Transcription
สวัสดีครับคุณผู้ชมผู้ฟังครับ พบกับรายการ คอการเมืองนะครับ วันนี้ก็ยังอยู่กับน้ำมันแพงอยู่พอดี เพิ่งขึ้นด้วย เพิ่งขึ้น [เสียงหัวเราะ]
>> แพงขึ้นเรื่อยๆ
ครับ เมื่อเอ่อ เมื่อวาน เมื่อวานผมเอ่อ มีเหตุให้ไปต้องอยู่ไปกินข้าวใช่มั้ย ไม่ได้ ไม่ได้ใช้มือถือ ไม่ได้อะไรเลยครับ ออกมา เฮ้ย ทำไมรถติดยาวเลย ทุบทุบปั๊มเลยนะครับ ก็เลยบอกเอ่อภรรยาว่า เฮ้ย ลองเช็คข้างหน่อยดี ว่าน้ำมันขึ้นราคาหรือเปล่า เพราะว่าขึ้น [เสียงหัวเราะ] จริงๆด้วย
>> แล้วขึ้น ขึ้นเยอะด้วยครับ 3 บาท 3.50 50
สำหรับดีเซล สำหรับวันนี้
>> วันนี้ขึ้นอีกเหรอครับ
อื คืออยากเริ่มชวนจากพี่สุภลักษ์ก่อน วันนี้ เพราะอาทิตย์ก่อนเนี่ย พี่สุภลักษ์บอก ว่าตอนนั้นครั้งก่อนเราคุยเนี่ย บอกขึ้น 6 บาทนะครับ บอกว่าอาจจะเป็นสัญญาณในการบอก ว่าจากนี้ไปก็จะขึ้นแบบนี้แหละ สงสัยจะจริงนะครับ มองการขึ้นของราคาน้ำมันแล้วก็ จังหวะในการ โดยเฉพาะจังหวะในการขึ้นยังไง เพราะมันมีข่าวเรื่องเอ่อข่าวปลอมด้วย ตอนแรกบอกว่า 3 บาท แล้วบอกขาปลอม ของจริงต้อง 3.50 50 [เสียงหัวเราะ]
>> ผมว่าบางทีเราก็อยู่กับข่าวปลอมก็จะดี กว่านะ เพราะว่ามันถูกกว่า [เสียงหัวเราะ]
>> ของของจริงรู้สึกจะเจ็บปวด เพราะมันแพงกว่าเงี้ยนะ
ครับ แต่นี้ แต่ว่าปัญหาที่เรากำลังต้องพิจารณา อยู่ปัจจุบัน เราเห็นการรับมือของรัฐบาล เนี่ยอาจจะเข้าใจจับประเด็นกันผิดในหลายๆ เรื่องนะ คิดว่าประชาชนเสื่อมศรัทธาแล้วก็ พูดอะไรก็ไม่เชื่อไม่ฟัง ก็หาคนที่มีชื่อเสียงหน้าตาดีมาเป็นโฆษกอะไรอย่างเงี้ย ผมคิดว่าจะผิดทางแล้วล่ะ สิ่งที่เรากำลังเพ่งเล็งอยู่ไม่ใช่การปัญหาการสื่อสารนะ แต่เป็นปัญหาการจัดการ ซึ่งรัฐบาลจัดการได้ไม่ดีเลยนะครับ มันไม่ดีเลยตั้งแต่ต้นทางของปัญหา ของน้ำมันอยู่ที่ตะวันออกกลาง ก็จริงอยู่ แต่คำอธิบายที่ไม่เคยชัดเจนเลย หรือจริงมันไม่ชัดเจนไม่สามารถชัดเจนได้ เพราะว่าอาจจะมีเรื่องเรื่องภายในกันเยอะ ว่าน้ำมันที่เราใช้อยู่ปัจจุบันเนี่ย มันเป็นน้ำมันเก่าหรือน้ำมันใหม่ เรามีสต๊อก เราบอกเรามีสต๊อกตั้ง 100 กว่าวัน นี่สงครามเกิดมาเดือนนึง สมมุติว่าของที่ใช้อยู่น่าจะเป็นของเก่าหรือเปล่า อันนี้เป็นเป็นข้อแรกที่ต้องพิจารณาให้การจัดการให้ได้ ข้อ 2 ระบบ 2 ราคา 2 ตลาด เรื่องนี้ก็ไม่เคลียร์เหมือนกันว่าจะเอายังไง จะจัดในสถานการณ์เนี้ย ควรมีแนวทางที่ชัดเจนแล้วว่าจะจัดการมันยังไง ข้อ 3 เรื่องเรื่องการพยุงราคาหรือการคุมราคา ซึ่งเป็นภาระของกองทุน กองทุนมันขาดทุนอยู่
>> ครับ
แล้วจะใช้มันไปอีกนานเท่าไหร่ เราเราไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่ามันจะเป็นเป็น เอ่ออนาคตเนี่ยมันจะเป็นแค่ไหนใช่มั้ย เราก็จะให้คนคาดเดาว่ามันต้องขึ้นแน่ๆ ขึ้นมากขึ้นน้อยอีกเรื่องนึง แต่ขึ้นแน่ๆ เพราะฉะนั้น ไอ้สภาวะที่คนคาดเดาแบบเนี้ย มันก็จะทำให้เกิดธรรมะ คนก็กักตุนสิ คนหรือคนก็อาจจะแห่ไปเติม ไอ้สภาวะแพนิคเนี่ยยังไม่หมดเลยครับ
>> ใช่มั้ย เมื่อมันจัดการแบบนี้ไม่ได้เนี่ย ผมคิดว่ารัฐบาลก็อาจจะต้องพิจารณาอีกอันนึง ซึ่งจริงๆก็ติดใจคาใจอยากจะพูดนะ หลายๆ คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบเนี่ยที่จะต้อง ในการจัดการ ผมก็รู้สึกว่าเออมันแปลกๆอยู่ คุณวิภัฒน์ขอออฟเฟอร์ให้ลาออกเนื่องจากจะมีมีผลประโยชน์ทับซ้อน
>> อื
>> แต่นายกไม่ให้ออก
>> ครับ
>> ผมก็ทำไมนายกไม่ถือจังหวะนี้ คือสิ่งที่มันกำลังเป็นอยู่ก็คือว่า ทำไมคนมันเกิดอาการแพนกตกใจ เพราะว่าศรัทธาที่มีต่อรัฐบาล ความเชื่อถือที่มีต่อรัฐบาลเนี่ย มันเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว พูดอะไรของคนก็ไม่เชื่อ พูดว่าน้ำมันจะขึ้นทั้งนั้น มันก็เป็นไปอีกทางนึง ข่าวปลอม ข่าวปล่อย ข่าวจริงอะไรมันก็เต็มไปหมดเนี่ย ทำไมรัฐบาลไม่ต้องเริ่มทำเป็นก่อน คือทำให้คนเชื่อมั่นว่าระบบของเราเนี่ย มันจะทำงานได้นะ อย่างน้อยที่สุดมันมีความโปร่งใส คนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ว่าจะมีหรือไม่มีจริง แต่เมื่อมันมีข้อคหาเนี่ย ผมคิดว่ามันต้องรีบจัดการ แต่ทำเหมือนเล่นละครกัน
>> ครับ
>> คุณพิพัฒน์ขอยื่นลาออก นายกให้ออก ท่านรู้ดีในเรื่องทั้งหมด [เสียงหัวเราะ] คือทำไมล่ะ นี่มันเป็นจังหวะที่ดี ผมก็ไม่ได้อยากจะว่ามันเป็นเรื่องโง่เรื่องฉลาดเลยนะ แต่เป็นเรื่องที่ว่า sensitive ความ sensitivity หรือความอ่อนไหวต่อความรู้สึกของประชาชนในสภาวะวิกฤตเนี่ย ผมคิดว่ามันกระทบกระเทือนต่อเสถียรภาพรัฐบาลและความเชื่อมั่นในนี่ รัฐบาลยังไม่ได้ตั้งเลย คนก็รู้สึกว่าการเสียงด่าทอเนี่ยมันมาเต็มไปหมดนะ ผมดูสื่อมวลชนล้อเลียนเรื่องรวยไม่ไหวแล้วเนี่ย
>> มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ดีมากมากของรัฐบาลนั่นนะครับ อันนี้อันนี้น่าจะต้องคิดกัน
อครับ พี่ถึกครับ คือจากพี่เราอ่ะ เราชอบ เรามีความเชื่อกันว่า หรือว่านักวิเคราะห์มีความเชื่อว่าแบบ จริงๆภูมิใจไทยเนี่ยแม่น แม่นยำทางการเมืองใช่มั้ยครับ แต่ทำไมจังหวะอย่างเงี้ย ดูเป๋เหมือนกันนะ แบบที่พี่ศุภรักษ์บอกเลยว่าแบบนี้ คือก็ต้องให้ ถ้าคุณพิพัฒน์เราออกเนี่ย คนก็น่าจะแบบเชื่อนะ คุณสุคุณอทิบอกว่าอยู่ก่อน [เสียงหัวเราะ]
>> ก็ผมก็คุยสุรักษ์วันก่อนน่ะ หลังเราเลิกรายการกันแล้ว บอกว่าทำไมภูมิใจไทยมันเล่นเกมการเมืองเก่งอ่ะ อะไรแค่ทำไมมันเป็นอย่างงี้วะ กลายเป็นมันบริหารจัดการอะไรไม่ได้ ไม่ใช่แค่ทางบริหารจัดการนะ ในทางการเมือง การวัดความรู้สึกคนกำลังรวมไปถึง เอาคุณคิดดู พ.ร.บ.อากาศสะอาด
>> อ่า วันนี้
>> คนกำลังอภิปรายเรื่องฝุ่น โอ้โห ฝุ่นเชียงใหม่นี่มัน
>> ครับ
>> โอ้โห แบบมันรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ใช่ป่ะ เอาอยู่ๆ คุณศุภชัยโผล่ขึ้นมาค้าน 8 ข้ออะไรของเค้าอ่ะ
>> ครับ
>> คือคุณค้านเนี่ย คุณค้าน พ.ร.บ.อากาศสะอาด คุณนำเสนอหรือเปล่าว่าแล้วคุณจะจัดการยังไง คุณจะแก้ไขปัญหาไง คุณบริหารอารมณ์ความรู้สึกคนที่กำลังที่กำลังโกรธอยู่ยังไง
>> เออ อันนี้ผมก็ไม่ไม่เข้าใจ
>> เออ เนี่ยผมก็ไม่เข้าใจ แล้วประเภทแบบแถก็มาพูดเรื่องตั้งแต่ชัยชนก ตั้งแต่อะไรนู่น น่ะนะ เอ่อบอกว่าให้พอเพียง นี่ประธานวุฒิสภาก็อะไรนะ เอ่อตู้ปันสุข สม.ก็พาเราฝ่าวิกฤตโควิดมาได้ [เสียงหัวเราะ] คืออะไรวะ
>> อื
>> สุภลักษ์บอกว่าเค้าเล่นเกมการเมืองเป็น แต่เขาไม่เคยคุมเกมการเมือง อันนี้ยืม นั่งคุยกัน
>> เออ ก็นั่งคุยกัน
>> ก็คือ
>> มีคนกำหนดเกมมาให้เนี่ยเล่นเก่ง
>> เค้าเล่นเกมอย่างเช่นเอ่อยุค 53 54 อะไรอย่างเงี้ย เค้าเป็นคนเล่นเกมใช่ป่ะ เค้าเล่นเกมแบบเสื้อสีน้ำเงินอะไรต่างๆ ตอนปี 52 ที่ตอนที่ประชุมที่พัทยาครับ
>> ตอนเนี้ยเป็นคนที่เล่นเกมนะ การวางเกม การเล่นเกมอะไรต่างๆ ในเรื่องการจัดตั้งนะ การช่วงชิงคนแบบเนี่ย เอาข้าราชการ เอ่อเอา กลไกของราชการมาใช้ใช่ป่ะ ไม่ว่าจะเป็น
>> อ
>> อสม. จนเอ่อในอำเภอ ปลัดอำเภออะไรต่างๆนี้ ใช่มั้ยฮะ แล้วก็
>> การช่วงชิงองค์กรอิสระ การอะไรต่างๆเนี่ย จัดตั้ง สว.
