📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ใช้กล้อง Sony ทำไมต้องไมค์ Sony อะไรคือความแตกต่างจากไมค์อื่น?

iLoveToGoDotCOM27:11

Transcription

ใช้กล้อง Sony ทำไมต้องไมค์ Sony? เอาแบบเน้นๆ ที่ไมค์อื่นให้ไม่ได้เลยนะครับ

มี 2 ข้อเด่นๆ ข้อแรก ลดความยุ่งยาก ลดความผิดพลาด เราสามารถเสียบไมค์เข้าหัวกล้องได้เลย ไม่ต้องเสียบแจ็ค 3.5 มม. ก็ใช้ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นไมค์ Shure Shotgun แบบนี้ หรือไมค์ Wireless แบบนี้ ก็เสียบได้เลย ไม่ต้องมีสาย

จากประสบการณ์ของผมที่ถ่ายคลิปมาตลอด 10 ปีนะครับ การที่ไมค์ต้องเสียบสายแจ็ค 3.5 มม. เนี่ย มันมีข้อเสียอยู่หลายเรื่อง อย่างแรกเลยคือการเสียบผิด เพราะว่ากล้องเนี่ย มันจะมีช่องแจ็ค 3.5 มม. ที่เป็นช่องหูฟัง กับแจ็ค 3.5 มม. ที่เป็นช่องไมค์ ผมเคยเสียบผิดแล้วไม่รู้ตัว แล้วไม่ได้ทำครั้งเดียว ทำหลายครั้ง อันนี้คือประสบการณ์ล้วนๆ เลย

ก็จะใช้แบบมีสาย เราก็ต้องมีสติ แล้วก็เสียบให้ถูก มีสายไม่พอ ต้องมีสติ เคสที่ 2 เสียบแล้ว แต่เสียบไม่แน่น ที่มันจะชอบมี 2 จังหวะ เสียบกรึ๊กๆ ต้องเป๊ะอย่างเงี้ย เวลารีบๆ มันก็จะไม่เป๊ะ สุดท้ายทำไมอ่ะ เสียบแล้วนิ เสียบครึ่งเดียวเนี่ย ไอ้ตัวเส้นเสียงที่ใช้เช็คเสียงเนี่ย มันก็ขึ้นด้วยนะ ดูแต่เส้นก็ไม่ได้อีก ต้องเอาหูมาฟังนะครับ ยากไปอีก

นอกจากนั้นนะ ขั้วแจ็ค 3.5 มม. ชอบหัก คือเราใช้งานไปสักพักนึงเนี่ย มันจะมีการพยายามดัดเข้าดัดออก ให้มันเข้าทรง หรือแม้แต่การม้วนเก็บสาย ถ้าม้วนไม่ดี หรือเพื่อนหวังดี ม้วนแน่น หักข้างในไม่รู้ด้วย สายมันเหมือนเป็นยางเคลือบไปงี้ใช่มั้ย รู้ได้ไงอ่ะ มันหักไม่หัก แล้วที่น่ากลัวกว่าหักกับไม่หัก คือหักบ้างไม่หักบ้าง เหมือนมันแบบติดๆ ดับๆ บางทีไอ้อันนี้ได้บิดมาทางนี้หน่อย เออ เข้า บิดอีกทีอ่ะไม่เข้าและ อันนั้นคืองานเสียนะครับ คือเช็คจากไอ้ตัวกราฟเสียงอ่ะ มันก็ขึ้นอยู่ดีๆ ใช่มั้ย แต่บางจังหวะเนี่ยหาย ถ้าไอ้ตอนเช็คอ่ะมันขึ้น เราก็คิดว่ามันใช้ได้ ปรากฏว่าถ่ายทั้งทริป กลับบ้านไปฟังเสียงหาย หายเป็นช่วงๆ แล้วอะไร ทริปใหญ่เนี่ย โห แบบสลดมาก เสียงเป็นอย่างเงี้ย กลับไปแก้มือก็ไม่ได้ ต้องทำใจ

นอกจากนั้น แจ็ค 3.5 มม. ยังมีโอกาสที่มันจะสกปรก หรือมีโอกาสที่มันจะเจ๊งอีท่าไหนไม่รู้ อ่ะ คือเสียบสุด ใช้งานได้ไม่มีปัญหา แต่เสียงคอกๆ แคกๆ ซ่าทุกหยดโซดา สิงห์กันเลยทีเดียว เวลาเราหมุนน่ะเนอไปทางนี้ หมุนไปทางนี้ อย่างเงี้ย แล้วบางทีมันมีเสียงซ่าๆ แจมเข้ามา เราก็ไม่รู้ไง ดูแค่เส้นเสียงก็ดูไม่ออก บางทีไปมอนิเตอร์ฟังในสถานที่จริงๆ แล้วเสียงแวดล้อมมันดังอ่ะ ก็ฟังไม่รู้เรื่องอีก ก็มีเสียง อย่างเงี้ยก็เจอมาแล้ว ถึงบอกเสียงเนี่ย เป็นปัญหาระดับชาติ และมันไม่ใช่แค่ไมค์ Wireless my Shure Shotgun ที่ใช้สายเนี่ย ก็เจอเหตุการณ์แบบเดียวกันที่เล่ามาทั้งหมดเลย โดยเฉพาะไอ้ตรงแจ็ค 3.5 มม. ที่เสียบเข้า ไปสุดเรียบร้อยแล้ว มันเป็นเสียงแคกๆ อ่ะ ผมไปเจอที่ทริปเราตอนที่ไปถ่ายนางแบบที่เราช็อกเหมือนกัน ตอนนั้นก็คือใช้แจ็ค 3.5 มม. ของไมค์ Shure Shotgun นี่แหละ ไม่รู้ตัว เช็คก็ไม่ได้ ทำงานลำบากมาก

ยิ่งใครที่ทำงานคนเดียว และอีกเรื่องนึงที่เจอเหมือนกัน ไมค์ Shure Shotgun ในตลาดส่วนใหญ่ ถ้าเสียงดีๆ ต้องใส่แบต หรือใส่ถ่าน แล้วถ้าใส่ถ่าน คุณลองคิดภาพดูดิ ไมค์ Shure Shotgun ถ่านไม่ค่อยหมด มันจะไปหมดตอนเราจะใช้ อยู่บ้านเช็คโอเคดีแล้ว คำถามก็คือ เมื่อไหร่เราต้องเปลี่ยนถ่านวะ ไม่รู้ ก็เลยต้องไปหาซื้อถ่านชาร์จ สิ่งที่เราต้องทำคือ พกถ่านไปกับคลิปทุกครั้ง แล้วปัญหาคืออย่างงี้ ถ้าเกิดถ่านมันหมดในระหว่างถ่าย แล้วเราไม่รู้ตัว มันจะเกิดอะไรขึ้น? ไม่มีเสียง ไม่มีเสียงเลยนะฮะ สมมุติว่า Shotgun ดีๆ เราถ่ายอย่างเงี้ย ถ่านมันหมดน่ะ มันเงียบไปเลยนะ ผมเจอตอนที่เราไปทะเลทริปที่เราต้องข้ามเรือเฟอร์รี่อ่ะ อันนั้นคือถ่านหมดในขณะที่ถ่ายเลย แล้วไม่รู้ตัว มันรู้ตัวอีกทีก็คือแบบ หลังจากที่ถ่ายเสร็จแล้ว แล้วมาดู เอ๊ะ เส้นเสียงมันไม่ขึ้น ก็เจอมาแล้วแบบนั้น

