📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

คุยกันวันเสาร์ - เด็กไทยเกิดน้อยลง วิกฤตเงียบ! ที่กำลังเปลี่ยนประเทศ

กิตติ3มิติ-Kitti3Miti12:05

Transcription

สวัสดีครับ คุยกันวันเสาร์ เสาร์นี้ผมอยู่ที่นา 3D ที่ขอนแก่นนะครับ นี่เสื้อนา 3D ขอนแก่นนะครับ วันนี้จะมีข้อมูลแล้วก็ชวนท่านคุยเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ร้อนๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้ แต่ว่าก็เป็นปัญหา ผมว่าเป็นปัญหาระยะยาวของประเทศไทยนะครับ

เราอาจจะเคยได้ยินเรื่องไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย หรือสังคมผู้สูงอายุ แต่ว่าในมุมนึงนึงเนี่ย อาจจะความหมายคล้ายๆ กัน แต่ว่าเราพูดอีกมุมนึงก็คือว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่มีเด็กเกิดใหม่แน่ตราที่ต่ำ คำถามก็คือว่า เด็กไทยกำลังเกิดน้อยลง อีก 20-30 ปีข้างหน้านะครับ มันจะกระทบกับชีวิตเรายังไงบ้าง

ย้อนไปเมื่อ 30 ปีก่อน ประเทศไทยนี่เคยมีเด็กเกิดใหม่อยู่ประมาณปีละล้านคนนะครับ แต่ว่าตอนนี้ตัวเลขลดลงเหลือประมาณครึ่งนึงเท่านั้นเอง มีข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติแล้วก็กระทรวงมหาดไทย ซึ่งพบว่าไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนี่ย เด็กเกิดใหม่ลดลงเหลือประมาณสัก 500,000 คนต่อปีเท่านั้นเองนะครับ แนวโน้มลดลงเรื่อยๆนะครับ ลดลงต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าถ้าแนวโน้มเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆนะครับ คนไทยก็จะ มีจำนวนลดน้อยลง มันไม่ใช่เรื่องแค่จำนวนคนนะครับที่ลดลงไป โครงสร้างประชากรมันเปลี่ยน โครงสร้างประเทศก็ต้องเปลี่ยนนะ

มีข้อมูลประชากรของ UN ก็คือสหประชาชาติเนี่ย มีตัวเลขปี 2023 นะครับ คนไทยมีผู้สูงอายุก็คืออายุ 60 ปีขึ้นไปเนี่ย ประมาณ 20% ของประชากร แต่ว่าตัวเลขที่คาดการณ์ปี 2050 นะจะเพิ่มขึ้น หมายถึงสัดส่วนจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 35% ซึ่งภาษาทางประชากรเขาก็ใช้คำว่าเข้าสู่ Super Age Society นะครับ ไม่ใช่ Aging Society แล้วนะครับ เป็น Super Age Society

คำถามก็คือว่า แล้วทำไมครับ คนไทยถึงมีลูกกันน้อยลงนะครับ ซึ่งก็มีอยู่หลายเหตุผลล่ะนะ เหตุผลแรกก็แน่นอนเรื่องค่าใช้จ่ายนะครับ การเลี้ยงดูเด็ก 1 คนเนี่ยในปัจจุบันนี้นะครับ ก็มีตั้งแต่ค่าอาหาร ค่าเรียน ค่าเลี้ยงดูต่างๆ พอจนถึงค่าโอกาสของพ่อแม่นะครับ มีข้อมูลจาก UNICEF แล้วก็งานวิจัยในประเทศไทยเนี่ย ค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูเด็กจนถึงอายุ 18 ปีประมาณ 1,300,000 บาทจนถึง 3 ล้านบาทต่อคน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการเลี้ยงนะครับ เพราะฉะนั้นหลายครอบครัวก็มองว่าการมีลูก 1 คนเนี่ย หมายถึงภาระระยะยาว 20 ปีเลยนะ ครับ

เหตุผลที่ 2 ก็คือรายได้ไม่โตตามค่าครองชีพนะครับ คนจำนวนจำนวนมากก็เรารู้สึกว่ารายได้เท่าเดิมแต่ค่าใช้จ่ายมันเพิ่มขึ้น ลูกก็กลายเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก

เหตุผลที่ 3 ก็คือเรื่องไลฟ์สไตล์เปลี่ยนนะครับ คนรุ่นใหม่แต่งงานช้าลงนะครับ บางส่วนก็ไม่มีลูก บางส่วนก็เลือกที่จะมีลูกกันน้อยลงนะครับ ข้อมูลจาก World Bank ธนาคารโลกนะครับ สะท้อนว่าแนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะคนไทยนะครับ แต่แต่ว่ามันเกิดขึ้นอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก

ตอนนี้อ่ามาดูข้อมูลของฝั่งทางญี่ปุ่นนะครับ ฝั่งทางญี่ปุ่น ญี่ปุ่นนี่มีอัตราการเกิดเนี่ยต่ำมานานแล้วครับ ต่ำมานานแล้วนะ ปี 2023 นี่ประชากรลดลงกว่า 800,000 คนภายในปีเดียวนะ แรงงานหาย เศรษฐกิจโตช้า หลายเมืองในญี่ปุ่นผมคิดว่าท่านคงเคยได้ยินนะครับว่าหลายเมืองในญี่ปุ่นเนี่ยมีคนลดลงอย่างมาก มีบ้านร้างเพิ่มขึ้น โรงเรียนก็ปิดตัวนะครับ

มาตรการหลักของญี่ปุ่นที่เห็นได้ชัดอย่างนึงก็คือขยายเงินอุดหนุน ขยายสิทธิ์รับเงินถึงมัธยมปลายและก็เพิ่มเงินสำหรับลูกคนที่ 3 ขึ้นไป นอกจากนี้ก็เพิ่มเงินช่วยคลอดนะฮะ ลดภาระค่าเรียนระดับอุดมศึกษา ช่วยค่าที่อยู่อาศัยและก็การรักษาพยาบาลบางส่วน รวมไปถึงเพิ่มบริการหลังคลอดแล้วก็การบริการอ่าดูแลเด็กที่เพิ่มมากขึ้นนะครับ อีกด้านนึงญี่ปุ่นเองก็พยายามที่จะแก้ปัญหาเลี้ยงลูกแล้วมันงสะดุด อันนี้ก็ทำให้มีส่วนต่อการตัดสินใจของพ่อแม่ถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นเขาก็เพิ่มสิทธิ์ เพิ่มสิทธิ์ของการลา แต่ว่าผลลัพธ์ของญี่ปุ่นก็ยังไม่สู้ดีนักนะครับ ล่าสุดทิศทางการปี 2024 เนี่ยบอกว่าจำนวนการเกิดเหลือเพียง 686,000 กับ 61 คนเท่านั้นเองนะครับ แปลว่าแม้ว่ามาตรการจะใหญ่ขึ้น [เสียงกระแอม] แต่ดูดีขึ้น แต่ว่าจำนวนเกิดก็ยังลดลงต่อเนื่องนะ ครับ

อ่ามาดูเกาหลีใต้บ้าง มาดูเกาหลีใต้นะครับ ซึ่งก็เป็นประเทศนึงที่มีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลกนะครับ มาตรการสำคัญของเกาหลีใต้นี่ก็มีทั้งเ่อเงินสดแล้วก็สวัสดิการครอบครัว เขามีเงินที่เรียกว่าเป็น parent benefit นะครับ ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นผลประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่เนี่ยครับ เดือนละ 1 ล้านวอนประมาณ 21,700 บาทสำหรับเด็กอายุแรกเกิดเนี่ยนะครับ แล้วก็ 500,000 วอนหรือประมาณ 10,000 กับ 850 บาทสำหรับเด็กอายุ 1 ปี แล้วก็ขยายโครงการเขาใช้คำ [เสียงกระแอม] ว่า New Bom School นะครับ ซึ่งก็คือเป็นเด็กประถมนะฮะ ที่สามารถอยู่ในโรงเรียนต่อได้หลังเวลาเลิกเรียนปกติ เพื่อเข้ากิจกรรมและก็รับการดูแลเพิ่มเติม ไม่ใช่แค่เป็นการฝากเด็กเฉยๆนะครับ รวมไปถึงโปรแกรมเสริมทักษะพื้นฐานนะครับ ศิลปะกีฬาสำหรับเด็กโตขึ้นก็มีคลาสอย่างเช่นพวกคลาส AI Class Coding ด้วยนะครับ โดยเฉพาะครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานทั้งคู่นะครับ บางกรณีก็มีการดูแลได้ถึงประมาณ 20:00 น. ด้วยซ้ำไปนะครับ

