Transcription
ตอนแบบบัญชชื่อจากพรรคกก้าไกลครับ ขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2568 ซึ่งเป็นงบประมาณปีแรกครับที่รัฐบาลเสษฐา นั้นมีเวลาเต็มในการจัดทำและบ่งบอกได้ดี ว่ารัฐบาลเสษฐานั้นให้ความสำคัญกับเรื่อง อะไรท่านาครับ
การยกระดับทักษะมีความสำคัญอย่างยิ่งในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลของ World Economic forum ครับพบว่า 50% ของพนักงานทั่วโลกต้องการการฝึกมใหม่ภายในปี 2025 ในประเทศไทยครับ การสำรวจของกระทรวงแรงงานก็ระบุว่า 60% ของแรงงานไทยยังขาดทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในยุคดิจิตอล การยกระดับทักษะไม่เพียงช่วยลดอัตราการว่างงานแต่ยังเพิ่มผลผลิตภและความสามารถในการแข่งขันของประเทศเรา โดยจากข้อมูลของแิ and Company ครับ พบว่า 87% ของผู้บริหารเชื่อว่าการขัดแคลนทักษะจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต ดังนั้นการสนับสนุนการพัฒนาทักษะเป็นการลงทุนที่สำคัญเพื่ออนาคตที่ดีกว่า
ท่านประธานครับผมหวังว่า 1 นาทีที่ผมเพิ่งอภิปรายไปเมื่อสักครู่จะช่วยโน้มน้าให้ท่านประธานเห็นถึงความสำคัญในการลงทุนในการยกระดับทักษะของคนในประเทศเรา แต่ไม่ใช่เพราะว่าข้อมูลและสถิติที่ผมพูดถึงนะ ครับท่านประธาน แต่เป็นเพราะคำสารภาพครับ ว่าข้อความทั้งหมดที่ผมใช้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ 1 นาทีที่ผ่านมาผมไม่ได้เขียนเองเลยครับ แต่แชท gpt ครับเขียนให้ผมภายในเวลาแค่ 10 วินาทีเช้าวันนี้ก่อนที่ผมมาที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้
แน่นอนครับว่าการเข้ามาของเทคโนโลยีอย่าง AI ไม่ได้หมายความว่าพวกเราทุกคนจะตกงาน แต่มันสะท้อนให้เห็นชัดถึงความจำเป็นของพวกเราทุกคนในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อให้ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามา เพื่อให้เราตามทันแล้วก็แข่งกับโลกได้ แต่ก่อนจะไปพูดถึงทักษะดิจิตอลที่อาจจะล้ำยุคล้ำสมัยครับ เราต้องมายอมรับอย่างตรงไปตรงมา ก่อนว่าประเทศเราณเวลานี้กำลังเผชิญกับวิกฤตทักษะ ตั้งแต่เกิดจนแก่เด็กเราครับ 1 ใน 4 คนยังมีพัฒนาการที่ล่าช้าไม่สมไวย นักเรียนเราครับ 2 ใน 3 คนยังไม่สามารถนำความรู้จากห้องเรียนมาใช้งานได้จริง แรงงานเราครับ 3 ใน 4 คนยังขาดทักษะดิจิตอลขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เมาส์ การใช้คีย์บอร์ดอย่างคล่อง หรือการค้นหาข้อมูลอย่างเช่นราคาบนเว็บไซต์ซื้อของออนไลน์เป็นต้น และผู้สูงอายุเราครับ 1 ใน 3 คนก็ต้องอยู่คนเดียวหรืออยู่กับคู่รักเพียงลำพัง ซึ่งทำให้ความจำเป็นในการมีทักษะในการดูแลสภาพร่างกายและจิตใจตัวเองนั้นก็จะสำคัญมากขึ้น
ท่านพทานครับหากประเมินจากคำพูดรัฐบาลชุดนี้ก็ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับวิกฤตทักษะนี้ครับ แต่ท่านประธานครับการกระทำเสียงดังกว่าคำพูดเสมอ และการกระทำที่บ่งบอกได้ดีที่สุดครับว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรมากน้อยแค่ไหน ก็คือรัฐบาลนั้นลงทุนงบประมาณเท่าไหร่ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และด้วยวิธีการแบบใด
ท่านประธานครับหากผมไปไล่ดูนะ ครับโครงการทั้งหมด 5631 โครงการในงบประมาณปี 68 ผมค้นพบครับว่ารัฐบาลนั้นมีการจัดสรรงบประมาณสำหรับการศึกษา การเรียนรู้ การยกระดับทักษะในทุกช่วงวัยนั้นอยู่ที่ประมาณ 510,000 ล้านบาท ถ้าเกิดว่าเราไปดูว่ากระจายไปสู่หน่วยงานไหนบ้างนะครับ มีการกระจายไปถึง 175 หน่วยรับงบประมาณ กระจายไปตาม 14 กระทรวง ซึ่งผมแบ่งออกให้เห็นชัดเป็น 5 ช่วงวัยตั้งแต่วันที่เราเกิดจนถึงวันที่เราแก่
ท่านประธานครับผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกของผมก็ได้ฉ่าภาพให้เห็นแล้วนะครับว่างบประมาณสำหรับการเรียนรู้แต่ละช่วงวัยนั้นไม่ตอบโจทย์อย่างไร แต่ผมอยากจะชวนท่านประธานถอยมาสักก้านึงครับ มามองที่ภาพรวมแลท่านประธานจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นงบเด็กเล็กก็ดี งบการศึกษาก็ดี งบยกระดับทักษะแรงงานก็ดี งบการเรียนรู้ผู้สูงอายุก็ดี ล้วนมีปัญหาเหมือนกันอยู่ 3 ปัญหาหลักๆ ด้วยกันครับ
