Transcription
Alman บอกว่าแม้จะมีความกังวลในระยะสั้น เกี่ยวกับช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านเนี่ย แต่เขาพร้อมจะเดิมพันกับสิ่งที่เรียกว่า Human Drive เขาเชื่อว่ามนุษย์จะยังคงหาอะไรทำมากมาย แม้จะมี AGI แล้ว เช่น เราอาจจะมุ่งไปสนใจการสำรวจอวกาศ ไปสนใจเรื่องการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ หรืออะไรต่างๆ มากมาย เหมือนกับที่ตอนที่เรามีอินเทอร์เน็ตแล้ว เราก็ทำงานหลายอย่างที่ถ้าเราไปบอกคนเมื่อ 100 ปีที่แล้ว เราก็จะฟังดูแบบ มันเป็นงานได้จริงๆ เหรอ
Mission to the moon. Continue with your mission.
เพราะสไลด์ที่สวยอาจจะไม่ใช่สไลด์ที่ impact. Productive Presentation with AI คือคอร์สเรียนสดออนไลน์ที่จะเปลี่ยนวิธีการนำเสนอของคุณด้วยพลังของ AI Tools และวิธีคิดที่จะช่วยสร้างสไลด์ที่ได้ทั้งเร็วและผลลัพธ์ที่ Impact เหมาะสำหรับคนทำงานที่ต้องนำเสนอบ่อยๆ นะครับ และอยากใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ที่เว็บไซต์ Mission Academy คลิก ลิงก์ใต้คลิปได้เลยครับ
>> สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Mission to the Moon Podcast นะครับ คุณอยู่กับผม หา อุตสาหะ นะครับ วันก่อน Sam Altman ไปให้สัมภาษณ์ใน Death Day 2025 ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ที่ค่อนข้างสำคัญเลย เพราะว่าเขาเริ่มต้นอย่างนี้ บอกว่าสิ่งที่ตื่นเต้นที่สุดส่วนตัวเนี่ย คือ Apps in ChatGPT นะครับ ก็คือการนำแอปพลิเคชันเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มแชทบอทหลักเนี่ยนะฮะ ถือเป็นการเอ่อ ยกระดับประสบการณ์การใช้งานครั้งใหญ่ นะครับ การที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเครื่องมือและบริการที่หลากหลายผ่าน interface ของ ChatGPT ได้โดยตรงเนี่ย จะสร้างโอกาสต่างๆ ให้กับนักพัฒนาอย่างมากมายมหาศาล
เขาพูดถึง Weekly Active User นะฮะ ของ ChatGPT เนี่ย 800 ล้านคนนะครับ ซึ่งก็บอกว่ามันทำให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ChatGPT คือแพลตฟอร์มการกระจาย หรือว่า Distribution Platform แห่งยุคถัดไป สำหรับนักพัฒนา ผู้ก่อตั้งธุรกิจ การมีฐานผู้ใช้ใหญ่ขนาดนี้ หมายความว่าแอปพลิเคชัน หรือ agent ใดก็ตามนะฮะ ที่สร้างขึ้นบน ChatGPT จะมีโอกาสเข้าถึงผู้คนจำนวนมหาศาล คล้ายๆ กับ App Store หรือว่า Google Play อันนี้น่าสนใจ เพราะว่าถ้าเราอยู่ในวงการ Tech มาตลอด หมายถึงว่าติดตามข่าว Tech มาตลอด ไม่ต้องถึงขนาดอยู่ในวงการน่ะนะ เราจะเคยได้ยินคำว่า App Store Moment ตอนที่ Apple ทำใช่ไหมฮะ อันนี้คือเหมือนกับว่ามันจะเป็นโมเมนต์แบบนั้นน่ะนะครับ
