Transcription
วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงทางออกของใจในวันที่เราต้องเผชิญกับความอยุติธรรมซ้อนความอยุติธรรม เมื่อทั้งคนรังแกและคนตัดสินรวมหัวกันลำเอียง โดยใช้หลักปัญญาจากพระไตรปิฎกมาเป็นเกราะป้องกันตัวครับ
เมื่อนายลำเอียงและคนพานครองเมือง สู้ด้วยอย่างไรไม่ให้ใจพังในวันที่พึ่งพึ่งไม่ได้ มีคนเคยกล่าวว่าการสู้กับคนพานนั่นเหนื่อยแล้ว แต่การสู้ในที่ที่ผู้มีอำนาจลำเอียงนั้นเจ็บปวดกว่ามหาศาล เพราะมันคือสภาวะที่ขาวถูกทำเป็นดำ และเราที่ทำถูกกลับกลายเป็นคนผิด
หลายคนตั้งคำถามว่าในเมื่อหันไปหาใครก็ไม่มีใครช่วย แถมบอกไปก็เจ็บตัวเปล่า แล้วธรรมะจะช่วยอะไรเราได้ วันนี้เราจะมาคุยกันว่าในพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ทรงสอนวิธีอยู่รอดและอยู่เหนือระบบที่บิดเบี้ยวนี้ได้อย่างไร โดยที่เราไม่ต้องสูญเสียตัวตนและความสงบสุขในใจไปครับ
เข้าใจอคติ 4 ของผู้มีอำนาจในพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ทรงจำแนกความลำเอียงของผู้ใหญ่ไว้ในหลักที่เรียกว่าอคติ 4 คือ ลำเอียงเพราะรัก ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะเกลียด โทสาคติ ลำเอียงเพราะเขลา โมหาคติ และลำเอียงเพราะกลัว พยาคติ
เมื่อเราเห็นว่านายใหญ่มีอคติ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการยอมรับสภาพตามจริงครับ ว่าระบบนี้ติดบัค ความหวังที่จะได้ความยุติธรรมจากคนลำเอียงคือการขอสิ่งที่เขาไม่มีให้เรา การโกรธเขาคือการโกรธคนตาบอดที่ไม่ยอมบอกทางที่ถูกให้เรา เมื่อเราเข้าใจว่าเขาคือผู้ป่วยทางคุณธรรม ใจเราจะเริ่มเปลี่ยนจากความโกรธแค้นเป็นความสลดสังเวชแทนครับ
ความนิ่งคือการรักษาความเป็นกลางของใจ คำถามสำคัญคือ ถ้าไม่ตอบโต้ เราก็ถูกรังแกฝ่ายเดียวสิ ในพระไตรปิฎกมีบทนึงที่น่าสนใจมากครับ คือเรื่องพราหมณ์พารัฐวาชะที่มาด่าพระพุทธเจ้าด้วยถ้อยคำหยาบคายต่อหน้าคนมากมาย แต่พระพุทธองค์ทรงนิ่ง ท่านทรงสอนว่าการไม่ตอบโต้ไม่ใช่เพราะเราอ่อนแอ แต่เรากำลังไม่รับของถวาย ท่านเปรียบว่าถ้าเขายื่นความโกรธมาให้เรา แล้วเราไม่รับ ความโกรธนั้นก็ยังเป็นของเขา 100%
การที่คุณนิ่งและไม่เอาคืนในสภาวะที่นายก็เข้าข้างเขา คือการรักษาต้นทุนใจของคุณ เพราะถ้าคุณตอบโต้ด้วยวิธีเดียวกัน คุณจะกลายเป็นจำเลยที่นายใหญ่มีข้ออ้างในการลงโทษคุณได้ทันที ชัยชนะในโลกของคนพานไม่ใช่การชนะด้วยความแรง แต่คือการนิ่งจนเขาทำอะไรเราไม่ได้ครับ