ปัญหาที่ 1 ท่าประธานคือเป็นการลงทุนในงบเรียนรู้ที่ไม่เน้นเรียนรู้ เป็นงบที่ลงไปกับโครงการที่มีชื่อหรือวัตถุประสงค์ที่ฟังดูดีครับ แต่พอไปดูไส้ในจริงๆ เป็นการลงทุนหรือว่ามีการใช้งบบางส่วนไปกับกิจกรรมที่ไม่น่าจะสามารถส่งเสริมหรือยกระดับทักษะได้จริง ยกตัวอย่างเช่นครับ โครงการพลิกโฉมผลิตภแรงงานไทยครับ ซึ่งเป็นโครงการของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่ได้งบประมาณสูงสุดในปีนี้ครับ อยู่ที่ 381 ล้านบาท แต่เกือบ 20% ครับไม่ได้ใช้ไปกับการพลิกโฉมแรงงานนะครับท่านประธาน แต่ใช้ไปกับการพลิกโฉมอาคารครับ ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน 14 ล้านบาท อาคารพรรคอาศัยข้า ราชการอีก 12 ล้านบาท หรือหากไปดูอีกตัวอย่างนึงครับ โครงการพัฒนาทักษะความรู้ ความสามารถการทำงานและการเป็นผู้สูงอายุที่มีพลังหรือ Active aging ของกรมกิจการผู้สูงอายุปีนี้ครับ งบเพิ่มขึ้นจาก 8 ล้านบาทขึ้นมาเป็น 20 ล้านบาท แต่เกือบครึ่งนึงของส่วนที่เพิ่มขึ้นมาครับ ก็ใช้ไปกับการปรับปรุงอาคาร
ปัญหาที่ 2 ท่านประธานคือเรากำลังลงทุนแบบต่างคนต่างทำ ครับจนทำให้โครงการของแต่ละหน่วยงานนั้นซ้ำซ้อนกันจนเดาแทบจะไม่ออกว่าโครงการที่มีชื่อแบบนี้เป็นโครงการของหน่วยงานใด หากเราไปดูตัวอย่างครับของโครงการอบรมักสถาน ที่หรือว่าอไซ tring ครับ เราจะค้นพบแบบนี้ครับ หน่วยงานที่มีการของบ 16 ล้านบาท ครับมาทำโครงการยกระดับทักษะดิจิตอลชั้นสูง กลับไม่ใช่หน่วยงานในกระทรวง de ครับ ที่เราคาดหวังว่าน่าจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องดิจิตอลมากที่สุด แต่กลับเป็นกรมพัฒนาฝีมือแรงงานของกระทรวงแรงงาน แต่ในทางกลับกันครับ หน่วยงานครับที่มีการของบประมาณ 32 ล้านบาทมาแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้านดิจิตอลอย่างเร่งด่วน กลับไม่ใช่กระทรวงแรงงานครับ ที่น่าจะรู้ดีที่สุดเกี่ยวกับสภาพหรือว่าแผนกำลังคนในตลาดแรงงาน แต่กลับเป็นเดของกระทรวง de
หรือหากเราขยับจากโลกออนไซต์มาโลกออนไลน์ครับ ท่านประธาน มาเริ่มต้นที่แพลตฟอร์มการเรียนรู้ของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปัจจุบันเรามีนี่ครับ เรามี obec Content Center ของสปฐ เรามีโปรเจค 14 ของสสวท เรามี dltv ของมูนิธิการศึกษาทางไกลแล เราก็มี alv ของ Thai BBS ที่มีสื่อการเรียนการสอนครบทุกวิชาทุกระดับชั้นทั้งในและนอกห้องเรียน แต่ทั้งหมดนี้ครับก็ไม่เพียงพอครับ ต่อการทำให้กระทรวงศึกษาธิการนั้นคิดให้รอบคอบกว่านี้อีกสักนิดนึง ก่อนจะมีการทำของบประมาณสูงถึง 1,500 ล้านบาท เติมกับ 200 ล้านบาทที่ได้ไปไปปีที่แล้ว เพื่อขอ งบมาผลิตสื่อการสอนใหม่ทั้งหมดภายใต้โครง การหรือแพลตฟอร์มที่มีชื่อว่า anyware anytime
หรือหากขยับครับจากแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐานมาสู่แพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับการยกระดับทุกช่วงวัย ปัจจุบันเรามีอะไรบ้างครับ เรามีไทย M ครับของสำนักงานปลาดกระทรวงอว เรามี ni Mo ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ dsd Online Training ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ไทยมีงานทำของกรมการจัดหางาน ewe แพลตฟอร์มของสถาบันคุุวิชาชีพ okmd knowledge port ของ okmd แกตของ dea tdga elearning port ของ dga SME Academy ของสสว ca Online Academy ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ E Academy by ditp ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ ocsc Learning portal ของสำนักงาน กพ
ท่านประธานครับถ้าท่านประธานคิดว่ามีหลายแพลตฟอร์มก็ไม่เสียหาย เพราะว่าแต่ละแพลตฟอร์มเน้นเนื้อหาที่ไม่เหมือนกัน ท่านประธานก็คิดใหม่นะครับ เพราะถ้าผมอยากจะเรียนรู้อย่างเช่นเรื่อง Digital literacy ครับ ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มเรียนรู้ของรัฐอย่างน้อย 5 แพลตฟอร์มที่มีคอร์สหัวข้อดังกล่าว หรือถ้าผมอยากจะเรียนเรื่องของ Design Thinking ครับ ปัจจุบันก็มีแพลตฟอร์มของรัฐอย่างน้อย 4 แพลตฟอร์มที่มีคอร์สอบรมดังกล่าว
