📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

เศรษฐศาสตร์ออสเตรียน คือสุดยอดแต้มต่อในปี 2025

Tendou Rabbit Hole48:24

Transcription

โอเคก็ตั้งแต่ที่ผมได้ศึกษา Bitcoin มาเนี่ย ผมรู้สึกว่ามันเปิดโลกผมออกมากๆเลย มันพาผมไปเจอมุมมองหลายๆอย่าง ความรู้หลายๆอย่าง แล้วก็ข้อมูลหลายๆอย่างที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน และหลายๆอย่างเนี่ยเป็นเรื่องที่แบบอัศจรรย์พันลึกมากๆ ใช่มั้ย มันมีหลายเรื่องมากๆเลยที่เรารู้สึกว่าแบบ เฮ้ย มันบ้าไปแล้วอ่ะ เออ มันมีจริงเหรอ เออ ซึ่งผมแบบลองกลั่นกรองเรื่องทั้งหมดที่ได้จากการแบบ ลองศึกษา Bitcoin มาเนี่ย ได้ประมาณ 4 เรื่องด้วยกัน หลักๆ เรื่องแรกก็คือเรื่องการเงินเศรษฐศาสตร์ เรื่องที่ 2 ก็คือเรื่องสุขภาพไสล เรื่องที่ 3 ก็คือการเป็นผู้ประกอบการ หรือว่าแบบแนวๆ entrepreneurship อะไรประมาณเนี้ย แล้วก็เรื่องสุดท้ายที่เราจะมาคุยกันเลยก็คือแบบ สังคมการเมือง ซึ่งในคลิปนี้เราจะมาคุยกันในส่วนที่เป็นเรื่องของการเงินเศรษฐศาสตร์ แล้วก็พาร์ทของแบบ อาจจะแตะๆเรื่องของการสร้างความมั่งคั่งผ่านการเป็นผู้ประกอบการนั่นเองนะครับผม

ก็ขออนุญาตเริ่มรายการอย่างเป็นทางการเลยนะครับผม กับ "เศรษฐศาสตร์ออสเตรียน สุดยอดแต้มต่อในปี 2025" นั่นเองนะครับผม อันนี้ก็จะเป็นรายการ Tendo X W of the Win Ep 2 นะครับผม ถ้าพูดให้ถูกก็คือ EP 2.5 หน้า เพราะว่าคลิปจริงๆที่เราอัดสดๆกันเนี่ย ซึ่งมีคนอยู่ในห้องด้วยประมาณแบบ 10 12 13 คนน่ะ ซึ่งครึ่งนึงเป็นผู้หญิงเนี่ย ซึ่งก็แปลกใจเหมือนกันว่าแบบ เฮ้ย กลุ่มเป้าหมายเราควรจะเป็นแบบชายแท้ไม่ใช่หรอวะ แต่แบบ เออ แต่มีผู้หญิงเยอะกว่าที่คิดก็ นั่นแหละ ผมรู้สึกว่าบรรยากาศในห้องมันคึกคื้นกว่านี้ แต่ว่าผมกำลังจะอัพวิดีโอย้อนหลังให้ทุกคนได้ดู แล้วผมไม่รู้ตงิดใจอะไรแปลกๆก็เลยแบบ ลองกดวิดีโอขึ้นมา ใช่ฮะ ผมลืมต่อไมค์แล้วเสียงมันโคตรแย่เลย ก็เลยไหนๆก็อยู่หน้าคอมละ อยู่หน้าไมค์ละ ขออนุญาตอัดใหม่ให้แล้วกันนะครับผม เพราะว่าเพื่อคุณภาพเสียงที่ดี เสียงมันแตกมากนะครับ

ก็ขออนุญาตเริ่มแล้วกัน ขอเกริ่นอย่างงี้ เคยรู้สึกมั้ครับว่าในยุคเนี้ย มันเป็นยุคที่เรารู้สึกสร้างตัวได้ยากมากๆ เด็กจบใหม่หลายคนเหนื่อยล้าทั้งสุขภาพกายแล้วก็สุขภาพจิตไปกับการแบบ ดิ้นรนในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน หลายคนไม่มีเงินเก็บ เออ หลายคนก็เริ่มท้อแล้วกับโลกของการทำงานใช่มั้ย เริ่มถอดใจ บางคนก็เริ่มแบบลาออกตั้งแต่ยังไม่ผ่านโปรฝึกงาน อะไรเงี้ย เราจะชอบได้ยินแบบ อ่า ประมาณเนี้ยในสังคม ในโซเชียมีเดียเต็มไปหมดเลยใช่มั้ย ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดีฮะ เพราะว่าผมเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มที่สังคมเรียก ว่า Gen C กลุ่มที่กำลังเริ่มทยอยเรียนจบ เริ่มก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยแล้วก็ก้าวเข้าสู่โลกของตลาดแรงงานใช่มั้ยฮะ

แต่ทีเนี้ย ในปัญหาข้างต้นเนี่ย ในปัญหาของโลกของการทำงานน่ะ ในปัญหาของการสร้างตัว สร้างฐานะ สร้างอาชีพของเด็ก Gen C เนี่ย ในมุมของผมที่ได้ศึกษา Bitcoin จนพอได้ตกตะกอนบางเรื่องแล้วใช่มั้ย ผมรู้สึกว่าปัญหาข้างต้นเนี่ย มันอาจจะทุเลาลงได้ ไม่ใช่ใน อาจจะไม่ใช่ในมุมของแบบระดับสังคมแบบ impact ในระดับสังคมเลย แต่อย่างน้อยๆปัญหาในระดับปัจเจกอ่ะ แต่ละคนที่มีปัญหาเนี้ย เรารู้สึกว่าตัวเองอยากจะแก้จากตัวเองก่อน อยากจะเริ่มจากการแบบ จัดการตัวเองก่อนที่จะไปสังคม อ่ะ ปัญหานี้จะจะทุเลาได้ด้วยการที่เค้าคนนั้นน่ะ ได้เริ่มเข้าใจเศรษฐศาสตร์ครับ เศรษฐศาสตร์ที่เรียกได้ว่าเป็นแต้มต่อสำคัญที่จะช่วยให้เรามองเห็นโอกาสในการสร้างตัวแล้วก็ เอ่อ ประสบความสำเร็จ รู้สึกพูดคำนี้แล้วกระดากปากจังเลย เพราะว่าผมไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จแล้ว แล้วก็ยังอีกไกลด้วย แต่แค่รู้สึกว่าแค่รู้สึกว่าความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์มันทำให้ผมมีชีวิตที่ค่อยๆเป็นบวกขึ้นแล้วกัน ค่อยๆมีผลลัพธ์ที่มันเป็นบวกขึ้นแล้วกัน

สิ่งนึงที่ทำให้ผมรู้เลยว่าการศึกษาเศรษฐศาสตร์เนี่ย มันดี ยังไงคือมันทำให้เรารู้สึกว่าไม่ว่าเราจะเจอสถานการณ์แบบไหนจะดีหรือร้ายเราก็ย่อมพลิกแพลงสถานการณ์นั้นน่ะ ให้เป็นโอกาสของเราได้นั่นเอง ซึ่งเศรษฐศาสตร์ที่เรากำลังพูดถึงต่อไปนี้ ต้องประทานโทษด้วย ผมไม่ได้พูดพูดถึงเศรษฐศาสตร์ที่เป็นอ่า ความรู้หรือว่าความเข้าใจที่เป็นแบบแนวกระแสแบบกระแสหลักอ่ะ แบบที่สังคมก็พูดกลับกัน มันจะเป็นเศรษฐศาสตร์ที่เรากำลังจะมาศึกษากันในระดับของแบบ การกระทำของมนุษย์ หรือที่กลุ่ม Bitcoiner เราจะเรียกกันว่า เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนั่นเอง ชื่อยาวๆ ขอเรียกสั้นๆว่าเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน ได้มั้ย

โอเค สิ่งที่ผมได้จากการศึกษาเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนจะมีอยู่ 3 ข้อหลักๆ ด้วยกัน 2 ข้อแรกผมขอไปแบบไวๆ เพราะว่าไฮไลท์ที่ผมรู้สึกชอบมากๆอ่ะมันอยู่ที่ข้อ 3 แต่ไม่ใช่ว่าแต่ไม่ใช่ว่าแบบ 2 ข้อแรกมันไม่สำคัญเลยนะ 2 ข้อแรกมันจะเป็นการปูความเข้าใจไปสู่อันที่ 3 ข้อแรกเลย ก็คือการตัดสินใจบนพื้นฐานของความขาดแคลน นั่นเองนะครับผม ส่วนข้อที่ 2 ก็คืออ่า การที่เราเข้าใจว่าคุณค่าน่ะเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล และก็เรื่องสุดท้ายเลยที่เราจะมาคุยกันในวันนี้เลยก็คือ การสร้างความมั่งคั่งนั่นเองนะครับผม เป็น playbook ที่ไม่ว่าคุณจะเกิดมามีต้นทุนเยอะ มีต้นทุนน้อยนะครับ จะเกิดมาเป็นอะไรยังไง ต้นทุนชีวิตเท่าไหร่ไม่สำคัญ อันนี้เป็น Playbook ที่ไม่ว่าใครก็สามารถหยิบไปใช้ได้นั่นเองนะครับผม

