📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

เรียนรู้ศาสตร์แห่งความเป็นเลิศจากบุคคลระดับโลก l สรุปหนังสือ "Mastery" โดย Robert Greene

เล่าให้คิด27:41

Transcription

คุณผู้ฟังเคยสงสัยไหมครับว่าบุคคลที่โลกต้องจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์เหล่านี้ มีอะไรที่เหมือนกันเลโอนาร์โด ดาวินชี เป็นทั้งจิตรกร นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ นักกายวิภาค นักดนตรี และสถาปนิกครับ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ชายคนเดียวทำได้ในยุคที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มี Google และไม่มีใครสอนวิธีทำสิ่งเหล่านี้ให้กับเขาเลยครับ

สาร์วินครับ เด็กที่พ่อบอกต่อหน้าว่าแกจะเป็นความอับอายของครอบครัว แต่กลายเป็นคนที่เปลี่ยนวิธีที่มนุษย์ทั้งโลกมองชีวิตไปตลอดกาลครับ

ฟรังค์ แอดดาร์ครับ แต่งซิมโฟนีครั้งแรกตอนอายุ 8 ขวบ และผลิตงานดนตรีที่คนยังฟังอยู่จนถึงทุกวันนี้กว่า 300 ปีต่อมาครับ

ไมเคิล ฟาราเดย์ครับ ลูกช่างตีเหล็กจากลอนดอนที่ยากจน ไม่มี การศึกษาอย่างเป็นทางการ แต่กลายเป็นนักฟิสิกส์ที่วางรากฐานให้กับไฟฟ้าและแม่เหล็กที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ครับ

พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในยุคเดียวกัน ไม่ได้เกิดในประเทศเดียวกัน และไม่ได้เชี่ยวชาญในสาขาเดียวกันเลยครับ แต่มีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาทุกคนมีร่วมกัน พวกเขาทุกคนผ่านกระบวนการเดียวกันครับ กระบวนการที่ โรเบิร์ต กรีน ใช้เวลาหลายปีศึกษาชีวประวัติของพวกเขา แล้วถอดออกมาเป็นหนังสือที่ชื่อว่า Mastery ครับ

ยินดีต้อนรับเข้าสู่พอดแคสต์เล่าให้คิด พอดแคสต์ที่จะนำสาระดีๆ เพื่อให้คุณผู้ฟังได้พัฒนาตัวเองในทุกๆ วันครับ วันนี้ผมจะมาสรุปหนังสือ Mastery เขียนโดย โรเบิร์ต กรีน นักเขียนชาวอเมริกันคนเดียวกับที่เขียน 48 Laws of Power ครับ

กรีนค้นพบว่าคน ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะพรสวรรค์ครับ แต่เพราะพวกเขาผ่านกระบวนการพัฒนาที่มีโครงสร้างชัดเจน และกระบวนการนั้นแบ่งออกเป็น 3 เฟสครับ

เฟสแรกเรียกว่า Apprenticeship ครับ มันคือช่วงที่คุณยังเป็นมือใหม่ในสิ่งที่คุณเลือกจะทำ เป้าหมายของช่วงนี้ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ตำแหน่ง แต่คือการเปลี่ยนแปลงตัวเองจากคนที่ไม่รู้อะไร ให้กลายเป็นคนที่มีทักษะและวิธีคิดที่แข็งแกร่งครับ

เฟสที่ 2 เรียกว่า Creative Active ครับ ตรงนี้คือช่วงที่คุณสะสมความรู้มาพอสมควรแล้ว และจิตใจเริ่มอยากนำความรู้นั้นมาสร้างสิ่งใหม่ เริ่มทดลอง เริ่มตั้งคำถามกับกรอบเดิมๆ และเริ่มพัฒนาแนวทางที่เป็นของตัวเองจริงๆ ครับ

และเฟสสุดท้ายคือสิ่งที่ กรีน เรียกว่า Mastery ครับ มันคือสภาวะที่ Intuition กับ Reason หลอมรวมกันจนแยกไม่ออก คุณไม่ต้องคิดมาก แต่เห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ตอบสนองได้เร็วและแม่นยำในแบบที่คนรอบข้างมองว่าเป็นอัจฉริยภาพ ทั้งที่จริงๆ มันคือผลลัพธ์ของการสะสมมาอย่างยาวนานครับ

กรีนยกตัวอย่าง คุกดิงครับ ตำนานจีนโบราณเล่าถึงพ่อครัวที่ผ่าวัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีดเขาไม่เคยทื่อเลยแม้แต่ครั้งเดียวใน 19 ปีฮะ เพราะเขาไม่ได้ใช้ตา ไม่ได้ใช้แรง แต่ใช้จิตใจในการรู้ว่าต้องผ่าตรงไหน นั่นคือสิ่งที่ Mastery ที่แท้จริงรู้สึกเหมือนครับ