แต่ไมค์ Shure Shotgun อย่าง ECM-B1M กับ ECM-B10 ตัวเนี้ย ไม่ต้องใช้ถ่าน เพราะว่าตัวกล้องจะส่งไฟมาเลี้ยงไมค์ Shure Shotgun อันนี้เลยไม่มีปัญหาครับ เรื่องแบตหมด ก็คือตั้งแต่เปลี่ยนมาใช้อันเนี้ย เราไม่ต้องกังวล เสียบให้สด ขันให้แน่น ไม่ต้องกลัวแล้วครับว่าแบตจะหมด ถ่านจะหมด ต้องมาคอยเช็คถ่าน ไมค์ Shure Shotgun คือเซฟโซน ฉิมเขาจะพกไว้ตลอด อยู่ในกระเป๋า ไมค์อะไรมีปัญหา เอาไอ้นี้เสียบเลย ใช้ได้เลย ต้องพกเอาไว้ตลอดจริงๆ นี่แหละครับคือไมค์ที่เป็นเซฟโซนที่แท้จริง ECM-B1M กับ ECM-B10 ตัวไหนก็ได้ ต้องพกติดกระเป๋าไว้ 1 ตัว

อันนี้คือเรื่องของการลดความผิดพลาดและลดความยุ่งยากในการทำงาน ส่วนเรื่องที่ 2 ครับ ได้เสียง 24 บิต ถ้าคุณใช้ไมค์ ECM-W3 หรือ ECM-S1 คุณจะสามารถเข้าไปตั้งในกล้องได้ จากเสียง 16 บิต กลายเป็นเสียง 24 บิต แล้วก็จะบันทึกเสียง 24 บิต ลงในไฟล์วิดีโอไปเลย ถ้าคุณใช้ไมค์ที่เป็นแจ็ค 3.5 มม. คุณจะมี option เดียวคือ บันทึกได้เสียงแค่ 16 บิตเท่านั้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมบอกไว้ก่อนว่าไมค์ ECM-B1M กับ ECM-B10 เข้าไปแล้วมันไม่สามารถเลือกเสียง 24 บิตได้ เพราะฉะนั้นในกรณีเสียง 24 บิต ผมขอพูดถึงไมค์ 2 ตัวนี้คือ ECM-W3 กับ ECM-S1

เวลาที่เราจะเลือกเสียง 24 บิตนะฮะ ให้เรากดไปที่เมนู อันนี้ผมอยู่โหมดวิดีโอ นะฮะ เลื่อนลงมาที่เมนู Shooting กดขวาเข้าไป แล้วก็กดลงมาที่ เบอร์ 6 Audio Recording กดขวาเข้าไป แล้วมาเลือกตรงนี้ครับ Mi audio set ให้คุณกดโอเคเข้าไป default เนี่ย มันจะเลือกเป็น 48kHz 16 bit 2 channel แต่ในกรณีที่เราเสียบไมค์อย่าง ECM-W3 หรือ ECM-S1 เข้าไป เราจะสามารถเลือก option ตัวนี้ได้ 48kHz 24 bit 2 channel ครับ เสียงจะเป็นเสียง 24 บิตเลย

แล้วเสียง 24 บิตเนี่ย มันดีกว่า 16 บิตยังไง? 24 บิต ถ้าคุณถ่ายมาแล้วเสียงเบา หรือเสียงดัง คุณสามารถมาเพิ่ม มาลดในโปรแกรมตัดต่อได้ จากการใช้งานจริง ผมยังไม่เคยเจอปัญหาเสียงแหก เสียงแตก หรือว่าถ้าถ่ายเสียงเบา ผมก็มาเพิ่ม โดยเสียงมันยังคงคุณภาพที่ดีอยู่ อันที่ 2 ระดับสัญญาณรบกวน 24 บิตจะน้อยกว่า 16 บิต ทำให้เสียง 24 บิตจะสะอาดกว่าเสียง 16 บิต และ noise floor แปลภาษาไทยก็คือ noise ที่อยู่บนพื้น เราต้องเก็บขึ้นมาเก็บมา มันคือระดับสัญญาณรบกวนพื้นฐานที่ระบบเสียงมันสร้างขึ้นมาเอง ยิ่งน้อย FL ต่ำเท่าไหร่ เสียงที่บันทึกก็จะยิ่งสะอาดมากขึ้นเท่านั้น และมีสัญญาณรบกวนน้อยลง โดยเฉพาะเวลาที่คน record เสียงในที่เงียบๆ ถ้าเสียงน้อย for เยอะ เวลาที่คุณไปเร่งเสียงขึ้นเนี่ย มันก็จะมีเสียงซึๆ แต่ถ้าเกิดเสียง noise floor มันน้อยอ่ะ เวลาที่คุณไปเร่งอ่ะ เสียง noise มันก็จะขึ้นมาน้อยฮะ ยิ่งน้อยเนี่ย เสียงรบกวนที่ระบบเสียงมันสร้างขึ้นมาเนี่ย มันก็จะน้อยลงเท่านั้น เพราะงั้น 24 บิต จึงมี noise floor ที่น้อยกว่า

นอกจากนั้น สัญญาณเสียงจาก My Sony จะส่งเป็นดิจิตอลตรงเข้ากล้องไปเลย ไม่ต้องส่งเป็น analog แล้วไปให้กล้อง convert อีกรอบ ลดการแปลงสัญญาณ ลดสัญญาณรบกวน จะได้เสียงที่ clean ขึ้นไปอีก ลักษณะการทำงานมันเป็นแบบนี้ครับ เวลาที่เสียงเข้ามาเนี่ย มันจะเข้ามาเป็นแบบ analog คือเป็นการสั่นสะเทือน ดึ๊ดๆๆ อย่างงี้ใช่มั้ย เสร็จเรียบร้อยแล้ว ตัวไมค์เนี่ยจะแปลงสัญญาณ analog ให้เป็นดิจิตอลเลยในตัวมันเอง และมันก็จะส่งตรงเข้าไปที่กล้อง แล้วบันทึกลงไฟล์แบบตรงๆเลย ซึ่งถ้าเป็นไมค์สายแบบปกติเนี่ย สมมุติว่าคุณเสียบสายไปตรงนี้ สัญญาณจากไมค์สายเนี่ย มันจะเข้าไปเป็น analog แล้วมันต้องมาแปลงในกล้องอีกทีนึง ให้กลายเป็นดิจิตอล แล้วก็บันทึกลงไปในไฟล์ ซึ่งขั้นตอนตรงเนี้ย มันอาจจะมีสัญญาณรบกวน หรือเกิดความไม่ clean ขึ้นได้ เพราะฉะนั้น การใช้ My Sony เสียบเข้าตรง M2 เลยเนี่ย มันเลยลดกระบวนการนี้ลง ทำให้เสียงมัน clean ขึ้น

