Transcription
เค้าเลือกตั้งเนี่ยมันมีความสมูทมากนะ แล้วเอ่อคนไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงไม่ต้องหัน กลับไปดูเลยว่าสิทธิ์หรือเสียงของฉันจะ ถูกเอาไปทิ้งขยะหรือเปล่านะ
เลือกตั้งญี่ปุ่นก็เลยถูกเอามาเปรียบเทียบกับเลือกตั้งไทยเพราะว่าเกิดขึ้นในวันเดียวกัน พี่นาไปพาไปดูนิดนึงนะว่าไอ้ระบบการเลือกตั้งญี่ปุ่นเนี่ยหมายถึงว่า process หรือว่าไอ้ขั้นตอนเนี่ยทำไมของเขาถึงทำได้ราบรื่นนะ
ญี่ปุ่นมีบัตรเลือกตั้ง ส.ส. 2 ใบ เมืองไทยนะในใบแรกเนี่ยเลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขตรวม 289 ที่นั่งทั่วประเทศจาก ส.ส. 465 ใบที่ 2 คือเลือก party list 176 ที่นั่งก็เหมือนของไทยเลยเพียงแต่ว่าตัวเลขไม่เท่ากันแค่นั้นเองนะฮะ
ในบัตร party list เนี่ยผู้เลือกตั้งให้เขียนชื่อพรรคเลยไม่กาเบอร์นะ ก็มีเสียงวิจารณ์เยอะเหมือนกันว่าวิธีการของญี่ปุ่นที่ให้เขียนชื่อพรรคเนี่ยมันล้าสมัย มัน out of date เพราะว่าการเขียนชื่อผิดเนี่ยมันอาจจะทำให้บัตรกลายเป็นโมฆะ คือมันเป็นความยุ่งยากนะ มันสร้างความยุ่งยากให้กับคนลงคะแนน กาดีกว่านะ
แต่เมืองไทยเนี่ยเมื่อเช้าวินาดู กาเนี่ยย้ำหลายๆทีก็ถูกประกาศให้เป็นบัตรเสีย จริงๆแล้วมันไม่เสียนะ มันก็ยังไงมันขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของคณะกรรมการที่อยู่ในคูหา แต่นี่ก็เป็นประเด็นของบ้านเรา
ญี่ปุ่นให้เขียนชื่อนะ ญี่ปุ่นให้เขียนชื่อ เอ่อซึ่งข้อถกเถียงคือว่าเขียนชื่อเนี่ยมันสร้างความยุ่งยากหรือเปล่า เขียนชื่อผิดเนี่ยก็เป็นบัตรเสียไปเลย แต่อีกแง่นึงคนก็มองว่าวิธีเนี้ยมันโกงยาก เพราะมันต้องเขียนลายมือคนเนี่ยปลอมยาก แล้วการจะมีบัตรเขย่งบัตรเขย่าเนี่ยยากมากเลยถ้าต้องเขียน ใช่มั้ย กา มันง่าย เพราะฉะนั้นอันนี้คือวิธีการป้องกันการโกงได้ที่สำคัญ
คือบัตรลงคะแนนของญี่ปุ่นเนี่ยทำจากวัสดุพิเศษที่เรียกว่าเรซิ่นโพลีโพรพิลีน ซึ่งพัฒนาพัฒนาร่วมกันโดยบริษัทมูซาชิ ซึ่งเป็นผู้บริษัท เอ่อผู้ผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และบริษัทยูโปคอป ซึ่งเป็นผู้ผลิตกระดาษสังเคราะห์ และเป็นวัสดุที่ใช้ในบัตรเลือกตั้งทั่วประเทศ คุณสมบัติของมันเป็นยังไง มันคือทนทาน ฉีกขาด ยาก พับแล้วจะเด้งออกทันที ถ้าไม่ถูกหนิบไว้ ของไทยนี่ฉีกกันเห็นๆเลยนะฮะ [เสียงหัวเราะ] ของญี่ปุ่นฉีกไม่ได้เพราะว่ามันเป็นเรซิ่นโพลีโพรพิลีน
