Transcription
มติชนทีวีพcส มีเรื่องเล่าโดยวิโรธ ลัคนาอดิสร สวัสดีครับ ผมวิโรธ ลัคนาิสรนะครับ กับพcส. นะครับ มีเรื่องเล่าเหมือนเดิมนะครับ วันนี้นะครับ ก็มีเรื่องที่จะมาเล่านะครับ แล้วถ้าเกิดหลายคนนะครับ ก็ถ้าถ้าได้ตามข่าวธุรกิจ ตามข่าวเศรษฐกิจบ้างนะครับ ก็คงจะได้ยินคำว่า Stack FL นะครับ ในหลายบทความนะครับ ทางเศรษฐกิจนะครับ คือจากวิกฤตการน้ำมันที่เกิดขึ้นนะครับนะ ไอ้คำว่า Stack Fation นะครับนะฮะ S T A G F L A T I O N Stack Fation นะครับ ก็ถูกผุดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆนะครับ จากการวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจนะครับ ถ้าจะให้แปลเป็นภาษาไทยนะครับ Stack FL ชแปลว่าอะไรดีล่ะ ผมก็คิดว่านะครับ การแปลนะครับ โดยนักเศรษฐศาสตร์นะครับนะ หลายท่านที่แปลว่าภาวะเศรษฐกิจฟุบเฟ้อนะครับ ก็น่าจะตรงกับความหมายที่สุดนะครับ แล้วก็กระชับที่สุดนะครับ คือคำว่าฟุบเฟ้อนะครับ เดี๋ยวผมค่อยเล่าให้ฟังว่าทำไมมันฟุบแล้วทำไมมันเฟ้อนะ
คือปกตินะครับ เราจะคุ้นคุ้นเคยนะกับคำว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือว่า economic recession นะครับนะ ซึ่งไอ้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเนี่ย มันเกิดจากภาวะที่อุปสงค์ หรือความต้องการในการบริโภคเนี่ยหดตัวลงครับ คนก็ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยนะครับ ภาคธุรกิจก็ไม่กล้าที่จะลงทุนนะครับ การจ้างงานก็ลดตัวนะครับ การจ้างงานก็ลดลงนะครับ คือในทางเทคนิคเนี่ย เขาบอกว่าถ้าเกิด GDP หดตัว หรือติดลบเนี่ยนะครับ 2 ไตรมาสต่อเนื่องกันเนี่ยนะครับ ก็จะถือว่าเศรษฐกิจในช่วงนั้นน่ะ อยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยนะครับ ซึ่งโดยปกติแล้วเวลาที่เศรษฐกิจถดถอยเนี่ยนะครับ เงินเฟ้อจะไม่เป็นปัญหาครับ เพราะว่าในเมื่อความต้องการการบริโภคนะครับ การอยากจะจับจ่ายใช้สอยเนี่ยลดลงนะ คนไม่กล้าซื้อนะครับ คนไม่กล้าใช้เงินเนี่ยนะครับ ผู้ผลิตก็ไม่กล้าที่จะขึ้นราคาครับนะ บางครั้งต้องทำโปรโมชั่นนะครับ ลดราคาเพื่อระบายสินค้าในสต๊อกด้วยซ้ำไปนะครับ ตลาดสละแรงงานนะครับ ก็ซบเซาครับ คนว่างงานก็จะเพิ่มขึ้นนะครับ ใช่มั้ ช่วงเศรษฐกิจไม่ดีถูกมั้ครับ ขายของไม่ดีเนี่ย นายจ้างก็ไม่ต้องเจอกับแรงกดดันอะไรให้ต้องปรับเพิ่มค่าแรงมากนักนะครับ โอกาสที่จะเกิดเงินเฟ้อนะครับ จากแรงกดดันของค่าแรงนะ ครับที่ดีดตัวเพิ่มสูงขึ้นเนี่ย ก็ไม่ได้มีปัญหามากนัก นอกจากนี้ครับ พอการลงทุนลดลงนะครับ ธุรกิจนะครับชะลอการลงทุน หรือว่าขยายตัวต่ำเนี่ยนะครับ กิจกรรมนะครับทางการผลิตนะครับในโรงงานนะครับ แล้วก็การขนส่งต่างๆนะครับ ก็จะชะลอตัวลง คราวนี้ความต้องการการใช้น้ำมันนะครับ และวัตถุดิบต่างๆนะครับ ก็จะลดลดลงตามไปด้วยนะครับ เมื่อความเมื่อต้นทุนนะครับ วัตถุดิบนะ ครับต้นทุนพลังงานต่างๆที่ใช้ในการผลิตเนี่ยนะครับ ไม่ได้เพิ่มขึ้นนะครับ หรือบางครั้งอาจจะเค้าเรียกว่าชะลอตัว หรืออาจจะลดลงบ้างนะครับ ก็ไม่ได้ทำให้ก็ทำให้ราคา สินค้าปลายทางเนี่ยนะครับ ก็ชะลอตัวนะครับ หรือว่าทรงตัวตามไปด้วยนะครับ งั้นโดยปกติ นะครับภาวะเศรษฐกิจถดถอยเนี่ย เงินเฟ้อจะไม่ค่อยเป็นปัญหาครับ