เพราะฉะนั้น เราได้ 2 เด้งเลยนะครับ 1 ได้เสียง 24 บิต ซึ่ง noise floor น้อย 2 ได้เสียงที่ clean เพราะไม่ต้องส่งเข้ากล้องแล้วไป convert เป็นดิจิตอล

ทีนี้เรื่อง 24 บิต เราจะมาเล่ากันแบบละเอียดเลย บิตที่ว่าคือ bit depth หรือพูดง่ายๆ มันคือความละเอียดของเสียงดิจิตอล ยิ่ง bit depth มีสูงเท่าไหร่ คุณภาพและรายละเอียดของเสียงที่เก็บได้ก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น

ถ้าคุณใช้ไมค์สายที่เสียบแจ็ค 3.5 มม. เข้าไป มันจะบันทึกเสียงที่ 16 บิต คือคุณสามารถจะเก็บระดับเสียงความดังได้อยู่ที่ 2^16 หรือเท่ากับ 65,536 ระดับ ให้ dynamic range ประมาณ 96 เดซิเบล

ส่วนที่ 24 บิต มันจะสามารถเก็บข้อมูลความดังได้อยู่ที่ 2^24 นั่นก็คือ 16,777,216 ระดับ ให้ช่วง dynamic range อยู่ที่ 144 เดซิเบล จากเดิม 16 บิต ได้ dynamic range 96 เดซิเบล พอเป็น 24 บิต ได้ 144 เดซิเบล คือต่างกันทั้งระดับความดังและ dynamic range

ทีนี้มือใหม่หลายคนอาจจะสงสัยว่า dynamic range ของเสียงเนี่ย มันคืออะไร? Dynamic range ก็คือความแตกต่างระหว่างเสียงที่ดังสุด กับเสียงที่เบาสุด ที่สามารถบันทึกหรือเล่นได้ โดยไม่มีการบิดเบือน หรือ distortion หรือถูกกลืนไปในสัญญาณรบกวน สัญญาณที่ว่าก็คือ noise floor

24 บิต มันมี dynamic range ที่กว้างมาก ทำให้สามารถบันทึกเสียงที่เบามากๆ ได้โดยไม่จมไปใน noise floor และสามารถบันทึกเสียงที่ดังมากๆ ได้โดยไม่เกิดอาการ หรือภาษาบ้านคือเสียงแหก ซึ่งไอ้เสียงแหก หรือเสียง clipping เนี่ย มันคือเสียงที่ถูกบิดเบือน เพราะการบันทึกเสียงที่ดังเกินขีดจำกัดที่ทำได้

ในทางปฏิบัติ หูของมนุษย์เนี่ย สามารถรับรู้ dynamic range ได้ประมาณ 120 เดซิเบล ดังนั้นที่ระดับเสียง 16 บิต ซึ่งทำเดซิเบลได้อยู่ที่ 96 เดซิเบล มันก็เพียงพอสำหรับการฟังทั่วไปอยู่แล้ว แต่ 24 บิต มันจะให้ Head Room ที่มากกว่า ซึ่ง Head Room ที่มากกว่าเนี่ย มันเอาไว้สำหรับการทำ post-production หรือการเอาไปทำเสียงในโปรแกรมตัดต่อ หรือเอาเสียงไปทำในโปรแกรมที่ทำเรื่องเสียง Head Room มากกว่าก็ทำอะไรได้มากกว่า

อย่างที่ผมบอกไงว่าถ่ายมาเสียงดังเกินไปเนี่ย เอามาดึงลงเสียงไม่แหก เทียบกันก็เหมือนกับพวกไฟล์ Log อะไรพวกนี้ใช่มั้ย ที่เอามาทำได้อีก หลังจากที่เราถ่ายเสร็จแล้ว จะพูดอย่างงั้นก็ได้ เพราะถ้าเกิดคุณถ่ายเป็นไฟล์สีปกติเนี่ย ออกมา 8 บิต เวลาที่คุณจะมาดึงตรงส่วนสว่างลงเนี่ย บางทีดึงไม่ลง ไม่มีข้อมูลในนั้น ก็กลายเป็นสีขาวไป หรือเวลาคุณมาดึงในส่วนที่มืด ไม่มีดีเทลอยู่ในนั้น เพราะว่ามันเกินกว่าเลนส์ที่มันจะเก็บได้ ก็กลายเป็นสีดำปืดไปทั้งอัน

แต่ในขณะที่คุณถ่าย Log คุณได้ dynamic range ที่มากกว่า คุณมาดึงตรงส่วนที่มืด มันก็มีดีเทลขึ้นมา ดึงในส่วนที่สว่างเกินไป คุณก็อาจจะเห็นท้องฟ้า เห็นเมฆ อันนี้ยกตัวอย่างเรามาว่าเรื่องของความยืดหยุ่นในการประมวลผลเสียง หรือการมาทำเสียงในโปรแกรมตัดต่อกันหน่อยดีกว่า

ไอ้เสียง 24 บิตเนี่ย อย่างที่รู้ว่ามันมีความยืดหยุ่นสูงกว่า เพราะคุณมี Head Room ที่กว้างมากพอ ทำให้ Sound Engineer เนี่ย สามารถเพิ่มลดเสียง หรือใส่เอฟเฟคต่างๆ เข้าไปในเสียงได้อย่างอิสระมากกว่า โดยไม่ทำให้คุณภาพของเสียงลดลง หรือเกิด noise ที่ชัดเจน

หรือถ้าเกิดคุณบันทึกเสียงมาเบาเกินไป การที่คุณมาเพิ่ม gain หรือเพิ่มความดังในไฟล์ 16 บิตเนี่ย มันก็อาจจะทำให้เสียง noise floor เนี่ยมันชัดเจนมากขึ้น แต่ในขณะที่ไฟล์ 24 บิต มันจะมีรายละเอียดเสียงที่เงียบมากพอที่จะดึงขึ้นมาได้ โดย noise floor ก็ยังต่ำอยู่

คือ Head Room ที่มันมากกว่า มันดีตรงนี้ครับ ง่ายๆนะฮะ ถ้าเกิด Head Room คุณเท่าเนี้ย Noise floor เนี่ย มันจะ fix ของมันอยู่อย่างนี้อยู่แล้ว ถ้า Head Room คุณน้อย Noise floor ล่อไป 20% พอคุณดึงขึ้นมา Noise floor จาก 5% มันก็กลายเป็น 10% เท่านั้นเอง จากตอนแรก noise floor 10% มันจะกลายเป็น 20% เลยนะ ไม่ว่า headroom จะขนาดใหญ่แค่ไหนนะฮะ ตัว noise floor เนี่ย มันก็จะขนาดอยู่เท่านี้เสมอ ดังนั้น ถ้าเกิด Head Room คุณมีขนาดเท่าเนี้ย สมมุติว่าคุณจะไปปรับความดัง มันจะออกมาเป็นแบบนี้ครับ สังเกตว่าพอเราขยายขนาดของมันขึ้นไปเนี่ย ตัว noise floor เนี่ย มันก็จะใหญ่ขึ้นมาพอสมควรเลยนะครับ ตามสัดส่วนเปอร์เซ็นต์

