Transcription
หากการเมืองคือโรงละคร ชายที่ชื่ออนุทิน ชานวีรกูล คงเป็นนักแสดงที่เปลี่ยนหน้ากาก ได้แนบเนียนที่สุดคนนึง จากวิศวกรหมื่นล้านผู้ถือครองอาณาจักรรับเหมา สู่หนูนักบินผู้ใจบุญและข้าวขึ้น เป็นผู้นำประเทศในยามที่แผ่นดินลุกเป็นไฟ
แต่ในความใจดีมีเมตตาที่ฉาบไว้นั้น เราเห็นอะไรซ่อนอยู่หลังมา ความสำเร็จของเขาคือชัยชนะของประชา หรือเป็นเพียงศิลปะการบริหารแบบเถ้าแก่ ที่ใช้ประเทศเป็นไซต์งานก่อสร้างส่วนตัว
ย้อนกลับไปในวันที่ไวรัสหลายโควิด-19 กรีดกลายเข้าสู่ไทย เราเห็นอหังการของแม่ทัพสาธารณสุขผู้ปรามาสศัตรูว่ากระจอก คำพูดเพียงไม่กี่คำ แต่มันคือกระจกสะท้อนกมลสันดานของชนชั้นนำ ที่มองความตายของพยากรณ์โลกเป็นเพียงตัวเลขในงบดุล
การแทงม้าตัวเดียวในเรื่องวัคซีนคือเดิมพันที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย เขาเลือกวัคซีนของกลุ่มทุนเพียงไม่กี่ราย ขณะที่ประชาชนต้องรอคอยความหวังกลางสายฝนแห่งความตาย นี่คือฝีมือบริหาร หรือคือความมักง่ายของคนที่คิดว่าเงินและเครดิตได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งเวลาและลมหายใจของคนไทย
และเมื่อกัญชาถูกปลดล็อค เราเห็นรอยยิ้มที่มาพร้อมหมอกควันแห่งสุญญากาศทางกฎหมาย เขาหยิบยื่นใบไม้ 3 แฉกให้คนไทย โดยอ้างว่าเพื่อการแพทย์ แต่ภาพที่เห็นคือทุนใหญ่ที่กินรวบอาณาจักรสีเขียว ทิ้งให้ชาวบ้านเป็นเพียงตัวประกอบในละครโฆษณา
แม้แต่ยามที่น้ำหลากท่วมหาดใหญ่ เราเห็นเขาลงไปแจกของด้วยความรวดเร็ว ทว่านั่นคือเมตตาธรรม หรือการหาเสียงบนคราบน้ำตา การแก้ปัญหาแบบปะผุ สร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี แต่เมินเฉยต่อรากเหง้าของโครงสร้างที่เน่าเฟอะ นี่คือสไตล์การบริหารที่เน้นยอดไร้มากกว่าผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ใช่หรือไม่
วันนี้อนุทิน ชานวีรกูล ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของอำนาจบริหาร คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเขาเก่งแค่ไหน แต่คือเขา กำลังบริหารเพื่อใคร ระหว่างผลกำไรของพรรคพวกกับสวัสดิภาพของราษฎร ระหว่างภาพลักษณ์อันงดงามกับความจริงที่เจ็บปวด สุดท้ายแล้ว ประวัติศาสตร์จะจดจำเขาในฐานะผู้นำที่พัดพาความหวัง หรือเป็นเพียงเพลย์บอยผู้โชคดีที่ร่ายรำบนซากวิกฤตของประเทศกันแน่