📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

9 พอดแคสต์ เตือนสติ เติมพลังใจ รวมข้อคิดที่ช่วยให้เราเติบโต | Podcast Longplay 5M

Mission To The Moon59:24

Transcription

ภารกิจสู่ดวงจันทร์ ดำเนินภารกิจของคุณต่อไป [เสียงเพลง]

5 minutes Good time ช่วงเวลาดีๆ ใน 5 นาที [เสียงเพลง]

สวัสดีครับ 5 minutes นะครับ คุณอยู่กับโรงเรียนวิหารอุตสาหะครับ วันนี้ผมเอาบทความจาก Ryan Holiday นะครับ ที่ชื่อว่า "The Longer I do this the less I care about results" นะครับ ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ติดตามงานเขียนของ Ryan Holiday อยู่นะครับ แล้วผมคิดว่าอันนี้น่าสนใจทีเดียวครับ

เขาบอกว่าเมื่อก่อน ตัวเขาให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากครับ แล้วก็เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างนั้น เขายังจำได้ว่าตอนที่หนังสือเล่มแรกที่ชื่อว่า "Trust me I'm lying" ออกจำหน่าย ตอนนั้นเขารู้สึกภูมิใจในตัวเอง 10% ครับ อีก 90% คือเฝ้ารอว่ายอดขายแต่ละสัปดาห์จะเป็นอย่างไร เพื่อจะบอกว่าตัวเขาควรจะภูมิใจมากแค่ไหน มันเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานและทรมานที่จะรอให้รู้ว่าตัวเองจะติด bestseller หรือไม่ครับ

แต่คุณ Ryan บอกว่าเวลาผ่านไป ตัวเขาก็กลับสนใจเรื่องนี้น้อยลงเรื่อยๆ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไป อาจจะเป็นผลที่บางครั้งเขาก็พลาดโอกาส bestseller มาหลายครั้งครับ หรืออาจจะเป็นความจริงที่ได้เรียนรู้ว่าคนที่ทำงาน โดยเฉพาะงานประเภทนี้ งานเขียน งานสร้างสรรค์ บางครั้งผลงานที่เราคิดว่าดีที่สุดมันจะล้มเหลวอย่างน่าผิดหวัง บางทีไอ้งานที่เราทำเล่นๆ ดันขายดีครับ หรือว่าถ้าในเชิงของ content ก็คือมี viral ถล่มทลายครับ

Ryan บอกว่ามีภาพหนึ่งติดอยู่ในหัวของเขาเสมอครับ ทุกวันนี้เวลาเขาเขียนหนังสือหรือบทความที่ยากเป็นพิเศษ เขามักจะหลับตาคิดถึงโปรเจกต์ที่กำลังทำ แล้วภาพหนึ่งจะปรากฏขึ้นมา มันเป็นภาพของนักเบสบอลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ ยืนอยู่ที่จุดตีลูก ภาพถูกซูมเข้ามาเหมือนฉาก slow motion ในรายการ Sport Center นักกีฬาคนนั้นกำลังสวิงไม้ และในเสี้ยววินาทีที่ไม้กระทบกับลูกบอล มันเป็นท่วงท่าที่สวยงามคลาสสิก เหมือนกับการตีของ Ted Williams หรือ Micky Mantle ครับ ขาหน้ากางออกเล็กน้อย ขาหลังถอยสุดตัวครับ ไม้ตีพุ่งเข้าในจังหวะที่สมบูรณ์แบบ

Ryan ก็บอกว่านี่แหละคือภาพที่ผมเห็น เขาบอกว่าไม่ว่าลูกจะไปทางไหน มันจะเป็นแบบดีไม่ดีไม่รู้ จะแกรนด์สแลมหรือไม่ไม่รู้ แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาบอกว่าผมคงหมกมุ่นกับผลลัพธ์ ผมอยากรู้ว่านักกีฬาคนนั้นคือใคร เล่นให้ทีมไหน ลูกบอลไปตกที่ไหนครับ โฮมรันหรือเปล่า แต่ตอนนี้เขาบอกว่าผมไม่สนใจเรื่องพวกนี้แล้ว ภาพนั้นเป็นเพียงช่วงเวลาแห่งการเชื่อมต่อระหว่างที่ไม้กระทบกับลูกเบสบอลครับ มันเป็นอะไรที่มหัศจรรย์มากครับ ลูกพุ่งมาด้วยความเร็ว 90 ไมล์ต่อชั่วโมง ภายในเวลาแค่ 400 มิลลิวินาที เรียกได้ว่าเป็นความสมบูรณ์แบบ ณ จังหวะนั้น และไม่ว่าลูกมันจะไปที่ไหน โมเมนต์นั้นก็เป็นความสำเร็จด้วยตัวมันเองครับ

เขาบอกว่าเวลาเขาพูดอย่างนี้ อาจจะต้องเล่าให้ละเอียดลงไปอีกนิดหนึ่งครับ เขาบอกว่าอย่าเผลอไปคิดถึงผลลัพธ์ก่อนการกระทำ มีเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับ Frank Robinson ที่เขาเคยเขียนครับ เขาบอกว่ามันเป็นเกมธรรมดาเกมหนึ่ง Robinson ตีลูกได้ครับ เกิดเสียงแบบที่มันเป็นแบบเวลาลูกมันโดนไม้เต็มๆ ครับ ลูกบอลต้องออกไปนอกสนามแน่ๆ เขามั่นใจมากจนกระทั่งวิ่งไปเบสแรกแบบไม่รีบ แต่ว่าจู่ๆ ลูกบอลก็ดันตกกระทบกำแพงครับ ไม่ถึงขอบสนามที่เขาคิดไว้ เขาก็เลยต้องหยุดที่เบสแรก ไม่ได้เป็นโฮมรัน เป็นแค่ single แทน แต่ว่าทีมเขาชนะก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรครับ

แต่หลังจากจบเกม Robinson เดินเข้าไปในห้องผู้จัดการทีม แล้วก็วางเงิน 200 ดอลลาร์ไว้บนโต๊ะครับ เขาปรับตัวเอง บอกว่าปรับตัวเองที่เขามั่นใจในผลลัพธ์มากเกินไป หมกมุ่นกับผลลัพธ์มากเกินไป และมันทำให้เขาไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีที่สุด เขาบอกว่าแม้ทีมจะชนะ แต่ว่าวันนั้นเขาผิดหวังกับตัวเอง บอกว่าการที่เขาไม่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด แต่ว่าดันไปโฟกัสกับผลลัพธ์ มันทำให้เราเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเรื่องที่สำคัญได้มากๆ เลย นั่นก็คือเราควบคุมผลลัพธ์ไม่ได้ แต่เราควบคุมงานของเราได้ครับ

แน่นอนว่าในบริษัทในโลกของความเป็นจริง บริษัทต้องทำกำไร ต้องมีการเติบโตทุกไตรมาสครับ คุณก็ต้องพึ่งยอดขาย ต้องแคร์ผลลัพธ์อยู่ดี แต่ว่าต้องถามว่าไอ้คำว่าแคร์ผลลัพธ์จริงๆ มันคืออะไรกันแน่ ถ้าคุณเริ่มทำงานไปนานพอ คุณจะเริ่มเข้าใจว่าไอ้สิ่งที่มันควบคุมไม่ได้ มันมีอยู่จริง และไม่ว่าคุณจะอยากควบคุมมันแค่ไหนก็ตาม คุณก็จะควบคุมมันไม่ได้ แต่คุณแค่มีอิทธิพลเหนือมันได้เท่านั้น

มีนักปราชญ์คนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า "ความทะเยอทะยานคือการผูกความสุขของคุณไว้กับสิ่งที่คนอื่นพูดและทำ ส่วนคนที่มีสติที่ดีจะผูกความสุขของคุณไว้กับการกระทำของตัวคุณเอง" ครับ

Ryan Holiday ก็เลยบอกว่าต่อไปนี้ ให้นึกถึงตอนตีเบสบอล ไม่ว่าอะไรก็ตามที่คุณกำลังจะทำแล้วมันยากแค่ไหนก็ตาม เหมือนที่อยู่ในสนาม World Series ของเบสบอลอย่างนี้ ลูกบอลมา หน้าที่ของคุณคือคุณต้องตีให้ได้ดี มันฟังดูแบบตรงไปตรงมามากเลยใช่ไหมครับ ผมกำลังเปรียบเทียบกับโลกปัจจุบันของเรา บางทีเรากังวลมากเกินไปว่าเอ๊ะ เราจะพูดรู้เรื่องไหมนะในพรีเซนต์พรุ่งนี้ เรากังวลมากเกินไปว่าเอ๊ะ เราจะขายของได้ไหมนะ ควอเตอร์หน้า ปีหน้า เดือนหน้า เอ๊ะ ลูกค้าจะซื้อของเราไหมนะ พรุ่งนี้จะไปพิตช์งานจริงๆ เราไม่ควรเสียเวลากังวลเรื่องพวกนี้ เหมือนกับที่ Frank Robinson บอกเมื่อกี้ว่าไม่ต้องสนใจว่ามันจะออก มันจะโฮมรันหรือไม่โฮมรัน หน้าที่ของเราคือเราเตรียมตัวให้ดีที่สุดในการไปพรีเซนต์งานลูกค้าพรุ่งนี้ เราเตรียมตัวให้ดีที่สุดในการไปพิตช์งานในเดือนหน้า เราอยากขายของเรา พัฒนาของเราให้ดีที่สุด เรามีหน้าที่เรารับผิดชอบวันนี้ เรารู้ว่าเราต้องทำอะไร ให้ทำพอแล้ว เพราะหลายครั้งบางทีลูกบอลมันก็กระโดดเป็นโฮมรันไป บางทีมันก็ชนกำแพง แล้วก็เป็นการตีธรรมดาๆ หรือบางทีเราอาจจะตีไม่โดนเลยก็ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการเตรียมพร้อมสำหรับเรานั้นสูญเปล่า

[เสียงเพลง]

5 minutes Good time ช่วงเวลาดีๆ ใน 5 นาที [เสียงเพลง]

วันนี้บทความที่ชื่อว่า "The Top Self Empowering Beliefs" ครับ เป็นบทความสั้นๆ ครับ จากคุณ Alexander Bendy Shesky โอ้โห ชื่อยาวมากครับ น่าสนใจทีเดียว มีอะไรบ้างครับ

อันแรก "ฉันคือตัวละครหลักของเรื่องราวชีวิตของตัวเอง" ถ้าชีวิตของเราคือสนามเด็กเล่น เราจะมามัวนั่งเฉาอยู่ทำไมใช่ไหมครับ ในเมื่อโลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่น่าค้นหาและประสบการณ์ใหม่ๆ ถ้าชีวิตเราคือหนัง ขอเลือกเป็นหนังแอคชั่นสุดมันครับ มากกว่าจะเป็นหนังดราม่าที่เนิบนาบ เราเลือกชีวิตของเราในเรื่องแบบที่เราอยากเล่าได้เอง การมองชีวิตแบบนี้ยังช่วยให้เรามีระยะห่างจากปัญหาของตัวเอง เหมือนเวลาเราให้คำแนะนำกับเพื่อน มันง่ายกว่าเมื่อเรามองจากมุมที่ไกลขึ้น เขาบอกว่ามองชีวิตเป็นละครหรือหนังที่เราอยากให้มันเป็น