แต่ในขณะที่ถ้า Head Room เราใหญ่ขนาดนี้นะครับ แน่นอนว่า noise floor มันก็ยังขนาดเท่าเดิมนะครับ กับ Headroom ที่เล็กเมื่อกี้ เพราะขนาด noise floor มันเท่าเดิม เราก็จะขยายสัญญาณขึ้นไปให้มันเท่าๆ กับตัว Headroom ที่เล็กเมื่อกี้ แบบนี้ มาประมาณแบบนี้ Head Room ที่ใหญ่กว่า เวลาขยายขึ้นมา noise floor มันจะขยายขึ้นมาน้อยกว่าตัว Head Room ที่เล็กกว่า แล้วพยายามจะขยายให้ตัวมันเท่ากับ Head Room ที่ใหญ่แบบนี้ เห็นป่ะ เห็นมั้ยว่าไอ้คำว่า Head Room ที่มันใหญ่กว่าเนี่ย มันทำให้เกิด noise floor น้อย เพราะอะไร มันก็คือหลักการเดียวกับ ISO ในภาพนั่นแหละครับ เวลาที่คุณดัน ISO เยอะ คุณก็จะเห็น noise เยอะใช่มั้ย นั่นเป็นเพราะว่า ถ้าคุณถ่ายที่ Native ISO ก็คือ ISO 100 noise floor มันก็ประมาณ 5% แต่พอคุณดัน ISO เยอะเนี่ย มันก็เหมือนกับคุณขยายความกว้าง ไอ้ 5% จากที่ ISO 100 เนี่ย ถ้า ISO 1600 ขึ้นมา 5 เท่า ไอ้ noise ที่มันเคยอยู่ตรง 5% นั้นน่ะ มันก็ขยายตัวมา 5 เท่า มันก็เลยเห็น noise เยอะ มันก็หลักการคล้ายๆ กับเรื่องของเสียง

สรุปว่างานโปรดักชั่น วิดีโอ หรือการมามิกซ์เพลง 24 บิต มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคุณภาพเสียงมันจะดีกว่ามาก dynamic range ที่มากกว่า noise floor ที่น้อยกว่า รวมไปถึงความยืดหยุ่นในการทำงาน หลังการบันทึกเสียง หรือตอนที่เราเข้าโปรแกรมตัดต่อ หรือ post-production มันก็เอาไปทำอะไรได้มากกว่า เพราะว่าเรามีข้อมูลที่มันมากกว่า

ถ้าอย่างงั้นเรามาดู My Sony แต่ละรุ่นที่ผมชอบเลยดีกว่า ใช้มาตลอด 2-3 ปีนี้แล้วก็รู้สึกติดใจมากๆ แล้วก็รักมันมากๆ มันคือไมค์หลัก และเป็นไมค์ที่ผมไว้ใจในแต่ละงานเลยนะครับ เพราะว่ามันจะใช้งานกันคนละแบบ

ถ้าเป็นไมค์ Shotgun ผมจะไว้ใจ ECM-B1M กับ ECM-B10 ถ้าเป็นไมค์ Wireless 2 พิธีกร ผมจะไว้ใจ ECM-W3 ถ้าเป็นไมค์ Voice Over ภาคเสียง ผมจะไว้ใจ ECM-S1

มาคุยกันเรื่องไมค์ ECM-B1M กับ ECM-B10 กัน มันคือไมค์ Shotgun ที่ไว้ใจได้ เสียบแล้วใช้ได้เลย ไม่ต้องใช้แบต หรือถ่าน แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะแบตหมด เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ตอนถ่าย

ข้อดีของมันนะครับ คือเลนส์เสียงมันดีมาก ในช่วงระยะประมาณ 0.5 เมตร หรือ 1 เมตร ไมค์ทั้ง 2 ตัวเนี้ย เอาอยู่ เวลาที่เราใช้งานถ่าย รบกวนจะเข้ามาน้อย เพราะเขามีโหมด Super Directional ซึ่งเป็นโหมดที่ผมชอบมาก Super Directional คือการรับเสียงของไมค์เนี่ย มันจะรับแค่ด้านหน้า แต่ว่าแคบ ไม่บานออก ถ้าเป็นไมค์ Shotgun ทั่วไปเนี่ย มันจะบานออก ซึ่งโหมดที่บานออกแบบมาตรฐาน เนี่ยก็มีอยู่ใน ECM-B1M คุณเลือกได้ มันคือโหมดที่ชื่อว่า Unit Directional แต่โหมดที่ผมชอบมากๆ เวลาถ่าย Vlog มันคือ Super Directional คือมีทั้งตัว B1M และ B10 นะ แทนที่มันจะบานออกประมาณนี้ใช่ มั้? มันบานออกเลยแค่นี้ ปึ๊บ แล้วตรงเข้าไป ปึ๊บ แบบนี้ เสียงที่อยู่ข้างๆ เนี่ย ตรงเนี้ย มันจะเข้ามาน้อยมากครับ Super Direct ไง Super Direct คือตรงเด่งเข้ามาที่ตัวเราเลย ใช้ถ่าย 2 คนก็ได้ Super Directional เนี่ย มันเหมาะสำหรับงานถ่าย Vlog สุดๆ

นอกจากนั้น ยังมีฟีเจอร์ Noise Cancelling ให้ด้วย โอเค การตัด noise ทุกวัน เนี้ย มันทำได้หลายๆ แบบ แบบที่ผมใช้เนี่ย ถ้าเกิดเป็นงานถ่ายคลิปแบบเนี้ย ผมจะใช้การตัด noise ผ่านทาง DaVinci Resolve แต่ถ้าสมมุติว่าเป็นงาน Live เนี่ยนะครับ ผมจะใช้การตัด noise ที่ตัวไมค์ไปเลย ซึ่งไมค์ ECM-B1M กับ B10 น่ะ คือตัวเลือกอันดับ 1 เลย เรื่อง Noise Cancelling นี่ถือว่าดีมาก

และนอกจาก Noise Cancelling โหมดที่ใช้เมื่อกี้บอกแล้ว Super Directional, Unit Directional เขาจะมีอีกโหมดนึงครับ คือ Omni Directional ปกติจะใช้ในการรับเสียงรอบๆ แต่ว่าผมใช้กับการที่ ถ้าผมหันไปถ่ายคนอื่น แล้วผมต้องพูด ผมจะเปิด Omni Directional แล้วพูดจากข้างหลังเข้าไป แล้วเสียงมันจะแน่น ใช้ได้เลยครับ เพราะถ้าเกิดคุณไม่เปิด Omni Directional แล้วคุณเลือกเป็น Uni หรือเป็น Super Directional เนี่ย เสียงไม่เข้าก็อู้ี้ เพราะว่าเสียงรบกวนมันไม่เข้าไง มันเข้าแค่ด้านหน้าตรงๆ เพราะฉะนั้น คุณจะหันหลังไมค์แล้วไปพูด คุณต้องปรับ ปรับโหมดเป็น Omni Directional แล้วเสียงมันก็จะแน่น ปึ๊บ ใช้ได้ อันนี้ก็คือโหมดการใช้งานของไมค์ Shure Shotgun ที่ผมใช้