Sam Altman ก็ยอมรับว่ายังต้องมีการทดลองและปรับปรุงอีกพอสมควร เพื่อที่จะทำความเข้าใจว่าผู้ใช้ควรจะใช้งานมันอย่างไร เช่น ผู้ใช้ควรจะใช้แอปพลิเคชันในการเรียกชื่อมันเสมอหรือไม่นะฮะ หรือผู้ใช้ต้องการให้ ChatGPT นั้นจดจำสิ่งที่พวกเค้าเคยใช้และแนะนำแอปเหล่านั้นอยู่เรื่อยๆ นะครับ นี่เป็นจุดที่นักพัฒนาต้องค้นหากลไกเอ่อ การกระจาย หรือว่า Distribution ที่ได้ผลดีที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง
เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ Death Day ครั้งแรกเมื่อ 2 ปีก่อนเนี่ย มีการเปิดตัว GBT Builder นะ หลายคนจะจำได้นะฮะ แต่สิ่งที่ทำให้ Agent Builder ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมากก็คือความสามารถของโมเดล AI นั้นพัฒนาขึ้นอย่างมากแล้วนะครับ Sam Altman เน้นย้ำว่าความแตกต่างของขีดความสามารถของโมเดลระหว่าง 2 ปีที่แล้วกับตอนนี้เนี่ย คือ โอ้โห แบบฟ้ากับเหว เนี่ย ได้ยกระดับการสร้างซอฟต์แวร์ไปสู่จุดที่น่าทึ่ง ความง่ายในการสร้าง agent ที่ค่อนข้างซับซ้อนแล้วทำให้ง่ายเนี่ยนะ ครับ มันใช่ว่า quite remarkable นะครับ ผู้ใช้งานสามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ ได้อย่างง่ายดายนะครับ โดยการใช้ Visual Builder อัปโหลดไฟล์เพียงไม่กี่ไฟล์ และให้สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ รวมถึงการสั่งการว่าต้องการให้ agent ทำอะไร จากนั้นก็นำไปใช้งานได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ใช้คำว่า tectonic shift เลยนะ ในการสร้างซอฟต์แวร์ที่น่าประทับใจ ได้อย่างรวดเร็วนะครับ
Agent builder นั้นอนุญาตให้ผู้ใช้สร้าง agent โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเลย หรือว่าเป็น code แม้ว่าการรู้โค้ดจะยังเป็นประโยชน์และช่วยให้สร้างสิ่งที่เฉพาะเจาะจงได้อย่างน่าประทับใจยิ่งขึ้น แต่ประเด็นสำคัญคือคนทั่วไปที่มีความรู้พื้นฐานไม่มากนักเกี่ยวกับ code เนี่ยเนี่ย ก็สามารถสร้าง agent ได้แล้วนะ ครับ ซึ่งเปรียบเสมือนการปฏิวัติ no code สำหรับ agent นะครับ โดยมีการเริ่มต้นน่ะ barrier ที่ต่ำมากนะครับ
Sam เล่าถึง demo แล้วก็แต่ก่อนน่ะเขาจะทำสมมุติ demo software สักอย่างนึงเนี่ยนะฮะ อาจจะต้องใช้เวลาเตรียมกันเป็นหลักหลายเดือนจนถึงปี แต่ปัจจุบันเนี้ย คิดอะไรขึ้นมาเนี่ยนะ ครับ สามารถที่จะ live ได้ในเกือบจะทันทีเลยนะฮะ หมายถึงว่าเอามันมา demo live ได้เกือบจะทันทีเลยเนี่ย เค้าบอกว่าเค้ายอมรับว่าความเร็วขนาดนี้เนี่ย ทำให้เค้ารู้สึกว่าเค้าไม่สามารถคิดหาไอเดียได้เร็วพออีกแล้วนะครับ สิ่งนี้จะบ่งชี้ว่าปริมาณซอฟต์แวร์ที่ถูกเขียนขึ้นในบนโลกใบนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และเวลาที่ใช้ในการทดสอบและปรับปรุงไอเดียจะลดลงเรื่อยๆ นะครับ
