Transcription
[เพลง] อาหารสมองตอนนี้ครับ อยู่กับหนังสือ "เลิกเป็นมนุษย์คิดเยอะ" จากนักเขียนชาวญี่ปุ่น เราจะคุยถึง 9 คำแนะนำดีๆ ครับ ที่ช่วยปรับใจทีละนิดให้เราหยุดคิดมาก ติดตามฟังนิดตอนนี้นะครับ
คำแนะนำดีๆ ที่ช่วยปรับใจทีละนิดให้เราหยุดคิดมาก ในข้อแรกครับ ถ้าต้องเลือก ให้เลือกทางที่ทำแล้วชอบตัวเองมากขึ้น เวลาที่เราต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ เรามักใช้ตรรกะ หรือถามความเห็นคนอื่นว่าเราควรทำ เราควรเป็นแบบไหนดี ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ แต่บ่อยครั้งเราลืมถามคนสำคัญที่สุด นั่นก็คือตัวเราเองในอนาคต คำแนะนำนี้ชวนให้เรามองข้ามความถูกใจระยะสั้น ไปสู่ความภาคภูมิใจในระยะยาว โดยให้เราลองจินตนาการว่า การตัดสินใจครั้งนี้ ตัวเราในอนาคตจะรู้สึกอย่างไร เราจะรู้สึกโอเค ยอมรับได้ ถ้าเราล้มเหลว เราจะรู้สึกเสียใจที่ได้ทำมัน เราจะรู้สึกขอบคุณตัวเองที่เลือกทางนี้ หรือเราจะรู้สึกเสียใจแล้วเสียดายที่เลือกทางที่ง่าย แต่ไม่ซื่อสัตย์กับใจของตัวเอง เพราะตัวเราในวันนี้ อาจจะลังเล สับสน หวั่นไหว แต่ตัวเราในวันข้างหน้า อาจจะรู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญ เขาคือคนที่จะอยู่กับเรา และอยู่กับผลของการตัดสินใจครั้งนี้ไปตลอด ดังนั้นครับ ลองหลับตา แล้วนึกถึงตัวเราอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้า เราจะภาคภูมิใจกับการเลือกครั้งนี้ไหม เราจะยิ้ม หรือถอนหายใจ บางครั้งคำตอบที่ชัดที่สุด ไม่ใช่มาจากตรรกะปัจจุบัน แต่มาจากความเงียบในใจของตัวเราในอนาคต
[เพลง] ต่อมาข้อที่ 2 ลองเล่าเรื่องอดีตของตัวเองใหม่ ความจริงในอดีตของเรา อาจจะมีเพียงหนึ่งเดียว แต่เรื่องเล่าที่เราสร้างจากความจริงนั้น มีได้หลายร้อยเวอร์ชั่นเลย ใช่ไหมครับ คนที่เป็นคนคิดเยอะ มักจะเลือกเล่าเรื่องราวความผิดพลาดของตัวเอง ในเวอร์ชั่นที่เจ็บปวดที่สุดซ้ำไปซ้ำมา ข้อนี้ครับ จึงชวนให้เราลองสวมบทเป็นบรรณาธิการให้กับชีวิตของตัวเอง ลองหยิบเรื่องราวในอดีตที่เคยทำให้เราเจ็บปวดขึ้นมา แล้วมองหามุมใหม่ๆ ที่ซ่อนอยู่ เช่น การโดนปฏิเสธครั้งนั้น สอนให้ฉันรู้จักคุณค่าของตัวเอง และพาไปเจอสิ่งที่ดีกว่า ใช่หรือไม่ หรือการตัดสินใจพลาดครั้งใหญ่ ทำให้ฉันได้เรียนรู้เรื่องของการเงิน อย่างที่ไม่มีคอร์สไหนสอนได้ การเลือกเล่าเรื่องของตัวเองใหม่ ไม่ใช่การหลอกตัวเองนะครับ แต่เรากำลังเลือกที่จะโฟกัสกับการเติบโตที่ได้รับจากเหตุการณ์นั้น เรากำลังคัดกรองใหม่ว่า เราเสียอะไรไป แล้วเราได้รับอะไรมาบ้าง ซึ่งจะช่วยปลดล็อคเราจากโซ่ตรวนของความเสียใจ ความคิดฟุ้งซ่านที่ยากจะลืมได้