ข้อที่ 2 "ไม่มีคำว่าล้มเหลว มีแต่ประสบการณ์ที่ต้องเรียนรู้" เราไม่อยากเป็นคนที่ยืนอยู่ขอบสนามเพราะว่ากลัวผิดพลาด ไม่กล้าลงมาเตะฟุตบอลเพราะว่าจริงๆ แล้วเตะฟุตบอลสนุกกว่าเยอะครับ ถ้าผิดพลาดเจ็บบ้างก็แค่เรียนรู้จากมันครับ เราอาจจะเคยถูกปฏิเสธ แต่นั่นก็โอเค มันเป็นบทเรียนที่ทำให้เราเข้าใจแล้วก็ปรับตัวเพื่อที่จะลองใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ข้อที่ 3 คือ "ฉันอยู่ตรงจุดที่ควรจะอยู่เพื่อที่จะเติบโต" บางครั้งชีวิตโยนเราไปอยู่ในจุดที่เราไม่ค่อยสบายใจ ไม่ค่อยสบายกายเท่าไหร่ แต่ให้คิดเสมอว่าไอ้จุดตรงนี้มันคือจุดที่เราจำเป็นจะต้องเติบโต เราไปอยู่ในงานที่แบบยากมาก ทำแล้วจะร้องไห้ ให้มองว่านี่คือโอกาสในการพัฒนา สมมุตินะว่าเราขาหัก มันอาจจะเป็นเพื่อเหตุผลบางอย่างก็ได้ มันอาจจะเป็นเพื่อให้เราพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน หรือคิดไอเดียใหม่ๆ เพราะเราไปไหนไม่ได้ก็ได้ครับ ให้คิดแบบนี้ว่าฉันอยู่ตรงนี้ อยู่จุดนี้ เพราะเรากำลังจะเติบโต อาจจะไม่ใช่จุดที่ฉันชอบ แต่เรากำลังจะเติบโต

ข้อที่ 4 "มีเพียงฉันเท่านั้นที่ควบคุมและจัดการความคิดของฉันได้" ในที่นี้หมายถึงว่าเราเลือกได้ว่าเราจะโฟกัสกับอะไรครับ เราจะเลือกโฟกัสกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ไถมือถือไปเรื่อยๆ ก็ได้ หรือเลือกจะมองว่าเฮ้ย ตอนนี้เราอยากจะทำสมมุติงานเขียนสักชิ้นหนึ่ง เพื่อสร้างผลงานหนังสือชิ้นเอกของเราอะไรแบบนี้ครับ เราเลือกได้ที่จะโฟกัส รวมถึงเราเลือกที่จะโฟกัสกับสิ่งที่มีความสุข หรือไม่มีความสุขก็ได้ครับ เพราะชีวิตเรามีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี เราโฟกัสได้ว่าเราจะเลือกเรื่องดีหรือไม่ดีมาอยู่ในใจเรามากกว่ากัน

ข้อที่ 5 "ความคิดเห็นคนอื่นไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน" ความกลัวที่ทำให้เราไม่กล้าออกจาก comfort zone ก็คือความกลัวอันหนึ่งก็คือความคิดที่ว่าคนอื่นจะมองเรายังไง โดยเฉพาะเมื่อเราเฟลครับ ซึ่งคนเป็นอย่างนั้นเยอะ แต่ท้ายที่สุดแล้วเราต้องบอกว่าช่างมันเถอะครับ ช่างมันเถอะ เพราะว่าจริงๆ แล้วคนอื่นเขาไม่ได้มีเวลามาสนใจอะไรเรามากมายขนาดนั้นหรอกครับ เราไม่ได้เป็นตัวเอกในเรื่องของใครนอกจากเรื่องของเราเอง

ข้อที่ 6 "ไม่มีปัญหา มีแต่ความท้าทายและโอกาสใหม่" ครับ คือมันจะมีของอะไรที่เรารู้สึกว่าเราอาจจะเรียกมันว่าปัญหา แต่ถ้าเรามองมันใหม่ว่ามันไม่ใช่ปัญหา มันคือความท้าทาย และเป็นโอกาสในการทำอะไรบางอย่างด้วย

ข้อที่ 7 "เราสมบูรณ์ในแบบของตัวเอง" ในที่นี้แปลว่าไม่จำเป็นต้องรวยก่อนถึงจะมั่นใจ หรือว่าไม่จำเป็นจะต้องหุ่นดีก่อนถึงจะเชื่อว่าเราจะมีเสน่ห์ เราสมบูรณ์ในแบบของเรา ณ วันนี้อยู่แล้ว แน่นอนยังพัฒนาได้ แต่ว่าระหว่างทางจะสนุกกับมันไปด้วย แล้วจะไม่รู้สึกว่าทำไมฉันถึงแย่ขนาดนี้ ฉันรู้สึกว่าฉันโอเคครับ

ข้อที่ 8 "คนส่วนใหญ่กลัวที่จะเป็นผู้นำ ดังนั้นฉันต้องเป็นคนที่ก้าวไปนำ" มันน่ากลัวที่เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยอมทำตามโดยไม่ตั้งคำถามครับ เราเคยอาจจะเคยเห็นคนทำตามโดยไม่ตั้งคำถามด้วยซ้ำว่าทำไมถึงทำแบบนั้น ในชีวิตประจำวันเราก็เป็นแบบนั้นครับ หลายครั้งบางครั้งเราต้องลุกขึ้นมารวบรวมความกล้าแล้วบอกว่าไม่ละ ฉันจะเป็นผู้นำ ฉันจะไม่ปล่อยให้คนอื่นกำหนดชีวิตฉันอีกต่อไปครับ นี่ก็เป็นข้อคิดสั้นๆ ที่หวังว่าจะเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่ฟังอยู่ในตอนนี้ อาจจะเป็นตอนเช้าขับรถไปทำงานนะครับ หรือว่าอาจจะกำลังนั่งทำงานอยู่แล้วเซ็งๆ หวังว่าข้อคิดสั้นๆ 8 อันนี้จะช่วยเพิ่มพลังใจให้คุณได้

[เสียงเพลง]

5 minutes Good time ช่วงเวลาดีๆ ใน 5 นาที [เสียงเพลง]

วันนี้เอาบทความจาก Victor Moan นะครับ "Six life lessons that gave me goosebumps when I finally understood them" นะครับ แปลว่าบทเรียนชีวิตที่แบบโอ้ พอเข้าใจแล้วขนลุกเลยประมาณนี้ครับ

อันแรกครับ เขาบอกว่า "People don't hurt you, your expectations do" คนไม่ได้ทำร้ายคุณ แต่ว่าความคาดหวังของเราต่างหากที่ทำร้ายเราครับ เราจะเคยคิดว่าความเจ็บปวดจากการถูกทรยศ ความผิดหวัง อกหัก มาจากการกระทำของคนอื่นครับ เรามักจะโทษคนอื่นที่ปฏิบัติต่อเราไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่หายไป เพื่อนร่วมงานที่คอยบั่นทอนเรา คนรักที่ไม่ได้รักเราในแบบที่เราต้องการ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราจะได้เรียนรู้ว่าความเจ็บปวดส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากสิ่งที่คนอื่นทำ แต่มาจากสิ่งที่เราคาดหวังให้พวกเขาทำต่างหาก ลองคิดดูนะครับ เราคาดหวังให้เพื่อนเราหวังดี จงรักภักดีกับเรา เราคาดหวังให้แฟนเราเข้าใจเราเสมอ เราคาดหวังความยุติธรรม ความเมตตา การตอบแทน แต่โลกนี้ไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวังของเรา โลกนี้ไม่ได้หมุนไปตามความคาดหวังของเรา มันเคลื่อนที่ไปตามตรรกะของมันเอง หรือมันอาจจะบอกได้ว่ามันเคลื่อนที่ไปตามความวุ่นวายของมันเองก็ได้ครับ โดยไม่สนว่าเราคิดว่าอะไรควรจะเกิดขึ้น

เราอาจจะเคยทำงานกับเพื่อนที่ไว้ใจมากๆ ครับ คนที่เราเชื่อเสมอว่าเขาจะอยู่ข้างเรา ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่เราเสมอในยามทุกข์ยาก แล้ววันหนึ่งเขาก็อาจจะหายไป แบบนี้เป็นต้น เราอาจจะรู้สึกโกรธมาก รู้สึกถูกทรยศ แต่ว่าเราต้องถามตัวเองว่าไอ้ที่เจ็บปวดเนี่ย มันเป็นที่เราเจ็บปวดเพราะการกระทำของเขา หรือเป็นเพราะว่าเราคาดหวังว่าเขาจะต้องทำตัวแตกต่างจากนี้กันแน่ครับ เมื่อเราตระหนักว่าความคาดหวังเป็นเพียงภาพลวงตาที่เราสร้างขึ้นเอง เราจะได้รับสิ่งที่มีค่ามากคืออิสรภาพ เราจะเลิกโทษคนอื่นที่เขาไม่ทำตามสิ่งที่เราคาดหวัง เราจะเริ่มมองเห็นผู้คนตามแบบที่เขาเป็น ไม่ใช่แบบที่เราอยากให้เขาเป็น ในการยอมรับผู้คนตามแบบที่เขาเป็น ไม่ใช่แบบที่เราอยากให้เขาเป็นนั้น สิ่งที่เราจะได้คือความสงบสุข ซึ่งเป็นของที่มีค่ามาก

อันที่ 2 "อิสรภาพไม่ใช่การไม่มีกฎ แต่คือการมีพลังที่จะเลือกกฎของตัวเองได้" ภาษาอังกฤษบอกว่า "Freedom isn't the absence of rules, it's the power to choose your own rules" ครับ คือคนชอบคิดว่าอิสรภาพแปลว่าเอ้ย มันต้องไม่มีกฎอะไรเลย ทำทุกอย่างได้ตามใจชอบครับ ไม่มีข้อจำกัด ไม่มีอะไรเลย ไม่มีใครมาบอกว่าเราต้องทำอะไร แต่อิสรภาพไม่ใช่แบบนั้น อิสรภาพไม่ใช่การทำสิ่งอะไรก็ได้ตามใจชอบ เมื่อไหร่ก็ได้ที่อยากทำ ไอ้นี่จะนำไปสู่ความวุ่นวาย อิสรภาพที่แท้จริงไม่ใช่การหนีจากกฎ แต่เป็นการสร้างกฎของตัวเอง คือความสามารถในการเลือกกฎที่เราจะใช้ชีวิต เลือกวินัยที่เราจะบังคับตัวเองได้ มันคือการกำหนดว่าความสำเร็จ ความรัก และจุดหมายในชีวิตของเราควรเป็นไปตามมุมมองของเรา ไม่ใช่มุมมองของคนอื่น ไม่ใช่มุมมองของสังคม มันคือการตั้ง boundary หรือว่าขอบเขตที่ปกป้องพลังงานของเรา การตัดสินใจที่สอดคล้องกับคุณค่าหรือ value ที่เรายึดถือ แม้มันจะยากก็ตาม

คุณอาจจะเคยเจอคนที่ปฏิเสธโครงสร้าง ปฏิเสธระเบียบ ปฏิเสธวินัยทุกอย่างในชีวิต โดยคิดว่ามันจะทำให้พวกเขานั้นเป็นอิสระ แต่สิ่งที่พวกเขาได้ตรงกันข้ามอิสระโดยสิ้นเชิงเลย ได้การเสพติด ความวิตกกังวล การสูญเสียทิศทางโดยสิ้นเชิง พวกเขาไม่ได้อิสระเลย แต่เขาตกเป็นทาสของแรงกระตุ้นที่กระโดดมากระโดดไปแบบนี้ต่างหาก ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้แล้ว มุมมองเราจะเปลี่ยนไปหมด เราจะตระหนักว่าการตั้งกฎของตัวเองอย่างตั้งใจ จงใจ และมีสติ คือเส้นทางสู่อิสรภาพที่แท้จริง กฎที่ว่าต้องตื่นเช้า กฎที่ว่าต้องทำงานแม้ไม่อยากทำ กฎที่ว่าต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวของตัวเอง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ข้อจำกัดเลย แต่เป็นเครื่องมือที่สร้างพลังงานให้กับเรา วินัยไม่ได้กักขังคุณ แต่มันเป็นรากฐานของการสร้างสิ่งที่มีความหมาย เหมือนที่ใครสักคนเคยกล่าวไว้นั่นแหละ

