📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ทำไมหมอโฆษณาอาหารเสริมไม่ได้ แต่คนไม่ใช่หมอทำได้ !?

Doctor Tany28:40

Transcription

สวัสดีครับ ขณะนี้นะครับก็มีประเด็นคำถามในเรื่องของการโฆษณาของหมอครับ เพราะว่ามีหลายคนตั้งคำถามว่าทำไมหมอถึงไม่สามารถที่จะโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทั้งที่ตัวเองก็เรียนมาสายนี้ มีความเชี่ยวชาญทางด้านสายนี้ ในขณะที่ influencer ท่านอื่นๆ ที่ไม่ใช่หมอ ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพ เขายังสามารถโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพได้เลย มันเป็นเพราะอะไร และที่สำคัญ สมมุติว่ากฎเนี้ยเนี่ย มันถูกพังทลายลงนะครับ ถ้ามีการอนุญาตให้หมอสามารถโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพได้ มันจะเกิดอะไรขึ้น มันมีข้อดีมั้ย และมันมีข้อเสียอะไรบ้าง เดี๋ยววันนี้ผมจะเล่าให้ฟังนะครับ

พบกับผมนะครับ นายแพทย์ธนีธนียหวั เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอด และวิกฤตบำบัดนะครับ ต้องบอกอย่างนี้ครับว่าเวลาที่เราฟังเรื่องเนี้ยนะครับ มันแน่นอนว่าจะต้องมีความคิดที่หลากหลาย และต้องบอกว่ากฎของแพทยสภาที่ออกมาห้ามหมอโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพเนี่ย มันมีมานานมากๆ แล้วนะครับ ก่อนที่ผมจะเข้าไปเรียนหมอซะอีกนะครับ ซึ่งก็ผ่านมา 20 กว่าปีแล้วนะครับ หรือก่อนรุ่นพี่ผมนะครับ บางทีรุ่นพ่อผมเนี่ย ก็มีปัญหาเรื่องนั้นเหมือนกัน คือเราไม่สามารถโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพ เออ ทำไมมันเป็นอย่างนั้น ทำไมกฎข้อเนี้ยมันถึงอยู่มาถึงตรงนี้ได้ เราต้องมาเข้าใจในประเด็นหลักๆ อยู่ 3 อย่างก่อนครับ

ประเด็นแรกคือความไว้เนื้อเชื่อใจ ความมั่นใจในตัวหมอ เครดิตที่คนไข้ให้หมอนี่คือประเด็นที่ 1 ประเด็นที่ 2 ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือ conflict of interest นะครับ และประเด็นที่ 3 ความเปราะบาง คนดู 3 อย่างนี้นี่แหละครับ ที่มันจะเป็นตัวกำหนดทุกอย่างว่าหมอควรหรือไม่ควรทำอะไรในกรณีที่จะมีการโฆษณา ต้องบอกอย่างงี้นะครับว่าหมอเนี่ย สามารถให้ความรู้ได้เต็มที่นะครับ แต่การให้ความรู้กับการโฆษณามันคนละเรื่องกันเลยนะครับ เราลองมาดูเหตุผลไปเป็นข้อๆ กันดีกว่า

ข้อแรกนะครับ หมอเนี่ยไม่เหมือนรีวิวทั่วไปที่ไม่ใช่อาชีพสายสุขภาพ เพราะว่าหมอเนี่ยจะเป็นคนที่ทุกคนให้เครดิต ให้การยกย่อง ให้ความเชื่อมั่นนะครับ ซึ่งมันทำให้เวลาสิ่งที่คุณหมอพูดอะไรออกมาเนี่ย คนฟังเค้าก็จะฟัง จะเชื่อ บางคนนะครับฟังแล้วรู้สึกเหมือนเป็นคำสั่ง อ่า ว่าถ้าหมอพูดอย่างงี้แปลว่าควรแน่ๆ ควรจะต้องทำนะครับ เช่น ถ้าหมอโฆษณาผลิตภัณฑ์ตัวนึง อันนี้ทำให้ผิวเราอ่อนเยาว์นะครับ มีความชุ่มชื้น อ่า ถ้าเราพูดแบบนี้นะ ถ้าหมอเป็นคนพูด คนจะรู้สึกว่าเอ๊ะ ยี่ห้อเนี้ยน่าซื้อมันต้องซื้อแล้วแหละ เพราะหมอคนนี้การันตี ในขณะที่ถ้าเกิดเป็นดารามาพูดเรื่องนั้นเนี่ยนะครับ เราอาจจะรู้สึกว่า เออ ก็อยากใช้บ้างนะครับ อยากจะผิวสวยเหมือนดารา แต่ความที่จะไปอยากซื้อของชิ้นนึงเนี่ย ถ้าผมเทียบนะ ถ้ามีหมอมาการันตี คุณจะอยากซื้อกับหมอมากกว่า ดังนั้นเนี่ย ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่มันมีผลในเชิงธุรกิจ แล้วก็เรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นอย่างมาก แล้วเราก็จะต้องเข้าใจในจุดนี้ด้วยนะครับ มันเลยทำให้อาชีพของหมอเนี่ย มีโอกาสจะทำเรื่องเนี้ยผิดพลาดได้นะครับ