และสิ่งที่ กรีน อยากให้ผู้อ่านเข้าใจก่อนเข้าสู่ 3 เฟส นั้นคือทุกอย่างเริ่มต้นจากคำถามเดียวครับ ไม่ใช่จะฝึกฝนยังไง ไม่ใช่จะหา Mentor ที่ไหน แต่คือคุณกำลังเดินไปในทิศทางที่ใช่สำหรับตัวคุณหรือเปล่าครับ

กรีนเริ่มหนังสือด้วยคำถามที่น่าสนใจครับ ทำไมคนบางคนถึงทำงานเดิมมา 10 ปีแล้วยังรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเอง ในขณะที่บางคนเพิ่งเริ่มต้น แต่กลับเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ คำตอบของเขาคือแนวคิดที่เรียกว่า Life Task ครับ

ทุกคนเกิดมาพร้อมกับแรงดึงดูดภายในบางอย่าง กรีนบอกว่ามันถูกฝังอยู่ใน DNA ของเราตั้งแต่แรกเกิด และมันแสดงตัวออกมาครั้งแรกในวัยเด็ก ผ่านกิจกรรมหรือหัวข้อที่ดึงดูดเราโดยไม่มีใครบังคับ และทำให้เราลืมเวลาได้ครับ

ไอน์สไตน์ตอน 5 ขวบได้รับเข็มทิศเป็นของขวัญจากพ่อครับ เขาจ้องมองเข็มนั้นอยู่นานมาก และตั้งคำถามว่ามีแรงอะไรที่มองไม่เห็น แต่ทรงพลังมากพอที่จะทำให้เข็มหมุนได้ คำถามนั้นกลายเป็นแกนกลางของงานทั้งหมดในชีวิตเขาครับ

มารี กูรี นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้หญิงคนแรกที่คว้ารางวัลโนเบล และเป็นคนเดียวที่ได้รางวัลนี้ถึง 2 สาขา ทั้งฟิสิกส์และเคมี ตอนอายุ 4 ขวบ เดินเข้าไปในห้องทำงานของพ่อ แล้วยืนจ้องมองด้วยความสนใจอยู่หน้าตู้กระจกที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ห้องแล็บครับ เธอกลับไปดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนวันนึงได้เข้าแล็บจริงๆ ก็รู้ทันทีว่านี่เธอเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ครับ

ปัญหาคือแรงดึงดูดนั้นค่อยๆ ถูกกลบทับไปครับ กรีนเรียกสิ่งที่มากลบมันว่า Counter Force แรงต้านที่มาจากภายนอก พ่อแม่บอกว่าควรเรียนอะไรให้มั่นคง สังคมบอกว่าความสำเร็จ หน้าตาเป็นยังไง เพื่อนบอกว่าอาชีพอะไรดูดี และถ้า Counter Force เหล่านี้แข็งแกร่งพอครับ คุณจะเริ่มงานตามเงิน ตามสถานะ ตามความคาดหวังของคนอื่น แล้วค่อยๆ สูญเสียความเป็นตัวเองไปครับ

ผลที่ตามมาคือสิ่งที่ กรีน เรียกว่า False Path ครับ โมซาร์ทคือตัวอย่างที่ชัดที่สุดครับ เขาถูกพ่อพาออกทัวร์ยุโรปตั้งแต่เด็ก เพื่อเล่นดนตรีให้ราชสำนักดู ราวกับเป็นแค่ของเล่นชิ้นหนึ่ง สร้างรายได้ให้ครอบครัวมาตลอดชีวิตครับ แต่พอโมซาร์ทอายุ 21 เขาเริ่มรู้สึกว่าบางอย่างไม่ถูกต้อง เขาเขียนจดหมายถึงพ่อว่า "ผมเป็นนักประพันธ์ดนตรี ผมไม่สามารถทิ้งพรสวรรค์นี้ได้" สิ่งที่เขาค้นพบคือสิ่งที่เขารักไม่ใช่การเล่นเปียโนต่อหน้าผู้คนครับ แต่คือการแต่งโอเปร่า หรือการบอกเล่าเรื่องราวผ่านดนตรี สองสิ่งนี้ฟังดูคล้ายกัน แต่ความรู้สึกข้างในมันต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ

กรีนบอกว่า False Path มักมาพร้อมกับสัญญาณที่ชัดเจนครับ คุณจะรู้สึกว่าต้องทนกับงาน ไม่ใช่อยากทำงาน ความสนใจค่อยๆ ลดลง ผลงานก็ตกลงตามไปด้วย และในที่สุดคุณจะเริ่มมองหาความสุขจากนอกงานแทนครับ