นี่เกาหลีนะครับ ถ้าฝั่งแรงงานอ่ะเมื่อกี้เป็นเรื่องของเด็กใช่มั้ยครับ ฝั่งแรงงานเนี่ย เกาหลีใต้ก็ปรับค่อนข้างแรงนะครับ เช่นเพิ่มวันลาคลอดของพ่อจาก 10 วันเป็น 20 วัน ถ้าพ่อแม่ทั้งคู่ใช้สิทธิ์ลาเป็น parental leave เนี่ยนะฮะ เกิน 3 เดือนก็จะขยายสิทธิ์นะ ขยายสิทธิ์รวมจาก 1 ปีเป็น 1 ปีครึ่ง แล้วก็มีเงินนะครับที่เรียกว่าเงินช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานเดือนละ 200,000 วอนหรือประมาณ 4,300 บาท กรณีต้องรับงานเพิ่มแทนคนที่ลานะครับ คือฝั่งเกาหลีใต้ใช่มั้ย ผมพูดค่อนข้างละเอียด เพราะว่ามันมีข้อมูลจะเห็นว่าเค้าใส่เงินแล้วก็ปรับค่อนข้างแรง ทั้งฝั่งเด็กเกิดใหม่ เด็กที่อยู่ในวัยการศึกษามาแล้วก็ฝั่งที่เป็นเรื่องของการทำงานเรื่องแรงงานก็คือฝั่งพ่อแม่นั่นเองนะครับ ปรากฏว่าผลเนี่ยของเกาหลีใต้สัญญาณเริ่มดีขึ้นนะ ครับ สัญญาณเริ่มดีขึ้น เศิฐิทางการเมื่อปี 2024 ระบุว่าจำนวนการเกิดเนี่ยเพิ่มขึ้นมาเป็น 238,300 คน คือเพิ่ม 3.6% 6% จากปีก่อน

เอาล่ะครับ มาสู่คำถามสำคัญก็คือว่า ถ้าเด็กเกิดน้อยแบบนี้ต่อเนื่องไปอีก 20-30 ปีจะเกิดอะไรขึ้นกับแรงงานของประเทศไทย มาดูผลกระทบเชิงเศรษฐกิจคราวนี้เราดูตัวเลขในตัวอย่างที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นที่เกาหลีใต้ซึ่งเขาใช้ยาแรงปรับแปรงมาถึงประเทศไทยซึ่งเมื่อประชากรเปลี่ยนแบบนี้ นะฮะ ธุรกิจก็ต้องเปลี่ยนตาม หลักง่ายๆก็คือคนลดแปลว่าลูกค้าลดนะครับ จำนวนบริโภคผู้บริโภคในประเทศก็ลดนะ ตลาดในประเทศก็จะ ไม่ขยายเหมือนในอดีต

กลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบชัดเจนก็คือธุรกิจที่ผูกกับเด็กและครอบครัวนะฮะ มันก็ชัดเจนนะฮะ เด็กและครอบครัวใหม่ซึ่งเคยมีเยอะพอลดลงมันก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน อย่างเช่นอะไรที่เห็นชัด โรงเรียนเอกชนขนาด [เสียงกระแอม] เล็ก พวกเนอรี่ พวกสินค้าแม่และเด็กนะ อสังหาริมทรัพย์พวกบ้านสำหรับครอบครัวใหญ่นี่เป็นสัญญาณที่ชี้ว่าดีมาน หรือความต้องการนี้มันหายไปจริงนะครับ