และคำถามสำหรับใครที่ไม่รู้จักไมค์ 2 ตัวนี้ก็คือ ไมค์ 2 ตัวนี้ต่างกันตรงไหน? แคปซูลของ ECM-B1M จะมีทั้งหมด 8 แคปซูล แคปซูลของ ECM-B10 ตัวนี้จะมีอยู่ 4 แคปซูล แคปซูลที่แตกต่างกันเนี่ย มันก็จะมีผลเรื่องความแน่นของเสียง เพราะงั้น ถ้าเกิดตัวเลือกแรกที่ผมจะใช้ ผมจะใช้ ECM-B1M เป็นตัวหลัก แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ผมอยากจะให้มันเล็กหน่อย เดินทางสะดวก ซึ่งมันก็ไม่ได้ต่างกันมากนะ แล้วแต่คุณชอบ แต่ว่าถ้าเกิดคุณแบบ เออๆ ขอเล็กกว่านี้หน่อย มันก็คือ ECM-B10 ก็จะสั้นลงมานิดนึง แล้วราคาก็ประหยัดลงมาอีกประมาณนึง จะบอกไว้ให้เป็นข้อมูลแล้วกันนะครับว่า B10 กับ B1M มันต่างกันตรงนี้

ตอนนี้เป็นเสียงของ ECM-B1M ซึ่งระยะที่ผมทำอยู่ตอนเนี้ย ก็คือ 0.5 เมตร เป็นระยะที่ผมใช้ถ่าย Vlog ก็เลยต้องเอาหน้าเข้ามาใกล้นิดนึง ให้มันได้ความรู้สึกแบบถ่าย Vlog จริงๆนะฮะ เสียงมันจะได้เป็นแบบนี้ นี่ไง ก็แขนผมก็ประมาณนี้ไง มันหย่อนๆนิดนึง เพราะว่าเราตึงแขนไม่ได้ อันเนี้ยจะตึงไป ถ้าเป็นเสียงคุณน่ะ ของก้าก็จะเป็นอย่างงี้ เพราะแขนก้าประมาณนี้ ถือกล้องแล้วก็เซลฟี่ตัวเอง เป็น Vlog เซลฟี่ ความห่างประมาณนี้ ก็ก็ไม่รู้เท่าไหร่กันนะ ประมาณ 0.5 เมตร เออ แล้วก็ระดับเสียงก็พูดปกติ แบบนี้ แต่ถ้าอยู่ในที่เสียงดัง ก็อาจจะตะโกน ซึ่งโหมดรับเสียงตอนนี้ผมใช้เป็น Super Directional นะครับ อันนี้คือ ECM-B1M เปิด Noise Cancelling ให้ฟังแล้วกัน ตอนนี้ผมเปิด Noise Cancelling ให้คุณฟังแล้วนะฮะ พร้อมกับเพลงมันหยุดไปเลย หลายคนก็จะตกใจว่า โอ้มันเงียบขนาดนี้เลยเหรอ? พี่? ไม่ เพลงมันหยุดพอดี อ่า เพลงมาแล้วฮะ เป็นไงบ้าง เสียง Noise Cancelling ของ ECM-B1M มันได้เสียงออกมาเป็นแบบนี้แหละครับ Noise Cancelling ของ ECM-B1M

เดี๋ยวผมให้คุณฟังเสียง ECM-B10 ตอนนี้เป็นไมค์ ECM-B10 ครับ อย่างพี่ก้า พี่ก้าต้องเข้ามาอีกครับ เพราะเวลาคุณถือ คุณไม่ได้ถือแบบไกลขนาดนั้น ได้นาน ก้าววัดว่าก้าควรจะอยู่ระดับไหน อันนี้ช่วงแขนแบบไม่ตึงมาก เหมือนกับเวลาเซลฟี่ตัวเอง เป็นยังไง แล้วก็พูดระดับเสียงปกติ ไม่ได้พูดตะโกน พูดธรรมดา จริงๆต้องบอกก่อนว่าเพลงที่นี่ ไม่ได้ดังเหมือนที่ Starbucks Theal นะ เขาจะเหมือนลำโพงอยู่ไกลกว่า Starbucks The Cal ลำโพงอยู่บนหัวเราอ่ะ อื แต่อันนี้คือ เค้าก็อยู่ไกลประมาณนึง แต่ว่าได้ยินเพลง เดี๋ยวนะ ลองเปิด Noise Cancelling ให้ฟัง อ่า เสียงก็จะเป็นประมาณนี้ รู้สึกยังไงบ้าง อ่า เสียง ECM-B10 ที่เปิด Noise Cancelling แล้วก็มีเพลงคลอๆไปนะฮะ คลอๆแบบไกลๆ ก็โอเค นะ ไม่ได้ตึ้มๆอ่ะ ไม่ได้รู้สึกว่าโอ้ ตีกันเหลือเกิน ไม่ขนาดนั้น เสียงไม่ตีกัน เพราะตีกันกว่านี้เราทำมาแล้ว สาขานั้น เปิดรีนวทอ่ะ อ่า เราก็เลยมาที่นี่กัน ที่นี่ก็เลยแน่นเลยนะฮะ อาจารย์แดงไม่มีที่นั่ง บอกว่าไม่มีที่นั่งมาหลายคนแล้วแหละ หลายคนวนเวียนเข้าไปก็ไม่มีที่นั่ง แต่ข้างนอกเนี่ย ยังมีที่นั่งนะฮะ แต่มันร้อนแค่นั้นเอง

ตัวถัดไป Sony ECM-W3 นะครับ อันนี้คือไมค์ไลฟ์สด 2 พิธีกร เป็นไมค์ที่เรากำลังใช้อยู่ตอนนี้เลย มันเป็นแบบนี้ครับ ตัวนี้เป็นตัวรับ ตัวนี้เป็นตัวส่ง 2 พิธีกร ที่เราติดไว้ที่อกเราเนี่ย เป็นตัวที่ก้าประทับใจมากเลย พอก้า รู้สึกว่ามันเป็นตัวที่เบา ติดง่าย ไม่เป็นภาระ เรียกว่าเป็นไมค์หนีบคอเสื้อตัวแรกที่เบาที่สุด และเสียงดีอีกต่างหาก ไอ้คำว่าเสียงดีในที่เนี้ย เสียงของ ECM-W3 เขาจะเน้นเบสหนัก เสียงแน่น เสียงจะดูมีพลัง เหมือนที่คุณกำลังได้ยินอยู่ตอนเนะ ซึ่งมันเวิร์คกับการที่ผมจะไปใช้ตัด noise ในโปรแกรม DaVinci Resolve