แต่กรีนก็มีตัวอย่างอีกฝั่งนึงครับ คนที่ดูเหมือนไม่มีทาง แต่กลับพบ Life Task ของตัวเองได้ ลองมาดูตัวอย่างของ เทมเพิล แกรนดิน เธอเป็นออทิสติกตั้งแต่เด็กครับ แพทย์บอกว่าเธอน่าจะต้องอยู่ในสถานพิเศษตลอดชีวิต แต่เธอมีสิ่งหนึ่งที่รู้สึกสบายใจเสมอ นั่นคือการอยู่กับสัตว์ และการสร้างสิ่งของด้วยมือครับ วันนึงเธอสังเกตว่าวัวที่ถูกบีบด้วยเครื่องชูทก่อนฉีดยา จะสงบลงทันทีครับ เธอขอให้คนลองทำแบบเดียวกันกับเธอดู และมันได้ผลครับ เธอรู้สึกสงบขึ้นมาก จากความสนใจเล็กๆ นั้นเอง ทำให้เธอพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นนักออกแบบระบบโรงฆ่าสัตว์ที่มีมนุษยธรรมที่สุดในโลก เป็นศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์สัตว์ และเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงครับ

กรีนสรุปจากทั้ง 2 ตัวอย่างนี้ว่า Life Task ไม่ได้มาในรูปแบบที่งดงามเสมอไปครับ บางครั้งมันซ่อนอยู่ในความอ่อนแอ หรือข้อจำกัดของเราเองครับ แต่ถ้าเราหยุดพยายามเป็นเหมือนคนอื่น แล้วหันมาทำสิ่งเล็กๆ ที่ตัวเองทำได้ดีจริงๆ สิ่งที่ซ่อนอยู่ก็จะค่อยๆ แสดงให้เราเห็นเองครับ

คุณผู้ฟังลองนึกดูนะครับ ถ้าตัดเรื่องเงิน ตัดความคาดหวังของคนอื่น ตัดทุกอย่างออกหมดเลย ยังมีอะไรที่คุณอยากทำอยู่ดีไหมครับ ถ้านึกออก นั่นคือสิ่งที่กรีนกำลังพูดถึงครับ ถ้านึกไม่ออกเลย กรีนบอกว่าให้ย้อนกลับไปดูว่าตอนเด็กๆ มีอะไรที่คุณทำแล้วลืมเวลา โดยที่ไม่มีใครบอกให้ทำครับ

แต่กรีนก็เตือนไว้ชัดเจนครับว่า การรู้ว่า Life Task ของตัวเองคืออะไร เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่ขั้นกลางระหว่างรู้ว่าอยากทำอะไร กับทำได้จริงในระดับยอดเยี่ยม คือกระบวนการที่เขาเรียกว่า Ideal Apprenticeship ครับ และนั่นคือสิ่งที่ เราจะพูดถึงต่อไปครับ

กรีนบอกว่าเมื่อรู้ Task ของตัวเองแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ Apprenticeship ครับ Apprentice มาจากภาษาละติน Prehender ครับ แปลว่าการเรียนรู้ด้วยมือ ไม่ใช่อ่านหนังสือหรือฟังบรรยาย แต่คือการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริงๆ ครับ

ในยุคกลาง ระบบ Apprenticeship คือการศึกษาที่ทรงพลังที่สุดครับ เด็กอายุ 12-17 ปี จะไปทำงานกับช่างฝีมือถึง 7 ปีเต็ม โดยไม่ได้ค่าจ้างครับ พวกเขาไม่เรียนจากตำราครับ แต่ดู Master ทำงาน เลียนแบบ และทำซ้ำ จนทักษะนั้นฝังลึกเป็นสัญชาตญาณ กรีนคำนวณว่าการทำงาน 7 ปีนั้นรวมแล้วกว่า 10,000 ชั่วโมงครับ ผลลัพธ์คือมหาวิหารกอธิคทั่ว ยุโรปที่วิศวกรยุคใหม่ยังทึ่ง ซึ่งสร้างขึ้นโดยไม่มีแบบแปลนแม้แต่แผ่นเดียวครับ นี่คือพลังของ Knowledge ครับ หรือความรู้ที่ไม่ได้อยู่ในหัว แต่อยู่ในร่างกาย ทำได้เองโดยอัตโนมัติครับ