Codex และ Agent Kit เนี่ย ถูกกล่าวถึงในสิ่งที่ Sam ให้สัมภาษณ์ด้วยนะฮะ เอ่อ ในฐานะเครื่องมือที่ทำให้ความสามารถในการสร้างซอฟต์แวร์เนี่ยเร็วมากๆ ความเร็วของการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากนี้เป็นสิ่งที่ Sam Altman เองก็บอกว่าตัวเค้าเองนั้นเนี่ยนะครับ ก็ยังไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ามันจะส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างไร แต่สิ่งที่เขารู้ก็คือทุกอย่างนั้นจะเกิดขึ้นเร็วมาก ผู้คนจะสามารถทดลองสิ่งต่างๆ ได้มาก เพื่อค้นหาไอเดียที่เร็วที่สุด
ก่อนหน้านี้เนี่ย มันมีการพูดกันในแวดวง AI ว่าเราจะมีบริษัทพันล้านดอลลาร์สหรัฐโดยเพียงคนแค่คนเดียวทำนะฮะ One Billion Dollar Single Company นะฮะ แต่เขาบอกว่าตอนเนี้ย มันไปไกลกว่านั้นละ มันไปไกลกว่านั้นถึงขนาดที่ว่ามันจะมีบริษัทที่ไม่มีคนเลยนะฮะ เป็น Zero Person Company ที่เป็น Billion Dollar นำ ซึ่งมันหมายความว่าเป็นบริษัทที่ทำงานโดย AI agent หมดเลย
Sam Altman คาดการณ์ว่าการบรรลุระดับความเป็นอิสระแบบนั้นเนี่ย ต้องใช้เวลาอีกหลายปี และก็แม้จะมีผลิตภัณฑ์ agent ที่เริ่มใช้งานได้ดีอยู่แล้วในปัจจุบัน Sam Altman ก็เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ของ human oversight อยู่ดีนะฮะ ก็คือต้องมีการดูแลจากมนุษย์อย่างมีนัยยะสำคัญ
Sam Altman คาดการณ์ว่า Codex อาจจะอยู่ไม่ไกลจากความสามารถในการทำงานเป็นสัปดาห์โดยลำพังนะฮะ คือไม่ต้องมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นสัปดาห์ ยอมรับว่าสิ่งที่เขาพูดอยู่นี่เนี่ย มันฟังดูบ้ามากที่จะพูดแล้วกันนะ ครับ แม้ว่ามันอาจจะไม่เกิดขึ้นภายในปีนี้ แต่ความเร็วในการปรับปรุงความสามารถของ Codex ในการจัดการงานที่ยาวนานขึ้นไปนั้นเร็วอย่างน่าตกใจ เพื่อที่จะไปถึงจุดที่ agent จะสามารถทำงานต่อเนื่องได้เป็นสัปดาห์โดยไม่มีการเข้าไปยุ่งจากคนเลยเนี่ย ปัญหาคอขวดหลายอันที่ต้องแก้ก็คือ 1. Smarter Models นะครับ ก็คือโมเดลที่มันฉลาดขึ้น 2. Context ที่ยาวขึ้น และก็หน่วยความจำที่ดีขึ้น ถ้าข้อจำกัดเหล่านี้ถูกแก้ไขได้เนี่ย agent ก็จะสามารถทำงานได้หลายสัปดาห์โดยไม่ต้องมีใครเข้าไปยุ่งเลยด้วยซ้ำ
