทย์ไม่ใช่ระยะแพร่กระจาย เพราะถ้ามันแพร่กระจายไปแล้ว เราไม่ต้องคิดถึงเรื่องการปลูกถ่ายตับเลยครับ มันเป็นไปไม่ได้ ปลูกปุ๊บมันก็เสียทันทีนะครับ หรือเราไม่สามารถที่จะคิดได้เลยว่า ถ้ามันกระจายออกไปนอกตับแล้ว ยังไงคุณก็ไปจัดการกับก้อนมะเร็งตับไม่ได้ เพราะมันกระจายออกไปข้างนอกตับแล้ว ดังนั้นกรณีของคุณชูวิทย์เนี่ย จึงไม่ใช่ระยะแพร่กระจายแน่ๆ น่าจะเป็นแค่ระยะที่ 3 หรือถ้าเป็น Staging แบบบาร์เซโลน่าเนี่ย ก็น่าจะอยู่แค่ Stage B เท่านั้น เพราะถ้าเกิดเป็น Stage C เนี่ย อาจจะมีปัญหาที่มากกว่านี้ก็ได้นะครับ

และถ้าเราจะทำ Cryoablation เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่เราทำได้ ข้อแรกคือระยะต้องไม่แพร่กระจาย ถ้าเป็นระยะแพร่กระจายไปแล้ว เราทำเพื่อประคับประคองเท่านั้น ไม่ ไม่ได้สามารถทำให้มันหายได้นะครับ อันนี้อันที่ 1 อันที่ 2 เราต้องระมัดระวังให้แน่ใจว่าคนไข้เนี่ย ไม่ได้มี อ่า เลือดออกผิดปกติ เพราะบางคนเวลาตับเนี่ย มันเจอ มะเร็งกินไปนะครับ มันทำหน้าที่ผิดปกติ มันก็จะมีเลือดออกง่ายผิดปกติ ดังนั้นเราต้องตรวจด้วย เพราะว่าถ้ามีเลือดออกง่ายผิดปกติ ยิ่งคุณทำ Cryoablation เนี่ย เลือด ยิ่งออกครับนะ ต่อมาตับจะต้องไม่วนบริเวณ ก้อนเนี่ย มันจะต้องไม่อยู่ใกล้อวัยวะสำคัญ เช่นตัว อ่า ตัว ถุงน้ำดี ตัวกระบังลมที่อยู่ด้านบนนะครับ กระเพาะอาหาร หรือลำไส้ อะไรที่อยู่ใกล้ๆ เนี่ย ต้องไม่มีพวกนี้อยู่ใกล้ เพราะว่าถ้าเกิดคุณใช้จี้เย็นไปแล้วมันอยู่ใกล้อวัยวะเหล่านี้ ก็อาจจะเป็นอันตรายต่ออวัยวะเหล่านั้นได้นะครับ แล้วเกิดการติดเชื้อ เกิดเป็นหนองที่อยู่ในตับ และอันนั้นล่ะครับ ก็คือเสียชีวิตแน่ๆ นะครับ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ อ่า เขาใช้ในการเลือกว่าใครจะทำได้ทำไม่ได้

และต้องแน่ใจว่ามันไม่มีก้อนเนี้ย เข้าไปทำร้ายหลอดเลือดนะครับ มันอยู่ใกล้หลอดเลือดได้ แต่ห้ามให้ก้อนตัวเนี้ย เข้าไปในหลอดเลือด เพราะถ้าเข้าไปแล้วเนี่ย อันเนี้ย หมายความว่าระยะที่ 4 แล้วครับ มันมีโอกาสแพร่กระจาย ทำ Cryoablation ไปก็ไม่ได้ประโยชน์นะครับ ดังนั้นหมอพิจารณาตรงนี้ก่อนว่าทำได้หรือไม่นะครับ