ทีนี้เราต้องรู้ว่าถ้าหมอมีโอกาสโฆษณาแบบนี้เนี่ย มันจะเกิดอะไรขึ้น อ่า คนฟังเนี่ย เค้าก็จะเชื่อใช่มั้ยครับ เราจะสังเกตได้ว่าเดี๋ยวนี้เนี่ย ปัจจุบันคนที่เค้าเป็นคนแก่ อยู่บ้าน อ่า คนแก่อยู่บ้าน คนที่อาจจะไม่ได้มีโอกาสได้รับรู้ข่าวสารต่างๆ คนเหล่านี้เนี่ยนะครับ เป็นสิ่งที่เป็นจุดอ่อนมากๆ ของสังคม ที่เขาจะเชื่ออะไรได้ง่ายมากๆ คุณลองเดี๋ยวนี้สิครับ ขนาดคนไม่ใช่หมอพูดอะไร คนพวกนี้ยังเชื่อเลย เชื่อเป็นตุเป็นตะ แล้วคุณรู้อะไรมั้ยครับว่าสังคมของเราเนี่ย มันเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมันแปลว่าเรามีจุดอ่อนเต็มไปหมด แล้วคนพวกเนี้ยเชื่อคนได้ง่ายมากๆ ถูกมั้ย แล้วพอเชื่อคนได้ง่ายมาก ก็เชื่อในสิ่งผิดๆ ได้เยอะ สมมุติว่าถ้าเกิดว่าคุณหมอที่ออกมาโฆษณาเนี่ย แล้วบังเอิญพูดอะไรที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง มันจะยิ่งทำให้คนพวกเนี้ย เห็นว่าเฮ้ย เป็นหมอพูดอ่ะ เชื่อๆ ไว้ก่อน แล้วก็ใช้ตามนั้น มันมีโอกาสที่จะมีปัญหาได้นะครับ และถ้าเกิดว่าหมอพูดได้ไม่ครบทุกอย่างอ่ะ ไม่ได้มีข้อดีข้อเสียชัดเจน มีเวลาให้พูดจำกัด ก็อาจจะมีปัญหา ทำให้ของสิ่งที่โฆษณาออกไปเนี่ย มันไม่ทันสมัยแล้ว อาจจะเชื่อด้วยความเชื่อชุดก่อน แล้วถ้าเกิดว่ากรณีที่มีข้อมูลชุดใหม่มาล่ะ คุณต้องกลับไปแก้โฆษณามั้ย อ่า คงจะมีประเด็นเรื่องนี้เยอะแยะไปหมดนะครับ ดังนั้นหมอเนี่ย ไม่ใช่ influencer ทั่วไป จะถูกมองแตกต่างจาก influencer ทั่วไปในกรณีของผลิตภัณฑ์สุขภาพ

ข้อที่ 2 เรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน conflict of interest เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากๆ นะครับ ผมต้องบอกก่อนนะครับว่าคำว่าผลประโยชน์ทับซ้อนเนี่ย เอ่อ บางคนอาจจะไม่ค่อยรู้จัก ไม่ค่อยเข้าใจว่าคำนี้คืออะไรกันแน่ ต้องบอกอย่างงี้ครับ สมมุติว่าผมเนี่ย ต้องการสปอนเซอร์เข้ามานะฮะ แล้วเขาอยากจะให้ผมโฆษณาเรื่องของอาหารเสริมตัวนึง ที่บอกว่ากินแล้วจะช่วยเรื่องของเบาหวาน ช่วยได้ดีเลยแหละ ผมก็รู้สึกว่าเฮ้ย ถ้ารับสปอนเซอร์มา อุ๊ย ยาตัวนี้นะครับ สมุนไพรตัวเนี้ย อาหารเสริมตัวนี้ คุณกินแล้วเบาหวานจะควบคุมได้ดีขึ้น ผมพูดแค่นี้ คนก็แห่มาซื้อแล้วครับ เพราะว่าการที่ผมเป็นหมอนะครับ แต่ผมก็ได้ตังค์จากบริษัทนี้ครับ อ่า ดังนั้นเวลาที่ผมได้ตังค์ ผมจะมีแรงจูงใจที่จะพูดให้มันน่าซื้อเพิ่มมากขึ้น ถูกมั้ยครับ แล้วก็การที่เขาจำกัดเวลาให้โฆษณาเนี่ย มันจะยิ่งทำให้เราพูดข้อดีได้อย่างเดียว แล้วข้อเสียเนี่ยไม่ค่อยได้พูด ถูกมั้ย ถ้าสมมุติมีเวลาให้เราโฆษณา 60 วินาที หรือ 30 วินาที เราก็มักจะพูดแต่ข้อดี ข้อเสียก็จะพูดนิดเดียว พูดๆ เสร็จปุ๊บ ถ้าคุณมีโรคประจำตัว คุณก็ไปปรึกษาคุณหมอนะครับ อ่า แค่นี้จบ มันสั้นนิดเดียว แต่ยังไม่ได้บอกข้อเสียของสิ่งที่ผมโฆษณาเลยถูกมั้ย ในขณะที่ก่อนหน้านั้น ผมก็โฆษณาว่าสมุนไพรตัวเนี้ย ถ้าเกิดกินวันละ 1 เม็ด มันจะสามารถช่วยเรื่องของเบาหวานได้ดี ลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง ทำให้ตาของเราแข็งแรงนะครับ ไม่มีปัญหาเรื่องของตาเสื่อม กล้ามเนื้อก็แข็งแรง สุดท้าย สั้นๆ นิดเดียว ถ้าคุณมีปัญหา คุณปรึกษาคุณหมอ ซึ่งไอ้อย่างเงี้ย มันเป็นการโฆษณาที่ค่อนข้างมีอคติ ถูกมั้ยครับ นั้นอันนี้ก็จะมีปัญหาได้นะฮะ เวลาที่หมอได้ตังค์ปุ๊บ ก็จะมีโอกาสที่จะทำแบบนี้สูงขึ้น