ข้อที่ 3 "ความใส่ใจคือรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุดของความรัก" เมื่อก่อนเขาจะเคยคิดว่าความรักคือการแสดงออกที่ยิ่งใหญ่ คำพูดให้กำลังใจ ของขวัญแพงๆ อะไรที่มันเวอร์วังอลังการ ของหรูหราอะไรพวกนี้ แต่จริงๆ ความรักมันคือความใส่ใจ และความใส่ใจนั้นเป็นสิ่งที่ให้กันได้ยากมาก สมมุติเรานึกถึงความรักกับใครสักคนหนึ่ง เราจะพบว่าบางทีเรานึกว่าเราใส่ใจเขา แต่ถ้าเกิดเราไม่ได้อยู่ตรงนั้น เราไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน เราวอกแวก เรากำลังทำนู่นทำนี่อยู่ ไม่ได้ตั้งใจฟังจริงๆ เหล่านี้จึงไม่ใช่ความรักที่แท้จริง ความรักคือการใส่ใจ ความรักคือคุณภาพของเวลาที่คุณมอบให้เขา ความใส่ใจที่แท้จริงไม่แบ่งแยก ความใส่ใจที่แท้จริงทำให้คนนั้นรู้สึกว่าเขามีตัวตน คุณเคยอยู่ในการสนทนาที่คู่สนทนามองโทรศัพท์บ่อยๆ ไหมครับ มันเป็นการรู้สึกเหมือนถูกปฏิเสธใช่หรือไม่ นั่นเป็นเพราะว่าเรารู้สึกแบบนั้น ก็คือความใส่ใจคือความรักนั่นเอง ดังนั้นนี่คือวิธีการที่เราจะเข้าใจว่าความรักเป็นยังไง

ข้อที่ 4 "ความสำเร็จนั้นเงียบ แต่ความสงบนั้นดังกึกก้อง" "Success is quiet but peace is loud" แปลว่าอะไร เคยมีช่วงหนึ่งที่ผู้เขียนเขาบอกว่าเขาคิดว่าความสำเร็จคือการได้ความสนใจ การได้รับการยอมรับจากสาธารณะ การยกย่องชมเชย หรือการยืนยันจากภายนอกครับ แต่เมื่อเราเริ่มเห็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ เราจะเริ่มเห็นรูปแบบที่แปลกประหลาด คนที่เสียงดังที่สุดไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จที่สุด คนที่ประสบความสำเร็จที่สุดนั้นกลับเงียบ มุ่งมั่น และไม่หวั่นไหว เราไล่ตามความสำเร็จเพราะเราคิดว่ามันจะทำให้ตัวเองมีค่าพอ แต่เมื่อเราบรรลุเป้าหมายภายนอกเหล่านั้น เงิน การยอมรับ สถานะ เราก็เรียนรู้ว่ามันไม่ได้ส่งเสียงดังเลย ความสำเร็จนั้นเงียบ มันเป็นแค่ตัวเลขในบัญชีธนาคาร หรืออาจจะเป็นความสำเร็จเล็กน้อยที่เราบรรลุ แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือความสงบ ความสงบที่แท้จริงนั้นกึกก้อง มันคือความเงียบชนิดที่เติมเต็มหัวใจคุณ แล้วบอกว่าคุณอยู่ตรงที่คุณควรจะอยู่ มันคือความรู้สึกที่คุณสัมผัสได้เมื่อคุณอยู่กับคนที่สบายใจกับตัวเอง คุณเดินเข้าไปในห้องที่มีพวกเขาอยู่ คุณรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง มันเป็นความกึกก้องที่ไม่มีเสียง ไม่มีความตึงเครียด ไม่มีความไม่มั่นคง ไม่ต้องการการยืนยันจากใคร แค่ดำรงอยู่ตรงนั้น ถ้าคุณยังต้องตะโกนกับความสำเร็จของคุณ มันแปลว่าบางอย่างอาจจะไม่มั่นคงอย่างที่คุณคิด ถ้าชีวิตคุณเต็มไปด้วยเสียงรบกวน โอกาสที่คุณยังมองหาความสงบก็ยังมีสูงอยู่ การไล่ตามความสงบแทนความสำเร็จไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องละทิ้งความทะเยอทะยาน มันเป็นการจัดเรียงเป้าหมายใหม่ของคุณให้สอดคล้องกับสิ่งที่นำมาซึ่งความสงบอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การดูดีจากสายตาคนภายนอก อันนี้ขอบอกจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยเจอคนที่เขาแบบ success มากๆ แบบพีคจัดเนี่ยเป็นอย่างนี้จริงๆ นะครับ คือเขารู้สึกสบายๆ ในที่ที่เขาอยู่เสมอ ไม่รู้สึกว่าต้องการพิสูจน์อะไรอีกแล้ว

ข้อที่ 5 "คุณอยู่ห่างจากชีวิตที่แตกต่างเพียง 1 การตัดสินใจเท่านั้น" ผู้เขียน คุณ Victor Moan บอกว่าข้อนี้ทำให้เขา สะเทือนใจอย่างรุนแรงเมื่อเข้าใจมันในที่สุด มันง่ายที่จะรู้สึกติดกับดักนะครับ ไม่ว่าจะเป็นงานที่ไร้อนาคต ความสัมพันธ์ท็อกซิก วงจรของการผัดวันประกันพรุ่ง และชีวิตที่รู้สึกไม่มีแรงบันดาลใจ คุณอาจจะเคยเจอใครบางคนที่ใช้เวลาหลายปีในงานที่เขาเกลียด เขาก่นด่า รู้สึกสิ้นหวัง แล้วรู้สึกไม่มีทางออก แต่ในวันหนึ่งในช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวัง เขาตัดสินใจทำงานอย่างอื่นที่แตกต่างออกไป การตัดสินใจครั้งนั้นครั้งเดียวก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ภายในไม่กี่เดือนชีวิตของคนนั้นเปลี่ยนไปดีขึ้นอย่างมหัศจรรย์ เรื่องนี้ใช้ได้กับทุกเรื่อง การตัดสินใจที่จะมีบทสนทนาที่ยากลำบากเพียง 1 ครั้งเท่านั้น อาจจะทำให้ชีวิตคุณแตกต่างไปเลย การที่คุณตัดสินใจย้ายออกจากเมืองที่คุณอยู่ไปอีกเมืองหนึ่งเพียง 1 ครั้งเท่านั้น ชีวิตคุณแตกต่างไปนะครับ การตัดสินใจที่จะเลิกหาข้อแก้ตัวแล้วลงมือทำ ชีวิตคุณแตกต่างไปหลังจากนั้น

คนส่วนใหญ่รอเวลาที่สมบูรณ์แบบ แต่ความจริงก็คือเวลาที่สมบูรณ์แบบนั้นไม่มีอยู่จริง เราเป็นคนที่สร้างเวลานั้นขึ้นมาเอง อนาคตของคุณไม่ได้ถูกกำหนดด้วยอะไร มันถูกหล่อหลอมโดยทางเลือกของพวกเรา และนี่คือความจริงที่ทรงพลังมากที่สุดอย่างหนึ่ง คุณไม่จำเป็นต้องเป็นทุกอย่าง หรือต้องเปลี่ยนทุกอย่างในคราวเดียว แต่คุณต้องตัดสินใจครั้งเดียวที่จะเริ่มเส้นทางใหม่

อันที่ 6 "สิ่งที่ตรงข้ามกับความรักไม่ใช่ความเกลียด แต่เป็นความเฉยเมย" หลายคนอาจจะเข้าใจว่าสิ่งที่ตรงข้ามกับความรักนั้นคือความเกลียด แต่สิ่งที่เจ็บปวดมากกว่าคือความเฉยเมย เมื่อคุณหยุดสนใจบางสิ่งหรือบางคน คุณจะกลายเป็นคนที่เฉยเมย และนั่นหมายถึงว่าคุณตัดขาดการเชื่อมต่อทางอารมณ์ที่หล่อเลี้ยงความรัก ความเข้าใจ และการเติบโต ลองลงไปดูก็ได้ครับว่าความเฉยเมยมันน่ากลัวมากกว่าความเกลียดอีกนะครับ มันเป็นพื้นที่ที่ว่างเปล่า นั่นสอนบทเรียนที่เราเรียกว่าเมื่อคุณห่วงใยใครสักคน แม้ว่าความรู้สึกจะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม คุณยังต้องเชื่อมต่อกันอยู่เสมอ ความโกรธหรือความหงุดหงิดอาจเป็นสัญญาณบอกว่าคุณยังใส่ใจ แต่ความเฉยเมยแปลว่าคุณไม่ใส่ใจอีกแล้ว และนั่นอาจจะรุนแรงมากกว่าคำพูดใดๆ นั่นเองครับ บทเรียนชีวิตพวกนี้ฟังเพลินๆ แบบนี้ก็อาจจะรู้สึกว่าเออ มันก็โอเคเนาะ มันก็ฟังดูแล้วก็ได้คิดอะไรดีครับ แต่ความจริงก็คือกว่าเราจะเข้าใจบทเรียนเหล่านี้ได้ มันต้องเจอเอง มันต้องเข้าใจเองนะครับ เหมือนคำพูดที่ว่า "5 minutes to understand, lifetime to master" ของบางอย่างเนี่ยฟัง 5 นาทีก็รู้เรื่องละว่าเรื่องมันคืออะไร แต่ว่าอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อที่จะเข้าใจมันจริงๆ

[เสียงเพลง]

5 minutes Good time ช่วงเวลาดีๆ ใน 5 นาที [เสียงเพลง]

วันนี้บทความจากคุณ Abis Ali นะครับ ชื่อว่า "If you're in your 20s, know these 15 lessons before it's too late" บทเรียนสำหรับคนอายุ 20 กว่าๆ ครับ มีอะไรบ้าง

บทเรียนที่ 1 ครับ "ทำตามคำแนะนำของตัวเอง" ก็คือตั้งใจฟังตัวเองนั่นแหละครับ พวกเราทุกคนเก่งมากในการให้คำแนะนำกับคนอื่น แต่เรากลับไม่ค่อยทำตามคำแนะนำของตัวเองสักเท่าไหร่ครับ ลองคิดดูนะครับว่าบ่อยครั้งแค่ไหนที่เราบอกให้เพื่อนแบบออกกำลังกาย หรือให้พักผ่อน หรือให้แบบหาแฟนให้ดีหน่อยเนี่ย แต่เรากลับไม่ทำตามสิ่งที่เราแนะนำคนอื่น ความจริงแล้วถ้าเราเริ่มทำตามคำแนะนำที่เราให้กับคนอื่น เราก็คงจะมีชีวิตที่ดีขึ้นเลยแหละครับ

บทเรียนที่ 2 นะครับ "เป็นตัวของตัวเอง จงเป็นคนที่แท้จริง" พยายามอย่าเป็นคนอื่น หยุดตามกระแส หยุดทำตามฝูงชน คนส่วนใหญ่มักจะพูดตามๆ กัน พวกเขาอาจจะไม่ได้คิดด้วยว่าสิ่งที่พูดมาเป็นสิ่งที่ตัวเองเชื่อจริงๆ หรือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากโดดเด่นในฐานะบุคคลคนหนึ่ง หรือยังอยากจะมีความสุข จงเป็นตัวของตัวเองนะครับ มันมีคำพูดคนหนึ่งที่เขาบอก "Escape competition through Authenticity" ครับ คือคุณต้องหนีการแข่งขันทั้งหมดด้วยการเป็นตัวของตัวเอง ให้ความคิดเห็นของคุณ เขียนจากมุมมองที่คุณอยากเขียนนะครับ ถ้าคุณเป็น content creator บน Social Media ซึ่งก็อาจจะเป็นสิ่งที่คนอายุน้อยๆ ตอนนี้ทำกันเยอะเนี่ย อย่าลอกเลียนแบบของคนที่ดังอยู่แล้ว ให้เสนอสไตล์ของตัวคุณเอง

เรื่องที่ 3 นะครับ "หยุดบริโภคเนื้อหาข่าว Content โดยไม่มีสติ" อินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วยข้อมูลที่ดีและไม่ดีนะครับ ถ้าเกิดว่าคุณปล่อยทุกอย่างเข้าไปในสมองคุณน่ะ มันจะเป็นของที่แบบโอ้ มันเยอะมากนะครับ จงมีสติกับสิ่งที่คุณเอาใส่เข้าสมองของคุณ เสพ content เพื่อเรียนรู้ทักษะ เพื่อแก้ปัญหา และตอบสนองความอยากรู้ เพื่อความหลากหลาย อย่าเสพ content เพื่อหลีกหนีความจริง ลองนึกภาพว่าเราใช้เวลากี่ชั่วโมงในการดูฟีดบนโซเชียลมีเดียนะครับ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ให้คุณค่าอะไรกับคุณเลยครับ แทนที่จะลองทำอย่างนั้น ลองใช้เวลาดูเอาเท่าที่จำเป็น แล้วก็ใช้เวลาที่เหลือไปกับทักษะอื่นๆ ในการฝึกทักษะอื่นๆ แทนจะดีกว่า

