Transcription
ในเรื่องของอนุสัญญาภาษีซ้อนเนี่ย ซึ่งเป็นเรื่องยากๆ นะครับ จะต้องมีการยกตัวอย่างอย่างน้อยๆ เนี่ย 3-40 ตัวอย่าง เป็นเรื่องที่ถ้าเราเข้าใจแล้วไม่ยาก สิ่งเหล่านี้ถ้าหากผิดพลาดเนี่ยนะครับ ภาระภาษีก็จะอยู่ที่บริษัทนั่นแหละ [เพลง]
อนุสัญญาภาษีซ้อนเนี่ย ถ้าเราแยกคำย่อยออกมานะครับ อนุสัญญาก็คือข้อตกลงระหว่างประเทศ คำว่าภาษีก็มาจากเงินที่รัฐหรือว่าท้องถิ่นเนี่ย เรียกเก็บจากประชาชนเพื่อใช้จ่ายในการบริหารประเทศหรือบริหารท้องถิ่น ทำไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ส่วนซ้อนก็คือการเก็บซ้ำ เก็บซ้อนนั่นเอง ฉะนั้นโดยภาพรวมแล้วเนี่ย อนุสัญญาภาษีซ้อนเนี่ย ความหมายก็คือว่าข้อตกลงระหว่างประเทศนะครับ ในเรื่องของการจัดเก็บภาษีเพื่อจะได้ไม่มีการเสียภาษีที่ซ้ำซ้อนกัน ฉะนั้นคำว่าข้อตกลงระหว่างประเทศก็แสดงว่าการเก็บภาษีนี้เนี่ยนะครับ มันจะต้องเกี่ยวข้องกันระหว่าง 2 ประเทศ ซึ่งคนที่จะมาจัดการนะครับ ให้แต่ละประเทศเนี่ยมีข้อตกลงที่มีตรงกันในเรื่องของภาษีเนี่ย ก็เลยเราก็เลยมีองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนาระหว่างประเทศก็คือ OECD ร่วมกับ UN จะทำเรื่องของอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งตอนนี้ไทยเราเองเนี่ยก็ทำอนุสัญญาภาษีซ้อนกับทั้งหมด 61 ประเทศ การที่มีข้อตกลงเรื่อง DTA หรืออนุสัญญาภาษีซ้อนเนี่ย เป็นเรื่องของการอำนวยความสะดวกในด้านภาษีให้กับนักลงทุนระหว่างประเทศ คู่เจรจาหรือคู่สัญญา ทีนี้การตีความของแต่ละประเทศเนี่ย เนื่องจากตัวบทกฎหมายภาษีแต่ละประเทศก็มีภาษีท้องถิ่นที่ไม่เหมือนกัน อ่า หน่วยงานกลางเช่น OECD หรือ UN เนี่ยก็เลยมาทำข้อตกลงจำกัดสิทธิ์ในการจัดเก็บภาษีของแต่ละประเทศเนี่ย ให้สอดคล้องกัน เช่น มีการลดเพดานภาษี ยกเว้นภาษี หรือนำภาษีที่เสียในแต่ละประเทศเนี่ยไปเครดิตอีกของประเทศนึงนะครับ หรือนำไปถือเป็นรายจ่ายได้ของอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้เนี่ย สิ่งที่เกี่ยวข้องกับบริษัทต่างๆ ก็คือในเรื่องของการจ่ายเงินออกไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะจ่ายให้กับนิติบุคคลหรือจ่ายให้กับบุคคลธรรมดาก็ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับเรื่องของอนุสัญญาภาษีซ้อน ถ้าเกิดว่าเรามีการจ่ายเงินไปยังประเทศคู่สัญญา 61 ประเทศนี้ รวมถึงการจ่ายเงินให้กับคนต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทยเนี่ย หลายกรณีที่จะต้องมีเรื่องของอนุสัญญาภาษีซ้อน แล้วก็มีการต้องหักภาษีเอาไว้ หากใครไม่หักไว้เนี่ย หลายๆ คนเนี่ยเจอปัญหานี้เนี่ยนะครับ ก็ถูกประเมินภาษีถึงค่อนข้างหนักเหมือนกัน
