📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

วิเคราะห์กรณี อ้ายสติ๊ก หัวใจเต้นผิดจังหวะ SVT ต้องช๊อตไฟฟ้าหัวใจ #ไม่เกี่ยวกับวัคซีนโควิด

Doctor Tany22:35

Transcription

สวัสดีครับ ผมก็ได้เห็นเรื่องราวจากเพจของนางบีกับอ้ายสตินะครับ ที่ออกมาบอกว่าอ้ายสติเนี่ย เขาป่วยเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง ที่ชื่อว่า SVT จำเป็นต้องได้รับการช็อกไฟฟ้าหัวใจใน ICU กันเลยทีเดียวนะครับ ทั้งที่ตัวอ้ายสติกเองเนี่ย ก็ไม่ได้มีโรคประจำตัวอะไร เป็นคนที่แข็งแรงดีด้วยซ้ำไป ไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรกับยาเสพติดเลยแม้แต่น้อย แต่ก็เป็นโรคนี้ได้

วันนี้นะครับ ผมก็เลยอยากจะหยิบยกเรื่องราวของโรคนี้มาเล่าให้ฟัง ว่ามันคือโรคอะไร ทำไมถึงเป็นได้ แล้วต่อไปมันจะเป็นยังไง วิธีอะไรที่สามารถทำให้โรคนี้มันหายขาดได้ เดี๋ยววันนี้ผมจะเล่าให้ฟังนะครับ พบกับผมนะครับ นายแพทย์ธนีธนียยว เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอด และวิกฤตบำบัดนะครับ

ก่อนอื่น ผมต้องขอบอกให้ชัดเจนตรงนี้ก่อนเลยนะครับว่า สิ่งที่อ้ายสติกเป็น ก็คือโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ SVT เนี่ย ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับวัคซีนโควิดครับ ไม่เกี่ยวข้อง 100% นะครับ ถ้าเกิดว่าใครที่คิดว่ามันเกี่ยวข้องข้อง หรือไปฟังคนโน้นคนนี้บ้าง ต้องเกี่ยวข้องแน่ๆ ท่านก็กำลังเป็นคนที่โดนเขาหลอกมาอีกทีครับ เพราะว่าวัคซีนโควิดเป็นสิ่งที่ยืนยันแล้วว่ามันปลอดภัยครับ ถ้าใครรู้สึกว่าไม่เชื่อผม ไม่พอใจไม่เป็นไรครับ ท่านไม่ต้องคอมเมนต์อะไร ท่านหายไปจากช่องผมเฉยๆก็ได้นะครับ

อ่ะ เรามาเข้าเรื่องกันเลย เกิดอะไรขึ้นนะครับ ในวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา อ้ายเนี่ย ตอนประมาณสัก 19:00 น. เขาพาลูกเขาไปอาบน้ำนอนตามปกติ แต่คราวนี้เนี่ย เขารู้สึกว่าหัวใจเขาเต้นผิดจังหวะ มันเต้นเร็ว ก็เลยไปเอานาฬิกามาใส่ เพื่อที่จะวัดดู ปรากฏว่าหัวใจเต้นเร็วไปถึง 180 ครั้งต่อนาที ซึ่งเร็วมากนะครับ ทั้งๆที่ตัวเขาเนี่ย ก็ไม่ได้ทำอะไรที่มันใช้แรงเลย เค้าก็รอครับ รอไปประมาณสักชั่วโมงครึ่งไม่หาย ก็เลยลงไปหาภรรยา ก็คือนางบีนะครับ นางบีก็บอกว่า เฮ้ย อันนี้แพนิคไปเองหรือเปล่า ไม่ต้องไปวัดหรอก เดี๋ยววัดแล้วมันก็ตกใจนะครับ ก็เขาก็เชื่อฟังอ่ะ ก็ไม่วัด ผ่านไปอีก 15 นาทีไม่หายครับ คราวนี้ก็เลยไปโรงพยาบาล ไปถึงที่ห้องฉุกเฉินเนี่ย ก็ตรวจเจอว่าหัวใจเต้นเร็วมากนะครับ 180 ครั้งต่อนาที บางช่วงก็ขึ้นไปถึง 200 กว่าเลยทีเดียวนะครับ

ตอนนั้นทางห้องฉุกเฉินเนี่ย ก็มีการฉีดยาทั้งหมด 2 เข็มด้วยกัน ปรากฏว่าไม่หายครับ ก็เลยต้องส่งตัวเข้ารับการรักษาใน ICU ตอนนั้นคุณหมอก็เปลี่ยนชนิดยามาให้ทางหลอดเลือดอีกตัวนึงนะครับ แต่ปรากฏว่ามันไม่ได้ผลครับ แล้วความดันก็ต่ำลงเรื่อยๆเรื่อยๆนะครับ ถ้าขืนปล่อยต่อไปเนี่ย ก็อาจจะถึงขั้นชีวิตเลยก็ได้ ทางหมอก็เลยตัดสินใจว่า เราจะต้องทำการช็อกไฟฟ้าหัวใจ เพื่อที่จะรีเซ็ตจังหวะการเต้นให้มันกลับมาเป็นปกติใหม่นะครับ หมอก็เลยทำการช็อกไฟฟ้าหัวใจไป หลังจากนั้นเนี่ย อ้ายสติกก็อยู่ในขั้นปลอดภัยแล้วนะครับ