บทเรียนที่ 4 นะครับ "พลังพิเศษอย่างหนึ่งที่คุณควรจะฝึกใช้ให้เป็นก็คือการเรียนรู้ที่จะนั่งอยู่กับความคิดของตัวเองเงียบๆ" คุณลองมองไปรอบๆ ตัวคุณสิ ทุกคนต่างวอกแวก พวกเขาไม่สามารถอยู่กับความคิดของตัวเองได้ พวกเขาต้องไถมือถือ หรือทำอะไรให้ตัวเองนั้นถูกเรียกร้องความสนใจอยู่ตลอดเวลา กระโดดจากความสนใจหนึ่งไปในความสนใจหนึ่ง ถ้าคุณสามารถพัฒนาความสามารถในการนั่งตั้งอยู่กับความคิดของตัวเองได้ คุณจะเติบโตเหนือคนอื่นเยอะมากๆ มันเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ถ้าคุณเรียนรู้วิธีการที่จะทำ คุณจะปลดล็อกพลังพิเศษที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีอยู่ครับ คนในปัจจุบันมักไม่สบายใจที่ต้องอยู่คนเดียวโดยไม่มีอะไรทำ พวกเขาจะรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กโซเชียลมีเดียทันที ความรู้สึกเบื่อเพียงเล็กน้อยเป็นสิ่งที่ทนไม่ได้ แต่การอยู่กับตัวเองและความคิดของตัวเองจะทำให้คุณเข้าใจตัวเองมากขึ้น คุณตกผลึกและคิดอย่างลึกซึ้งมากขึ้นนะครับ ท้ายที่สุดแล้วมันจะนำพามาซึ่งความคิดสร้างสรรค์ ถ้าถามว่าอะไรเป็นหนึ่งในสารที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ คำตอบคือความเบื่อนั่นแหละครับ เพราะฉะนั้นเริ่มต้นง่ายๆ ลองนั่งสมาธิสักวันละ 10 นาทีดู

บทเรียนที่ 5 "เข้าใจว่าชีวิตคือการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง" ชีวิตของคนที่ไม่พัฒนาตัวเองนั้นจะยากขึ้นทุกวัน ในขณะที่คนที่พัฒนาตัวเองชีวิตจะง่ายขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งคุณพัฒนาชีวิตคุณก็จะดีขึ้น ความหมายของชีวิตคืออะไร ถ้ามีคนตั้งคำถามนี้ เราอาจจะบอกได้ว่าความหมายของชีวิตคือการพัฒนาตัวเองต่อเนื่องนั่นเอง ทุกวันในโลกเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ทักษะที่เคยมีค่าเมื่อ 5 ปีก่อนอาจจะล้าสมัยแล้ว ค่อนข้างเป็นไปได้ในวันนี้ คนที่หยุดเรียนรู้และพัฒนาตัวเองจะตามโลกไม่ทันนะครับ แล้วก็จะไม่มีความสุขด้วยแหละ

บทเรียนที่ 7 "ทำให้การเรียนรู้เป็นทักษะที่ใช้ได้ง่ายมาก" การเรียนรู้เป็นทักษะที่สำคัญของการพัฒนาตัวเอง ยิ่งคุณมีทักษะนี้มากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งแก้ปัญหาได้มากขึ้น ยิ่งคุณแก้ปัญหาได้มากขึ้น คุณก็จะยิ่งหาเงินได้มากขึ้นนะครับ ชีวิตคุณก็จะดีขึ้นอะไรแบบนี้ เพราะฉะนั้นจงฝึกทักษะในการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ให้ง่ายนะครับ ในแต่ละสัปดาห์ก็ได้ ลองตั้งเป้าหมายดูว่าเราจะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ สักอย่างหนึ่ง หรืออย่างน้อยแต่ละเดือนก็ได้นะครับ

บทเรียนที่ 8 "ให้มีค่านิยมหรือว่า value หลักสำหรับตัวเอง" 99% ของผู้คนดำเนินชีวิตโดยไม่มีจุดหมาย ก็แค่ไล่ตามความสุข ความสบาย หรือสิ่งที่คิดว่าน่าจะดี อย่าเป็นหนึ่งในคนพวกนั้นนะครับ จงมีค่านิยมที่เป็นค่านิยมหลักสำหรับตัวเองนะ ใช้ชีวิตตามนั้น ยกตัวอย่างค่านิยมเช่น วินัย การควบคุมตัวเอง การเป็นตัวของตัวเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องนะครับ เวลาคุณใช้ชีวิตตามค่านิยมหลัก คุณจะมีหมุดหมาย แล้วก็อย่าไปประนีประนอมกับสิ่งที่มันขัดกับค่านิยมของคุณ เช่นถ้าคุณเชื่อว่าความซื่อตรงเป็นสิ่งสำคัญ จงยึดมั่นอย่างนั้นนะครับ

บทเรียนที่ 9 "เรียนรู้ธรรมชาติของมนุษย์" คุณไม่มีทางเลือกอื่น คุณต้องอยู่ในโลกนี้พร้อมกับมนุษย์คนอื่นๆ นะครับ มันก็ยากเหมือนกันที่จะรู้ว่าใครดีใครร้ายตั้งแต่ต้นเนี่ย เพราะว่าทุกคนต่างมีหน้ากาก เราต้องพัฒนาความสามารถในการมองทะลุหน้ากาก ถ้าเราทำไม่เป็นเราจะลงเอยกับการมีความสัมพันธ์กับคนผิดประเภทอยู่เสมอ แล้วมันจะทำลายชีวิตเราอย่างสิ้นเชิงนะครับ อย่างที่เรารู้ว่าเราคือผลรวมของคนที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด ดังนั้นจงระมัดระวังเรื่องนี้ให้ดีๆ นะครับ

บทเรียนที่ 10 "เป็นคนเห็นแก่ตัวกับเวลาของคุณและเรียนรู้ที่จะปฏิเสธ" เวลาเป็นสิ่งที่ไม่เกรงใจใคร มันไม่สนใจอะไรหรือใครทั้งสิ้น มันเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ มันมีพลังที่จะทำให้ชีวิตคุณดีมากๆ แล้วมันก็มีพลังที่จะทำให้ชีวิตคุณแย่มากๆ เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้มันอย่างไรนะครับ ทุกคนล้วนมาแย่งชิงเวลาและความสนใจของคุณ คุณจึงต้องปกป้องมัน เป็นคนเห็นแก่ตัวกับเวลาของคุณ และเรียนรู้ที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่เพิ่มคุณค่ากับชีวิตคุณนะครับ รวมถึงปฏิเสธคนด้วยนะที่ไม่เพิ่มคุณค่ากับชีวิตคุณ เวลาเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดที่เรามีนะครับ เพราะฉะนั้นเป็นอย่างเดียวด้วยที่เอากลับมาไม่ได้ หาเพิ่มก็ไม่ได้นะครับ

บทเรียนที่ 11 "จงเขียนให้มาก" อันนี้ผู้เขียนบอกว่าถ้ามีคนถามว่าอะไรคือทักษะเดียวที่ต้องเรียนรู้เพื่อหาเงินและมีชีวิตที่มีความสุข ผู้เขียนเขาบอกว่าจะตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่าต้องเขียนเป็น วิธีการที่คุณจะเขียนให้ดีคือคุณต้องเขียนให้เยอะ วิธีการที่คุณจะเขียนให้เยอะคือคุณต้องอ่านและศึกษางานเขียนของคนอื่น ถามว่าทำไมถึงต้องเขียนเป็น การเขียนคือการเรียบเรียงความคิดในสมองของเราให้ออกมาอย่างน่าสนใจและเข้าใจ หลายครั้งของบางอย่างง่ายขึ้นเยอะมากเมื่อถูกเขียนออกมา เช่นเมื่อคุณต้อง feedback หรือให้ conversation ที่ยากๆ กับใครสักคนหนึ่ง สมมุติคุณจะต้องเอา ยกตัวอย่างยากสุดเลย คุณต้องการจะเอาคนออก เอาพนักงานออกอย่างนี้ อย่าเข้าไปในห้องประชุมโดยที่ไม่มีอะไรอยู่ในมือ ไม่ได้เขียนไป เขียนไปเลยว่าคุณจะพูดอะไรบ้าง คุณจะได้ไม่ถูกชักจูงออกนอกประเด็น

บทเรียนที่ 12 "หาคนดีๆ รักษาพวกเขาไว้" คนดีเหมือนอัญมณี หายากขึ้นทุกวันครับ ถ้าเกิดว่าคุณพบใครสักคนหนึ่งที่มีจิตใจดี ให้รักษาพวกเขาไว้นะครับ ถ้าคุณต้องการให้พวกเขาอยู่กับคุณ ต้องเป็นคนดีตอบด้วย สิ่งที่น่าสนใจคือคนดีจะดึงดูดคนดีเช่นเดียวกัน คนไม่ดีก็จะดึงดูดคนไม่ดี คนดีนั้นดูจากใจจริงนะครับ ไม่ใช่คำพูด ความสัมพันธ์เป็นสิ่งหนึ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว หรือคู่ครอง ถ้าคุณพบคนที่จริงใจ สนับสนุนคุณ และทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น ให้ทุ่มเทในการรักษาความสัมพันธ์นั้น แสดงความกตัญญู ให้เวลา และความทรงจำที่ดีร่วมกัน คนดีจะทำให้ชีวิตคุณมีความสุขและมีความหมายมากขึ้น

บทเรียนที่ 13 "อย่าพึ่งพาคนอื่นสำหรับทุกสิ่ง" แน่นอนเราคงทำทุกอย่างเป็นไม่ได้แน่ๆ ครับ แต่ความจริงก็คือว่าชีวิตเรา เราต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และคนส่วนใหญ่นั้นไม่มีเวลาเพียงพอที่จะมาแก้ไขปัญหาให้คุณนะครับ เพราะฉะนั้นต้องเรียนรู้ที่จะจัดการของบางอย่างด้วยตัวเองนะครับ อย่าคาดหวังว่าคนอื่นจะพร้อมเสมอสำหรับมาช่วยคุณ

บทเรียนที่ 14 นะครับ "ขอบคุณทุกสิ่งที่คุณมี" ไม่ว่าคุณจะเป็นอะไรอยู่ตอนนี้ มีแนวโน้มว่าคุณจะไม่ชื่นชม ไม่ได้ชื่นชมชีวิตของคุณมากพอ ถ้าวันนี้คุณตื่นมาแล้วสุขภาพคุณดี ไม่เจ็บไม่ป่วยนะครับ ให้รู้ว่าคุณโชคดีกว่าคนจำนวนมาก มีคนจำนวนมากบนโลกใบนี้ที่จะแลกทุกอย่างเลยเพื่อการมีสุขภาพปกติแบบคุณวันนี้ครับ เพราะฉะนั้นจงขอบคุณสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว การแสดงความขอบคุณกับสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวนะครับ เช่น เขียน gratitude Journal ทุกวัน 3 อย่าง ช่วยให้มุมมองของเราเปลี่ยน เราจะเห็นสิ่งที่เรามีมากกว่าสิ่งที่เราขาด

บทเรียนสุดท้าย บทเรียนที่ 15 "ไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นคิดอย่างไรและทำในสิ่งที่คุณต้องการ" อันนี้จะเป็นบทเรียนที่ล้ำค่าที่สุด ในที่สุดแล้วชีวิตจะเป็นของคุณ ไม่ใช่ของคนอื่น คุณไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่น หรือทำตามกฎของสังคมที่ไม่ได้มีความหมายสำหรับคุณ คนส่วนใหญ่ใช้เวลามากจนเกินไปในการกังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับพวกเขา พวกเขากลัวการถูกตัดสิน การถูกวิจารณ์ การไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ความจริงก็คือคนอื่นๆ ไม่ได้มีเวลาคิดถึงคุณมากขนาดนั้นหรอก พวกเขาก็กำลังวุ่นวายกับชีวิตและปัญหาของตัวเองเช่นกัน ตั้งเป้าหมายของคุณ ทำตามความฝันของคุณ และใช้ชีวิตในรูปแบบที่เติมเต็มคุณและรู้สึกว่ามีความหมายนะครับ มันอาจจะหมายถึงการเดินเส้นทางที่ไม่ปกติในมาตรฐานของสังคมก็เป็นไปได้