แต่ต้องบอกก่อนนะครับว่าผลประโยชน์ทับซ้อนเนี่ย มันไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนนะครับ แล้วก็ไม่ได้แปลว่าการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน สิ่งที่คนโฆษณาจะโกหกเสมอ ไม่ใช่่นะครับ ผลประโยชน์ทับซ้อนไม่เท่ากับขี้โกง ไม่เท่ากับโกหก แต่มันทำให้มีโอกาสขี้โกงและโกหกเพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญ บางทีไม่ได้ขี้โกง ไม่ได้โกหก ไม่ได้อะไร แต่มันทำให้ความจริงบางอย่างเนี่ย ชัดขึ้น ในขณะที่ความจริงบางอย่างมันไม่ค่อยชัด มันชัดน้อยลง เช่น ความจริงในเรื่องของข้อดีของมันชัดมาก คุณโฆษณาแหลกเลย แต่ความจริงในเรื่องของผลข้างเคียงของมัน ผลแทรกซ้อนของมันเบาลง คุณไม่ได้พูด นี่คือปัญหาเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่เพียงแค่นี้ครับ ผลประโยชน์ทับซ้อนเนี่ย มันไม่ได้แปลว่าคุณจะต้องเป็นคนเลว คนไม่ดี คุณถึงจะทำมันนะ คุณเป็นคนธรรมดา คุณไม่ต้องเป็นคนไม่ดี คุณก็ทำได้ครับ เพราะว่าเมื่อไหร่มีเรื่องของผลประโยชน์ มีเรื่องของเงินมาเกี่ยวข้อง คุณจะเกิดอคติขึ้นมาทันทีนะครับ

ผมยกตัวอย่างในสังคม สมมุติมีศาสตราจารย์นายแพทย์คนหนึ่งเนี่ย เค้าอยากจะโฆษณาสมุนไพรสักอย่างนึง อ่า ตำแหน่งใหญ่เลยนะ ศาสตราจารย์นายแพทย์ เค้าก็บอกว่าเอ้อ คุณที่ฉีดวัคซีนโควิดไปเนี่ย คุณน่ะมีวัคซีนสะสมในร่างกายคุณอ่อนแอลง คุณรู้ว่ามันมีพิษอยู่ในร่างกาย ถ้าเกิดว่าคุณดูแลตัวเองไม่ดีนะ เดี๋ยวมันจะแย่ แต่ถ้าเกิดว่าคุณต้องการที่จะล้างพิษเนี่ย ผมแนะนำนะ คุณต้องไปเข้าคอร์สอันนี้ แล้วการกินสมุนไพรอันเนี้ย มันสามารถที่จะช่วยขจัดพิษให้คุณได้ด้วย คุณคิดว่าคนที่ไม่มีความรู้ ไม่เท่าทัน โดยเฉพาะคนที่ไม่มี่ข้อมูล คนที่อายุเยอะ ผู้สูงอายุที่บ้าน เค้าจะเชื่อมั้ยครับ เชื่อแหงๆ อยู่แล้วครับ ถูกมั้ยครับ เพราะว่า 1 คนพูดเป็นหมอ มีตำแหน่งศาสตราจารย์พ่วงมา อายุเยอะ พูดจาน่าเชื่อถือ เค้าต้องเชื่ออยู่แล้วครับ ถูกมั้ย นี่แหละครับเป็นเป็นสิ่งที่ถ้าเกิดว่าเราเอามาพูดปุ๊บ มีผลประโยชน์ทับซ้อนทันที หมอเอาจจะพูดว่าเอ้ย สมุนไพรตรงนี้มันมีข้อดีทำ แต่ว่าเค้าไม่ได้พูดข้อเสียสักข้อเลยถูกมั้ย อ่า หรือบางทีเขาอาจจะพูดเลี่ยงทำนองว่า ผมไม่ได้มีข้อไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรกับทางสมุนไพรชิ้นนี้นะครับ แต่ว่าคุณกรุณาไปหาข้อมูลเพิ่มเติม แต่ว่าข้อมูลเพิ่มเติมของเขาเนี่ย มันก็อาจจะไปผูกกับผลประโยชน์เบื้องหลังของหมอท่านนี้ก็ได้ถูกมั้ยครับ เค้าอาจจะไปรู้จักกับเพื่อนอีกคนนึง ซึ่งกำลังทำอาหารเสริม สมุนไพรชนิดนี้อยู่พอดีเลย แล้วเขาก็บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเราจะโฆษณาให้เธอเอง อ่า อยู่เฉยๆ ไม่ต้องพูด เธอไม่ใช่หมอเนี่ย ไม่ต้องพูด เดี๋ฉันพูดเอง อ่า พูดๆ เสร็จปุ๊บ เป็นไง คนก็ไปค้นหา ค้นหาเสร็จปุ๊บ สิ่งที่ค้นหาปุ๊บ ก็ไปเจอของเพื่อนของเขาที่กำลังทำ อ่า แล้วเราก็มาแบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน นี่แหละครับคือปัญหา conflict of interest อย่างร้ายแรงเลยทีเดียวนะครับ