ตอนนี้เนี่ย เราก็ลองดูประวัติอื่นๆ ของอ้ายสติก เท่าที่ผมทราบมา เป็นคนที่แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวนะครับ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับเนี่ย 8 ชั่วโมงทุกวันนะฮะ อารมณ์ดี มีแต่เสียงหัวเราะ ไม่มีเรื่องเครียดนะครับ แล้วก็ไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรเลยกับยาเสพติดนะครับ เหล้า บุหรี่ กัญชา กระท่อมต่างๆ ไม่มี ไม่มีอะไรเลยนะครับ ที่เป็นตัวปัญหา

ทีนี้คำถามก็คือ ข้อแรก ไอ้โรคเนี้ยเป็นได้ยังไง ทำไมฉีดยาเราไม่หาย แล้วต่อไปมันจะต้องทำยังไงบ้างนะครับ ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า สิ่งที่อ้ายสติกเป็นเนี่ย เขาเรียกว่า SVT นะครับ Supra ventricular tachycardia Supra เนี่ยแปลว่าอยู่สูงกว่าหรือเหนือ Ventricular ก็คือหัวใจห้องล่าง Tachycardia ก็คือเป็นการเต้นของหัวใจที่มันเร็วผิดปกติ โดยปกติแล้วหัวใจของเรานะครับ มันมี 4 ห้องใช่มั้ยครับ 2 ห้องอยู่ข้างบนเราเรียกว่า atrium ข้างขวา ข้างซ้าย แล้วก็ 2 ห้องข้างล่างเราเรียก ว่า ventricle ข้างขวา ข้างซ้าย ถ้าเกิดว่าจุดกำเนิดของการเต้นผิดปกติหัวใจเนี่ย มันอยู่ข้างบนเหนือ ventricle เนี่ย เราจะเรียกว่า SVT ซึ่งต้องบอกอย่างนี้ครับว่า SVT เนี่ย ไม่ใช่โรคเพียง 1 โรคนะครับ มันมีได้หลายโรคเลยทีเดียว นะครับ ขึ้นอยู่กับว่ากลไกในการเกิดโรคเนี่ย มันเป็นยังไงนะครับ

ทีนี้ของอ้ายเนี่ย ตอนนั้นเขาต้องฉีดยาเข้าไป 2 เข็มนะครับ ยาที่ว่าเนี้ย ในการฉีดในโรค SVT เนี่ย หมอเขาจะฉีดก็ต่อเมื่อ เขาตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแล้ว มันจะมีลักษณะบางอย่างนะครับ ก็คือปกติคลื่นไฟฟ้าหัวใจเนี่ย มันจะมีสิ่งที่เราเรียกว่า P wave, QRS แล้วก็ T wave นะครับ ตรงนี้ถ้าใครฟังไม่เข้าใจไม่เป็นไรนะครับ ถ้า QRS ตัวมันแคบๆ เราจะเรียกว่า narrow complex QRS แบบเนี้ย แล้วมันเต้นเร็วมากๆ หมอก็จะสงสัยแล้วว่า อ้า อาจจะเป็น SVT แล้วมันจะมี SVT อยู่แบบนึง ซึ่งเจอบ่อยที่สุดนะ ครับ อ่ะ ไอ้แบบเนี้ย เราจะเรียกว่า AVNRT นะครับ ชื่อมันยาวหน่อยนะครับ คือหัวใจห้องบนกับห้องล่างเนี่ย ระหว่างกลางมันจะมีตุ่มอยู่ตุ่มนึง เราเรียกว่ามันว่า AV node ไอ้ตุ่มนี้เนี่ย ปกติหน้าที่ของมันก็คือรับกระแสไฟฟ้าที่ส่งมาจากด้านบนนะครับ ปกติหัวใจเราข้างบนห้องบนขวา หรือ atrium เนี่ยจะเป็นตัวมีตุ่มกำเนิดไฟฟ้า เราเรียกมันว่า atrial node หรือ SA node นะครับ ส่งกระแสไฟฟ้ามาปุ๊บ มันก็จะมาที่ AV node AV node ก็จะทำหน้าที่ชะลอการนำกระแสไฟฟ้าสักพักนึง พอมาได้กระแสไฟฟ้า พอมันก็ส่งต่อไปที่ห้องล่าง เพื่อที่จะให้ห้องล่างเนี่ยทำการบีบตัวนะครับ มันก็จะเป็นการกระตุ้นจากห้องบนไปสู่ห้องล่าง ปัญหาคือถ้าใน AV node ตรงเนี้ย มันเกิดความผิดปกติ คือไฟฟ้ามันหมุนวนๆ อยู่ในเนี้ย มันก็จะเกิดโรค AVNRT นี้ขึ้นมา และวิธีในการรักษาอันนึงก็คือจะต้องฉีดยาตัวนึงชื่อว่า Adenosine เข้าไปเพื่อตัดวงจรนี้นะครับ ยาตัวนี้จะไปหยุดยั้งการทำงานของ AV node ซึ่งมันทำงานมากจนเกินไปนะครับ