5 minutes Good time ช่วงเวลาดีๆ ใน 5 นาที [เสียงเพลง]

วันนี้บทความจาก Alex Met นะครับ Alex Met with Zero นะครับ บทความนี้ชื่อว่า "10 Ways The book Die With Zero will make you rethink your relationship with time and money" เอิ่ม หนังสือเล่มนี้ขอสารภาพก่อนว่ายังไม่ได้อ่านนะครับ แต่ว่าคนชมเยอะมากเลยนะหนังสือเล่มนี้นะครับ เรามาดูเนื้อหาบางส่วนแล้วกัน ถือว่าเป็นพรีวิวนะครับ

วันนี้คุณเคยถามตัวเองไหมว่าเรากำลังทำทุกอย่างที่คุณทำอยู่วันนี้ไปเพื่ออะไร คนส่วนใหญ่ก็เติบโตมาก็คล้ายๆ ผมครับ เราก็บอกว่าเราต้องทำงานเก็บเงิน เก็บเงินลงทุนจะได้สบายครับ แต่ว่าถ้าเกิดการตายไปพร้อมกับเงินก้อนใหญ่ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด มันจะเกิดอะไรขึ้นล่ะถ้าเราคิดใหม่ หนังสือ "Die With Zero" โดยคุณ Bill Perkins ท้าทายแนวคิดในการสะสมความมั่งคั่งไว้สำหรับอนาคตที่ห่างไกล หนังสือเล่มนี้ถามว่าคุณจะใช้เงิน พลังงาน และเวลาของคุณให้คุ้มค่าที่สุดได้อย่างไรในขณะที่คุณยังมีชีวิตอยู่ เป็นไปได้ไหมครับว่าคุณจะจัดสรรทรัพยากรของคุณเพื่อสร้างประสบการณ์และชีวิตที่ยอดเยี่ยม สร้างความทรงจำที่มีความหมาย และหลีกเลี่ยงกับดักของการทำงานเพื่ออนาคตที่คุณอาจจะไม่มีชีวิตอยู่ใช้ก็ได้นะครับ

นี่คือมุมมอง 10 มุมมองจากหนังสือ "Die With Zero"

1. "ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ไม่ใช่ความมั่งคั่ง" เงินไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย มันเป็นเพียง means to the end หรือว่าเครื่องมือครับ ที่ช่วยสร้างประสบการณ์ที่นำความสุขและความหมายให้กับชีวิตของเรา ประสบการณ์ต่างๆ มอบความหลากหลายให้กับชีวิตของคุณ ในขณะที่เงินในธนาคารนั้นทำอะไรให้คุณไม่ได้เท่าไหร่ ลองจัดสรรเงินส่วนหนึ่งไปกับประสบการณ์ที่สอดคล้องกับ value ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นงาน การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ โปรเจกต์ใหม่ๆ หรือการได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่คุณรักนะครับ ทำสิ่งเหล่านี้อยู่ทุกช่วงของชีวิต อย่ารอจนแก่เพราะคุณอาจจะไม่ได้แก่ก็ได้

2. "เวลามีค่ามากกว่าเงิน" เวลาต่างกับเงินอย่างหนึ่ง เพราะเวลาเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดและสร้างใหม่ไม่ได้ หลายคนยอมเสียสละช่วงเวลาที่มีพลังงานที่สุดนะครับ ไปกับการทำอะไรที่พลาดโอกาสในการทำอย่างอื่นที่อาจจะมีความหมายมากกว่า ถามตัวเองเสมอว่าเวลาที่เราใช้อยู่ตอนนี้คุ้มค่าที่สุดกับสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ แล้วหรือเปล่า

ข้อที่ 3 "ลงทุนในเงินปันผลหรือว่า dividend ของความทรงจำ" ประสบการณ์ไม่ได้นำมาซึ่งความสุขมาให้เฉพาะเวลานั้นเท่านั้น แต่ว่ามันยังคงจ่ายเงินปันผลหลังจากนั้นด้วยนะครับ มาในรูปแบบของความทรงจำที่คุณสามารถย้อนกลับไปรำลึกได้ตลอดชีวิตนะครับ Perkins เรียกสิ่งนี้ว่า "เงินปันผลแห่งความทรงจำ" หรือว่า "memory dividend" ดังนั้นอุทิศชีวิตของคุณให้กับประสบการณ์ที่สร้างความทรงจำที่ยอดเยี่ยมให้มากขึ้น

ข้อที่ 4 คือ "สร้างสมดุลให้กับเส้นโค้งของชีวิต" พลังงาน สุขภาพ และศักยภาพในการหารายได้ของคุณนั้นเป็นไปตามเส้นโค้งนะครับ จัดการการใช้จ่ายและกิจกรรมของคุณให้สอดคล้องกับช่วงชีวิตที่คุณสามารถสนุกสนานกับมันได้มากที่สุด อย่ารอจนอายุ 65 เพื่อใช้ชีวิตในแบบที่คุณต้องการ เริ่มใช้ชีวิตตั้งแต่วันนี้เลย นั่นไม่ได้หมายความว่าผลาญเงินในบัญชีคุณจนหมด แต่ว่าคุณออกแบบเองได้ ใช้จ่ายให้สนุกพอสมควร และใช้ชีวิตที่มีพลัง มีสุขภาพที่แข็งแรงนะครับ

ข้อ 5 "อย่าเก็บเงินให้มากเกินไปในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต" หลายคนทำงานหนักตลอดชีวิตเพียงเพื่อทิ้งเงินก้อนใหญ่มากๆ หรือมรดกที่พวกเขาไม่เคยได้สนุกกับมันเลย การแก้ไขความไม่สมดุลนี้ต้องใช้ความกล้าหาญ Perkins บอกว่าการทิ้งเงินไว้ให้ลูก หรือว่าบริจาคการกุศลนั้นก็ดี แต่อย่าให้มันมาด้วยต้นทุนที่สูงเกินไปสำหรับชีวิตคุณ อย่าให้มันมาด้วยการเสียสละชีวิตทั้งชีวิตของคุณ แจกจ่ายความมั่งคั่งของคุณอย่างตั้งใจและค่อยเป็นค่อยไปในขณะที่คุณมีชีวิตอยู่ เพื่อที่คุณจะได้เห็นผลกระทบของมันด้วย

ข้อที่ 6 คือ "คำนวณเงินจุดพอเพียงของคุณ" ลองคิดดูว่าคุณต้องการเงินจริงๆ เท่าไหร่เพื่อได้ใช้ชีวิตในรูปแบบที่คุณต้องการ หลายคนนั้นมีเงินมากกว่าที่พวกเขาต้องการจะมีเยอะมาก และทำงานมากเกินไปเพื่อได้เงินมาในสิ่งที่ตัวเองก็ไม่ได้อยากได้เพราะเยอะเกินไป ดังนั้นจึงต้องกำหนดตัวเลขที่พอเพียงของคุณ มีสติและต้องเข้าใจว่าชีวิตนั้นไม่ใช่แค่การสะสมเงินอย่างเดียว

7 คือ "แบ่งชีวิตเป็นช่วงเวลา" ลองคิดถึงชีวิตของคุณเป็นช่วงเวลา เป็น time bucket นะครับ แต่ละช่วงเวลามีความสำคัญแตกต่างกันไป สิ่งที่คุณต้องทำในวัย 30 ไม่เหมือนกับสิ่งที่คุณต้องทำในวัย 60 วางแผนชีวิตของคุณเป็นขั้นเป็นตอน และจัดสรรทรัพยากรของคุณให้ได้ประโยชน์สูงสุดในแต่ละช่วง

ข้อที่ 8 Perkins บอกว่า "อย่าทำงานหนักเกินไป" Perkins ท้าทายแนวคิดที่ว่าการทำงานมากขึ้นเสมอนั้นดีกว่าเสมอ Perkins บอกว่าอันดับแรกต้องแยกความแตกต่างระหว่างทำงานหนักเพื่อเงินกับทำงานเพื่อความสุขครับ ถ้าทำงานเพื่อความสุขนั่นโอเค แต่ถ้าทำงานเพื่อเงิน ถ้ามันเกินไป ในที่สุดแล้วมันจะเป็นผลลบกับชีวิตโดยรวมอย่างแน่นอน

ข้อที่ 9 นะครับ อันนี้น่าสนใจครับ บอกว่า "กล้าเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นๆ" ช่วงเวลาที่คุณพร้อมล้มมากที่สุดคือช่วงเวลาในวัยหนุ่มสาว อย่าเสียเวลาไปกับการระมัดระวังมากเกินไป เพราะคุณไม่รู้หรอกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น และของดีหลายอย่างในชีวิตมาจากการกล้าลงมือเสี่ยงเท่านั้น เสี่ยงในช่วงเวลาที่ยังจัดการผลกระทบของมันได้ ลงทุนในประสบการณ์ ลงทุนด้วยความกล้าหาญในวัยหนุ่มสาวที่คุณพอจะฟื้นตัวจากความผิดพลาดได้

และข้อที่ 10 "สุขภาพคือการลงทุนชนิดหนึ่ง" ความมั่งคั่งของคุณมีความหมายน้อยมากหากร่างกายคุณไม่สามารถตามทันได้ การลงทุนในการออกกำลังกาย นอน อาหาร สุขภาพจิตตั้งแต่เนิ่นๆ นั้นเพิ่มพลังงานให้กับชีวิตคุณที่จะเอาไปใช้ชีวิตอีกทีหนึ่ง ไปเอาประสบการณ์ชีวิตอีกทีหนึ่ง ดังนั้นจงให้ความสำคัญกับสุขภาพของคุณ มันเพิ่มความสามารถในการสนุกกับสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดนั่นเองครับ

5 minutes Good time ช่วงเวลาดีๆ ใน 5 นาที [เสียงเพลง]

วันนี้บทความจาก Zing Bar นะครับ ชื่อว่า "Five facts about human behavior everyone should know" มีอะไรบ้าง มาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

ความจริงข้อที่ 1 ก็คือ "คนเชื่อในสิ่งที่พวกเขาเชื่ออยู่แล้วแม้ว่ามันจะผิด" "confirmation bias" นั่นเอง ความจริงข้อแรกก็คือคนเรามักเชื่อในสิ่งที่พวกเขาเชื่ออยู่แล้วนะครับ แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ผิดก็ตาม ข้อเท็จจริงไม่ได้เปลี่ยนแปลงความคิดของคนเสมอไป แต่ความรู้สึกต่างหากที่ทำได้นะครับ คนเรามักตัดสินใจก่อนว่าจะเชื่ออะไรแล้วค่อยหาเหตุผลมาสนับสนุนทีหลังนะครับ เอาเรื่องที่คนชอบเถียงกันก็ได้ เช่นเรื่องการลงจอดบนดวงจันทร์ของ Neil Armstrong ของสหรัฐอเมริกาครับ มันก็จะมีคนที่คิดว่าเป็นเรื่องหลอกลวงนะครับ คุณแสดงหลักฐานให้เขาดู แสดงวิดีโอ แสดงนู่นนี่นะครับ ต่อให้คุณปลุก Neil Armstrong ฟื้นคืนชีพขึ้นมานะครับ มีหลักฐานทั้งหมด พวกเขาก็เชื่ออย่างนั้นอยู่ดี ไม่เปลี่ยนใจอยู่ดี ทำไมถึงเป็นแบบนั้น เพราะว่าคนไม่ได้สร้างความเห็นบนพื้นฐานของตรรกะนะครับ พวกเขาสร้างความคิดเห็นขึ้นมาก่อนแล้วค่อยออกตามหาล่าเหตุผลมาสนับสนุนภายหลังนะครับ นี่คือ "confirmation bias" นี่คือสาเหตุว่าทำไมการโต้เถียงบนอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องไร้สาระและเสียเวลา เพราะคนจะเพิกเฉยต่อหลักฐานใดๆ ที่ไม่เข้ากับความคิดของพวกเขา พวกเขาจะพยายามทำให้ตัวเองเชื่อว่าอะไรก็ตามที่เขาไม่เห็นด้วยนั้นเป็นเรื่องหลอกลวงนะครับ แม้พิสูจน์ว่ามันไม่หลอกลวงก็ตาม พวกเขาก็จะปัดทิ้งไปเฉยๆ เราจะเห็นนะเวลา มีดราม่าไปทัวร์ลงใคร แล้วก็ปรากฏว่าเข้าใจผิดอย่างนี้ ไม่มีใครไปขอโทษนะครับ คือพวกคนเหล่านั้นก็อาจจะยังเชื่อด้วยซ้ำว่าตัวเองคิดถูก หรือพยายามจะอธิบายกับตัวเองว่าเอ้ย มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ฉันไม่รู้หรือเปล่า แล้วก็หายไปเลยอย่างนี้เป็นต้น อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นเลิกไปเถียงกับคนบนอินเทอร์เน็ตนะครับ ทุกวันนี้เวลาผมเห็นคนมาคอมเมนต์อะไรแย่ๆ แบบหาเรื่อง ซึ่งผมก็เจอบ้างครับ ไม่สนใจ ผมบล็อกทิ้งเลยนะ เพราะว่ามันไร้สาระ คนพวกนี้มันไร้สาระครับ คนที่มาคอมเมนต์เราในอินเทอร์เน็ตแบบแย่ๆ ไม่ใช่คอมเมนต์แบบ constructive คอมเมนต์แบบด่าอย่างนี้ คือมันเป็น พูดจริงๆ ว่าเป็นคนที่น่าสงสารครับ เพราะฉะนั้นเราก็บล็อกมัน ไม่ต้องสนใจ

