📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

เลือกตั้ง 2569 กระแส ปะทะ โครงสร้าง

TenQ5:34

Transcription

ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วนะครับสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากของการเมืองไทยตอนนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นหรือที่เรารู้จักกันว่าโพลเนี่ยก็เริ่มฉายภาพบางอย่างออกมาแล้ว แต่ต้องบอกเลยนะครับว่าภาพที่เห็นมันซับซ้อนกว่าที่เราคิด แล้วก็เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการต่อสู้ที่เข้มข้นมากๆ ในสมรภูมิการเมืองครั้งนี้ครับ

เอาล่ะครับ เพื่อให้เราเข้าใจภาพรวมทั้งหมดของการเลือกตั้งครั้งนี้ เราจะมาเจาะลึกกันใน 5 ประเด็นหลักๆ ด้วยกันครับ เริ่มจากทิศทางจากโพล การแข่งขันของพรรคสีส้มกับสีน้ำเงิน สมรภูมิระหว่างกระแสกับโครงสร้าง พฤติกรรมของคนไปใช้สิทธิ์ที่เปลี่ยนไป และสุดท้ายคือสมการในการจัดตั้งรัฐบาลครับ

เรามาเริ่มกันที่เรื่องของผลสำรวจความคิดเห็นกันก่อนเลย ซึ่งแม้ว่าตัวเลขจะชี้ให้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจนบางอย่าง แต่เรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขพวกนี้ต่างหากที่สำคัญมากๆ ครับ ถ้าเราดูข้อมูลชุดแรกจากราชภัฏโพธิ์นะครับ จะเห็นเลยว่าพรรคประชาชนหรือพรรคสีส้มเนี่ย มีคะแนนนิยมนำโด่งขึ้นมาเลยในระดับประเทศ คือทิ้งห่างพรรคอื่นๆ อยู่พอสมควรเลยครับ แล้วแนวโน้มนี้ก็สอดคล้องกันกับคะแนนนิยมของตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ ซึ่งคุณณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชนก็ยังคงมีคะแนนนำทิ้งห่างเหมือนกัน

เอาล่ะครับ แต่ทีเนี้ยประเด็นที่มันน่าสนใจจริงๆ มันอยู่ตรงนี้ครับ คือในขณะที่พรรคนึงมีคะแนนนำในโพล อีกพรรคนึงกลับกำลังตีตื้นขึ้นมาอย่างเงียบๆ ในรูปแบบที่อาจจะเป็นตัวตัดสินผลการเลือกตั้งได้เลย พอมาดูผลของนิดาโพธิ์ก็ยิ่งยืนยันภาพนั้นเลยครับ พรรคประชาชนยังคงนำอยู่ก็จริง แต่ที่น่าจับตามากๆ ก็คือพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคสีน้ำเงินเนี่ย สามารถยึดอันดับ 2 เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่นในทุกหมวดหมู่เลย ซึ่งนี่เป็นสัญญาณที่บอกอะไรเราบางอย่างอยู่ครับ

และทั้งหมดนี้ก็นำเรามาสู่คำถามที่สำคัญที่สุดครับว่า ถ้าตัวเลขคะแนนนิยมมันดูชัดเจนขนาดนี้ ทำไมผลลัพธ์สุดท้ายของการจัดตั้งรัฐบาลมันถึงยังไม่แน่นอนเอาซะเลย คำตอบของคำถามเมื่อครู่นี้นะครับ มันอยู่ในความขัดแย้งเชิงพื้นฐานของการเมืองไทยเลย นั่นก็คือการต่อสู้กันระหว่างกระแสความนิยมของมหาชนกับโครงสร้างทางการเมืองที่หยั่งรากลึกมานาน

สไลด์นี้จะทำให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นเยอะเลยครับ ถึงพลัง 2 ขั้วที่กำลังขับเคี่ยวกันอยู่ ฝั่งนึงคือกระแสที่มาจากอุดมการณ์ความเชื่อมั่นในระดับประเทศ ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรคสีส้ม กำลังปะทะเข้ากับโครงสร้าง หรือก็คือเครือข่ายการเมืองในระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคสีน้ำเงิน