และนี่คือเสียงจริงๆ ที่คุณจะได้ยิน แบบไม่ตัด noise ตอนนี้ผมไม่ได้ใช้ฟีเจอร์ตัด noise ของ DaVinci Resolve ออกมาเป็นแบบนี้ ครับ มันก็จะมีเสียงรบกวน เสียงเพลง เสียงคนคุย เสียงรถ เสียงอะไรแบบนี้ เพราะว่าผมอยู่ในที่ที่มันแบบโปร่งๆ อะไรแบบนี้นะฮะ แต่ว่าผมต้องการจะให้เสียงมันคลีน แล้วคุณได้ยินเสียงผมชัดเจนที่สุด ผมเลยตัด noise เป็นเสียงแบบนี้

และนี่ก็คือเสียงที่ตัด noise เรียบร้อยแล้ว ก็คือเสียงที่คุณได้ยินมาตลอดทั้งคลิป ตั้งแต่คุณฟังมาตั้งแต่ต้น ผมใช้การตัด noise แล้วก็เปิดเสียง noise คลอเบาๆ เพื่อให้มันดูเป็นธรรมชาติจริงๆ จะตัดให้มันไม่มีเสียง noise คลอ ก็ได้ มันจะเป็นแบบนี้ ตอนนี้เป็นเสียงที่ไม่มีเสียง noise claw เลยนะครับ นี่คือความสามารถในการตัดเสียง noise ของ DaVinci Resolve ซึ่งมันเวิร์คกับการใช้กับไมค์ ECM-W3 มาก เพราะว่า ECM-W3 เสียงมันแน่น มันตึ๊บ เวลาตัดมาแล้วเนี่ย เสียงมันยังดูดี มันยังดูโอเค

กลับเข้าสู่โหมดปกติ ซึ่งไมค์ ECM-W3 เนี่ย สามารถปรับโหมดได้ทั้ง Stereo และ Mono เสียงที่คุณได้ยินตอนนี้เป็น Mono แต่บางคนอยากจะอัดเสียงเป็น Stereo เพื่อเอามาเร่งเสียงเฉพาะคนก็ได้ หรือว่าปิดเสียงเฉพาะคนก็ได้ เพราะว่า Stereo หูซ้ายจะเป็นคนนึง หูขวาจะเป็นอีกคนนึง มันก็ใช้งานได้สะดวก ถ้าเกิดคุณรู้ อยู่แล้วว่าเราไม่ลุกไปไหน คุณก็ Mono ไม่ต้องมานั่งทำเสียง แต่ถ้าคุณรู้สึกว่า เฮ้ย มันมีโอกาสที่คนนึงอาจจะไปทำนู่นทำนี่ อาจจะแบบห่างกันไป อะไรอย่างงี้ ผมช่วยได้

และที่สำคัญ ไมค์ตัวนี้มี Noise Cancelling ที่เก่งมากๆ ส่วนตัวผมน่ะเนี่ย อาจจะไม่ได้เก่งเท่ากับ DaVinci ที่ใช้ AI ในการทำ แล้วก็ใช้ CPU แรงๆ ของคอมนะฮะ แต่แค่ไมค์ตัวนี้ตัวเดียวเล็กๆ เนี่ย มันมีฟีเจอร์ Noise Cancelling ที่ถือว่าดีที่สุดตั้งแต่ผมใช้ไมค์มาเลยในช่วงเวลานี้นะ ก็ต้องยกให้ ECM-W3 นี่แหละ เป็นฟีเจอร์ Noise Cancelling ที่ยังคงเสียงของเราที่เป็นเสียงมนุษย์ เสียงมันไม่ดูเป็น Robot เสียงมันไม่ดูเป็นแบบแปลกๆ หนีบๆ อ่ะ เดี๋ยวผมทำให้ดูอ่ะ กลับมาสู่การใช้เสียงปกติ

Welcome to เสียงปกติ ตอนนี้เป็นเสียงที่ยังไม่ตัด noise เดี๋ยวเราจะตัด noise ด้วย ECM-W3 กัน ก็ต้องเลือกเป็น NC NC ตอนนี้เป็นเสียงที่ตัด noise เรียบร้อยแล้วนะครับ ใช้ NC ของ ECM-W3 เป็นไงครับพี่ เสียงดีมั้ย? ก็น่าจะดีแหละ พูด

และที่สำคัญคือความสามารถที่มันจะดีกว่าการใช้ DaVinci Resolve ในอีกเรื่องนึงนะฮะ คือเวลาที่เราพูดซ้อนกัน 2 คน ซึ่งเรามากิน Starbucks แบบนี้แล้ว เมื่อกี้เจออาจารย์แดงด้วยนะฮะ ผมเคารพอาจารย์แดงมากๆ เลยฮะ ก็ได้ถ่ายเซลฟี่กัน ตอนนี้รู้สึกมีความสุขมากๆ เลยนะฮะ เราก็อยากให้ทุกคนฟังว่าการทดสอบมันเป็นอย่างงี้

และนี่ก็คือเสียงที่ผมลองเอาไปตัด noise ใน DaVinci Resolve Studio นะครับ เวลาที่พูดแทรกกันเนี่ย เสียงที่คุณได้ยินมันจะออกมาเป็นแบบนี้เลยครับ มันจะมีคนนึงอ่ะ ที่ถูกตัดเสียงออกไปอ่ะ แล้วคนๆ นั้นก็คือพี่ก้า นั่นเอง เพราะพูดเสียงเบา พูดแทรก ซึ่งเรามากิน Starbucks แบบนี้แล้ว เมื่อกี้เจออาจารย์แดงด้วยนะฮะ ยากอยู่ ผมเคารพอาจารย์แดงมากๆ เลยฮะ ก็ได้ถ่ายเซลฟี่กันไป รู้สึกมีความสุขมากๆ เลย อยากให้ทุกคนฟังว่าการทดสอบมันถูก มันเป็นอย่างงี้

อย่างที่คุณฟังไปละครับ เวลาพูดแทรกกันแล้วมาตัดเสียงด้วย AI Noise Cancelling ที่ DaVinci Resolve Studio เนี่ย ยังไงยังไงเสียงมันก็จะดูแปลกๆ ครับ มันจะไม่เหมือนการใช้ฟีเจอร์ Noise Cancelling ที่ Sony ECM-W3 ในตัวของมันเองครับ

กลับสู่เสียงปกติ ตอนนี้คือเสียงที่ไม่ได้ตัด noise นะฮะ ของ ECM-W3 เป็นแบบนี้ เดี๋ยวเราเข้าสู่โหมดเสียงปกติ ก็คือตัด noise ด้วย DaVinci Resolve เหมือนเดิม

นี่คือไมค์ ECM-W3 เป็นไมค์ที่ผมใช้ถ่าย Content มาโดยตลอด และเสียงที่ได้มันจะเป็นเสียง 24 บิต นี่คือจุดที่เจ๋งมากๆ ที่ทำให้ผมอ่ะไม่เจอปัญหาของเสียงคลิป เสียงแหก เสียงแตกอะไรพวกนี้เลย มันสามารถมาจัดการได้ในโปรแกรมตัดต่ออย่าง Adobe Premiere