ปกติแล้วนะครับ แนวทางในการแก้ไขภาวะเศรษฐกิจถดถอยเนี่ยนะ ครับเบื้องต้นที่ทำกันครับ ก็จะลดอัตราดอกเบี้ยครับนะนะ เพื่อให้คนนะครับนะอ่ากล้าที่จะลงทุนมากขึ้นนะครับ กล้าที่จะกู้เงินนะครับนะ แล้วคนที่อยากจะซื้อบ้านซื้อรถนะ ครับก็จะได้กล้าที่จะกู้เงินนะครับนะ นักธุรกิจก็พอดอกเบี้ยต่ำก็กล้าที่จะกู้เงินนะครับนะ ไปลงทุนนะครับ หรือรัฐบาลก็จะอัดฉีดงบประมาณนะครับ ไปใช้จ่ายภาครัฐนะครับ ไปลงทุนนะครับ รวมทั้งอาจจะแจกเงินให้กับนะฮะประชาชนนะครับ เพื่อกระตุ้นการบริโภค อย่างเอ่อ Wallet อย่างนี้นะครับ คนละครึ่งอย่างเงี้ยนะครับ ก็เราก็เคยเห็นมาแล้วนะครับ การลดอัตราดอกเบี้ยนะครับนะ ที่ผมเล่าให้ฟังแล้วครับ บริษัทก็จะอยากกู้เงินไปขยายกิจการนะครับ อยากที่จะกู้เงินนะครับไปลงทุนอะไรใหม่ๆ ประชาชนก็อยากจะกู้ซื้อบ้านกู้ซื้อรถนะครับ และพออัตราดอกเบี้ยเนี่ยอยู่ในระดับที่ต่ำ ก็มีแนวโน้มที่คนเนี่ยนะครับ จะเอาเงินออกไปใช้ หรือไม่ก็เอาเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อย่างอื่นนะครับนะ ไม่ยอมปล่อยให้เงินนอนอยู่กับธนาคารนิ่งๆแล้วกินดอกเบี้ยต่ำๆนะครับ ส่วนการแจกเงินครับ ก็จะเกิดการกระตุ้นการใช้จ่ายครับนะ แล้วก็กระตุ้นการบริโภคนะ ครับเพื่อให้เงินน่ะหมุนไปเรื่อยๆครับ จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนนึงนะครับ สมมุติง่ายๆครับ จากเงินที่ A ซื้อสินค้าจาก B นะครับ B ก็เอาเงินที่ได้จาก A เนี่ยนะ ครับไปจ้างลูกจ้างของตัวเอง แล้วก็ไปซื้อวัตถุดิบจาก C ถูกมั้ยฮะ C นะครับนะ พอ C ได้เงินจาก B นะครับ C ก็เอามาจ้างลูกจ้างแล้วก็ไปซื้อวัตถุดิบนะครับจากดอกนะ ครับจากดีอีก เงินมันก็จะหมุนอย่างนี้ไปเรื่อยๆนะครับ อย่างงั้นการแจกเงินในภาวะเศรษฐกิจถดถอยเนี่ย ก็เป็นการกระตุ้นนะ ครับให้เกิดการบริโภค และกระตุ้นให้เงินมันหมุนจากคนนึงไปอีกคนนึงคนนึงไปอีกคนนึงนะครับ เป็นทอดนะครับ เพราะว่าไม่มีใครผลิตสินค้าได้หมดถูกมั้ย ก็ต้องซื้อวัตถุดิบต้องจ้างลูกจ้างถูกมั้ย
สำหรับการใช้จ่ายนะครับ หรือการลงทุนภาครัฐนะครับ ที่เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือสาธารณูปโภคต่างๆเนี่ยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทางระบบรางระบบรถไฟฟ้าระบบชลประทาน โครงการต่างๆเหล่านี้ก็ก่อให้เกิดการจ้างงานเกิดการจ้างบริษัทผู้รับเหมานะครับ ซึ่งผู้รับเหมานะครับที่ได้รับงานโครงการภาครัฐก็ไปจ้างงานต่อถูกมั้ครับ ก็เกิดคำสั่งซื้อนะครับ วัตถุดิบต่างๆอิฐหินปูนทรายนะครับ แล้วก็เกิดการจัดจ้างเป็นทอด และในระยะยาวครับ พอโครงสร้างพื้นฐานนะ ครับและสาธารณโภคถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็จะเหนี่ยวนำให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนตามมาถูกมั้ฮะ คราวนี้พอเอกชนลงทุนก็ต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างอีกนะครับ มีซัพพลer อีก มีการจ้างลูกจ้างอีกนะครับนะฮะ แล้วพอพอคนมีงานทำมากขึ้น ก็จะมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยนะครับ คราวนี้การจับจ่ายใช้สอยในตลาด หรือในเศรษฐกิจก็จะมีฟื้นคืนขึ้นมานะครับ นี่คือโดยทั่วไปในการแก้ไขปัญหาภาวะเศรษฐกิจถดถอยครับ
แต่คราวนี้ครับ ในภาวะเศรษฐกิจฟุบเฟ้อครับ เป็นอะไรที่นักเศรษฐศาสตร์นะครับ ยอมรับเลยครับว่าปวดหัวมากนะครับ Stack FL ชนะ ครับผมเล่าที่มาที่ไปของคำคๆนี้ก่อน เป็นการผสมระหว่างคำ 2 คำครับ คำแรกคือคำว่า stagnation ครับนะ s t a g n a t i o ซึ่งแปลว่าภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงัน นะครับ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ หรือ gdp เนี่ยต่ำหรือติดลบนะครับนะ ก็เป็นไปได้เรียก stagnation อีกคำนึงครับ เราคุ้นกันอยู่แล้วคือคำว่า inflation หรือแปลว่าภาวะเงินเฟ้อครับนะ ที่ราคาของสินค้าและบริการดีดตัวสูงขึ้นนะครับ แต่ภาวะ Stack FL ชเนี่ย ราคาสินค้ามันดีดตัวขึ้นมานะครับ จากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากต้นทุนพลังงานเนี่ยแหละ ครับต้นทุนน้ำมันต้นทุนค่าไฟฟ้า คือผู้ผลิตเนี่ยไม่อยากจะขึ้นราคาหรอกครับ เพราะรู้ว่าโอหตอนนี้ผู้บริโภคก็เดือดร้อนนะ ครับแล้วก็การจับจ่ายใช้สอยก็เบาบาง แต่ มันอั้นไม่ไหวครับ เพราะว่าน้ำมันก็ขึ้นราคาไฟฟ้าก็ขึ้นราคานะครับ พออั้นไม่อยู่ สุดท้ายก็ต้องจำใจขึ้นราคาครับ ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่ายอดขายอาจจะตกลงนะครับ ก็ตามนะ เป็นความจำใจของผู้ผลิตที่ต้องขึ้นราคาเพราะอั้นไม่อยู่ครับ เพราะว่าค่าน้ำมันแพงค่าไฟฟ้าแพงอย่างเงี้ยนะครับ ดังนั้นพอคำ 2 คำนี้มาผสมกันปั้ง ก็เลยกลายเป็น stack flation หรือภาวะเศรษฐกิจฟุบเฟ้อ หลายคนบอกเฮ้ยนี่คือภาวะที่เรากำลังจะเผชิญหน้ากันอยู่หรือเปล่า ก็ต้องติดตามครับ
พอของใช้เครื่องใช้แพงขึ้นครับ ก็จะเป็นแรงกดดันให้ต้องปรับเพิ่มค่าแรงถูกมั้ ครับพนักงานก็อยู่กันไม่ได้ ผู้ผลิตก็ต้องปรับเพิ่มค่าแรงก็ยิ่งทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้นไปอีก เอ้านะ และเมื่อประชาชนเชื่อว่าสินค้าจะมีราคาแพงขึ้น ทำไงดีครับ พ่อค้าแม่ขายก็จะขึ้นราคา สินค้าดักหน้าเลยครับ นี่คือโดยธรรมชาติ ครับพอรู้ว่าเดี๋ยวราคาสินค้านั่นก็จะแพง นี่ก็จะแพงเดี๋ยวต้นทุนวัตถุดิบฉันก็ต้องแพง ทำไงดีครับ ก็ต้องขึ้นราคาดักหน้าแล้วขึ้นนะ ครับหลายคนขึ้นเจะขึ้นแบบปู๊ดเลยครับ เพราะต้นทุนในการขึ้นราคาค่าใช้จ่ายมันก็มีนะครับ ในการเปลี่ยนราคาเนี่ย ดังนั้นขึ้นเนี่ย พอตัดสินใจว่าจะขึ้นแล้วต้องขึ้นดักล่วงหน้าเอาไว้เลย ขึ้นเผื่อเอาไว้เลย