ถ้าท่านประธานคิดครับว่าหลายแพลตฟอร์มก็ไม่เสียหาย เพราะว่าระบบของแต่ละแพลตฟอร์มมันน่าจะเชื่อมโยงกันหลังบ้าน ท่านประธานก็คิดใหม่นะครับ เมื่อวานครับผมได้ลองพยายามจะกดเข้าไปเรียนคอร์สคอร์สนึงครับ ชื่อว่า คอร์สค้าขายออนไลน์ หรือว่า e-commerce ครับ ใน okmd knowledge portal ครับ พอกดเข้าไปครับ กดไปรอบแรกครับจะถูกส่งให้ไปสร้างบัญชีและลงทะเบียนในระบบของ okmd พอ พร้างบัญชีเสร็จแล้วลงทเบียนเสร็จแล้ว กลับมาใหม่กดเข้าไปอีก 2-3 รอบ นึกว่าจะถึงคลิปแล้วครับ ปรากฏไม่ใช่ครับ ถูกส่งกลับไปอีกรอบนึงครับ แต่เป็นการไปลงทะเบียนและสร้างบัญชีในระบบของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพธรรมดาครับ อันนี้มันไม่ใช่ระบบ sle SI on ที่ลงทะเบียนครั้งเดียวแล้วเรียนได้ทุกคอร์สทุกแพลตฟอร์มครับ อันนี้มันคือระบบ Endless silo ครับ ที่ลงทะเบียนไม่รู้กี่ครั้งกว่าจะได้ดูเพียงแค่คลิปเดียว
ท่านประธานครับถ้าแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของเอกชนแต่ละเจ้ามันมีความซ้ำซ้อนกันบ้าง ระบบหลังบ้านไม่เชื่อมโยงกันบ้าง อันนี้พอเข้าใจได้ครับ แต่สิ่งที่ให้อภัยไม่ได้คือความสะปะสะปะและความซ้ำซ้อนที่มันกำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ มันกำลังเกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของหน่วยงานรัฐที่อยู่ภายใต้รัฐบาลชุดเดียวกัน อยู่ภายใต้รัฐเดียวกันครับ
ส่วนปัญหาที่ 3 ท่านประธานคือเรากำลังลงทุนในลักษณะที่ผู้เรียนไม่ได้เลือก ผู้เลือกไม่ได้เรียน เพราะเรามีทั้งกระทรวงที่คิดแทนโรงเรียนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรามีรัฐที่คิดแทนตลาดในการยกระดับทักษะแรงงาน
ท่านประานครับการศึกษาเราจะตัดเสื้อให้มันเหมาะสมกับเด็กแต่ละคนที่มีความชอบความถนัดไม่เหมือนกันแตกต่างหลากหลายไม่ได้เลย ตราบใดที่โรงเรียนหรือสถานศึกษาที่มีความใกล้ชิดกับผู้เรียนที่สุดยังไม่มีอำนาจในการตัดสินใจว่างบประมาณที่ใช้ในโรงเรียนของเขานั้นจะใช้ไปกับอะไร ถ้าเราไปดูในส่วนของงบอุดหนุนการจัดการศึกษา ครับเราก็จะเห็นครับว่าแม้งบก้อนนี้จะถูกส่งไปที่โรงเรียนก็จริง แต่ถูกส่งเป็น 5 แท่ง 5 ก้อนครับ ซึ่งสร้างข้อจำกัดที่ไม่จำเป็นให้กับโรงเรียน หากสมมุติโรงเรียนใช้งบแท่งนึงไม่หมดและอยากจะมาโปะอีกอีกแท่งนึง ยกตัวอย่างเช่นครับ สมมติว่าปีนึงโรงเรียนนึงต้องการจะยกเลิกเครื่องแบบและเอาเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบมาใช้ในการอุดหนุนค่าอินเทอร์เน็ตให้กับผู้เรียนในโรงเรียนของเขาก็ทำไม่ได้ หรือทำได้ยาก แต่ในอีกส่วนนึงครับ ในส่วนของงบลงทุนครับ โรงเรียนไหนจะได้งบลงทุนมากหรือน้อยจะได้งบลงทุนไปกับเรื่องอะไร ก็กลายเป็นไปขึ้นอยู่กับส่วนกลางอีกเช่นกัน
เมื่อวันก่อนครับท่านประธานผมได้มีโอกาสเดินทางไปที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ เป็นโรงเรียนที่คุณครูแล้วก็นักเรียนผู้ปกครองมาเล่าให้ฟังครับว่ามีความพยายามในการของบซ่อมอาคารมายาวนานบ้าง แต่ปีนี้ครับไม่ได้งบซ่อมอาคารครับ ได้งบซ่อมส้วมครับ ทั้งๆที่ส้วมเขานั้นอยู่ในสภาพที่ดีกว่าอาคารเรียนแน่นอนครับ พอโรงเรียนถูกถามโดยกระทรวงว่าจะรับงบซ่อมส้วมหรือไม่ เขาก็รับไว้ก่อนครับ เพราะกรรมขี้ก็ดีกว่ากำมตดครับท่านประธาน แต่ถ้าเขาสามารถเลือกได้ที่จะแปลงบลงทุนดังกล่าว แทนที่จะเป็นการซ่อมส้วมมาเป็นการลงทุนในด้านอื่นที่อาจจะคุ้มค่ามากกว่า ตอบโจทย์ความต้องการของคนในโรงเรียนมากกว่า ผมเชื่อว่าทั้งผอครูนักเรียนผู้ปกครองก็จะประสานเสียงตอบตกลงร่วมกันทันที