โอเค สไลด์ที่ 5 ต่อไป สไลด์ที่ 6 อ่ะ อยากกันนั้นเลย ขอเริ่มจากข้อแรกเลยกัน ข้อแรกเลยก็คือการตัดสินใจบนพื้นฐานของความขาดแคลน ศักดิ์ศรีเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนเมื่อกี้เราจะบอกว่าจะพูดว่าสั้นเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน แตกต่างจากเศรษฐศาสตร์ที่เราเคยเรียนในมหาวิทยาลัย หรือว่าเป็นตำรากระแสหลักพอสมควร ตรงที่มันไม่ได้สอนเราให้เข้าใจทฤษฎียากๆ หรือสอนเราให้คำนวณสูตรแบบยากๆอ่ะ กลับกันเลย มันสอนให้เรารู้จักการตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผลภายใต้ความขาดแคลน เอ่อ เราทุกคนมีวันหมดอายุคือความตาย นั่นเองนะครับผม ความจริงข้อนี้แหละที่มันเป็นจุดเริ่มต้นของอ่า เศรษฐศาสตร์ เพราะว่าเมื่อเรามีเวลาที่จำกัด ทรัพยากรอื่นๆมันก็ย่อมจำกัดตามไปด้วย อาหาร เสื้อผ้า บ้าน เวลาและพลังงานของเราที่บอกว่าจำกัด อ่ะ ถ้าเราพูดถึงในมุมแบบองค์รวมแล้วกันในระบบมันมีไม่จำกัดหรอก เวลามันมีแบบเป็นอนันต์ มันคืออะไรยังไม่รู้เลยแบบมีมากมายมหาศาลน่ะ แต่ที่เราพูดคำว่าเวลามีจำกัดอ่ะ คือเวลาที่เป็นชีวิตมนุษย์ที่คนๆนึงจะตัดสินใจใช้มันเนี่ย มันมีจำกัด สมมุติว่าเราไปเที่ยวต่างประเทศ ขอยกตัวอย่างนิดนึง เราจะเอาเวลามีค่าของเราไปกับการเที่ยวทะเล ไปคาเฟ่ ไปปีนผา หรือไปเดินป่า ทุกๆการตัดสินใจนั่นหมายถึงการเลือกที่จะเสียสละโอกาสที่จะได้เลือกทางอื่นนั่นเองนะครับผม

ซึ่งเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนมองว่าเศรษฐศาสตร์ก็คือศาสตร์ที่ศึกษาการตัดสินใจของมนุษย์ภายใต้พื้นฐานของความขาดแคลน ทุกการกระทำของมนุษย์นั้นมีเหตุผลเสมอ ไม่ว่าเหตุผลนั้นมันจะฟังดูไม่เข้าท่าสำหรับคนอื่นก็ตาม คือผมก็ยังรู้สึกว่าข้อเนี้ย ผมก็ได้เรียนในเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยอยู่ก็คือแบบ โอเค ทรัพยากรบนโลกมีอยู่อย่างจำกัด แต่ว่าความต้องการของมนุษย์นั้นมีไม่จำกัด อะไรก็ว่าไป แต่ว่าเวลาของเรามีจำกัด เพราะฉะนั้นมนุษย์ต้องตัดสินใจภายใต้ความขาดแคลน โอเค มันยังมีจุดเชื่อมโยงที่มันยังเป็นเศรษฐศาสตร์ที่เราเรียนกัน ยังอยู่ในมหาวิทยาลัยอยู่ แต่ลองฟังกันไปเรื่อยๆเราจะเห็นความแตกต่าง

เศรษฐศาสตร์ออสเตรียนยังสอนเราอีกว่า คุณค่าที่มนุษย์ คนที่มนุษย์คนนึงเนี่ยจะตีความมันมีไม่เหมือนกันเลย คุณค่าที่มนุษย์คนนึงจะตีความเนี่ย หรือจะพูดว่าไงดี คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ตัววัตถุ เห็นนี้มั้ย เห็นนี้มั้ย จะบอกว่าเนี่ยราคาเท่าไหร่ก็ได้ คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ตัววัตถุ ไม่ได้อยู่ที่ตัววัตถุ แต่คุณค่าอยู่ในสมองมนุษย์ เอ่อ สมมุติว่าฟังดูร่องรอยดีใช่ไหม ใช่ไหม คุณค่ามันแล้วแต่ context ที่มนุษย์คนนั้นน่ะตีความ ไก่ย่างหอมๆตัวนึงน่ะ เวลาเราเดินผ่านร้านค้าใช่มั้ย เรารู้สึกว่าแบบ เออ มันก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากอ่ะ เออ มันมันก็เป็นไก่ย่างที่เรากินบ่อยๆ เราก็ไม่รู้สึกอยากจะกินมัน เพราะเราก็เพิ่งกินข้าวอิ่ม มันแล้วแต่กับกันคนที่อยู่ในป่า เราอารมณ์ว่าแบบ ตัวเราคนเดียวกันเนี่ย ที่ติดอยู่ในป่าเนี่ย ไม่มีอะไรกินมาหลายวันเนี่ย ไก่ย่างตัวนั้นมันอาจจะเป็นสิ่ง ที่ล้ำค่ามากๆ แม้ว่าจะเป็นไก่ตัวเดียวกัน แต่ว่าคุณค่ามันก็เปลี่ยนไปตาม context ใช่มั้ย เปลี่ยนไปตามสถานการณ์และความต้องการของเรา เราเรียกสิ่งนี้ว่าการประเมินคุณค่าแบบอัตวิสัย หรือที่แบบ Bitcoiner จะชอบเรียกว่า subjective value นะ ก็คือมนุษย์เนี่ยตีความคุณค่าไม่เหมือนกัน คือจะบอกว่าการที่คือมันเราทำมันทำให้เราแบบ เข้าใจคนอื่นๆมากขึ้น การที่คนนึงตัดสินใจไม่เหมือนเราอ่ะ มันไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นผิด ภูมิหลัง ภูมิหลังของคนเราไม่เหมือนกัน แล้วกัน ภูมิหลังที่จะ เอ่อ เค้าเรียกอะไรอ่ะ shape ให้การตัดสินใจของคนๆนึงอ่ะ มันเป็นไปในแบบที่เขาเชื่อมันล้วนไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแบบ ข้อนี้มันอาจจะทำให้เราลดการตัดสิน ลดการตัดสินใจคนอื่นได้นั่นเองนะครับผม

ก็ประมาณนี้ มาถึงในส่วนของข้อที่ 3 ที่ผมมองว่าจะเป็นไฮไลท์ ที่ผมอยากจะพูดในคลิปนี้ เรากำลังจะพูดถึงการสร้างความมั่งคั่งในแบบฉบับของออสเตรียนั่นเอง อืม การสร้างความมั่งคั่งจริงๆ อ่ะ มันไม่ใช่การมีเงินเยอะๆ ในออสเตรียนเรามองว่าการสร้างความมั่งคั่งที่แท้จริงมันคือการสั่งสมทุน หรือจะบอกว่าการสะสมทุนก็ได้ ซึ่งถามว่ามีเงินเยอะๆ มันแปลว่ามั่งคั่งได้มั้ย ก็อาจจะได้แหละ แต่เงินมันเป็นแค่ subset นึงของทุน ทุนมันตีความได้หลากหลายมาก มันอาจจะหมายถึงเครื่องมือในการผลิตสินค้าอะไรบางอย่าง มันอาจจะหมายถึงเครื่องจักร โรงงาน ที่ดิน เงินตรา หรือแม้กระทั่ง know-how อ่า ความรู้ที่อยู่ในหัว ทักษะที่เราได้ร่ำเรียนมาจากครูบาอาจารย์ที่ท่านประทานความรู้มาให้

ซึ่งการจะได้สินค้าประเภททุนมาเนี่ย คือมนุษย์มันไม่สามารถเสกพลังงานขึ้นมาจากอากาศได้ มันจะเปรียบเทียบยังไง มนุษย์มันไม่สามารถเสกสินค้าประเภททุนมาได้ จะได้มาซึ่งสินค้าประเภททุน ทุกคน มนุษย์ทุกคนต้องผ่านการชะลอการบริโภค เก็บออมเพื่อลงทุน ลงทุนอะไร ลงทุนสร้างสินค้าประเภททุน เพื่อเอาไอ้สินค้าประเภททุนเนี้ย มันจะทำให้ให้เราสามารถผลิตได้มากยิ่งขึ้น ผลิตได้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ยังไม่เห็นภาพใช่ไหม เดี๋ยวผมจะลองอธิบายให้เห็นภาพมากกว่านี้ ก็คือเราลองนึกภาพชาวประมง 2 คนฮะ คนนึงเนี่ยจับปลาด้วยมือเปล่า อีกคนนึงเนี่ยใช้เบ็ดจับปลา อย่าเพิ่งมาสไลด์นี้ก็ได้ คนนึงเนี่ยจับปลาด้วยมือเปล่า อีกคนเนี่ยใช้เบ็ดตกปลาใช่มั้ครับ เราน่าจะตอบไม่ยากเลยใช่มั้ว่าไอ้คนที่ใช้เบ็ดจับปลา ไอ้ไอ้คนที่ใช้เบ็ดตกปลามันย่อมจับปลาได้มากกว่า จับปลาได้หลากหลายมากยิ่งยิ่งกว่า ไอ้คนที่ใช้มือจับปลา นั่นเอง เออ ทำไมพูดไม่เป็นคำวะ เออ การที่เราใช้เบ็ดตกปลาเนี่ย มันย่อมหมายถึงว่าอ่ะ ถ้าพูดถึงการที่เราจับปลา การสร้างคุณค่าด้วยการจับปลา ใช่มั้ย ไอ้คนที่ใช้เบ็ดตกปลามันย่อมสร้างคุณค่าได้มากยิ่งกว่า แล้วถามว่าไอ้เบ็ดตกปลาของชาวประมงที่มีเบ็ดเนี่ย มันมาจากไหน มันไม่ได้มาจากอากาศ ไอ้ชาวประมงคนนั้นเนี่ย เอ่อ บนพื้นฐานที่ว่าบนโลกนี้ไม่มีเบ็ดตกปลามาก่อนนะ ชาวประมงคนนั้นเนี่ย เค้าอาจจะแบบรู้สึกว่าไอ้การที่เราใช้มือจับปลาเนี่ย มันอาจจะช้าไปหน่อย มันอาจจะกินแรงไปนิดนึงฮะ ชาวประมงก็ต้องเสียสละเวลา แรงงานแล้วก็ทรัพยากรในการแบบ ประดิษฐ์อุปกรณ์ขึ้นมาสักอันนึงที่จะช่วยให้เขา เอ่อ จับปลาได้มากยิ่งขึ้น อาจจะตั้งชื่อน่ารักๆว่าเบ็ดตกปลาแล้วะกัน ซึ่งก่อนที่ชาวประมงคนนั้นจะสร้างขึ้นมา ต้องทำงานเกินกว่าที่เขาต้องการจะบริโภคในวันนั้นน่ะ สมมุติว่าเขากินปลาวันละ 5 ตัวใช่ไหม เขาต้องหาปลาให้มากเผื่อในวันพรุ่งนี้ ในวันมะรืน หรือในวันต่อๆไป เพื่อที่จะเอาเวลาตรงนั้นน่ะ เอาเวลาที่จะไม่ต้องเอาไปจับปลา น่ะ เอามาผลิตผลิตอุปกรณ์มาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือในการจับปลาให้มากยิ่งขึ้นใช่