>> เรียกโพลิติกเก่ง
>> เออ แต่พอเวลาที่คุมสถานการณ์ด้วยตัวเอง
>> อือ
>> ทำไมไม่ไม่สามารถบริหารจัดการ ไม่เข้าใจ การบริหารจัดการความรู้สึกคนน่ะ
>> ครับ
>> คือมันมันมีหลายชั้นนะ ผมคิดว่าบริหารจัด การก็แย่ใช่ป่ะ บริหารจัดการเรื่องน้ำมันเ มันก็แย่มาตั้งแต่ต้น
>> อื
>> คือแล้วแล้วเราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง คือคือผมเข้าใจได้ว่าคุณต้องขึ้นราคาน้ำมันน่ะ คุณต้อง คุณต้อง คุณต้องทำตามตลาด ตลาดโลกอยู่แล้ว ไม่งั้นอ
>> ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็เข้าใจ เข้าใจ
>> เข้าใจนะ เออ แต่ทำไมนิ่งมา 20 กว่าวันใช่ป่ะ มีขึ้นไปนิดนึง
>> ครับ
>> นี่นิ่งมา 20 กว่าวันแล้วคนแบบ เอกนิติ เงียบหายไปจนกระทั่งวันที่ 24 ผมผมไปไล่ดูแต่ผมจำไว้ตั้งมันตั้ง 24 วันน่ะ คุณอนิติค่อยมาบอกว่าเราจำเป็นจะต้องปรับราคา
>> อ
>> ใช่ป่ะ
>> แล้วคุณปล่อยให้ตรึงมาตั้ง 20 กว่าวัน คุณไม่รู้เหรอ
>> ทุกคนมันต้องรู้แล้ว พอ 26 คุณขึ้น 6 บาท
>> ครับ
>> เมื่อวาน 3.50
>> ก็
>> วันนี้อีก 3.50 50
>> เฮ้ย คือ มันการขึ้นตามสเต็ป การอะไรต่างๆเนี่ย การบริหารจัดการอะไรแล้วพวกนี้มันมันส่งผลกระทบเยอะนะครับ
>> อื
>> คือการขึ้นทีละเยอะๆเนี่ย มันไม่ใช่แค่คนโกรธคนตกใจ แต่มันส่งผลกระทบต่อการปรับไอ้เรื่องแบบ การใช้ชีวิต การใช้อะไรต่างๆ การค้าขายอะไรทั้งหมดด้วย
>> มันกระทบการขนส่ง การอะไรต่างๆทั้งหมดเลย ใช่ป่ะ
>> อ
>> แล้วคุณบริหารยังไง
>> มันเหมือนแบบไม่ได้มีฝีมือในการบริหารหาร เลยแล้วก็หลายคนก็จับจุดตรงนี้ก็บอกว่า อนุทินเนี่ยเป็นคนอย่างงี้ ให้คนอื่นบริหาร
>> อ่า
>> อ่า ตัวเองตัวเองหนีปัญหา
>> ทำนองนั้น [เสียงหัวเราะ]
>> ตัวเองหนีปัญหาไปมอเตอร์โชว์
>> เออ ไปควักควักเงินสดโชว์
>> ครับ [เสียงหัวเราะ]
>> คือลักษณะอนุทินเป็นอย่างงี้
>> ใช่มั้ย แล้วพอพอมันเป็นอย่างเงี้ย บริหารจัดการมันก็แย่
>> ครับ
>> แล้วซ้ำเข้าไปอีกก็คือ ไอ้การบริหารจัดการความรู้สึกคนน่ะ การการวัดความรู้สึกของสังคมในทางการเมืองอ่ะ อารมณ์โกรธของสังคมอ่ะ ทำไมทำไมมันแย่มากเลย
>> ครับ
>> เค้าไปกินข้าวด้วยกันไม่ใช่เหรอ กับเนวิน น่ะ อื
>> อือ
>> วันก่อน
>> หรือว่า
>> เออ แล้วทำไมแบบเค้าไม่คุยกันเรื่องนี้เลย เหรอ
>> อ
>> ไม่มีวางแผนรับมือกันเลยเหรอ คุณจะบรรเทาความรู้สึกของคนยังไง เป็นเป็นไปได้มั้ยครับ คือแบบไอ้ว่ากันโดยทั่วไปเค้าบอกเวลาคนแบบมีอำนาจมากๆเนี่ย การประเมินสถานการณ์เนี่ยมันจะแย่ลง
>> มันก็อาจเป็นได้
>> ครับ
>> มันก็อาจเป็นได้ แต่อยู่การเมืองมาตั้งขนาดเนี้ย
>> อื
>> ทั้งอนุทินทั้งเนวิน อยู่การเมืองกัน 20 กว่าปีอ่ะ
>> ครับ
>> เนวิน เนวินนานกว่าอีก เงี้ย เค้าประเมินคนไม่ถูก ความรู้สึกคนไม่ถูก
>> อื ครับ จริงๆพี่ถึก เอ่อเลสผมว่าก็น่าสนใจเหมือนกัน ไม่รู้พี่พี่สุรักมอง คือผมว่าคุณอนุทินเนี่ยสไตล์แกเป็นอย่างงี้จริงๆนะ ตั้งแต่แบบว่า ถ้าตอนเป็นชายแดนเนี่ยก็ให้ทหารทำใช่มั้ยครับ ถ้าเป็นน้ำท่วมก็ให้คุณธรรมธรรม ครับ เอ่อ งานนี้ก็ให้คุณพิพัฒน์ธรรม หรือว่าก็เป็นคุณไอ้นิติธรรมไปเลยเนี่ย เอ่อเรียกว่ากระจายอำนาจได้มั้ยครับ พี่สุภรัตน์
>> ไม่ใช่ [เสียงหัวเราะ] คือจริงๆมันก็มีคำหนึ่งใช่มั้ย เลือกคนให้ถูกกับงาน ให้ใช้กับงาน ปัญหาคุณอนุทินคือไม่ค่อยเลือกคนทำงานให้ถูกกับงาน
>> ครับ
>> สักเท่าไหร่ ผมไม่แน่ใจว่าวิธีการเลือก เอ่อคนทำงานของคุณอนุทินมีมีหลักการอะไร แบบไหนนะ อาจจะบอกว่าโอเค ถ้าเป็นสถานการณ์ชายแดนก็ให้ทหารดู มันก็ถูกแล้ว ไม่แน่ในทหารนั้นมีหลายกลุ่มหลายเหล่าหลายหลายทิศหลายทางใช่มั้ย หลายแนวคิด เอ่อหลายสไตล์ เพราะฉะนั้นผมก็ต้องเลือกให้ดูว่าสไตล์ไหนที่จะเหมาะกับนั้น ไม่ใช่ว่ายกให้ทั้ง หมดทั้งกระบิไป
>> หรือเรื่องน้ำท่วมก็ก็ต้องดูว่าคนไหนมีขีดความสามารถเรื่องการจัดการเรื่องภัยพิบัติเรื่องอะไร มันจะต้องเลือกคนที่ดีนะ คุณอนุทินมีได้รับคำชมว่าเลือกเลือ 3 คนมาร่วมรัฐบาลนะ โอ้เป็นอะไรที่คนชื่นชมมาก ว่าตาถึงเลือกได้ดี แต่พอเวลาเกิดปัญหาจริง เอ้ารู้สึกคุณนุนไปไม่เป็น เลือกคนไม่ถูก ใช้คนไม่เป็นไม่กลับงาน หรือบางคนเห็นงั้นรู้อยู่ตรงๆว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน มีจริงไม่มีจริงไม่รู้ แต่ว่าภาพพจน์มันออกมาแบบนั้นก็ใช้อยู่ ก็แปลว่ามันมันไม่ถูกกับงานนะ ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นสไตล์ หรือว่ามันเป็นเพราะทำงานไม่เป็นกันแน่นะครับ ที่จริงถ้าคนต่อให้มีสไตล์แบบนี้นะ แต่ถ้าทำงานเป็นเขาก็เลือกคนดูถูกเขาควรจะบอกว่าใครควรจะทำอะไรที่ไหนยังไงนะครับ แต่ผมเห็นท่านนายกทำที่ผ่านมาเนี่ย แก้ปัญหาด้วยงาน PR และการโฆษณาชนเชื่อ
>> ครับ
>> ซึ่งคนไม่เชื่อ [เสียงหัวเราะ] ใช่มั้ย เวลามีปัญหาเรื่องน้ำมัน คุณก็คุณก็ขับรถไฟฟ้า ซึ่งมันขัดกับความรู้สึกของคน หรือคุณขับรถของคุณเองไปเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมัน นายกรัฐมนตรีไปเติมยังไงก็หาเติมจนได้แหละ ใช่มั้ย ผมผมเป็นคนแซวผมเป็นคนแซวว่า คุณอรทินบอกว่าให้ประหยัดน้ำมันนะ ครับ เพราะว่าตอนที่แกลงไปตรวจปั๊มนะ บอกผู้ติดตามเนี่ยเพียบเลย [เสียงหัวเราะ] ว่าไม่เห็นช่วยประหยัดเลย
>> ว่าไปโดยไม่บอกใคร ลกหน้าผู้ว่ามาไม่ใช่แค่จังหวัดนั้น 9 จังหวัด [เสียงหัวเราะ] 9 จังหวัดมาต้อนรับ
>> ครับ
>> คืออันเนี้มันมันคือระบบราชการแบบไทยๆนะ ถ้าเวลามันเกิดเรื่องแล้วก็ผู้หลักผู้ใหญ่ลงไปดู มันจะคนอื่นมันจะนิ่งดูดายไม่ได้หรอก มันก็ต้องแห่กันไปงั้นแหละ เพราะฉะนั้นปั๊มนั้นยังไงก็ต้องมีน้ำมันน่ะ ไม่มี้เค้าก็ไปยืมปั๊มข้างมาก็ได้ เพราะฉะนั้นมันไม่ช่วยอะไรนะครับ มันไม่ช่วยอะไรในทางจิตวิทยายิ่งยิ่งทำให้ความรู้สึกหมั่นไส้ ทำให้รู้สึกว่าเอ้ยนี่ไม่แก่ปัญหานี่เอาแต่โฆษณา สร้างภาพอย่างเดียว ปัญหาที่แท้จริงมันอยู่ตรงไหน คุณต้องบอกประชาชนได้ แล้วก็ถ้าบอกว่าสั่งการน่ะ สั่งเรื่องอะไร ทำอะไรยังไง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญน่ะนะครับ สำหรับคนเป็นผู้นำมัน คุณอนุทินก็ด้วยความเคารพ คงจะต้องเปลี่ยนบุคลิก
>> ครับ
>> ภาพในการบริหารงานสักสักหน่อยนึง สุขุม ลุ่มลึกมากกว่านี้ การพยายามไม่พูดไม่ได้แปลว่าสุขุมลุ่มลึกอะไรนะ
>> ครับ
>> แต่คืออาจจะไม่ตอบอึกอักหรืออะไรเงี้ย ผมดูสไตล์การให้สัมภาษณ์แล้วมันดูเหมือนว่า คือคุณไม่จำเป็นต้องแบบเดินหนีนักข่าวไป ด้วยพูดไปด้วย มันไม่ไม่เข้าท่านะ ยืนแล้วพูดแล้วตอบคำถาม คำถามใดที่ควรตอบ คำถามไหนที่ไม่ควรตอบ แล้วก็หยุดหมดก็ผดหมดก็พอ ผู้นำอื่นที่โลกเค้าก็ทำอย่างนั้นน่ะครับ ว่าเวลามันเกิดสถานการณ์อันนี้ ผมพอที่ชอบดูนายกสิงคโปร์มากกว่านายกไทย แล้วเกิดสถานการณ์นายกออกมาแอดรสปัญหาว่าปัญหา มันอยู่ตรงไหน เรากำลังเผชิญวิกฤตอะไร และเราจะทำอย่างไรนะครับ ไม่ใช่บอกมาให้ประชาชนประหยัด บอกให้ประชาชนไปใช้เศรษฐิชีวิตพอเพียงอะไรเงี้ย ต่อให้คำว่าประหยัดเนี่ยนะ เอ่อจุงเป็นนักเศรษฐศาสตร์แล้วต้องเข้าใจใช่มั้ยว่าในสถานการณ์ซึ่งเข้าของแพง คนมันประหยัดโดยสภาพ
>> ครับ
>> คนมีเหตุโนั้นน่ะ มนุษย์เป็นสัตว์เศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นไม่ต้องบอกเขาหรอกว่าให้เขาประหยัด เขาประหยัดโดยสภาพ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือหาทางเลือกในการประหยัด
>> เอ่อ ผมเห็นกระทรวงพาณิชย์ทำโอเค ค่อนข้างโอเค คือสินค้ามีหลายแบรนด์ให้เลือก หลายราคาที่แล้วคุณภาพที่พอใช้ได้ โอเค บอกประช อย่างงั้น แต่ไปบอกเประหยัดเยังไงเประหยัดอยู่แล้ว