แต่กระทรวงคิดแทนโรงเรียนเช่นใดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน รัฐก็คิดแทนตลาดเช่นนั้นเหมือนกันครับ เกี่ยวกับการยกระดับทักษะแรงงาน ผมเข้าใจดีครับแล้วก็เห็นถึงความพยายามของหลายหน่วยงานที่จะดึงเอกชนเข้ามาร่วมกันออกแบบหลักสูตรให้มันตอบโจดตลาด แต่ผมถามง่ายๆครับ เรากล้า รับประกันมครับว่าทุกโครงการริลอัสกิลของทุกหน่วยงานของรัฐนักปัจจุบันเป็นสิ่งที่ตลาดต้องการจริงๆ ในเมื่อตัวชี้วัดของหลายโครงการครับก็เน้นไปเป็นการวัดว่าการอบรมนั้นเสร็จหรือไม่มีคนมาเรียนกี่คน มากกว่าเน้นว่าอบรมสำเร็จหรือไม่ มาเรียนแล้วได้งานเพิ่มขึ้นกี่คน มาเรียนแล้วมีรายได้เพิ่มขึ้นกี่บาท และในเมื่อครับเราก็เห็นว่าหลายโครงการนั้นแม้จะเป็นการอบรมฟรีก็จริง แต่ก็มีเรื่องราวมาบ่อยครั้งครับว่าหาคนมาเรียนได้ยาก บางโครงการถึงทั่งต้องเกณฑ์คนมาเรียนเพื่อให้มียอดถึงเป้าที่ตัวชีวัตวางไว้ ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์เลยต่อทั้งผู้เรียน ผู้สอน หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่และข้าราชการที่ต้องรับผิดชอบจัดการโครงการดังกล่าว
แต่มดา ครับจะวิจารณ์อย่างเดียวเสนอถึงปัญหาอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของงบเรียนรู้ที่ไม่เน้นเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของงบที่ต่างคนต่างทำ หรือไม่ว่าจะเป็นปัญหาของงบที่ผู้เรียนไม่ได้เลือก ผู้เลือกไม่ได้เรียน วิจารณ์อย่างเดียวก็โดยไม่มีทางออกก็ถือว่าจะไม่สมชื่อกับการเป็นฝ่ายค้านเชิงรุกที่พรรคก้าวไกพยายามจะเป็นครับ
ดังนั้นครับท่านประธาน ถ้าเราอยากจะจัดงบการเรียนรู้และการยกระดับทักษะตลอดชีวิตให้ตอบโจทย์ เราปรับเล็กเฉย ๆไม่ได้ครับ เพิ่มตนั้นทีลดตรงนี้ทีไม่ได้ครับ แต่เราต้องเปลี่ยนใหญ่ครับ โดยการผลักดันสิ่งที่ผมขอเรียกว่าตัวเปลี่ยนเกมทั้งหมด 3 ตัวด้วยกัน
ตัวเปลี่ยนเกมที่ 1 ครับ ท่านประธานคือการอัดฉีดให้ท้องถิ่นนั้นมาดูแลเด็กใน 1,000 วันแรก ท่านประธานเชื่อมครับว่าถึงแม้สมองของพวกเราทุกคนเนี่ย 80% จะถูกพัฒนาภายใน 3 ปีแรก แต่ปัจจุบันครับ เด็กในช่วงอายุ 3 เดือนถึง 2 ปีเป็นช่วงอายุที่ถูกหลงลืมโดยรัฐมากที่สุดช่วงหนึ่ง เพราะพอเด็กคนนึงเติบโตขึ้นมาที่ 3 เดือนครับ สิทธิ์ลาคลอดของคุณพ่อคุณแม่เขาก็จะสิ้นสุดลง คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องกลับไปทำงาน แต่สมมุติคุณพ่อคุณแม่จะฝากลูกไว้ที่ศูนย์เด็กเล็กก็ต้องรออีก 21 เดือนครับ เพราะว่าศูนย์เด็กเล็กส่วนใหญ่นั้นรับเด็กตั้งแต่ 2 ขวบเป็นต้นไป
แน่นอนครับ ท่านประธาน การจะอยู่ดีๆให้ศูนย์พนาเด็กเล็กที่รับเด็ก 2 ขวบขึ้นไปมาอยู่ดีๆหันมารับเด็กที่ต่ำกว่า 2 ขวบนั้นเป็นเรื่องที่เราต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบระมัดระวัง เพราะว่าสถานที่ก็ดี หรือทักษะของผู้ดูแลที่ดีก็ดี ที่ต้องใช้ในการดูแลเด็ก 2 ขวบขึ้นไปกับเด็กที่ต่ำกว่า 2 ขวบนั้นไม่เหมือนกัน แต่จะคาดหวังให้หน่วยงานส่วนกลางที่มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย กำหนดมาตรฐานอย่างเช่นกรมอนามัยมาทำศูนย์ทั่วประเทศทั้งหมด ก็อาจจะไม่ใช่ทางออกที่ต่อจบโหรือว่ายั่งยืนสักเท่าไหร่ เราเลยจำเป็นครับท่านประธาน สำหรับตัวเปลี่ยนเกมตัวที่ 1 คือการปลดล็อคและสนับสนุนให้ท้องถิ่นนั้นสามารถเข้ามารับภารกิจในการดูแลเด็กในช่วง 1,000 วันแรกได้ ซึ่งต้องทำ 2 อย่างด้วยกันครับท่านประธาน
ในด้านของกฎหมายครับ เราก็ต้องมีการแก้ระเบียบต่างๆ เพื่อให้ท้องถิ่นนั้นมีความสบายใจ มีความมั่นใจว่าสามารถรับเด็กต่ำกว่า 2 ขวบมาดูแลในศูนย์ของตัวเองได้ โดยไม่เสี่ยงคุกเสี่ยงตาราง โดยได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลาง แต่อย่างที่ 2 ครับ สำคัญเช่นกัน คือในเชิงงบประมาณครับ เราจำเป็นครับต้องอัดฉีดงบประมาณอย่าง 20,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้ท้องถิ่นนั้นขยาย 2 อย่างด้วยกันครับ
อย่างที่ 1 ครับคือขยายวันเวลาเปิดครับ เพื่อทำให้ศูนย์เด็กเล็กที่มีอยู่แล้วครับ ในมุมนึงคือสามารถเปิดได้นานขึ้นในแต่ละวัน ให้พ่อแม่นั้นสามารถมารับลูกเย็นลงได้ แต่ในอีกมุมนึงก็คือการขยายวันเปิดให้เป็นการเปิดตลอดปีครับ เพื่อโดยไม่มีช่วงปิดเทอม 2 เดือนเหมือนที่เป็นอยู่เป็นต้น เพราะว่าพ่อแม่ไปทำงานไม่ได้ มีปิดเทอมนะครับ
ส่วนอีกอย่างนึงครับ อย่างที่ 2 ครับคือการขยายช่วงอายุเด็กครับ ที่ส่วนกลางนั้นจะสามารถมาอุดหนุนงบให้กับท้องถิ่นได้ จากเดิมที่ปัจจุบันอุดหนุนเฉพาะเด็ก 2 ขวบขึ้นไป ให้ขยายลงมาอุดหนุนสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบด้วยเช่นกัน