เอ่อ การเก็บปลาไว้นี่แหละที่เราเรียกว่าการเก็บออม การที่เราหาปลามากกว่าที่เราจะบริโภคในแต่ละวันนั่นแหละ มันเปรียบเสมือนการเก็บออมของเรานั่นเอง ซึ่งกระบวนการทั้งหมดเนี้ย มันมีความเสี่ยง มันไม่มีอะไรมารับประกันเลยว่าไอ้อุปกรณ์ที่เรากำลัง ที่เขาำลังจะพัฒนาอยู่เนี่ย มันจะใช้งานได้จริงหรือเปล่า เขาอาจจะเสียทั้งแรง เสียทั้งเวลา เสียทั้งปลาทั้งหมดที่เก็บมา แบบไปฟรีๆก็ได้ อาจจะไม่เกิดประโยชน์อะไรก็ได้ แต่ถ้าเกิดมันสำเร็จขึ้นมาล่ะ มันอาจจะทำให้เขาสามารถหาปลาได้มาก กว่าทุกคนในหมู่บ้าน ด้วยการใช้เวลาได้น้อยลง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น อ่า ใช่มั้ย แล้วไม่ใช่ไม่ใช่ว่าแบบ หาปลาได้จำนวนมากขึ้นนะ เขาอาจจะหาปลาได้หลากหลายชนิดมากกว่า เขาอาจจะหาปลาได้แบบในพื้นที่ที่ธุระกันดารได้มากกว่าทุกคนอีก การที่เขาเนี่ยสามารถที่จะสร้างคุณค่า สามารถที่จะหาปลาได้มากกว่าคนอื่น ด้วยวิธีการที่ซับซ้อนกว่าคนอื่นเนี่ย เราเรียกกันว่าแบบการเพิ่มผลิต หรือว่า productivity นั่นเอง ซึ่งไอ้การที่ชาวประมงเนี่ย จะทำอย่างนี้ได้เนี่ย เขาจำเป็นจะต้องเสียสละความสุขเล็กๆน้อยๆในวันนี้ เพื่อสร้างอุปกรณ์ในการผลิตขึ้นมานั่นเองนะครับผม แสดงว่าชาวประมงคนเนี้ย เขาจะมีเทรดอยู่ อย่างนึง เขาจะมีแบบมีเค้าเรียกว่าอะไร คุณสมบัติอย่างนึงก็คือเขาจะเป็นคนที่มองไกล เจะเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับอนาคตมากกว่าปัจจุบัน หรือที่ในภาษาไทยเราจะคุ้นหู กันในคำว่าอดเปรี้ยวไว้กินหวานนั่นเอง

ขอ ย้ำอีกทีว่าการที่มนุษย์เนี่ย จะเจริญขึ้นมาได้ มนุษย์คนนั้นจะเจริญขึ้นมาได้ เขาจำเป็นจะต้องสะสมสินค้าประเภททุน ซึ่งการจะสะสมสินค้าประเภททุนขึ้นมาได้ มนุษย์ทุกคนล้วนแล้วจะต้องผ่านการชะลอการบริโภค การเก็บออม และการนำไปลงทุนเพื่อสร้างสินประเภททุนนั่นเองนะครับผม นี่แหละ ที่เป็น Playbook นึงที่ผมมองว่าเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนให้กับผม ให้กับพี่ๆน้องๆชาว Bitcoin ที่เขารู้สึกว่า เอ้ย ไม่ว่าเขาจะเกิดมายากดีมีจนอะไรเขาก็สามารถนำบุ๊กไปใช้ได้

ขอเสริมอีกนิดนึง ขอต่อไปอีกนิดนึง ถ้าเกิดชาวประมงคนเนี้ย เขายังใช้ Playbook เดียวอยู่เนี่ย เอ้ย เขาจะยังใช้ Playbook นี้อยู่ต่อไปเรื่อยๆ นั่นเองนะฮะ ชาวประมงคนนี้เขาจะเริ่มขยับขยายความมั่งคั่งของเขา ไอ้ Facebook ของการชะลอการบริโภคใช่ไหม สร้างคุณค่าให้มากกว่าที่กิน ชะลอการบริโภค เก็บออม แล้วก็นำไปลงทุน สั่งสมทุนไปเรื่อยๆ ทำแบบนี้วนรูบรูไปเรื่อยๆ ความมั่งคั่งของเขาจะเริ่มขยับขยายไปเรื่อยๆ เขาจะเริ่มมี ใช่มั้ย เขาจะมีในการแบบทำประมงที่มาก กว่าชาวบ้านน่ะมากๆเลย มากกว่าคนอื่นแบบถมเถเลยอ่ะ จนกลายเป็นเขาเรียกอะไรเป็นกลายเป็นเจ้าสัว อาจจะเป็นแบบนายทุนน้อย ใช่มั้ย เอาจะกลายเป็นนายทุนน้อยไปเลยก็ได้ นายทุนน้อยในที่นี้หมายถึงว่าเขามีทั้งประสบการณ์ มีทั้งทักษะ มีทั้งเครื่องจักร มีมีทั้งทุนและมีทั้งแรงงาน การที่เขาจะขยับขยายความมั่งคั่งของเขา โดยการแบบ คือเขาสามารถมีสินค้าประเภททุนน่ะ ในการแบบหาปลามีเบ็ดมีเบ็ดมีเบ็ด เขา มีได้ระดับนึงอ่ะ ตัวเขาคนเดียวไม่สามารถที่จะใช้มันเพื่อผลิตได้อย่างมา เพื่อที่จะจับปลาได้อย่างมหาศาล เขาจำเป็นจะต้องจ้างแรงงานและขยับขยาย พัฒนาเครื่องจักรในการผลิตขึ้นมาอีก อาจจะเป็นเรือในการออกไปจับปลาแบบกลางทะเล อย่างเงี้ย ที่ทำให้เขาแบบหาปลาได้เยอะมากๆ เบ็ดที่เขาจะพัฒนา เขาอาจจะพัฒนาไปเป็นอวน พัฒนาไปเป็นแบบ โอ้โห กระชังปลาอะไร ที่ทำให้เขาแบบคือออกทะเลครั้งเดียวแบบ หาปลาได้เป็นตันน่ะ เปรียบเทียบกับอีตาที่ยังใช้มือจับปลา คือมันมันมันไม่ทันกินน่ะ เออ และสิ่งที่จะมาพร้อมๆกันนั่นก็คือเงินที่จะไหลมาเทมา เนื่องจากเราสร้างคุณค่า การสร้างคุณค่าก็คือเขาเรียกอะไร เราไม่สามารถแบบเสกเงินขึ้นมาได้ถ้าเราไม่ใช่รัฐบาล การหาเงินก็คือการที่เราหยิบเงิน จากเขาเรียกอะไรย้ายเงินจากกระเป๋าคนอื่นมาสู่ในกระเป๋าเรา ด้วยการสร้างคุณค่า การที่เรามีอุปกรณ์แล้วก็เครื่องจักรในการผลิตเยอะขนาดนี้ มันทำให้เราสร้างคุณค่าได้เยอะกว่าอื่นมาก ๆ