ทุกคนต้องผ่านช่วงนี้ครับ ไม่ว่าอาชีพอะไร มันคือการศึกษาครั้งที่ 2 ในชีวิต หลังจากเรียนจบอย่างเป็นทางการครับ ปัญหาคือเราเรียนจบมาพร้อมนิสัยเดิม นั่งฟัง จด สอบแล้วลืม พอเข้าสู่วัยทำงาน เราก็ยังพยายามใช้วิธีนั้นครับ แต่วิธีการทำงานไม่ได้สอนแบบนั้นครับ มันสอนผ่านการลองผิดลองถูก ผ่านความล้มเหลว สังเกตคนเก่งกว่า และทำซ้ำจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเองครับ

หลักการเดียวที่ต้องจำให้ขึ้นใจตลอด Apprenticeship คือเป้าหมายของช่วงนี้ ไม่ใช่เงิน ตำแหน่ง หรือการยอมรับ แต่คือการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและทำงานของตัวเองอย่างลึกซึ้งครับ

กรีนแบ่งกระบวนการนี้เป็น 3 ขั้นครับ

ขั้นแรก Deep Observation เข้าสู่สภาพแวดล้อมใหม่ ให้สังเกตก่อน อย่าเพิ่งพยายามโดดเด่น ให้เรียนรู้ทั้งกฎที่ชัดเจน และกฎที่รู้กันเองก่อนครับ

ขั้นที่ 2 Skills Acquisition เลือกทักษะหลัก แล้วฝึกฝนอย่างเข้มข้น สมองต้องการราว 10,000 ชั่วโมง เพื่อเปลี่ยนทักษะนั้นให้กลาย เป็นสัญชาตญาณครับ

ขั้นที่ 3 Experimentation ลองทำสิ่งที่คิดขึ้นมา รับฟีดแบ็กจากโลกจริง ไม่ต้องรอพร้อม 100% ไม่มีวันมาถึงครับ

ลองดู ชาร์ลส์ ดาร์วิน เป็นตัวอย่างครับ ปี 1831 ตอนอายุ 22 พ่อบอกว่าเขาจะทำไม่ครบ ครอบครัวอับอาย แต่เขาเก่งเรื่องเดียวมาตั้งแต่เด็ก คือการสังเกตธรรมชาติ เก็บตัวอย่าง และจดบันทึกอย่างละเอียดครับ เขาได้ขึ้นเรือ HMS Beagle เดินทางรอบโลก 5 ปี ในฐานะนักธรรมชาติวิทยาแบบไม่ได้ค่าจ้าง โดยกัปตันสั่งให้เขาหาหลักฐานสนับสนุนพระคัมภีร์ครับ แต่สิ่งที่พบกลับตรงข้ามกันครับ เขาพบว่าบนเกาะกาลาปากอส นกฟินช์เกาะมีรูปร่างปากต่างกันตามอาหารที่มี ทั้งที่เกาะห่างกันแค่ 50 ไมล์ครับ จุดนั้นเองที่ทุกอย่างในหัวของเขาเชื่อมต่อกันครับ ทั้งฟอสซิลในอาร์เจนตินา เปลือกหอยทะเลบนเขา สูง 12,000 ฟุต และลักษณะปากนกที่ต่างกันในแต่ละเกาะ มันไม่ใช่อัจฉริยภาพชั่วข้ามคืนครับ แต่มาจากผลของการสังเกตอย่างลึกซึ้งถึง 5 ปี จนสมองเห็นรูปแบบที่คนอื่นมองไม่เห็นครับ

กรีนสรุปว่า Apprenticeship ที่แท้จริงไม่ใช่แค่ทำงานหนัก แต่คือการเลือกสภาพแวดล้อมที่สอนคุณได้มากที่สุด แม้ผลตอบแทนจะไม่ได้ดีที่สุดครับ และถ้าอยากย่นเวลา Apprenticeship ให้สั้นลง มีวิธีเดียวในประวัติศาสตร์นั่นคือการหา Mentor ครับ

Mentor ไม่ใช่แค่คนสอนทักษะครับ แต่คือคนที่ถ่ายทอดวิธีคิด สิ่งที่อยู่ในหัว Master มาหลายสิบปี ไม่มีทางถ่ายทอดผ่านหนังสือหรือคอร์สออนไลน์ได้ครับ