ความจริงข้อที่ 2 คือ "การโต้เถียงส่วนมากไม่ได้พูดถึงเรื่องที่กำลังพูดถึง" หมายถึงว่าไม่ได้พูดถึงประเด็นนั้นนะครับ การโต้เถียงส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นที่ดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่ควรจะต้องโต้เถียงกัน แต่จริงๆ แล้วมันมีอะไรที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น ลองนึกภาพคน 2 คนกำลังตะโกนใส่กัน เอาเรื่องอะไรดี ใครลืมปิดไฟครับ คุณอาจจะแบบเฮ้ย ไอ้แค่เรื่องปิดไฟนี่มันต้องเรื่องใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอครับ จริงๆ ถ้ามันโต้เถียงในลักษณะแบบนี้ ลึกๆ แล้วบางทีมันไม่เกี่ยวกับเรื่องไฟเลยนะครับ แต่มันคือว่าฉันรู้สึกว่าคุณไม่สนใจฉัน หรือมันคือความรู้สึกว่าฉันไม่คิดว่าคุณเคารพในสิ่งที่ฉันทำรอบๆ บ้านอะไรแบบนี้นึกออกไหม เกี่ยวกับที่บ้านในบ้านของเราอะไรอย่างนี้ สมมุติคน 2 คนเถียงกัน แฟนกันอย่างนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับไอ้เรื่องไฟนั้นเท่าไหร่หรอก มันเป็นเรื่องความรู้สึกที่ลึกกว่านั้น

เอิ่ม สมมุติคุณไปเจอหนังสักเรื่องก็ได้ในออนไลน์ว่าแบบถูกจัดลำดับ แล้วมันก็จะมีคนที่เถียงกันว่าแบบเฮ้ย ไอ้นี่มันควรจะเป็นแบบนี้สิ แล้วก็บอกอีกคนหนึ่งไอ้นี่มันโง่มากที่เชื่ออันดับการจัดแบบนี้นะครับ แต่แท้จริงแล้วมันอาจจะมีเรื่องที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น บางคนอาจจะคิดว่า เฮ้ย เราเคยผิดพลาดเรื่องนี้มาก่อน เราจะต้องเถียงครั้งนี้ให้ถูกให้ได้อะไรแบบนี้เป็นต้นนะครับ ดังนั้นถ้าคุณพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในการโต้เถียงที่ไร้สาระ ให้หยุดแล้วถามตัวเองว่าเรากำลังเถียงกันเรื่องอะไรนะ 9 ใน 10 ครั้ง ปัญหาที่แท้จริงซ่อนอยู่ใต้เรื่องไร้สาระเหล่านี้ครับ ไม่ใช่เรื่องนั้นจริงๆ

ข้อที่ 3 คือ "คนจะจดจำว่าคุณทำให้พวกเขารู้สึกยังไง ไม่ใช่รายละเอียดอื่นเช่นเรื่องคือคำพูดเป๊ะๆ อะไรแบบนี้" คนจะจดจำว่าคุณทำให้พวกเขารู้สึกยังไงครับ คำพูดจะเลือนรางหายไป แต่อารมณ์ความรู้สึกมันจะยังติดอยู่ครับ ดังนั้นคุณควรเป็นคนทำให้ผู้อื่นรู้สึกดีนะครับ เพราะความรู้สึกดีนั้นจะทำให้เขาจำได้ ความจำเรื่องอื่นคนจำไม่ค่อยได้ คนอาจจะจำคำพูดเป๊ะๆ หรือสิ่งที่คุณทำไม่ได้ แต่เขาจำความรู้สึก สมมุติว่าไปเรียนหนังสือ เราไปสอนเนี่ย เขาจำไม่ได้หรอกว่าเราพูดอะไรบ้าง แต่ถ้าเรารู้สึกว่าเราพูดเสร็จแล้วรู้สึกมั่นใจในความคิดมากขึ้น อันนี้จำได้ครับ จะเอ้ย โอ้โห ฟังคนนี้พูดแล้วรู้สึกมั่นใจมากขึ้น เหตุผลเพราะว่าสมองเราไม่ได้มีประสิทธิภาพในการเก็บข้อมูลแบบเป๊ะๆ เหมือนคอมพิวเตอร์นะครับ แต่มันเก็บความรู้สึกหรือบรรยากาศองค์รวมมากกว่านะครับ เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากให้คนจดจำคุณในทางที่ดี ก็ไม่ต้องเครียดเรื่องการหาคำพูดที่เหมาะสมนะครับ แต่ว่าอย่าทำให้คนรู้สึกแย่ก็พอครับ

ข้อที่ 4 ก็คือ "ยิ่งตัวเลือกมีเยอะคนยิ่งอยากตัดสินใจน้อยลง" อันนี้คือเรื่องของ "Paradox of Choice" นะครับ ในหนังสือเล่มนี้เลย "Paradox of Choice" เนี่ยเขาพูดถึงว่า ถ้าเกิดว่าคุณให้คนไปเลือกซื้อแยม ถ้าคุณให้เลย 24 รสชาติกับ 6 รสชาติ 24 รสชาติมีคนแวะชิมเยอะกว่าแต่ซื้อน้อยกว่า ถ้าคุณมีแค่ 6 รสชาติคนแวะชิมน้อยกว่าแต่ซื้อเยอะกว่า ได้เงินเยอะกว่านะครับ ตัวเลือกที่มากเกินไปทำให้เรารู้สึกเหนื่อยและตื่นตระหนกนะครับ สุดท้ายก็ไม่เลือกอะไรเลย เคยไปดู Netflix กดไป 20 นาทีแล้วก็ปิดนอนครับ เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผลว่าทำไมนะครับ ไอ้ป้ายประเภทสินค้าขายดี เมนูแนะนำจากเชฟอะไรอย่างนี้ ทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้น

ข้อที่ 5 นะครับ "ให้ทางออกกับคนเสมอ การรักษาหน้าช่วยลดความขัดแย้ง" ความจริงก็คือว่าเราควรจะให้ทางออกกับคนเสมอเนี่ย การรักษาหน้าทำให้คนรู้สึกไม่อยากปะทะมากขึ้น ไม่มีใครชอบถูกพิสูจน์ว่าผิด เราต้องให้ทางออกที่ไม่อับอายกับพวกเขาครับ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากขึ้นไปอีกถ้าคุณเป็นคนที่มีอำนาจด้วยนะครับ สมมุติว่าคุณกำลังโต้เถียงกับใครบางคน คุณมีข้อเท็จจริงทุกอย่างเรียงรายพร้อม คุณสามารถฝังพวกเขาได้เลยนะครับ เพราะว่าหลักฐานเราเยอะจัด แต่ว่าแทนที่พวกเขาจะยอมแพ้ บางทีพวกเขากลับดื้อมากยิ่งขึ้น ป้องกันตัวเองนะครับ บางทีอาจจะใส่อารมณ์ หรือว่ารุนแรงอะไรมากกว่านั้นนะครับ การโต้เถียงนี้ไม่ได้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงอีกต่อไป แต่เป็นการพยายามเอาตัวรอดของอีโก้ของเรา บางคนต้องการเอาชนะถึงขั้น "Burn the Bridge" ทำลายมิตรภาพ ศักดิ์ศรีทุกอย่างของอีกฝั่งหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นเวลาเราโต้เถียงกับใคร อย่าต้อนเขาจนเข้ามุมและบอกว่าคุณผิด 100% อย่างนี้ ให้มีทางลงให้กับเขาด้วยนะครับ ให้เขาเนี่ยรู้สึกว่าไม่ได้พ่ายแพ้แบบโอ้โห ย่อยยับ เพราะคนไม่ชอบความรู้สึกนั้น คนยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ไม่อยู่ในความรู้สึกนั้น รวมถึงการทำร้ายคุณด้วยนะครับ แล้วจริงๆ การทำให้คนผูกใจเจ็บก็ไม่มีประโยชน์อะไรอยู่แล้วครับ นี่ก็คือบทสรุปเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ที่เราสามารถเอาไปใช้ทุกวันได้ โดยเฉพาะในบริบทของการทำงาน เจอ 5 ข้อนี้ตลอดเวลาเนาะในบริบทการทำงานนะครับ ก็ลองไปปรับใช้กันดูนะครับ

5 minutes Good time ช่วงเวลาดีๆ ใน 5 นาที [เสียงเพลง]

วันนี้บทความจากคุณ Alex ชื่อว่า "Nine Natural habits of the top 5% most authentic people" ครับ นิสัยของคนที่แบบเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริงมีอะไรบ้างนะครับ ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยสงสัยว่าทำไมบางคนถึงใช้ชีวิตดูเป็นธรรมชาติ เป็นตัวของตัวเอง ดูน่าเชื่อถือมากกว่าคนอื่นๆ นะครับ บทความวันนี้ผมจะมาแชร์กับทุกท่าน ซึ่งเป็นบทความที่เขียนโดยคุณ Alex ที่ได้แบ่งปันประสบการณ์ของเขาที่พยายามค้นหาความเป็นตัวของตัวเองมาเป็นเวลานานนะครับ ก่อนจะเริ่มต้องบอกกันเลยว่าการเป็นตัวของตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ ผมเองก็เคยรู้สึกไม่มั่นใจแล้วก็พยายามจะเป็นคนอื่น ซึ่งมันก็ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ครับ

ในบทความนี้คุณ Alex เล่าว่าปัญหาของการเป็นตัวของตัวเองคือเราไม่ค่อยรู้ว่าเราจริงๆ แล้วควรจะเป็นใคร แล้วเราจะไว้ใจตัวเองได้ยังไง ถ้าคุณยังรู้สึกเป็นแบบนั้น รู้สึกว่าคุณยังงงๆ อยู่เนี่ย นี่อาจจะช่วยได้ มีทั้งหมด 9 ข้อ

พฤติกรรมที่ 1 นะครับ "การเป็นตัวของตัวเองนั้นไม่ใช่การกระทำที่เราต้องควบคุมหรือตั้งใจทำ" มันคือการแสดงออกโดยธรรมชาติเมื่อเราไม่ได้พยายามจะเป็นอะไรเลย หรือไม่ได้ตั้งใจจะเป็นอะไรเลย มันคือสิ่งที่แสดงออกเมื่อเราไม่ได้หมกมุ่นกับตัวเอง ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง ไม่ได้ตัดสินตัวเอง ไม่ได้ตัดสินคนอื่น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่สามารถเรียนรู้ที่จะสื่อสารให้ดีขึ้นได้ แต่หลังจากที่คุณเข้าใจสภาวะนี้แล้ว ฝึกจนชำนาญแล้ว คุณจะพบว่าแท้จริงแล้วการเป็นตัวของตัวเองนั้นคือการปล่อยวาง ปล่อยวาง ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ลองนึกถึงเวลาเราเรียนขี่จักรยาน ตอนแรกเราต้องคอยคิดว่าต้องขี่ยังไง ต้องถีบยังไง ต้องทรงตัวยังไง แต่เมื่อเราขี่เป็นแล้ว เราก็จะขี่ไปเฉยๆ โดยไม่ได้คิดอะไรมาก นั่นแหละคือการเป็นตัวของตัวเอง มันคือสภาวะหนึ่ง