ตัวเปลี่ยนเกมที่ 2 ครับท่านประธานคือ การระเบิดงบการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อกระจายให้ถึงมือโรงเรียน ครูและก็นักเรียน ท่านประธานครับผมไม่ได้ไม่เห็นด้วยนะครับกับการเพิ่มงบการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ผมมีความเชื่อครับว่าสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญได้ หากเราแก้เรื่องของประสิทธิภาพในการจัดสรรและก็การใช้งบประมาณที่มีอยู่แล้ว
ท่านประธานครับเพื่อให้งบถึงมือโรงเรียน ครับเราก็จำเป็นครับที่จะต้องเปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบให้กับโรงเรียนใน 2 ส่วนด้วยกัน ในส่วนแรกครับ ในส่วนของเงินอุดหนุนการจัดการศึกษาครับ ผมเสนอครับว่ากระทรวงนั้นควรจะเปลี่ยนวิธีการส่งงบไปที่โรงเรียน จากปจากปัจจุบันที่เป็นการส่งเป็น 5 ก้อน แยกออกจากการเป็นการส่งเป็นก้อนเดียวเลย ครับโดยที่ไม่กำหนดวัตถุประสงค์ เพื่อให้โรงเรียนนั้นไปตัดสินใจเองว่าจะบริหารจัดการอย่างไร
ในส่วนของงบลงทุนครับ ที่ปีนี้อยู่ที่ประมาณ 8,000 กว่าล้านบาทครับ ผมก็เสนอครับว่ากระทรวงควรจะหยุดคิดแทนโรงเรียนทุกแห่งว่าจะลงทุนด้านไหน โรงเรียนไหนที่พร้อมและมีความต้องการครับ กระทรวงอาจจะใช้วิธีการคำนวณแล้วก็จัดสรรงบเป็นเงินก้อนให้โรงเรียนนั้นไปตัดสินใจกันเอง ว่าจะลงทุนด้านไหน
และเพื่อให้งบถึงมือคุณครูครับ ผมก็เสนอว่าเราควรจะระเบิดครับ ระเบิดงบประมาณที่ใช้สำหรับโครงการอบรมครูจากส่วนกลาง ซึ่งคาดว่ามีอยู่หลักหลายร้อยหลายพันบาท มาเป็นคูปองครับ ให้ครูกับโรงเรียนไปเลือกกันเองว่าจะใช้พัฒนาทักษะด้านไหนที่ตอบโจทย์ความต้องการของห้องเรียนเขา
และเพื่อให้งบถึงมือนักเรียนครับ ผมก็เสนอว่าเราควรจะระเบิดงบประมาณโครงการการส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียนบางโครงการครับ เพื่อแปลงเป็นคูปองเปิดโลก ให้เด็กและเยาวชนของเรานั้นสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ไปกับกิจกรรมนอกห้องเรียนประเภทไหน
ส่วนตัวเปลี่ยนเกมตัวสุดท้ายครับท่านประธาน ตัวเปลี่ยนเกณฑที่ 3 ครับ คือการลงทุนใน meg โปรเจคท่านทักษะ โดยการเพิ่มงบประมาณจากปัจจุบันครับที่ใช้อยู่ประมาณ 5,000 - 10,000 ล้านบาท เพิ่มมาซัก 5 เท่า 10 เท่า มาเป็น 50,000 ล้านบาท ท่านประธานอาจจะกกังวลนะครับ หรือฟังดูแล้วอาจจะคิดว่าไอ้ 50,000 ล้านบาทมันเยอะไปหรือเปล่า ถ้าท่านประธานคิดแบบนั้น ลองไปดูประเทศเพื่อนบ้านครับ สิงคโปร์ท่านประธานมีประชากรอยู่ประมาณ 5-6 ล้านคน แต่ว่าก็มีการอุดหนุนหรือว่าลงทุนในโครงการ skill ฟิวเจอร์มาต่อเนื่อง 10 ปี ล่าสุดก็อุดหนุนไป 25,000 ล้านบาท อินโดนีเซียครับ พอโควิดเข้ามาก็ริเริ่มเมโปรเจคเรื่องทักษะที่มีชื่อว่าพจครับ โดยในปี 2020 ก็เริ่มอุดหนุนอยู่ที่ 44,000 ล้านบาท เพื่อรีสกิลคน 5.5 ล้านคน
ท่านประาครับ ถ้าเราจะลงทุนกันมหาศาลขนาดนี้แน่นอนครับว่าเราจะเดินหน้าลงทุนด้วยวิธีการแบบเดิม ก็คงจะไม่ได้ มันจะเปรียบเสมือนกับการเทน้ำเข้าไปในถังที่รั่วตามน้ำพริกละลายแม่น้ำ ดังนั้นครับเราจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนวิธีการลงทุนใน 2 อย่างด้วยกันครับ
อย่างที่ 1 ครับ เราต้องเปลี่ยนวิธีการลงทุนแบบเบี้ยหัวแตกครับ ที่ต่างหน่วยงานต่างมีงบกระปิบกระปอยไปทำคอร์สตัวเอง ทำแพลตฟอร์มตัวเองแบบกระจัดกระจายซ้ำซ้อน มาเป็นการลงทุนแบบบาซูก้าครับ รวมทรัพยากร รวมพลังอัดฉีดเข้าไปที่โครงการเดียว และดึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทำงานบนแผนเดียวกัน บนแพลตฟอร์มเดียวกัน
ส่วนอย่างที่ 2 ครับ เปลี่ยนที่ 2 คือการเปลี่ยนจากการลงทุนแบบ sup S ครับ ที่อุดหนุนไปที่หน่วยงานของรัฐที่มาทำตัวเป็นพ่อรู้ดีแม่รู้ดีว่าจะจ้างใครมาสอน จะเกณฑ์ใครมาเรียน มันเป็นการอุดหนุนแบบดีนไซสครับ ยิงตรงไปให้ผู้เรียน ผู้เรียนเขาจะเรียนคอร์สไหน เมื่อไหร่อย่างไรก็ว่ากันไปตามกลไกตลาด
ท่านประธานครับ หากเราปรับวิธีการลงทุนด้วย 2 วิธีการนี้แบบนี้ จะทำให้งบประมาณ 50,000 ล้านบาทนั้นสามารถแปรสภาพมาเป็นเ ให้กับโปรเจกด้านทักษะที่มีงบเพียงพอในการอุดหนุนคูปองฝึกทักษะให้กับคนทุกช่วงวัย รวมถึงพัฒนาต่อยอดและสร้างแพลตฟอร์มทักษะ หรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ระดับชาติ หรือว่า National Skills platform