ต่อมาข้อที่ 3 ครับ ใช้ชีวิตแบบฉบับร่างที่ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ ความกลัวที่จะทำพลาด คือสาเหตุหลักที่ทำให้เราคิดเยอะ คิดมาก จนไม่กล้าลงมือทำอะไรสักอย่าง เราอยากให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด ตั้งแต่ครั้งแรก หรือดีที่สุดในการทำแค่ครั้งเดียว แต่ชีวิตจริง มันไม่มีทางเป็นแบบนั้นนะครับ คำแนะนำนี้จึงเปรียบชีวิตเหมือนให้เรานั้นเขียนงานฉบับร่างขึ้นมา งานนี้คือวิธีใช้ชีวิตของเรา วิธีที่อนุญาตให้เรามีคำผิด มีการขีดฆ่า และมีการเขียนใหม่ได้เสมอ มันช่วยลดความคาดหวังที่หนักอึ้งบนบ่าของเราลง หรือให้อภัยตัวเองเมื่อทำบางอย่างผิดพลาด หรือให้ลุกขึ้นใหม่เมื่อเราล้มลง การทำแบบนี้ครับ ทำให้เรามี growth mindset ที่เป็นกรอบความคิดที่ว่า เราสามารถพัฒนาตัวเองได้ แม้เราจะทำผิดพลาด และบางทีเราก็อาจจะลืมไปว่า ชีวิตไม่ใช่ต้นฉบับที่ต้องมาส่งให้ใครตรวจ มันเป็นฉบับร่างที่เขียนได้ แก้ได้ ลบใหม่ได้ และบางครั้งมันอาจจะเลอะเทอะ แต่มันก็ยังมีความหมาย เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกคำตอบ ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกอย่างถูกต้องที่สุดในครั้งเดียว เพราะบางสิ่งเราต้องลองเขียนก่อน จึงจะรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ใช่สำหรับเรา จงเขียนไป แก้ไป เติบโตไป และยอมรับว่าความไม่สมบูรณ์แบบนี่แหละ คือชีวิตที่แท้จริง
ต่อมาข้อที่ 4 เลิกส่องชีวิตคนอื่น แล้วหันมาปลูกต้นไม้ของตัวเอง การเปรียบเทียบคือโจรที่คอยขโมยความสุขของเราไปเงียบๆ โดยเฉพาะในยุคโซเชียลมีเดีย เรามักจะเอาชีวิตทั้งชีวิตของเรา ทั้งด้านดี ด้านแย่ ไปเปรียบเทียบกับไฮไลท์ที่คนอื่นตัดต่อมาให้เราดู ข้อนี้ชวนให้เราเปลี่ยนจากการเป็นผู้ชมชีวิตของคนอื่น มาเป็นเกษตรกรในสวนของตัวเองอย่างเต็มตัว ลองถามตัวเองครับว่า ต้นไม้ของเราในตอนนี้ต้องการอะไร บางทีมันอาจจะต้องการน้ำ ซึ่งก็คือความรู้ใหม่ๆ ต้องการแสงแดด ซึ่งก็คือออกไปข้างนอก ไปพบเจอเพื่อนบ้าง หรือต้องการปุ๋ย ซึ่งก็คือการพักผ่อน สวนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนปลูกไม้ผล บางคนปลูกดอกไม้ เราไม่มีความจำเป็นต้องเหมือนกันเลย เพราะความสุขที่แท้จริง คือการเฝ้ามองต้นไม้ในสวนของเราเอง เฝ้ามองดูมันค่อยๆ เติบโต และงอกงามในแบบฉบับที่เป็นตัวเรา
