📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

Gadget เพื่อสุขภาพช่วยแค่ไหน และจุดเริ่มของหมอแทน | Ceemeagain

Ceemeagain19:22

Transcription

เราเป็นหมอดีพอหรือยัง หรือเราแบบป่วยแตกมาก? กัญชาเนี่ย ประเทศของเรายังมีปัญหาอยู่ตรงที่ว่า มันอาจจะมีบางล็อตที่มีเชื้อราปนเปื้อน แล้วพอเราเอาไปสูบ มันก็เข้าไปในปอดของเรา ซึ่งก็เคยมีคนที่สูบไปแล้วก็เกิดปอดมันแตก

แต่ว่าเวลาที่เราใช้เทคโนโลยีพวกเนี้ย อยากจะให้ศึกษาทุกๆ อย่างที่เราดูว่ามันคืออะไรกันแน่ แล้วอย่าถือตัวเลขที่เราดูเป็นสรณะว่ามันจะต้องเป็นเท่านั้นแน่ๆ เพราะว่าต้องเข้าใจว่าเครื่องมือพวกเนี้ย ไม่ใช่เครื่องมือมาตรฐานในการตรวจสิ่งๆ นั้น

ก็ต้องพูดถึงภาพรวมก่อนว่า ไอ้ตัวฝุ่นเนี่ย มันเยอะขึ้นทุกปีเลย แล้วก็จะเป็นอย่างนี้มาตลอด เพราะฉะนั้นถ้าถามผมว่ามันมีโอกาสหายไปมั้ย โอกาสยากมากที่มันจะหายไป เพราะเราไม่ได้จัดการกับมันจริงจัง

เวชศาสตร์ชะลอวัยที่มันไม่ถูกต้องเนี่ย มันถูกเอามาโฆษณาซะเยอะ แล้วก็อยู่บนพื้นฐานที่คนอยากได้ทางลัดเท่านั้นเลยครับ

>> วันนี้เรามีโอกาสได้นัดคุยจริงจังนะคะ กับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่เป็นคุณหมอนะคะ หมอแทนมาอยู่ในรายการเราค่ะ เป็นเกียรติมากเลยค่ะ สวัสดีค่ะ

>> สวัสดีครับผม

>> ก่อนอื่นเลยแบบซีเชื่อว่าผู้ติดตามซีหลายคนแบบหมกมุ่นเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีเนาะ อาจจะยังไม่เคยเห็นคอนเทนต์คุณหมอ ว่าช่วยเล่าที่มาที่ไปในเอ่อการเรียนรู้ การศึกษาตัวเองไปจนถึงมาเป็นครีเอเตอร์ได้ยังไงได้มั้ยคะ

>> ก็ผมเนี่ยจบที่จุฬาครับ เป็นแพทย์จุฬาฯ นะ ตอนนั้นก็ผมชอบหลายอย่าง ตอนก่อนที่จะสอบเข้าไปเนี่ย ผมชอบทางด้านของสถาปัตย์ วิศวะ แล้วก็หมอ ก็เลยสอบหมดเลย แล้วก็กะว่าเดี๋ยวคะแนนอะไรที่ออกมาแล้วดีสุด เราก็ไปทางนั้น เพราะเราชอบอ่า พอคะแนนออกมามันเท่ากันหมดเลย

>> อ้าว

>> เราก็เลยต้องมานั่งตัดทีละอัน ผมก็บอกว่างั้นเดี๋ยวเราตัดสถาปัตย์ออกก่อน ท้ายสุดก็เลยโอเค เราชอบทั้ง 2 วิชา เราคะแนนก็โอเคทั้ง 2 วิชา งั้นเหลือเรื่องเดียวที่เรายังไม่ได้ใช้คือดวง ก็เลยโยนเหรียญหัวก้อยเลย ถ้าสมมุติว่ามันเป็นหัวเราจะเป็นวิศวะ แต่ถ้ามันเป็นก้อยเราก็หมอ ก็เลยได้เข้าหมอมาแล้วก็เลิกเรียนสายอายุรกรรมนะครับ เป็นแพทย์ประจำบ้าน หรือที่เรียกว่า Residence ของสายอายุรกรรม ซึ่งคำว่า Resident นี่คล้ายๆ กับปริญญาโทคณะอื่นนะฮะ เทียบเท่ากันประมาณนั้น ผมเลือกอายุรกรรมเพราะว่ามันมันเป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับหลายๆ อย่าง

>> ค่ะ

>> ผมก็อยากจะรู้มันทุกอย่าง

>> มันก็ดูแบบกว้างๆ

>> ใช่ มันกว้าง แล้วก็เรารู้เยอะ มันก็จะสามารถดูแลคนไข้ได้หลากหลายประเภท พอหลังจากนั้นผมก็ต่อปริญญาเอกของหมอ ก็คือเรื่องที่เขาจะเรียกว่าเป็น fellowship ก็เรียนด้านโรคปอดกับ ICU หรือวิกฤตปอดค่ะ ดูเฉพาะทาง