>> อันนี้เป็นเป็นเรื่องวิธีการจัดการแล้วก็ แล้วก็ เอ่อวิธีที่จะ address ปัญหาให้ประชาชนเนี่ยรู้สึกมีความมั่นท่านออกใจ โอเครัฐบาลเอาอยู่ นะรัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ รัฐบาลสามารถพาเรารอดจากวิกฤตครั้งนี้ได้ อันนี้มันต้องสร้าง
>> ครับ คือผมก็เห็นถ้าเป็นสไตล์แบบที่พี่สุรักบอก ผมก็เห็นอยู่ว่าคุณเอกนิติเนี่ย พยายามมากๆ เลยในการจะบอกว่าตอนเนี้ยลำบาก ตอนเนี้ยตอนเนี้ยลำบาก เราต้องเปลี่ยนอะไรอย่างเงี้ยครับ ก็แต่ว่ามันไม่ซิงค์ไปถึงคุณอนุทินเลย ถามพี่ถึครับ คือผมรู้สึกว่าแกยังไม่ค่อยเป็นนายกรัฐมนตรีอ่ะแก คือครั้งก่อนเราก็แซวๆ แต่ว่าตอนนี้แกยังเหมือนเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยอยู่อ่ะ คือแกก็ดูแล้วก็แบบให้คนอื่นดูงานที่ตัวเองรับผิดชอบ
>> รัฐมนตรีมหาดไทยก็ไม่ใช่อ่ะ อนุทินก็เป็นอย่างงี้มาตลอด คือเขาก็เป็นตัวที่แบบ เหมือนกับเป็นนักประสาน 10 ทิศอะไรต่างๆ คนที่ไม่ทะเลาะกับใคร คนที่เอ่อ เหมือนๆกับว่าเค้ายังคิดว่าตัวเองความเคยชินของนินคือการเป็นเบอร์ 2 หรือเป็นเบอร์ 3 ใช่มั้ย ไม่ใช่คนที่มายืนข้างหน้า
>> เบอร์ 1 คือคุณเนวินนี้เหรอ
>> เออ [เสียงหัวเราะ]
>> ไม่ คือพรรคภูมิใจไทยมันเป็นอย่างงี้มาตลอดไง มันเป็นเบอร์ 2 เบอร์ 3 แล้วก็
>> เอาใจประยุทธ์อะไรเนี่ย แล้วก็พอแบบ เศรษฐา อุ้งอิง เค้าก็ยืนอยู่ข้างหลังแล้วฉวยโอกาสเท่าที่ทำได้มากที่สุด แต่เขาไม่เคยเป็นคนที่ออกมายืนข้างหน้า
>> อื
>> มายืนข้างหน้าแล้วก็แบกรับ แล้วบุคลิกอนุทินก็หนักเข้าไปอีกด้วย บุคลิกอนุทินก็คือคนที่พยายามที่จริงๆ เค้าก็เป็นคนที่พยายามตั้งแต่ต้นน่ะว่าโอ ตั้งแต่ 62 แล้ว เค้าไม่เป็นศัตรูกับใคร เค้าอะไรต่างๆนี่ เค้าพยายามจะเป็นคนแบบนี้ใช่มั้ย แล้วเอ่อเป็นมิตรกับทุกคน เป็นเพื่อนกับทุกคนอะไรนะ แต่นี่ต้องมาแตกหักแบบนี้ใช่มั้ย
>> ต้องหักกระทมนัส ต้องอะไรต่างๆนี้ เราต้องมาแบบ เอ่อปะทะกับ
>> สถานการณ์ที่มันที่มันหนักหนาสาหัสอย่างงี้ แกก็ยังหนีอยู่เหมือนเดิม
>> อื
>> ผมก็ยังคิดว่าแกก็ มันไม่ใช่บุคลิกแกด้วย อันหัดยากมากเลยนะ ก็
>> เออ เหมือนกับสุภลักษ์ว่า ถ้าไปยืนให้ อนุทินยืนตอบปัญหาเนี่ย ผมมานั่งคิดว่าตอนเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย หรือตอนรัฐมนตรีสาธารณสุข อนุทินก็ไม่ได้เป็นอย่างงี้ นะ
>> ครับ
>> ก็ไม่ได้ยืนตอบอะไรตรงๆนะ เป็นสาธารณสุขนี่ อนุทินก็โบ้ยพวกปลัดหมดเลย พวกปลัดพวกข้าราชการเนี่ย
>> อ
>> ตอบแทน ชี้แจงแทนอะไรน่ะเนี่ย ตัวเองก็พูด 2-3 คำ ไอ้ที่มันพูดแต่ละเรื่องนี่ก็คือ คนด่าทั้งนั้นเลย [เสียงหัวเราะ] โควิดกระจอก วัคซีนเต็มแขนเลยเนี่ย คือทั้งหมดเนี่ย ผมว่าอนุทิน อื เค้าไม่ เค้าไม่ได้
>> คือไม่ใช่ธรรมชาติเค้าอ่ะใช่มั้ย
>> เค้าไม่ใช่ธรรมชาติที่เค้าจะมาตอบ
>> ที่ฝึกมาเทรนมาเพื่อจะเป็นนายกอ่ะ
>> อื งั้นมันมันเป็นอะไรที่มันขัดเขินมาก
>> ครับ คือผมก็นึกถึงแบบ อูทูแฟนเครับ คือบุเนี้ยก็มีข้อดีในในแบบ เช่น ผมยกตัวอย่าง เช่น เอ่อหลานผมเนี่ย ตอนนี้ชอบอหนู
>> [เสียงหัวเราะ]
>> ในติtอก
>> ชอบด้วยเหตุผลอะไร
>> ก็คือในในในติtอกใช่มั้ยครับ คือ
>> เค้าก็ยังเด็กอ่ะครับ อายุแบบ เอ่อ 10 ต้นๆ อะไรอย่างเงี้ย เค้าก็จะบอกว่าเออแบบดู คเทนแล้วแบบชอบมากเลยอะไรอย่างเงี้ย ชอบ
>> ชอบสไตล์ คือว่าเออมัน
>> มันก็ attach
>> เอ่อ เป็นที่สนใจกับ เอ่อคนบางกลุ่ม ซึ่งในภาวะปกติเนี่ย มันก็ทางการเมืองก็คงไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่พอดีเราอยู่ในภาวะวิกฤตอะไรเงี้ยครับ
>> แล้วก็คือผมก็งงเรื่องการจัดการปัญหาว่า แล้วเราสงสัยว่าเอกนิติหายไปไหน
>> อื
>> 20 กว่าวัน
>> ครับ
>> ในช่วงแรกของวิกฤตใช่มั้ย กว่าที่จะออกมา แล้วตอนนี้ก็ให้เอกนิติมารับผิดชอบใช่ มั้ย แล้วก็เริ่มเอกนิติมาก็
>> มาชัดเจนละ
>> เค้าก็ประกาศต้องขึ้นต้องขึ้นราคาน้ำมัน
>> แต่สิ่งที่มันขาดหายไปจากไอ้รัฐบาลอีกอย่าง คือเวลาคุณขึ้นราคาน้ำมันเนี่ย มาตรการอื่นๆ คุณยังไม่มาเลยอ่ะ
>> ครับ
>> ใช่มั้ย
>> เราแถลงนโยบายอยู่
>> เออ คุณอื่นมิติบอกว่าอะไรนะ มันต้องแบบ
>> ช่วย 5 กลุ่มใช่ไหม
>> ต้องต้องช่วยเป็นกลุ่มๆ เราจะแบบแบกแบกรับค่าน้ำมันทั้งหมดไม่ได้ อะไรต่างๆเนี่ยใช่ไหม
>> ครับ
>> โอเค ก็ต้องทำสิ
>> ยังไม่ได้ทำเลยอ่ะ แต่คุณขึ้นพรวดไปแล้วอ่ะ
>> ครับ
>> อื แล้วเมื่อแล้วเมื่อไหร่คุณจะทำอะไรที่มัน ทำได้เฉพาะหน้า
>> ใช่มั้ย
>> เอ่อ จะมารอเป็นรัฐบาลที่แบบว่าแถลงนโยบายเสร็จแล้วค่อยลดภาษี อะไรอย่างงั้นเหรอ มันนี่ก็สับสนกันไปกับ กกโยนกันไปโยนกันมากับ กกต.อยู่อีกอะไรแบบเนี้ย
>> คือแต่ละเรื่องแต่แต่ละอย่างเนี่ย มันต้องประกาศมาตรการ เราดูอย่างมาเลเซียอย่าง อินโดนีเซีย เอ่อหรือฟิลิปปินส์ต่างๆ ทุกประเทศอ่ะเค้าประกาศมาตรการไปข้างหน้าหมดแล้ว เมองไปข้างหน้าแล้วจะทำยังไง คือน้ำมันขาดแคนทำยังไง เอ่อของของมาเลหรือสิงหรืออินโดไม่ทราบ ลดราชการลดการใช้น้ำมัน
>> อื
>> อ่อ ที่อนุมัติเคยอนุมัติให้ใช้น้ำมันลดลง มาเลแบบวันศุกร์วันศุกร์ work from โฮม เลย
>> อย่างเงี้ยใช่มั้ย ปิดสำนักงานเลยอย่างเงี้ย เออไอ้
>> อ
>> ของของมาเลหรือของอินโดไม่รู้ ที่บอกว่า เอ่อรถแต่ละคันเติมน้ำมันได้เท่าไหร่
>> มีมีขีดไว้ด้วย คุณเติมน้ำมันเท่าไหร่ ราชการต้องลดลง ต้องอะไรต่างๆ ไอ้ของเรา work from home เหรอ พูดไปเลยเหรอ
>> ครับ
>> คือ Work from home ใครมันจะไป work from home ในโอกาสที่แบบคุณต้อง
>> ถ้าเว้นแต่ว่าคุณอยู่ไกลจริงๆอ
>> เมืองค่าน้ำมันจริงๆใช่มั้ย
>> ผมไม่งั้นเ
>> Work from โมเนี่ยมันก็เปลืองค่าไฟค่าแอร์มันต่างกันนะ
>> คือคือมันต่างกับโควิดนะ
>> โควิดเนี่ยมันบังคับให้ทุกคนเวิร์ค เพราะกูกลัวติด
>> ใช่มั้ย
>> ใช่ เพราะมันไม่มีใครไปเลย
>> เออ ไปออฟฟิศกูกลัวติด
>> ไปเค้าก็ไม่เปิดแอร์
>> เออ ใช่มั้ย
>> ครับ
>> ก็อยู่บ้านดิ
>> ครับ
>> มันบังคับอยู่แล้ว
>> ไอ้นี่มันเรื่องอะไรอ่ะ
>> อือ
>> เออ แล้วแล้วออฟฟิศเนี่ย ปิดแอร์มั้ย
>> มีคนถามปิดป่ะ ไม่ปิด
>> ก็ยังเปิด ก็อยู่เต็มไปหมด
>> เปิด 26 องศาแล้วก็ให้ถอดสูท
>> เออ [เสียงหัวเราะ]
>> คือเปิดกันเต็มไปหมด
>> ใช่ป่ะ
>> มีปิดบางห้องมั้ย ไม่มี่ะ ส่วนใหญ่ก็คือยังเปิดเต็มอยู่อ่ะ แล้วคุณ Work from home ทำไม
>> อื
>> คือมาตรการอะไรต่างๆพวกนี้ แม้แต่นี่นี่นี่เรื่องเล็กน้อยนะ
>> แต่เรื่องเล็กน้อยไปจนเรื่องใหญ่เรื่องต่างๆ ตอนเนี้ยคุณทำยังไง แล้วตอนเนี้ยการส่งสินค้าอะไรต่างๆ ผมเห็นเอ่อพวกอุตสาหกรรมก่อสร้างก็วัวอยู่แล้ว
>> คือทุกอย่างมันแบบ ของมันจะขาดแล้วเค้าส่งงานไม่ได้ เค้าจะถูกปรับครับ
>> อื จริงๆเรื่อง work home ผมแถมนิดนึง เพราะผมมีเพื่อนหลายคนเป็นข้าราชการ หรือทำงานราชการเนี่ยเบอกเรอ work from home มากเลย เพราะว่าถ้าเป็นรัชการเนี่ย work from home คือเท่ากับหยุดงาน [เสียงหัวเราะ] คือคือเพราะว่าไปที่ออฟฟิศก็ไม่ค่อยมีอะไรอยู่แล้วอะไรอย่างเงี้ย
>> แต่แต่ผมผมเสริมประเด็นนี้นิดน ผมคิดว่ารัฐบาลยังสปัญหาไม่ตรงจุดนะ อย่างถ้าประเทศอื่นถ้าเขายังคือประเทศในอาเซียน อ่ะเราเราดูอย่างงี้ก็ได้มันมีประเทศซึ่ง เป็นผู้ผลิตน้ำมัน
>> ครับ
>> ก็มีอยู่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไนย ที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่นะ ประเทศไทยเนี่ยมีผลิตบ้าง แต่เราผลิตไม่พอใช้หรอก เราก็ต้องซื้อเป็นส่วนใหญ่ เวียดนาม ไทยอะไรอย่างเงี้ย พม่าสามารถผลิตพันธุ์ปิโตรเลียมได้ ทีนี้ปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่เนี่ย ผมยังก็พยายามจะเงี่ยหูฟังจากรัฐบาลนะว่า ตกลงเราน้ำมันไม่พอ ขาดแคน หรือเพราะว่าราคามันจะขึ้น คือถ้าน้ำมันขาดแคน มาตรการประหยัดน้ำมันน่ะมันก็ถูกต้อง ใช่มั้ย