ทีนี้ครับ พอของใช้เครื่องใช้เนี่ย ทุกคนเชื่อว่าเดี๋ยวมันจะแพงขึ้นเดี๋มันจะแพงขึ้น การกักตุนสินค้าก็เกิดขึ้นใช่มั้ นะครับแรงกดดันต่างๆเหล่านี้เนี่ย ก็จะทำให้ราคาวัตถุดิบที่โรงงานต่างๆต้องใช้ในการผลิตแพงขึ้นไปอีก โอ้โหก็เป็นแรงกดดันที่ทำให้เหมือนงูกินหางเลยอ่ะนะครับนะฮะ สุดท้ายผู้ผลิตต้องเพิ่มนะครับราคาสินค้า โดยที่ตัวเองก็จำใจอ่ะนะครับ แต่มันอั้นไม่อยู่แบกไม่ไหวจริงๆนะครับ
ถามว่าใครเป็นคนใช้คำว่า Stack Fation เป็นคนแรกนะครับ ในประวัติศาสตร์นะครับของเศรษฐศาสตร์นะครับนะ ก็บันทึกกันว่าน่าจะเป็นนะ นักการเมืองพรรคอนุรักษ์นิยมของอังกฤษที่ชื่อว่าแม็กนะครับนะ น่าจะเป็นคนแรกที่บัญญัติคำว่าstatฟชขึ้นมานะครับ โดยเป็นการอภิปรายนะครับ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนะครับของอังกฤษนะครับ ในปี 1965 ครับ แต่เหตุการณ์ที่ทำให้โลกนะครับ รู้ถึงพิสงค์ของคำว่า STFation จริงๆเนี่ย ก็คือในช่วง 1973 ถึง 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกประสบกับภาวะวิกฤตการน้ำมัน เออเหมือนกับตอนนี้ เหมือนกันจะเหมือนเป่าก็คล้ายๆนะครับ ในตอนนั้นนะครับ กลุ่มโอเปกนะครับประกาศระงับการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศที่สนับสนุนอิสราเอลในการทำสงครามยมคิปูนะ ครับกับประเทศในกลุ่มอาหรับนะครับ ทำให้ตอนนั้นราคาน้ำมันนะครับในตลาดโลกนะครับ พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการนะ พอน้ำมันแพง ต้นทุนทุกอย่างก็แพงตามกันไปหมดครับ เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรงนะครับ ธุรกิจต่างๆนะครับก็อยู่กันไม่ไหวครับ ก็ลดการผลิตนะครับ เลิกจ้างงานบ้างนะครับ ทำให้คนตกงานนะครับกันเป็นเบื่อ เศรษฐกิจก็ถดถอยกันทั้งโลกนะครับ ตอนนั้นนะครับ ธนาคารกลางสหรัฐ หรือที่เรารู้จักกันว่าเฟดนะครับ มึนตึ๊บนะครับ มึนตึ๊บนะครับ เพราะยังไงครับ เฮ้ยจะสู้กับมันยังไงอ่ะ ขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ เศรษฐกิจก็ยิ่งพังเลยครับ คนที่เคยกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยถูกพอขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ต้องมีภาระในการจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอย เอ้าทำไงดีจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ เศรษฐกิจก็พังครับ แต่ถ้าลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเศรษฐกิจ เงินก็จะยิ่งเฟ้อครับ เชื่อมั้ยครับว่าอเมริกานะครับ เทพอย่างอเมริกาเนี่ย ต้องใช้ประธานเฟดถึง 3 คนนะ ครับในการสู้กับสackเฟชนะครับ