แล้วพอเราพูดถึงคำว่าโครงสร้างเนี่ย องค์ประกอบที่สำคัญมากๆ ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือบ้านใหญ่ครับ ซึ่งก็คือกลุ่มตระกูลหรือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นนั้นๆ ที่มีผลอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของคนในพื้นที่ และเป็นหัวใจสำคัญในการชิงเก้าอี้ ส.ส. เขต โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด เรื่องนี้ก็นักวิเคราะห์กันเหมือนหลายท่านก็ย้ำนะครับว่า คะแนนนิยมในภาพรวมของประเทศไม่ได้แปลว่าจะสามารถเปลี่ยนเป็นชัยชนะในระดับเขตได้เสมอไป เพราะในพื้นที่เหล่านั้นเนี่ย ความใกล้ชิดความสัมพันธ์ส่วนตัวยังคงเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก

เอาล่ะครับ เรามาดูกันต่ออีกหน่อยว่าปัจจัยนี้จะส่งผลยังไง เพราะว่าตัวผู้ลงคะแนนเสียงเองก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปเหมือนกัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้มันกำลังจะสั่นสะเทือนภูมิทัศน์ทางการเมืองทั้งหมดเลย จากข้อมูลจะเห็นได้ชัดเจนเลยนะครับว่า ตอนนี้คน Gen X และ Gen Y ที่ใหญ่ที่สุดไปแล้วนะครับ 2 กลุ่มนี้รวมกันก็เกือบ 60% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมดแล้ว และจุดสำคัญมันอยู่ตรงนี้ครับ ผู้ลงคะแนนเสียงกลุ่มใหญ่กลุ่มนี้เนี่ย เขาให้ความสำคัญกับนโยบายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะนโยบายที่จับต้องได้อย่างเรื่องปากท้อง พวกเขากำลังมองหาทางออกที่เป็นรูปธรรมให้กับปัญหาเศรษฐกิจ และมองหาพรรคการเมืองที่พวกเขามั่นใจได้ว่าจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้จริงๆ

ทั้งหมดที่ว่ามานี่กำลังจะนำเราไปสู่ช่วงสุดท้ายที่สำคัญที่สุดครับ นั่นก็คือคณิตศาสตร์ทางการเมือง หรือสมการในการจัดตั้งรัฐบาล ที่ซึ่งการได้คะแนนเสียงมากที่สุดไม่ได้แปลว่าจะได้เป็นรัฐบาลเสมอไป คือต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่าในระบบการเมืองแบบนี้ โอกาสที่พรรคการเมืองพรรคเดียวจะชนะแบบถล่มทลายได้เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จไปเลยมันแทบจะเป็นไปไม่ได้ครับ ดังนั้นเกมที่แท้จริงมันจะเริ่มต้นขึ้นก็ต่อเมื่อการนับคะแนนสิ้นสุดลงแล้วต่างหาก

มีนักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์ว่า ด้วยความแข็งแกร่งของโครงสร้างในพื้นที่เนี่ย มันมีความเป็นไปได้ที่พรรคสีน้ำเงินอาจจะกลายเป็นพรรคที่ได้จำนวน ส.ส. ในสภามากที่สุด ถึงแม้ว่าคะแนนนิยมในภาพรวมอาจจะไม่ใช่ที่ 1 ก็ตาม ซึ่งถ้าสถานการณ์เป็นแบบนั้นจริงนะครับ ก็มีการมองถึงสูตรการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่เป็นไปได้สูงอยู่ 2 สูตรหลักๆ โดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นตัวแปรสำคัญ หรือที่เรียกกันว่า King Maker ในการตัดสินใจว่าจะร่วมกับใคร

และแน่นอนครับ เนื่องจากทั้งพรรคสีส้มและสีน้ำเงินได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ทำงานร่วมกัน นั่นหมายความว่าถ้าพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ พรรคประชาชนก็จะกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านโดยอัตโนมัติทันที

เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญจริงๆ ครับ ที่จะทำให้เราได้เห็นกันว่าอำนาจที่แท้จริงในการเมืองไทยนั้นอยู่ที่เสียงของประชาชนที่แสดงออกผ่านกระแสในระดับประเทศ หรือยังอยู่ที่โครงสร้างทางการเมืองที่หยั่งรากลึกและเป็นผู้กำหนดทิศทางของประเทศมาอย่างยาวนานกันแน่ครับ