และอีกประเด็นนึงก็คือเราจะต้อง เอ่อ ปกป้องความเชื่อมั่นในวิชาชีพ คุณลองคิดดูถ้าเกิดว่าวันนึงเนี่ย มันมีคน ที่รู้ว่าหมอมีลับ กับบริษัทอะไรสักสักอย่างนะ หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน แล้วมีลับแล้ว หรือบางทีมันเกิดเรื่องขึ้นมาสักครั้งนึง ความน่าเชื่อถือของหมอเนี่ย หมดเลยทั้งวงการนะ ครับ ไม่ใช่แค่หมอที่เป็น influencer แล้วโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพเนี่ย เขาจะหมดความน่าเชื่อถือนะ แต่มันหมดทั้งวงการเลย จากความผิดแค่คนเดียวนะ ต่อไปคนก็จะไม่ค่อยเชื่อหมออีกแล้ว แล้วมันจะมีผลต่อการให้คำแนะนำของหมอคนอื่นๆ เช่น อ่า อ่า ต่อไปก็ฉีดวัคซีนนะ คนก็ไม่อยากฉีดแล้ว ยาตัวนี้เป็นยามาตรฐาน ไม่เอา ฉันจะกินสมุนไพร ฉันจะไปกินที่คนนั้นคนนี้แนะนำ อ่า ฉันจะไปใช้วิธีรักษาแบบอะไรธรรมชาติของฉัน ทั้งๆที่ฉันเป็นมะเร็ง มันต้องหาย เค้าโฆษณาไว้ดีอ่ะ แต่พอมีปัญหาปุ๊บ หมอโฆษณาอะไรผิดมาทีนึงเนี่ย ความน่าเชื่อถือของทั้งวงการมันพัง แล้วคุณก็รู้อยู่แล้วนะครับว่าขณะเนี้ย ความน่าเชื่อถือของวงการแพทย์เนี่ย มันก็สั่นคลอนพอสมควรนะครับ มีหลายคนที่ผมตั้งแต่ทำช่อง YouTube มา ก็มีคนมาบอกว่า เนี่ย จะรู้ได้ไงว่าหมอไม่มีผลประโยชน์กับทางบริษัทยา เอ้อ ไม่มีผลประโยชน์กับบริษัท ยา ทำไมหมอถึงมาบอกว่าวัคซีนมันดี ทำไมหมอถึงบอกว่าต้องกินยา ทำไมไม่ให้ใช้วิธีกินสมุนไพรรักษาทำธรรมชาติ หมอมีผลประโยชน์อะไรหรือเปล่า คุณดูสิครับ แค่นี้คนยังสงสัยแล้วเลย ถ้าเกิดว่าคุณเป็นหมอแล้วคุณสามารถโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพได้อย่างเต็มที่นะ คนจะยิ่งสงสัยมากกว่านี้อีกต่างหาก โดยเฉพาะถ้าเกิดว่าคนรู้ว่าคุณเป็นหนึ่งในคนที่ได้รับผลประโยชน์ และถ้ามากกว่านั้นคือถ้าเค้าเอาไปใช้แล้วมันดันเกิดเรื่องขึ้นมาสักทีนึง คราวนี้จบทั้งวงการเลยครับ ความน่าเชื่อถือของหมอมันถึงจะแย่ลงมากๆ แล้วขณะนั้นเนี่ย ก็จะเกิดวิกฤตศรัทธา และเป็นวิกฤตในเชิงสาธารณสุขที่ต่อไปหมอพูดอะไรก็ไม่ค่อยมีคนเชื่อถือ ไม่ค่อยมีคนทำตาม ถ้าเกิดว่าไปหาหมอเสร็จปุ๊บ สิ่งที่คุณจะเจอหลังจากนั้นนะครับ ก็คือ เอ่อ เดี๋ยวอย่าเพิ่งไม่เอายาวันเนี้ย ขอกลับไปปรึกษา อ่า ชาวบ้านก่อน ขอกลับไปปรึกษาหมอชาวบ้าน ขอกลับไปปรึกษาหมอดูก่อน อ่า ไปถามคนนั้นคนนี้ เอ้ย หมอคนนี้เค้าให้มันดีหรือเปล่า เอ๊ะ หรือมีสมุนไพรตัวอื่นดีขึ้น อ่า นี่แหละครับปัญหาของการที่คุณทำแบบนี้

ทีนี้สมมุติสมมุตน้ะ แพทยสภายกเลิกกฎข้อนี้ หมอสามารถโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพได้ทุกอย่าง เออ ทุกอย่าง มันมีข้อดีมั้ย มีครับ อะไรบ้าง ข้อแรกนะครับ คนเราเนี่ยจะได้ความรู้ที่ถูกต้องจากหมอที่มีจรรยาบรรณ อ่า ความรู้ที่ถูกต้องเนี่ย คุณได้แน่ๆ จากคนที่มีความรู้เต็มๆ เลย อันนี้ข้อที่ 1 นะ ข้อที่ 2 มันจะเป็นการตัดช่องทางมิจฉาชีพ ที่ให้ความรู้ผิดๆ อ่า ถ้าคุณจะรู้ว่าเอ้ย ปกติหมอมาโฆษณาทุกอย่างดีหมด และคนที่ไม่ใช่หมอเนี่ย มันก็จะเริ่มบทบาทไปแล้วว่า เฮ้ย เอ่อ โฆษณาไม่มีใครฟังชันแล้ว เพราะว่าเขาไปเชื่อหมอกันหมด ฉันโฆษณาก็ไม่มีใครสนใจ อ่า คนก็จะไปเชื่อหมอ ก็จะตัดโอกาสของคนที่เป็นมิจฉาชีพออกไปหมดเลยนะครับ และทางผู้ผลิต ทางตลาดต่างๆ เนี่ย ก็จะพยายามอยากจะให้หมอเป็นคนรับรองผลิตภัณฑ์ให้ ดังนั้นจึงจะต้องมีการเพิ่มความน่าเชื่อถือ เพิ่มทุกๆ อย่างให้มันดี มีงานวิจัยรองรับ เพิ่มผลิตภัณฑ์ที่มันมีคุณภาพสูง เพื่อที่จะให้หมอสามารถมาโฆษณาผลิตภัณฑ์ตัวเอง รับโฆษณาผลิตภัณฑ์ตัวเองได้ เพราะว่าในขณะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ influencer ท่านอื่นๆ เริ่มหมดความนิยม คนไม่ฟัง คนหันมาฟังหมอ นี่คือข้อดีของการที่หมอสามารถโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพได้