สิ่งที่จริงๆพอยสำคัญที่ผมจะสื่อในสไลด์นี้เลยก็คือ ไอ้ตรงที่เป็นแรงงานนะ ส่วนที่เป็นแรงแรงงานนี่แหละที่มันจะเพิ่มขึ้นมา แล้วมันจะเป็นส่วนที่เราจะต่อยอดในสไลด์ต่อไปนะครับผม แต่ผมขอเสริมอีกนิดนึงเลย ก็คือกระบวนการสร้างความมั่งคั่งของไอ้ชาวประมงคนเนี้ย ของเจ้าสัวคนเนี้ย เอ่อ เขาก็สร้างความมั่งคั่งของเขาไปนั่นแหละ สั่งสมไปเรื่อยๆจนถึงวันนึงเนี่ย เขามีลูกมีหลานใช่มั้ย เขาก็ส่งต่อความมั่งคั่งให้ลูกหลานต่อไปนั่นแหละ ใช่มั้ย ลูกหลานของเขาน่ะ พอได้รับทรัพย์สมบัติกลับมา อ่า ได้รับทรัพย์สมบัติมาไว้กับตัวเองแล้วเนี่ย เขาก็จะมีเขาเรียกมีรูมมากพอให้เขาเนี่ย ได้ลองผิดลองถูก เขาไม่จำเป็นต้องมาลองประดิษฐ์เบ็ด ไม่ต้องมาลองประดิษฐ์เรือประดิษฐ์อวนอะไรอย่างงี้ และเอาจจะไปทำอย่างอื่นก็ได้ แต่ อย่างน้อยๆเนี่ย ไอ้ทุนไอ้ทรัพย์สมบัติที่เขาได้รับตกทอดมาเนี่ย มันก็จะเป็นเหมือนบัฟเฟอร์ให้เขาได้ทดลองได้ละเล่นนั่นแหละ หรือที่หลายๆคนที่จะชอบใช้คำว่าล้มบนฟูกอ่ะ อ่า แต่ในมุมมองของออสเตรียน หรือแบบ Bitcoiner หลายๆคนเนี่ย เรามองว่าไอ้การล้มบนฟูกอ่ะ มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายครับนะ คือมันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเลยนั่นเองนะครับ ที่คนๆนึงจะสร้างตัวมาจนร่ำจนรวยแล้วก็ส่งต่อทรัพย์สมบัติของเขาให้ลูกหลาน แล้วก็ลูกหลานของเขาก็นำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อเนี่ย คือมันไม่ใช่เรื่องผิด นี่คือสิ่งที่อ่า เราอยากจะนำเสนอในคลิปนี้

เป็นอีก message นึง ถามว่ามันจะให้ความรู้สึกไม่แฟร์มั้ยที่แบบคนๆนึงมันเกิดมาพร้อมกับต้นทุนมากมายเลย คนเรามันเกิดมาไม่เท่ากัน แต่ทำไมไอ้นั่นมันมีต้นทุนมากเรามากกว่าเราวะ เออ ทำไมเราเป็นคนที่เกิดมาแล้วแบบพ่อกับแม่ไม่มีอะไรให้ชัดเลย โอเค มันอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับคนอื่น ผมเข้าใจความรู้สึกดี เพราะผมก็เป็น แต่จริงๆแล้วอ่ะ ความเจ๋งของทุนนิยมใช่มั้ย ความเจ๋งของทุนนิยมเลยก็คือคนเราเกิดมาพร้อมต้นทุนไม่เท่ากัน มันทำให้แต่ละคนเรียนรู้การใช้ทุนนั้นน่ะ ให้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้คุ้มค่าสูงสุดในแบบของตัวเอง เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของตัวเอง กลับกันเราลองคิดนะ คนที่เราได้คนที่ได้ทรัพย์สมบัติได้รับมรดกต่อตกทอดมาจากพ่อกับแม่เนี่ย ถ้าเขาไม่ได้เรียนรู้ที่จะรักษาทุนที่บรรพบุรุษของเขาสร้างไว้ให้เนี่ย ทุนมันก็จะไหลไปสู่มือคนอื่น เราก็จะเห็นหลายคนที่แบบ อ่า ได้ยินคำนี้ใช่มั้มั้เอ่อ เกิดเป็นลูกคนรวย ถ้าเกิดไม่ทำตัวหัวกล้วยเกินไปน่ะ ยังไงก็ไม่จน ยังไงก็เจริญ มันถูกต้องแล้วฮะ แค่บางทีเรารู้สึกว่าเราตีความคำนี้ผิดไปนิดนึงตรงที่ว่าเออไอ้คนที่ล้มบนฟูกเนี่ย มึงไม่มีทางแบบมึงไม่มีสิทธิ์ที่จะมาอ่า เค้าเรียกอะไรอ่ะมาสอนคนอื่นหรอก แบบเฮ้ย ผมว่าจะมองอย่างงั้นมันก็น่าเศร้านิดนึงนะฮะผม ความเจ๋งของทุนนิยมก็คือถ้าไอ้คนที่รับช่วงต่อมรดก อ่ะไม่มีปัญญาที่จะใช้ทุนทรัพย์นั้นน่ะให้เกิดประโยชน์สูงสุดน่ะ ไม่ช้าก็เร็วทุนมันก็จะไหลไปสู่มือของคนอื่นนั่นเอง นั่นคือความเจ๋งของระบบทุนนิยมนะครับผม

โอเค กลับมานะฮะ แล้วถ้าเกิดเราอ่ะเป็นคน ที่เกิดมาโดยไม่มีต้นทุนอะไรเลยล่ะ เอ่อ จะบอกว่าเป็นคนประเภทเดียวกับผมเลยก็ได้ ถามว่ามันไม่มีต้นทุนขนาดนั้นเลยมั้ย มันไม่ใช่มันไม่ใช่ ผมกำลังเปรียบเทียบว่าเราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาล หรือว่ามรดกตกทอดที่แบบระดับที่แบบคราบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดอ่ะ แต่ว่าเราอยากที่ จะอยากจะรวยอ่ะ ว่าสั้นๆเราจะทำยังไง อ่า ลืมสไลด์นี้ไปได้ไง อ่า ก็คือถ้าเกิดเราเกิดมาไม่มีต้นทุนเลยเหรอ เราจะทำไงดี ย้อนกลับไปที่ไอ้ชาวประมงเมื่อกี้ ผมบอกไว้แล้วใช่มั้ยว่า point นึงเนี่ย พอถึงจุดๆนึงเนี่ย ชาวประมงที่ต้องการที่จะขยายความมั่งคั่งของเขา เขาก็ต้องจำเป็นที่จะจ้างแรงงานมาใช้ เอ่อ เครื่องจักรในการผลิตของเขาใช่มั้ย ตรงนี้แหละที่มันจะเป็นที่สำหรับคนที่ไม่มีต้นทุนอย่างเราเนี่ย ได้แทรกตัวเข้าไป เราจะบอกว่าจริงๆทุนติดตัวของเราอ่ะ มันจะมีอยู่ อย่างหนึ่งเหมือนๆกันทุกคนเลยก็คือเวลา ครับ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบ ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เราทุกคนล้วนมี 24 ชม.เท่ากัน เราทุกคนล้วนตื่นมาพร้อมกับ เอ่อ 86,400 วินาทีเท่าๆกันนะฮะ อาจจะไม่เท่ากันบ้างในบางพื้นที่ที่ระดับความสูงจากน้ำทะเลที่แตกต่างกัน เพราะว่าแรงโน้มถ่วงจะไม่เท่ากัน ส่งผลให้เวลานั้นไม่เท่ากัน พูดทำไมวะ เอ่อ ลืมประโยคหลอนเมื่อกี้เกิน ลืมลืมลืมประโยคเมื่อกี้เกินไปก่อนนะ สิ่งที่ผมจะสื่อก็คือทุกคนน่ะมี 24 ชม.เท่ากันนะฮะ ซึ่งใน 24 ชม.เท่ากันเนี้ย มันจะมีเวลาที่ 2 ส่วน มันจะมีเวลา 2 ส่วนที่เราเอาไปถีบจักรกับเวลาว่าง คนเราที่มีเวลาถีบจักรเหมือนกัน มีเวลาว่างเหมือนกัน เนี่ยคืออะไร เวลาถีบจักรก็คือเวลาที่เราจะใช้มันในการทำงานหาเลี้ยงชีพตัวเองใช่ไหม ใช้เพื่อให้แบบตัวเองมีชีวิตรอดไปวันๆแบบเลี้ยงที่บ้าน เลี้ยงครอบครัว เลี้ยงตัวเองใช่มั้ย อ่า ส่วนเวลาที่เหลือนอกจากเอาไปถีบจักรน่ะ เราก็มักจะเรียกว่าเป็นเวลาว่างนั่นแหละ