เรื่องอนุสัญญาภาษีซ้อนเนี่ย สิ่งสำคัญก็คือศัพท์ที่เข้าใจยากเนี่ย มีเยอะมากเลย ไม่ว่าจะเป็นคำว่ารัฐหนึ่งกับอีกรัฐหนึ่ง ฉะนั้นใครที่อ่านอนุสัญญาภาษีซ้อนเมื่อไหร่ ที่เห็นคำว่ารัฐหนึ่งกับอีกรัฐหนึ่งเนี่ย ให้ขีดกากบาทคำว่ารัฐหนึ่งเนี่ย เป็นประเทศที่เราทำผู้สัญญา เช่น รัฐหนึ่งเป็นผู้ทำสัญญากับอีกรัฐหนึ่งโดยวิสาหกิจของอีกรัฐหนึ่งอย่างเงี้ย สมมุติเราทำสัญญากับบริษัทญี่ปุ่น เราก็ขีดรัฐหนึ่งก็คือไทย กับวิสาหกิจของรัฐหนึ่งก็คือญี่ปุ่น ขีดอย่างนี้เลย ศัพท์ยากๆ อีกตัวนึงก็คือวิสาหกิจ การที่อ่านเนี่ยนะครับ รัฐหนึ่งทำวิสาหกิจกับอีกรัฐหนึ่ง วิสาหกิจในที่นี้เนี่ยก็คือนิติบุคคลนั่นเอง อาจจะอยู่ในรูปแบบบริษัท อยู่ในรูปแบบของคณะบุคคลหรือองค์กรต่างๆ ที่เป็นนิติบุคคล ฉะนั้นคำว่าวิสาหกิจในอนุสัญญาภาษีซ้อนก็คือนิติบุคคลของประเทศนั้นๆ นั่นเองนะครับ คำที่อธิบายยากๆ อีกคำหนึ่งก็คือสถานประกอบการถาวรนะครับ ว่ามีอะไรบ้าง อ่านยังไงถึงเป็นสถานประกอบการถาวร อะไรที่ไม่เป็นสถานประกอบการถาวร สาธิตตัวก็คือถิ่นที่อยู่ ถิ่นที่อยู่เดี๋ยวจะไปอ้างอิงกับมาตราต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องภาษีนะครับ แล้วก็กำไรจากธุรกิจ กำไรจากธุรกิจหมายความว่ายังไง หมายความว่าถ้ามันเป็นเงินได้ที่ไม่ใช่ 40 วงเล็บ 2 ถึง 6 ที่ไม่อยู่ในเรื่องของมาตรา 70 เนี่ย ที่เหลือถ้าเป็นเงินได้ที่คนต่างประเทศมาได้เนี่ย เราก็จะถือว่าเป็นกำไรจากธุรกิจ หรือแม้แต่คำว่า Classic เนี่ย วันนี้เราจะมาคุยในแต่ละคำแต่ละคำ เพื่อที่เราจะไปต้องการกฎหมายของอนุสัญญาภาษีซ้อนให้มันง่ายขึ้น อย่างเช่นคำว่าถิ่นที่อยู่นี่จริงๆ มันก็ต้องไปพ่วงกับกฎหมายต่างๆ แต่ถิ่นที่อยู่ในที่นี้ก็คือว่าคนที่อยู่ในถิ่นนั้น ก็คือคนที่อยู่ในประเทศนั้นนั่นเอง แต่อยู่ถึง 180 วัน แค่ 180 วันก็ถือว่าคุณมีถิ่นที่อยู่ในประเทศนั้นแล้ว อนุสัญญาภาษีซ้อนนอกจากเราจะรู้ศัพท์เหล่านี้แล้วเนี่ย เราจะต้องดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ครบทุกมิติ แล้วเราจะอ่านอนุสัญญาภาษีซ้อนเข้าใจมากขึ้น เช่น คำว่าสถานประกอบการถาวรนะครับ หรือว่า PE เนี่ย สถานก็เป็นสถานที่ทำการ สาขา สำนักงาน โรงงานนะครับ โรงช่างอะไรก็แล้วแต่ เช่น ทำการเพาะปลูก ทำไร่ ทำสวนเนี่ย เหล่านี้เรียกว่าสถานประกอบการถาวรหมดเลย หรือกรณีที่เป็นโครงการก่อสร้างในระยะสร้างระยะยาวเนี่ย ถ้าต่างชาติมาทำโครงการก่อสร้างเนี่ย เกินกว่า 3 เดือนเนี่ย อันนี้ก็ถือว่ามีสถานประกอบการถาวรแล้วนะครับ หรือการให้ service การให้คำแนะนำผ่าน Agent เนี่ย ถ้าเป็นการให้บริการที่ต่อเนื่องกันเกินกว่า 6 เดือนเนี่ย อันนี้ก็ถือว่าเป็นสถานประกอบการถาวร เวลาอ่านกฎหมายของอนุสัญญาภาษีซ้อนจะต้องตีความความหมายเหล่านี้ให้ได้ซะก่อน
ทีนี้เรามาดูว่าค่าสิทธิ์อีกตัวนึงที่อ่านแล้วเนี่ยนะครับ บางคนอ่านค่าสิทธิ์จากอนุสัญญาภาษีซ้อนแล้วก็จะมีหลายๆ ตัวที่อ่านแล้วงงๆ นะครับ ฉะนั้นค่าสิทธิ์เนี่ย อันดับแรกก่อนนะครับ ก็คือต้องดูสัญญาณที่ชัดเจน ดูซิว่ากรรมสิทธิ์ในการที่ได้มาในสิ่งเหล่านั้นเนี่ย มาเป็นของใคร ถ้าเป็นกรรมสิทธิ์ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ขายหรือผู้ได้รับเงินจากเราเนี่ย อย่างนี้ก็ถือว่าเป็น Classic หรือการรักษาความลับเรายังต้องรักษาความลับอยู่ เราจ่ายเงินไปแล้วเนี่ย อันนี้ก็ถือว่าเป็น Classic นะครับ ฉะนั้นอย่าเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่สรรพากรตีความสัญญาต่างๆ เหล่านี้ เราจะต้องชัดเจน เราต้องอ่านแล้วทำความชัดเจนก่อน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะเอาเงื่อนไขปุ๊บเนี่ย เราก็ต้องนำส่งภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วไม่ได้นำส่งเนี่ย อันนี้ก็จะอันตรายนะครับ ก็จะมีปัญหาภาษีตามมามากมาย
ในเรื่องของอนุสัญญาภาษีซ้อน นอกจากศัพท์ยากๆ แล้วเนี่ย ยังมีกฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้องเนี่ยค่อนข้างเยอะ สิ่งหนึ่งที่พวกเราจะขาดไม่ได้เลยสำหรับอนุสัญญาภาษีซ้อนก็คือมาตรา 70 ในมาตรา 70 ตามประมวลรัษฎากรจะพูดถึงเลยว่าเงื่อนไขที่อยู่ในมาตรา 70 นั่นก็คือ เวลาเราจ่ายเงินไปต่างประเทศ เราจะต้องมีการหัก ณ ที่จ่าย ฉะนั้นเงื่อนไขมีอะไรบ้าง เงื่อนไขข้อแรกก็คือบอกว่าจะต้องเป็นนิติบุคคลที่จะตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ เงื่อนไขข้อที่ 2 ไม่ได้เข้ามาประกอบกิจการในไทย เงื่อนไขข้อที่ 3 จะต้องมีการจ่ายเงินได้จากประเทศไทยออกไป แล้วก็ให้ดูว่าเงินได้ที่จ่ายเนี่ย เป็น 40 วงเล็บ 2 ถึงวงเล็บ 6 ไหม ถ้าเป็น 40 วงเล็บ 2 สมมุติ 6 จะต้องหักไว้ 15% ยกเว้น 40 วงเล็บ 4 วงเล็บ 5 ไว้ 10% นะครับ นี่คือมาตรา 70 หักแล้วก็ต้องนำส่งและแบบ ภ.