ส่วนผลข้างเคียงของการทำ Cryoablation คืออะไร อ่ะ 1 อาจจะเจ็บนะครับ อันที่ 2 มันมี เอ่อ มีปัญหาอย่างหนึ่งซึ่งเรียกว่าเป็น เอ่อ Cryo shock นะครับ Cryo shock เนี่ย คือบางคนนะครับ ที่ความเย็นมันใช้มากๆ หรือก้อนมีขนาดใหญ่มากๆ แล้วใช้ Cryoablation เนี่ย มันจะเกิดการอักเสบแบบทั่วร่างกายนะครับ เราเรียกว่า Cytokine Storm ซึ่งไอ้เนี่ย มันจะทำให้ความดันตก หัวใจเต้นเร็วนะครับ แล้วอวัยวะต่างๆ เนี่ยล้มเหลว โอกาสจะเกิด Cryo shock เนี่ย เจอได้น้อยมาก แต่ถ้ามันเกิดขึ้นมาแล้ว อัตราการตายค่อนข้างที่จะสูงเลยทีเดียว และจะไม่สามารถใช้วิธีเดิมในการรักษา มะเร็งได้ ถึงแม้ว่าจะรอดมาได้ เพราะไม่มีใครกล้าเดี๋ยวมันเกิดอีกนะครับนะ อันนี้ก็เป็นปัญหาของการใช้ อ่า แบบเย็นนะครับ นอกเหนือจากนี้ ถ้าในขณะนั้นตับยังมีการติดเชื้อ หรือมีอะไรอยู่เนี่ย มันทำวิธีนี้ไม่ได้ เพราะมันจะยิ่งทำให้การติดเชื้อเป็นมากขึ้นนะครับ เราก็จะต้องรู้ว่า เออ คนไหนที่เราเลือกทำ Cryoablation ได้แล้ว Cryo shock มันมีผลข้างเคียงยังไงนะครับ

อ่ะ ทีนี้พอเรารู้ตรงนี้ทั้งหมดแล้วเนี่ย กรณีของคุณชูวิทย์ เค้าบอกว่าเค้าเนี่ย ทำวิธีนี้มะเร็งมันเล็กลงมาแล้ว แต่มันยังอยู่ มันยังอยู่ ก็ยังไม่สามารถที่จะจัดการกับมันได้ ขั้นตอนต่อไปเนี่ย เราต้องมาดูว่ามันสามารถปลูกถ่ายตับได้หรือยัง เปลี่ยนตับได้เปล่า นะครับ

เวลาที่เราจะเปลี่ยนตับเนี่ย มันก็จะมีข้อบ่งชี้อันหนึ่งซึ่งเรียกว่า Milan Criteria การที่เราจะทำการปลูกถ่ายตับได้ จะต้องมีครบทุกข้อของ Criteria คืออะไรบ้าง ข้อแรกนะครับ ก้อน ถ้ามันมีก้อนเดียว จะต้องเล็กกว่า 5 ซม. ซึ่งอันเนี้ย ผมเคยได้ยินข่าวคุณชูวิทย์บอกว่า เอ่อ ถ้าก้อนแกเล็กกว่า 5 ซม. แกสามารถปลูกถ่ายตับได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ปลูกถ่ายแล้วมะเร็งมันยังอยู่ในตัวเค้านะครับ ผมไม่แน่ใจว่าเค้ามีก้อนเดียว หรือมีมากกว่านั้นนะครับ อ่ะ แต่ถ้ามีก้อนเดียว มันต้องเล็กกว่า 5 ซม. ถ้ามีมากกว่านั้น ก็คืออนุโลมให้ได้ 3 ก้อนนะครับ แต่ละก้อนเนี่ย จะต้องมีขนาดไม่เกิน 3 ซม. ซึ่งอันนี้ก็อาจจะเป็นกรณีของคุณชูวิทย์ก็ได้ ที่เอาตอนแรกมีก้อนใหญ่กว่า 5 เราทำให้มันเล็กกว่านั้นได้มั้ยนะ ครับ เล็กกว่า 3 ได้มั้ย หรือมันยังไม่เล็กกว่า 3 อ่า ถ้ายังไม่เล็กกว่า 3 มีมากกว่า 3 ก้อน ก็ยังสามารถ ก็ยังไม่สามารถปลูกถ่ายตับได้ อันนี้ที่ 1

อันที่ 2 จะต้องไม่มีก้อนใดก้อนหนึ่งที่มันลุกล้ำไปในหลอดเลือดนะครับ เราเรียกว่า Vascular Invasion จะต้องไม่มีการลุกล้ำเข้าหลอดเลือด จะต้องไม่มีการกระจายเข้าหลอดน้ำเหลือง หรือต่อมน้ำเหลือง ไม่มี การกระจายออกนอกตับ ไม่ฉะนั้นจะปลูกถ่ายตับไม่ได้นะครับ ที่สำคัญจะต้องมีผลเลือดตัวนึงชื่อว่า Alpha-fetoprotein AFP เนี่ยน้อยกว่า 1,000 เพราะนั้นถ้ามันมากกว่า 1,000 โอกาสที่มันจะมีมะเร็งซ่อนอยู่เนี่ย ค่อนข้างที่จะเยอะนะครับ เป็นมะเร็งที่เรายังทำลายไม่หมด