แต่ยาเนี่ย ข้อที่เป็นข้อจำกัดของมันก็คือ มันมีค่าครึ่งชีวิตที่สั้นมากๆ เป็นหลักวินาทีน้อยกว่า 10 วินาที ดังนั้นเวลาที่เป็นเนี่ย แล้วเราจะฉีดยาตัวนี้เนี่ย จะต้องเลือกหลอดเลือดที่ใหญ่มากๆ ก็คือตรงแขนด้านบน เราจะไม่เอาปลายแขน จะต้องเป็นแขนด้านบนนี้นะครับ แล้วเราจะต้องทำสิ่งที่เราเรียกว่า double syringe technique คือเวลาที่เราจะฉีดยาตรงหลอดเลือดดำที่อยู่ข้างบนตรงนี้ เพราะมันใกล้หัวใจที่สุด เราต้องวิ่งให้มันใกล้หัวใจเร็วๆนะครับ โดยเราจะมีการต่อวิธีฉีดเนี่ย จะเป็นการคาเข็มไว้นะครับ แล้วเข็มเนี่ย มันจะต้องมี 2 ทาง หนึ่งเนี่ยไปต่อกับ syringe ที่ฉีดยา และอีกทางนึงเป็นต่อกับน้ำเกลือ สิ่งที่เราจะทำก็คือ เราจะรีบฉีดยากดเข้าไปเร็วๆ แล้วก็ตามด้วยน้ำเกลือ เพื่อที่จะไล่ยาให้มันไปถึงหัวใจ เพื่อทำงานได้เร็วที่สุด เพราะภายใน 10 วินาทีมันจะหมดฤทธิ์นะครับ อันเนี้ยเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เพราะถ้าเราฉีดช้า ใช้หลอดเลือดอื่น แล้วยามันไปถึงหัวใจช้า มันจะทำงานไม่ได้เลยทันทีนะครับ จะทำงานไม่ได้ทันที ตรงนี้หมอก็เลยต้องมีวิธีในการฉีดแบบพิเศษ คือฉีดเร็ว ฉีดที่หลอดเลือดที่มันใกล้หัวใจที่สุดนะครับ อ่า อันนี้คือสิ่งที่เขาจะทำแน่ๆนะ ทีนี้ถ้าเข็มแรกไม่ได้ผล ก็จะต้องใช้เข็มที่ 2 หรือเข็มที่ 3 ตามมาทีเนี้ย ก็คงมีคนสงสัยว่า อ้า แล้วทำไมมันไม่ได้ผล มันไม่ได้ผลเนี่ย อาจจะเป็นไปด้วย 2 ประการดังนี้นะครับ

ประการแรกนะครับ เกี่ยวข้องกับวิธีในการฉีด ถ้าเกิดว่าอ้าว เราไม่ได้ฉีดใกล้หัวใจ เราไม่ได้กดเข้าไปแรงๆ เราไม่ได้ใช้ syringe 2 อัน อันนึงมีน้ำเกลือเพื่อไล่ยาเข้าไป อันเนี้ยก็ไม่ได้ผลนะครับ

อันเหตุที่ 2 ก็คือว่า ตัวเอ่อ ตัวโรคเนี่ย ของของของคุณอ้ายเนี่ย อาจจะมีโรคชนิดอื่นๆ ที่เป็น SVT ตัวอื่นอยู่ก็ได้ ซึ่งเดี๋ยวเราจะพูดกันต่อไปว่ามันเป็นตัวไหนนะครับ และอีกอย่างนึงก็คือ ถ้าเกิดระหว่างนั้นเนี่ย มีการทำงานของระบบ sympathetic ที่มันเยอะเกินไป เป็นระบบประสาทอัตโนมัติที่กระตุ้นหัวใจ เช่น ความเครียด วิตกกังวลมากๆ เป็นไทรอยด์เป็นพิษอยู่นะครับ หรือเจ็บป่วยอะไรสักอย่างนึง หรือกาแฟก็ได้ครับ ถ้าคนไหนกินกาแฟเยอะเนี่ย มันจะทำให้ Adenosine ทำงานไม่ค่อยได้นะครับ อ่า ดังนั้นผมไม่รู้ว่าอ้ายสติกเนี่ย กินกาแฟหรือเปล่า และกาแฟจริงๆเนี่ย แค่วันละ 2-3 แก้วเนี่ย ก็สามารถส่งผลทำให้ Adenosine ตัวเนี้ยมันทำงานไม่ค่อยได้แล้วนะครับ อ่า นี่คือเหตุผลที่เราจะต้องดูนะครับ