Sam Altman ยอมรับว่าเขาอิจฉาคนวัยหนุ่มสาวอายุ 20 ที่กำลังออกจากมหาวิทยาลัยในยุคปัจจุบันนะครับ เพราะโอกาสในการสร้างสรรค์ หรือว่า Opportunity Space นั้นกว้างขวางอย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะที่ตัวเขาเองนั้นไม่มีพื้นที่ทางความคิดที่ว่างพอนะครับ มาหลายปี คิดว่ายุคนี้สำหรับคนที่เป็นหนุ่มสาวอายุ 20 เนี่ยนะ ครับ เป็นยุคที่ดีที่สุดสำหรับการเป็นผู้สร้าง หรือว่า Builder ผมชอบบทความในตรงนี้แหละ ผมรู้สึกว่าหมายถึงว่าบทสัมภาษณ์รู้สึกว่าเฮ้ย มันนำพากลับมาซึ่งความหวังให้กับคนหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่งนะครับ
เมื่อถูกถามถึงคำแนะนำในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่อยู่รอดและมีความได้เปรียบ คืออะไรนะฮะ เช่น ข้อมูล ช่องทางการจัดจำหน่าย กลไกการทำงาน Sam Altman กล่าวว่าเขามักจะตอบยากในเชิงนามธรรม เพราะข้อได้เปรียบที่ดีที่สุดคือข้อได้เปรียบที่ไม่เหมือนใครอย่างแท้จริง ซึ่งแต่ละคนจะต้องค้นพบด้วยตัวเอง สิ่งนี้ต้องสอดคล้องกับทั้งผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และตำแหน่งในตลาด พร้อมกับเวลาที่ต้องเหมาะสมด้วย
คำแนะนำที่ Sam Altman ยึดถือในทางธุรกิจ เขาบอกว่าให้ tactics กลายเป็น strategy นะครับ Let tactics become a strategy หมายความว่าผู้สร้างสามารถเริ่มต้นการทำสิ่งที่ได้ผลจริง ๆ และบ่อยครั้งที่กระบวนการนั้นจะนำไปสู่การพัฒนาเป็นกลยุทธ์ได้อย่างยั่งยืนภายหลังนั่นเองนะครับ
หากมีคนถามว่าเมื่อเริ่ม chat GPT ใหม่ๆ เนี่ย ข้อได้เปรียบที่ยั่งยืนคืออะไร เขาเองไม่มั่นใจที่จะตอบ แต่สิ่งที่กลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมสำหรับ OpenAI และเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้คนยังคงใช้ ChatGPT อยู่นั่น ก็คือมีใครถูกไหม Memory หน่วยความจำ ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ไม่ได้อยู่ในความคิดของพวกเขาเลยในตอนแรกนะครับ นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของฟีเจอร์ที่ถูกสร้างขึ้นและกลายเป็นข้อได้เปรียบที่ยั่งยืนได้ แม้ว่า AI จะเปลี่ยนโลกไปอย่างมาก แต่สิ่งที่ทำให้บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักนะครับ เช่นนะฮะ Network Effect หรือว่า เอ่อ Brand and Marketing Advantage นะครับ User Data และก็ผลกระทบของการตลาด หรือว่า Market Effect นั่นเองนะฮะ ก็คือบอกว่าแม้ว่า AI มันจะเปลี่ยนอะไรไปเยอะมากเนี่ย แต่ว่าข้อได้เปรียบก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก
OpenAI ได้เปิดตัว GPT-4V Benchmark ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้ วัดว่าโมเดล AI ทำงานในภารกิจในโลกจริง ได้เอ่อ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ดีเพียงใดนะครับ โดยเฉพาะในงานในกลุ่มที่เป็น Knowledge worker เป็นที่น่าประหลาดใจสำหรับหลายๆ คนเมื่อ ChatGPT 5 GPT-5 เนี่ย ได้อันดับ 2 นะครับ รองจากโมเดล Opus ของ Claude แต่ Sam ระบุว่าเขาไม่ได้ประหลาดใจหรอกที่โมเดลของตนเองไม่ได้ดีที่สุด เป็นเรื่องที่ดีและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างวัฒนธรรมที่ต้องการพัฒนาให้ดีขึ้นเมื่อมีคนอื่นทำได้ดีกว่า โดยเขายอมรับว่าคู่แข่งทำได้ดีกว่าในการทำความเข้าใจกรณีการใช้งานองค์กร และก็การจัดรูปแบบผลลัพธ์ที่สวยงามนะครับ
พูดถึงประเด็นเรื่อง AGI แซม Altman เคยกล่าวไว้ว่าคำจำกัดความของคำว่า AGI หรือว่า Artificial General Intelligence นั้นเนี่ยนะฮะ คือเมื่อ AI มีประสิทธิภาพเหนือกว่ามนุษย์ในงานที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ ยอมรับว่ายิ่งใกล้ AGI มากเท่าไหร่เนี่ย แนวคิดนี้มันเริ่มคลุมเครือมากขึ้นนะครับ แต่สำหรับเขาเอยังให้ความสำคัญกับคำจำกัดความนี้
สิ่งที่ทำให้ Sam Altman ประหลาดใจที่สุดคือ การที่ AI เริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาที่สามารถทำสิ่งที่เรียกว่า novel discovery แปลว่า การค้นพบใหม่ได้นะครับ นั่นคือการขยายฐานความรู้ข้อมูลของมนุษย์ทั้งหมด แม้ว่าการค้นพบเหล่านั้นจะยังเล็กน้อย แต่มีตัวอย่างมากมายที่นักวิทยาศาสตร์ในสาขาต่างๆ บอกว่า AI ได้ทำการค้นพบเล็กๆ น้อยๆ เสนอแนวทางใหม่ๆ แล้วก็คิดอะไรบางอย่างให้สำเร็จได้นะครับ การที่ AI จะสามารถช่วยในการค้นพบใหม่ๆ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยในตอนนี้ เช่นในสาขาคณิตศาสตร์ หรือว่าค้นพบยา หรืออะไรเกี่ยวกับฟิสิกส์ใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น แต่ว่ามันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่มากในอนาคตอันใกล้นี้เค้าคิดอย่างงั้นนะ ครับ แล้วเค้าบอกว่าการที่ AI ค้นพบอะไรใหม่ๆ ได้เนี่ยนะฮะ มันเป็นเส้นทางที่ทำให้เรารู้ว่าเรากำลังเข้าใกล้ AGI มากขึ้นนั่นเอง
ตอนที่ GPT-4 ออกมาเนี่ย ตอนนั้นเนี่ยหลายคนอาจจะจำได้ว่ามันมีการไปทำ Turing Test นะ Turing Test เนี่ย เป็นการทดสอบปัญญาประดิษฐ์เอิ่ม เขาบอกว่าการรับผู้คนทั่วไปที่มีต่อ Turing Test ดูเหมือนจะเป็นสิ่งไกลเกินเอื้อม แต่ทันใดนั้นโมเดล GBT-4 เนี่ยก็ดูเหมือนว่าจะผ่านมันมาได้ไปได้อย่างรวดเร็วและสังคมก็ปรับตัวได้เร็ว Sam Altman เชื่อว่าสิ่งเดียวกันนี้กำลังจะเกิดขึ้นกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ของ AI นะครับ เราจะคุ้นเคยกับการที่ AI นั้นทำการค้นพบอย่างรวดเร็ว