ดังนั้นกรณีของคุณชูวิทย์ที่ขณะเนี้ย ยังไม่ได้รับการปลูกถ่ายตับนะครับ น่าจะเป็นเพราะว่าอย่างใดอย่างหนึ่งใน 4 อย่างเนี่ย มันยังมีปัญหาอยู่นะครับ เท่าที่ผมดูเนี่ย ไม่ ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องของการกระจายออกนอกตับ หรือไปต่อมน้ำเหลือง หรือไปหลอดเลือด มันก็จะเหลืออยู่แค่ 2 เหตุผลเท่านั้นที่กรณีของคุณชูวิทย์ยังไม่ได้รับการปลูกถ่ายตับ 1 ก็คือ AFP อาจจะเยอะกว่า 1,000 อันที่ 2 ก็คือ ก้อนเนี่ย มันอาจจะมีขนาดที่เล็กลงแล้วแหละ แต่มันอาจจะใหญ่กว่า 5 ซม. หรืออีกกรณีก็คือ มันมี 3 ก้อนแหละ แต่ 3 ก้อนเนี้ย มันยังมีสักก้อนนึงที่มันใหญ่เกินกว่า 3 ซม. หรือมันมีก้อนที่ 4 ซึ่งอันนั้นก็ต้องพิจารณาเป็นรายว่าเราจัดการกับ ไอ้ก้อนพวกนั้นได้หมดทุกก้อน จนกระทั่งมันเล็กลงมากๆ ได้หรือเปล่านะครับ อันนี้น่าจะเป็นเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง

ส่วนถ้าเกิดว่ากรณีของคุณชูวิทย์ละค่า AFP ลดลงมาก้อนมันตอบสนองดีมากเลยต่อ Cryoablation และทำการปลูกถ่ายตับ ถามว่าจะหายเลยมั้ย คำตอบคือไม่ครับ ไม่หายครับ ถ้าเราปลูกถ่ายตับไปแล้วเนี่ย ถึงแม้ว่าจะทำได้ถูกต้องเป๊ะทุกอย่างเนี่ย โอกาสที่มะเร็งตับมันจะกลับมาใหม่มีอยู่ที่ 8-20% ส่วนมากจะกลับมาในประมาณสักปีถึงปีครึ่งครับ ปีถึงปีครึ่ง ดังนั้นถ้ามันกลับมาในตับที่ปลูกถ่ายอันใหม่นะครับ อันนั้นเราทำอะไรกับมันไม่ค่อยได้แล้วครับ ทำอะไรกับมันไม่ค่อยได้ อาจจะทำ Cryoablation ใหม่อีกรอบนึง ตั้งแต่ตอนที่มันยังเล็กๆ หรืออะไรแบบนี้ก็ได้นะครับ แต่ว่ามันก็จะมีปัญหามากๆ เพราะว่าหลังจากที่เราปลูกถ่ายตับไปแล้วเนี่ย เราจะไม่สามารถให้ยาเคมีบำบัดหลายๆ ตัวได้ เพราะว่ามันจะมีปัญหากับตับที่ปลูกถ่ายค่อนข้างที่จะมาก โดยเฉพาะภูมิคุ้มกันบำบัด ภูมิคุ้มกันบำบัด เราจะไม่สามารถทำได้ในผู้ปลูกถ่ายอวัยวะใดๆ ทั้งสิ้น เหตุผลเพราะว่ายาพวกเนี้ย มันเป็นการปลุกภูมิคุ้มกันของเราให้ฮึกเหิมให้ต่อสู้ ซึ่งมันก็จะหันไปทำลายตับ ซึ่งมันไม่ใช่ตับของเรา มันเป็นตับที่บริจาคมาจากผู้อื่น ดังนั้นมันจึงมีหน้าตาที่แปลกปลอมไป ถ้าเราใช้ยาตัวนี้เข้าไปปุ๊บเนี่ยนะครับ ตับใหม่ก็เสียทั้งตับเลยครับ ดังนั้นมันจึงเป็นข้อจำกัดอย่างยิ่งเลยของการที่เราจะรักษามะเร็งตับในผู้ป่วยที่ปลูกถ่ายตับไปแล้วนะครับ