อย่างไรก็ตามครับ กรณีของอ้ายสติกเนี่ย อาจจะเป็น SVT ชนิดอื่นๆ ก็ได้ เพราะ SVT อย่างที่ผมบอกแล้วครับว่า มันเป็นการเต้นผิดปกติของหัวใจ ซึ่งจุดกำเนิดไฟฟ้าผิดปกติอยู่เหนือห้องหัวใจด้านล่าง พูดง่ายๆก็คืออยู่ด้านบนนั่นเองนะครับ เป็นตรงไหนก็ได้นะครับ และมันมีหลายอย่าง เวลาที่เราเจอ SVT เนี่ย เราจะแบ่งคร่าวๆเป็นแบบนี้ครับ แบบแรกเต้นสม่ำเสมอ นะครับ แบบที่ 2 เต้นไม่สม่ำเสมอ ในกรณีที่เต้นไม่สม่ำเสมอ การฉีด Adenosine จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยนะครับ ไม่ต้องให้มันให้ไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรนะครับ แต่ผมคิดว่าอันเนี้ย น่าจะเต้นสม่ำเสมอพอสมควร หมอเค้าก็เลยให้นะครับ และเต้นสม่ำเสมออย่างเดียวก็ไม่พอ พอด้วย เราก็จะต้องมาดูว่า ไอ้ตัว QRS เมื่อกี้ขึ้นไฟฟ้าหัวใจมันเป็นชนิดแบบแคบ หรือชนิดกว้าง ถ้าชนิดแคบเนี่ย มันมักจะได้ผล อย่างไรก็ตาม ถ้ามันไม่ได้ผล ก็ต้องไปดูว่าชนิดแคบเนี่ย มันเป็นจากอย่างอื่นอีกหรือเปล่า ถ้าเกิดว่าการที่เราฉีดยา Adenosine เมื่อกี้มันไปหยุดยั้งการทำงานของตุ่ม AV node นะครับ ที่มันอยู่ระหว่างห้องบนกับห้องล่าง ถ้าการเต้นผิดปกติของหัวใจมันมีไอ้ตุ่มตัวเนี้ยอยู่ในวงจรด้วย การฉีด Adenosine จะได้ผล แต่ถ้ามันไม่มีไอ้ตุ่มนี้อยู่ในวงจร มันจะไม่ได้ผลขึ้นมาทันที ยกตัวอย่างเช่น ถ้าการเต้นผิดปกติของหัวใจนั้น มันถือกำเนิดมาในตัวของ อ่า ตัวห้องบนที่เราเรียกว่า atrium นะครับ อ่า กำเนิดไฟฟ้ามาตรงนี้นะครับ มาจากสมมุติมันมาจากจุดนี้ วิ่งมาที่ AV node แล้วลงไปข้างล่างนะครับ ถ้าเราไปบล็อกตรงนี้ อ่า มันลงไม่ได้ใช่มั้ย มันมันลงไปได้ ไม่เป็นไร มันยังยิงไปเรื่อยๆ แล้วไอ้ยาเนี่ย มันมีฤทธิ์แค่ 10 วินาที อ่า หมดฤทธิ์ คราวนี้ลงใหม่ได้ ลงมาเรื่อยๆ มันก็เลยไม่หาย

น่าพวกเนี้ย มันก็ยกตัวอย่างได้หลายๆ ตัว ก็ยกตัวอย่างเช่น เรามีสิ่งที่เรียกว่า atrial tachycardia นะครับ อ่า ก็สามารถที่จะเป็นชนิดนี้ได้นะ เอ่อ ถ้าเกิดว่าคนไหนที่มีปัญหาเรื่องของ atrial flutter ก็จะเป็นแบบนี้ได้นะครับ หรือถ้าเกิดว่าเรามีทางเดินไฟฟ้าที่ผิดปกติอยู่ในหัวใจ บางคนมีทางเดินไฟฟ้าเกิน มีหน้ามีมีแบบเหมือนมีสะพานเชื่อมอีกที่นึงนะครับ ก็จะเกิดแบบนี้ได้เหมือนกัน แต่ว่ามันจะต้องเป็นแบบพิเศษเท่านั้นที่ซึ่งมันดื้อยา เพราะว่าไอ้ตัวเนี้ยนะครับ การที่มีทางเดินไฟฟ้าแบบพิเศษ เราจะเรียกว่าโรค AVRT นะครับ มันจะมีการหมุนวนเป็นวงจรของไฟฟ้าที่หัวใจ ซึ่งอันเนี้ย มันมักจะมีความเกี่ยวข้องกับตัว AV node ดังนั้นการที่เราเอายาไปบล็อกมันน่ะ อาจจะช่วยได้ แต่มันจะมีบางชนิดที่ช่วยไม่ได้เหมือนกันนะครับ อ่า ถ้าเกิดว่าอันนี้เป็นเป็นนักศึกษาแพทย์ หรือเป็นหมอมาฟังเนี่ย มันก็จะมีโรคหนึ่งชื่อว่า PJRT มันเป็นชนิดพิเศษ ซึ่งตรงเนี้ย ถ้าเราดู lead 2, 3, AVF P wave มันจะเป็นหัวกลับนะครับ แต่ว่าถ้าจะดูใน lead AVL เป็นหัวตั้ง นี้เป็นอันพิเศษของ AVRT เลยนะครับ ซึ่งมันจะดื้อยามากๆ เลย ไอ้ตัวเนี้ยนะครับ แต่ก็โชคดีที่มันไม่ค่อยเจอบ่อยเท่าไหร่นะครับ