>> ลดการขับรถ ลดการใช้รถ อย่างฟิลิปปินส์น่ะ เขาขาดเพราะว่าเขาผลิตไม่ได้เลย แล้วเขาก็อยู่ไกล เพราะฉะนั้นเขาจะประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อที่จะจัดการกับการภาวะเนี่ย เขาก็แอดสปัญหาได้ถูกนะครับ
>> ประเทศอื่นๆเหมือนกัน อยู่ในสอย่าง สิงคโปร์ เขาเป็นประเทศที่ค้าขายน้ำมัน เขาจะไม่เดือดเพราะเซื้อน้ำมันเข้าออกเข้าออกอยู่ตลอดเวลา เพราะนั้นเก็จะเรดๆปัญหาอีกแบบนึงของเขาเล็กด้วย
>> ของเก็ไซส์ของเขาในการใช้เล็ก เพราะฉะนั้น เพราะฉะนั้นของไทยก็ยัง เวลาผมดูฟังดูมาตรการต่างคนต่างออกต่างคนต่างไปไปคนละทิศทาง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคลัง กระทรวง เงี้ย คือทุกอย่างมันต้องสอดประสานกันแล้ว มันถ้า address ปัญหาผิดมันก็จะผิดนะ การ work from home ผมรู้สึกว่ามันโพรงออกมาเฉยๆ ไม่ได้มีไม่ได้มีเป้าหมายอะไร พอคนติงว่าอ้า work from home พาร้าย ประชาชนนี่เพราะเราทำงานอยู่บ้านเราก็เปิดไฟล์ ใช้แอร์ใช่มั้ย เพราะฉะนั้นเนี่ย มันก็ค่าใช้จ่าย มันก็จะมาอยู่ที่ประชาชนคนทำงานแล้ว บางตอร์บางหน่วยมัน work from home ไม่ได้ ผมไม่ไปติดต่ออำเภอแล้วไม่มีใครอยู่เลย ทำไง
>> ออนไลน์เหรอ มันไม่ได้ใช่มั้ย เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่สั่งอะไรแบบเรื่อยๆไปแบบเนี้ย มันจะต้องชัดเจนอ่ะครับ ก็พูดถึงเรื่องอีกเรื่องนึง เมื่อวาน เอ่อพวก l กรุ๊ปผู้ปกครอง คือผมอยู่ในกลายกรุ๊ปผู้ปกครอง พอพอดีเค้าแชร์ข่าวมาบอกว่าคุณประเสริฐนะครับ รัฐมนตรีศึกษา บอกว่าถ้าสถานการการไม่ดีขึ้น อาจจะ work from home ปกครองแบบร้องจ้ากันเลย [เสียงหัวเราะ] เพราะว่าคือเค้านึกถึงช่วงช่วงโควิดไงครับ ว่าโอ้โห ถ้าแบบว่าโรงเรียนแบบต้อง work from home เนี่ยก็หนัก
>> แย่มาก
>> ครับผม
>> แล้วในชนบทเนี่ยฮะ คุณภาพการศึกษาอะไรเนี่ย ตกหมดเลย
>> อื
>> คือในช่วงในช่วงโควิดปี 2 ปีนะ มันเป็นบาดแผลทางการศึกษามาก เพราะว่า
>> เอ่อ ในชนบท เอ่อการกลไกการสื่อสาร เครื่องมืออุปกรณ์อะไรต่างๆมันแย่อยู่แล้วใช่
>> มั้ แล้วก็ครูก็ไม่สามารถดูทำอะไรได้ทั่วถึงอ่ะ มัน
>> มันตกมากนะจริงๆ 2 ปีในช่วงช่วงโควิดปี 2 ปีที่ที่
>> ที่ 6
>> เออ ที่ที่เด็กๆไม่ได้ไม่ได้ไปโรงเรียนน่ะ จริงๆคุณภาพการศึกษาไทยทรุดควบเลย
>> แต่แต่ผมเห็นอาการเลยครับว่าเค้าแพนิคกัน นะคือแพนิคจริงๆ เค้าบอกว่าโอ ถ้าถ้าเวิร์คพร้อมอีกนี่แบบว่า คือก็ไม่รู้จะยังไงไม่รู้จะรับมือยังไงทนี้ ฝั่ง ฝ่ายบริหารเนี่ยดูเหมือนเราจะเพิ่งลำบาก ใช่มั้ยครับ แต่ทีนี้มาดูฝ่ายนินิติบัญญัติ เนี่ยก็ปวดหัวไปอีกแบบ [เสียงหัวเราะ] คือ [เสียงกระแอม] ผมรู้ว่าเออวันนี้แบบดู เอ่ออภิปรายในสภาครับ ผมรู้สึกโอ้โห เถียงกันเรื่องแบบอะไรอ่ะ คุณอภิปรายเกินมา 29 วินาทีอะไรอย่างเงี้ย แล้วก็แบบว่า คือคือผมตั้งตัวไม่ถูกไง คือคุณเถียงกันเรื่องเถียง 29 วินาทเนี่ย เสียเวลาไปอีกแบบ 4-5 นาทีอะไรอย่างเงี้ย แทนที่จะคุยอะไรให้มันจบไป หรือพี่พี่ถึกพูดแล้วใช่มั้ยครับ เรื่อง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเงี้ย ก็อันนี้เราก็งงนะ มันเป็นมันเป็น พ.ร.บ.ที่ดูหลายคนหวัง
>> อื
>> ตั้งความหวังแล้วคิดว่าเป็นฉันทมติของสังคมพอสมควรใช่มั้ยครับ ตอนทำตั้งแต่ตอนทำกฎหมายตอนโหวตอะไรพวกเนี้ยก็ดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนี้ก็ทำท่าเหมือนจะมีปัญหานะครับ ไม่รู้ว่าพี่ถึกมองสภานิติบัญญัติที่เพิ่งเปิด โดยมีท่านประธานคนใหม่ยังไง
>> ผมว่ามันเป็นปัญหาใหม่ที่เรากำลังเจอในภาพรวมก็คือความ ความ อะไรอ่ะ ความผิดหวังต่อการเลือกตั้ง ความรู้สึกมันผิดหวังนี่มันอาจไม่ใช่แค่ส้มนะ อาจจะเราอาจจะบอกว่าพวกพวกเชียร์ส้มอาจจะผิดหวัง แต่ความรู้สึกว่า
>> การเลือกตั้งมันมันแย่แล้ว มันคล้ายๆกับว่ามัน
>> มันได้คนที่เราไม่คาดคิด อะไรแบบนี้แบบที่ ไม่คิดว่ามันจะมันจะควรจะมีความสามารถ มีฝีมือในการเทพมาตามมาด้วยความไม่โปร่งใส ของ กกต.
>> ครับ
>> ใช่มั้ย การที่ กกต.ประกาศคะแนนไม่ได้ แต่ประกาศผล สส.ไปแล้วอะไรอย่างเงี้ย แล้วมีข้อข้อ ให้จับผิดเยอะแยะเต็มไปหมดนะ แล้วตัวเองก็ไปเที่ยวไล่ฟ้องคนอื่น
>> ครับ
>> อย่างเงี้ย คือลักษณะของมัน ความไม่เชื่อถืออะไรต่างๆเนี่ย ตอนเนี้มันมันไม่ได้เกิดเฉพาะกับรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย มันถูกเหมารวมไปเรื่องนักการเมือง
>> ครับ
>> อันเนี้ยเป็นปัญหาซึ่งเราต้องท้วงติงกันอยู่พอสมควรใช่มั้ยฮะ ว่าเหมือนกับยกตัวอย่างกรณีของหมอวรงค์เนี่ย ผมคิดว่าเฮ้ย เรื่องหมอวรงค์นี่เป็นเรื่องใหญ่นะ ส.ส.คนเดียวนะ แล้วไปบอกให้เลิกอาหารกลางวันทั้งที่ความจริงมันควรจะลดค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารกลางวัน
>> ไม่ใช่เลิกไปเลย
>> ไม่ใช่เลิก เพราะว่า ส.ส.เนี่ย อย่างเช่นวันก่อนประชุม ก็ประชุมถึง 22:00 น. อย่างเงี้ยใช่มั้ย ไอ้ วันที่ประชุมยติน้ำมัน นั่นน่ะ ใครที่ขึ้นน้ำมันต่า ตอน 22:30 น.
>> เค้าก็ประชุมกันถึง 22:00 น. แล้วคุณให้เค้าไปหากินโรงอาหารเหรอ
>> โรงอาหารปิดแล้ว
>> เออ ใช่มั้ย
>> อ
>> คือมันเป็นสวัสดิการซึ่งจัดให้สำหรับ สส. ที่เขาทำงานใช่มั้ย อะไรอย่างเงี้ย แต่ทำไมหมอวงมันคนเดียวมีอิทธิพลขนาดนั้นล่ะ กระแสสังคมค้อยตามไปขนาดนั้นเลยเหรอ คือมันกลายเป็นสังคมเนี่ย มันมีความคับแคบ แล้วก็มีความรู้สึกเกลียดชังต่อนักการเมืองมากขึ้น ไม่ว่ามันจะเป็นผลการเลือกตั้งออกมายังไงก็ตาม ว่ามันได้เป็นเพราะ ส้มมันมันผสมกับพวกที่เอ่อไม่พอใจต่อการเลือกตั้งมาแต่ก่อน
>> ใช่มั้ยฮะ วันก่อนนั่งดูทีวีรายการสรยุทธ์ อะไรแบบนี่บอกให้ตัดเงินเดือนนักการเมือง 15% มาช่วยประชาชน
>> ครับ
>> คือมันไปอย่างนี้แล้วเหรอ
>> อื
>> คือกลายเป็นแบบ คุณไม่คุณไม่ได้มองแล้วเหรอว่า ไอ้สิ่งที่มันเกิดขึ้นกับประเทศมานี่มันเป็นเพราะอะไร
>> ใช่มั้ฮะ
>> ตอนเนี้มันเหมือนกับว่า เอ่อมันทำให้สภาก็กลายเป็นที่ด่ากันของรัฐบาลฝ่ายค้าน
>> ใช่มั้ย แล้วก็
>> เหมือนกับว่ามันก็กลายเป็นแบบวิพากษ์วิจ วิจารณ์ด่ากันไปด่ากันมา ยิ่งว่ายิ่งฝ่ายค้านไปแฉว่า เอ่อเนี่ยมันมีความไม่ชอบมาพาล กักตุนน้ำมัน วิพากษ์วิจารณ์อะไรกันต่างๆเนี้มันกลายเป็นแบบทำให้คนเสื่อมศรัทธาต่อระบบ
>> อื
>> ซึ่งอันนี้มันไม่ควรจะเป็นเลย
>> ทั้งที่คุณคุณก็เพิ่งผ่านรัฐประหารมากี่ปีเองอ่ะ
>> แต่ผมว่าแบบ คือสภามันสภามันก็เป็นแบบนี้แหละ แต่รู้สึกว่ารอบนี้คือแบบ คนก็จะแบบดูเหนื่อยหน่ายเร็ว
>> คนเหนื่อยหน่ายเร็วใช่มั้ยฮะ แล้วก็มันประกอบกับความห่วยของรัฐบาลนั่นแหละ
>> เพียงแต่ว่ามันลามไปถึงรัฐสภาแล้วคนก็มองว่าสภาไม่มีความหมาย เหมือนกับว่า
>> ก็เป็นที่ไว้ด่ากันไปด่ากันมาอะไรอย่างเงี้ย ทำอะไรก็ไม่สำเร็จใช่มั้ย
>> ยื่นยติ ยื่นอะไรต่างๆนี้ หรือตั้งกระทู้ถาม มันก็มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระอย่างเงี้ยนะ
>> สังคมมันไปแบบ มันสังคมไทยมันมีลักษณะที่มันมาถึงจุดที่ อาจจะเรียกว่าไอ้ไอ้ความความใจร้อนอะไร ความ
>> อยากเห็นผลเร็ว
>> เออ ความความอยากเห็นผลเร็ว ความอยากอะไรต่างๆเนี่ย มันความไม่อดทน
>> นี่มันเป็นนี่มันเป็นเรื่องทั้งโลกนะ
>> อื
>> ผมว่านี่มันเป็นเรื่องทั้งโลกนะ เรื่องความไม่อดทน
>> ครับ
>> ความไม่อดทนต่อต่อการที่จะต้องอยู่ในกระบวนการอะไรต่างๆเนี่ยนะ ความไม่อดทนอันเนี้ยมันค่อนข้างจะแรง
>> ใช่มั้ย แล้วแล้วเราไม่รู้มันไปทางไหน
>> อื
>> คือแน่นอนความไม่อดทนเนี้ย มันจะกลับไปถึงรัฐประหารมั้ย เออ
>> มันก็ทหารก็น่าจะไม่ 1 ทหารก็น่าจะไม่ เพราะไม่อยากมารับ 2 ก็คือ นี่มันเป็นระบบที่ชนชั้นนำ อืรัฐกเนี่ย เค้าพอใจอยู่แล้ว
>> อื
>> เค้าจะไม่รัฐประหาร เพราะเค้าให้มันอยู่ ใน
>> เอ่อ เค้าเค้าสถาปนาระบอบอำนาจที่มีการเลือกตั้ง