>> จริงๆ มันมันพ่วงกันระหว่างปอดกับ ICU ฮะ คือผมรู้สึกว่าเราอยากจะเป็นหมอที่ดูแลคนที่ป่วยหนักมากๆ ได้ ที่คนอื่นเขาไม่กล้าดู หรือว่าเฮ้ยอันนี้มันน่ากลัวมากเลย เราอยากจะเป็นคนที่ไม่มีอะไรที่เรากลัวเลย

>> ก็คือเลือก ICU

>> ซึ่งมันก็พ่วงมากับเรื่องปอด เพราะว่าจริงๆ ICU มีการใช้เครื่องช่วยหายใจเยอะ เราก็ต้องดูแลเรื่องของปอดเป็นหลัก เพลงนั้นเออ มันก็เลยมาคู่กัน พอพอจบปริญญาเอกเสร็จปุ๊บก็รู้สึกว่าไม่สะใจ เพราะว่า

>> อยากได้อีก

>> อยากได้อีก เพราะว่าไหนเรามาอเมริกาแล้ว อ่า อ่า

>> เราก็รู้สึกว่าเออถ้าเมืองไทยมันก็จะจบแค่หมอโรคปอดกับวิกฤตบำบัดแค่นั้นเอง มันไม่มีสายย่อยต่อไปอีก แต่ที่อเมริกามันมี ผมก็เลยเลือกเรียนการปลูกถ่ายปอด ซึ่งก็ถือว่ามันสูงที่สุดของที่มันจะมีให้เรียน แล้วพอผมจบตรงเรื่องการปลูกถ่ายปอดแล้ว ก็คือเหมือนสูงกว่าปริญญาเอกอีก หลังผมก็สมัครงาน ก็สมัครงานผมก็แบบเอองั้นสมัครที่ไหนดี ที่อเมริกาเนี่ย เราก็มาอเมริกาครั้งนึง เราอยากจะไปมหาวิทยาลัยที่มันดีที่สุดในโลก ถ้าเราไปได้ ก็เลยสมัครไปที่ฮาร์วาร์ด แล้วก็ไปสัมภาษณ์ ซึ่งก็เห็นพอสมควรนึง แต่ก็ไม่รู้เพราะอะไรเขาก็เลือกเรา

>> อื

>> อ่า เราก็ได้ไปเป็นอาจารย์ อาจารย์ที่นั่นนั่นแหละ

>> จนไปเป็นอาจารย์

>> ใช่ ผมไปเรียนไม่ได้ ผมก็เป็นอาจารย์ เป็น

>> อาจารย์ก่อนเลย

>> อ๋อ เป็นทั้งคู่ ก็คือเวลาเราเป็นเนี่ย เราเป็นอาจารย์ อาจารย์แพทย์ก็คือสอนตั้งแต่ นักเรียนแพทย์ อ่า ปริญญาโท ปริญญาเอก และสูงกว่านั้น แล้วก็รักษาคนไข้ไปด้วย ซึ่งผมก็ดูแลทางด้านของการปลูกถ่ายปอดเป็นหลัก

>> อยากรู้อีกบางข้อมูลเกี่ยวกับหมอแทน เพราะว่าติดตาม หรืออยากจะบอกว่าในช่องหมอแทนเองเนี่ย ก็ว่ามันมีคอนเทนต์ที่หลากหลายมาก ยันแบบแฟชั่นในในพวกเสื้อผ้าในอะไรอย่างเงี้ย ที่มันรีเลทแต่มันก็ไม่ได้เจาะจงเรื่องสุขภาพกับร่างกายเราแบบที่หมอเขาจะพูดทั่วๆ ไปเนาะ

>> มุมมองของการ

>> เขยิบเข้ามาเป็นนักสื่อสารทางด้านสุขภาพ หรือว่าเป็นหมอเนี่ย เราวางจุดยืนตัวเองยังไงล่ะคะ

>> มันเริ่มตั้งแต่ตอนโควิดก่อนครับ ตอนแรกที่ผมทำเรื่องช่องนี้ขึ้นมา เพราะว่าผมก็เป็นหมอคนแรกๆ ของอเมริกาที่โดนอยู่ๆ ให้ส่งไปอยู่ใน ICU ที่ดูแลคนไข้โควิด ทั้งๆ ที่เรายังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไรในตอนนั้น

>> อ่า

>> แล้วผมก็ได้เรียนรู้หลายอย่างมาก จนกระทั่งเราเข้าใจทุกอย่างเกี่ยวข้องกับมันในตอนนั้น แล้วหลังจากนั้นเมืองไทยก็เกิดการระบาดตามมา ปัญหา ก็คือข้อมูลข่าวสารที่ประเทศไทยช่วงนั้น มันก็แบบสับสน อลหม่าน วุ่นวาย เดี๋ยวผิดเดี๋ยวถูก แล้วก็มี การพูดอะไรให้คนกลัวเยอะแยะ แล้วพอข้อมูลข่าวสารนั้นมันมาถึงครอบครัวผม ก็เอาละ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย อะไรเค้าก็จะเฮ้ย อันนี้มันอะไรอยู่นอยละใช่มั้ย ก็ส่งไลน์กันมาเยอะแยะ ผมก็เลยบอกว่าโอเค ถ้าอย่างงั้นเดี๋ยวผมจะทำความรู้ขึ้นมานะ แล้วก็แชร์ไปใน YouTube พวกคุณก็เอาไปดูกันให้หมดเลย