แล้วเวลาคนไปโหวตเนี่ยเค้าก็แค่พับบัตรหย่อนลงหีบบัตร จะไม่กองทับๆกันในหีบ แต่จะคลี่ตัวออกเอง เวลาออกมานับเนี่ยเจ้าหน้าที่ไม่ต้องเสียเวลาคลี่บัตรทีละใบ อันนี้แบบดีนะ เพราะว่าวันที่เราไปเข้าคูหา วันนั้นเนี่ยเขตพี่นาคนเยอะมาก คนแก่รอข้างหลังเยอะมาก แต่เราก็แบบ เอ่อให้เค้าแซงคิวไม่ได้ กลัวผิดกฎหมายเลือกตั้งเนาะ เพราะเราไปติดตรงเจ้าหน้าที่เนี่ยกว่าเค้าจะพับอ่ะ พับตั้ง 4 พับอ่ะ แล้วก็พับ 2 ใบอ่ะ ไอ้ตรงกระบวนการเนี้ย เข้าใจว่าแต่ก่อนเค้าไม่พับให้ มันก็มีปัญหาเพราะว่าคนพับไม่เป็นนะ แล้วอันนี้เค้าพับให้ก็ดี มันมีรอยแล้วเราไปพับต่อได้ แต่มันมีวิธีที่ง่ายกว่านี้หรือเปล่า
ญี่ปุ่นทำได้ใช้อย่างเงี้ย คนโหวตก็แค่พับบัตรหย่อนหีบบัตรไม่กองทับๆกัน แล้วเวลานับคะแนนคะแนนเนี่ยเจ๋งมากเลย เจ้าหน้าที่จะเอาบัตรเนี่ยไปใส่เครื่องสแกน ลายมืออ่านชื่อแคนดิเดตที่ถูกเขียนลงในบัตรเลือกตั้ง คือเขาไม่เอามาอ่านแล้วก็ขานอย่างนี้เข้าไปสแกนเลย คือใช้เทคโนโลยีเลย แล้วเครื่องก็จะคัดแยกคะแนนไปลงตะกร้าผู้สมัครแต่ละคน กรณีที่ลายมืออ่านยากเนี่ยถึงจะใช้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง แต่ที่เหลือเนี่ยสแกนไปเลย เห็นมะ แล้วการนับเค้านับหลายรอบนับเป็นทีมเพื่อตรวจความถูกต้อง บัตรที่มีข้อโต้แย้งจะให้กรรมการตัดสิน
นี่ขนาดญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีระดับการคอร์รัปชันในภาครัฐต่ำที่สุดในโลกประเทศหนึ่งนะ คือ 1 ใน 10 เนี่ยต้องมีญี่ปุ่น เค้ายังมีระบบที่รอบคอบมากกว่าบางประเทศเยอะมาก ภาพลักษณ์ของการคอร์รัปชัน ดัชนี corruption perception index หรือ CPI 2024 เนี่ย 100 คะแนนญี่ปุ่นได้ 71 อันนี้วันนี้เพิ่งประกาศนะ ประเทศไทยอยู่ 30 กว่าๆ เนี่ยนะ ไทยอยู่อันดับ 107 ได้ 34 คะแนน คือตกอ่ะ คะแนน 100 เราได้ 34 เพราะฉะนั้นนี่ขนาดประเทศที่เค้ามีการคอร์รัปชันต่ำมากเนี่ย วิธีการเค้าเนี่ยยังละเอียดยิบเลยนะ สมเป็นญี่ปุ่นจริงๆ
เอ่อยกแรกเริ่มขึ้นแล้วนะ เพราะว่าจีนก็รู้ว่าทาคายิเนี่ยคงจะอยู่ได้แบบยาวๆเลยล่ะ เพราะเสียงได้ 316 ที่นั่งจาก 465 ที่นั่งในสภาล่าง แปลว่าอะไร แปลว่าชัดเจนว่าคนญี่ปุ่นเลือกเอาแนวทางแล้วก็ให้การรับรองแนวทางของคาจิ คาของนายกทาคายิ นะ ซึ่งแสดงความชัดเจนและแข็งแกร่งต่อการป้องกันตนเอง
ทีนี้ อันนั้นคือการตัดสินใจของโหวตเตอร์นะ ต่อการเลือกตั้งอีกอันนึงที่เขาบอกว่ามีผลต่อการตัดสินใจของโหวตเตอร์ หรือคนที่ไปลงคะแนนเสียงให้กับเขา ก็คือปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจนะ คือเลือกตั้งทุกที่เนี่ยเอาเข้าจริงๆนะ มันจะมีอยู่ไม่กี่ประเด็นหรอก ก็จะมีเรื่องเศรษฐกิจเนี่ยส่วนใหญ่ เศรษฐกิจเป็นหลัก คนหวังว่ารัฐบาลใหม่ที่มาเนี่ยต้องแก้ปัญหาปากท้องนะ ต่อให้ตอนนั้นเศรษฐกิจจะโอเคก็ตามแต่ความรู้สึกของคนเนี่ยแน่นอนอยากอยากจะดีขึ้นนะฮะ เพราะฉะนั้นต่อให้เลือกตั้งในช่วงที่เศรษฐกิจดีๆเนี่ย คนก็ยังคาดหวังว่ารัฐบาลจะทำได้ดีขึ้น