อืม ผมเชื่อว่าความมั่งคั่งของคนเราอ่ะ จะตัดสินกันจากคุณภาพของการใช้เวลาว่างของแต่ละคน เอ่อ คือเราสามารถเลือกได้ว่าเราจะใช้เวลาว่างไปกับการบริโภค ดูอนิเมะ ซีรีย์ หรือดู Netflix ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดนะ ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งทัวร์ลงกู มันเป็นเรื่องของคุณ คุณจะใช้ยังไงมันก็เรื่องของคุณใช่มั้ คุณค่าเป็นเรื่องปัจเจก คุณใช้ไงก็เรื่องของคุณ แต่มันก็ยังมีอีกทางเลือกนึงสำหรับคนที่อยากจะสร้างตัว มันคือการใช้เวลาว่างไปกับการผลิต สำหรับคนอย่างเราที่ไม่ได้มีพ่อแม่ ที่แบบร่ำรวยชิบหายขนาดนั้นเนี่ย ไม่ได้มีมรดกตกทอดอะไรเนี่ย การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุดเนี่ย มันคือการเอาไปใช้เรียนรู้กระบวนการผลิต กระบวนการสร้างคุณค่า อืม ซึ่งตัวอย่างที่ตัวอย่างนึงที่ดีมากๆเลยในการแบบเรียนรู้วิธีการผลิตก็คือการเอาเวลาของเราเนี่ย เอาเวลาว่างของเราเนี่ยไปขาย เอาไปทำงาน ไปเค้าเรียกว่าไปทำงานให้กับพวกเจ้าสัวกับคนที่เก่งกว่า เนี่ย เห็นมั้ยว่าพวกเจ้าสัวเขาต้องจ้างแรงงาน เราเนี่ยเสนอไปเป็นเสนอตัวไปเป็นแบบ แรงงานให้กับเขาเนี่ย เพื่อเรียนรู้จากเขา สั่งสมทุนของตัวเองไปพร้อมกันกับการที่เราได้เรียนรู้ทักษะที่เขาจะถ่ายทอดให้ สั่งสมทุน ทุนเนี่ย มันไม่ได้มีแค่เงินอย่างเดียว โอเค เงินน่ะอย่างนึงอ่ะต้องได้แล้วเราทำงานให้ อ่า ได้ค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนอะไรอย่างงี้ใช่มั้ย เอ่อ แต่สิ่งที่เราจะได้ก็คือความเชี่ยวชาญใช่มั้ย เออ ความรู้อะไรอย่างเงี้ย เพราะว่าสิ่งสำคัญของการเป็นลูกจ้างเนี่ย มันไม่ใช่การเป็นแรงงาน โทษทีเมื่อกี้ลิ้นพันกัน สิ่งสำคัญของการเป็นลูกจ้างเนี่ย มันไม่ใช่ค่าแรง แต่มันเป็นโอกาสในการเรียนรู้ โอกาสในการเรียนรู้ โอกาสในการสร้าง อ่า connection แล้วก็โอกาสในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่นายจ้างของเราเนี่ย ได้ตกตะกอนออกมา เขาได้เจ็บตัวมาก่อนเรา เขาพร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้งี้ให้เราอยู่แล้วอ่ะ เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดให้เห็นภาพเลย เด็กจบใหม่หลายๆคน เราสามารถเอาเวลาของเราเนี่ย ไปเริ่มทำงาน เอาไปเริ่มเรียนรู้จากเขาเรียกอะไร เอาตัวเองไปแทรกตัวเข้าไปในกระบวนการผลิต งี้ใช่มั้ย เริ่มทำงาน เงินเดือนน้อยไม่เป็นไร เงินเดือนน้อยมันไม่สำคัญหรอก สิ่งที่เราโฟกัสมากกว่าก็คือโอกาสในการทำงานในบริษัทดีๆ การที่เราได้คลุกคลีกับคนที่เก่งๆ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิตของเขา แล้วก็ผมคิดว่าตรงนี้แหละที่เป็นประสบการณ์สำคัญที่มันจะมีค่ามากๆ ที่จะเป็นต้นทุนในระยะยาวของเรานะฮะ

ก็ถ้าเกิดเราไม่พร้อมที่จะเป็นนายตัวเองตอนเนี้ย มันไม่เป็นไร เอ่อ มันไม่เป็นไรเลย ระหว่างนี้เราก็เก็บเงิน สั่งสมประสบการณ์ไปก่อน และอีกสิ่งนึงเลยก็คือ เอ่อ ประสบการณ์งานแล้วก็ความรู้ตรงเนี้ย มันจะเป็นลมหนุนที่ถึงวันนึงเนี่ย เราเริ่มที่จะลองสร้างคุณค่าในแบบของเรา เราเริ่มเอาสิ่งที่เราได้เรียนรู้เนี่ย มาลองทำในแบบของเราเองเนี่ย พอถึงเวลามันได้ทำเองนะฮะ เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงช่วงในการฝึกงาน หรือช่วงที่เราได้เป็นแรงงานเนี่ย เราจะไม่แค่มองหาการที่เราได้อยู่ในสถานะของการมีงานทำ เพนึกภาพออกมั้ย แบบอารมณ์ประมาณว่า โอเค ฉันไม่มีเงินเดือน เพราะฉะนั้นฉันก็ไปหางานทำเพื่อให้ฉันให้เพื่อให้แบบตัวเองมีงานทำอะไรเงี้ย จบแล้วมีงานทำแล้วได้เงินเดือนแล้วไม่อ่ะ ถ้าเกิดเรา get Austrian เมื่อกี้ อืม เรา get เรื่องของการสร้างคุณค่า สิ่งที่เราจะขวนเอ่อ ขวนขวายหาจากการทำงาน อะไรก็คือประสบการณ์ในการทำงาน portfolio อ่า ผลงานที่ในอนาคตเราจะเคลมได้ว่านี่แหละคือหยาดเหงื่อแรงงานของเรา ที่ได้ทุ่มเทให้กับสิ่งๆนี้ สิ่งนี้มันจะเป็นทางเลือกของเราในอนาคตใช่มั้ย เออ คือถ้าพูดถึงสถานะหนูถีบจักร อ่า เข้าใจคำว่าหนูถีบจักรมันหมายถึงว่า แบบสถานะที่เราเนี่ยแบบไร้ทางเลือกมากๆ จนถูกบีบให้ต้องแบบทำงานแบบทำงานอย่างเดียว อ่ะ เออ เพื่อที่จะเอ่อ ไอ้การที่สถไอ้สถานะที่ถูกบีบขนาดนั้นน่ะ มันอาจอาจจะมาจากหนี้ อาจจะมาจากภาระ อาจจะมาจากความคาดหวังของครอบครัวอะไรก็ว่าไปอ่ะ แต่สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราหลุดพ้น หรืออย่างน้อยๆก็คือช่วยเราออกจากสถานะนั้นน่ะ มันคือทางเลือก การสะสมทางเลือก การสะสม portfolio ที่จะเป็นแบบหนึ่งในการแบบสร้างทางเอ่อ การสร้างทางเลือกให้กับตัวเองนั่นเองนะครับผม

ก็นั่นแหละ ฮะ จะพูดว่าไงดี มันน่าเสียดายที่หลายๆครั้งในหลายๆครั้งเราคุยกับคนในยุคนี้ นะ เขาไม่มองอย่างนี้กันนะ หลายคนจะโฟกัสแค่ในมิติของการเรียกเงินเดือนสูงๆ ซึ่งหลายๆครั้งที่เราเห็นตามข่าวก็คือเราไม่มี เราไม่ได้มีคุณสมบัติมากพอที่จะเรียกเงินเดือนสูงๆขนาดนั้นด้วยซ้ำ แต่ว่าเราก็เรียกไปก่อนนะ เราเข้าใจว่าเราเรียนจบในมหาวิทยาลัยดีๆ เราเรียนจากคณะนี้ดีๆ แล้วจะเรียกเงินเดือนสูงๆได้ นายจ้างหลายคนก็ไม่ได้มองว่าเขาโอโอเคที่เขาจะจ่ายระดับนั้นระดับนั้นน่ะ อืม ซึ่งหลายๆครั้งเราก็จะเห็นการโต้กลับในแนวว่าเออนายจ้างเอาเปรียบเรานะ เราเรียกเงินเดือนสมยอมให้อีพวกทุนนิยมอะไร เงี้ย พวกนายทุนเอาเปรียบเรา ถ้าเราเข้าใจเมื่อกี้ นายทุนคือคนที่ยอมเสียสละความสุขสบายในปัจจุบัน เพื่อเอาเงินไปลงทุนแล้วก็แบกรับความเสี่ยงทั้งหมดเอาไว้ มันมันถูกอยู่แล้วว่าแบบว่าเขาย่อมมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจที่จะใช้ทุนของเขาอ่ะ ยังไงนั่น เงินเขาไม่ใช่เงินคุณนะฮะ เออ