>> อ๋อ อยากแชร์คนรอบตัวฟังก่อน

>> ให้คนรอบตัวฟัง ให้ครอบครัวฟัง แล้วเราก็บอกว่าไม่ต้องไปเชื่อคนอื่น ให้เชื่อหลานตัวเอง

>> เออ

>> อ่า เพราะว่าหลานตัวเองอ่ะ ก็คงหวังดีกับครอบครัวแน่ๆ อยู่แล้ว แล้วถ้าเชื่อใครไม่เชื่อ อย่างน้อยหลานเนี่ย มาอยู่ในประเทศที่มันมีการระบาดครั้งใหญ่ก่อนคนอื่นเขา แล้วเป็นคนที่เข้าไปดูแลคนไข้ด้วยตัวเอง แล้วก็อยู่ในสถาบันที่ชื่อเสียงระดับโลก เพราะฉะนั้นไม่ต้องเชื่อคนอื่น มาเชื่อหลานตัวเอง ผมก็เริ่มจากตรงนั้น แล้วพอเราก็คิดว่าเอ๊ะ ในฐานะที่เราเป็นหมอปอด เราก็มีความเชี่ยวชาญด้านโรคอื่นที่ไม่ใช่โควิดเหมือนกัน ก็เลยเริ่มทำความรู้ด้านอื่นๆ เพราะฉะนั้นจุดยืนของผมก็คือว่า อะไรที่มันเป็นความรู้ที่เรามาให้เนี่ย คือเราต้องรู้จริง มีหลักฐานทุกอย่างสนับสนุนแบบเป๊ะ เราจะมีการตีความข้อมูลทุกอย่างแบบมั่วๆ ไม่ได้นะครับ แล้วจริงๆ มันด้วยความที่เราเป็นอาจารย์เอง เราก็ต้องสอนลูกศิษย์เราว่า อ่า เวลาคุณอ่านงานวิจัยเนี่ย ต้องอ่านให้ขาดนะ ไม่ใช่ว่าอ่านแต่หัวข้อ อ่านแต่บทคัดย่อ แล้วเอามาบอกว่ามันถูกต้องแบบนั้น

>> ค่ะ

>> ผมก็เลยทุกอย่างจะต้องจะต้องมีการวิเคราะห์ให้ชัดเจน แล้วก็เป็นจุดยืนตั้งแต่ตรงนั้น จนถึงปัจจุบัน เฮะ

>> เป็นหมอดูแล้วมีความเครียดนะคะ อยู่กับเรา รู้สึกว่าอยู่กับเลือด อยู่กับการต้องตัดสินใจ บางทีรักษาแล้วหายหรือไม่หาย มันเป็นภาวะที่เกิดขึ้นจากร่างกายเขาด้วย แล้วก็เกิดขึ้นจากฝีมือเราด้วย มี human error ได้บ้างอะไรเงี้ย ไม่กดดันล่ะค่ะ

>> เอ่อ ต้องบอกว่าจริงๆ ผมไม่ค่อยได้เครียดขนาดนั้น เพราะว่าเวลาที่เราเครียด มีคำถามบางอย่างที่หาคำตอบไม่ได้ เราก็พยายามหาคำตอบมัน

>> อื

>> หรือถ้าเกิดว่าเราทำอะไรไปแล้ว อย่างปัญหาที่หมอทุกคนจะต้องเจอ ก็คือเวลาที่คนไข้เสียชีวิตในมือครั้งแรกเนี่ย มันจะรู้สึกผิด รู้สึกว่าเฮ้ยเราทำไม่ดี เราเป็นหมอดีพอหรือยัง หรือเราแบบป่วยแตกมาก แล้วเราจะทำยังไงดี อะไรเงี้ย มันก็จะวนเวียนอยู่ในหัว จนบางคนน่ะหาทางออกไม่ได้ ก็จะซึมเศร้า ทำให้การงานที่เหลือเนี่ยพังหมดเลย ดูแลคนไข้คนถัดไปด้วยจิตใจที่มันไม่สมบูรณ์ มันก็จะมีปัญหาตามมา ส่วนผมเนี่ย ครั้งแรกที่มีคนไข้เสียชีวิตในมือผม ก็คิดว่าเฮ้ยมันต้องมีอะไรที่เราทำได้ดีกว่านี้ แล้วเราพลาดตรงไหน ย้อนกลับไปแล้วก็คิดออกมาให้หมด เขียนทั้งเหตุการณ์แล้วมาวิเคราะห์ดีๆ ตรงไหนที่เป็นปัญหา ไปอ่านหนังสือเดี๋ยวนั้นเดี๋ยวนั้น ไม่ต้องรอ ไม่ต้องรอวันพรุ่งนี้ ไม่ต้องรออาจารย์มาบอก เราอ่านแล้วคิดต่อไปว่าในอนาคต ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา อะไรจะเป็นสัญญาณเตือนเราว่ามันจะมีปัญหา แล้วเราจะแก้มันยังไง แล้วผมทำอย่างนี้กับทุกๆ เคสมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว บางทีก็คิดไปว่า ทำไมเราจะต้องรอให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น เราคิดขึ้นมาในอนาคตไม่ได้เลยว่ามันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ แล้วเราดักทางมาไว้