พฤติกรรมที่ 2 "พวกเขาทำในสิ่งที่พวกเขาพูดไว้" คนที่เป็นตัวของตัวเองมีชีวิตที่ซื่อสัตย์ครับ และความซื่อสัตย์นี้ไม่ได้หมายถึงการซื่อสัตย์แค่กับคนที่เราพบเจอเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการซื่อสัตย์ในช่วงเวลาเงียบๆ เบื้องหลังฉากที่ไม่มีใครเห็น ตอนที่เราอยู่คนเดียว มันคือการซื่อสัตย์กับตัวเอง พวกเราไม่สามารถสมบูรณ์แบบได้เสมอ และบางครั้งเราก็พลาดพลั้งไปบ้าง แต่คุณต้องก้าวไปในทิศทางของความซื่อสัตย์เสมอนั่นหมายความว่าการทำในสิ่งที่คุณให้คำมั่นไว้ ให้เกียรติกับคำมั่นสัญญาของตัวเอง

พฤติกรรมที่ 3 "พวกเขายิ้มเมื่อต้องการจะยิ้ม" การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมไม่ใช่เรื่องของการพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าคุณเป็นคนดีแค่ไหน เพราะฉะนั้นคุณ Alex บอกว่าเขาเองก็เคยพยายามยิ้มและหัวเราะมากเกินไปเพื่อให้ดูเท่ ดูมีความสุข ดูเป็นคนปกติ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็พบว่ามันไม่ช่วยอะไรขึ้นมาเลยนะครับ เพราะฉะนั้นจงยิ้มเมื่อคุณต้องการจะยิ้มเท่านั้น จริงๆ แล้วคุณไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในสภาวะแบบนั้นตลอดเวลาก็ได้

พฤติกรรมที่ 4 นะครับ "การกระทำพวกเขานั้นสอดคล้องกับค่านิยมของพวกเขา" นอกจากการกระทำที่สอดคล้องกับความตั้งใจแล้ว พวกเขายังทำตามระบบค่านิยมของตัวเองด้วย ซึ่งไม่จำเป็นต้องซับซ้อน ค่านิยมเกิดจากสัญชาตญาณที่เราเรียกว่าศีลธรรม เอาศีลธรรมอันนั้นมาใช้ในการตัดสินใจ คุณรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องตัดสินใจยังไง ถูกหรือไม่ถูกนะครับ คุณรู้ว่าโอกาสแบบนี้ทำได้ไหม สิ่งนี้ทำได้หรือไม่ ได้ มันขัดกับความรู้สึกของคุณอย่างไร ถ้าหากว่าคนมีโอกาสได้ทำงานบางอย่างแต่มันทำร้ายผู้คนแม้จะถูกกฎหมายก็ตาม คุณจะทำหรือไม่ นี่แหละคือการทดสอบค่านิยมของคุณ

พฤติกรรมที่ 5 นะครับ "พวกเขาไม่ได้อยู่ในหัวตลอดเวลา" แปลว่าพวกเขาอยู่กับปัจจุบัน ไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับความคิดนะครับ อยู่ตลอดเวลาคือหมายถึงว่าไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเองนะครับ คนเหล่านี้เวลาคนที่เป็นตัวของตัวเองมากๆ จะใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน จะเข้าใจจริงๆ ว่าตอนนี้อะไรคือเรื่องสำคัญ

พฤติกรรมที่ 6 "พวกเขาแสดงด้านมืดออกมาเมื่อเวลามันเหมาะสม" ถ้ามีอะไรรบกวนตัวเขาหรือคนที่เขารัก แล้วเขารู้สึกว่ามันเป็นที่ที่เขาสามารถที่จะต้องแสดงสิ่งที่มันอาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นด้านมืดออกมาอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา แต่ด้วยท่าทีสงบและให้เกียรติ ไม่ใช่ระเบิดอารมณ์ออกมา นั่นคือสิ่งที่คนเหล่านี้จะทำ ถ้าหากคนเหล่านี้เห็นความอยุติธรรม พวกเขาจะต่อสู้ด้วยแรงและกำลังทั้งหมดที่เขามีครับ มันอาจจะดูก้าวร้าวเลยทีเดียวแหละ แต่มันจะเป็นความก้าวร้าวที่ในนี้เขาใช้คำว่า "genuine" ก็คือตรงไปตรงมานะครับ

พฤติกรรมที่ 7 "พวกเขาพูดโดยไม่เปลืองพูด" ก็คือพูดในสิ่งที่อาจจะพูดจริงๆ นะครับ ไม่ไม่อ้อมโลก ไม่ไร้สาระ

พฤติกรรมที่ 8 "พวกเขาเต็มใจที่จะดูไม่ดีถ้ามันมีเหตุผลเพื่อความซื่อสัตย์" ถ้าเกิดว่าเขาจำเป็นจะต้องทำบางอย่างเพื่อรักษาความซื่อสัตย์ แต่มันจะทำให้เขาดูไม่ดี เขาจะทำ เขากล้าเปิดเผยความผิดพลาดในอดีต ความล้มเหลว ความไม่สมบูรณ์แบบ เขาไม่กลัวความไม่สมบูรณ์แบบ แต่เขาจะกลัวมากกว่าที่เขาจะไม่ซื่อสัตย์กับตัวเอง

พฤติกรรมที่ 9 สุดท้ายก็คือ "งานของพวกเขานั้นไม่ได้มีเพื่อตัวเองเท่านั้น" การทำงานที่ช่วยปรับปรุงสภาพของโลกรอบตัวเขานั้นคือสิ่งที่คนเหล่านี้รู้สึกทำแล้วมีชีวิตชีวา คุณไม่ได้ทำแค่พยายามจะอยู่รอด หรือทำเพื่อความต้องการของตัวเอง แต่งานของคุณนั้นมีความหมายมากกว่านั้น และนี่คือสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นภารกิจที่ทำให้เขาอยู่บนโลกใบนี้อย่างเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ขอทิ้งท้ายแบบนี้ว่าการเป็นตัวของตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันคุ้มค่าที่จะพยายาม เพราะเมื่อเราเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง เราจะมีความสุขมากขึ้น มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับคนรอบข้างมากขึ้น และมีชีวิตที่มีความหมายมากขึ้นด้วยนะครับ

5 minutes Good time ช่วงเวลาดีๆ ใน 5 นาที [เสียงเพลง]

วันนี้บทความจาก Alberto Garcia ชื่อว่า "Nine Painful Truths I discovered at 40 that I wish I had known in my 30s" ครับ ความจริงที่มาค้นพบตอนอายุ 40 ที่น่าจะรู้ตั้งแต่ตอนอายุ 30 เนี่ย

อันแรกบอกว่า "สิ่งที่คุณเกลียดคือสิ่งที่คุณต้องการ" ถ้าคุณเกลียดอะไรบางทีคุณจำเป็นต้องมีมันนะครับ คุณ Alberto เล่าว่าตั้งแต่อายุ 30 จนถึง 38 เขาทำงานในวงการขายครับ ทั้งประกันภัย ที่อยู่อาศัย กฎหมาย เขารู้สึกเกลียดมาก รู้สึกว่างานมันน่าเบื่อ อับอายที่ต้องไปเจอกับลูกค้า คิดว่ามันเป็นทักษะที่ไม่จำเป็นเลยสำหรับการที่จะทำอาชีพนักเขียน คือเขาอยากเป็นนักเขียนนะครับ ซึ่งเขาคิดผิดอย่างมาก เขาบอกทีหลังว่าถ้าเขาไม่ได้เรียนรู้วิธีการขาย เขาคงไม่สามารถอุทิศตัวเองให้กับการเขียนได้ เหมือนกับที่ถ้าแม่ของเขาสมัครเรียนคาราเต้เขาตอนเด็กนะครับ แทนที่จะเป็นคลาสภาษาอังกฤษและพิมพ์ดีด เขาคงไม่ประสบความสำเร็จเช่นกันครับ พูดง่ายๆ ก็คือว่าสิ่งที่คุณเกลียดที่สุดคือสิ่งที่คุณอาจจะต้องเรียนรู้มากที่สุดนะครับ

อันที่ 2 คือ "ลมเปลี่ยนทิศได้เสมอ ลมมันจะพัดเพื่อคุณ ก็คือไปในทิศทางของเรา ต้านคุณ หรือบางครั้งมันก็หยุดพัด" Alberto ใช้อุปมาที่น่าสนใจ เขาบอกว่าในกรณีแรก คุณกำลังจะก้าวไปข้างหน้า ลมช่วยพัดให้คุณเดินไปได้เร็วขึ้น ในกรณีที่ 2 คุณต้องพายเรือหรือถอยหลัง ลมมันก็จะต้านคุณครับ ในกรณีสุดท้ายคุณจะหยุดนิ่งนะครับ ไม่มีอะไรในตรงนี้ที่มีนัยยะสำคัญ ทิศทางลมไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะทำอะไร ทิศทางลมมันก็พัดไปของมัน แต่ว่าการเตรียมเรือของคุณให้พร้อมแล่นต่างหากเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นทิศทางลมมันก็จะพัดของมัน ถึงเวลามันก็พัด ฤดูนี้มันจะพัดตรงนี้มันก็จะพัด ประเด็นที่ Alberto เขาจะบอกคือคุณต้องฝึกฝนดูแลตัวเอง ฝึกความอดทน จากวัย 30-40 Alberto ได้ค้นพบว่าแม้จะดูเหมือนว่าลมมันจะพัดมาเป็นประโยชน์กับเราบ้าง ไม่เป็นประโยชน์กับเราบ้าง แต่มันไม่เกี่ยวเลยกับชีวิตเรา ชีวิตเราเราต้องเตรียมตัวของเราเองนะครับ เพราะลมจะเปลี่ยนทิศเสมอ

ประเด็นที่ 3 นะครับ "อาหารที่ให้ความสุขกำลังทำร้ายคุณ" เขาบอกว่าคำว่า "Comfort Food" เนี่ยจริงๆ ค่อนข้างอันตรายมาก นี่เป็นศัพท์ที่คนชอบใช้นะครับ ต้องบอกว่าอาหารที่คุณกินแล้วคุณรู้สึกชอบมัน มีความสุข มันมักจะทำให้คุณมีปัญหาภายหลังตามมา ทำให้อินซูลิน spike ทำให้หัวสมองคุณตื้อคิดอะไรไม่ออกไป ดังนั้นจงให้ความสำคัญกับอาหารมากๆ โดยเฉพาะเมื่อคุณอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นะครับ

ข้อที่ 4 คือ "ไอเดียดีๆ ของคุณไม่ได้เป็นของคุณคนเดียว" เวลาเราคิดอะไรออก จะมีคนที่คิดออกเหมือนเราอีกเป็นพันคนพร้อมๆ กันเลย ดังนั้นไอเดียดีๆ ไม่ได้เป็นของคุณคนเดียว มันจะเป็นของคุณได้ก็ต่อเมื่อคุณเริ่มลงมือทำบนไอเดียนั้นนะครับ ไอเดียมีเยอะแยะมากมายนะครับ แต่คนที่ลงมือทำในไอเดียนั้นมีน้อยมาก