แต่ข้อดีมันก็ต้องแลกมาด้วยข้อเสียครับ เยอะเยอะแยะไปหมดเลย ข้อแรกก็คือหมอจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดทันที นะ แล้วเวลาหมอโฆษณาแล้วมีรายได้มาเนี่ย สิ่งที่เกิดขึ้นนะครับ หมอก็จะมีเวลาน้อย ก็จะพูดความจริงที่มันส่งเสริมผลิตภัณฑ์สุขภาพนะครับ และอาจจะใช้วิธีคำเลี่ยงต่างๆ เช่น อ่า อันนี้มันช่วยสนับสนุน อันนี้มันช่วย เอ่อ อาจจะทำให้ดีขึ้น อ่า เสริมทางด้านของการสร้างคอลลาเจน เสริมทางด้านการชะลอวัย ส่งเสริม อ่า คำว่าส่งเสริมไม่ได้ผิดอะไรนะครับ แต่ถ้าเกิดคุณบอกว่าเอามาใช้รักษา เออ อันนี้มันผิด งั้นคนที่เป็นหมอเนี่ย ฉลาดพอที่จะใช้คำเลี่ยงพวกเนี้ยทุกอย่างอยู่แล้ว งั้นถ้าเราใช้คำเลี่ยงทุกอย่าง เราก็จะไม่มีปัญหาอะไร คนก็จะเชื่อถือเรา เหมือนกับว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แน่ๆเลยถูกมั้ยฮะ แล้วก็แล้วก็ซื้อตามนะครับ อ่า ทีนี้ต่อมาคือคนที่ฟังเนี่ย เนื่องจากว่าเค้าเป็นคนที่บางคนป่วย บางคนไม่ป่วยถูกมั้ย คนที่ไม่ป่วยก็อาจจะอยากจะดูแลตัวเอง ส่วนคนที่ป่วย ฉันกลัว ฉันอยากหาย หมอมาพูดไม่รู้แหละ ซื้อไว้ก่อน มันก็อาจจะทำให้คุณซื้อผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่ง ทั้งๆที่คุณอาจจะไม่จำเป็นจะต้องซื้อผลิตภัณฑ์นั้นเลยก็ได้ มันอาจจะไม่ได้เหมาะกับคุณ แต่คุณเห็นหมอมาพูด คุณก็จะซื้อนะครับ ต่อมานอกเหนือจากซื้อแล้วเนี่ย มันยังอาจมีการเกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นมาในสังคม ผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพบางอย่างมีราคาที่ต้องจ่ายค่อนข้างสูง คนไหนมีตังค์เยอะ ฉันซื้อได้เยอะ แปลว่า ฉันจะต้องสุขภาพดีกว่าแน่ๆ ฉันเชื่อหมอ ฉันทำทุกอย่างที่คุณหมอทุกคนโฆษณา ฉันซื้อมันให้เกลี้ยงทุกผลิตภัณฑ์เลย ฉันต้องดีกว่าแน่ๆ ส่วนคนที่ไม่มีตังค์ซื้อ ก็อาจจะตัดพ้อ เออ สุขภาพดีคงเป็นเรื่องของคนรวยเท่านั้นเนาะ เนี่ยถูกมั้ยครับ เหมือนกับกรณีที่คุณเคยได้ยินที่ผมเคยวิเคราะห์ว่า longevity เนี่ย มันคือศาสตร์ของคนรวยเท่านั้น ถ้าคุณไม่รวย คุณไม่สามารถมีอายุยืนยาว ซึ่งไม่จริงถูกมั้ยครับ ประเด็นเนี้ย มันจะยิ่งมาเป็นประเด็นตอนนั้นอีกนะ เอ่อ แล้วต่อมามันจะมีการแข่งเรื่องของความไวรัลมากกว่าความจริง เพราะว่าอะไร เวลาเราโฆษณาเนี่ย จะทำยังไงให้อีกคนนึงซื้อ มันก็ต้องเล่นกับความหวัง ความกลัว เล่นกับสร้างการสร้างเรื่องราว หรือการสร้าง Storytelling ที่ดี เวลาจะโฆษณาอะไรสักอย่างนะครับ เช่น ถ้าผมจะโฆษณาปากกาด้ามเนี้ย ให้คุณซื้อให้ได้เนี่ย ผมก็จะบอกเลยว่าปากกาเนี่ย มันไม่ใช่ปากกาทั่วไป การที่คุณจะเซ็นเอกสารสำคัญๆ คับ คุณจะต้องเซ็นด้วยความมั่นใจ คุณจะต้องเซ็นด้วย power คุณจะต้องเซ็นด้วย authority ดังนั้นเนี่ย ปากกาของคุณ คุณจะใช้ปากกาธรรมดาไม่ได้ คุณจะต้องใช้ปากกาที่มีอำนาจ แสดงถึงลายเส้นที่หนักแน่น แบบเนี้ย มันมันเจ๋งขึ้นมาทันที มันเกิดเรื่องราว มันเกิดอารมณ์ความรู้สึกร่วม ถ้าคุณมีปากกาด้ามนี้อยู่ คุณจะกลายเป็นผู้บริหารที่สุดยอดทันที การเซ็นเอกสารของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คุณจะเซ็นด้วยความมั่นใจ ลายเซ็นของคุณจะสุดยอด คือแค่นี้ คนก็รู้สึกโอ้หดีจังเลย ใช่มั้ยครับ เค้าก็จะทำแบบนี้ เพราะว่าถ้าทำแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความไวรัล ความแพร่หลาย ทุกคนก็อยากจะซื้อ อยากจะดูข้อความของคุณ แต่ถ้าเกิดคุณให้ความรู้จริงๆ มันอาจจะน่าเบื่อ ไม่มีใครสนใจครับ ดังนั้นสุดท้ายแล้ว ถ้าหมอโฆษณาได้ หมอก็จะโดนผลักให้กลายไปเป็นการโฆษณาแบบนั้น ทั้งๆที่จริงๆ ตัวเองก็ไม่ใช่คนเลว ไม่ใช่คนไม่ดี แต่คุณแค่พูดความจริงไม่ครบ แล้วคุณก็โดนเรื่องของผลประโยชน์มากดดัน เรื่องของความไวรัลที่ถ้าเกิดต่อไปคุณพูดแล้วไม่มีใครฟัง ไม่มีใครสนใจเนี่ย เค้าก็ไม่มาจ้างคุณถูกมั้ย เป็นเรื่องง่ายๆครับ เอ่อ และถ้าเกิดอย่างเมื่อกี้ผมบอกว่าถ้าสมมุติมันเกิดเหตุเสียหายขึ้นมาสักทีนึงเนี่ย มันก็พังทั้งระบบจริงๆ คนก็จะไม่ค่อยเชื่อถือหมออีกต่อไป ถ้ามีข้อมูลเกี่ยวกับอันใหม่ๆ มานะ มันก็มันก็แย่นะครับ ถ้ามีข้อมูลใหม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของของที่คุณขายไป คุณก็ต้องมาคอยอัปเดตนะ