>> อื
>> ใช่ป่ะ มีการเลือกตั้งอยู่ภายใต้กรอบ ภายใต้เพดาน
>> ครับ
>> เมื่อสถาปนาระบบนี้แล้ว เขาไม่ต้องการรับประหาร แต่มันก็ก่อให้เกิดความโกรธ ความต่างๆของคนในสังคม เป็นความโกรธที่มันสะเปะสะปะใช่มั้ยฮะ แล้วก็การการศึกษา การอะไรต่างๆเนี่ย มันการศึกษาทิศทางอะไรต่างๆเนี่ยมันน้อย
>> ครับ
>> มันมันเป็นการใช้อารมณ์มาก มันก็จะมันก็จะระบายออกลักษณะนี้อ
>> อื [เสียงกระแอม]
>> ครับ พี่ถึกพูดมาเนี่ย เราดูอะไร เราดู Desperate มากเลยอ่ะ เอาจริงๆแล้วแบบ ช่วงที่ผ่านมาเนี่ย เท่าที่พี่รักเติบโตมาใน การเมืองไทยเนี่ย มันก็ประมาณนี้มั้ยครับ หรือว่ารอบนี้มันหนักจริง
>> เอ่อ มันมันคล้ายๆแหละ เพียงแต่ว่าคราวนี้แหละ impression ของคนและ expectation และความคาดหวังของคนน่ะ อย่างที่พี่ถือ กว้างเนี่ย ผมผมมองเรื่องนี้เป็น 3 3 ประเด็นนะ ประเด็นแรกเลย ผลการเลือกตั้งและ การจัดการการเลือกตั้ง ความผิดปกติในการเลือกตั้งเนี่ย ทำให้คนตั้งคำถามว่าเอตกลง คนที่เข้ามาสภาเนี่ย ชนะมา [เสียงหัวเราะ] จริงหรือเปล่า มันตั้งคำถามที่ 1 เลยนะ
>> ครับ
>> อันที่ 2 เนี่ย เรื่องคุณภาพของ สส. อันนี้ อันนี้ต้องมันก็อีหลักอีเลือนะว่าเราเราเนี่ย ก็รู้ว่าโอเค เรายังมี สส.รุ่นเก่าที่เล่นการเมืองแบบเก่า ซึ่งครอบงำเกมการเมืองอยู่ในยุคปัจจุบันก็เยอะอยู่
>> อ
>> ทำลองเดียวกัน เราก็เห็นคนรุ่นใหม่ๆ อายุ้น้อยๆ การศึกษาดีๆ เข้ามาในสภามากขึ้นเหมือนกัน แต่ว่ามันกลับกลายเป็นคนเก่าคุมเกม แล้วก็ใช้วิธีการอย่าง อันที่ 3 ซึ่งผมคิดว่าสำคัญมาก Setting ในการเริ่มต้นน่ะ จุดเริ่มต้นการสตาร์ทเนี่ย มี 2-3 เรื่องในในสภาที่จะต้องดู ทำให้มันดูดีตั้งแต่ต้น แต่พรรคภูมิใจไทยยังเล่นการเมืองแบบเก่า คือไม่ทำ ให้มันดูดีตั้งแต่ต้น ผมนึกไม่ออกคือคน โสพลสาลัม ผมไม่รู้จักเป็นงานส่วนตัวนะ ครับ แต่ว่าท่านไม่ได้มีชื่อเสียงในเรื่องงานนิติบัญญัติมาอย่างโดดเด่นเลย ถ้าเราเปรียบเทียบกับชุดก่อนใช่มั้ย หรือแม้แต่ชุดก่อนนั้นเนี่ย การพยายามเลือกประธานสภา ว่าจะเป็นใครเนี่ย เป็นคีย์สำคัญมากๆเลยนะ ไม่ใช่ปล่อยให้ใครโควต้าของใครก็จริงอยู่ แต่ว่าภายในคนเอ่อนักการพรรคการเมืองที่รับโควต้านั้นมาน่ะ จะต้องคัดเลือกคนภายในของตัวเองนะ อย่างดี ทำไมอาจารย์วันได้แล้ว คนไม่ตั้งคำถามกับอาจารย์วรรณ อาจารย์วันมีเรคคอร์ดที่ดีเกี่ยวกับการทำงานทางด้านนิติบัญญัติในฐานะประธานสภา เพราะฉะนั้น เริ่มต้นน่ะดี ต่อไปสเต็ปต่อไปนะที่จะมาก็ คือว่าวิปของ 2 ฝ่าย ใครจะเป็นคนทำ เพราะว่าของ 2 คนเนี้ย ทั้งฝ่ายค้าและฝ่ายเป็นคนคุมเกมในสภา อันที่ 3 เดี๋ยวนี้เป็นงานสภาหนักๆ คือกรรมาธิการ กรรมาธิการจะมีกี่ชุด โควต้าพรรคจะได้ยังไง แล้วที่มันจะผลักดันงานสภา ให้ในนามของ สส.ไปเนี่ย มันจะชั้น กรรมาธิการเพะ กรรมาธิการที่ดูได้เรื่องได้ราว คนเป็นประธานได้เรื่องได้ราว งานสภา ก็เดินได้นะ เพราะฉะนั้นเนี่ย 2-3 อย่างประกอบกัน ผมคิดว่าเที่ยวนี้เนี่ย ค่อนข้างจะจะแย่ แต่ผมผมคิดว่าคนที่ต้องถูกตำหนิ แน่ๆแรกคือกกต. ที่ 2 พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำจตนาคุณ ได้ สส.มาเยอะขนาดนี้เนี่ย คุณเลือกได้หรือว่าพรรคคุณไม่มีคน [เสียงหัวเราะ] ดีเลยเหรอ
>> ที่แบบถูกอกถูกใจประชาชนน่ะ พี่พี่พี่พี่สุบอกว่า [เสียงหัวเราะ] พี่สุบอกว่าบอกว่าคุณเลือกได้ คุณไทยก็บอกว่าผมเลือกมาแล้ว ผมเลือกมาแล้ว ถ้างั้นก็เป็นเวรกรรมของประเทศ
>> ก็เป็นคุณโสพล แกมีฉายาซาเงไง เออ คือซาเลง นี่มันมาจากการที่แกเรียนวิทยาลัยครู แล้วแกเรียนวิทยาลัยครูอะไรวะ แกเอ่อขับสงอ่ะ ถีบสงหาเลี้ยงตัวเองส่งเรียนหนังสือไง สัญลักษณ์ของคนที่คนดีคนอดทน
>> คนอดทนชีวิตคนอย่างงั้นมี [เสียงหัวเราะ] เยอะ แล้วก็คนอย่างงั้นทำงานสภาได้ดีในอดีตก็มีมากมายใช่มั้ยครับ
>> เอ่อ อาจารย์ก็ไม่ได้แบบว่าเป็นคนมีความรู้แบบอะไร ไม่ใช่อิสนะ แต่แกทำได้ดีใช่ มั้ย มีประสบการณ์ หรืออย่างน้อยที่สุดเนี่ย
>> งานสภาที่ทำได้โชว์มาก่อนว่าตัวเองน่ะทำยังไง คนแบบแม่นกฎสภา เรื่องหยุมหยิ้มเล็กน้อย ประชุมกี่นาทีกี่วินาทีเนี่ย คนที่เป็นประธานเต้องดูทิศทางของมันใช่มั้ย อย่างงี้วันแรกคุณโสภลเปิดฤกษ์ก็ไม่ดีแล้ว เขาเสนอให้มีการประชุมเรื่องวิกฤตของประเทศ เรื่องน้ำมัน รีบปิดประชุมไปแล้ว
>> ครับ แกบอกแค่ปวดฉี่ [เสียงหัวเราะ]
>> ก็ให้ลองมานั่งแทนก็ได้ไม่ใช่เหรอ เค้าก็ทำกันอย่างนั้นตลอด ก็แกบอกแกแจะมีประสบการณ์ไง ครับ
>> ก็นั่นแหละ มันถึงต้องคิดว่าจุดเริ่มต้น เมื่อมันเป็นอย่างงี้ มันทำให้คนโอหท่าน ประธาน ท่านไม่มีความอดทนแม้แต่เพียงเล็กน้อย ประชุมสภาเมันยืดเยอะยาวนาน แล้วเราต้องเอาเรื่องสำคัญของประเทศมาพูดจากัน เพราะงั้นพรรคภูมิใจไทยถ้าเล่นเกมแบบนี้นะ ผมคิดว่าไปไม่รอดทั้งฝ่ายบริหารและฝ่าย นิติบัญญัติ
>> ใช่ จริงๆภูมิใจไทยควรจะเป็นคนที่ [เสียงกระแอม] เข้าใจเกมการเมืองแบบนี้นะ ในงานที่แบบคุณจะเจรจาไก่เกี่ย คุณจะอะไรต่างๆเนี่ย จริงๆมันเป็นพรรคที่จริงๆมันเป็นพรรคที่เวลาแบบเรื่องพวกนี้มันยืดหยุ่นนะ
>> ครับ
>> ไอ้เรื่องในสภาเนี่ยมันยืดหยุ่นนะ
>> อ
>> หลายๆเรื่องเนี่ยมันมันตกลงกันได้อะไรได้ เนี่ยจริงๆมันไม่อยากเปรียบเทียบหรอก แต่หมายถึงว่าเท่าที่ฟังมาภูมิชไทยมันยอมนะ เรื่องที่มันโอเคอะไรอย่างเงี้ย มันโอเคกันได้ เรื่องที่แบบไปขอกันได้อะไรเงี้ย ที่แบบว่าโอเคให้มันผ่านนะ อันนี้เรื่อง
>> ชาวบ้านได้ประโยชน์ เรื่องประชาชนได้ประโยชน์
>> มันเอานะ คุยได้
>> เออ มันคุยได้นะ
>> แต่ทำไมพอมันคุมเกมเนี่ย มันกลายเป็นปัญหาอย่างงี้ไง
>> แต่ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็นธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว หรือรู้ตัวของคนที่เป็นรัฐบาลแล้ว มันต้องคุยกัน คือผมยกตัวอย่างเช่นแต่ก่อนเนี่ย ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาลนะครับ ถ้าสื่อโทรหาเนี่ย อุ้ย ง่าย โทรแบบเดี๋ยวมาเลยอะไรอย่างเงี้ย พอพอเป็นรัฐบาลแล้วเนี่ย เริ่มติดต่อยากละ [เสียงหัวเราะ] คือเป็นเป็นกันทุกพรรคนะครับ เป็นกันทุกพรรค
>> อันนั้นมีอะไรระแวง [เสียงหัวเราะ]
>> คือแถมกำนิดนึง ไอ้ไอ้ยติ 29 ที่เกินไป 29 วินาทีเนี่ย มันคือยติเรื่องฝุ่นใช่ป่ะ ครับ
>> เอ่อ เรื่อง PM 2.5 คนอภิปราย สส.เชียงใหม่
>> เอ คุณณัฐพล ตัววิชักชัยกุล
>> แล้วรองประธานที่เบรคนี่ดันเป็นรองประธานพรรคเพื่อไทยครับ [เสียงหัวเราะ]
>> เพื่อไทยนี่คือถึงแม้ครั้งนี้จะตกหมดแต่ คุณคือเจ้าถิ่นเชียงใหม่นะใช่
>> ป่ะ [เสียงหัวเราะ] ผม
>> คือบ้านคุณน่ะ
>> แต่นั้นเป็น สส.เลย
>> อื แต่ผมคิดว่าเอ่อถ้ามองในผมคิดว่าแกเกร็ง
>> แกเกร็ง คือขึ้นมาเงี้ยครับ ก็เลยแบบอยากจะควบคุมการประชุมอะไรให้มันให้มันอยู่ ในกฎเนี่ย คือก็คงมีความตั้งใจดีอยู่ แต่คือคงคงเกร็งแล้วแบบพอมันพอมันเลยไปแล้วอ่ะ มันก็ต้องแบบอยากจะคุมกดนิดนึงอะไรเงี้ยครับ
>> ผมแถมสุดละข้อนึงว่ามันมีอีกข้อนึงคือผมคิดว่ามันไม่ใช่ข้อหลัก
>> แต่เป็นข้อที่
>> อยู่อีกฝั่งนึง อยู่ด้านในด้านตรงข้าม หมายถึง ความรู้สึกความหวังต่อพรรคส้มอ่ะ อ่า ซึ่งมันเป็นพรรคอันดับ 2 แล้วเป็นจะต้องเป็นแกนนำฝ่ายค้านเนี่ย มันถูกทำลาย และมันก็มันก็เสียความคาดหวังด้วย
>> ครับ
>> นะ มันก็มีลักษณะที่จริงว่าเอ่อทั้งเรื่อง 44 สส. แล้วทั้งเรื่องการแพ้เลือกตั้ง เรื่องอะไรต่างๆเนี่ย มันทำให้เกิดความระ่ำระสาย
>> อื
>> ความผิดคลาด ความอะไร การจัดเตรียมที่จะแสดงบทบาทที่จะอะไรอย่างเงี้ย มันเลยแบบ มันยังไม่ทันตั้งตัว
>> ครับ
>> มันยังตั้งตัวไม่ได้ ไม่ทันตั้งตัว ใช้ความไม่ทันตั้งตัวไม่ได้
>> ครับ