>> Strategic Planning ไปเลย

>> ก็ส่วนหนึ่งมันอาจจะเป็นเพราะว่าสมัยผมเรียนนะ ผมก็จะชอบแบบ อ่า เราจะเดาข้อสอบยังไง ถ้าเราจะเดาข้อสอบให้ได้ เราก็ต้องคิดว่าถ้าเราเป็นอาจารย์จะออกยังไงให้เด็กมันทำไม่ได้ถูกมั้ยครับ ผมก็เวลาอ่านหนังสือเราก็พยายาม

>> มันเป็นกลยุทธ์ preventive

>> อ่า ใช่ เราก็พยายามอ่านหนังสือให้เราเข้าใจเสร็จปุ๊บ เราก็ลองอ่ะ ไหนลองออกให้มันยากๆ หน่อยซิ อย่างเงี้ย ถ้ามันยากมากๆ แปลว่าเออมันอาจจะไปตรงกับข้อสอบพวกนี้ก็ได้นะ แล้วทำไปเรื่อยๆ เนี่ย เราก็รู้ว่าสิ่งที่เขาเอามาสอบแล้วก็คือสิ่งที่สำคัญในชีวิตประจำวันจริงๆ พอเราทำมาเรื่อยๆ ปุ๊บ มาเจองานที่เป็นงานหมอเนี่ย ถ้าเราสามารถเดาข้อสอบมันแปลว่าเราเดาชีวิตจริงที่เราจะออกไปทำงานได้นี่นา

>> การ forecast

>> ใช่ ว่าเราจะต้องเจอเคสแบบนี้นะ ถ้าเราเจอ เราทำยังไงกับมันดี

>> แบบเนี้ยมันก็เลยทำให้เวลาเราอ่านหนังสือ มันมีเป้าหมายตลอดเวลาว่าเราจะอ่านเพื่อตอบคำถามนี้

>> หมอแทนเป็นมนุษย์รีเสิร์ชอ่ะ เป็นมนุษย์ที่แบบต้องรู้ทุกเรื่องอ่ะ ถ้าไม่รู้จะไม่สบายใจ เพราะอยากมีแผน 2 แผน 3 แผน 4 ให้ตัวเองได้เดินเพื่อลดความผิดพลาดในชีวิต

>> ก็เผื่อไว้ฮะ แล้วผมก็จะไม่ค่อยเครียดกับอะไรมากนานขนาดนั้น เพราะว่าในหัวก็จะคิดว่าถ้าเครียดแล้วจัดการกับมันได้ก็จะรีบจัดการมันจะได้หายเครียด แต่ถ้าเกิดว่าเครียดแล้วทำอะไรกับมันไม่ได้ คุณจะหาปัญหามาให้ตัวเองเพิ่ม ยิ่งอันนั้นคือปัญหาที่มันแก้ไม่ได้กับความเครียดมาเป็น 2 ก้อน ซึ่งมันก็ไม่ค่อยคุ้มกับเรา มันมีปัญหาค่ะ ประเทศไทยเราก็มีเทรนด์อีกแล้วนะคะ ก็คือพวก PM 2.5 ห้ามมาเรื่อยๆ ค่ะ แม้กระทั่งหนีไปอยู่บนเขายังเชียงใหม่ โรคปอดก็ยังเกิดขึ้นมากมาย มองเรื่องนี้ยังไงบ้างคะ เราจะป้องกันยังไง หรือปอดเรามันกินอะไรเข้าไปช่วยทำให้มันดีขึ้นได้ หรือแบบเราจะวิวัฒนาการไปซื้อชุดไหนอะไรอย่างเงี้ย

>> ก็ต้องพูดถึงภาพรวมก่อนว่า ไอ้ตัวฝุ่นเนี่ย มันเยอะขึ้นทุกปีเลย ผมก็สมัยก่อนกลับมาที่ประเทศไทย ผมก็จะไปวิ่งเนี่ยตามสวนต่างๆ แต่ปีหลังๆ วิ่งไม่ได้ ฝุ่นมันเยอะ หายใจแล้วมันประหลาดนะครับ แล้วมันก็ไม่มีแนวโน้มจะลดลงด้วย มันดันเยอะขึ้นทุกครั้ง แล้วเราก็จะมาพูดถึงมันตอนปลายปีกับต้นปี พอกลางปีมันหายไป เราก็เลิกพูดแล้วจะเป็นอย่างนี้มาตลอด เพราะฉะนั้นถ้าถามผมว่ามันมีโอกาสหายไปมั้ย โอกาสยากมากที่มันจะหายไป เพราะเราไม่ได้จัดการกับมันจริงจัง อ่า ถ้าจะจัดการจริงจังก็ต้องไปดูว่ามันมาจากไหน การเผาเขาเผาเพราะอะไร มันราคาถูกในการที่เผามากกว่าการที่จะใช้วิธี กำจัดต้นพืชด้วยวิธีปกติที่มันควรจะทำกันมั้ย ถ้าแบบนี้เราก็ต้องให้คนลงไปช่วยเขา

>> เพราะไม่งั้นเขาก็ต้องเลือกวิธีที่มันเหมาะสมสำหรับเขา

>> ไปจัดการต้นเหตุสมบๆ

>> ต้นเหตุ

>> อือ หรือเราก็ต้องมาดูสิว่า เออ มันมีวิธีจัดการกับฝุ่นพวกนี้มาอย่างที่จีนเขามีตึกฟอกอากาศอย่างเงี้ย เราทำแบบเขาได้มั้ย

>> นะ หรือว่ามีอะไรที่เราเข้าไปเช็คแล้ว อ่า ถ้าฝุ่นมันมาจากตรงนี้เยอะๆ นะ คุณต้องไปจัดการบริเวณนี้ให้มันหายไปก็ได้ อันนี้คือสิ่งที่เราได้แต่หวังว่าคนที่มีอำนาจเขาจะทำ แต่ถ้าเขาไม่ทำ ผมว่ามันก็ไม่หายไปไหนแล้วเขาเองก็จะได้รับผลเสียไปด้วย เพราะว่าเขาก็ยังอยู่ในประเทศไทยเหมือนกับเรานี่แหละ เขาจะหนีไปไหน ฝุ่นมันก็ตามไปได้อยู่ดีนะ

>> ทนี้มาถึงสำหรับตัวบุคคล เราทำอะไรกันได้บ้าง ก็แน่นอนเดี๋ยวนี้ทุกคนก็ต้องดู AQI นะ ดูว่าค่าฝุ่นมันแค่ไหนใช่มั้ย ถ้าสมมุติว่าเวลาที่เราออกจากบ้านแล้วค่า AQI มันเกิน 100 เนี่ย ควรจะใส่หน้ากากไปละ ถ้าใครที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง โรคปอด โรคหัวใจ โรคอะไรที่มันไม่หายเนี่ย 50 เกินก็ควรจะใส่ละ ซึ่งส่วนใหญ่มันก็เกิน 50 ทั้งนั้นแหละ แต่สิ่งที่เราพอทำได้ก็แน่นอนทุกคนก็รู้ว่ามันจะต้องมีเครื่องกรองอากาศนะครับ ก็เลือกให้มันเหมาะสมสำหรับห้องขนาดห้องที่เราอยู่ แล้วไม่งั้นเครื่องเล็กในห้องใหญ่ มันก็การกันอะไรไม่ได้อยู่ดี

>> มีอีกอย่างนึงซึ่งบางคนอาจจะไม่รู้ แต่บางคนอาจจะรู้ก็คือเรื่องของเครื่องอัดอากาศแรงดันบวก

>> โอเค เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก

>> ใช่มันเป็น positive pressure ventilation ก็คือเขาจะมีการติดตั้งไอ้เครื่องเนี้ยทุกๆ ที่ที่มันมีอากาศเข้ามาในห้องเราได้ แล้วก็กรองแล้วอัดอากาศเข้ามาข้างใน ทำให้แรงดันในห้องเราเป็นบวกตลอดเวลา พอมันเป็นแบบนี้ปุ๊บเนี่ย ต่อให้เราเปิดหน้าต่างอะไร ฝุ่นมันก็เข้ามาไม่ได้ เพราะแรงดันมันเป็นบวก มันคอยดันมันออกไปข้างนอกหมดเลย ถ้าใช้ไอ้นี่ร่วมกับเครื่องฟอกอากาศ มันก็จะได้ประสิทธิภาพเต็มๆ

>> เพราะฉะนั้นบวกกันก็น่าจะดีกว่า อาจจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่า

>> ใช่อาจจะอาจจะคุ้มค่ากว่านะครับ สำหรับคน ที่พอหามาใช้ได้แล้ว ถ้ามันเข้าไปในตัวเราแล้ว เราแล้วทำไง ก็ต้องบอกว่ามันมีวิธีที่จะจัดการกับมันได้บ้าง คือฝุ่นพวกเนี้ยบางอย่างมันขับออกมาทางน้ำปัสสาวะ เหงื่อพวกนี้ขับออกมาได้ เพราะงั้นถ้าเราดื่มน้ำให้เยอะๆ 2-3 ลิตรต่อวัน มันพอช่วยได้บ้าง การที่เราไปทำอะไรให้เหงื่อออก ก็อาจจะพอช่วยได้บ้าง เช่น บางคนอาจจะ อ่า ซาวน่า หรือบางคนอาจจะรู้สึกว่าเอ้ย ซาวน่ามันต้องไปที่ที่ยิมที่อะไรเงี้ย เราเอามาใช้ที่บ้านได้มั้ย พวก infrared sauna หรือจะเป็นแบบตู้อบสมุนไพรที่เราซื้อตามออนไลน์ก็ใช้ได้

>> ใช้ได้เหรอคะ

>> ใช้ได้ แต่ก็ต้องระมัดระวังนิดนึง ถ้าเกิดเรามีคนมีโรคประจำตัว ความดัน โรคหัวใจ พวกเนี้ยเกินเจอความร้อนมันอาจจะทำให้เราแย่ ดังนั้นก็ต้องสอบถามคุณหมอที่รักษานิดนึง ว่าเรายังไง

>> แม้แหละอากาศมันจะแย่นะคะ ที่ทำให้ปอดเราไม่ดี แต่คนก็ยังมีคนสูบบุหรี่นะคะ ยันกัญชา หรือบุหรี่ไฟฟ้าพวกนี้ เอฟเฟกต์กับปอดแค่ไหนคะ

>> ก็ค่อนข้างที่จะเยอะเลยทีเดียวนะครับ คนเรากลัว PM 2.5 ใช่มั้ยครับ กลัวโลหะหนัก ใช่มั้ยฮะ นี่แหละครับแหล่งของ PM 2.5 และโลหะหนัก ควันของพวกมันเนี่ยก็คือ PM 2.5 ฮะล้วนๆ เลย แถมบางกรณีถ้าเป็นกรณีบุหรี่ไฟฟ้าเนี่ย มันจะมีตัวลวดโลหะหนักที่คอยให้ความร้อนกับน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าให้มันระเหยมาเป็นไอ ใช่ฮะ ตัวนั้นน่ะ ตัวลวดมันก็คือโลหะหนัก แล้วถ้าเกิดมันทำมาไม่ได้คุณภาพ หรือมันเสื่อม มันก็จะระเหยกันเป็นโลหะหนักที่เป็นไอ แล้วเราก็จะสูดดมลงไปตรงๆ เข้าไปในปอดเลย

>> inhale เข้าไปเต็มๆ

>> ใช่ครับ นั่นคือปัญหา ส่วนกัญชาเนี่ย ประเทศของเรายังมีปัญหาอยู่ตรงที่ว่า มันอาจจะมีบางล็อตที่มีเชื้อราปนเปื้อน แล้ว Tender ก็คือคนที่เขาดูแลร้านเนี่ย เขาอาจจะไม่รู้ เพราะว่า Line มันไม่ใช่ของดูกันง่ายๆ มองไม่เห็นนะครับ แล้วก็อาจจะมีเรื่องของการที่บางคนเขาลงทุนไปแล้วว่าทำออกมาแล้ว แล้วก็มันต้องขาย เพราะถ้าเกิดว่าจริงๆ ตามมาตรฐาน ถ้าเราเจอราล็อตนึง ก็ต้องทิ้งให้หมด ซึ่งมันมันเสียเงินเยอะมากจริงๆ นะครับ เขาทำมาทั้งหมดเนี่ย เราต้องโยนทิ้งเกลี้ยงเลย ก็ไม่มีใครอยากจะทำแบบนั้น ดังนั้นมันก็เลยมีโอกาสที่คนนึงจะได้กัญชาชนิดที่มันมี

>> เชื้อมาด้วย

>> แล้วพอเราเอาไปสูบ มันก็เข้าไปในปอดของเรา ซึ่งก็เคยมีคนที่สูบไปแล้วก็ก็เกิดปอดมันแตก ปอดแตก ปอดอักเสบ ปอดเชื้อรา ก็มีคนเป็นแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ อ

>> รักษาได้มั้ยคะ

>> ก็รักษาได้แค่ประคับประคอง ทำให้มันดีขึ้น แต่ถามว่าปอดที่มันเสียแล้วก็เสียแล้วก็เสียเลยครับ มันซ่อมไม่ได้ 100% เท่าไหร่

>> อยากรู้ว่าเชื่อเรื่องแบบพวกเวชศาสตร์ชะลอวัย หรือแบบเราเบดกับมันแค่ไหน ได้ศึกษาแค่ไหนคะ พวกสเต็มเซลล์ หรืออะไรอื่น

>> เราต้องบอกว่าเวชศาสตร์ชะลอวัยที่ถูกต้องเนี่ย มันมีจริงๆ แล้วมันก็ได้ผลจริงๆ แต่ปัญหาคือเวชศาสตร์ชะลอวัยที่มันไม่ถูกต้องเนี่ย มันถูกเอามาโฆษณาซะเยอะ แล้วก็อยู่บนพื้นฐานที่คนอยากได้ทางลัดเท่านั้นเลยฮะ อะไรคือเวชศาสตร์ชะลอวัยที่มันได้ผลแน่ๆ เช่น นอนให้ดี ออกกำลังกายให้ดี พวกเนี้ย สามารถยืดเทโลเมียของเราได้ เทโลเมียก็คือ มันเป็นส่วนนึงของ DNA ของเราที่ใช้ในการป้องกันไม่ให้ DNA มันเสื่อมสลาย เวลาที่เซลล์แบ่งตัว ถ้าเปรียบเทียบเห็นภาพก็คล้ายๆ แบบเวลาเราใส่รองเท้าผ้าใบ ตรงเชือก รองเท้าเราตรงปลายมันจะมีพลาสติกหุ้มอยู่ อันนึงใช่มั้ยฮะ อันนั้นน่ะ เปรียบเสมือนเทโลเมีย เพราะถ้าปลายนี้มันหายไป ไอ้เชือก รองเท้าเรามันก็จะยุ่ย

>> แหยออก

>> อ่า หยอยออก ไอ้การหยอยออกเนี่ย ก็คือเปรียบเทียบกับ DNA ของเรามันมันพัง

>> มันจะแตกซ่านออกมาใช่มั้ยคะ

>> ใช่ เพราะฉะนั้นเนี่ย เราจึงต้องมีเทโลเมียที่มันเท่าเดิม แต่ทุกครั้งที่เราแบ่งตัวเซลล์เนี่ย เทโลเมียมันจะสั้นลงเรื่อยๆ แล้วถ้าใครที่มีการเจ็บป่วยบ่อย มีการอักเสบในร่างกายบ่อย มันจะสั้นลงเร็วกว่าปกติ งั้นก็เลยมีความคิดว่าทำไงก็ได้ให้มันยาวขึ้นมาเหมือนเดิม แล้วการออกกำลังกายนี้ทำให้มันยาวได้ แต่ปัญหาก็คือคนไม่ อยากออกกำลังกาย

>> การวางแผนสุขภาพในคำว่าลง longevity จริงๆ เนี่ย มันควรจะเป็นยังไงคะ

>> เราควรจะดูแลทางด้านของร่างกายและจิตใจ และก็สังคมให้มันดีตั้งแต่แรกๆ อยู่แล้วนะครับ คือผมมองว่าเทรนด์เนี้ย มันไม่ควรจะเป็นจะต้องเป็นเทรนด์แบบของแพงอ่ะ มันคือควรจะเป็นใครก็ทำได้ แต่ทำในแบบต้นทุนที่ตัวเองมี เช่น สมมุติว่าออกกำลังกายทุกวัน คือวิ่งไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมาก หรือถ้าบางคนแบบ เออ วิ่งมันต้องมีรองเท้านี่นะ ก็ถ้าอยู่ในห้องสควอชพื้น มันไม่ต้องใช้อะไรเลยจริงๆ

>> และอย่างน้อยมันก็เป็นการทำอะไรที่เราทำได้

>> ค่ะ

>> ถูกมั้ยครับ เพราะงั้นมันควรจะต้องเป็นอะไรที่ทำง่าย ทำได้จริงๆ ด้วยต้นทุนที่ตัวเองมี ไม่ต้องไปมองว่าโอ้ คนรวยต้องต้องมี ยิม ต้องมีอะไร เออ เยอะแยะใช่มั้ยฮะ เพราะว่าถ้าทำแบบนั้นปุ๊บเนี่ย เรื่อง longevity จะกลาย เป็นเรื่องของคนมีเงินทันที

>> ซึ่งมันจะไม่ยุติธรรมเลย

>> หมอแทนดูมากค่ะ ออกกำลังกายอะไรบ้างคะ

>> ผมออกกำลังกายตามใจตัวเองแล้วแต่วันนี้ อยากจะทำอะไรแล้วแต่วันนี้ แต่ว่าผมออกกำลังกายทุกวันมา 20 กว่าปีละ แต่ละวันไม่เท่ากันนะ ครับ บางวันบางคนอาจจะบอกว่าเอ้ย อย่างงี้ต้องครึ่งชั่วโมงทุกวันหรือเปล่า ก็ไม่ ถ้าวันไหนผมไม่มีเวลา อย่างตอนผมอยู่เวร ไม่สบาย เป็นไข้หวัดเงี้ย ผมก็อ่ะ งั้นออกกำลังกาย 1 นาที

>> อื

>> วิดพื้น 1 นาที เหนื่อยแล้ว

>> ก็ทำ

>> ใช่มั้ยฮะ สควอช 1 นาที หรือเบอร์พี 1 นาที เหนื่อยมากแล้วก็ก็จบ

>> อื วันนั้นถือว่าได้ออกกำลังกายแล้ว แต่ว่ามันตอนออกกำลังกายเราต้องคิดว่าเราจะออกกำลังกายจริงๆ เวลานี้เพื่อออกกำลังกาย ไม่ใช่ว่าเอาสติเราหลุดลอยไปอะไรก็ไม่รู้ แล้วถ้าวันไหนเรามีเวลามาก อ่า เราก็อาจจะยาวหน่อย ครึ่งชั่วโมง ชั่วโมงนึง หรืออะไร ก็แล้วแต่ ทีนี้อีกอย่างนึง ซึ่งทำให้คนไม่ ออกกำลังกายนอกเหนือจากการที่ต้องบังคับ ตัวเองให้ทำอะไรบางอย่างที่ตัวเองตั้งเป้าหมายไว้สูง เช่น ต้องครึ่งชั่วโมง ต้องอะไรพวกนี้ แล้วอีกอย่างนึงซึ่งทำให้คนไม่ ออกกำลังกายคือเบื่อ ทำไมต้องวิ่งทุกวัน

>> อ่า

>> ทำไมวันนี้ต้องออกกำลังกายหลัง เดี๋ยววันพรุ่งนี้แขน วันต่อไปขา แล้วมันมันต้องเป็นลำดับแบบนี้ตลอดเวลา ผมก็บอกว่า เออ งั้นเราออกกำลังกายตามใจตัวเองดีกว่า วันนี้เรามีความรู้สึกอยาก เราอยากจะเล่นกล้ามขา เราก็เล่นขา วันพรุ่งนี้เราอยากจะวิ่ง เราก็วิ่ง ไม่จำเป็นจะต้องเรียงตามลำดับอะไรก็ได้ แต่โอ้แน่นอน ถ้าเกิดคุณอยากเป็นสายนักกีฬา แล้วคุณอยากจะเป็นนักวิ่ง โอเค มันก็ต้องมีการฝึกที่มันเหมาะสมกับคุณ แต่สำหรับผม ผมมองว่าผมไม่ได้อยากจะเป็นนักอะไรสักอย่างเลย อยากจะแค่รู้สึกสุขภาพดีเท่านั้นเอง ก็ทำตามที่เราทำ อยากจะบอกผู้บริโภคที่เป็นแบบฝั่งของ user ที่ชอบเรื่องเทคโนโลยี ติดตามพวกเรื่องเทคโนโลยีเกี่ยวกับเทรนด์สุขภาพยังไงบ้างคะ

>> ผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ดีนะ ที่เราอยากจะรู้จักกับตัวเองให้มันลึกขึ้น แล้วก็ดีขึ้น แต่ว่าเวลาที่เราใช้เทคโนโลยีพวกเนี้ย อยากจะให้ศึกษาทุกๆ อย่างที่เราดูว่ามันคืออะไรกันแน่ แล้วอย่าถือตัวเลขที่เราดูเป็นสรณะว่ามันจะต้องเป็นเท่านั้นแน่ๆ เพราะว่าต้องเข้าใจว่าเครื่องมือพวกเนี้ย ไม่ใช่เครื่องมือมาตรฐานในการตรวจสิ่งๆ นั้น

>> อื

>> แต่สิ่งนึงซึ่งเอามาใช้ได้ คืออยากจะให้ดูเรื่องแนวโน้ม อ่า

>> เช่น สมมุติว่าเราวัดการเต้นของหัวใจวันนี้นะครับ เทียบกับอาทิตย์หน้า อาทิตย์ถัดๆ ไป แล้วมันเป็นยังไงนะครับ ค่าการนอนของเรา อ่า ค่า deep sleep ของเรา วันนี้มันมีแค่ 10 นาที ไม่ต้องไปติดกับตัวเลข 10 นาที แต่ถ้าเกิดว่าผ่านไปในอนาคต มันกลายเป็น 20 50 หรือมันเพิ่มขึ้น อ่า แนวโน้มตัวเนี้ย ที่เราเอามาใช้ได้

>> อื จริงๆ ให้ดูไปที่มีนของสถิติที่กำลังเกิดขึ้นมากกว่า อย่าไปยึดตัวเลขประจำวันเราแบบซิกกับมันมาก

>> ใช่ แล้วนอกเหนือจากนั้น ถ้าสมมุติมันผิดปกติ ปรึกษา ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือต่อให้มันปกติ 100% แต่เรารู้สึกมันไม่ปกติ ก็อย่าไปเชื่อมันครับ เราต้องไปตรวจนะครับ ไม่งั้นบอกออ ตัวเลขดีหมดทุกอย่าง แต่ฉันมันมึนหัว มันไม่ใช่ละ อันนี้ก็อย่าคิดว่ามันปกติครับ ควรจะไปตรวจรักษาดีกว่า

>> ค่ะ เชื่อ gut feeling ในตัวเอง แล้วก็สังเกตตัวเองให้มากๆ ด้วยเช่นเดียวกัน ขอบคุณมากนะคะวันนี้

>> คุยสนุกมากมายค่ะ ใครที่ชื่นชอบ ไปติดตามช่องทางหมอแทนได้ที่ช่องทางไหนบ้างคะ

>> ก็มี YouTube นะครับ แล้วก็ใน TikTok ก็ Dr.Tany เช่นกันครับ

>> ชื่อโซคิมาก Tany

>> ใช่ครับ

>> ขอบคุณ Dr.Tany มากๆ เลยค่ะ ครับ