ง.ด. 54 ก็ถือว่าเป็นภาษีนิติบุคคลตัวนึง อันนี้เพื่อนๆ จะต้องดูมาตรา 70 ก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยมาดูมาตรา 41 พูดถึงหลักแหล่งเงินได้และหลักแหล่งที่อยู่อย่างที่เกริ่นไปเมื่อกี้นี้ ถ้าเกิดในประเทศไทยเนี่ย ยังไงก็ต้องเสียภาษีในเมืองไทยทั้งหมดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่งานที่ทำในไทย กิจการของบริษัทที่ทำในไทย หรือ กิจการของนายจ้างในประเทศไทย รวมทั้งเงินได้เหล่านั้นเกิดจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ถ้าอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ถือว่าเป็นหลักแหล่งเงินได้ในไทย ยังไงก็ต้องเสียภาษีในไทยทั้งหมด แต่ถ้าเกิดหลักถิ่นที่อยู่นะครับ ถ้าคุณมีเงินได้จากต่างประเทศหรือจะเอามาเสียภาษีในเมืองไทยไหมเนี่ย ก็ให้ดูว่าอยู่เมืองไทยเนี่ยถึง 180 วันแล้วหรือยัง อย่างกรณีที่มีนักกีฬานะครับ ทั้งจีนเนี่ย ไปแข่งกอล์ฟที่ต่างประเทศเนี่ย จะเสียภาษีในเมืองไทยไหม ได้เงินหลายสิบล้านเนี่ย จะเสียภาษีเมืองไทยไหม ก็ต้องดูว่า 1 น้องจีนระหว่างแข่งเนี่ย กลับมาเมืองไทยถึง 180 วันในปีภาษีไหม ประเด็นที่ 2 ก็คือนำเงินค่ารางวัลเหล่านั้นน่ะ เข้ามาในปีเดียวกับปีที่ได้รับรางวัลไหม ทั้งอยู่ในไทยถึง 180 วันแล้วก็นำเงินเข้าไทยด้วยในปีเดียวกันกับที่มีเงินได้อย่างนี้น้องจีนก็ต้องเสียภาษี ก็เลยตามหลักถิ่นที่อยู่นะครับ
มาตราอีกตัวหนึ่งที่สำคัญก็คือมาตรา 76 มันก็จะเกี่ยวข้องเป็นองค์ประกอบของอนุสัญญาภาษีซ้อน เงื่อนไขก็คือจะต้องเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ แต่มีลูกจ้างกระทำการแทนในไทย แล้วก็ได้รับเงินหรือผลกำไรจากประเทศไทย ถือว่ากรณีนี้เนี่ย มีสถานประกอบการในไทยและเป็นสถานประกอบการที่ลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนจะต้องเสียภาษีนิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิในไทย เพียงแต่ว่างานก่อสร้างต่างๆ เนี่ยก็ส่งลูกจ้างมาทำแล้วก็มีสถานประกอบการชั่วคราวในไทยเนี่ย อย่างนี้เนี่ยถือว่าเป็นผู้ประกอบการนิติบุคคลหนึ่งในไทยแล้ว แต่เขาเสียภาษีไม่เป็นก็ทำงบไม่ถูกต้องนะครับ หรือว่าไม่มีความรู้เรื่องนี้เนี่ย กฎหมายก็เลยอนุโลมให้ใช้มาตราฉบับเงินก็คือมาตรา 71 วงเล็บ 1 นิติบุคคลที่เข้ามาในเมืองไทยเนี่ย ปรากฏว่ามีลูกจ้างทำการแทนในไทยเนี่ย ต้องเสียภาษีด้วยการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 51 หรือ ภ.