นอกเหนือจากนั้นนะครับ ถ้าเกิดว่าจุดกำเนิดไฟฟ้าเนี่ย บางทีมันอาจจะอยู่ใกล้กับไอ้ไอ้ตุ่ม AV node นี้ก็ได้นะครับ อ่า แต่ว่ามันไม่ผ่าน AV node ยาที่เราให้ก็จะไม่ ได้ผลนะครับ ทีนี้ถ้าเกิดว่าเราฉีดยาเข้าไป 2 เข็มแล้วมันไม่ได้ผลเนี่ย หมอเขาจะทำยังไงต่อ

สิ่งที่หมอจะต้องทำเนี่ย ส่วนใหญ่ก็จะมีทางเลือกก็คือ ถ้าอาการยังดี ซึ่งของอ้ายสติกเนี่ย อาการดีตลอดเลยนะ เอ่อ ก่อนหน้าเนี้ย มีแค่ใจเต้นแรง ไม่มีเจ็บหน้าอก ไม่มีหายใจเหนื่อย ไม่มีอาการอะไรทั้งสิ้นเลยนะครับ แล้วความดันตอนแรกก็ยังดีอยู่ ถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่เนี่ย หมอเขาจะให้ยา เค้าจะมีทางเลือกให้ยาอยู่ประมาณ 2 ตัวนะครับ ตัวแรกซึ่งเรามักจะให้กันก็คือ ตัวที่ชื่อว่าเป็น Calcium channel blocker ตัวนึงนะครับ ตัวเนี้ยจะได้ผลค่อนข้างจะดีนะครับ แล้วมันมีการออกฤทธิ์ที่ค่อนข้างสั้นในระยะยาว ถ้าเราจำเป็นจะต้องไปจี้ไฟฟ้าหัวใจข้างในเนี่ย ตัวนี้เวลาที่เราหยุดแล้วมันจะดีผลมีผลดีกว่า เพราะว่าเวลาที่เราเข้าไปดูว่าจะต้องจี้ไฟฟ้าหัวใจตรงไหนเพื่อหยุดยั้งกระบวนการเนี้ย มันจะต้องไม่มียาอยู่ในนั้น ไม่งั้นเนี่ย เราไม่รู้ว่าการเต้นผิดปกติมันอยู่จุดไหนของหัวใจ ดังนั้นเข้าไปปุ๊บก็หาที่จี้ไม่เจอ แต่บางทีถ้าเกิดว่ามันไม่ไหว ก็จะต้องให้ยาอีกตัวนึงชื่อว่า Amiodarone ตัวนี้แหละครับ เป็นตัวปัญหาก็คือ มันเป็นยาครอบจักรวาลก็จริง แต่บางทีมันก็ไม่ได้ผล แล้วมันก็ดันอยู่ในร่างกายนานมากนะครับ เป็นเดือนเลยนะฮะ เอ่อ ตัวเนี้ยอยู่ในร่างกายเป็นเดือน เพราะฉะนั้นข้อข้อเสียของมันก็คือ ถ้าต้องได้ยาตัวนี้เข้าไปเรื่อยๆเนี่ย เวลาที่เราจะไปรักษาให้หายขาดเนี่ยครับ มันอาจจะหาจุดกำเนิดไฟฟ้าที่เป็นปกติไม่เจอ ก็ได้นะครับ งั้นหมอจะพยายามจะเลี่ยงตัวนี้ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆนะครับ ก็เลยจะมีแค่การให้ยา

ทีนี้พอให้ไปแล้วเนี่ย สมมุติว่าเกิดเราต้อง เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะให้ได้ก็ต่อเมื่อไม่มีอาการหัวใจวายตอนนั้น เพราะถ้าเกิดหัวใจวาย คือหัวใจมันบีบตัวได้น้อยอย่างเงี้ย ถ้าให้ยาตัวนี้ไป มันจะแย่เลยนะครับ งั้นหมอก็ต้องพิจารณาตัวนี้ก่อนว่าให้ได้ ซึ่งผมมองว่ากรณีของอ้ายสติกเนี่ย เป็นคนที่แข็งแรงมาก่อน ออกกำลังกายประจำ ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องของการบีบตัวของหัวใจไม่ดี ยาตัวเนี้ยน่าจะเป็น choice ตัวนึงที่เราเลือกนะครับ อ่ะ แต่ไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่ ถ้าการเต้นของหัวใจมันยังเร็วอยู่ ไม่ตอบสนองต่อยา แล้วความดันเริ่มตก ตรงนี้เนี่ย มันแสดงว่าการเต้นของหัวใจที่มันเร็วเกินไป จะทำให้กล้ามเนื้อของหัวใจทำงานไม่ดี แล้วบีบเลือดออกไปได้น้อย ความดันก็เลยตก เราจะต้องรีบทำการรีเซ็ตการเต้นของหัวใจโดยด่วนนะครับ โดยเราจะทำสิ่งที่เรียกว่า cardioversion ก็คือการช็อกไฟฟ้า เพื่อที่จะเหมือนกดปุ่ม reset คอมพิวเตอร์เวลาเครื่องมันแฮงค์อ่ะ กด reset ให้มันบูทเครื่องใหม่ ไอ้หัวใจนี่ก็เหมือนกัน กดรีเซ็ตให้มันบูทเครื่องใหม่นะครับ ประมาณนั้น อันนี้คือวิธีในการรักษาเบื้องต้นแล้ว หลังจากนั้นก็จะต้องดูว่า มันมีสาเหตุอะไรที่ทำให้เกิดโรคนี้ขึ้นมาไหม หรือมีภาวะอะไรที่ทำให้โรคตัวเนี้ย มันหายากอยู่ด้วยหรือเปล่า นะครับ ก็จะต้องอยู่ใน ICU เพื่อดูอาการ เจาะเลือดดูต่างๆ อีกเยอะแยะไปหมด เพื่อความชัวร์จริงๆนะ ครับ