ไมเคิล ฟาราเดย์ คือตัวอย่างที่ กรีน หยิบมาใช้ครับ เขาเกิดในครอบครัวช่างตีเหล็กในลอนดอน ยากจนมาก การศึกษาอย่างเป็นทางการแทบไม่มีเลย แต่เขาได้งานเป็นเด็กส่งหนังสือในร้านเข้าเล่มหนังสือครับ ในร้านนั้นเขาอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ทุกเล่มที่ผ่านมือ ทำการทดลองเล็กๆ ในห้องเก็บของ และจดบันทึกการบรรยายของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่างละเอียดครับ จนวันหนึ่งนักเคมีระดับโลกชื่อ ฮัมฟรีย์ เดวี ตาบอดชั่วคราวจากการระเบิดในแล็บครับ ฟาราเดย์ได้รับเชิญให้ไปช่วยจดบันทึกให้เขา และทำงานนั้นด้วยความทุ่มเทอย่างหนักครับ ถึงแม้เดวีจะชอบมาก แต่เขาก็บอกกับฟาราเดย์ว่า "มันมีตำแหน่งว่างสำหรับเขาแล้ว" แต่ฟาราเดย์ก็ไม่ยอมแพ้ เขาเอาบันทึกการบรรยายทั้งหมดของเดวีมาเรียบเรียงเป็นสมุดสวยงาม มีภาพประกอบ แล้วส่งให้เป็นของขวัญครับ ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ผู้ช่วยแล็บของเดวีถูกไล่ออกครับ ฟาราเดย์ได้รับโทรศัพท์เรียกตัว งานนั้นคือการล้างขวด กวาดพื้น และจุดเตาผิง เงินเดือนต่ำกว่าที่เขาได้จากร้านหนังสือเสียอีกครับ แต่ฟาราเดย์ตอบตกลงทันทีครับ เพราะเขารู้ว่าสิ่งที่จะได้จากเดวี มันไม่ใช่เงิน แต่คือวิธีคิดของนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ที่ไม่มีทางได้จากการอ่านหนังสือครับ 8 ปีต่อมา ฟาราเดย์กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดวีเสียเองครับ เขาค้นพบหลักการของมอเตอร์ไฟฟ้า วางรากฐานให้กับทุกสิ่งที่ใช้ไฟฟ้าในโลกทุกวันนี้ครับ

แต่กรีนก็เตือนไว้ด้วยครับว่า ความสัมพันธ์กับ Mentor มีวันหมดอายุเสมอ เดวีเองพยายามกดหัวฟาราเดย์ไว้เมื่อเขาเก่งขึ้น และฟาราเดย์ก็ต้องตัดสินใจเดินออกมาในที่สุดครับ กรีนสรุปว่า Mentor ที่ดีคือคนที่คุณเรียนรู้จากเขาจนหมดแล้ว ก้าวออกมาสร้างสิ่งที่เป็นของตัวเองได้ ครับ การอยู่ในเงาของ Mentor นานเกินไป คือหนึ่งในกับดักที่ทำให้คนหยุดพัฒนาตัวเอง ครับ

กรีนบอกว่ามีสิ่งหนึ่งที่ทำลาย Apprenticeship ของคนเก่งๆ มากที่สุดครับ และมันไม่ใช่การขาดทักษะ ไม่ใช่การขาด Mentor แต่มันคือความไม่เข้าใจคนอื่นครับ กรีนเรียกสิ่งนี้ว่า Naive Perspective ครับ เพราะเราทุกคนเติบโตมาในช่วงที่ต้องพึ่งพาคนอื่น เราเลยเรียนรู้ที่จะมองโลกผ่านความต้องการและความรู้สึกของตัวเองครับ แต่พอเข้าสู่โลกทำงาน ทุกอย่างเปลี่ยนไปครับ คนที่อยู่รอบข้างคุณไม่ได้อยู่ที่นั่นเพื่อช่วยเหลือคุณ พวกเขาอยู่ที่นั่นเพื่อเอาตัวรอดครับ และถ้าคุณยังมองพวกเขาผ่านใน Naive Perspective เดิม คุณจะตีความพฤติกรรมของพวกเขาผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียเวลาและพลังงานไปกับความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น แทนที่จะเอาเวลานั้นไปพัฒนาตัวเอง ครับ

กรีนระบุสิ่งที่เขาเรียกว่า Seven Deadly Realities ไว้ครับ มันคือ 7 พฤติกรรมที่มีอยู่ในทุกองค์กร ทุกสังคม และทุกยุคสมัย

ข้อ 1 คือความอิจฉาริษยา คนที่เก่งกว่ามักถูกต่อต้านโดยไม่รู้ตัวครับ ยิ่งคุณโดดเด่นมากเท่าไหร่ ยิ่งมีคนอยากเห็นคุณล้มเหลวมากเท่านั้นครับ

ข้อ 2 คือ Conformism กลุ่มจะกดดันให้ทุกคนคิดและทำเหมือนกันครับ ใครที่แตกต่างจะถูกมองว่าเป็นภัยต่อกลุ่มครับ