ง.ด. 50 ต้องจัดทำบัญชี ต้องมีผู้สอบบัญชีเนี่ยนะครับ ตามกฎหมายตามกำหนดลักษณะก่อนเนี่ย ปรากฏว่าเขามาทำลูกค้าแล้วเขาไม่รู้เนี่ย กฎหมายยอมที่จะให้เสียภาษีจากฐาน 5% จากยอดรายรับ เช่น มีรายได้ 1 ล้านบาท มีค่าใช้จ่าย 700,000 เนี่ย ก็บอกว่าค่าใช้จ่ายไม่ต้องไปสนใจเลย ให้เสียภาษี 5% จากยอด 1 ล้านเลย แล้วก็นำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด. 50 ก็ไปขอเลขภาษีแทนนะครับ อันนี้ก็มาตรา 76 ทวิ บวกด้วยมาตรา 71 วงเล็บ 1 มันก็จะช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น ต้นไม้อีกตัวนึงก็คือ ธ.ก.ส. 4 ครับ 2528 โดยเฉพาะข้อ 12 เนี่ย เขาเรียกว่าเป็นกฎเกณฑ์ที่บริษัทหรือแม้แต่บุคคลเนี่ย จ่ายเงินให้กับบริษัทต่างประเทศที่เข้ามาประกอบกิจการในไทยชั่วคราวเนี่ย จะต้องหักไว้ 5% ยังไง ทุกครั้งที่จ่ายเงิน เช่น บริษัทต่างชาตินะครับ ส่งวิศวะเนี่ย เข้ามาซ่อมเครื่องจักรในไทยสัก 10 วันเนี่ยนะครับ แล้วกลับออกไปแล้วเราต้องจ่ายเงินเนี่ย กรณีนี้เนี่ย ธ.ก.ส. 4/2528 ข้อ 12 เนี่ยบอกไว้เลยว่ากรณีแบบนี้จะต้องหักไว้ 5% และยื่นแบบ ภ.พ. 53 ซึ่งก็ไปสอบถามกลับมาตรา 71 วงเล็บ 1 นั่นแหละ ถ้าเกิดเราจะอ่านอนุสัญญาภาษีซ้อนให้เข้าใจ คุณต้องได้ข้อกฎหมายองค์ประกอบเหล่านี้ให้ครบถ้วน แล้วจะกลับไปอ่านอนุสัญญาภาษีซ้อนใหม่ อย่างเข้าใจ รวมถึงพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 18 ที่ให้สิทธิ์สำหรับภาษีที่นิติบุคคลนะครับ ไทยที่ไปทำงานที่ต่างประเทศเนี่ย ถูกหักไว้เนี่ย สามารถที่จะนำมาเครดิตภาษีในประเทศไทยได้ด้วย มีเงื่อนไขเช่น จะต้องเอา รายได้ที่เกิดในต่างประเทศเนี่ย มารวมคำนวณเป็นรายได้ในเมืองไทยด้วยนะครับ แล้วภาษีที่เสียต่างประเทศก็สามารถที่จะนำมาเครดิตภาษีในประเทศไทยได้ อันนี้ก็อยู่ในพระราชกิจที่ 18 โดยจะต้องใช้เอกสารหลักฐานนะครับ ที่หน่วยงานต่างประเทศของประเทศนั้นๆ เนี่ย เช่น สรรพากรของประเทศนั้นๆ ได้ออกหนังสือรับรองให้ว่าเราได้เสียไว้จริง หรือแม้แต่มาตรา 65 ตรี วงเล็บ 6 เนี่ย กรณีที่เสียภาษีไว้ต่างประเทศเนี่ย ก็สามารถเอาภาษีเหล่านั้นเนี่ย กลับมาถือเป็นรายจ่ายในประเทศไทยได้ รวมถึงมาตรา 85/3 ของประมวลรัษฎากร ในเรื่องของนิติบุคคลต่างประเทศที่เข้ามาประกอบกิจการในชั่วคราวเนี่ย เวลาจะรับเงินอาจจะต้องไปจดภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราว เพื่อนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ถ้าเกิดเป็นการขายสินค้าหรือให้บริการนะครับ อันนี้ก็เป็นองค์ประกอบของกฎหมายทั้งหมดนะครับ ที่เราจำเป็นที่จะต้องรู้ นะ ตัวอย่างที่เราเจอกันบ่อยๆ ก็เช่น บริษัทเนี่ยนะครับ จ้าง Mr. A มาสาธิตโปรแกรมบัญชีออนไลน์ โดยจ่ายค่าจ้าง 5 แสนบาท ให้ Mr. A เองเนี่ย บริษัทเราจ่ายเงินเนี่ย จะต้องหัก ณ ที่จ่ายไหม ตรงนี้เพื่อนๆ ก็ต้องไปดูองค์ประกอบเพิ่มเติมว่า 1 ในการที่จ่ายเนี่ย หลักแหล่งเงินจ้างจะอยู่ที่ไหน ดังนั้นหลักแหล่งเงินได้ก็คือบริษัทจากเมืองไทยจ่ายให้กับ Mr. A เนี่ย ฉะนั้น 1 หลักแหล่งกันได้ อันนี้เป็นหลักแหล่งกันได้ในไทยนะครับ แม้ Mr. A จะเข้ามาแป๊บเดียวเนี่ย ก็ให้ไปดูมาตรา 41 วรรค 1 เพราะ Mr. A อยู่ถึง 180 วันมั้ย ถ้า Mr. A อยู่ไม่ถึง 180 วันก็ให้ใช้มาตรา 50 วงเล็บ 1 นะครับ ในเรื่องของค่าจ้างสาธิตโปรแกรมออนไลน์ให้เราดูอย่างนี้นะครับ อันนี้ก็ถือว่าเป็นเงินได้ 40 วงเล็บ 2 เราก็หักไว้ 15% แล้วยื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด. 1 อันนี้ก็จะเป็นหักตามอัตราก้าวหน้าปกติ แต่ถ้าเกิดอยู่เกิน 180 วันก็ถือว่าเป็นเสมือนพนักงานคนหนึ่งในไทยนะครับ ก็เสียตามอัตราก้าวหน้าปกติ เวลาหักก็ต้องใช้อัตราก้าวหน้าหัก หรือล่าสุดเนี่ยนะครับ ตัวกอล์ฟชาวอเมริกันเนี่ย มาชนะได้แชมป์ LPGA ในเมืองไทยเนี่ยนะครับ ได้เงินรางวัลไปประมาณ 7 ล้านกว่าบาท แล้วเราก็ต้องมาดูว่าแหล่งเงินได้ที่ไหนล่ะ ถ้าแหล่งเงินได้ในไทย แน่นอนต้องเสียภาษี แล้วแต่เขาจะเสียภาษีเนี่ย ฐานไหน ก็ถือว่าถ้านักกีฬาอาชีพเนี่ย ก็ถือเสมือนเป็นนักแสดงอาชีพ ฉะนั้นถือเป็นเงินได้ 40 วงเล็บ 8 การหักก็จะหักอีกแบบนึงนะครับ ก็จะหักเหมา ก็หักตามจริง อันนี้ก็ต้องดูรายละเอียดนะครับ ฉะนั้นเนี่ย กรณีที่จ่ายเงินให้ต่างชาติเหมือนกัน การเสียภาษีก็ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นเราเป็นบริษัทที่จ่าย ถ้าเราจ่ายไม่ถูกเราก็อาจจะต้องถูกประเมินภาษีหรือรับภาระภาษีแทนผู้ประกอบการนั้นๆ แม้แต่ที่เจอกันบ่อย ก็เช่น บริษัท ก ไก่ ส่ง A ไปทำงานสาขาที่ต่างประเทศนะครับ เช่น ไปทำที่ญี่ปุ่น ใน A เนี่ย ต้องเสียภาษีในประเทศไทยไหม กรณีนี้ก็เหมือนเดิมนะครับ กลับไปดูว่าหลักแหล่งเงินได้เนี่ย เป็นของใคร หลักแหล่งเงินได้ก็เกิดจากนายจ้างในเมืองไทยจ่ายให้ แม้ว่านาย A จะไปทำงานที่ต่างประเทศ แต่แหล่งเงินได้เป็นเมืองไทย ฉะนั้นนาย A ก็ยังจะต้องเสียภาษีโดยบริษัท