>> ตอนนี้มันก็จะมีเรื่อง 40 สส. เรื่องนึง ใช่มั้ยฮะ ว่าตกลงแล้วคุณจะต้อง คุณเทงจะยังอยู่ หรือคุณเทงจะไป เป็นผู้นำฝ่ายค้าน จะเป็นหัวหน้าพรรค
>> อื พบว่าแกวะอีบางยาก
>> เอ แล้วใครจะเป็น
>> หัวหน้าพรรค อาจารย์ต้น อาจารย์ต้นเป็น สส.สมัยแรกนะ
>> ครับ
>> เออ เพิ่งเป็น สส.ไม่กี่วันนี่เองอ่ะ เออ [เสียงหัวเราะ] เสร็จแล้วทีมมันจะยังไง คือเหมือนอีกส่วนหนึ่งก็คือแบบ การตั้งเนื้อตั้งตัวที่จะเดินไปข้างหน้า
>> มันยังงงๆกันอยู่เลย แล้วก็ไอ้งานที่
>> งานที่แพ้เลือกตั้งมาโดยตั้งความหวังไว้ อีกอย่างอ่ะ
>> อื
>> นะ ตั้งความหวังไว้อีกอย่าง มันทำให้ทีมของพรรคมันผมรู้สึกว่า
>> มันเสียสูญนะ
>> หึ
>> มันเสียศูนย์เสียกำลังใจอย่างงี้เหรอ
>> มันไม่เชิงเสียศูนย์ มันเป็นลักษณะที่ตั้งหลักยังไม่ถูก
>> ครับ
>> ด้วย ผมเอางี้ดีกว่า ผมข้อสังเกตอาจจะเล็กๆอันหนึ่งนะ พรรคส้มเนี่ย เตรียมทีมมาเพื่อจะบริหาร ใช่ป่ะ
>> ถึงแม้ว่า Professional เนี่ยไม่ได้เข้ามาสภาด้วย แต่หลายคนในนั้นเนี่ย
>> เข้าสภามา
>> ครับ
>> โดยที่เขาไม่ใช่ดาวสภามาก่อนใช่มั้ย
>> เค้าไม่ใช่ดาวสภาแบบที่เอ่ออยู่มา 4 ปี 2 ปีครึ่งอะไรอย่างเงี้ย ไม่ใช่
>> อ่า เป็นหน้าใหม่
>> แต่เป็นคนที่มีความรู้ด้านต่างๆ ซึ่งหวังว่า จะมาช่วยกัน
>> ครับ
>> ถ้าเป็นรัฐบาล พอมาเป็นฝ่ายค้านเนี่ย เขา ยังจับบทบาทตัวเองไม่ถูก
>> อื
>> ผมเห็นหลายคนเลย ผมไม่อยากพูดไม่ต้องระบุ แต่ว่าหลายคนเยังงงๆ เค้าจะทำอะไรในบทบาทฝ่ายค้านอะไรแบบเนี้ยใช่มั้ย แล้วภาพรวมของพรรคเองมันก็เหมือน
>> เนี่ย มันยังตั้งลำทำไม่ถูกว่าตัวเองจะเอา ยังไงกับหลังจากคดี 4 ส.มีผลออกมาแล้ว รวมไปถึงการเอ่อ ตั้งแต่การหาเสียง หรืออะไรนั่นแหละ การที่จะปรับตัวเอง คือเราจะ เราจะอันนี้พูดหลายทีแล้วว่า ถ้าเราเปรียบเทียบพรรคส้มกับ พรรคประชาธิปัตย์กับอะไรต่างๆเนี่ย ใช่ไหม เอ่อเวลาคุณพูดเรื่องอภิปรายในสภา เรื่องต่างๆนะ คุณสู้ประชาธิปัตย์ไม่ได้หรอก
>> ประชาธิปัตย์มันเก่ง
>> ครับ เค้าอยู่ในสภามานานด้วย
>> เออ เค้าอยู่ในสภามานานแล้วก็บางทีเเก่ง เรื่องพับกระดาษครึ่งนึง [เสียงหัวเราะ] อันนี้คุณตามเขาไม่ทันหรอก แล้วอย่าไปพับกระดาษครึ่งนึงตามเขานะ
>> เออ นะ
>> คือเขาพูดให้แบบดึงใจคนได้ อะไรต่างๆนะ มันเพราะฉะนั้นเนี่ย ไอ้ในมุมเนี้ย สิ่งที่พรรคส้มมันเหนือกว่าทุกพรรคก็คือความกล้าหาญทางการเมือง
>> ครับ
>> ใช่มั้ยฮะ ความกล้าทางการเมืองแบบที่ 44 สส.ทำเนี่ย แบบการเอ่อยื่นแก้ 112 ใช่มั้ย แบบการรณรงค์หาเสียงแก้ 112 นี่คือความกล้าทางการเมืองที่มันเหนือกว่าพรรคอื่นนะ แต่ตอนเนี้ยคุณแสดงออกไม่ได้
>> อื
>> แล้วหาจุดยังหาจุดแสดงออกไม่ได้ แล้วจะแสดงออกตรงไหน แล้วจะเอาตรงไหนที่มันเป็นเรื่องที่
>> แหลมคมใช่มั้ย
>> อ่า ความแหลมคมที่จะแสดงออกมา ผมเห็นเค้าพยายามจะพูดเรื่องเกณฑ์ทหารด้วย อะไรด้วย เงี้ย
>> นี่คือเขาต้องหาจุดที่แหลมคมที่เขากล้าชน กล้าสู้ไม่เหมือนพรรคอื่น
>> ครับ
>> ใช่มั้ย เพราะฉะนั้นเขาจะต้องหาจุดเหล่านี้ เขาถึงจะเด่นกว่าพรรคอื่น
>> อื
>> เค้ายังหาไม่ได้ หรือยังหันรีหันขวางกันอยู่ หรือว่ายังตั้งตัวไม่ติดกับแพ้เลือกตั้ง 2 เจอ 4
>> ถ้าอย่างงี้ ในทางเนี่ย การตั้งท่าจะฟัน ในห้วงเวลาเนี้ย ก็ถือว่าแม่นยำทางการเมืองมั้ย
>> ใช่
>> ใช่มั้ย [เสียงหัวเราะ]
>> มันโอ้โห วันที่ 9 ออกมาแล้วใช่มั้ย เลือกตั้งเสร็จ วันเดียว
>> วันที่ 9 ใช่วันที่วันที่เลือกตั้งเสร็จ วันที่ 8 วันที่ 9 แบบเนื้อเลย [เสียงหัวเราะ] ใช่มั้ครับ อือ
>> อื แต่ผมว่าในในจังหวะแบบนี้มันก็ เอ่อรวมถึงเราจะฝากความหวังไว้กับสะพานได้จริงมั้ย ว่าฝ่ายค้านก็โดนยำแบบเนี้ยครับ พี่สุรัตน์
>> อืม เที่ยวนี้ค่อนข้างยากนะ เพราะว่าฝ่ายที่ คือเมื่อครั้งที่แล้วเนี่ย ฝ่ายฝ่ายค้านมีกำลังมาก แล้วก็ค่อนข้างเป็นเอกภาพ ทั้งภายในแล้วก็กับกับอื่นๆ แล้วก็มีประเด็นในการ คือเขาตั้งใจจะมาเป็นรัฐบาลอย่างที่พี่ตึกว่า เพราะฉะนั้นทุกอย่างเตรียมไว้แล้วก็ผลักดัน
>> ว่าคีย์ของมันการสภาคือการทำกฎหมาย สร้างกฎหมาย เพราะฉะนั้นเขาจะเสนอเยอะแยะไปหมด ทีนี้เที่ยวนี้เนี่ย ก็ to be fair กับเขานะ ก็คือกฎหมายหลายตัวเนี่ย มันค้างอยู่ ในสภา มันดันไม่ผ่านนะครับ ในแต่ก่อนนะ มีเสียงมากพอสมควร ก็ยังดันไม่ผ่าน ตอนเนี้ยเสียงมันน้อยลง
>> มันก็ความมั่นใจน่ะ มันจะหายไปเยอะเลย
>> ไม่นับว่าพันธมิตรที่มาเป็นฝ่ายค้านด้วยกันเนี่ย อาจจะไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งซึ่งนั้นก็จะทำให้คนเป็นวิปฝ่ายค้าน คงลำบากใจหน่อย ว่าทำยังไงจะให้ไปในทิศทางเดียวกันได้ การค้านก็ส่วนหนึ่ง แต่ผมคิดว่าเหนือกว่าการค้านทั่วไปก็คือว่า การพยายามผลักดันกฎหมายอะไรให้มันมันสามารถ เดินหน้าได้ เที่ยวก่อนก็ยังมีกฎหมายต่อ ให้มันหลายตัว เช่น กฎหมายสมรสเท่าเทียม อะไรเงี้ยนะ คือมันให้กำลังใจว่างาน นิติบัญญัติเนี่ย ต่อให้คุณไม่ได้อยู่ฝ่ายบริหาร คุณก็สามารถเคลื่อนไหวทำสิ่งนี้ได้ ครับ
>> หลายๆเรื่องก็เปิดประเด็นได้อย่างชัดเจน บทบาทของโรมของใครต่อใครที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายบริหารน่ะ ทำเรื่องทุนเทา ทำเรื่องอะไรเงี้ย มันเป็นที่ต้องตาโดนใจของประชาชน ปัจจุบันเนี่ย ทุกๆอย่างมันเคยพูดมาแล้ว แต่ว่ามันไปไม่ถึงไหน ทีนี้นะ จะพูดคำเดิมไม่ได้แล้วล่ะ
>> อื
>> ต้องต้องหา
>> อือ อะไรใหม่ๆ ทิศทางใหม่ๆ ยุทธศาสตร์ใหม่ๆ ยุทธวิธีใหม่ๆ ในการนำเสนอเรื่องเดิม
>> อ ความยากก็คือประเทศไทยมีแต่ปัญหาเก่า [เสียงหัวเราะ] ที่แก้ไม่ได้
>> คือเสนอกฎหมายตอนนี้ก็ลำบาก
>> ใช่
>> ไอ้พรรคนู้นพรรคนี้ก็เสนอ เอาเนี่ย กฎหมายเรื่องอากาศสะอาดเรื่องเนี่ย โอ๊ย มาแล้ว ประชาธิปัตย์เก่งมากเลย งัดเอามาได้เลยทันที
>> ครับ [เสียงหัวเราะ]
>> จริงๆพูดถึงประชาธิปัตย์ มันมีประเด็นนึง ที่บอกว่าเออน่าสนใจดี คือก็ต้องให้เครดิต อาจารย์การดีใช่มั้ย คือแกมาตั้งข้อสแกเป็นหน้าใหม่ในสภาเหมือนกันไง แล้วแกก็รู้สึกว่า เอ่อแกบอกว่าการใช้เวลาในสภาเนี่ย คือคือไม่มีประสิทธิภาพมาก แต่ก็มาจากภาคเอกชนไง ว่าถ้าเป็นเอกชนเนี่ย คือแบบว่าหลายคนคงจะถูกขอให้หยุดพูดและเดินออกไปแล้ว ที่ผมว่า เออเป็นประเด็นชวนคิดก็คือว่าแกบอกว่าตอนเนี้ย สส.ขออภิปรายเนี่ย ใช้ AI เขียนสิปเยอะมากเลย อื [เสียงหัวเราะ] เออ ผมก็เออ ว่ะ ไม่ไอ้ไอ้เราก็
>> ศึกษาเรื่องพวกนี้มาอยู่บ้าง ทดลองใจก็ไม่เคยคิดนะ เออ มันเอามาใช้ทำสิปตอภิปรายในสภาได้ด้วยใช่มั้ยครับ แต่บอกว่าปัญหาก็คือว่า ถ้าใช้ AI อภิปรายเนี่ย ทุกคนก็จะอภิปรายดีหมด แต่มันไม่รู้สภามันจะไปทางไหนต่อไม่รู้ พี่ถึก พี่สุรักษ์มีมุมอะไรมั้ยครับ แล้วพี่สุรักษ์คืออะไรครับ
>> ผมผมคิดว่าใช้ไอมันอ่าตอนนี้นะ ทุกคนเคลมว่าตัวเองใช้ AI มันเป็นแฟชั่นก็ทำอะไรทำ ให้ดูสันสมัย ทำให้ดูฉลาด เพราะอันนี้เป็นปัญญาประดิษฐ์นั้นดูล้ำมาก
>> แต่ผมคิดว่าสิ่งที่จะต้องมองกันในแง่ของความเป็นจริงอ่ะ ใครใช้ AI จริงหรือใครใช้ AI หลอก ผมว่าผมมองออกนะ แม้แต่สิปตที่เขียนบทความที่ออก เราสามารถดูออก คนที่ใช้ AI ไปกว่าใช้อย่างงี้ วิธีใช้ AI มันมี 2 อย่างใช่มั้ย 1 ใช้มันทำงานแทนเราเลย 2 ให้มันช่วยเราทำงาน อันนี้ 2 อย่างเนี่ยต่างกัน คนที่ใช้ AI ให้มันทำงานแทนเราเลย คนๆนี้ จะใช้สติปัญญาตัวเองน้อย เพราะว่าก็อะไรก็ระบายใจให้ AI AI มันสามารถร่างให้คุณได้นะ คุณบอกคุณจะพูดเรื่องอะไรในสภาวันเนี้ย
>> โทนไหนด้วย
>> โทนไหนด้วย น้ำเสียงจะหนักแค่ไหน จะดักเบาแค่ไหน เติมตรงนี้หน่อยมั้ย ให้มันแบบว่า ฟาดให้หน้าสั่นเลยนะ อะไรเงี้ย มันแนะนำคุณได้นะครับ แต่ว่าถ้าการใช้ AI ที่ดี สิ่งที่คุณจะต้องทำมัน ถ้าโอเค ยกตัวอย่างการจะอภิปรายในสะพานนะครับ คุณต้องเริ่มต้นจากว่า คุณต้องทำรีเสิร์ชก่อน ให้มันช่วยทำรีเสิร์ชให้ AI ช่วยทำรีเสิร์ชว่าข้อมูล แล้วคุณจะต้องทำ เพราะว่า สส.จะพลาดเรื่องนี้ก็คือว่า ข้อมูลที่ AI รีเสิร์ชคุณต้อง verify ได้ว่ามันมาจากไหน อะไรยังไง ใช่มั้ยครับ ไม่ใช่หยิบอะไรมามั่ว คุณหยิบเฟคนิวส์มั้ย คุณทำไง