การศึกษาของ Stanford ที่เราเรียกว่าเรื่อง Workslop นะ Workslop ก็คือผลผลิตที่ใช้ความพยายามต่ำแต่ดูดีนะครับ แต่กลับสร้างงานเพิ่มขึ้นด้วยการต้องไป rework การศึกษานี้พบว่า 41% ของคนในที่ทำงานนั้นเจอกับ workslop จากเพื่อนร่วมงานนะฮะ งานที่แบบดูดีแต่จริงๆมันใช้ไม่ได้อ่ะนะครับ และต้องใช้เวลาเฉลี่ย 2 ชั่วโมงในการแก้ไขต่อครั้ง Sam ชี้เห็นว่านี่แหละเป็นตัวชี้วัดว่ามนุษย์จำนวนมากก็สร้าง workslop เช่นกัน นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่จำกัดอยู่แค่ AI นะฮะ ที่เขาบอกว่า AI หลายคนบอกว่าโอ้ทำมาก็ต้องแก้งาน มันก็เคมนุษย์ก็เป็นอย่างงั้นเยอะเหมือนกันนะครับ แต่ว่า Sam Altman ก็มีความเชื่อว่าเศรษฐกิจนั้นจะปรับตัวแก้ไขตัวเองนะครับ เป็น self-correcting บริษัทและผู้คนที่ใช้เครื่องมืออย่างมีประสิทธิภาพเพื่อทำงานได้มากขึ้นจะมีอิทธิพลต่ออนาคตมากกว่าผู้ที่ใช้เครื่องมือเพียงทำให้องค์กรแบบไม่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นเดียวกันกับเครื่องมือใหม่ๆ ทุกอย่างบนโลกใบนี้ย่อมมีช่วงของการเรียนรู้ นะครับ แล้วเขาคาดว่าช่วงเรียนรู้นั้นกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเปรียบเทียบกับยุคอินเทอร์เน็ตที่สร้างงานใหม่เป็นพันล้านงาน ยุค AI นี้อาจจะกระทบต่องานของ Knowledge Worker เป็นพันล้านงาน
เปรียบเทียบอย่างงี้นะ ผมชอบอันนี้ นะฮะ ตรงนี้ลองคิดตามนะ เค้าบอกว่าถ้าเรามองย้อนกลับไปนะ ไปถามเกษตรกรเมื่อสัก 50 ปี 100 ปีที่แล้วเนี่ย แล้วเราบอกว่าเนี่ย ในอนาคตมันจะมีสิ่งนึงที่เรียกว่างานออฟฟิศนะฮะ และงานออฟฟิศก็จะทำแบบนี้ เคาะๆ พิมพ์อยู่หน้าจอเนี่ยนะครับ เกษตรกรเหล่า นั้นก็อาจจะคิดว่าไอ้นี่มันไม่ใช่งานจริงๆ นี่หว่า มันจะเป็นงานจริงๆ ได้ไง การไปพิมพ์อะไรหน้าจอ งานจริงๆ อ่ะ มันคือการต้องปลูกข้าวสิใช่มั้ยครับ เค้าบอกว่าในทำนองเดียวกันนั้นเนี่ย หลายอย่างที่เราอาจจะคิดว่าปัจจุบันนี้มันไม่ฟังดูเหมือนจะไม่ใช่งานเนี่ย มันอาจจะเป็นงานที่เราจะทำในระยะสั้นก็ได้
Sam Altman บอกว่าแม้จะมีความกังวลในระยะสั้นเกี่ยวกับช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านเนี่ย แต่เขาพร้อมจะเดิมพันกับสิ่งที่เรียกว่า human drive เค้าเชื่อว่ามนุษย์จะยังคงหาอะไรทำมากมาย แม้จะมี AGI แล้ว หรือ AI ที่ฉลาดมากๆ แล้วก็ตามนะครับ เช่น เราอาจจะมุ่งไปสนใจการสำรวจอวกาศ ไปสนใจเรื่องการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ หรืออะไรต่างๆ มากมาย เหมือนกับที่ตอนที่เรามีอินเทอร์เน็ตแล้ว เราก็ทำงานหลายอย่างที่ถ้าเราไปบอกคนเมื่อ 100 ปีที่แล้ว เราก็จะฟังดูแบบ มันเป็นงานได้จริงๆ เหรอ นะครับ เค้าหวังว่าพื้นที่แห่งความเป็นไปได้เนี่ย จะเปิดกว้างแบบสุดๆ