เมื่อจ่ายเงินไปเนี่ย ก็ต้องหัก ณ ที่จ่าย หรือซื้อเหมือนว่าเป็นพนักงาน ก็ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1 ปกติ หรือกรณีที่นายจอมแล้วกันนะครับ มีอพาร์ทเม้นท์ให้เช่าที่อเมริกานะครับ ไปอยู่อเมริกาแล้วก็มีเช่าอพาร์ทเม้นท์ไว้ ปรากฏว่ามีอพาร์ทเม้นท์ให้เช่าที่อเมริกาเนี่ย ถามว่าเงินค่าเช่าที่อเมริกาเนี่ยจะเสียภาษีไหม เราก็ไปดูว่าหลักแหล่งเงินได้ที่ไหน หลักแหล่งเงินได้เนี่ยอยู่ต่างประเทศ อันนี้ก็ถือว่าเป็นเงินได้ที่ต่างประเทศละ ก็มาดูอีกว่านายจอมเนี่ย อยู่ในเมืองไทยถึง 180 วันมั้ย ถ้าถึง 180 วันแต่ไม่ได้นำเงินค่าเช่าอพาร์ทเม้นท์จากต่างประเทศเข้ามาในปีเดียวกันก็ไม่ต้องเสีย แต่ถ้าอยู่ในไทยถึง 180 วันแล้วก็นำเงินมาส่วนเข้ามา ไอ้เงินบางส่วนที่เข้ามาเนี่ย ก็ต้องมาเสียภาษีเนี่ยเมืองไทยด้วยนะครับ ก็ฝากเพื่อนๆ ไว้นะครับ สำหรับอนุสัญญาภาษีซ้อน สิ่งสำคัญเลยเนี่ย ให้อยู่ในเรื่องคำของกฎหมายต่างๆ ที่ผมเกริ่นนำไปเมื่อกี้นะครับ แล้วก็ดูกฎหมายภาพรวมประกอบให้หมด มีอยู่แค่นั้นเอง สิ่งสำคัญที่เพื่อนๆ จะต้องดูอีกครั้ง อีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า หากในอนุสัญญาภาษีซ้อนเนี่ย มันมีค่าใช้จ่ายหรือภาษีที่น้อยกว่า เช่น ถ้าเกิดว่ามีการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้บริษัทที่อเมริกา ในอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-อเมริกาเนี่ย ค่าลิขสิทธิ์เนี่ยนะครับ จะเหลือ 5% แต่ตามมาตรา 70 เนี่ย 15% เพื่อนๆ ก็จะต้องหักไว้เพียง 5% ตามอนุสัญญาภาษีซ้อน แต่หากเราไปดูว่าถ้าเกิดบริษัทไปกู้เงินที่บริษัทญี่ปุ่นมาแล้วต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับบริษัทญี่ปุ่น ในมาตรา 70 เนี่ย บอกว่าถ้าจ่ายดอกเบี้ยให้กับบริษัทญี่ปุ่นเนี่ย ถ้าไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนเนี่ย ต้องหักไว้ 15% แต่พอเราไปเปิดดูอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ญี่ปุ่นเนี่ย เขาบอกเขาจ่ายดอกเบี้ยให้กับบริษัทที่ญี่ปุ่นเนี่ย จะต้องหักไว้ 25% อ้าว ทีนี้ไอ้อนุสัญญาภาษีซ้อนเนี่ย มันน้อยกว่ามาตรา 70 วิธีก็คือว่า เราเลือกตัวที่น้อยกว่าแล้วยื่นแล้วก็หักภาษีนำส่งไปนะครับ ก็คือในกรณีนี้ก็จะต้องหักไว้เพียง 15% นะครับ อันนี้ยกตัวอย่างให้ฟังเป็นต้นนะครับ ฉะนั้นอ่านเข้าใจแล้ว เอาไปเทียบเคียงกับมาตรา 70 อะไรน้อยกว่าให้ใช้ตัวนั้น [เพลง]