และนิดนึง เผื่อคุณนะครับ ไม่อยากที่จะมาติดไมค์ให้มันเป็นที่สนใจ อย่างเสื้อพี่ก้า อย่างเงี้ย สีมาสตาร์สีเนี้ย อาจจะไม่เข้ากับการที่มีไมค์ตัวโตๆ สีดำมาหนีบ ใช้ไมค์อีกตัวนึง มันคือไมค์สายครับ ECM-L1 ไมค์แบบนี้เล็กๆ คือตัว ECM-W3 เนี่ย เขาจะมีช่องให้เสียบไมค์แจ็ค 3.5 มม. เข้าไปได้นะ เราก็สามารถจะเสียบ ECM-L1 เข้าไปแบบนี้ แล้วก็เอาไปติดเป็น low profile เอาไว้ที่เสื้อพี่ก้าได้ มันควรจะใส่เข้าไปในเสื้อจริงๆ แล้วอ่ะ แล้วมันก็จะโผล่ดำๆ ออกมานิดนึง ซึ่งมันจะเสริมบุคลิกมาก

หรือแม้แต่ตัวผมเองเนี่ย สมมุติว่าผมใส่แจ็คเก็ต หรือเสื้อแบบนี้ใช่มั้ย อ่า ถ้าเกิดผมอยากจะติดให้มันดูไม่มีไมค์มาหนีบตรงคอใช่มั้ยฮะ ผมก็ติดเข้าไปฝั่งนี้ มันก็กลืนๆ กลืนๆ ฮะ แล้วก็ซ่อนตัวนี้ไว้ ซ่อนสายไว้ กลืนเนี่ย ไมค์อยู่ตรงนี้ แบบนี่ๆ ไม่เห็นเลย ในขณะที่อีกฝั่งนึง อันนี้มันก็จะเห็นเป็นแบบนี้ มันอาจจะมาดึงดูดความสนใจได้นะครับ สำหรับคนที่แบบอยากให้มันดูแบบไม่มีอะไรมาดึงดูดอ่ะ สมมุติว่าบางคนแต่งตัวแบบให้เนี๊ยบๆ อ่ะ ชุดหรูๆ อ่ะ เป็นเดรส เป็นอะไรอย่างเงี้ย ไม่อยากมีไมค์มาหนีบอ่ะ ก็คือใช้ ECM-L1 แบบเนี้ย เสียบเข้าไปที่ ECM-W3 ได้เลย เสียงก็ดีด้วย

เดี๋ยวผมเสียบให้ดูนะครับว่าเสียงมันเป็นยังไง อันนี้คือเสียงจาก ECM-L1 เสียงมันจะดีขึ้นแบบชัดเจนเลย สำหรับชุดการถ่าย Content ของผมเนี่ย ก็เลยซื้อ ECM-W3 กับ ECM-L1 เนี่ย เอามาใช้ ครับ ECM-L1 เนี่ยซื้อ 2 อันนะ เพราะว่า 2 พิธีกรนี่ก็จะเป็น solution ที่ผมใช้อยู่เป็นประจำในช่วงเวลานี้

ดูเที่ยวต่างประเทศนะ ใช้อันนี้อย่างเดียว ไม่ต้องมี L1 เพราะบางทีเวลาที่เข้าห้องน้ำ หรือว่าเอากลับไปชาร์จ มันมีความแบบยุ่งยากวุ่นวาย บางทีเราต้องลดขั้นตอนเนี่ย ด้วยการไม่ใช่ไมค์สาย ก็คือเอา ECM-W3 ตัวเดียวเนี่ย หนีบไปอันนี้ แล้วแต่งาน งานถ่าย Content อยู่กรุงเทพฯ อย่างเงี้ย ง่ายๆอยู่แล้ว ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าหลายชั้นอะไรเงี้ย ก็ใช้ตัวไมค์สาย ECM-L1 ได้ ก็เอามาเป็นแบบนี้ ปรับเข้าสู่โหมดปกติ แต่เราก็ใช้อย่างงี้นะ ถ่ายคลิปนี้นะ สะดวกดี เพราะว่าเราต้องเอา ECM-L1 มาช่วยเอาไว้โชว์ เอ้ย ถ้าเกิดไม่โชว์ ก็เอามาใช้

อันนี้ก็คือเสียงจาก ECM-W3 เป็นไมค์ที่ผมใช้ถ่าย Content บ่อยมากๆ และเป็นไมค์ที่ได้ 24 บิต เสียงอ่ะไม่กลัวเสียงแหก และตัวสุดท้ายนะครับ ก็คือ Sony ECM-S1 ซึ่งต้องใช้กับอันนี้ใช่มั้ยครับ ไมค์ Podcast ไลฟ์สด เอาไว้ Voice Voice หรือว่าเวลาที่เราไลฟ์คนเดียว เสียงนุ่มๆ

ข้อดีของมันนะครับ ไมค์ตัวเนี้ย มันเป็นไมค์ Condenser ข้างในมันเนี่ย จะมีแคปซูลรับเสียงตัวเป้งๆ เลย 3 แคปซูล แต่ละแคปซูล เนี่ยใหญ่ 14 มม. นะฮะ มันจะรับเสียงสูง กลาง ต่ำ ได้ครบมากๆ เสียงมันจะนุ่ม แต่สดใส และก็โปร่ง แต่ในขณะที่มันเป็นไมค์ Condenser มันกลับรับเสียงรอบข้างมาน้อยมาก ซึ่งอันเนี้ยเป็นความแปลกประหลาดมากสำหรับผมนะ เพราะว่าไมค์ที่รับเสียงรอบข้างได้น้อยเนี่ย มันจะเป็นไมค์ Dynamic ไมโครโฟนร้องเพลงอะไรเงี้ย เสียงรอบข้างมันจะเข้ามาน้อย เพราะว่าเทคนิคของมันจะเป็นอีกแบบนึง แต่ไมค์ Condenser เนี่ย มันจะรับเสียงรอบข้างอ่ะเข้ามาเยอะ เพราะว่าเสียงอะไรก็ตามที มันจะเข้ามารับได้ละเอียด เพราะฉะนั้น เวลาที่เราใช้ไมค์ Condenser แบบเนี้ย เราก็จะไปใช้อยู่ในห้องอัด ห้องที่เสียงมันไม่เข้ามา แต่ไอ้ไมค์ Condenser ตัวนี้ ECMS1 เนี่ย มันสามารถจะมาใช้ข้างนอกได้ครับ เพราะว่าเสียงรอบข้างมันเข้ามาน้อย

ระยะห่างที่ผมใช้คือ 1 ล็อค อาจารย์แดง หรือใครจะใช้ 1 บาวก็ได้ แต่ของผมเนี่ย 1 ล็อค อาจารย์แดงเนี่ย มันจะเป็นเสียงที่ดีที่สุด ผมจะห่างประมาณนี้ ถ้าใกล้ไปเดี๋ยวเสียงบวม แบบเนี้ย กำลังดี แล้วคุณจะเอามาจ่อปากเลยก็ได้นะ อันนี้ก็แล้วแต่คุณชอบสไตล์เสียงนะ แต่ว่าผมว่าใกล้ๆ เนี่ย กำลังโปร่ง ซึ่งไมค์ตัวเนี้ย เหมาะสำหรับการไลฟ์คนเดียว หรือว่า Voice over นอกสถานที่ ซึ่งแน่นอน ทำนอกสถานที่ได้ ก็ไปทำในห้องอัดได้สบายๆ อยู่แล้ว หน้าคอม เสียงพัดลมคอมไม่เข้า เสียงพัดลมไฟไม่เข้า ก็ใช้ Voice over ดีมากๆ นะฮะ

ไมค์ตัวนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเซ็ตที่ผมชอบมาก แล้วก็ใช้งานมัน แต่อาจจะไม่ค่อยได้ใช้งานถี่เท่ากับตัว ECM-W3 เพราะว่างานผมหลักๆ มันงานถ่าย Content ไง แล้วก็เน้นความคล่องแคล่ว คล่องตัว แล้วก็งาน 2 พิธีกร อย่างงี้ มันก็เลยจะมาลงตัวที่ ECM-W3 แต่ถ้าเมื่อไหร่เนี่ย ผมไลฟ์คนเดียว เกิดพี่ก้าไม่ว่างเนี่ย ผมก็จะหยิบ ECMS1 เนี่ย มาไลฟ์คนเดียวแบบเนี้ย เอามาพูด จะมาผัดกันใช้ก็แปลกแล้ว เราจะคุยกันได้ยังไงอยู่เนี่ย

อยากได้ยินเสียงมั้ย เสียงที่คุณได้ยินตอนนี้นะฮะ คือเสียงจาก ECM-S1 นะครับ ที่ S1 เนี่ย มันจะมีตัวไฟบอกด้วยนะครับ ว่าอันเนี้ยเสียงมันดังเกินไปหรือเปล่า แล้วมันสามารถจะปรับ volume ได้ด้วยเสียงให้มันไม่ดังจนไปถึงสีแดงก็โอเค และก็อยู่ที่สีขาวกับสีส้ม อันนี้ก็คือ indicator นะฮะ ที่มันแสดง สมมุติว่าเสียงพูดปกติเนี่ย มันก็จะเป็นแบบนี้ แต่ถ้าเกิดเข้ามาพูดใกล้ๆ เนี่ย เสียงมันอาจจะขึ้นแดงๆ แบบนี้ อันเนี้ยก็ไม่ได้นะครับ ซึ่งเสียงที่ได้นะฮะ มันก็จะเป็นเสียง 24 บิต ซึ่งผมไปเลือกเสียงเอาไว้แล้ว ให้มันเป็น 24 บิต เสียงที่คุณได้ยินก็จะออกมาเป็นแบบนี้อ่ะ

ลองเสียงพี่ก้า มาอันนี้เป็นเสียงจากใหม่ ECM-S1 ก้าจะไม่มีคำว่าเสียงแหก เพราะว่าก้าเป็นคนเสียงเบา นิดนึง จะไม่ขึ้นจุดสีแดงเลยด้วยซ้ำเนี่ย อ่า ถูกต้อง การพูดอย่างเงี้ย ของก้าอ่ะ ก็คือไม่ขึ้นจุดสีแดง อ่ะ ขึ้นนิดนึง อันนั้นจุดสีส้มๆ แล้วมันค่อยแดง ก็เนี่ย ขาวๆ ตลอดเลยอ่ะ สไตล์เสียงของก้าจะเป็นแบบนี้

แต่จริงๆ ไมค์ตัวเนี้ย สามารถจะเปลี่ยนการรับเสียงเป็นแบบ omni อะไรพวกนี้ก็ได้นะฮะ หรือเป็น Stereo คือซ้ายขวา สมมุติว่าผมปรับเป็น Stereo ซ้ายขวา นะครับ ตอนนี้เป็น Stereo ซ้ายขวา เราก็พูดข้างๆ ไมค์ตัวนี้ แบบเราก็ต้องหันหน้า แบบนี้ เราทำรีวิวไว้แล้ว อันเนี้ย ใครอยากดูละเอียดไปดูได้ ผมไปทำที่เกาหลีอ่ะ ตัวเนี้ยนะครับ ลองไปใช้ที่เกาหลี ใช้ในเครื่องบิน ใช้ในร้านอาหาร อะไรเงี้ย ลองเทสดูนะฮะ อันนี้เป็นเสียงแบบ Stereo สำหรับ 2 คนใช่มั้ย 2 คนพิธีกร 2 คนก็วางไว้ประมาณ แบบนี้ อันนี้ก็คือเสียงจาก ECM-S1 ใช้ในกรณีที่เราอยากจะ Voice over แบบนี้นะฮะ ให้เสียงรบกวนเข้ามาน้อยๆ แบบนี้นะฮะ

ทั้งหมดนี้นะครับ ก็คือไมค์ของ Sony ที่ผมใช้งานมาอย่างยาวนานแล้ว มันได้พิสูจน์ตัวเองมาแล้วว่ามันเป็นไมค์ที่ดีมากๆ ผมใช้ในไลฟ์ ใช้ในการถ่ายคลิป ถ่าย Content ถ่ายงานนู้นงานนี้ ตามเซ็ตที่คุณเห็นพวกนี้เลย ยังคงเป็นไมค์ที่เวิร์คจนถึงทุกวันนี้ ปี 2025 แม้ว่าจะไม่ได้ออกไมค์อะไรออกมาใหม่ขนาดนั้นนะ แต่ไมค์ที่ใช้อยู่มันเสถียร และมันก็ดีมากๆ

ถ้าใครยังไม่เคยลองใช้ไมค์ของ Sony ผมอยากให้คุณลองใช้นะ เดี๋ยวดูลิงก์ที่ description จะใส่ไว้ให้ครบเลยว่ารีวิวตัวเต็มอ่ะมีผลเป็นยังไงบ้าง ไปทดสอบฟังได้เลย

ถ้าใครชอบคลิปแบบนี้นะฮะ สามารถมาช้อปปิ้งได้ที่ www.iloveto.com illoveto.com/shop หรือใครสะดวก Shopee Lazada หรือ Shopping TikTok ก็เสิร์ชร้าน I love to go

หรือถ้าใครอยากไปจับกระเป๋า ALPAKA ตัวเป็นๆ สามารถไปจับได้ที่ Mega Bangna ชั้น 2 The Promenade ชั้น 1 ร้าน Urban Active, Central ลาดพร้าว ชั้น 3 ร้าน Urban Active, Central พระราม 3 ร้าน Urban Active

แล้วเจอกันใหม่คลิปหน้าครับ สวัสดีครับ

นอกจากนั้น ยังมีฟีเจอร์ Noise Cancelling ให้ด้วย

ถ้าจำเป็นจริงๆ อาจารย์แดง อาจารย์หวัดดีครับ ทุกคนเมื่อกี้ผมไปเจอตำหนักแล้วก็ถ่ายเซลฟี่กับตำหนัก ถ่ายรูปเป็นอาจารย์ ก็เลยต้องหวัดดีอาจารย์ น่ารักมาก ยืนคุยกันพักใหญ่ๆ เมื่อกี้ ยืนคุยเพราะว่า Starbucks ร้านเต็มเลย อาจารย์จะมานั่ง Starbucks ไม่ได้อ่ะ

ต่อเรื่องของเรานะฮะ Yeah.