[เพลง] มาคุยกันต่อกับคำแนะนำดีๆ ที่ช่วยให้เราปรับใจทีละนิด หยุดคิดมาก ในข้อที่ 5 ครับ หาพื้นที่เล็กๆ ที่คุณเป็นเจ้าของ 100% ในวันที่ต่างๆ รอบตัวอาจจะดูวุ่นวาย สับสน และควบคุมอะไรไม่ได้เลย ทำให้เรามีความรู้สึกที่แบบ เป็นบ่อเกิดของความวิตกกังวลชั้นดี คำแนะนำนี้คือการให้เรานั้นดึงพลังกลับคืนมา ด้วยการหาสิ่งที่เราควบคุมได้ แม้มันจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม เช่น การจัดระเบียบไฟล์ในคอมพิวเตอร์ การชงกาแฟสักแก้ว การจัดเตียงให้ตึงเรียบ หรือแม้แต่การรดน้ำต้นไม้บนโต๊ะทำงาน หรือหยุดทำงานตรงหน้า แล้วเลือกไปดูหนังก่อนก็ได้ การลงมือทำสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ให้สำเร็จ ในช่วงเวลาที่เราเรารู้สึกสับสน วิตกกังวล รู้สึกว่าเราควบคุมอะไรไม่ได้เลย มันจะเป็นการส่งสัญญาณบอกสมองของเราว่า ตอนนี้เรายังควบคุมสถานการณ์ของเราได้อยู่นะ ซึ่งมันจะช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคง ท่ามกลางพายุความวุ่นวายภายนอก ทำให้เรารู้สึกว่าเรายังเป็นเจ้าของชีวิตของเรา และเราสามารถเลือกที่จะทำ เลือกที่จะคิด เลือกที่จะตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ได้อย่างอิสระ
ต่อมาคำแนะนำที่ 6 อนุญาตให้ตัวเองรู้สึกแย่ได้ โดยทั่วไปมักจะมีคนบอกให้เราคิดบวกเข้าไว้ มีความสุขเข้าไว้ ใช่ไหมครับ แต่การพยายามมีความสุขตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ข้างในของเรากำลังพังทลายอยู่แล้วเนี่ย มันคือการหลอกตัวเอง และเหนื่อยอย่างเหลือเชื่อเลย เพราะความรู้สึกทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนมีความหมายของมัน ความเศร้ากำลังบอกเราว่า เราสูญเสียบางอย่าง ความโกรธบอกเราว่า มีคนล้ำเส้นของเรา ความผิดหวัง บอกว่าสิ่งที่เราคาดหวังนั้น มันไม่เป็นจริง การอนุญาตให้ตัวเองได้รู้สึกถึงอารมณ์เหล่านั้นอย่างเต็มที่ โดยไม่เข้าไปตัดสิน คือการรับฟังสิ่งที่เรากำลังเป็น และสิ่งที่ใจกำลังบอก หากเราเอาแต่หนีมัน เราก็จะไม่มีวันได้เข้าใจมัน แต่เมื่อเรามีความกล้าสักนิดที่จะรับรู้และยอมรับมัน ความรู้สึกเหล่านั้นก็จะค่อยๆ คลายตัว และผ่านไปเองตามธรรมชาติ จนวันใดวันหนึ่ง เราก็จะมีความเติบโตทางใจมากขึ้น เป็นคนใหม่ที่เข้าใจตัวเองมากกว่าเดิม