ก็สำหรับเด็กที่ยังไม่เรียนจบแล้วก็ที่บ้านยังส่งเสียให้คุณอยู่นะครับผม เด็กที่ยังเรียนอยู่ในชั้นมัธยม หรือว่าเด็กที่ยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยอยู่เนี้ย เอ่อ ความโชคดีอย่างนึงก็คือเรายังไม่ได้เข้าสู่ช่วงที่ เราต้องถีบจักร อ่ะ เรายังไม่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอด ย้อนกลับไปเมื่อกี้ คนเราพูดถึงมนุษย์วัยทำงาน มันจะมีช่วงเวลาอยู่ 2 ช่วงก็คือ ช่วงเวลาของการถีบจักรเอาตัวรอดแล้วก็เวลาว่างทำอะไรก็ได้ใช่ไหม เด็กที่ยังเรียนไม่จบครับ เรามีเวลาว่างเยอะมากๆนะ คือแบบคุณเลือกได้เลยว่าเราจะใช้เวลาว่างเนี้ย ที่มีอยู่อย่างจำกัดเนี้ย ไปกับการบริโภคอย่างการแบบกิน เที่ยว ดื่ม คือซึ่งก็ไม่ผิดนะ แต่ในผมแค่รู้สึกว่าถ้าเกิดผมทำเองน่ะ เออ[ __ ] นอกจากจะเสียเวลาในการเรียนรู้ มันยังจะเสียเงินไปอีกคือมั้ย เราเสียเวลาในการเรียนรู้ไปด้วย เราเสียเงินที่เป็นภาชนะในการบรรจุเวลาอีกทีนึงไป ด้วย นะ หรือเราจะใช้มันไปอีกวิธีนึงนั่นก็คือ ใช้มันไปกับการผลิต ลองจำลองลองตัวเองเป็นผู้ผลิตดู เราไม่เราไม่จำเป็นต้องผลิตแบบสินค้าหรือบริการอะไรก็ได้ ลองลองสร้างคุณค่าอะไรสักอย่างนึง สมมุติว่าอ่ะ ผมเรียน Marketing อย่างเงี้ย เวลาว่างของผมอ่ะทำไรลองศึกษา Personal Branding ดูมั้ยอ่ะ ตอนที่ผมเรียน Branding อ่ะ เรียน Digital Marketing อ่ะ ผมก็ดูช่องแบบเซียนเป็ดนะ เซียนเป็ดสอนทำดิจิทัล สอนหาเงินออนไลน์อ่ะ เออ ซึ่งผมก็ลองทำ Affiliate Marketing ดู ซึ่งมันก็เป็นหนึ่งส่วนสำคัญที่ทำให้ผมสามารถเก็บออม Bitcoin ได้เยอะมาก มาก ถามว่าเซียนเป็ดผมเรียนกับเซียนเป็ด ยังไงผมก็เอาเวลาว่างนี่แหละมาเรียน เออ ลองสร้างตัวดู ลองสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ดูใช่มั้ย คือบางคนอาจจะไม่ชอบออกกล้อง โอเคไม่ชอบออกกล้อง คุณก็ลองทำเพจดู ลองทำเพจให้ความรู้ เขียนบทความ ลองเขียนบทความปิดการขายดูบ้าง อ่า ลองส่ง message เข้าไปในหัวของกลุ่มเป้าหมายของคุณดูบ้างใช่ไหม จำข้อที่ 2 ได้มั้ยว่า value มันคือเรื่องของปัจเจก คือเพราะฉะนั้นเนี่ย การปิดการขายมันคือการทำให้แบบคนรู้สึกว่าสิ่งๆเนี้ย[ __ ]คุ้มค่าสำหรับเขาอ่ะ มันไม่มีคำว่าถูกหรือแพงใช่มั้ย ลองทำเรื่องอะไรพวกนี้ดูหรือยังใช่มั้ย เออ แล้วก็คือลองทำไปโดยที่อย่าไปเพิ่งไปคาดหวังว่ามันจะประสบความสำเร็จ มันจะแมส มันจะขายได้เป็นกอบเป็นกำ อ่า คืออย่าเพิ่งไปคิดเรื่องพวกนั้นเลย กลับกันเลย สิ่งที่เราต้องการจริงๆมันคือความรู้ ประสบการณ์ เราอาจจะยังไม่รู้หรอกว่าอะไรมันใช่ แต่ที่แน่ๆมันรู้แหละว่าอะไรที่ไม่ใช่ ใช่มั้ย

แล้วก็อีกหนึ่ง อ่า อันนี้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพอีกหนึ่งทางเลือกเมื่อกี้ ที่ผมบอกว่าเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆเลยก็คือ ลองหาอาจารย์สักคนนึงดู ลองหาอาจารย์สักคนนึงดูครับ ว่าเขาทำอะไรยังไง อ่า คนที่เราะรู้สึกว่าแบบ เราชอบเขามาก เราเคารพเขามากๆน่ะ ลองมาทำงานให้เขาดูดิ ลองอาสาไปเป็น PA ลองอาสาไปทำงานให้เขา ลองดูว่าในสถานการณ์เดียวกัน เขาคิดยังไง เขาแก้ปัญหายังไงใช่มั้ย เขาต้องเคยเจ็บตัวมาก่อนเราอยู่แล้วแหละ เออ ปัญหาในชีวิตที่เรากำลังเจออยู่เนี่ย ลองเอาไปแยบๆถามเขาดู ลองสอนคำแนะนำของเขาดูว่าเขามีมุมมองเกี่ยวกับปัญหานี้ยังไงครับ อาจารย์เคยเห็นข่าว ดราม่าแบบนี้มั้ยครับ เออ อาจารย์คิดยังไงกับเรื่องนี้ครับ แล้วผมพูดกับพูดว่าหลายๆครั้งเนี่ย หลายๆครั้งเลย ไอ้ความคิดเห็นที่เราฟังอาจารย์ของพวกเราเนี่ย ฟังบทเท่าบทสนทนาของเขาเนี่ย คือเรารู้สึกว่าหลายๆครั้งมันมันช่วยเราโดยที่เราไม่รู้ตัว เออ ผมรู้สึกว่าผมรอดตายเว้ย จากช่วงเวลาแยกลำบากมาหลายครั้งมาก จากการที่เราไปแทรกตัวอยู่ในบทสนทนาของผู้ใหญ่อะไรอย่างงี้ใช่มั้ย เออ ผมก็เลยชอบแบบชอบฟังผู้ใหญ่คุยกัน ผมจะบอกว่ามันโคตรจะประหยัดเวลาที่คุณจะต้องไปดิ้นรนหาทางรอดด้วยตัวเองเลย ผมไม่ได้หมายถึงว่าคนที่เป็นเซ ไม่ใช่อย่างงั้นว่ะ เออ เออ ผมไม่ได้หมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องต้องทำอะไรตัวเองเลยนะ ไม่ใช่อย่างนั้น ผมหมายความว่าเราอ่ะจะเรียนรู้จากคน ที่เขาเก่งกว่าเรา มันจะช่วยประหยัดเวลาในการแบบ ลองผิดลองถูกเราเยอะมากเลย ในเมื่อเวลาของเรามีจำกัด อ่ะ ไอ้การที่เราไปเรียนรู้จากคนที่เก่งกว่าเราอ่ะ มันก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุดป่าววะ เออ

แล้วเนี่ย มันคือการที่เราจะสะสมผลลัพธ์ที่เป็นบวกในทุกๆวัน ในทุกๆวัน ในทุกๆ เออ แล้วผมบอกเลย ว่าคือเราจะสัมผัสได้ทุกปีเลยว่าเราเปลี่ยนไปทุกปีอ่ะ ในทางที่ดีนะ เออ ในทุกๆปีผมจะมีอาการนึงเลยก็คือ เอ้ย ช่วงเวลานี้ในปีที่แล้วอ่ะ เราทำอะไรอยู่วะ ผมจะรู้สึกว่าใน ณ เวลาเนี้ย เมื่อปีที่แล้วอ่ะ เอ้ย มันดีกว่าตอนนั้นว่ะ ในหลายๆแง่มุมอ่ะ สมมุติว่าเรื่องสุขภาพในปีที่แล้วเนี่ย เรื่องสุขภาพเราทำอะไรอยู่อ๋อ เราเล่นฟิตเนสอย่างงี้ เรากินอย่างงี้ เรามีอาการประมาณนี้ โอเค ปีนี้มันดีกว่าในปีที่แล้ว เราทำงานแบบนี้ เรามีแนวคิดแบบนี้ เรามี mindset แบบนี้ เอ้ย ในปีนี้[ __ ]ดีกว่าว่ะ นิดหน่อยอะไรเงี้ย เออ ทั้งหมดทั้งมวลเนี่ย มาจากการที่ผมแบบได้เข้าไปคลุกคลีกับกลุ่มคนที่ผมนับถือว่าเป็นอาจารย์ใช่มั้ย หลายคนมากๆ ทั้งรุ่นพี่ ทั้งรุ่นน้อง ทั้งรุ่นเพื่อน หลายๆคนเก่งมากๆ แล้วผมก็พยายามเรียนรู้จากเขา นั่นเองนะครับผม

อืม มันประหยัดเวลาเราได้เยอะเลย ลองสังเกตอะไรมั้ย ว่าคนในยุคเนี้ย เราไม่เข้าใจอย่างงั้น เราไม่เกเรื่องพวกนี้ เรารู้สึกว่าคนในสังคมพอก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานเนี่ย เรารู้สึกว่าเราอยากเก่งด้วยตัวเอง ฉันอยากจะเก่งด้วยตัวเอง อ่ะ ฉันอยากจะยืนหยัดด้วยตัวเอง อยากจะเออ เก็ดป่ะ แต่แบบจะทำยังไงอ่ะ เออ เรียกเงินเดือนสูงๆดีมั้ย เออ หรือแบบ ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมาสักอย่างเงี้ย เออ เราจะแก้ด้วยตัวเองมั้ย เราจะปรับตัวเปลี่ยนแปลงมั้ย ไม่ สิ่งที่เรามักจะทำเป็นประจำเลยก็คือรัฐบาลช่วยด้วย นั่นเองนะครับผม 3 ข้อนี้ผมรู้สึกว่ามันไม่อยู่ในตา ระบบความเข้าใจของคนในปัจจุบันเลย เวลาที่มีปัญหาอะไรสักอย่าง เราจะรู้สึกว่าเอ้ย เราขอร้องให้รัฐบาลช่วยแทรกแซงเศรษฐกิจให้หน่อย ช่วยเอ่อ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้หน่อย อุ้มเศรษฐกิจ อุ้มธุรกิจ หรือช่วยควบคุมราคาสินค้าอะไรสักอย่างให้หน่อย ซึ่งมันมักจะนำไปสู่ผลเสียในระยะยาว ที่มันน่ากลัวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมากกว่า เออ อย่างเช่นอภิมหาเงินเฟ้อ หรือการพังทลายของกองทุนด้านสวัสดิการต่างๆ หรือที่ผมเคยได้ยินมาก็คือบุคลากรทางการแพทย์อ่ะ ที่เขาต้องทำงานหนักแบบสายตัวแทบขาดอ่ะ เพื่อตอบสนองต่อนโยบายการรักษาที่มันแย่ เออ จากที่ผมบอกตอนแรกว่าแบบ ความเจ๋งของทุนนิยมอ่ะ มันคือการที่ทุนมันจะไหลไปหาคน ที่สร้างคุณค่า เงินทุนมันก็จะไหลไปหาคน ที่มีความสามารถในการใช้ทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุด คนที่สร้าง productivity ไม่เลย มันก็พูดแล้วว่าตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในโลกของทุนนิยมครับ เออ แต่ว่าเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเนี่ย เราก็จะบอกว่าเนี่ย มันเป็นความผิดของทุนนิยมนะ มันเป็นความผิดของไอ้พวกนายทุนอะไรเนี่ย เอ่อ ไม่ใช่เลย ฮะ