ในทางกลับกันอีกธุรกิจกลุ่มนึงที่กำลังเติบโตกลับเป็นธุรกิจอีกด้านนึงก็คือธุรกิจที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุนะฮะ ตัวอย่างธุรกิจที่โตก็เช่นโรงพยาบาล คลินิกอีกเฉพาะทางนะ ครับ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ธุรกิจดูแลในระยะยาวนะเป็น long term care คร์นะครับ พวกอุปกรณ์สุขภาพ ประกันสุขภาพแบบนี้เป็นต้นนะครับ

แล้วก็อีกหนึอย่างนึงซึ่งเราเห็นแล้วในขณะนี้ก็คือเทคโนโลยีจะมาแทนคนมากขึ้น เมื่อแรงงานไม่พอนะฮะ ทางออกก็คือใช้ระบบอัตโนมัติ ออโมชั่และ AI เข้ามานะครับ ตัวอย่างที่เห็นชัดนะใกล้ตัวเรามากก็คือร้านอาหารเห็นมั้ฮะ จะใช้ระบบสังหารอัตโนมัติ โรงงานใช้หุ่นยนต์แทนคนนะครับ ธุรกิจบริการก็ใช้ AI แทนพนักงานบางส่วน

แล้วคำถามใหญ่ในภาพรวมก็คือว่า ชีวิตจะเปลี่ยนไปยังไงนะ ชีวิตจะเปลี่ยนไปยังไงคือถ้าเด็กเกิดน้อยแบบนี้ต่อเนื่องไปอีก 20-30 ปีชีวิตของคนไทยจะเปลี่ยนไปแบบที่รู้สึกได้จริงๆนะครับ อย่างแรกก็คือคนวัยทำงานก็ต้องแบกรับภาระกันมากขึ้น เพราะว่าคนทำงานมีน้อยลง มีผู้สูงอายุมากขึ้น ภาษีและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับสวัสดิการต่างๆก็จะมีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย เพราะว่าภาระการดูแลพ่อแม่อาจจะตกอยู่กับลูกเพียงคนเดียวหรือเพียงไม่กี่คนจากสมัยก่อนใช่มั้ครับ ครอบครัวไทยเป็นครอบครัวใหญ่ครอบครัวขยายมีลูกเป็น 10 คนนะครับ ก็ช่วยกันดูแลพ่อแม่ใช่มั้ยครับ

อีกเรื่องนึงก็คือการทำงานจะยาวขึ้น ชีวิตแบบทำงานถึง 60 ปีแล้วเกษียณอาจจะไม่เหมือนเดิมครับ หลายคนอาจจะต้องทำงานถึง 65 ปีหรืออาจจะมากกว่าเพื่อให้พอใช้ในระยะยาวนะครับ ในขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่าสังคมมีผู้สูงอายุมากขึ้น คนจำนวนมากก็ต้องเตรียมเงินสำหรับค่ารักษาและการดูแลในระยะยาว

ตัวเลขกำลังบอกเราชัดเจนนะ ครับ ที่ผมสรุปมาเล่ามาทั้งหมดเนี่ย บอกเราชัดเจนว่าคนไทยกำลังเกิดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเร็วมาก ไม่ว่าท่านจะมีลูกหรือไม่มีลูกก็ตามแต่ว่าทุกคนจะได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแบบนี้ ได้รับผลกระทบจากการที่มีเด็กเกิดแบบนี้นะครับ ผมคิดว่าเรื่องของคนไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่แล้วะ มีการศึกษา มีการคุยกันเยอะ แต่ว่าวันนี้เอาข้อมูลมากลางให้เห็นจริงๆว่าการด้านนึงเนี่ยเราบอกว่าเป็นสังคมผู้สูงอายุก็คือเด็กมันเกิดน้อยลงนะ ผมยกตัวอย่างให้เห็นถึงญี่ปุ่นเกาหลีใต้ซึ่งเค้าเห็นปัญหาจริงนะ ครับ เค้าเอานโยบายสบายมาใส่เลย พยายามกระตุ้นแล้วก็ส่งเสริมให้ครอบครัวมีลูกกันมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็เท่าเดิมกับที่มันเกิดขึ้นก่อนที่จะลดลงมาในปัจจุบันนี้

ทั้งหมดนี้คือคุยกันวันเสาร์วันนี้นะครับ ขอบคุณครับ