อีกคำถามนึง พูดถึง Sora นะครับ แล้วก็วิดีโอปลอม อะไรพวกเนี้ย fake ต่างๆนานาพวกนี้นะครับ Sam Altman เนี่ย จำได้ไหมที่เขามีคลิปออกมา เป็นคลิปปลอมวันที่เขาเปิด Sora ที่เป็น Sam ไปเหมือนขโมยการ์ดจอที่ Target อ่ะนะฮะ ซึ่งมันเหมือนมาก มันเป็นกล้องวงจรปิดอ่ะนะฮะ ก็เป็น fake ที่มีคนดูแบบเยอะมากๆ มีความน่ากังวลแหละ สิ่งที่ Sam กังวลมากที่สุดเนี่ย คือเครื่องมือลบลายน้ำฮะ คือในคลิปพวกนี้มันมีลายน้ำซ่อนอยู่ แต่มันมีเครื่องมือลบนะครับ ถ้าเกิดว่าเราสร้างคลิปขึ้นมาแล้วมันมีลายน้ำว่าเอ้ยนี่เป็น Sora นะ แต่ว่ามันมีบริษัทอื่นไปทำเครื่องมือลบลายน้ำ หรือว่า Watermark Remover เนี่ยนะฮะ อันเนี้ยน่ากลัวนะครับ น่ากลัว
OpenAI เลือกที่จะปล่อยเทคโนโลยีอย่าง Sora ออกมาล่วงหน้า เพราะพวกเขาทราบดีว่าในอีกไม่กี่เดือนเนี่ยนะครับ จะมีโมเดล open source ที่ยอดเยี่ยมออกมา และทุกคนจะสามารถสร้างวิดีโอปลอมได้โดยไม่มีลายน้ำและตรวจสอบได้ ดังนั้นวิธีนึงในการช่วยสังคมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็คือการปล่อยมันออกมาล่วงหน้า พร้อมกับมาตรการป้องกัน หรือว่า guardrails นะครับ เพื่อให้สังคมและเทคโนโลยีเนี่ยมีเวลาในการวิวัฒนาการร่วมกัน
Sam Altman ยอมรับว่าวิดีโอนั้นรับมือได้ยากกว่า text นะครับ เนื่องจากว่าวิดีโอเนี่ยมันกระทบจิตใจผู้คนในแบบที่ข้อความทำไม่ได้เสมอไป แต่เขาเชื่อว่าสังคมจะเรียนรู้และปรับตัวได้ อย่างรวดเร็ว และชินกับการที่มีวิดีโอปลอมสร้างขึ้นมาโดย model open source จำนวนมากในอินเทอร์เน็ต
เมื่อถูกถามว่าเป้าหมายสูงสุดของการสร้างวิดีโอ AI ที่แยกแยกไม่ออกระหว่างการถ่ายทำจริงกับกับของปลอมเนี่ยนะฮะ ใช่หรือไม่นะครับ บอกว่าไม่ เป้าหมายหลักของวิดีโอมันคือการสร้างเหตุผลเชิงพื้นที่และสร้างแบบจำลองของความคิดมนุษย์ เพื่อขยายศักยภาพของมนุษย์ ไม่ใช่ต้องการจะทำวิดีโอปลอมให้คนคิดว่าเป็นวิดีโอจริง
เอิ่ม แล้วหลังจากนั้นก็พูดถึงเรื่องว่าเออว่าจะจะคิดตังค์อะไร revenue sharing นู่นนี่อะไรยังไงนะ ครับ หรือว่าจะถูกใช้เพื่ออะไรบ้างในอนาคต Sam Altman ว่ามันยืนยันว่า OpenAI เนี่ยไม่ได้พยายามจะทำแบบเรียกว่าเป็น Everything App หมายถึงว่าทำทุกอย่างนะครับ เขาเชื่อว่าการเชื่อมต่อกับคนอื่นที่จะเข้ามาพัฒนานั้นเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากที่สุด การนำโค้ดไปเชื่อมกับอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น สำนักสำนักงานกฎหมาย แบบจุดทางการเงินอะไรแบบนี้เนี่ยนะ ครับ เป็นสิ่งที่เขารู้สึกว่าตื่นเต้นมากที่สุดนะครับ
Sam Altman จินตนาการถึงโลกที่คุณสามารถเริ่มต้น Startup ได้เพียงคนเดียวโดยมีการพูดคุยกับ agent หลายๆ ตัวนะครับ แม้ว่า agent builder หรือว่า Agent Kit อาจจะยังไม่ดีพอในตอนนี้ แต่เขาเห็นหนทางที่จะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ในอนาคต