เมื่อกี้ยกตัวอย่างภัยพิบัติระดับสังคมใช่มั้ย เอ่อ เราลองมาคุยกันเรื่องปัจเจกดูมั้ย ปัญหาแบบปัจเจกบุคคลน่ะ เราเห็นอะไรบ้าง ที่ผมเคยเคยสัมผัสมาในการเรียนมหาวิทยาลัยนะ กระแสบริโภคนิยมมันถูกบ่มเพาะหนักมากๆ ในรั้วมหาวิทยาลัย เอาจริงๆมันถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่เราเรียนมัธยมแล้ว เราถูกทำให้เราถูกทำให้เรารู้สึกว่าเราต่ำต้อยอ่ะ ทั้งนี้เราก็ไม่ได้ต่ำต้อยอะไรอย่างเงี้ย เออ แทนที่เราจะชะลอการใช้จ่ายเพื่อสั่งสมทุน เราต้องเอาเงินที่มีอยู่เนี่ย ไปขยายการบริโภคเพื่อให้ตัวเองเนี่ย รู้สึกว่าฉันไม่ได้ต่ำต้อยนะ ให้ตัวเองรู้สึกว่าเออ กูนี่แหละรวยเลย นี่คือความแตกต่างใหญ่ๆเลย ของเศรษฐศาสตร์แบบออสเตรียนกับเศรษฐศาสตร์แบบเคนเซียน อืม เศรษฐศาสตร์ออสเตรียนเราวัดความร่ำรวยของคนจากความสามารถในการที่เขาสร้างคุณค่าได้เยอะแค่ไหน เขามี productivity เยอะแค่ไหนใช่มั้ย เขาผลิตเก่งได้แค่ไหน สั่งสมทุนได้เยอะแค่ไหน แต่เศรษฐศาสตร์เคนเซียนน่ะ เราจะสังเกตว่าอ่ะ เศรษฐศาสตร์เคนเซียน หรือที่เราจะเรียนกันตามมหาวิทยาลัยนะ เราจะสังเกตว่าเขาจะตีค่าความร่ำรวยของอะไรสักอย่าง จากผู้คน หรือระบบเศรษฐกิจ หรือรัฐบาลเนี่ย ด้วยการดูว่าคนๆนั้นน่ะ หน่วยงานนั้นน่ะ เขาใช้จ่ายเยอะแค่ไหน เขาบริโภคได้เยอะแค่ไหนใช่มั้ย ถ้าเกิดคนๆนั้นใช้จ่ายเยอะ อ่ะ เราก็รู้สึกว่าคนๆนั้นก็ดูเหมือนว่าเขาจะรวยนะ ซึ่งมันไม่จริงเลย การใช้จ่ายนั้นน่ะ เขาใช้จ่ายเยอะก็จริง แต่มันอาจจะมาจากหนี้สินก็ได้ เออ เขาอาจจะมีบ้านเยอะมากก็ได้ มีรถหลายคันก็ได้ แต่ถ้าเกิดมันมาจากหนี้ นี่ เราลองเอาความมั่งคั่งสุทธิ เอ่อ เอาความมั่งคั่งสุทธิมาบวกลบกันน่ะ สุดท้ายแล้วอ่ะ มันก็เท่ากับว่าเราไม่มีอะไรอยู่ดีเปล่าวะ แต่ระบบเฟียดมันทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอะไรได้ โดยที่เราไม่ต้องพยายามอะไร ไม่ใช่เลยนะ ที่ที่เราจะเห็นมันเกิดขึ้นในยุคเนี้ย นั่นแหละ

ผมก็เลยรู้สึกว่าออสเตรียนมันไม่ใช่ศาสตร์ที่วิเศษวิโสอะไรเลย มันคือธรรมชาติธรรมชาติของมนุษย์ที่เราทุกคนล้วนแล้วแต่มีเป้าหมาย อ่ะ แต่ถ้าเกิดเราเข้าใจออสเตรียนน่ะ เราจะรู้ว่าเราควรที่จะใช้เวลาของเราที่มีอยู่ อย่างจำกัดเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นนั่นเองนะครับผม ก็อย่างที่บอกล่ะ น่าเสียดายมากๆเลย ที่ปัจจุบันมันมีความบิดเบือนหลายๆอย่าง ที่กลายเป็นว่าคนที่เข้าใจเรื่องที่แบบ เป็นเรื่องที่โคตร simple เป็นเรื่องที่โคตรแบบง่ายๆ เข้าใจง่ายๆเนี่ย แกเป็นคน ที่แต้มแต้มต่อเฉยเลยอะไรในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวนะ

โอเค โอเค แล้ว Bitcoin เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ [เพลง] เมื่อกี้ผมพูดเรื่องเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนกับการสร้างความมั่งคั่งใช่มั้ย ต้องบอกว่ามันโคตรเกี่ยวเลยครับ ถ้าเรารู้แล้วว่าการสร้างความมั่งคั่งเนี่ย แท้ที่จริงแล้วมันไม่ใช่การสั่งสมเงินเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆมันคือการสั่งสมสินค้าทุน มันคือการสั่งสมทุน ทักษะ แรงงานใช่ไหม การที่เราจะได้อะไรพวกนี้มาเนี่ย มันไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยโดยไร้ซึ่งการออม ความสามารถในการเก็บออม ปัญหามันก็อยู่ตรงที่ว่าในสังคมปัจจุบันเนี้ย มนุษย์สูญเสียความสามารถในการเก็บออมไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าเงินเฟ้อ เราจะออมเงินยังไงไม่ให้โดนเงินเฟ้อกัดกินครับ เราจะเก็บรักษาเงินยังไงไม่ให้มันเสื่อมมูลค่า ตรงนี้แหละที่ Bitcoin เข้ามาตอบโจทย์ Bitcoin ไม่เหมือนเงินเฟียดครับ ตรงที่ อ่า รัฐบาลมันพิมพ์ Bitcoin เพิ่มไม่ได้อ่ะ ใช่มั้ย มันทำให้ Bitcoin มันสามารถรักษาอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของมันได้ได้แบบ เมื่อเวลาผ่านไป แต่ว่าเทียบกับเงินเฟียดแล้วเนี่ย ในอนาคตก็คือเงินพวกเนี้ยมันจะมีมูลค่าลดลง ลองนึกภาพ 10 ปีข้างหน้า ในวันที่เราตัดสินใจแล้วว่าโอเคกูจะเป็นนายทุน วันนี้แหละ เราจะควักเงินไปซื้ออุปกรณ์ในการผลิตอะไรสักอย่างนึงอ่ะ อ้าว ซื้อของน้อยลงว่ะ มันทำให้ความยากในการเป็นนายทุนของเราอ่ะ การเป็นนายทุนน้อยเนี่ย มันยากขึ้นแบบบรมเลยอ่ะ เออ สำหรับคนที่เก็บรักษาเงินออมของเขาในรูปแบบของเงินเฟียด ในเงินรัฐบาลน่ะ แตกต่างจาก Bitcoin ครับ Bitcoin มันมีจำกัด มันมีจำนวนจำกัด ผลิตเพิ่มไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ มันเป็นเงินที่ดี เป็น hard money ที่รักษา purchasing power เอาไว้ได้ สำหรับคนที่เลือกเก็บเอาใน Bitcoin จะได้เปรียบมากๆในการที่เขารักษาอำนาจในการซื้อของเขาไว้ได้

