Transcription
ตอนที่ท่านนายกนะครับบอกว่าไม่ต้องห่วงหรอก เพราะท่านเคยพาประเทศไทยผ่านวิกฤตโควิดมาแล้ว ผมว่าหลายคนเสียวสันหลังนะครับ หลายคนคิดถึงญาติพี่น้องของตัวเองที่จากไป ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น
ตอนนั้นมีการออกพระราชกำหนดเงินกู้ 3 ฉบับ วงเงิน 1.99 ล้านล้านบาท ถ้าคิดมาเป็นสัดส่วนต่อ GDP นะครับ นี่คือสูงอันดับ 2 รองจากบราซิลในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางเลย เรียกว่าใช้เงินเยอะ แต่เงินส่วนใหญ่ใช้ไปกับการกระตุ้นบริโภคระยะสั้น เราเลยได้ยินชื่อซีรียส์โครงการเราไม่ทิ้งกัน คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน เราชนะ
หลายประเทศอย่างสิงคโปร์นะครับ ตอนโควิดก็ใช้งบเยอะเหมือนกัน แต่เขาใช้ไปกับการพยุงการจ้างงาน ใช้ไปกับการพัฒนาทักษะ ใช้ไปยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ใช้เปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล สิงคโปร์ก็เลยออกจากโควิดแบบแข็งแรงขึ้น แต่ของเราเนี่ย ออกจากโควิดแบบสะบักสะบอม หนี้ครัวเรือนพุ่ง หนี้สาธารณะพุ่ง หนี้ครัวเรือนก็พุ่ง หนี้สาธารณะนี่เราขยับนะครับ ปี 62 นี่สาธารณะเราแค่ 41 ร้อยละ 41 ต่อ GDP พอปี 64 นี้เราขึ้นมาเป็นร้อยละ 55
เราใช้เงินไปมหาศาล แต่เราใช้ไปกับการรักษาอดีต ไม่ได้ใช้เงินกับการสร้างอนาคต
อยากให้รัฐบาลอนุทิน 2 เนี่ย ตั้งหลักให้มั่นว่านี่คือการบริหารประเทศในยามวิกฤต ไม่ใช่ภาวะปกติ ท่านต้องมีนโยบายเชิงรับให้ชัดเจน นโยบายเชิงรุกต้องหนักแน่น เชิงรับท่านต้องสื่อสารให้ชัดว่าจะทำยังไงกับราคาน้ำมัน กับภาษีในมือ กับโรงกลั่น กับคนที่เขาต้องใช้น้ำมันทำมาหากินรายวัน แต่ในอีกด้านนึง ท่านก็ต้องมีเชิงรุกให้คนไทยทุกคนเห็นปลายทางร่วมกันว่าเราจะเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานได้อย่างไร แต่ละคนจะปรับตัวได้อย่างไร รัฐมีทางเลือกอะไร รัฐเห็นอกเห็นใจคนตัวเล็กตัวน้อยแค่ไหน ทุนใหญ่ยอมเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขได้บ้างไหม เพื่อให้เราทุกคนออกจากวิกฤตครั้งนี้ได้แบบแข็งแรงกว่าเดิม และออกจากวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน ขอบคุณครับ