คนแรกเลยครับ ที่เผชิญหน้ากับ Stack FL ประธานเฟดคนแรกคือเบิร์นครับนะ คือเบิร์นเนี่ยนะ ครับเป็นนักเศรษฐศาสตร์มือดีแหละ แต่เขาเนี่ยค่อนข้างที่จะเกรงใจประธานาธิบดี ริช์ด Nixon ครับ คราวนี้ครับ อาธอร์เบิร์นก็เลยพยายามที่จะคงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ครับ ในระดับที่ต่ำ โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งในปี 1972 โดยที่ไม่รู้ว่าเนี่ยกำลังจะเป็นเชื้อไฟให้เงินเฟ้อเนี่ยครับ พุ่งสูงขึ้นแบบถล่มทลายในเวลาต่อมา นอกจากนี้ครับ เบิรนเนี่ยนะครับ ประธานเฟรดคนแรกที่เจอกับSTฟชเนี่ยนะ ก็ยังประเมินวิกฤตการณ์น้ำมันในปี 1973 ว่าเฮ้ยน่าจะมาจากปัจจัยชั่วคราวหน้า อย่างราคาน้ำมันบ้างราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นเนี่ยนะครับ น่าจะเป็นปัจจัยช่วงคราว คราวนี้เค้าจึงเลือกตัดปัจจัยต่างๆเหล่านี้เนี่ย ออกจากการคำนวณเงินเฟ้อครับ จึงเป็นที่มาของแนวคิด Core inflation นะครับ หรือเงินเฟ้อพื้นฐานนะครับ ที่เราใช้กันนะครับ จนถึงทุกวันนี้นะครับ นี่ก็มาจาก Arthur Burn นะ ครับ Core Inflation คือตัดราคา แล้วก็น้ำมันเชื้อเพลิงออกไปนะครับ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยนะครับแรงๆ ผลลัพธ์ก็คือว่าเงินเฟ้อกับฝังรากลึกนะครับ และสุดท้ายคุมไม่อยู่ครับอ้า
ประธานเฟดคนที่ 2 ครับ คนนี้อยู่สั้นครับ 17 เดือนเองครับ ก็น็อคเลยนะครับ ก็คือ วิลiม Millor ครับ ในช่วงที่เค้ามาเป็นประธานเฟดนะครับ ในปี 1978 เนี่ย อเมริกา นี่เจอเงินเฟ้อนะครับทะลุไปแล้ว 10% ครับ แต่ปรากฏว่ามิลอร์นะครับ กับลังเลที่จะขึ้นดอกเบี้ยครับ พร้อมกับความเชื่อเหมือนเดิมเหมือนเหมือนเดิมเหมือนกับ อธอร์เบิร์นเป๊ะเลยว่าเงินเฟ้อเนี่ยมาจากปัจจัยภายนอกน่ะนะครับ แล้วก็น่าจะเป็นปัจจัยชั่วชั่วคราวนะครับ แล้วเค้าก็กลัวว่าถ้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยเนี่ย ก็จะทำให้คนตกงานอีกนะครับ สุดท้ายครับ เงินเฟ้อก็พุ่งทะยานไปเรื่อยๆนะครับ จนไปแตะ 13% ครับ โอ้โหเงินเฟ้อตอนนั้นอเมริกาโดนไป 13% นะ ครับนะ แล้วสุดท้ายครับ มิลอร์ก็เป็นประธานเฟดเพียงแค่ 17 เดือนครับ ก็ถูกประธานี จิมมี่คเตอรนะครับนะ เปลี่ยนตำแหน่งไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแทนนะครับ แล้วก็ถ้าพูดถึงประธานเฟดนะครับ ยอดแย่นะ ครับในประวัติศาสตร์อเมริกานะครับ ชื่อของ วิลiมอร์นะครับ ก็ติดอยู่ในโผลทุกครั้ง ครับนะ
คนที่ 3 ครับ ผู้พิชิตสackเฟชครับ ของอเมริกาครับ ประธานเฟดคนที่ 3 ครับ Paul Walker ครับ ถือว่าเป็นคนที่หยุดมหันตภัยครับ ของ Stack FLชได้อย่างอยู่หมัด แต่ก็มีอะไรที่ต้องแลกกลับมามากมายนะครับ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังครับ เมื่อตอนที่โรเกอร์นะครับ เข้ามารับประธานเฟดนะครับ ในปี 1979 นะครับ เชื่อมั้ครับว่าเงินเฟ้อตอนนั้นเนี่ย พุ่งไปถึง 14.8% 8% แล้วครับ แม่เจ้า และที่สำคัญที่สุดคือ คนเริ่มไม่เชื่อมั่นในค่าเงินดอลลาร์ครับ ไอ้เนี่ยหนักเลยครับ โกเกอร์จึงตัดสินใจกระชากดอกเบี้ยนะครับ แบบโหดเหี้ยมเลยนะ ครับนะครับ เชื่อมั้ครับว่า โกเกอร์ประธานเฟดในตอนนั้นเนี่ย ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายนะครับ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆนะครับ จนพุ่งสูงสุดไปอยู่ที่ 20% ดอกเบี้ยนโยบาย 20% ครับในช่วงปี 1981 ครับ พร้อมกับมีการควบคุมปริมาณเงินในระบบอย่างเข้มงวดนะครับ และสามารถกดให้อัตราเงินเฟ้อนะครับ ลงมาเหลืออยู่ในระดับ 3.2% 2% ในปี 1983 ครับ จนกลายเป็นหลักการนะ ครับที่นักเศรษฐศาสตร์สอนกันต่อๆมาว่า ถ้าเจอกับภาวะเศรษฐกิจฟุบเฟ้อ หรือ stack flation ต้องเอาเงินเฟ้อให้อยู่หมัดก่อน ต้องคุมเงินเฟ้อให้ได้ก่อนที่จะไปกระตุ้นเศรษฐกิจ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 20% นะครับ ของ โกเกอร์นะครับ โหแลกมากับเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงในช่วงปี 1981 - 1982 อัตราว่างงานเนี่ยทะลุไป 10% นะ ครับธุรกิจต่างๆก็เรียกว่าล้มหายตายจากกันถ้วนหน้า โกเกอร์นี่ถือว่าเค้าใจเด็ดมากๆนะครับ เพราะว่าเขาถูกม็อบเกษตรกรมาปิดล้อมที่อาคารของเฟดนะครับนะฮะ ถูกขู่ฆ่าถูกประนาม แต่โวกเกอร์ครับ พอโวรเกอร์คนนี้ไม่ถอยครับ แล้วก็ยืนหยัดที่จะขึ้นดอกเบี้ยนะ ครับเหมือนกับว่าต้องยอมผ่าตัดใหญ่อ่ะ ยอมหยอดน้ำข้าวต้มเพื่อรักษาชีวิตให้ได้ครับ เพราะโวกเกอร์บอกว่าถ้าคุมเงินเฟ้อไม่อยู่ คุณกระตุ้นเศรษฐกิจ ยิ่งพังไปกันใหญ่ครับ มันต้องเลือกแล้ว ครับวันนั้นต้องเลือกผ่าตัดเพื่อรักษาชีวิตแล้วครับ
กลับมาที่ประเทศไทยครับ ซึ่งต้องคอยติดตามดูนะครับว่าเรากำลังจะเจอกับภาวะเศรษฐกิจฟุบเฟ้อ หรือ stack flชอยู่หรือเปล่า ถ้าเราเชื่อว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับ stack flation หรือภาวะเศรษฐกิจฟุบเฟ้อ ถ้าเราก้มหน้าก้มตากระตุ้นเศรษฐกิจนะครับนะ โดยไม่แก้ที่ต้นตอนะครับ หรือไม่ไปโฟกัสนะ ครับกับต้นทุนการผลิตที่แพงนะครับ พ่อค้าแม่ขายที่แบกต้นทุนอยู่นะครับ พอรัฐบาลแจกเงินนะครับนะฮะ ก็จะรีบปรับราคาขึ้นมาทันทีครับ เพื่อรับกับกำลังซื้อนะครับที่เพิ่มขึ้นมาแบบชั่วคราวกับเงินที่แจกออกมาครับ และถ้าเศรษฐกิจที่อยู่ในระบบนะครับ ที่รัฐบาลแจกเงินอยู่เรื่อยๆนะครับ แจกแบบไม่รู้จักหยุดจักหย่อนนะครับนะ และคนมันก็เชื่อว่าเดี๋ยวราคาสินค้าก็คงแพงขึ้นไปเรื่อยๆแหละนะฮะ พ่อค้าแม่ขายแต่ละคนนะ ครับก็จะขึ้นราคาไปดักหน้าเอาไว้ครับ ราคาขึ้นอีก ถ้ารัฐบาลก็ยังฝืนแจกเงินอีกนะ ครับราคาก็จะขึ้นอีก แจกอีกราคาก็จะขึ้นอีก คราวนี้แหละครับ อัตราเงินเฟ้อเนี่ยนะ ครับก็จะพุ่งทะยานนะครับอย่างรวดเร็วนะ ครับซึ่งน่ากลัวมากๆ โอเคแหละ มันคงจะไม่ไปถึงภาวะที่เรียกว่าภาวะเศรษฐกิจเฟ้อฟุ้ง หรือhyperปอร inflation นะครับ ที่อัตราเงินเฟ้อเนี่ย โอ้โหกลายเป็น 50-60% เป็น 100% คงจะไม่ถึงขนาดนั้น แต่ถ้าเกิดราคา ยิ่งขึ้นจากต้นทุนการผลิตจากราคาน้ำมัน ราคาไฟฟ้าแล้วรัฐบาลยังฝืนแจกเงินไปเรื่อยๆ อัตราเงินเฟ้อมันจะดีดตัวขึ้นมาอย่างรุนแรงแน่นอนนะครับ ที่สำคัญที่สุดต้องคิดด้วยนะครับ เพราะว่าเงินที่แจกเนี่ยนะครับ ส่วนใหญ่รัฐบาลก็ต้องกู้มาแจกนะครับนะ ต้องกู้เงินมาชดเชยงบประมาณขาดดุลใช่ไหมครับ ก็ทำให้ประเทศต้องแบกหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นอีก ทีนี้ละครับ งบประมาณในแต่ละปีเนี่ย แทนที่รัฐบาลนะครับ จะจัดสรรงบประมาณเนี่ยนะครับ ไปพัฒนาประเทศไปอุดหนุนไปสนับสนุนสวัสดิการประชา ชนนะครับ ก็ต้องจัดสรรงบประมาณไปจ่ายคืนดอกเบี้ยไปจ่ายคืนเงินต้นนะครับ ทีนี้ครับ โอกาสในการพัฒนาประเทศโอกาสในการพัฒนาท้องถิ่นโอกาสที่ประชาชนคนไทยเนี่ยนะครับ ที่จะได้สวัสดิการที่ดีขึ้นก็จำกัดลงเรื่อยๆ
หลายคนบอกว่าเอ้ยรัฐบาลกู้เงินไปเถอะเป็นหนี้สาธารณะไปเผอะ ก็ไม่เคยเห็นว่าพ่อแม่เราปู่ย่าตายายเราต้องถูกเลี่ย รายเงินมาจ่ายคืนหนี้สาธารณะนี่ใช่ครับ แต่เราแลกด้วยกับการจัดสรรงบประมาณเที่ ควรจะต้องเอามาพัฒนาประเทศเอามาสนับสนุนสวัสดิการประชาชนไง งบประมาณก้อนนั้นที่มาจากภาษีของเราก็ต้องเอาไปคืนเงินต้นเอาไปคืนดอกเบี้ยไง ดังนั้นหนี้สาธารณะนะ ไม่ได้แลกคือเราไม่ต้องโดนเลี่ยไรจากรัฐบาลเฮ้ย วิโรจเอาเงินมาซิกไก่เอาเงินมาซิ ไม่ได้มีใครไปล้วงกระเป๋าเราไปคืนหนี้หรอกครับ แต่มันแลกกันกับงบประมาณที่ควรจะเอาไปพัฒนาประเทศก็ต้องไปจ่ายดอกเบี้ยงบประมาณที่ควรจะอุดหนุนท้องถิ่นก็เอาไปจ่ายคืนเงินต้นนะครับนะฮะ งบประมาณที่ควรจะมาเป็นสวัสดิการของประชาชนคนไทยมาทำการศึกษาให้ดีมาทำการรักษาพยาบาลให้ดีก็ต้องเอาไปจ่ายหนี้สาธารณะ ดังนั้นหนี้หนี้สาธารณะที่ก้อนโตเราต้องแลกมาด้วยความอยู่ดีกินดีและโอกาสในการพัฒนาประเทศของประชาชนคนไทยทั้งประเทศนะครับนะฮะ คราวนี้ถ้าเกิดรัฐบาลบอกไม่สนเลยก็กู้มาอุดเรื่อยๆ สุดท้ายความน่าเชื่อถือหรือเครดิตเรตติ้ของประเทศก็อาจจะถูกปรับลดลงมาอีกนะครับ คราวนี้ซวยไปกันใหญ่ครับ ดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐบาลก็จะปรับตัวสูงขึ้นนะครับ พอรัฐบาลเข้าไปแย่งกู้เงินด้วยดอกเบี้ยที่สูง คราวนี้ภาคเอกชนก็จะกู้ยากขึ้นไปด้วย ต้องมาแบกดอกเบี้ยแพงตามไปด้วยก็จะทำให้ธุรกิจนะครับ ขยายตัวไม่ได้ ทีนี้เละตุ้มเป๊ะครับ นะฮะ
การรับมือกับภาวะเศรษฐกิจฟุเฟ้อ หรือ stackฟชนะครับ หลักการทางเศรษฐศาสตร์เลย ครับนะครับนะ รัฐบาลจำเป็นต้องควบคุมภาวะเงินเฟ้อให้ได้เสียก่อนครับ และต้องพยายามประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับ ในการใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเนี่ย ในการควบ คุมเงินเฟ้อให้ได้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดนะครับ ในการที่จะควบคุมเงินเฟ้อนะครับ ต้องโฟกัสต้องโฟกัสไปที่ภาคการผลิตครับ ไม่ใช่ไปแจกเงินกระตุ้นการบริโภคครับ สิ่งที่รัฐบาลควรทำมีอะไรบ้างครับ การลดต้นทุนนะครับ พลังงานนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับ ค่าไฟฟ้าให้นะครับ โดยเฉพาะให้กับครัวเรือนแล้วก็โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆนะครับ เพื่อไม่ให้ต้องเจอเจอกับสภาวะช็อกที่ต้องรับศึก 2 ด้าน ค่าน้ำมันที่แพงก็ด้านนึง เดี๋ยวโดนค่าน้ำค่าไฟฟ้าตีกันาบมาอีกนะครับ เดี๋ยวจะช็อกนะครับ และรัฐบาลยังสามารถใช้กลไกสนับสนุนด้านภาษีต่างๆในการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วย ณวัน นี้ต้องโฟกัสที่ภาคการผลิตครับ สำหรับมาตรการการช่วยเหลือภาคประชาชนก็ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ครับ แต่ต้องทำแบบเฉพาะเจาะจงโฟกัสไปที่เป้าหมายเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกลุ่มประชาชนผู้เปราะบางครับ กลุ่มผู้ประกอบการด้านลิสติกส์และด้านการขนส่งนะครับนะครับ เพื่อแบ่งเบาภาระในเรื่องของต้นทุนค่าขนส่งนะครับ กลุ่มผู้ประกอบอาชีพนะครับขับขี่รถสาธารณะนะครับ หรือการอุดหนุนนะครับไปที่ อ่าระบบขนส่งสาธารณะต่างๆนะครับ อาจจะรถไฟฟรีเราก็เคยทำมาแล้วใช่มั้ย รถเมล์ฟรีเราก็ทำมาแล้วใช่มั้ยฮ หรือจะเป็นการอุดหนุนนะครับ อ่าตั๋วค่ารถไฟฟ้าบางส่วนก็อาจจะพิจารณาทำได้นะครับนะ การช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรนะครับ โดยเฉพาะเรื่องค่าปุ๋ยนะ ครับซึ่งเป็นสินค้าในกลุ่มไฮโดรคาร์บอน ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นแพงตามราคาน้ำมันอยู่แล้วนะครับ ก็การช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรการช่วยเหลือกลุ่มชาวประมงนะครับ นะฮะนะ ก็อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ครับนะ
อย่างนั้นเราสรุปอย่างี้ ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือที่เรียกว่า economic recession นะครับ มันเป็นคนละอย่างกับภาวะเศรษฐกิจฟุเฟ้อ หรือ stack flation ถ้าเปรียบเป็นโลกคือมันเป็นคนละโลกกันนะฮะ ดังนั้นยาที่จะใช้รักษาก็ต้องเป็นยาคนละขนานกันนะครับ ที่แน่ๆครับ การแจกเงินแบบแจกวาฬการแจกเงินแบบแจกดะไม่ใช่ยาที่ถูกกับโรค Stack flชแน่ๆครับ ดังนั้นก็ต้องติดตามครับว่าภาวะเศรษฐกิจของเรากำลังเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจฟุบเฟ้อหรือไม่อัตราเงินเฟ้อจะเป็นอย่างไรนะครับ ผมเชื่อว่ารัฐบาลนะครับ ก็กำลังโฟกัสในเรื่องนี้เป็นอย่างดีนะ ครับและนี่แหละครับคือ stack flation ที่หลายท่านอ่านพบอ่านเจอในข่าวเศรษฐกิจ ข่าวธุรกิจอยู่บ่อยๆ วันนี้มีเรื่องเล่าครับ ผมวิโรธลัคนาิสรนะครับ ก็เอามาเล่าให้ฟังนะครับ ทีนี้พอเจอคำๆนี้ Stack flation ในหน้าหนังสือพิมพ์ในหน้าบทความในหน้าเว็บไซต์ต่างๆ ก็จะได้เข้าใจแล้วก็สนุกกับการอ่านมากขึ้นครับ สำหรับวันนี้ครับ มีเรื่องเล่ากับวิโรธและคเนสรกับ Stack Frชionก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ พบกับมีเรื่องเล่านะครับพcสของผมวิโรธลักคเนสรกับตอนต่อไปนะครับ ได้เรื่อยๆนะครับ อย่าลืมติดตามกันนะครับ สำหรับวันนี้ Stack Frชionสวัสดีครับ ดูคลิปจบแล้วฝากกดไลค์กดแชร์กด Subscribe รวมถึง Super Thank ช่อง YouTube ปฏิชน ทีวีกันด้วยนะครับ