อ่ะ ทีนี้มาถึงแล้ว ถ้าเกิดคนที่ไม่ใช่หมอ โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทำไมมันถึงไม่ผิด อ่า บางอย่างเกินจริงไปด้วย เช่น โฆษณากำไรทองแดงอย่างเงี้ย อ่า กำไรทองแดงสามารถรักษา สุขภาพได้ ซึ่งมันผิด กินคลอลีนไดออกไซด์ กินเข้าไปบอกว่าเออ เอาไว้ล้างพิษวัคซีนโควิด เอาไว้ช่วยทำให้เบาหวานหาย มะเร็งหาย รักษาได้ทุกโรค สุขภาพยืนยาว เอ่อ ข้อเข่าดี คนกินมาตั้งเยอะตั้งแยะ ไม่เห็นมีใครเป็นอะไร ไม่ต้องไปกินยาหมอมันผิดทั้งหมด ทำไมมันถึงยังอยู่ในสังคม ทำไมถึงไม่มีปัญหา ทำไมคนนั้นคนนี้ถึงโฆษณาอาหารเสริมโดยไม่ผิดได้ คำตอบนะครับ มันผิดครับ ไม่ใช่ไม่ผิด แต่ปัญหาคือคนที่ควบคุมคนที่ไม่ใช่หมอเนี่ย จะไม่ใช่แพทยสภาแล้วครับ จะเป็น อย. หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทีนี้หน่วยงานเหล่านั้นเนี่ย เค้ามีข้อมีข้อร้องเรียนเข้ามาเนี่ย มหาศาลมากๆ เลยต่อวัน คงจะเป็นร้อยเลยแหละ ดูไม่ทันแน่นอน เป็นไปไม่ได้ที่จะดูทันทุกอย่าง แล้วบางทีเนี่ย คุณลองส่งเรื่องไปสิครับ บางครั้งนะครับ เขาขอให้คุณขอหลักฐาน แคปหน้าจอ อ่า เก็บคลิปที่คุณไปเคยได้ยินมา แล้วลองไปสืบข้อมูลมาว่าตกลงเค้าคือใคร อยู่ที่ไหน อะไรยังไง คือพอมันเป็นแบบเนี้ยเนี่ย มันก็ลำบากคนแจ้งถูกมั้ย แล้ว อย. เราก็มีคนแจ้งมหาศาล เค้าตามไม่ทัน ลงโทษไม่ทัน แล้วบางกรณีลงโทษอ่ะ มันก็ปิด account นี้ไป เปิดอีก account นึง ขายเหมือนเดิม บางทีเดี๋ยวนี้สแกมเมอร์ของเราก็อยู่ต่างประเทศครับ ถ้าใครเข้าไปดูในเพจต่างๆ แล้วคุณเจอเออ คนที่ทำเพจเนี่ย อ่า ดันไปอยู่ยูเครน อยู่เวียดนาม อยู่จีน อยู่ข้างนอก อย่างเงี้ย ไอ้นี่โกงแน่ๆ อยู่แล้วอ่ะ ถูกมั้ย คุณได้ดูมั้ยครับ คุณรู้มั้ยว่ามันดูที่ไหน ถ้าคุณไม่รู้ คุณไม่เคยดูมาก่อน คุณดูซะวันนี้ครับ ว่าไอ้สิ่งที่คุณเห็นโฆษณามันอยู่มาจากไหนนะ อันเนี้ยอันตราย และถ้าเกิดว่าจะมีปัญหาอย่างหนึ่งคือ ถ้าเมื่อไหร่มีให้โค้ดปักตะกร้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าบอกว่ามีเวลาจำกัด เท่านี้นะ ถ้าผ่านพ้นจาก 10 นาทีไปนี้ไป แล้วคุณจะไม่ได้ดีลนี้อีกต่อไป คุณจะได้ราคาเหมือนเดิม ไอ้เนี้ยมันกดดันที่คุณซื้อครับ ถูกมั้ยครับ อันนี้ก็ผิดเหมือนกัน คิดเลยว่ามันอาจจะมีปัญหา ทีนี้ถ้าเกิดว่าคนที่ไม่ใช่หมอแล้วมาโฆษณาพวกเนี้ย บอกเลยครับว่ามันผิด แต่คุณแจ้งแล้วมันไม่เกิดการดำเนินการขึ้นมา เพราะว่ามันมีเรื่องนี้เยอะมาก แล้วต่อให้ลงโทษไป เค้าก็ปิด acc คาอันนึงไปเปิดอีก acc อันนึง บางคนอยู่ต่างประเทศก็ลงโทษไม่ได้ บางทีลงโทษก็ไม่หนักเพียงพอที่จะทำให้คนพวกนี้กลัว สุดท้ายเค้าก็กลับมาทำใหม่ เพราะว่ามันได้เงินดีครับ แค่นี้เลย งั้นไม่ใช่แปลว่าเค้าไม่ผิดนะ ครับ เค้าผิดนะ ถ้าโฆษณาเกินจริง ถ้าโฆษณาไม่เกินจริง เออ มันไม่เป็นไร แล้วบางคนพวกนี้ก็อย่างที่ผมบอกครับ บางคนก็ฉลาดเหมือนหมอ ใช้วิธีในการเลี่ยงคำ บางทีก็เดี๋ยวนี้ใช้ AI ตรวจสอบ เอ้ย จะเลี่ยงคำยังไงดีที่พูดแล้วไม่โดนตรวจสอบ อ่า ถูกมั้ย แต่เอาจริงๆ ถ้าจะโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ถูกต้อง มันจะต้องเอาโฆษณานั้นไปให้ทาง อย. เค้าอนุมัติก่อน มันก็จะได้เลขคอมา คือสามารถโฆษณาอันนี้ได้แล้ว คุณก็ต้องแปะเลขตรงนั้นไว้นะครับ ไม่งั้น อย. ก็ไม่สามารถได้โฆษณาได้ ถ้าไม่มีการแปะ อย. โฆษณาได้ เลขตัวนั้นไม่มีอยู่เนี่ย คุณก็มีปัญหามันก็ผิด คุณรู้ไว้เลยนะครับ อันนี้คือเหตุผลจริงๆ ซึ่งมันไม่ได้แปลว่าเค้าโฆษณาได้โดยไม่ผิด เค้าโฆษณาได้แล้วมันผิด

สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่า ไม่ว่าจะจบยังไงนะครับ เรื่องนี้คุณก็จะเจอข้อความการโฆษณาที่มันมีความเกินจริง ทางด้านสุขภาพแน่นอน ยังไงคุณก็ต้องเจอ และคุณก็จะต้องเจอหมอซึ่งโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพต่อไปอย่างแน่นอน อย่างแน่นอนเลยด้วยนะฮะ ถึงแม้ว่าจะมีบทลงโทษจากทางแพทยสภา ว่าจะเอาชื่อมาประกาศ แต่ผมบอกคุณได้เลยว่าคุณยังไงก็ต้องเจอ สมมุติสมมุติเลยนะ ถ้าผมเป็นหมอแล้วผมจะจะเลิกทำงานหมอขึ้นมาแล้ว ผมจะขายอาหารเสริมคุณเต็มๆ นะ แพทยสภามาบอกว่าเอ้ย อ่า คุณเนี่ยขี้โกงนะ คุณทำแบบนี้ไม่ได้ เราจะเพิกถอนใบประกอบโรคศิลปะของคุณนะ ผมบอกตามสบายครับ เพิกถอนไปเลย เพราะว่าผมไม่ทำหมอแล้ว ผมจะมาขายอาหารเสริมเต็มตัว และถ้าผมทำอย่างนั้น เกิดอะไรขึ้น ผมก็ขายได้ครับ ไม่มีใครว่าอะไร ทุกคนรู้ว่าผมเป็นหมอ ผมก็ยังจะขายต่อ ผมไม่ทำงานหมอ ผมไม่ต้องใช้ใบประกอบโลกเนี่ย ต่อไปจะเกิดแบบนี้ขึ้นมาถูกมั้ย แล้วทุกคนก็ยังคงเรียกหมอเหมือนเดิมครับ และจริงๆ ก็ต้องบอกว่าประเทศไทยเนี่ย เรียกหมอเปลืองมาก หมอดู ก็เรียกหมอแล้วครับ หมอผีก็เรียกหมอถูกมั้ย บางคนไม่เคยเรียนเรื่องหมอก็เรียกหมอ บางคนเนี่ยเรียนสาธารณสุขอะไรซะอย่างมาก็เรียกหมอแล้ว ทั้งๆที่ไม่ใช่หมอจริงๆ ทุกคนเป็นหมอได้หมดเลย เออ นะ เรียกจนเปลืองเลยนะฮะ ดังนั้นเนี่ย คำว่าหมอมันอาจจะไม่ได้มีความหมายมากขนาดนี้อีกต่อไปแล้ว แล้วก็ต่อไปการยึดใบประกอบโรคศิลป์ไป ก็คงจะไม่ได้เกิดอะไรเพิ่มมากขึ้น ผมคิดว่าต่อไปถ้าใครทำผิดร้ายแรงเนี่ย อาจจะต้องมีมาตรการอะไรที่มันมากกว่านั้น โดยเฉพาะคนที่ไม่ใช่หมอ ก็ควรที่จะต้องมีประเด็นจัดการกับเขาว่า ถ้าเขาโฆษณาอะไรที่มันผิดจริงๆ ควรจะต้องมีช่องทางการแจ้งให้มันชัดเจนและดำเนินการรวดเร็วกว่านี้ รวมทั้งเด็ดขาดและโทษที่มีจะต้องแรงเพียงพอให้เขาไม่กลับมาทำซ้ำ เพราะมันเป็นการบ่อนทำลายคนประชาชนในประเทศไทยที่กำลังกลายไปเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งเขา้าก็จะมีประเด็นเรื่องความเปราะบางทางด้านจิตใจ ผู้สูงอายุเนี่ย เค้ามีโรคประจำตัวเยอะ เค้าเชื่อคนง่าย เค้าฟังอะไรแล้วก็เชื่อเพื่อไปได้เลยง่ายๆนะครับ เพราะเค้ากลัวแล้วบางทีเค้าแชร์ข้อมูลต่อ เพราะเค้าหวังดีต่อคนอื่นๆ ที่สำคัญผู้สูงอายุหลายคนมีตังค์ครับ ก็เลยเป็นเป้าหมายให้เราหลอกได้อย่างเยอะแยะไปหมด ถ้าเกิดขืนมีเรื่องนี้ออกมาแล้วไม่ยอมหายไปไหนนะ ครับ คุณก็ได้มีปัญหากับทางสังคมเยอะแยะไปหมด คนพวกเนี้ย ถ้าใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพแล้วสุดท้ายโปรดขึ้นมา ใครรักษาครับ หมออีกเหมือนกันนั่นแหละครับ ส่วนหมอที่ เป็นคนโฆษณา แล้วเปวดขึ้นมาจริงๆ คุณไม่ได้รักษาหรอกครับ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหมอที่เขา้าดูแลสุขภาพจริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีส่วนในการโฆษณาอะไรแต่อย่างใดนะครับ ดังนั้นอันนี้มันเรื่องนี้มัน มันพูดยากจริงๆ นะครับ