แม้จะมีการกล่าวถึงว่าเสียงอาจจะเป็น interface สุดท้าย แต่ Sam ชี้ว่าเสียงของมนุษย์เนี่ย หมายถึงเสียงในการสั่งงานคุยกันเนี่ยนะ ครับ อาจจะไม่ใช่ interface สุดท้ายเสมอไป และมีหลายหลายสถานการณ์ที่ระบบเสียงไม่เหมาะสม เช่น ถ้าคุณไม่มีหูฟัง คุณอยู่บนที่สาธารณะนะ ครับ
สุดท้ายก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ นะพวกนี้ ซึ่งเค้าก็จะพูดถึงเรื่องว่าเราจะต้องมานั่งคุยกันเรื่องบทบาททางจริยธรรมนะครับ ต้องมาเรียนรู้ด้วยกันนะครับ เขาบอกว่าเมื่อเปิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับ agent และแอปใน ChatGPT เนี่ย OpenAI เองนั้นได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องมีการเรียนรู้ร่วมกันกับผู้ใช้งานและนักพัฒนา แม้จะมีการเปิดเผยเอกสารสำคัญเกี่ยวกับวิธีการเพิ่มโอกาสในแอปพลิเคชัน แต่มันก็เตือนว่าผลิตภัณฑ์ใหม่เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนะ ครับ อ่า แล้วก็เมื่อมันถูกใช้งานจริงนะ ครับ เอ่อ มันอาจจะไม่เหมือนกับที่คิดไว้ในตอนแรก ซึ่งก็ต้องมาร่วมกันดูว่าจะเป็นยังไงในการมากำหนดกฎเกณฑ์ หรือว่ากำหนด guardrails อะไรต่างๆ พวกนี้
Sam Altman ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีกรอบการทำงานระดับโลก เพื่อลดความเสี่ยงระดับหายนะ ภาษาอังกฤษคือ Global Framework to reduce catastrophic risk นะฮะ ที่เกี่ยวกับ AI ที่ทรงพลังมากที่สุดนะครับ และหากต้องสรุปเป็นรูปธรรมในระดับสูงเนี่ย สิ่งที่เขาจะเริ่มต้นทันทีเลยคือเกราะกรอบการทดสอบที่ดี หรือว่า a good testing framework นะครับ
นี่ก็คือคำสัมภาษณ์คร่าวๆ นะฮะ ของ Sam Altman ใน Death Day ซึ่งเนื่องจากว่าไม่รู้แหละคนนี้ก็คือเป็นบุคคลแถวหน้าในวงการ AI จริงๆ ในตอนนี้แล้วก็เป็นบุคคลที่ได้รับ Funding ได้รับเยอะมากที่สุดเนี่ยนะ ครับ สิ่งที่เขาพูดเนี่ย ผมรู้สึกว่ามันจะมีไม่มากก็น้อยเป็นการกำหนดทิศทางของธุรกิจนี้อย่างแน่นอน
ขอบคุณที่ติดตาม Mission to the Moon ครับ สวัสดีครับ
>> Mission to the moon. Continue with your mission. >>
The Meeting Book นะครับเป็นสมุดอีกเล่มนึงที่แนะนำให้พกไว้ที่โต๊ะทำงาน ว่าจริงๆ Meeting Book เนี่ยมันมีข้อดี เพราะว่าเนื้อหาในการประชุมเนี่ย มักจะค่อนข้างเยอะ เราลืมครับว่าตอนนั้นมันสำคัญขนาดไหน ตอนที่เราประชุมอแล้วบางทีเราก็ลืมไปเลยใช่มั้ย เราก็ไม่ได้ตามแล้ว เรื่องมันก็ตกหล่นไปนะครับ ถ้าเกิดว่าคุณใช้ Meeting Book เล่มนี้อย่างต่อเนื่อง เรื่องเนี่ยนะครับ เพราะว่ามันออกแบบมาเพื่อการประชุมโดยเฉพาะ ก็จะทำให้ทุกการ meeting ของคุณเนี่ย ง่ายขึ้น เป็นระเบียบ และก็ productive มากกว่าที่เคยอย่างแน่นอนนะ