>> อันนี้คุณต้องตรวจสอบ แล้วคุณต้องเช็คคอส เช็คแล้วก็เนี่ย ให้มันคอร์สเช็ค คุณต้องถามมันตลอดเวลาว่าข้อมูลนี้มาจากไหน อ้างอิงได้หรือไม่ แล้วก็มีความหมิ่นเมต่อทางกฎหมายหรือไม่อันนี้เป็นเป็นข้อแรก วิธีใช้ 2 ขั้นตอนการราบทำโครงที่คุณจะพูด คุณสามารถทำได้ 2 อย่าง 1 คุณร่างเองแล้วให้มันช่วยขัดเกลา 2 ให้มันร่างแล้วคุณช่วยขัดเกลา เลือกเลือเลือกว่าอันไหนดีกว่ากัน อันไหนที่ฟังแล้วเป็นตัวคุณน่ะ ไม่ใช่ AI [เสียงหัวเราะ] อันเนี้ยอันนี้อันนี้คนฟังเขาจะรู้ออก สำนวนสำนวนของ AI เนื่องจากภาษาไทย
AI เนี่ยยังไม่เก่ง เพราะฉะนั้นมันภาษามันจะซ้ำๆ แล้วก็ใช้ภาษาในเชิงลักษณะแบบว่า เปรียบไม่เข้าบริบท ฮะชอบเปรียบเปยแบบแปลกๆ อะไรแบบนั้นน่ะ [เสียงหัวเราะ]
อันนี้อันนี้สิ่งที่จะต้องระมัดระวังนะครับ เพราะผมมีคำแนะนำสำหรับเอ่อ ส.ส. รุ่นใหม่ๆ นะครับที่ต้องการที่จะใช้ AI AI เนี่ยถ้าเราใช้มันดีเนี่ย มันจะช่วยยกระดับยกระดับการทำงานด้วยนะ เพราะว่า 1 ข้อมูลเนี่ยคุณจะหาได้เร็ว 2 การประมวลผลข้อมูลคุณจะทำได้อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นใช้ 2 อย่างนี้ให้เป็นประโยชน์ ส่วนวิธีการเรียบเรียงคำอภิปราย อ่ะคุณให้มันช่วยได้ว่าเราพูดพูดอะไรก่อน ควรพูดอะไรหลัง อะไรเป็นเหตุและไม่เป็นผล
สิ่งที่ AI ดีอยู่อย่างนึงคือมันแม่นเรื่องลอจิก อะไรคือเหตุอะไรคือผล อันนี้ AI สามารถทำได้ เพราะฉะนั้นมันจะช่วยผมคิดว่ามันจะช่วยให้ ส.ส. เนี่ยของเราเนี่ยอภิปรายในสภาได้ดีขึ้น แล้วก็คือการตีสำนวนโวหารมันหมดยุคไปแล้วอ่ะนะ ครับ ยุคใหม่เนี่ย ส.ส. ชุดที่ที่ผ่านๆ มาผมคิดว่าทำได้ดี ต้องขอชมเชิญพรรคส้มได้สร้างมาตรฐานของการทำงานสภาไว้ด้วยการหาข้อมูล ข้อมูลสนับสนุนเรื่องที่สำคัญที่สุด ยุคตีฝีปาก ยุคศรีธนนชัยมันจบไปนานแล้ว เพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าคุณจะทำสิ่งใหม่ผมว่าใช้ AI นะ ใช้เหอะ ผมสนับสนุนให้ใช้ คุณหาตัวที่มันทำงานกับคุณได้อย่างคล่องแคล่วและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หาข้อมูลได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ใช้เลย
ครับผมว่าอาจารย์กันดีแกก็แสบนะ ผมแถบนิดนึงก็คือว่าตอนแกเขียนวิจารณ์นะ บอกว่าฟังแล้วเนี่ยรู้เลยว่าใช้ AI วงเล็บแบบตัวไม่เสียเงินด้วย [เสียงหัวเราะ] เห็นมั้ยคนที่เค้าดูอ่ะเค้าอ่านออกเลยว่า เพราะว่าถ้าเราคุ้นใช้พรีเมี่ยม [เสียงหัวเราะ] มันก็จะเนียนกว่านี้หน่อย เออเนาะ ครับ เราก็ไม่รู้ผมไม่คอมเมนต์เรื่อง AI เพราะผมใช้ไม่เป็น แต่ผมตามดูผมก็รู้สึกว่าเออ ทำไมถ้าคนมันเขียนแล้วพูดแล้วให้คนเจ็บได้เนี่ย มันจะใช้ไปทำไมวะ ครับ เออ มันก็จริงๆ มันก็ช่วยประมวลข้อมูลนั่นแหละ ครับ มันก็เหมือนกับเราหนังสือเล่มเล่มโตแล้ว มันไปค้นให้เรา สรุปให้เรา บรีฟให้เราอ่ะ ครับ แต่อยู่ที่เราใช้ยังไงอ่ะ ถ้ามันเป็น ส.ส. นะ มันก็ควรจะมีความสามารถในการเรียบเรียงอภิปรายได้
ทีนี้มีเรื่องนึงครับอยากชวน เอ่อพี่แล้วก็พี่คุยวันนี้ก็คือเรื่องการเมืองพม่านะครับ คือมันมีทั้งสงคราม เอ่อในอิหร่านใช่ไหมครับ แล้วก็การน้ำมันในไทยเนี่ยว่าทำให้เราไม่ค่อยได้เห็นเรื่องที่เกิดขึ้นรอบๆ ข้างเราว่าเออ การเมืองพม่าช่วงเนี้ย มันมีพลวัตที่น่าสนใจก็คือเอ่อเขาจะได้ เอ่อรองประธานาธิบดีคนใหม่เพื่อไปเป็นประธานาธิบดี ซึ่งเอ่อก็เดาได้ไม่ยาก [เสียงหัวเราะ] ขึ้นมินอยากให้พี่สุรักษ์เล่าปูให้หน่อยครับว่าตอนเนี้ยเอ่อการเมืองในพม่าเนี่ยมันมาถึงจุดไหนนะครับ แล้วว่ามันจะส่งผลกระทบต่อไทยยังไงโดยเฉพาะในช่วงเอ่อใกล้ๆ เนี้ยครับ
คือพม่าตอนนี้เดินมาถึงขั้นที่ว่าการจัดการเลือกตั้งแล้วนะครับ มีการเลือกตั้ง 3 เฟส ประเทศนี้เลือกตั้งทั้ง 3 เฟสในในเดือนเอ่อธันวาคม เพราะว่าเข้าไม่ถึงพื้นที่นะครับ พื้นที่จำนวนหนึ่งเนี่ยอยู่ภายใต้การครอบงำของฝ่ายต่อต้าน ระบบสำมะโนประชากรก็บกพร่อง คือทำสำมะโนประชากรได้ไม่ถึงครึ่ง อือ ที่เหลือกะเอา เพราะฉะนั้นกูจะไม่รู้ว่าใครมีสิทธิ์เลือกตั้งมากน้อยขนาดไหน เพราะฉะนั้นก็เลยจัดตั้งเลือกตั้งทีละทีละเฟส ทีละเฟสก็ได้ 3 เฟสสุดท้ายรถเลือกตั้งเนี่ย ที่จริงเดากัน เอ่อต้นระดับการเลือกตั้งเนี่ยเป็นสิ่งที่ทำเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการรวบอำนาจของมินอองนะครับ แต่ว่าเขาก็พยายามจะทำนะครับ เอ่อ ผลการเลือกตั้งออกมาก็คือพรรค USDP ชนะ การเลือกตั้งมันมีมันมีสภา 3 ระดับก็คือ สภาสูง สภาล่าง สภาสูงคล้ายๆ วุฒิสภาบ้านเรา สภาล่างคือสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็สภาท้องถิ่น ที่นั่งทั้งหมดมันมีอยู่พันกว่าที่นั่งนะครับ พรรค USDP ได้ไป 700 กว่าที่นั่ง ถ้ารวมโควต้า 25% ของทหาร ก็คือก็ครอบงำประเทศละ ครับ สำหรับทหารและก็พอกซีของทหารในการบริหารประเทศ เพราะฉะนั้นมินอองแกก็เตรียมการเอาไว้ช่วงระหว่างการเลือกตั้งจะมีการเตรียมการนะครับ เอ่อเตรียมการที่จะลงจากอำนาจทหารแล้วก็ขึ้นสู่อำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ แต่ว่ารัฐธรรมนูญพม่าเนี่ยมันมีปัญหาอยู่นิดนึง คุณเป็นดีเนี่ยเนี่ยคุณไม่ได้มีอำนาจสูงสุดนะ อือ เพราะกฎรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า ผบ.สูงสุดเท่านั้นที่มีอำนาจ เขาประกาศกฎอัยการศึก ประกาศภาวะฉุกเฉิน เขาปลดปัญหาได้ เพราะงั้นมินอองก็รู้ข้อจำกัดทางกฎหมายถึงว่าเขาจะไม่ได้ใช้กฎหมายสักเท่าไหร่ เถามเก็เลยตั้งสภาขึ้นคณะกรรมาธิการที่เรียก กรรมาธิการความมั่นคง เพื่อให้มีองค์กรเนี่ยสามารถควบคุมได้ทั้งฝ่ายบริหารและกองทัพในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นแผนตอนเนี้ยเข้าสู่แผนแผนบันได
ผมถามขั้นนิดนึงครับ เหตุผลอะไรที่ทำให้เขาต้องลงจากตำแหน่งผู้นำทางการทหารเพื่อไป
คือเขาเตะอายุมาหลายครั้งแล้ว ตอนนี้แค่ 69 แล้ว เพราะฉะนั้นเนี่ยมันก็จะอยู่ลุ้นน้องดันดันๆ แล้วช่วงที่ผ่านมาคนอาจจะไม่ค่อยสังเกตก็มีการดันกันมา ฝ่ายต่อต้านเนี่ยชูคนหนึ่งขึ้นมาคือโซวินซึ่งเป็นรอง เพื่อจะแข่งอำนาจแล้วบอกว่ามินอองลายจัด การปัญหาอะไรไม่ได้หรอก เละเทะไปหมดเนี่ย โดนฝ่ายโจมตีพวกที่พวกที่เขาเรียกว่าพวก เอ่อหัวรุนแรงหน่อยเพราะ extremist นะคมนั้นน่ะชูโชโซวินขึ้นมา มินอองลายก็เลยจัดการโซวินไปละ เลยแกเลยไม่ได้ขึ้นนะครับ
ตอนนี้คนที่ขึ้นแทนมินอองลายเนี่ยก็คือ เยวินอู
อ่า เยอูแกเป็นสายลับใช่ไหมพวก
เป็นเป็นเพื่อ intelligence นะครับ แต่ก็เคยเป็นคอมมานโด เป็นคอมมานโดอยู่ตู่ภาคอิรวดี ทางภาคใต้ อันนี้ก็จะมีประเด็นกับไทย เพราะว่าเนื่องจากว่าแกไม่คุ้นกับคนไทย
นั่นเป็นประเด็นหนึ่ง แต่เล่าตรงนี้ข้ามขั้นนิดนึง มินอองลายร่วมอำนาจในในเพราะว่าพอหลุดจากกองทัพแล้วเนี่ย มาอยู่ตำแหน่งประธานาธิบดีเนี่ย มันเสี่ยงที่จะถูกกองทัพยึดอำนาจได้ง่ายๆ เนื่องจากว่าอย่างที่รัฐธรรมนูญบอกถ้าเกิดผู้นำสูง เอ่อผู้นำทหารสูงสุดเนี่ยประกาศภาวะฉุกเฉินก็เหมือนที่แกทำกับอองซานซูจี เรื่องนี้จะย้อนสอนแกก็เลยตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาชุดนึงก็เหมือนสภาทหารที่เป็นปัจจุบันนี่แหละ แต่ว่าเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนมา 3 รอบแล้วแต่อฟังก์ชันอย่างเดิมก็คือคุ้มไว้ มันเป็นมันเป็นองค์กรนอกกฎหมายนะ
แต่ว่าใน
เหนือรัฐธรรมนูญ