เช่นเดียวกับญี่ปุ่นนะ แม้ว่าจะมีประเด็นเรื่องความมั่นคงเข้ามาก็คือ เอ่อ เอ่อจากจีน แต่ปัญหาใหญ่ก็คือปัญหาความกังวลเรื่องของเศรษฐกิจ คำถามก็คือว่าการชนะแบบ landslide ของทาคายิเนี่ยจะทำให้เธอมี เอ่อเค้าเรียกว่าความแน่วแน่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจญี่ปุ่นซึ่งอยู่ในสถานะที่มีปัญหาหลายจุดได้หรือเปล่านะฮะ
ตอนนี้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของโลก แต่เจอกับปัญหาหลายด้าน เอาอย่างน้อย 3 ด้านด้วยกัน 1 เศรษฐกิจชะลอตัวนะ อันนี้ก็เหมือนบ้านเรา 2 หนี้สาธารณะสูง อันนี้ก็เหมือนบ้านเรานะ 3 เข้าสู่ประชากรสูงวัย คือคนญี่ปุ่น aging society เหมือนประเทศไทย แต่ประเทศไทยไปเร็วกว่ามาก แล้วมันหมายถึงอะไร มันหมายถึงว่าคนเกิดใหม่น้อยด้วย ทำให้ประชากรวัยแรงงานน้อยมาก นี่คือความท้าทายของญี่ปุ่นนะ จะดึงนักลงทุน จะทำอะไรเนี่ย พอไม่มีแรงงานเนี่ยมันก็มันก็ทำอะไรไม่ได้ใช่มั้ย
เพราะฉะนั้นตอนหาเสียงน่ะทาคายิก็มีนโยบาย เอ่อในการที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ อย่างเช่นจะเพิ่มค่าใช้จ่ายจะลงทุนในอุตสาหกรรมหลักๆเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จะตัดลดภาษีเพื่อให้คนสามารถใช้จ่ายเงินได้มากขึ้นนะ เธอบอกว่าการเติบโตสำคัญกว่าการออม คนญี่ปุ่นออมสูงมาก แต่ทาคายิบอกว่าเราต้องเอาเงินออกมานะ อย่าออมเยอะ เอามาให้เงินมันหมุนๆ กระตุ้นเศรษฐกิจ อันนี้คือตอนหาเสียง
แต่มันก็มีคำถามว่าเธอจะเอาเงินที่ไหนมาสนับสนุนแผนการเหล่านี้ เพราะว่าหนี้สาธารณะสูงมาก รัฐบาลเนี่ยจะกู้เนี่ยก็มีเพดานการกู้จำกัด แล้วอีกอันนึงที่สำคัญนะก็คือว่าตอนเนี้ยญี่ปุ่นมีปัญหาเรื่องของค่าเงินแล้วก็พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐบาลคืออะไร พันธบัตรรัฐบาลหรือบอนด์เนี่ยนะ มันคือเหมือนกับว่ายังไงอ่ะ มันคือเหมือนกับสมมุติพี่นาเป็นรัฐบาล แล้วพี่นาอยากจะสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง แล้วพี่นาทำไง พี่นาก็ต้องไปกู้เงินจากธนาคารนะ กู้เงินไม่พอ เอ่อพี่นาก็ออกพันธบัตรหรือบอนด์นะ บอนด์ที่ออกจากรัฐบาลเนี่ย มันเหมือนกับว่าพี่นาขอยืมเงินน้องใหม่มา เอ่อเธอมาซื้อพันธบัตรของฉัน 100 บาท แล้วเรามีการันตีว่าจะให้ดอกเบี้ยเนี่ยปีละ 3% สูงกว่าฝากธนาคาร
พันธบัตรรัฐบาลเนี่ยเป็นที่นิยมมาก โดยเฉพาะรัฐบาลที่มีความมั่นคงสูงอย่างสหรัฐ อย่างญี่ปุ่น เพราะว่าเหมือนกับรัฐยังไงรัฐบาลก็ไม่ล้ม ยังไงเงินของเราที่เอาไปให้รัฐบาลแล้วได้เราได้ดอกเบี้ยเป็นการตอบแทนเนี่ย ในที่สุด 10 ปี 20 ปีเนี่ยมันก็คุ้มนะ เพราะฉะนั้นบอนด์ของรัฐบาลญี่ปุ่นเนี่ยมันก็เลยเป็นบอนด์ที่ได้รับความนิยม เอ่อค่อนข้างสูงนะ