ทีนี้ถามว่าแล้วคนแข็งแรงแบบเนี้ย ทำไมเป็นได้ล่ะนะฮะ มันมีได้ 2-3 อย่าง แรกนะครับ เป็นสิ่งที่เราเรียกว่า athletic heart ก็คือโรคหัวใจที่เกิดในคนที่ออกกำลังกายประจำ พวกนี้เนี่ยจะเป็นหัวใจที่มันมีความแข็งแรงมาก แล้วมันมีขนาดโตนะครับ บางคนจะเกิดเป็นแผลเป็นเล็กๆข้างใน ทำให้เกิดการเต้นผิดปกติของหัวใจขึ้นมาได้ พวกนี้จะวินิจฉัยด้วยการทำอัลตร้าซาวด์ของหัวใจ เราเรียกว่า echocardiogram เราสามารถเห็นได้ว่าอาจจะเป็นภาวะนี้ หรืออาจจะมีความผิดปกติของหัวใจอย่างอื่นที่เราไม่รู้ แล้วมันก็ยังไม่มีอาการในตอนแรกก็ได้นะครับ นี่เป็นสิ่งที่คุณหมอเขาจะต้องทำแน่ๆนะครับ

อย่างที่ 2 ถ้ามีการติดเชื้อไวรัสอะไรสักอย่างที่สามารถทำให้หัวใจอักเสบได้ โดยที่ไม่รู้ตัว เพราะต้องบอกครับ บางคนเนี่ย หัวใจอักเสบโดยไม่มีการรู้ตัวมาก่อนว่าติดเชื้อไวรัสเข้าไป แล้วเราก็เจอมาแล้วครับ อันนี้จะไม่มีอาการอะไรเลยนะ หรือบางคนอาจจะมีแค่เพลีย ก่อนหน้านี้ไอ้รู้สึกมันเพลีย มันไม่ปกติ อันนั้นบางครั้งก็อาจจะเป็นการติดเชื้อเข้าไปในกระแสเลือดจากตัวไวรัส แล้วทำให้หัวใจมันอักเสบก็ได้นะครับ พวกนี้ไม่มีทางรู้ก่อนนะว่าใครจะติดเชื้อแบบไหนเข้าไป มันต้องเกิดอาการขึ้นมาแล้วเราไปหา ย้อนหลังแล้วมันไม่มียารักษาที่ไวรัสพวกนั้นตรงๆ เราต้องรักษาตามอาการเป็นต้นไปนะ ครับ 2 อย่างเนี้ยคืออย่างหลักนะครับ

อย่างที่ 3 คือมีไทรอยด์เป็นพิษอยู่ในร่างกาย อย่างที่ 4 คือถ้าออกกำลังกายแบบเพิ่งจะออกกำลังกายใหม่ๆ แล้วหนักมากๆ เงี้ย แล้วกินกาแฟเข้าไปเยอะๆ อาจจะเกิดภาวะนี้ขึ้นมาก็ได้นะครับ นี่คือสิ่งที่ คุณหมอจะต้องหา จากนั้นเค้าก็ต้องมีการเจาะเลือดดูซิว่า อ่ะ ไทรอยด์เป็นพิษไหม ทำอัลตร้าซาวด์หัวใจมีหัวใจผิดปกติตรงไหนหรือเปล่า นะครับ ดูซิว่ามีเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติไหม โดยเฉพาะโพแทสเซียม แล้วก็แมกนีเซียม 2 ตัวนี้ถ้ามันผิดปกติ หัวใจจะมีปัญหาเยอะเลย คุณหมอเขาจะต้องมีการให้ตรงนี้เสริมเข้าไปนะ ครับ