ถ้าสมมุติว่าจะให้หมอโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพได้ขึ้นมาจริงๆ นะครับ อันนั้นผมว่าจะต้องมีการกำหนดกฎเกณฑ์ชัดเจนว่าคุณจะต้องพูดทั้งข้อดีและข้อเสียให้มันครบทั้ง 2 แบบ และการโฆษณาจะไม่ใช่แบบคลิปสั้นๆ มันไม่ได้แล้วครับ นี่คือเหตุผลนึงซึ่งผมไม่ทำคลิปสั้น เพราะผมทำคลิปสั้นพอพูดข้อมูลได้ไม่ครบเนี่ย คนก็จะไม่รู้ทั้งหมด และมันเป็นปัญหาคือคนทุกคนชอบฟังคลิปสั้นๆ จนกระทั่งติด พอติดเนี่ย ต่อไปคลิปยาวคุณจะฟังไม่ได้ พอคุณฟังคลิปยาวไม่ได้ คุณจะไม่รู้เลยครับว่าเหตุผลอะไรกันแน่ ที่ทำไมเราถึงทำแบบนั้นแบบนี้ได้หรือไม่ได้ บางคนไปฟังมาว่าถ้าคุณกิน 5 อย่างนี้ คุณจะปลอดภัยจากเบาหวาน ซึ่งมันไม่ใช่ครับ มันมีรายละเอียดเยอะกว่านั้นอีกเยอะ คลิปสั้นจึงเป็นสิ่งที่น่าจะต้องระมัดระวังมากๆ ดังนั้นถ้าสมมุติจะทำให้หมอโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพได้จริงๆ นะครับ คุณจะต้องมีการบอกเลยมีข้อดีข้อเสียยังไง และมีการทำงานวิจัยในเรื่องนั้นแค่ไหน มีวิจัยในคนมั้ย ถ้าวิจัยในคน เออ ดี ถ้ามีวิจัยในหลอดทดลองหรือในสัตว์ อันเนี้ยเชื่อมันยังไม่ค่อยได้ครับ เชื่อไม่ได้นะ ครับ แล้วต้องอย่างนี้เลย แล้วก็อาจจะมีการบอกว่าก่อนจะโฆษณาต้องให้แพทยสภาอนุมัติก่อน คุณโฆษณานี้ได้เหมือนกับกรณี อย. เนี่ย อนุมัติว่าเอ้ย คุณโฆษณาสำหรับคนทั่วไปได้ หรือไม่ได้นะครับ แล้วก็อาจจะติด อ่า แฮชแท็กสีแดง สีเหลือง สีเขียว อย่างเงี้ย ถ้าเขียว แปลว่าโอเค โฆษณาเนี้ยค่อนข้างมีหลักฐานชัดเจน อ่า โอเค ฟังได้ สีเหลืองระมัดระวัง และเอ๊ะ ไม่มีหลักฐานในมนุษย์ สีแดงสุดยอด ต้องระวัง อันเนี้ย ไอ้สีพวกเนี้ย ผมคิดว่าไปติดเอาทีหลังได้ สมมุติว่ามีโฆษณาตัวนึงขึ้นมาละ แล้ว อย. ไปเห็น เฮ้ย อันนี้มันมี มันมีการโฆษณาเกินจริงนะ สามารถเข้าไปทางแพลตฟอร์มข้างหลังติดแฮชแท็กสีแดงไปเลย คนจะได้รู้ไปเลยว่าอันนี้มีปัญหา จบเรื่องไปเลย โดยเฉพาะถ้าใครที่ไม่ได้มาขอ อย. อย. มีสิทธิ์ทำอย่างนั้นได้ แล้วก็ทำให้กระบวนการฟ้องร้องมันทำไม่ได้ครับ เพราะว่าถ้าเกิดว่าคุณจะเอาโฆษณาออกมา คุณไม่ขอ อย. แปลว่าคุณต้องรับผิดชอบทุกอย่าง ถ้าเกิดว่าผิด อย. มาเห็น อย. ติดแฮชแท็กสีแดงให้คุณได้ คุณฟ้อง อย. ไม่ได้ เออ มันต้องเป็นแบบนี้สิครับนะ

ถ้าถามผมจริงๆ นะ ยุ่งยากมากกว่าการที่จะยังคงกดข้อนี้อยู่ที่หมอไม่สามารถโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพได้ แต่ว่ามันจะจบอย่างไรนั้น อันนี้ผมแล้วแต่เลยนะฮะ ว่าเขาจะประชุมกันยังไง เขาจะออกกฎมาแบบไหนนะครับ แต่สำหรับผมนะครับ ผมก็ไม่ขอโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพนะครับ ถ้าใครจะให้ผมโฆษณา ผมก็จะไม่สามารถพูดชื่อแบรนด์ได้ จะสามารถรีวิวส่วนประกอบข้างในของมันได้ว่ามันคืออะไร มันสารอาหารตัวนั้นเป็นยังไง ได้แค่นั้นครับ แต่เอาผลิตภัณฑ์ของคุณมาแปะไม่ได้ พูดชื่อไม่ได้ เห็นยี่ห้อไม่ได้สักอย่าง เอามาวางไว้บนโต๊ะก็ไม่ทำนะครับ แต่ถ้าเกิดว่าคุณอยากจะให้ติดต่อมา เพื่อที่จะให้ผมโฆษณา อ่า ใส่เสื้อสูท อ่า กำไลข้อมือ เสื้อยืดนะครับ รองเท้ากีฬา ชุดกีฬา ติดต่อมาเลยครับ ผมรับทุกอย่างครับ รับได้เลยสบาย ไม่มีปัญหา ผมสามารถโฆษณาให้แบบเต็มๆ 100% โดยไม่เกี่ยวอะไรกับสุขภาพ มันสามารถทำได้หมดเลยนะครับ

อ่ะ วันนี้ผมก็เล่าให้ฟังประมาณเท่านี้นะครับ แต่ละคนมีความเห็นยังไงกันบ้างนะครับ แพทยสภาควรที่จะให้หมอโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพได้มั้ย แล้วคนที่ไม่ใช่หมอโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพ เราควรมีปัญหา มีโทษ มีข้อควบคุมอย่างไรบ้าง ลองคอมเมนต์กันมานะครับ บอกไว้ก่อนนะครับ ห้ามหยาบคาย ห้ามประชัน ถ้าใครทำเช่นนั้นมา คอมเมนต์ของคุณมันจะไม่ได้ปรากฏบนช่อง YouTube ของผมอีกตลอดไปนะครับ วันนี้เท่านี้นะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดี