Transcription
เพราะฉะนั้นการที่ละเลยต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้วก็ไม่ยึดตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ขาดมาแล้วเนี่ยนะ มันก็เท่ากับว่าไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เข้าใจใช่มั้ย
ข้อเท็จจริงคนละอย่าง ประชาชนก็ถึงรับไม่ได้ไง ในเมื่อมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในกรณีของการไต่สวน เราก็ต้องทำหน้าที่ในการไต่สวน แต่ไม่ใช่ว่าไปสรุปเรื่องแล้วก็จบเอง มันเข้าใจมั้ย
มีมั้ยนะ เคยมีอยู่บ่อยๆ ที่เอ่อ อัยการเนี่ยนะ เค้าทำหน้าที่สั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง แต่ปรากฏว่าพยายามจะให้จบที่อัยการนะ ในคดีบางเรื่องอัยการสั่งไม่ฟ้อง มันก็ไม่ไปถึงศาล ถูกต้องมั้ย
แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าอัยการเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องที่สมควรที่จะไปศาล อัยการก็ใช้ดุลพินิจได้เหมือนกันนะ แต่ว่าต้องใช้ดุลพินิจอย่างระมัดระวัง ระมัดระวังที่สุด เพราะการใช้ดุลพินิจมากเกินขนาดเนี่ย มันไม่ใช่ความยุติธรรม เพราะอะไร ดุลพินิจเนี่ย มันอาจจะเห็นต่างกันได้ใช่มั้ย มีอคติ
เพราะฉะนั้น ทางเอ่อ ศาลรัฐธรรมนูญถึงได้เขียนรองรับเอาไว้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย ให้ทุกฝ่ายเนี่ยเป็นที่สุด >> ต้องยอมรับ เพราะอะไร ไม่ต้องการให้ใช้ดุลพินิจไง คุณเข้าใจยัง ไม่ให้ใครมาใช้ดุลพินิจว่า เอ๊ะ นี่ฉันจะฟังดีไม่ดี ไอ้เอ่อ ที่ศาลรัฐธรรมนูญเค้า วินิจฉัยเนี่ยนะ
เพราะฉะนั้น การที่ละเลยต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้วก็ไม่ยึดตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ขาดมาแล้วเนี่ยนะ มันก็เท่ากับว่าไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เข้าใจใช่มั้ย >> อื >> เข้าใจป่า >> เข้าใจครับ >> แล้วไม่ต้องไปพูดเรื่องอื่นเลยนะ >> อ >>
เพราะอะไร เพราะการที่หาทางออกว่าเหตุที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่า ได้มีข้อตกลงนะฮะ ระหว่างไอ้นายสอหรืออะไรก็สุดแล้วแต่นะ ที่เอ่อ เคย เคยเอ่อ เอ่อ ทำกิจกรรมร่วมกันมานะนะ ถือหุ้นอะไรก็ต่ออะไรก็แล้วแต่
แต่ไอ้ตอนนั้นเนี่ยนะฮะ ศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้แล้วว่า สุคุณ >> พอศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าสุคุณ คุณก็ต้องเอามาตรงนั้นไม่ใช่ เอาหลักฐานไอ้ที่เค้าปรับเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว เพราะว่าเอ่อ ไปอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้วเนี่ยนะเอ่อ >> กระบวนการอย่างนั้นเรียกว่ากระบวนการ เอาไอ้นิติกรรมที่ซ่อนเร้นที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วางหลักเอาไว้ว่าเป็นนิติกรรมอำพรางอ่ะ เอามาทำให้มันดี โปะอ่า ให้มันเรียบร้อยอะไรอย่างเงี้ยนะ ซึ่งก็จะกลายเป็นข้อเท็จจริงคนละอย่างไปแล้ว
เพราะฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงคนละอย่าง ประชาชนก็ถึงรับไม่ได้ไง เพราะว่าเท่ากับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงพยานหลักฐานละ >> ยอมรับว่าเออนี่นะเอ่อ ไปตกลงกันเองอะไร แล้วให้ศาลท่านวินิจฉัยเอ่อตามเค้าเรียก ว่าพิพากษาตามยอม ศาลไม่ได้วินิจฉัยนะ >> ที่ที่ที่คดีที่ว่าเอ่อ ต่อมาภายหลังอ่ะ ที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอ่ะ ที่ว่ามีข้อตกลงกันแล้วก็ศาลท่านก็พิพากษเค้าเรียกพิพากษาตามยอมก็คือตามที่ตกลงกันเอง ศาลท่านจะไม่มาดูหรอกว่าเฮ้ย นี่นะมันเบี่ยงเบนประเด็นหรือเปล่า มัน เอ่อ ทำอะไรเกินเลยกว่าอำนาจหรือเปล่าเอ่อ ไปปกปิดข้อเท็จจริงอะไรมั้ย
ไม่เหมือนอย่างศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญนั่นน่ะ ท่านชี้ขาดในข้อเท็จจริงที่มาถึงท่านตั้งแต่แรกว่าซุกหุ้นหรือเปล่านะ ปกปิดหรือเปล่านะ ไม่แจ้งหรือเปล่าอะไรหรือเปล่า แต่ท่านไม่ได้มีอำนาจที่จะชี้ว่า การยื่นบัญชีรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินเนี่ย เป็นเท็จ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของท่าน หน้าที่ของท่านก็คือหมายความว่า ถ้ารัฐมนตรีเนี่ย ปิดบังอำพรางนะ แอบเอาไอ้ข้อมูลอะไรต่ออะไรเนี่ยนะ แล้วก็ไม่ สละหุ้นที่ตัวเองครอบครองอยู่เนี่ยนะ ถือว่าผิดตามกฎหมายในเรื่องของคุณสมบัติของรัฐมนตรีดี เพราะฉะนั้นเนี่ยนะ มันก็จะจบตรงนั้น
ส่วนหน้าที่ต่อมาที่จะดูว่า เฮ้ย นี่มันเป็นเรื่องของการยื่นบัญชีรายการแสดงทรัพย์สินหรือหนี้สินหรือเปล่า เป็นหน้าที่ของ ปปช. ก็จบแค่นั้นแล้วไม่ต้องไปรื้อฟื้นอะไร พูดกันแค่นี้ก็รู้แล้วนะ ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ >> ผมไม่ต้องมาพูดอะไรมากมาย่ะ เรื่องเรื่องนี้จบตรงนี้ว่า คุณมีหน้าที่อะไร คุณทำหน้าที่นั้นหรือเปล่าครับ
[เพลง]