อ่ะ ทีนี้ถามว่ารักษาหมดแล้ว แล้วยังไงต่อ ตอนหลังจากช็อกไฟฟ้าหัวใจเสร็จปุ๊บเนี่ย หัวใจมันจะกลับมาเต้นปกติแล้ว ดูแก้ไขผลเกลือแร่ต่างๆ ผลเลือดทุกอย่าง แล้วก็ตรวจดูซิว่ามีหัวใจมันอักเสบไหม มีเอนไซม์หัวใจที่มันสูงผิดปกติหรือเปล่า มีโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือไขมันอะไรผิดปกติไหม ถ้ามีก็แก้ไขกันไปนะครับ แต่ถ้าไม่มี สิ่งถัดไปก็คือ ครั้งเนี้ยเป็นครั้งแรก แต่ว่ามันอันตรายมาก เราต้องป้องกันไม่ให้มันเกิดอีกครั้งนึง โดยทั่วไปถ้าเกิดที่ไหนเนี่ย มีคุณหมอที่เป็นหมอหัวใจเฉพาะทางไฟฟ้าในหัวใจ เราเรียกว่า electrophysiologist เราจะทำสิ่งที่เรียกว่า EP study ทันที ก็คือเข้าไปปุ๊บ เราจะสวนหัวใจ ก็คืออาจจะสวนทางหลอดเลือดที่ขา เข้าไปที่หัวใจ แล้วอันเนี้ยจะใช้เวลาค่อนข้างนาน การใช้เวลาเป็นชั่วโมง เพราะว่ามันจะต้องศึกษาทางเดินไฟฟ้าในหัวใจว่ามันมีตรงไหนที่ผิดปกติ เกิดการเต้นผิดปกติขึ้นมา ถ้าไปเจอปุ๊บ เค้าก็จะยิงคลื่นความร้อนไปจี้ตรงนั้นนะครับ ทำให้มันไม่มีการเต้นผิดปกติอีก ซึ่งต้องบอกว่าโอกาสในการจี้สำเร็จเนี่ย ค่อนข้างสูง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว นะครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับชนิดของ SVT SVT อย่าลืมนะครับ มันไม่ได้มีชนิดเดียว มันมีหลายชนิด แล้วแต่ละชนิดชนิดก็ไม่เหมือนกันนะครับ ถ้าเป็นชนิดที่รักษาได้หายขาดเลยเนี่ย ก็ส่วนใหญ่จะเป็นพวกสิ่งที่เรียกว่า atrial flutter, atrial tachycardia ที่เราเจอว่าอ่ะ จุดมันอยู่ตรงนี้ก็จี้ได้เลยนะครับ อ่า พวกนี้ก็สามารถเป็นไปได้นะ หรือว่ามันเป็น อ่า การเต้นปกติอย่างอื่น ที่เราเจอ แต่ปัญหาคือถ้าจุดเต้นผิดจังหวะเนี่ย มันดันไปอยู่ใกล้ๆกับจุดที่มันเป็นตัว AV node เมื่อกี้ เราจะไม่จี้มันขนาดนั้น เพราะถ้าเราจี้แล้วไปโดน AV node เมื่อกี้เนี่ย มันจะทำให้เกิดการนำไฟฟ้าผิดปกติของหัวใจ คือมันจะไม่นำไฟฟ้า เราจะเรียกว่าเป็น block แล้วแบบเนี้ย ถ้าเกิด block ขึ้นมานะครับ เราต้องใส่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าหัวใจ หรือ pacemaker ไปตลอดเลยนะครับ ดังนั้นเนี่ย หมอเขาก็ต้องพิจารณาว่า เฮ้ย เจอจุดที่มันผิดปกติแล้ว อ่า แต่บางทีเราจี้ไม่ได้นะ เพราะถ้าจี้ไป เกิดเรื่องแน่ๆเลยนะครับ ตรงนี้ก็เป็นสิ่ง ที่อ่าคุณหมอเขาจะพิจารณาเองว่าจะยังไงนะ ครับ

แต่ถ้าเกิดว่าโรงพยาบาลนั้นดันไม่มี electrophysiologist ทำยังไง สิ่งที่เขาทำนะครับ คือเมื่ออาการปลอดภัยแล้วเนี่ย ก็จะมีการให้ยากลับบ้านไปนะครับ เช่นยาให้กินนะครับ พอเรากินไปสักพักนึงเนี่ย เราก็จะมีการนัดคนไข้ไปเจอคุณหมอทางด้านของ electrophysiology ที่เขามี เพื่อที่จะทำการตรวจรักษา และอย่างที่บอกครับว่ายาพวกเนี้ย จะมีผลทำให้เวลาที่เราตรวจเนี่ย มันหาไม่เจอได้ว่าจุดผิดปกติของการกำเนิดไฟฟ้ามันอยู่ที่ไหนนะครับ ดังนั้นถ้าเป็นยาที่ออกฤทธิ์เร็ว เราเรียกว่า immediate release พวกเนี้ย เราจะให้หยุดก่อนที่จะไปทำการสวน เอ่อ สวนหัวใจ ประมาณซัก 24 ชั่วโมง แต่ถ้ามันเป็นแบบออกฤทธิ์ยาว อาจจะต้องหยุดไปประมาณ 3 วันนะ ครับ แต่ถ้ามันเป็นยาตัวอื่นๆ ที่มันออกฤทธิ์ยาวกว่านั้น เช่น Amiodarone พวกเนี้ย คงจะต้องหยุดไปเป็นเดือนนะครับ เพราะไม่ฉะนั้นเนี่ย มันอาจจะมีปัญหา ดังนั้นหมอทั่วไปเขาจะไม่ค่อยจ่าย Amiodarone ถ้ามันไม่จำเป็นมากๆ เพราะว่ามันอยู่ในร่างกายนานมาก และ Amiodarone เองเนี่ย ยิ่งกินนานก็จะ มีปัญหาอย่างอื่นเยอะแยะไปหมดนะครับ อาจจะมีปัญหาทางด้านของระบบไทรอยด์ ซึ่งผิดปกติได้นะครับ อ่า ดังนั้นเค้าก็จะไม่ให้ ถ้ากินไปยาวๆกว่านั้นอีก อาจจะมีปัญหาโรคปอดต่างๆ ตามมาก็ได้นะครับ งั้นตรงนี้ก็เป็นสิ่ง ที่คุณหมอเขาจะต้องคิดว่าจะต้องให้ยาตัวไหน ที่มันเหมาะสมกับอ้ายสติกนะครับ