มันไม่ใช่สำหรับผมอ่ะ ผมกลายเป็นว่าผมไม่มอง Bitcoin ไม่ใช่ไม่มองเป็นเรื่องของการออมนะ แต่มองเป็นขั้นกว่าของการออม ก็คือมันคือหลักประกันในทางรอด เงินมันเสื่อมค่าก็จริงใช่ แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่แค่เงินมันเสื่อมค่า ไอ้เงินที่เสื่อมค่าเนี่ย มันเป็นต้นตอของปัญหาของปัญหาหลายๆอย่างด้วย อย่างที่ผมพูดใน EP ที่แล้ว มันเป็นปัญหาของคนไม่อยากมีลูก มันเป็นปัญหาที่แบบปัญหาเศรษฐกิจ มันเป็นปัญหาของแบบปัญหางูกินหางของการทำรัฐวิสาหกิจใช่มั้ย เป็นปัญหาของแบบปัญหาสิ่งแวดล้อม คือหลายๆอย่าง ต้นตอของมันคือเงินที่มันเสื่อมค่า และแน่นอนว่าคนที่เก็บรักษาเงินออมของเขาค้าอ่ะ เป็น Bitcoin อ่ะ ย่อมมีแต้มต่อตรงนี้เยอะมากๆ อย่างคลิปที่แล้วที่ผมบอกก็คือ Bitcoin สร้างแต้มต่อให้ผมหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่ยังไงพาร์ทนึงมันทำให้ผมมารู้จักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนที่ทำให้เข้าใจแบบวิธีการสร้างสั่งสมทุน พาร์ทนึงมันทำให้ผมได้เก็บเวลา พลังงานที่ผมได้สั่งสมมา ไม่ว่าจะการทำ TikTok ไม่ว่าจะเป็นการแบบทำ Digital Marketing ทำแบบ Personal Branding อะไรได้เงินมาแล้วผมเก็บมันไว้ในเครื่องมือที่เก็บรักษามูลค่าได้แล้ว ใช่มันส่งผลกับจิตวิทยาในการทำอะไรสักอย่างมากๆใช่มั้ย เพราะว่าถ้าถ้าเกิดคุณมีความรู้สึก secure ในใจอ่ะ ความมั่นใจในการทำอะไรสักอย่างมันจะโคตรดี เออ มันจะต่างจากคน ที่รู้สึกว่าแบบ เออ ฉันไม่มีเงิน ไม่มีทุน ไม่มีอะไรเลยอ่ะ แต่ก็ต้องย้ำย้ำว่า Bitcoin ไม่ใช่พระเอกแบบพระเอกจ๋า แบบไม่ใช่ทุกคือแบบไม่ใช่ว่าทุกปัญหามันจะแก้ได้ด้วย Bitcoin อ่ะ Bitcoin มันไม่ได้มาแทนที่การ work hard มันไม่ได้มาแทนที่การพัฒนาตัวเอง มันไม่ได้มาแทนที่กระบวนการสร้างสินค้าประเภททุน อารมณ์ว่าแบบ คือคุณไม่สามารถ แค่ซื้อ Bitcoin แล้วหวังว่าจะรวยได้ แต่แต่ถ้าเกิดตอนนี้ก็อาจจะได้นะ เพราะว่าแบบ แต่คือผมไม่อยากกาวไง ไม่อยากไม่ อยากให้มันไปในแนวของการที่เราจะบอกว่าราคามันจะไปเท่าไหร่ ผมแค่อยากให้เข้าใจว่าโอเค ถ้าเกิดเรามีเงินที่เก็บรักษา มูลค่าได้อ่ะ มันจะส่งผลกับความรู้สึก secure ในใจ มันเป็นแค่จิ๊กซอว์ตัวนึง และดันเป็นจิ๊กซอว์ที่สำคัญมากๆในการเติมเต็มเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น นั่นแหละที่ผมอยากจะสื่อในคลิปนี้

ก็ถ้าจะให้ผมสรุปทั้งหมดที่ทุกคุณได้ อ่า ที่ทุกคนได้จากคลิปนี้เลยก็คืออย่างแรก เข้าใจก่อน ว่ามนุษย์มันมีวันหมดอายุ ทุกๆการตัดสินใจของเราอ่ะ อย่าคิดว่าเราตัดสินใจแบบสัวๆก็ได้ อย่าคิดว่าแบบ เออ เราจะทำอะไรก็ได้ โดยเฉพาะกับคนที่คนอย่างผมอ่ะ ที่แบบไม่ได้โตมาแบบแล้วพ่อแม่มีอะไรให้แบบไปซะทุกเรื่องอ่ะ ถามว่ามันมีมั้มันก็มีแมก็ผมก็คนแบบคนทั่วไปเลย คนปกติอ่ะ เออ แค่อย่าให้เข้าใจว่าการตัดสินใจมันควรจะตั้งอยู่บนความรู้สึกขาดแคลน เรามีเวลาจำกัด แล้วก็อยากให้เข้าใจว่าคุณค่ามันเป็นเรื่องของปัจเจก เราอย่าอย่าเพิ่งไปตัดสินเลยว่าแบบ คนอื่นเขาตัดสินใจไม่เหมือนเรา แล้วมันจะผิด แม้มันจะดูไม่สมเหตุสมผลก็ตาม แต่ถึงกระนั้น เราก็ไม่ได้เสียสิทธิ์หรือเสรีภาพที่จะวิจารณ์คนอื่นไป แค่จริงๆผมเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ออสเตรียนสอนนะ ผมเชื่อว่าคนทำอะไรก็ได้เว้ย ชีวิตเนี้ย คนเราจะทำอะไรก็ได้ คุณจะทำอะไรแบบไม่ว่าจะดีหรือจะเลว ทำอะไรก็ได้นะ แต่ออสเตรียนเนี่ย จะทำให้เราเข้าใจการรับผลของการกระทำนั่นเองนะครับผม

แล้วก็สุดท้ายแล้วก็คือการสั่งสมทุนนั่นเองนะครับผม มันคือการที่มนุษย์ทุกคนสั่งสมสินค้าทุน สั่งสมความรู้ ประสบการณ์ เครื่องจักรในการผลิต อุปกรณ์ในการผลิต เงินนั่นเองนะครับผม ซึ่งกระบวนการพวกเนี้ย มันจะเกิดขึ้นได้ด้วยการชะลอการบริโภค และก็การเก็บออม เพื่อนำไปต่อยอดลงทุนต่อไปนั่นเองนะครับผม แล้วก็ถ้าเกิดใครสังเกต มันคือ Facebook จากคลิปที่แล้วเลย ทำงานให้หนัก เรียนรู้งานจากคนที่เก่งบาทใช่มั้ย กินให้น้อย ชะลอการบริโภค เก็บออมเงิน แล้วก็สุดท้ายก็คือเก็บมันเป็นเงินที่ไม่เสื่อมมูลค่า ซึ่งในที่นี้ผมเลือก Bitcoin นั่นเองนะครับผม แล้วก็ในวันนึงที่เรามีทุนมากพอ ทั้งความรู้ ทั้งประสบการณ์นะ เราจะแปลงเงินที่เราเก็บไว้ อ่ะ เป็นอะไรก็ได้ที่มันจะเท่ให้เราแบบทำธุรกิจได้ สร้างธุรกิจของตัวเองได้นั่นเองนะครับผม

ก็ประมาณนี้ละกัน ขออนุญาตทิ้งท้ายไว้สักนิดนึงนะ เนื้อหาทั้งหมดที่ผมพูดน่ะ ทั้งหมดของคลิปนี้นะครับผม ไม่ได้เกินไปจากเนื้อหาของหนังสือ Principles of Economics เลย คนเขียนก็คืออาจารย์ Saifedean Ammous นั่นเองนะครับ คนเดียวกับที่เขียน The Bitcoin Standard แล้วก็ The Fiat Standard นั่นเองนะฮะ ก็สามารถหาอ่านกันได้นะครับ มีแปลไทยแล้ว 2 เล่มก็คือ The Bitcoin Standard แล้วก็ The Fiat Standard นะ หรือถ้าเกิดใครไม่ชอบอ่านนะครับ ชอบฟัง lecture แบบนี้ ชอบให้คนมาสรุปให้อะไรงี้ใช่มั้ย สามารถไปดูคลิปสอน Principles of Economics ของพี่ชิได้เลย มีตั้ง 4 ตอนในช่อง Live Shift เองก็ มี podcast Just Economics ของ ประธานซุปที่เคยทำไว้เหมือนกันนะฮะ ก็ลองไปดูได้เหมือนกัน หรือจะลองหาความรู้เสริมในช่องไชปจาก 2 คลิปนี้ก็ได้ คลิปไ Shot ที่ชื่อคลิปชื่อ เอ่อ ทุกคนมีเวลาเท่ากัน แต่ทำไมคนรวยถึงซื้อเวลาคนจนได้อีก คลิปนึงก็คือ Wealth Redistribution นะครับผม ประชาชนจนลงทั้งโลก อันนี้จะเป็นการอธิบายว่าทำไมคนเราถึงถูกช่วงชิงความมั่งคั่งไปจากระบบเฟียดได้นั่นเองนะครับผม ทำไมเงินมันถึงไหลไปหาคนที่[ __ ]ไม่สร้างประโยชน์อะไรเลยนั่นเองนะฮะ ก็ดูไปอาจจะกำหมัดไปด้วยนะ ก็ไปดูกันได้อ่ะ

ส่วนใครที่อยากจะดูย้อนหลังคลิปนี้ก็ติดตามช่อง Tendo Rabbit Hole ใน YouTube ได้เลยนะครับผม ก็ใครที่มีคำถาม มีความคิดเห็นอะไร ก็จัดได้เลยในช่องคอมเมนต์นะ ไม่ต้องเกรงใจ หรือจะทักมาคุยส่วนตัวได้ใน Facebook จุฬานนท์ บุญพากา หรือจะทักมาใน IG @tendocu นะ เพราะว่าผมค่อนข้าง active ใน IG เยอะกว่า หรือจะเข้ามาคุยกันใน Discord ของ W of the Win ก็ได้นะครับผม ในห้อง Bitcoin เนี่ย ผมก็จะอ่าสิงอยู่ห้องนั้นแหละนะ ก็มาจอยกันได้ สแกน QR Code นี้ได้เลย

ส่วนใครที่อยากจะเป็นกำลังใจให้กระผมคนนี้นะครับผม เตรียมเนื้อหาแบบนี้มาเล่าอีกนะครับ สามารถ support ค่ากาแฟด้วย Bitcoin Lightning ให้ผมได้เลยนะครับผม ก็สำหรับวันนี้กระผมก็ต้องขอตัวลาไปก่อนนะครับ แล้วเจอกันใหม่คลิปหน้า สวัสดีครับ