งั้นของคุณชูวิทย์เนี่ย ก็ยังอีกยาวนะครับที่เราจะต้องเฝ้ารอดูกันว่ามันจะเป็นอย่างไรนะครับ ผลของการรักษาจะเป็นที่น่าพอใจมั้ย เราจะสามารถทำให้ระยะๆ ของคุณชูวิทย์ที่เป็นมะเร็งตับเนี่ย มันลดระยะลงมาจนถึงขั้นที่ปลอดภัย เพื่อที่จะเราจะปลูกถ่ายตับได้มั้ยนะครับ ยิ่งระยะน้อยเท่าไหร่ ยิ่งปลอดภัยเท่าไหร่ การปลูกถ่ายตับเนี่ย มันก็จะยิ่งดีได้ผลมากขึ้นเท่านั้น ก็คือว่ามันจะไม่ได้มีการกลับมาเป็นของมะเร็งได้มากเท่ากับคนที่ปลูกถ่ายทั้งด้านที่ระยะมันก้ำกึ่ง กมกึ่งนะครับ ดังนั้นเนี่ย หมอเขาจะไม่รีบครับ เพราะเขารู้ บางทีบอกว่าเฮ้ย ถ้าเกิดว่าเล็กกว่า 5 ซม. นะ ทำได้เลย อ่า แล้วถ้าเกิดมัน 4.9 ซม. น่ะ คุณทำแล้วเกิดอะไรขึ้น ทำแล้วเนี่ย ปลูกถ่ายตับไปแล้ว มีโอกาสที่มะเร็งมันจะกลับมาใหม่สูงขึ้นครับ แต่ถ้าเกิดคุณบอกว่าทำ ให้เล็กกว่า 5 ซม. แล้วตอนเนี้ย มันเหลืออยู่แค่ 0.5 ซม. เออ เหลือจิ๊ดนึงอย่างเงี้ย แล้วคุณปลูกถ่ายตับ โอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำต่ำครับ นี่หมอก็เลยไม่รีบเลย ต้องดูเป็นขั้นเป็นตอนนะครับ

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็ต้องขอเป็นกำลังใจให้คุณชูวิทย์นะครับ เพราะว่าศึกครั้งนี้มันไม่ง่ายนะครับ แล้วคุณชูวิทย์เนี่ย ก็ต้องมีรับศึกทางด้านของการเมือง ทางคอมเมนต์ต่างๆ ซึ่งผมว่าตรงนี้คุณชูวิทย์เนี่ย แกรับมือได้สบายอยู่ และเพียงแต่ว่าเมื่อไหร่ที่มีความเจ็บปวดทางด้านร่างกายเข้ามาเกี่ยวข้องเนี่ย มันจะทำให้สภาวะทางจิตใจของเราห่อเหี่ยวลง การต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้มันก็เลยยากขึ้นนะครับ

สำหรับคนอื่นๆ ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับ นะครับ แล้วอยากจะไปรักษาด้วยวิธี Cryoablation เนี่ย อันเนี้ย ก็จะต้องพิจารณาคุยกับคุณหมอเป็นรายๆ ไป เพราะว่ามันเป็นวิธีที่ทำได้ค่อนข้างยาก จะต้องมีความแม่นยำสูง จะต้องดูเรื่องของ อ่า ตัว Margin หรือขอบของไอ้ Ice ball หรือไอ้ตัวที่เราสร้างขอบน้ำแข็งขึ้นมาเนี่ย จะต้องแม่นเป๊ะนะครับ ถ้ามันก้อนขนาดใหญ่เนี่ย หมอเขาไม่ค่อยทำกันนะครับ ยกเว้นว่าถ้าหมอคนนั้นจะมีประสบการณ์มากจริงๆ เหมือนหมอที่รักษาคุณชูวิทย์เนี่ย เขาอาจจะเคยทำก้อนที่มันขนาดใหญ่มากๆ หรือมีหลายก้อนมาแล้ว เขามั่นใจในฝีมือเขาเลยทำได้ งั้นอันเนี้ย มันจะแปลว่าไม่ใช่ทุกคนจะทำได้นะครับ

อ่ะ วันนี้ผมก็เล่าให้ฟังประมาณเท่านี้นะครับ โดยสรุปแล้ว ผมคิดว่าคุณชูวิทย์เนี่ย เป็นมะเร็งตับระยะที่ 3 นะครับ ถ้าเป็น Barcelona Staging น่าจะเป็น Stage B นะครับ เป้าหมายของการรักษาคือทำให้ก้อนมะเร็งตัวเนี้ย มันเล็กลงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และปลูกถ่ายตับในที่สุด ปลูกถ่ายตับไปแล้วก็ยังไม่จบเหมือนกันครับ เพราะมีโอกาสที่มะเร็งตับมันยังจะกลับมาได้อยู่ดีนะครับ และเราก็จะต้องกินยาเพื่อที่จะกดภูมิคุ้มกันให้เราสามารถอยู่กับตับใหม่ได้ตลอดไปด้วยนะครับ

วันนี้ก็เล่าให้ฟังประมาณเท่านี้นะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