ข้อ 3 คือความยึดติด คนส่วนใหญ่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงครับ ไม่ว่าสิ่งใหม่จะดีกว่าแค่ไหน มันก็ยังสร้างความไม่สบายใจให้พวกเขาครับ

ข้อ 4 คือความหมกมุ่นตัวเอง คนส่วนใหญ่สนใจตัวเองมากกว่าที่คุณคิดครับ พวกเขาฟังคุณน้อยกว่าที่หวัง และสนใจปัญหาของคุณน้อยกว่าที่คุณคาดครับ

ข้อ 5 คือขี้เกียจ คนมักหาทางทำน้อยที่สุดเสมอครับ ถ้าคุณทำมากกว่า มันจะทำให้พวกเขาอึดอัด และหาทางดึงคุณลงมาครับ

ข้อ 6 คือความเจ้าอารมณ์ ความเครียดมักทำให้ตัวตนที่แท้จริงโผล่ออกมาครับ ซึ่งมักไม่ตรงกับภาพที่เขาพยายามแสดงในเวลาปกติครับ

และข้อ 7 คือ Passive Aggression คนที่ไม่พอใจคุณ มักจะไม่พูดตรงๆ ครับ แต่จะแสดงออกผ่านการผลัดวันประกันพรุ่ง หรือให้ความร่วมมือน้อยกว่าที่ควรครับ

ฟังดูหดหู่หน่อยนะครับ แต่นกรีนบอกว่านี่ไม่ใช่เหตุผลให้มองคนอื่นในแง่ร้ายฮะ มันคือการมองคนตามความเป็นจริง เพื่อที่จะรับมือกับพวกเขาได้อย่างถูกต้องครับ

เบนจามิน แฟรงคลิน คือตัวอย่างที่กรีนหยิบมาใช้ครับ ตอนหนุ่มๆ แฟรงคลินเป็นคนที่พูดเก่งมาก ชอบเถียง และมั่นใจในตัวเองสูง เขาเชื่อว่าการโต้แย้งด้วยตรรกะที่ดี จะทำให้คนอื่นเห็นด้วยเสมอครับ แต่ผลที่ได้กลับตรงข้ามครับ ยิ่งเขาเก่งในการโต้แย้ง ยิ่งมีคนไม่ชอบเขา ยิ่งเขาพิสูจน์ว่าตัวเองถูก ยิ่งมีคนต้องการให้เขาผิดครับ แฟรงคลินใช้เวลานานกว่าจะเข้าใจว่าการโน้มน้าวคนไม่ได้เกิดจากตรรกะครับ แต่เกิดจากการทำให้คนอื่นรู้สึกว่าความคิดนั้นเป็นของเขาเองครับ เขาเปลี่ยนวิธีพูดโดยสิ้นเชิงครับ แทนที่จะบอกว่า "ผมคิดว่า" เขาเริ่มพูดว่า "ผมอาจเข้าใจผิด แต่ดูเหมือนว่า" และแทนที่จะเถียงตรงๆ เขาเปลี่ยนมาตั้งคำถามที่พาคนอื่นไปหาข้อสรุปเดียวกับเขาแทนครับ ผลลัพธ์คือ แฟรงคลินเป็นนักการทูตที่เก่งที่สุดในยุคของเขาครับ เขาเจรจาให้ฝรั่งเศสสนับสนุนสงครามประกาศอิสรภาพของอเมริกาได้สำเร็จ โดยมีแค่ความเข้าใจคน ครับ

กรีนสรุปว่า Social Intelligence ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องชอบทุกคนครับ แต่มันคือการมองเห็นคนตามที่เขาเป็น ไม่ใช่ตามที่คุณอยากให้เป็น และใช้ความเข้าใจนั้นสร้างความร่วมมือแทนความขัดแย้งครับ

และเมื่อคุณจัดการเรื่องคนได้แล้ว กรีนบอกว่าคุณก็พร้อมสำหรับระยะที่ 2 ของ Mastery ที่เขาเรียกว่า Creative Active ครับ

Creative Active คือช่วงที่คุณสะสมทักษะมามากพอแล้ว และจิตใจเริ่มอยากทดลองสิ่งใหม่ๆ แต่สิ่งที่ขัดขวางไม่ใช่ความสามารถ มันคือความกลัวครับ กลัวว่าจะผิดพลาด กลัวคนอื่นจะตัดสิน กลัวว่าถ้าทดลองแล้วล้มเหลว ทุกอย่างที่สร้างมาจะพังครับ