คำแนะนำที่ 7 มองความคิดลบเหมือนดูพยากรณ์อากาศ หนึ่งในกับดักของคนคิดเยอะ คือการเชื่อว่าความคิดลบๆ คือตัวตนของเราจริงๆ คำแนะนำนี้จึงชวนให้เรานั้นถอยออกมา 1 ก้าว แล้วมองความคิดเหล่านั้น ในฐานะปรากฏการณ์ทางจิตใจที่เกิดขึ้นและดับไป เหมือนกับการดูพยากรณ์อากาศ เมื่อเราเห็นพยากรณ์อากาศบอกว่า พรุ่งนี้ฝนจะตก เราก็แค่รับรู้และเตรียมร่มเอาไว้ เมื่อเราจะออกไปข้างนอก ใช่ไหมครับ เราไม่ได้ตีโพยตีพายว่าวันพรุ่งนี้จะต้องเป็นวันที่เลวร้าย เป็นวันที่ย่ำแย่ เช่นเดียวกัน เมื่อมีความคิดว่า "ฉันมันไม่เก่งเลย ฉันมันไม่ดีเลย ไม่ได้เรื่องเลย" ผุดขึ้นมาในหัวของเรา เราก็แค่รับรู้มันว่า อ้อ วันนี้ในหัวมีแต่เมฆของความไม่มั่นใจลอยมาแฮะ แล้วเราก็ใช้ชีวิตต่อไป โดยไม่ต้องไปต่อล้อต่อเถียงกับมัน การสร้างระยะห่างแบบนี้ครับ จะทำให้ความคิดลบๆ เหล่านั้น สูญเสียความมั่นใจ และสูญเสียอำนาจในการควบคุมเราไปนั่นเอง
ต่อมาคำแนะนำที่ 8 ทำทีละนิดก็ไม่เป็นไร การมีเป้าหมายใหญ่ๆ มักจะทำให้เรารู้สึกท่วมท้น จนไม่อยากจะเริ่มต้น เพราะสมองของคนที่ชอบคิดเยอะ จะมองเห็นแต่ความยากลำบากทั้งหมด แล้วก็ตัดสินใจนั่งอยู่อย่างนั้นต่อไป กุญแจสำคัญคือการซอยเป้าหมายที่น่ากลัว ให้กลายเป็นก้าวเดินของเด็กทารก ที่เล็กจนไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ เช่น แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่า "ฉันจะเขียนหนังสือให้ได้วันละ 100 หน้า" ให้เปลี่ยนเป็น "วันนี้ฉันจะเปิดไฟล์ขึ้นมา แล้วเขียน 1 ประโยค" หรือแทนที่จะตั้งเป้าว่าจะออกกำลังกายทุกวัน ให้เปลี่ยนเป็น "เจ้าวิดพื้น 1 ทีทุกวัน" ความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ครับ จะค่อยๆ สร้างโมเมนตัม ความรู้สึกดีๆ ที่จะผลักดันให้เรานั้นอยากทำก้าวต่อไปให้มากขึ้นอีก ประมาณว่า เมื่อเราได้ทำไปแล้ว ก็เกิดติดลมขึ้นมา จนอยากจะทำต่อไปให้มากกว่านี้อีกนิดหนึ่งนั่นเองครับ
และคำแนะนำข้อที่ 9 ของตอนนี้ การพักผ่อนคืองานอย่างหนึ่ง ที่ต้องทำให้สำเร็จ บางครั้งเราก็อยู่ในความยุ่งและการทำงานหนัก ใช่ไหมครับ จนทำให้เรารู้สึกผิดทุกครั้ง ที่ได้พักผ่อน หรือรู้สึกใช้เวลาไปอย่างไม่คุ้มค่าเลย คำแนะนำนี้ต้องการให้เราเปลี่ยนมุมมองว่า การพักผ่อนนั้น มันไม่ใช่ทางเลือก แต่คือหน้าที่ที่สำคัญไม่แพ้การทำงาน เพราะมันคือช่วงเวลาที่สมองได้จัดเรียงข้อมูล ความคิดสร้างสรรค์ได้ฟื้นฟู และร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง ดังนั้นครับ ลองจัดตารางเวลาให้กับการพักผ่อน เหมือนกับที่เราจัดตารางงาน กำหนดให้ชัดเจนว่า 19:00 น. - 20:00 น. วันนี้คือเวลานั่งโง่ๆ ฟังเพลง ดูซีรีส์ชิลๆ พักใจจากงานที่ทำ หรือหาอะไรกินเพลินๆ ก็ได้ การพักผ่อนอย่างมีคุณภาพคือกุญแจสำคัญ ที่ทำให้เราสามารถทำงานและใช้ชีวิตในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความสุขได้ ท่ามกลางความยุ่งและการทำงานหนัก
[เพลง] การเป็นมนุษย์คิดเยอะไม่ใช่ความผิดหรือข้อบกพร่อง มันเป็นเพียงแค่รูปแบบของการทำงานของสมอง ที่เราฝึกฝนมันมาโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นครับ การเดินทางเพื่อเลิกเป็นมนุษย์คิดเยอะ จึงไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชนะตัวเอง แต่คือการค่อยๆ ฝึกฝนที่จะใจดีกับตัวเองให้มากขึ้น ค่อยๆ เปลี่ยนจากนักวิจารณ์ที่คอยคอยถือโซ่แซ่กุญแจมือ มาเป็นเพื่อนสนิทที่คอยตบไหล่และให้กำลังใจเรา อาจจะไม่ต้องทำทั้งหมดในวันเดียว ลองเลือกสักข้อเดียว ที่เรารู้สึกว่าคลิกกับตัวเองที่สุด แล้วลองนำไปปรับใช้กับชีวิตดูนะครับ ไม่ว่าจะเป็นข้อที่ 1 เวลาต้องเลือก ให้เลือกทำสิ่งที่เราทำแล้วจะชอบตัวเองมากขึ้นในระยะยาว ข้อที่ 2 ลองเป็นนักเล่าเรื่อง ที่เล่าเรื่องราวในอดีตของตัวเองใหม่ ให้เห็นการเติบโตแทนความผิดพลาด ข้อที่ 3 ใช้ชีวิตแบบฉบับร่าง ที่อนุญาตให้ตัวเองนั้นลองผิดลองถูกได้ ไม่ต้องรอให้สมบูรณ์แบบ ข้อที่ 4 เลิกยุ่งเรื่องของคนอื่น แล้วหันมาใส่ใจเรื่องของตัวเองให้มากขึ้น ข้อที่ 5 ในวันที่ควบคุมอะไรไม่ได้ ให้หาพื้นที่เล็กๆ ที่เราเป็นเจ้าของมันได้ 100% ข้อที่ 6 ไม่ต้องฝืนคิดบวกตลอดเวลา อนุญาตให้ตัวเองรู้สึกแย่ได้ แล้วมันจะผ่านไปเอง ข้อที่ 7 มองความคิดลบเหมือนพยากรณ์อากาศ แค่รับรู้ แต่ไม่จำเป็นต้องเชื่อ และให้มันมาทำลายวันของเรา ข้อที่ 8 ซอยเป้าหมายใหญ่ ให้เป็นก้าวเล็กๆ ที่เล็กจนไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ แล้วค่อยๆ เดินไป และข้อที่ 9 ครับ จำไว้เสมอว่าการพักผ่อนคือหนึ่งในงานที่สำคัญที่สุด ที่เราต้องทำให้สำเร็จ
หากชอบคำแนะนำดีๆ จากหนังสือเล่มนี้ครับ ก็เข้าไปสอยได้ที่ลิงก์แนะนำใต้คลิปนะจ๊ะ ขอบคุณที่ติดตามและรับชมรับฟัง The Book Toller นะครับ หวังว่าจะได้รับประโยชน์สิ่งดีๆ จากตอนนี้ไป โดยมีเสียงในหัวที่ใจดีกับคุณมากขึ้นนะครับ และถ้าคุณคือคนที่รักและชอบการพัฒนาตัวเอง เราคือเพื่อนกัน สวัสดีครับ
[เพลง]