ถ้าถามว่าแพลตฟอร์มทักษะแห่งชาตินี้ National Skills platform นี้มันหน้าตาเป็นยังไง อธิบายให้ท่านประธานเห็นภาพง่ายๆครับ มันต้องเป็นแพตฟอร์มแบบ The in one ครับ ที่ทำหน้าที่เป็นทั้ง netflix G และ tinder ให้กับผู้เรียนครับ
อย่างที่ 1 ครับ แพลตฟอร์มนี้ต้องทำหน้าที่เป็นเหมือนกับ netflix ในยุคแรกๆนะครับ ที่ไม่ได้ทำ Content ของตัวเองเป็นหลัก แต่รวบรวมคอร์สที่มีอยู่แล้วในตลาด ไม่ว่าจะเป็นคอร์สออนไลน์ก็ดี คอร์สอบรมณสถานที่ก็ดี ก็ให้ผู้เรียนนะได้ค้นหาแล้วก็เลือกเรียน โดยอาจจะมีจำนวนดาวหรือรีวิวของผู้เรียนคนอื่นมาเป็นข้อมูลประกอบ แน่นอนครับ คอร์สที่รวบรวมมาก็ต้องมีความหลากหลาย แต่ทุกคอร์สที่ถูกรับรองโดยโครงการนี้ก็ต้องผ่านเกณฑ์คุณภาพของคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ทั้งในการคัดเข้าคอร์สอบรมใหม่ๆที่มาแรงแล้วก็คัดออกคอร์สที่อาจจะล้าสมัยและผู้เรียนบอกว่าไม่ตอบโจทย์
แต่อย่างที่ 2 ครับ ท่านประธานคือ แพลตฟอร์มนี้ก็ต้องทำหน้าที่เป็นกามิน หรือว่าเทนเนอร์ส่วนตัวเหมือนกัน ที่ขยันทำความเข้าใจความต้องการของผู้เรียน แนะนำคอร์สที่เหมาะสม วัดความคืบหน้าของเรารวมไปถึงบันทึกผลการเรียนที่อาจจะถูกแปลงเป็นเครดิตที่ไปเทียบเป็นหน่วยกิจในสถานศึกษา หรือเทียบเป็นมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพก็ได้ แน่นอนครับ เทนเนอร์ส่วนตัวที่ผมพูดนี้ไม่ได้หมายถึงการจ้างคนนะครับ เรางบไม่พอแน่นอนครับ แต่หมายถึงการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ครับ จะทำให้ผู้เรียนทุกคนเปรียบเสมือนกับมีเทนเนอร์ประจำตัว และเป็นเทรนเนอร์ประจำตัวที่ทรงพลังมากขึ้น ยิ่งเวลาผ่านไปทำไมเป็นเช่นนั้นครับ ก็เพราะว่าถ้ายิ่งมีผู้เรียนเข้ามาเรรียนเยอะขึ้น เทรนเนอร์คนนี้ครับ ก็จะมีฐานข้อมูลที่สามารถมาวิเคราะห์ได้เยอะขึ้น พอมีฐานข้อมูลเยอะขึ้น ก็สามารถแนะนำได้ตรงจุดมากขึ้นว่าควรจะเรียนคอร์สไหน เรียนไปแล้วจะได้งานเร็วขึ้นกี่วัน ได้รายได้เพิ่มขึ้นกี่บาท และพอแนะนำตรงจุดขึ้นครับ คนก็อยากจะหันมาเรียนผ่านแพลตฟอร์มนี้มากขึ้น และเนอร์ก็จะมีฐานข้อมูลเพิ่มขึ้นมาอีก เป็นสิ่งที่เขาเรียกว่าวงจรประเสริฐ หรือว่า Virtual Circle ที่ทำให้เทรนเนอร์นี้มีพลังมากขึ้นไปเรื่อยๆ
ส่วนอย่างที่ 3 ท ประธานคือแพลตฟอร์มนี้ก็ต้องทำหน้าที่เป็นเหมือนกับ tier ครับ ที่จับคู่ผู้เรียนที่หางานที่ชอบกับผู้ประกอบการที่กำลังหาคนที่ใช่่าประดาครับ ถ้าเราทำ skill Mapping ดีๆครับ ที่บอกได้ว่าตำแหน่งงานนี้ต้องการทักษะอะไร คอร์สนี้จะช่วยเสริมสร้างทักษะไหน แพลตฟอร์มนี้จะกลายเป็นตลาดหางานที่มีประสิทธิภาพมากครับ ไม่ใช่สำหรับเฉพาะการหางานทั่วไปอย่างเดียว แต่สำหรับการหางานเฉพาะกลุ่มด้วย ที่อาจจะไม่ได้มีบริการในตลาดอยู่แล้ว เข้ามาทำงานตามสสูที่กฎหมายกำหนดแลก็รณร
แต่ท่านประธานครับ แฟร์มันจะดีแค่ไหนครับ จะคาดหวังให้อยู่ดีๆคนเข้ามาเรียนจำนวนมากก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก ัฐจำต้องตั้งงขึ้นมาเพื่ออุดหนุนประชาชนให้เข้ามาเรียนผ่านการอุดหนุนคูปองฝึกทักษะ 3 รูปแบบครับ ที่สอดรับกับทักษะ 3 ประเภด้วยกัน
ทักษะประเภทที่ 1 ครับ ผมเรียกว่าทักษะพื้นฐาน หรือว่า foundational Skills นั่นก็คือทักษะที่มันเป็นประโยชน์สำหรับงานในทุกอาชีพครับ ไม่ว่าจะเป็นทักษะภาษา การอ่านจับใจความ ทักษะดิจิตอลพื้นฐาน ทักษะการทำงานเป็นทีมเป็นต้น สำหรับทักษะพื้นฐานประเภทนี้ครับ ผมคิดว่ารัฐสามารถจัดสเป็นคูปองและแจกให้กับประชาชนในวงกว้างได้ อาจจะให้ประชาชนทุกคนเลยครับ ตั้งแต่อายุ 16 - 50 ปี รวมกัน 30 กว่าล้านคน โดยอาจจะเป็นการอุดหนุนเป็นคูปองที่ไปอุดหนุนค่าเรียน 1,500 บาทต่อคนต่อปี ที่ใช้เลือกเรียนได้ในทุกคอร์สที่ถูกรับรอง โดยโครงการ