โมซาร์ทคือตัวอย่างของคนที่เอาชนะความกลัวนั้นได้ครับ เขาใช้เวลา 20 ปีเรียนรู้ทุกแนวของดนตรี Symphony, Concerto, Chamber Music และ Opera เขาเล่นได้ เขียนได้หมด แต่มันล้วนเป็นการเลียนแบบคนอื่นครับ จนปี 1781 เมื่ออายุ 25 ปี โมซาร์ทตัดสินใจทำสิ่งที่พ่อเรียกว่าโง่มากครับ คือปฏิเสธตำแหน่งนักดนตรีประจำราชสำนักที่มั่นคง แล้วย้ายไปอยู่เวียนนาคนเดียว โดยไม่มีรายได้แน่นอนครับ แต่นั่นคือจุดที่ตัวตนที่แท้จริงของโมซาร์ทถือกำเนิดขึ้นครับ เขาเริ่มเขียนดนตรีที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน Symphony ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและเศร้าหมอง Opera ที่ตัวละครซับซ้อนเหมือนคนจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวแทนความดีและความเลว ครับ อย่าง Don Giovanni ที่เขาเขียนในปี 1787 มีฉากที่ตัวร้ายหัวเราะออกมาดังๆ ขณะถูกลากลงนรก โดยไม่ยอมสำนึกผิดแม้แต่น้อย ครับ คนในยุคนั้นฟังแล้วรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจครับ แต่ 200 กว่าปีต่อมา Don Giovanni กลับกลายเป็นหนึ่งใน Opera ที่แสดงมากที่สุดในโลกครับ

กรีนอธิบายว่าโมซาร์ททำได้เพราะเขามีสิ่งที่เรียกว่า Negative Capability ครับ มันคือความสามารถในการทนอยู่กับความไม่แน่นอน ทดลองโดยไม่ต้องรู้ผลลัพธ์ และไม่ยึดติดกับกรอบที่ตัวเองสร้างขึ้นครับ

กรีนบอกว่าระยะ Creative Active ไม่ใช่แค่เรื่องของศิลปินนะครับ มันเกิดขึ้นกับทุกคนที่ผ่าน Apprenticeship มาอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจหรือวิศวกร ครับ สัญญาณว่าคุณเข้าสู่ระยะ Creative Active แล้วคือคุณจะเริ่มรู้สึกอึดอัดกับกรอบเดิมๆ เริ่มเห็นว่าสิ่งที่ทำอยู่ ยังไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด และเริ่มมีความคิดใหม่ๆ ที่คนอื่นอาจยังไม่เข้าใจครับ กรีนบอกว่านั่นไม่ใช่ปัญหาครับ แต่มันเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังเคลื่อนเข้าหาระยะสุดท้ายของ Mastery ครับ

สิ่งที่ใช้เวลาทั้งเล่มของกรีน เพื่ออธิบายว่ามันคืออะไรกันแน่ ครับ กรีนบอกว่า Mastery ที่แท้จริงไม่ใช่การเป็นคนที่เก่งที่สุดในห้องครับ และไม่ใช่การมีความรู้มากที่สุดในสาขาของตัวเอง แต่มันคือสภาวะที่ Intuition กับ Reason หลอมรวมกันจนแยกไม่ออกครับ

กรีนอธิบายว่าสมองมนุษย์มี 2 ระบบครับ ระบบแรกคือ Conscious Thinking การคิดแบบตระหนักรู้ ใช้ตรรกะ ใช้เหตุผล ช้าแต่แม่นยำครับ ระบบที่ 2 คือ Intuition การประมวลผลจากข้อมูลที่สะสมมาหลายปี เร็วมาก แต่เรามักไม่รู้ว่ามันทำงานยังไงครับ คนส่วนใหญ่ใช้แค่ระบบใดระบบหนึ่งครับ นักวิทยาศาสตร์เชื่อเหตุผล ไม่เชื่อสัญชาตญาณ ศิลปินเชื่อสัญชาตญาณ ไม่เชื่อเหตุผล แต่ Master ใช้ทั้ง 2 ระบบพร้อมกันครับ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นครับ