ถ้าถามผม การที่กลับบ้านแล้ว อ่า มันควรจะต้องให้ยาบ้าง เพราะเราก็ไม่อยากจะให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก เพื่อป้องกันก่อนที่เราจะไปทำการสวนหัวใจนะครับ หรือถ้าเราสวนหัวใจได้เลยเนี่ย ก็อาจจะไม่จำเป็นจะต้องกินยาอะไรต่อเลยก็ได้นะครับ

อ่ะ วันนี้ผมก็หวังว่าหลายๆคนจะเข้าใจ แล้วก็รู้ว่า SVT เนี่ย มันเป็นโรคซึ่งมีหลากหลายชนิด แล้วแต่ว่าชนิดไหนนะครับ การตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเนี่ย ก็จะไม่เท่ากัน บางอันก็ตอบสนองต่อ Adenosine บางอันก็ไม่ตอบสนองนะ ครับ การไม่ตอบสนองเนี่ย ไม่ได้แปลว่ามันเป็นชนิดไม่ตอบสนองอย่างเดียว แต่อาจจะเป็นเพราะว่ามีความเครียดทางด้านร่างกาย นะครับ หรือระบบ sympathetic ทำงานมากจนเกินไป การดื่มกาแฟก็มีผลนะครับ ถ้าใครที่ออกกำลังกายหนักๆ บางคนก็เป็นโรคหัวใจที่เกิดในนักกีฬา พวกนี้ก็จำเป็นจะต้องเผาลงในด้านของการออกกำลังกายนะครับ เพื่อที่จะรักษาให้มันดีขึ้นนะครับ

อ่ะ ยังไงก็เป็นกำลังใจให้อ้ายสติกกับนางบีนะครับ ว่าอยากให้โรคนี้มันหายขาดจริงๆ ก็คงจะต้องไปทำการจี้ไฟฟ้าหัวใจ แล้วก็ปรึกษาคุณหมอ ดูอีกทีนึงนะครับ ว่ามีตัวอะไรไปกระตุ้นไหม ระหว่างนี้ถ้ายังรักษาตรงนี้ไม่จบเนี่ย ก็อาจจะต้องพักผ่อนไปก่อนนะครับ อย่าเพิ่งออกกำลังกายอะไรหนักๆ แล้วกันนะครับ

โรคนี้เราไม่มีทางรู้ก่อนเลยนะครับว่าใครจะเป็น เราป้องกันมันไม่ได้นะครับ ดังนั้นต้องสังเกตตัวเอง ถ้ามีอาการใจสั่นนะครับ อ่า อันเนี้ยไม่ว่าจะสั่นเพราะอะไร ควรจะต้องไปตรวจเสมอ แล้วก็สอบถามคุณหมอที่เขารักษาเราว่า เออ ของเรามันสั่นเพราะอะไรกันแน่ บางคนน่ะ บอกว่าใจสั่น แต่ตอนไปตรวจกับหมอแล้วคลื่นไฟฟ้าทุกอย่างทุกอย่างปกติหมด อันนี้อย่าเพิ่งเชื่ออย่างงั้นครับ ต้องถามหมอเค้าด้วยว่า อ้าว แล้วมันเป็นอะไร เพราะถ้าเกิดคุณใจสั่น แต่ตอนที่ไปตรวจมันไม่สั่น แล้วเค้าก็ตรวจไม่เจออะไรครับ ดังนั้นมันขึ้นอยู่กับคุณสั่นบ่อยแค่ไหนนะครับ ถ้าสั่นบ่อยเนี่ย คุณอาจจะต้องไปดูว่า เอ่อ กรณีของคุณเนี่ย จะต้องมีการตรวจระยะยาวไหมนะครับ ถ้าในระหว่างที่ตรวจปุ๊บเนี่ย มันเจอว่าสั่น ที่ไหน เค้าก็จะสามารถบอกได้เลยว่าคุณเป็นอะไร แต่ถ้าเกิดตรวจไม่เจอ คุณก็ต้องปรึกษาคุณหมอว่า เออ แล้วจะทำวิธีอะไรให้มันเจอได้นะครับ

โอเค วันนี้ก็เล่าให้ฟังประมาณเท่านี้นะครับ ขอบคุณ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