อีกอันต่อไปก็คือ "อย่าประมาทความโง่เขลาของมนุษย์และอย่าประมาทความโง่เขลาของตัวเอง" คุณ Alberto บอกว่าเขาไม่เชื่อเลยว่าชีวิตที่ผ่านมาเขาจะทำอะไรที่มันงี่เง่ามาก เช่นกระโดดลงไปในน้ำทะเลโดยไม่สังเกตว่ากระแสน้ำทะเลมันมีคลื่นใต้น้ำ เขาถูกพัดออกไปเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดตอนนั้น ดีที่มีคนมาช่วยทันนะครับ อีกทีหนึ่งก็คือเดินไปในลำธารในตอนน้ำฝนตกหนักโดยไม่ได้รู้ว่าลำธารนั้นลึกแค่ไหน น้ำท่วมเกือบจะพาเขาพัดไปนะครับ อีกครั้งหนึ่งก็คือออกไปทำงานในตอนบ่ายที่อุณหภูมิ 45 องศาโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน แล้วก็ทำอยู่โดยคิดว่าตัวเองแข็งแรงเพราะว่ายังอายุน้อยอยู่นะครับ ตอนนั้นก็ได้เข้าโรงพยาบาลไปเลย อีกครั้งหนึ่งไปใช้แอปแชร์รถกับคนแปลกหน้าเพื่อเดินทางไปในที่ที่อันตรายมากๆ แล้วก็เจอแบบมิจฉาชีพนะครับ ดีที่เราตัวรอดมาได้ เขาบอกว่าอย่าประมาทความโง่เขลาของตัวเอง จงถามตัวเองอยู่เสมอว่าสิ่งที่เราทำเป็นเรื่องที่โง่เขลาหรือเปล่าครับ

บทเรียนที่ 6 คือ "จงเป็นคนมองโลกในแง่ดีเมื่อคุณกำลังแย่และเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายเมื่อคุณกำลังดี" เมื่อชีวิตคุณผ่านไป การมองโลกในแง่ร้ายจะไม่ช่วยคุณออกจากหลุมของชีวิตนะครับ ไอ้ วลีประเภททุกอย่างกำลังแย่ ฉันไม่ก้าวหน้า ฉันมันช่างน่าสงสาร เป็นเพียงวาทกรรมที่ทำให้คุณเป็นเหยื่อซึ่งขโมยเวลาและพลังงานของคุณ จงหยุดมันซะ แต่ในทางกลับกันยิ่งสิ่งต่างๆ กำลังดีขึ้นสำหรับคุณ จำเป็นจะต้องเท้าติดดินและอยู่กับความจริงให้มากขึ้น ถ้าคุณรู้สึกมีอีโก้ลอย รู้สึกว่าตอนนี้เก่งมากๆ นั่นแหละสถานการณ์นั้นจะทำให้คุณตกอยู่ในที่นั่งลำบากได้นะครับ

บทเรียนที่ 7 นะครับ "ถ้าคุณไม่ให้คุณค่ากับตัวเองก็มันจะไม่มีใครให้คุณค่ากับคุณ" ต้องเริ่มต้นโดยการให้คุณค่ากับตัวเองก่อน เมื่อคุณให้คุณค่ากับตัวเอง ให้คุณค่ากับคำมั่นสัญญาของตัวเอง นั่นแหละคนอื่นจะเริ่มให้คุณค่ากับคุณนะครับ

ประเด็นที่ 8 ก็คือ "การทำดีกว่าที่คิดมาก" การทำดีให้กับคนอื่นโดยไม่หวังอะไร แล้วในท้ายที่สุดมันจะกลับมาส่งผลดีกับเราแบบที่เรานึกไม่ออกจริงๆ แต่มันต้องเริ่มต้นจากการทำโดยไม่หวังอะไรก่อนนั่นเองครับ

5 minutes Good time ช่วงเวลาดีๆ ใน 5 นาที [เสียงเพลง]

วันนี้บทความจาก Daris Fox ชื่อว่า "Feeling Lost and Unmotivated? Read this" นะครับ แล้วเขาเขียนว่า "You're not lazy, you are not broken, you're just stuck" คือคุณไม่ได้ขี้เกียจนะครับ คุณไม่ได้พังเพลิงอะไรหรอก แค่คุณกำลังหลงทางอยู่เท่านั้นเอง ติดอยู่กับที่เท่านั้นเองนะครับ

คุณ Fox เนี่ยเขาบอกว่าเขารู้สึกติดอยู่กับที่และหลงทางหลายครั้งในชีวิตจนนับไม่ถ้วน ในปี 2011 เขาเรียนจบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์นะครับ ตอนนั้นเศรษฐกิจก็ยังคงฟื้นตัวจากวิกฤต Financial Crisis ปี 2008 เขาอยากทำงานในวงการการเงิน แต่ว่าหางานไม่ได้เลยนะครับ ในที่สุดมันจะพลัดจะผลก็เลยต้องไปทำธุรกิจกับคุณพ่อ พอไปถึงปี 2013 ก็ทำงานพ่อมา 2 ปี บอกว่าเขาเกลียดมัน เขาไม่ชอบอุตสาหกรรมนี้ที่ทำอยู่ ไม่มีความหลงใหลในงาน มองไม่เห็นอนาคต แล้วนั่นเป็นช่วงเวลาที่เขาคิดว่าบางทีเราอาจจะต้องเริ่มทำอะไรของตัวเองนะครับ เขาก็เริ่ม Marketing Agency เล็กๆ มากๆ แล้วก็ไม่สามารถหาลูกค้าได้แม้แต่รายเดียวนะครับ อันนั้นก็จบไป

ในปี 2014 เขาก็ทำงานในบริษัทที่ใหญ่ครับ ยอมรับว่ารู้สึกดีในช่วงแรกนะครับ แต่ภายใน 1 ปีก็รู้สึกว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง ความใฝ่ฝันที่จะไต่เส้นทางการทำงานในบริษัท Corporate แล้วกลายเป็นผู้บริหาร C-Level หายไป บอกว่าเขาไม่สนใจอีกแล้ว เขาไม่อยากลุกออกจากเตียงด้วยซ้ำ เขากตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้า ไร้แรงบันดาลใจ และหลงทางโดยสิ้นเชิง จากนั้นสิ่งที่เขาเริ่มทำโดยที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงทำก็คือการเขียน เขาบอกว่าคุณอาจจะคิดว่าเมื่อเขาพบสิ่งที่ชอบจริงๆ แล้วทุกอย่างน่าจะลงตัว แต่มันไม่ใช่แบบนั้น เขายังคงรู้สึกติดอยู่กับที่นับตั้งแต่ตอนนั้น บางครั้งในการทำงาน ในชีวิตส่วนตัว บางครั้งก็ในหัวของตัวเอง แต่ว่านี่คือสิ่งสำคัญ ทุกๆ ครั้งเขาเขียนว่าอย่างงี้นะที่ผมรู้สึกติดอยู่กับที่ สิ่งดีๆ มักจะเกิดขึ้นภายหลัง หมายความว่าทั้งหมดที่ทำนั้นไม่ใช่สิ่งที่สูญเสียไปทั้งหมด หากคุณกำลังติดอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ณ ขณะนี้ นี่คือสิ่งที่เขาอยากแบ่งปันกับคุณนะครับ

ประการแรกคือ "เปลี่ยนมุมมองของคุณว่าการหลงทางเป็นสิ่งที่ดี" ถ้าคุณติดอยู่ในสภาพจิตใจที่หดหู่ รู้ว่านี่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุณอยากได้ยิน เพราะตอนนี้คุณอาจจะกำลังคิดว่าทุกอย่างแย่ไปหมด ไม่มีอะไรดีขึ้น โลกนี้เป็นสถานที่ที่แย่ มันไร้ความหวัง ทำไมต้องพยายามด้วย อยากจะบอกว่าจริงๆ แล้วคุณคิดผิดนะครับ อันดับแรกเข้าใจว่าคุณรู้สึกหลงทางด้วยเหตุผลบางอย่าง มีบางสิ่งที่คุณต้องเปลี่ยนแปลง นั่นคือหาเหตุที่คุณรู้สึกหลงทาง เมื่อคุณรู้สึกแย่ นั่นคือวิธีการที่ร่างกายและจิตใจบอกคุณว่าคุณไม่สามารถทำในสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ต่อไปได้ มันไม่ได้ผล ทุกครั้งที่ติดอยู่กับที่ รู้สึกติด สิ่งที่ต้องทำคือต้องลงมือเปลี่ยนแปลง

ประการที่ 2 คือ "คุณมีเวลาเพียงพอ" ขอเดาว่าทำไมคุณถึงรู้สึกแย่ในตอนนี้ คุณรู้สึกว่าคุณไม่ได้รับสิ่งที่คุณต้องการภายในกรอบเวลาที่คุณคาดหวัง เช่น ฉันยังหาเงินไม่ได้เท่านี้เท่านี้ก่อนอายุ 30 ฉันควรจะได้แต่งงานแล้ว ตอนนี้ฉันควรจะต้องบลาๆ ตอนอายุเท่านี้ คำถามคือใครบอกคุณและใครสร้างกฎเหล่านั้น จริงๆ แล้วความจริงก็คือคุณมีเวลา คนส่วนใหญ่เข้าใจสิ่งต่างๆ หลังจากผ่านการลองผิดลองถูกมาหลายปี คนที่แสดงว่าพวกเขารู้แน่ชัดว่าตัวเองต้องการอะไรตั้งแต่อายุ 10 ขวบเนี่ย พวกเขากำลังโกหกตัวเองและโกหกคุณด้วยนะครับ เกมที่แท้จริงของชีวิตคือการเรียนรู้และปรับตัว และการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง คุณไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบในวันนี้ คุณแค่ต้องเคลื่อนที่ต่อไปข้างหน้าเท่านั้นเอง

ประการที่ 3 "อย่าเป็นเพื่อนที่น่าเบื่อสำหรับคนในชีวิตคุณ" การสงสารตัวเองมากๆ แบบชีวิตรันทดมาก ทำให้คนรอบข้างคุณหดหู่ไปด้วยนะครับ ไม่อยากมีใครอยู่กับคนที่บ่นตลอดเวลา โทษคนอื่น หรือทำตัวเหมือนชีวิตถูกโลกนี้กำลังเล่นงานเขาอยู่ ถ้าคุณต้องการความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น หยุดทำแบบนั้น เปลี่ยนความสนใจของคุณไปอยู่ที่คนอื่น หยุดคิดถึงตัวเองสักครู่หนึ่งนะครับ แล้วก็ถามเพื่อนคุณว่าเขาเป็นยังไงบ้าง ติดต่อกับครอบครัวคุณ เสนอความช่วยเหลือนะครับ แสดงว่าคุณเป็นคนที่คู่ควรแก่การสนับสนุน อย่าเล่นบทเหยื่อ แต่จงเล่นบทของฮีโร่

ประการที่ 4 "มุ่งเน้นไปที่พื้นฐาน" การออกกำลังกาย การนอนหลับ การเขียนบันทึก การเรียนรู้ และความก้าวหน้า เมื่อคุณติดอยู่กับที่ใดที่หนึ่ง จิตใจของคุณจะหล่อให้คุณเชื่อว่าคุณต้องการทางออกที่ยิ่งใหญ่ แต่ส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่ คุณต้องการคือเรื่องง่ายๆ ที่ทำให้คุณนั้นสามารถเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่ง ขยับร่างกายของคุณทุกวัน ออกกำลังกายจริงจังกับการนอนหลับ การนอนหลับไม่ดีนั้นทำลายทุกอย่าง เริ่มเขียนความคิดของคุณ การบันทึกจะทำให้คุณจัดการอารมณ์และสังเกตรูปแบบของอารมณ์ได้ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อ่านหนังสือ คุยกับคนเยอะๆ นี่เป็นเรื่องง่ายมากนะครับที่ทำให้คุณเริ่มออกจากที่ที่คุณติดได้นะครับ เมื่อถึงตรงนั้นแล้วจะพบว่าเฮ้ย จริงๆ แล้วไอ้ที่ติดอยู่เนี่ยมันก็เป็นแค่สภาวะชั่วคราวมากๆ เลยนะครับ เรื่องเบสิกบางทีเราแค่เวลาเรื่องมันเบสิกมาก แค่บางทีเราติดอะไรอยู่ สิ่งที่ต้องทำก็คือเคลื่อนไหวนั่นเองนะครับ

ขอบคุณที่ติดตาม 5 minutes ครับ สวัสดีครับ

Mission to the moon continue with your mission [เสียงเพลง]

5 minutes Good time ช่วงเวลาดีๆ ใน 5 นาที [เสียงเพลง]