กรีนใช้ชีวิตของ มาร์แซล พรูสต์ เป็นตัวอย่างครับ พรูสต์เป็นนักเขียนที่ล้มเหลวมาตลอดชีวิตครับ หนังสือเล่มแรกขายไม่ออก ถูกมองว่าเป็นเซเลบหนุ่มสังคมชั้นสูงที่เขียนเรื่องไร้สาระ พ่อของเขาอายมากที่ลูกชายไม่มีอาชีพที่จริงจังครับ แต่ตลอด 20 ปีนั้น พรูสต์ไม่เคยหยุดสังเกตครับ เขาไปร่วมทุกงานสังคมของชนชั้นสูงในปารีส จดบันทึกทุกบทสนทนา ทุกกิริยาท่าทาง ทุกความสัมพันธ์ที่เขาเห็น และสะสมตัวละครจริงๆ ไว้ในหัวนับ 100 คนครับ จนในปี 1908 หลังจากแม่เสียชีวิต และเขาปลีกวิเวกออกจากสังคมไปอยู่คนเดียวในอพาร์ตเมนต์ครับ สิ่งที่สะสมมาตลอด 20 ปีก็เริ่มหลอมรวมกันในหัวของเขา เขาซื้อสมุดโน้ตหลายสิบเล่ม แล้วเริ่มเขียนนิยายที่กลายเป็นหนึ่งในงานวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ครับ In Search of Lost Time นิยาย 7 เล่ม ความยาวกว่า 3,000 หน้า ที่ครอบคลุมประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสไว้ตลอดทั้งยุคสมัยครับ

กรีนบอกว่าสิ่งที่ พรูสต์ทำได้คือการนำ Intuition ที่สะสมจากการสังเกตมา 20 ปี มาหลอมรวมกับ Rational Thinking ของนักเขียนที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีครับ ผลลัพธ์คือสิ่งที่นักวิจารณ์บอกว่า อ่านแล้วรู้สึกเหมือนได้เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในนิยายเรื่องนั้นจริงๆ ครับ

กรีนยกตำนานจีนโบราณมาอีกเรื่องครับ คือเรื่องของพ่อครัวผ่าวัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีดของเขาไม่เคยทื่อเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอด 19 ปี ครับ เจ้านายถามว่าทำได้ยังไง พ่อครัวตอบว่า "ผมไม่ได้ใช้ตาครับ ผมไม่ได้ใช้แรง ผมรู้ว่าโครงสร้างของวัวเป็นยังไง มีดของผมจึงแค่เคลื่อนไปตามช่องว่างที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องฝืนอะไรเลยครับ" กรีนบอกว่านั่นแหละครับ คือความรู้สึกของการบรรลุระดับ Mastery ไม่ใช่การออกแรงต่อสู้กับปัญหา แต่คือการเห็นช่องทางที่คนอื่นมองไม่เห็น และเคลื่อนเข้าไปอย่างเป็นธรรมชาติครับ

และสภาวะนั้นไม่ได้สงวนไว้สำหรับอัจฉริยะครับ แต่มันคือผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าคุณผ่านกระบวนการมาอย่างครบถ้วน ตั้งแต่ค้นหา Life Task ของตัวเอง ผ่าน Apprenticeship ที่แท้จริง พัฒนา Social Intelligence และกล้าทดลองในระยะ Creative Active ครับ

ผมอยากให้คุณผู้ฟังลองถามตัวเองสักคำถามนะครับ ตอนนี้คุณอยู่ในระยะไหนของ Mastery Apprenticeship Creative Active หรือคุณยังไม่แน่ใจว่า Life Task ของตัวเองคืออะไรเลยครับ กรีนบอกว่าไม่มีคำตอบที่ผิดครับ เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ที่จุดไหน กระบวนการนั้นก็เริ่มต้นใหม่ได้ตลอดเวลาครับ

มีประโยคนึงของพิธากอรัส กวีกรีกโบราณ ที่กรีนอ้างถึงในหนังสือไว้ครับ เขาเขียนไว้เมื่อปีที่แล้วว่า "จงกลายเป็นสิ่งที่คุณเป็น ด้วยการเรียนรู้ว่าคุณคือใคร" ครับ กรีนบอกว่านั่นคือหัวใจทั้งหมดของ Mastery ครับ มันไม่ใช่การพยายามเป็นคนอื่น ไม่ใช่การเลียนแบบ เลโอนาร์โด ดาวินชี หรือโมซาร์ท แต่มันคือการค้นพบว่าตัวเองมีอะไรที่ไม่มีใครเหมือน เราใช้เวลาและความพยายามทั้งชีวิต เพื่อทำให้สิ่งนั้นเบ่งบานออกมาอย่างสมบูรณ์ที่สุด ครับ

ขอบคุณที่ติดตามฟังพอดแคสต์เล่าให้คิดนะครับ ถึงแม้ว่านี่จะเป็นพอดแคสต์ที่เกิดจากเสียงของ AI แต่เป็นการสรุปเนื้อหาทั้งหมด ด้วยใจของคนที่รักการอ่านหนังสือเล่มนี้จริงๆ ครับ ถ้าคุณผู้ฟังชอบเนื้อหาแนวนี้ อย่าลืมส่งต่อความรู้ดีๆ ให้กับคนที่คุณรัก เพื่อช่วยกันพัฒนาสังคมให้ดียิ่งขึ้นไปนะครับ ขอบคุณครับ