แต่ประเด็นก็คือว่าตั้งแต่ตุลาคมที่ผ่านมาเนี่ยไอ้บอนด์ยีลด์ หรืออัตราผลตอบแทนพันบัตรรัฐบาล หรือพูดง่ายๆก็คือดอกเบี้ยที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้อง ต้องจ่ายคืนให้กับคนที่มาซื้อเนี่ยมันสูงขึ้นนะ มันสูงขึ้น พอมันสูงขึ้นปั๊บเนี่ย มันก็เลยทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นเนี่ยจะต้องเอาเงินคงคลังเนี่ยไปจับจ่ายให้คนที่เขามาซื้อพันธบัตรมากขึ้น แล้วหนี้สาธารณะญี่ปุ่นมันสูงอยู่แล้ว พี่นาไม่แน่ใจแต่ว่าสูงแบบเป็น 100% เลยอ่ะ คือคือรัฐบาลกู้เงินเยอะมากเนี่ย แล้วพอบอนด์ยีลด์มันสูง แล้วรัฐบาลจะต้องเอาเงินของตัวเองเนี่ยไปให้ดอกเบี้ยคนที่ซื้อพันธบัตรเนี่ย มันก็เลยทำให้นักลงทุน ทำให้ เอ่อคนที่ติดตามสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจในญี่ปุ่นเนี่ยไม่ค่อยสบายใจนะว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไงนะ เป็นประเด็นที่น่ากังวล
เพราะฉะนั้น นี่คือการบ้านใหญ่ของทาคายินะในวันที่เธอได้คะแนนแบบสไลด์อีกอันนึงก็คืออัตราดอกเบี้ยนะฮะ ธนาคารญี่ปุ่นเนี่ยตอนเนี้ย ธนาคารกลางญี่ปุ่นเนี่ย หรือ BOJ เนี่ยกำลังพยายามหลุดออกจากสภาวะยุคดอกเบี้ยต่ำนะ ญี่ปุ่นใช้ดอกเบี้ยต่ำมานานมาก ดอกเบี้ยต่ำแปลว่าอะไร แปลว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยเป็นแนวนโยบายการ เค้าเรียกนโยบายการเงินนะ ที่พยายามจะควบคุมเงินเฟ้อ คือถ้าเกิดดอกเบี้ยสูงเนี่ย เงินมันจะสะท้อนภาวะเงินเฟ้อ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดอยากจะสู้กับเงินเฟ้อเนี่ยมันต้องกดดอกเบี้ยให้ต่ำเอาไว้นะ เอ่ออันนี้คือปัญหาใหญ่ของรัฐบาลคาจิ ทาคายิ
BBC ระบุนะคะบอกว่าที่นักวิเคราะห์บางส่วนกังวลตอนเคือนโยบายของทาคายิที่ต้องการเพิ่มค่าใช้จ่ายแต่ลดภาษีอาจจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของครัวเรือนไปได้ในระยะสั้นแต่ก็เป็นเส้นทางที่อันตรายเพราะว่าการเพิ่มค่าใช้จ่ายออกไปเนี่ยจะไปกระตุ้นให้เงินเฟ้อเพิ่มนั่นก็คือเงินในระบบเพิ่มเพราะว่ารัฐมากขึ้นประชาชนมีเงินในมือมากขึ้นความต้องการซื้อสูงขึ้นอุปทานสินค้าและบริการเพิ่มไม่ทันราคาก็จะถูกดันให้สูงขึ้นมันก็เท่ากับเงินเฟ้อนะ
สรุปคืออะไร สรุปคือถ้าเกิดรัฐเงินมากหรือความต้องการพุ่งต้นทุนสูงค่าเงินอ่อนเงินเฟ้อเร่งนะ เพราะฉะนั้นก็มีแนวนโยบายมีข้อเสนอออกมาว่ารัฐบาลเนี่ยควรจะเปิดทางให้ธนาคารกลางของญี่ปุ่นปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แล้วก็ควบคุมการใช้จ่ายของภาครัฐนะฮะอันนี้ก็ เอ่อเป็นเป็น เค้าเรียกเป็นความท้าทายของรัฐบาลทาคายินะต่อเรื่องของเศรษฐกิจเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนพอสมควรแล้วก็ยังไม่นับว่าญี่ปุ่นเป็นสังคมสูงวัยประชากรวัยแรงงานต่ำรัฐต้องใช้จ่ายเยอะในเรื่องสวัสดิการสุขภาพและสังคมนะ