ทักษะประเภทที่ 2 ครับท่านประธาน คือทักษะเชิงลึก หรือที่ผมเรียกว่า Advance Skills ครับ อันนี้เป็นทักษะที่เฉพาะเจาะจงสำหรับบางงาน บางอาชีพในบางอุตสาหกรรม ที่รัฐต้องการจะส่งเสริมณเวลานั้นๆ ยกตัวอย่างครับ สมมุติว่ารัฐต้องการจะมาดูแลคนในช่วงการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมจากรถยนต์สันดาบมาเป็นรถยนต์ E พอเป็นเช่นนี้ครับ มันก็มีคนอย่างน้อย 2 กลุ่มนะครับที่รัดนั้นต้องเข้ามาดูแล ซึ่งมีความต้องการทางทักษะที่ไม่เหมือนกัน
กลุ่มแรกครับคือกลุ่มคนที่อาจจะไปต่อได้กับอุตสาหกรรม EV ซึ่งสิ่งที่เขาต้องการก็คือการยกระดับทักษะที่สามารถทำให้เขาทำงานใหม่ได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นอาจจะเป็นทักษะในการปรับกระบวนการผลิตระบบเบรก หรือว่าช่วงล่างของรถ ให้มันเป็นกระบวนการผลิตที่สะอาดมากขึ้นเป็นต้น
แต่อีกกลุ่มนึงครับคือกลุ่มคนที่ไม่ได้ไปต่อกับอุตสาหกรรม EV ครับ สำหรับพวกเขาความต้องการก็คือการยกระดับทักษะที่ทำให้เขาสามารถเปลี่ยนอาชีพจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆได้
ท่านพนาครับ ในเมื่อโจทย์มันซับซ้อนขึ้นเช่นนี้ครับ เราก็ไม่สามารถอุดหนุนคูปองที่เป็นการอุดหนุนค่าเรียน 1,500 ล้าน 1,500 บาทต่อคน เหมือนกับประเภทแรกได้ครับ แต่เราต้องมีการปรับรูปแบบของคูปองเล็กน้อย อย่างที่ 1 ครับ ในเมื่อโจทย์มันเข้มข้นขึ้นก็อาจจะต้องเพิ่มงบลงทุนต่อหัว อย่างที่ 2 ครับ ในเมื่อคอร์สที่ต้องใช้ในการอบรมทักษะเหล่านี้อาจจะใช้เวลานานขึ้น เราก็อาจจำเป็นครับที่ต้องให้รัฐนั้นจัดสรรคูปองที่อุดหนุนทั้ง 2 ส่วน ส่วนนึงก็คืออุดหนุนเรื่องของค่าเรียน อีกส่วนนึงคืออุดหนุนเงินที่ใช้ในการชดเชยค่าเสียเวลาให้กับผู้เรียนเมื่อเรียนจบ
และอย่างที่ 3 ครับ ในเมื่อมันมีการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเยอะ เราอาจจะพิจารณาคูปอง 2 รูปแบบด้วยกัน รูปแบบนึงคืออุดหนุนไปที่ผู้เรียนครับ สำหรับคนที่กำลังหางาน แต่อีกส่วนนึงครับ คืออุดหนุนไปที่ผู้ประกอบการที่อาจจะรับพนักงานชุดใหม่เข้ามาแล้วต้องการส่งพวกเขามมาอบรมส่วนนึงก่อนที่จะมาเริ่มงาน โดยที่รัฐนั้นเป็นคนจ่ายค่าเรียนแล้วก็ชดเชยค่าเสียค่าเสียเวลา หรือว่าสัดส่วนของค่าจ้าง
ส่วนทักษะประเภทที่ 3 ครับท่านประธาน คือทักษะชีวิต หรือว่า Life Skills เป็นทักษะที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตครับ แต่ต้องยอมรับว่าอาจจะไม่ส่งผลต่อการหา งานหรือการเพิ่มรายได้มากนัก ยกตัวอย่างเช่นครับ ทักษะในการสังเกตอาการรอบข้าง หรือว่าอาการสุขภาพจิตของคนรอบข้าง อาจจะเป็นทักษะในการเท่าทาข่าวปลอมสำหรับผู้สูงอายุ หรืออาจจะเป็นทักษะในการเลี้ยงดูลูกสำหรับพ่อแม่มือใหม่เป็นต้น
ต้องยอมรับครับว่าจะหวังพึ่งกลไกตลาดสำหรับทักษะประเภทเหล่านี้ก็อาจจะยาก เพราะว่าในมุมนึงผู้เรียนก็อาจจะไม่ได้มีแรงจูกใจมากนักในการเรียน ผู้ผลิตคอสก็รู้ว่าผลิตไปก็อาจจะขายในตลาดไม่ได้มากนัก ดังนั้นครับสำหรับทักษะชีวิต หรือว่าทักษะประเภทนี้ รัฐอาจจำเป็นครับที่ต้องมีการอุดหนุน หรือว่าระดมภาคประชาสังคมมาร่วมกันผลิตคอร์สในทักษะที่เกี่ยวข้องแล้วก็เปิดและเชิญชวนให้คนนั้นเข้ามาเรียนได้ฟรีอย่างไม่มีจำกัด โดยหาวิธีการอื่นในการจูงใจให้คนมาเรียน ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนภาษีก็ดี ไม่ว่าจะเป็นการสมทบเ่อเงินออมก็ดี หรือว่าอาจจะเป็นส่วนลดในสินค้าหรือบริการต่างๆก็ดีเป็นต้น
ผมยืนยันครับท่านประธาน ว่า meg โปรเจคเรืื่องทักษะที่ผมกำลังพูดนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลยังไม่ได้เริ่มทำนะ ครับ จริงอยู่ครับรัฐบาลมีแพลตฟอร์มเรียนรู้หลายแพลตฟอร์มที่สามารถต่อยอดได้อย่าง tha mook เองก็มี Content ที่มีคุณภาพเยอะมาก e-work Force ecosystem ของสถาบันคุณูวิชาชีพก็มีหลายฟีเจอร์ที่ดูน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นระบบ E portfolio หรือความพยายามล่าสุดในการเชื่อมกับแพลตฟอร์มการหางานของเอกชน แต่สิ่งที่รัฐยังไม่ได้ทำครับ คือการเชื่อมหรือรวบแพลตฟอร์มเหล่านี้ให้มาเหลือแพลตฟอร์มเดียวที่สามารถเป็นทั้ง netflix gin และ tinder ให้กับผู้เรียนได้
แล้วก็จริงอยู่ครับ รัฐก็มีการประกาศตั้งเป้าถึงแผนการพัฒนาคนในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น 10 ล้านคนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น 200,000 300,000 คนในอุตสาหกรรม AI EV semiconductor เป็นต้น แต่มันดูเหมือนแนวทางที่รัฐกำลังเดินนั้นก็ยังเป็นแนวทางแบบเดิมครับ ที่รัฐคิดแทนตลาด ผู้เรียนไม่ใช่ให้ตลาดนำและให้ผู้เรียนเลือก
ดังนั้นครับท่านประธาน ผมยืนยันว่าเม กับโปรเจคที่ผมพูดถึงนี้นอกจากไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลยังไม่ทำแล้ว แต่เป็นสิ่งที่เราเริ่มทำได้เลยครับ ถ้าท่านกังวลว่าการคัดสรรสรรหาคัดกรองรับรองเนื้อหาหรือคอร์สอบรมนั้นอาจจะใช้เวลานานไม่เป็นไรครับ เราอาจจะเริ่มจากทักษะบางประเภทที่มันมีคอร์สอบรมในตลาดเยอะอยู่แล้ว และมีวิธีการประเมินหรือมาตรฐานสากลที่ใช้ในการประเมินที่สามารถนำมาใช้ง่ายอยู่แล้ว อย่างเช่นทักษะภาษา ทักษะดิจิทอลเป็นต้น
ถ้าท่านกังวลครับว่ามันจะต้องมีการตั้งหน่วยงานพิเศษข้ามกระทรวงขึ้นมามเพื่อมาดูแลเป็นเจ้าภาพโครงการดังกล่าว เหมือนที่เราเห็นในสกิลฟิวเจอร์ของสิงคโปร์ หรือพกระจาของอินโดนีเซีย ก็ไม่ต้องกังวลครับ เราอาจจะมอบหมายให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นเจ้าภาพชั่วคราวไปก่อน อย่างเช่นสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพก็ดี หรือว่าสำนักงานปลัดกระทรวงอวก็ดี แลถ้าทำได้ดีก็เป็นเจ้าภาพถาวรไปเลย
หรือถ้าท่านประธานกังวลว่า เอ๊ะแล้วเราจะหางบประมาณ 5 หมื่นล้านบาท มาจากไหน ผมก็ได้ยินมาครับว่าปีนี้มันมีโครงการนึงครับ ที่น่าจะใช้งบประมาณมากกว่าที่ผมพูดถึง 10 เท่าครับ ด้วยเหตุผลว่าต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ผมก็หวังว่าถ้าจะของบประมาณหรือว่าใช้งบประมาณประมาณ 10% ของมูลค่าโครงการนั้น เพื่อมาใช้ในการยกระดับทักษะของคนทุกช่วงวัย ก็หวังว่าจะไม่ได้เป็นการขอที่มากจนเกินไป
ดังนั้นครับ อันนี้คือ 3 ตัวเปลี่ยนเกมที่ผมและพรรค 9 ไกขอนำเสนอเกี่ยวกับการแก้ปัญหาทักษะของคนทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับหรือว่าการอุดหนุนอัดฉีดงบให้ท้องถิ่นสามารถมาดูแลเด็กเล็กใน 1,000 วันแรกได้ ไม่ว่าจะเป็นการระเบิดงบประมาณการศึกษาขั้นพื้นฐานกระจายให้ถึงโรงเรียน ครูนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในเะโปรเจคด้านทักษะและอุดหนุนคูปองฝึกทักษะให้กับคนทุกช่วงวย
ท่านาครับ หากจะกล่าวโดยสรุป ผมคิดว่างบประมาณปี 68 นั้นสะท้อนให้เห็นชัดครับว่ารัฐไทยและรัฐบาลเศรษฐานั้นยังคงเลือกที่จะลงทุนอย่างมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทางก็ดี อาคารสำนักงานก็ดี ในขณะที่สิ่งที่อาจจะเพิ่มเติมขึ้นมาในปีนี้แปลกปลอมกว่าปีก่อนๆ ก็คือการลงทุนในการแจกเงินผ่านโครงการ Digital wallet แต่สิ่งที่ยังคงเป็นปัญหาเหมือนเดิมครับ ทั้งในเชิงของปริมาณ และก็คุณภาพของการจัดสรรงบประมาณ ก็คือการลงทุนในการยกระดับทักษะของคนในประเทศเรา
ถ้าเปรียบเหมือนภาพครับท่านประธาน มันเหมือนกับว่าเรากำลังสร้างซ่อมเรือเพื่อเร่งส่งกลออกไปตกปลาครับ ปีนี้เราอาจจะมีการแถมปลาแจกปลาให้เขามีติดไม้ติดมือไปบ้าง แต่สิ่งที่เราไม่เคยให้พวกเขาเลยครับ คือเบ็ดตกปลาที่มีประสิทธิภาพในการตกปลา เบ็ดตกปลาที่ทันยุคทันสมัยเท่าทันต่อสภาพแวดล้อมที่มันเปลี่ยนแปลงไป
ดังนั้นครับ สิ่งที่ผมและพรรคก้าไกลอยากเสนอผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลในปีนี้ คือการลงทุนในเบ็ดที่มีชื่อว่างบบูรณาการการเรียนรู้และการยกระดับทักษะตลอดชีวิต เพื่อติดอาวุธทักษะให้กับทุกคนตั้งแต่ทันมารดาถึงเชิงตะอผ่านอย่างน้อย 3 อย่างด้วยกันที่พูดไปแล้ว อัดฉีดงบให้ท้องถิ่นดูแลเด็กเล็กใน 1,000 วันแรก ระเบิดงบประมาณการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ถึงมือโรงเรียน ครูนักเรียน และลงทุนในเมกาโปรเจคด้านทักษะเพื่ออุดหนุนคูปองฝึกทักษะให้กับคนทุกช่วงวย เปรียบเสมือนตัวเปลี่ยนเกม หรือบิ๊กแบง 3 อย่างครับที่จะปลดล็อคทั้งศักยภาพของคนไทยในทุกช่วงวัย และปลดล็อคศักยภาพของประเทศไทยในเวทีโลกครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน
ดูคลิปจบแล้วฝากกดไลคกดแชร์กด Subscribe รวมถึง Super ช่อง YouTube ิช TV กันด้วยนะครับ