เหนือรัฐธรรมนูญ เพราะมันไม่มีอยู่ในกฎหมายก็ตั้งมาเป็นสภาเป็นสภาที่อาศัยอำนาจส่วนตัว back อันนี้ครับ เพราะนั้นความซื่อสัตย์ภักดีอะไรแต่ว่าไอ้สภาเนี่ยจะคุม กรรมาธิการเนี่ยจะคุมได้ทั้งฝ่ายบริหารแล้วก็กองทัพในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นก็สบายใจไปเปราะนึงว่า เอ่อ เยวินอูขึ้นมา ทีนี้เยวินอูขึ้นมาก็เป็นคล้ายๆ ที่เรียกว่าเป็นคนที่มีมินอองลายไว้ใจนั่นแหละ เนื่องจากโซวินเนี่ยก็คือถูกเชิดขึ้นมาเป็นคู่แข่งแกก็เลยจัดการไปซะละ ทีนี้การขึ้นมาของเยวินอูเนี่ยก็อาจจะมีปัญหา กับไทยตรงที่ว่าเนื่องจากแกไม่คุ้นกับฝ่ายไทย มินอองลายเนี่ยแกเคยอยู่สามเหลี่ยมทองคำ เพราะฉะนั้นก็เป็นลูกรักป๋าเปรมเลย เพราะฉะนั้นไอ้ความสนิทสนมกับกองทัพไทยเนี่ยมันปึ๊ก มันปึ๊กตั้งแต่สมัยคุณประยุทธ์ตั้งแต่สมัยคุณ เอ่อประยุทธ์อยู่ ในอำนาจใครนะที่เป็นสงฆ์สุดคนแรกๆนะที่ทำ เป็นปฏิมาอะไร อ๋อ ธนศักดิ์ ธนศักดิ์
คุณธนศักดิ์เนี่ยก็ใกล้ชิดกับมินอองลายมาก เพราะว่ามินอองลายอ้างความสัมพันธ์กับบาเปรมนี้ก็เกรงใจ แต่ว่าเยมอูก็อาจจะต่างออกไปนะครับ แต่ประเด็นที่จะเกี่ยวกับไทยมากๆ เลยเนี่ยอยู่ตรงเนี้ยตรงที่ว่าคือการเลือกตั้งครั้งเนี้ยมันเป็นการเลือกตั้งซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลยนอกจากแก้ไขปัญหาให้เรื่องอำนาจทางฝ่ายทหารเท่านั้น มันจะต่างจากการเลือกตั้งในปี 2010 ซึ่งซึ่งเต็งเส่งขึ้นมามีอำนาจตอนนั้นน่ะ พอถึงการเลือกตั้งปุ๊บเต็งเส่งได้เสนอแผนหยุดยิงทั่วประเทศนะครับ แผนสันติภาพ National Fire Agreement ทุกๆ ฝ่ายก็ยังไม่ได้เข้าร่วมกันหมกหรอกมีอยู่ 15 กลุ่มเข้า 10 กลุ่มแต่ก็ทยอยทยอยเข้าทิศทางมันเป็นอย่างนั้นกำลังไปในทิศทางที่ดี พอถึงขั้นของซาซุจี ซาสุจีก็ต่อที่เราเรียกว่าปางหลวงคเฟerรซเนี่ยนะครับว่าโดยรวม แต่เที่ยวนี้เนี่ยหลังจากการรัฐประหารแล้วคนต่อต้านทหารตัดเนี่ย ทหารกองทัพพม่าเรียกตัดนะ โดยศัพท์มันแปลว่า Royal Army กองทัพพระราชานะ แต่ประเทศพม่าไม่มีพระราชาแล้วแต่เขาก็ถืออันเนี้ย
เพราะฉะนั้นตัดมาดอเนี่ยเจอเจอฝ่ายต่อต้านที่เข้มแข็งมากขึ้นกว่าเดิมนะ เพราะว่าเมื่อก่อนชาวบ่าม้าเนี่ยไม่ได้จับปืนสู้กับกองทัพนะครับ ครับ เค้าก็ต่อสู้ในเมืองแล้วก็อย่างนักศึกษาอะไรเงี้ยก็มาร่วมกับชนชาติส่วนน้อยบ้างนิดๆหน่อยๆ พวกนักศึกษาหรือรุ่นเพื่อนผมเนี่ยที่มาอยู่แถวแม่สอด แม่ฮ่องสอนเนี่ย รุ่นนั้นก็ไม่มีกำลังอะไรมาก แต่ปัจจุบันเนี่ยคนที่เป็นบ่าม้าชาวบ่าม้าเนี่ย เอ่อมาตั้งรัฐบาลที่เรียกว่า NU รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติแล้วมีกองกำลังที่เรียกว่า PDF กองกำลังพิทักษ์ประชาชนถืออาวุธเป็นของตัวเองเป็นกลุ่มเล็กๆที่เป็นชาวบ่าม้านั่นก๊กนึง อีกกลุ่มนึงที่มีอยู่แต่เดิมแหละก็คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถืออาวุธต่อสู้กับชาว
เอ่อตัดมาดอมาตั้งแต่ประเทศได้เอกราชนะครับ มันนี้มันมากกว่าครึ่งศตวรรษและพวกนี้ยังอยู่แล้วก็หลายกลุ่มก็เข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่เขาได้กำลังสนับสนุนมา จากทุนเถื่อนบ้าง การทำธุรกิจผิดกฎหมายบ้าง ค้ายาเสพติดบ้าง เช่นว้า โกกั้งอะไรพวกเนี้ย พวกนี้เรียกว่าตัดมาดอคุมไม่ได้ คุมไม่ได้เลยนะ อย่างว้าเนี่ย เอ่อมีแต่จีนเท่านั้นที่คุมว้าได้ ตอนนี้ว้าสร้างปัญหาให้ไทยด้วย เพราะว่าเขาขยายพื้นที่ลงใต้แล้วก็จะเริ่มมาทำหลายอย่างที่ส่งผลก็ขอโทษกับไทยที่แบบเป็นปัญหาสำหรับชาวบ้านเลยก็คือว่าเขาทำเหมืองแร่เอิร์ทและเหมืองทอง
อ่า ทำให้เกิดอาพิษในแม่น้ำใช่ไหม
เออเค้าก็ปล่อยน้ำลงแม่น้ำกก แม่น้ำลวก แม่น้ำสาย เพราะฉะนั้นแม่น้ำทางเหนือ 3 สายหลักเนี่ย แล้วมันไหลลงไปแม่น้ำโขงเนี่ย ตอนเนี้ย เอ่อคอนทิเนตปนเปื้อนด้วยสารหนัก โดยเฉพาะสารหนูมากมาย ทำกันมาตั้งแต่ตั้งแต่ยุคสมัยรัฐบาลเพื่อไทยแล้วก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เรื่องนี้ก็ยังคงคาคาซังอยู่ต่อไปเนื่องจากอะไรเงี้ย อันนี้พูดขออนุญาตล่วงเลยไปอีกนิดนึงแต่คิดว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลอินต้องให้ความสนใจก็คือว่าว้าเนี่ยเขาค่อนข้างอิสระ เขาไม่อยู่ภายใต้บังคับของรัฐบาลทหารพม่า เพราะนั้นคือเข้าไม่ถึง ตอนนั้นสมัยก่อนนี้จะแก้ไขปัญหาน้ำกกทางไทยเนี่ย โดยกระทรวงทรัพย์เนี่ย ปัจจุบันคุณคุณสุชาติใช่มั้ย
สุชาติครับ
มาดูแต่ก่อนคุณคุณประเสริฐทำก็ค่อนข้างไปได้นะ แต่ว่ายังไม่ไม่ได้ผลหรอกก็คือว่าไปคุยกับทางรัฐบาลทหารพม่าเขาก็บอกว่าเขาไม่สามารถเข้าไปตรวจคุณภาพน้ำในเขตว้าได้หรอก ในเขตยึดครองของว้าได้หรอก เพราะว่าเขาเข้าไม่ถึงว้าไม่อนุญาตให้เขาเข้าก็ไปไม่ได้นะ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ยังค้างอยู่ ทีนี้เราก็บอกว่าไปพูดกับจีนหน่อยให้จีนมาช่วยกดดัน เพราะเรารู้ว่าเขามีความสัมพันธ์กันแล้วไอ้แร่เอิร์ทแร่ต่างๆเนี่ยก็ส่งไปขายจีน ทีจีนก็บอกว่าโอ้มันเกิดขึ้นในดินแดนพม่านะ
แล้วก็เอกทำก็เป็นเอกชนด้วย รัฐบาลจีนคงไม่สามารถยุ่งเกี่ยวได้ ตอนนี้ประเทศไทยก็คือว่าหมดที่พึ่งไร้ที่ซึ่งจะพึ่งพาไปหันหน้าหาใคร สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำ อันนี้เป็นปัญหาแรกๆเลยที่คิดว่ามันเพราะว่ามันจะวิกฤตกับความเป็นอยู่ของประชาชนนะครับ เพราะนั้นเรื่องนึง อันที่ 2 เรามัวแต่เพลิดเพลินกับการปิดด่านทางฝั่งกัมพูชา ด่านตะวันตกแม่สอดน่ะปิดมาหลายเดือนแล้วเหมือนกันยังไม่เปิด เพราะว่าอะไร เพราะว่าพม่าต้องการที่จะตัดท่อน้ำเลี้ยงของพวก เอ่อฝ่ายต่อต้านไม่ว่าจะเป็น BF พวกอะไรที่อาศัยเงินทองจากการค้าขายชายแดนเนี่ย ซื้ออาวุธซื้ออะไรต่อต้านรัฐบาลพม่าเขาก็เลยปิดเพื่อที่จะบีบบางให้พวกเไม่มีท่อน้ำเลี้ยงใช่ไหม ตอนนี้ก็ใช้แบบว่าช่องทางธรรมชาติค้าขายกันอยู่ แต่ด่านทางการน่ะมันปิด เราก็เจรจาหลายครั้งแล้วก็ยังไม่สามารถที่จะที่จะเปิดได้นะ อันนี้เป็นประเด็นซึ่งเฉพาะหน้าที่จะกระทบกับประชาชนปั้นเหตุเห็นโดยทั่วไปเรื่องเรื่องความมั่นคง เอ่อโดยทั่วๆไปเรื่องนี้ก็จะต้องเอาจริงเอาจังนะ เพราะว่าตอนนี้หลายหน่วยงานในประเทศไทยก็คือยังไม่รู้ว่าจะหาทางออกแบบไหน เพราะว่ากองกำลังที่อยู่บริเวณชายแดนน่ะมันเต็มไปหมดเลย
อือ
แล้วที่น่าเสียใจก็คือผมเข้าใจว่าผมเคยพูดแล้วนะ ก็คือว่าไอ้คอนแทคของเราเลซองของไทยที่เคยมีกับกลุ่มชาติพันธุ์เนี่ย มันหายไปหมดละ
ครับ
คือที่เคยมีนะ แต่ว่าประเด็นประเทศไทยกองทัพไทยเลยก็ได้ผมกล้าพูดไม่มีอิทธิพลเหนือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถืออาวุธวิ่งไปวิ่งมาตามแนวชายแดนแล้ว สิ่งที่จะต้องทำยุทธศาสตร์กันใหม่เลยว่าเราจะ engage กันยังไง เพราะสมัยคุณประยุทธ์เนี่ยเราพยายามที่จะพาพวกนี้เนื่องจากว่าทหารไทยเกรงใจตัดมาดอมาก
ครับ
จะทำอะไรอย่างนี้เดี๋ยวเดี๋ยวเขาจะว่าเดี๋ยวเขาจะเกรงใจจะทำให้เราเสียคอนแทคจากพวกนี้ไป ในขณะที่จีน
และกลุ่มอื่นน่ะลงมามีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆเลย จนกระทั่งยกตัวอย่างง่ายๆ พอเราจะปราบทุนพวกสแกมเมอร์ใช่มั้ย เวลาจีนลงมาทำไมไปคุยได้อ่ะ ไทยเข้าไปคุยไม่ได้นะ อันนี้เป็นเรื่องที่สะท้อนว่าเราไม่ได้มีอิทธิพล
ครับ
อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องเร่งเร่งกันอย่างมากๆ เลยในกองทัพก็ชะล่าใจเวลาเราถามไปว่าคุยคุณคุยได้มั้ย คุยได้ท้องถิ่นน่ะคุยกันได้แต่ว่าระดับนโยบายไม่ถึง อย่างว้าเนี่ยยกตัวอย่างเช่นเราไปโฟกัสเรื่องอำนาจอธิปไตยจนเกินเหตุ เราไปบอกว่าเขาลุกดินแดนเราบอกโอ๊ยคุณเอาเรื่องเขมรมาปนกับเรื่องนี้ได้ ปัญหาที่ซีเรียสกว่าว่าไม่ใช่การลุกดินแดนว่าคุณไปพูดเรื่องลุกดินแดนเบอกคุณไปคุยกับเนปีดอร์เลย เนื่องจากว่านี่ไม่ใช่ดินแดนไม่ใช่
ไม่ใช่ไม่ได้ถืออำนาจอธิปไตยพม่าใช่ไหม
เพราะฉะนั้นคุณจะต้องคุยเค้าในปัญหาที่เฉพาะหน้าของเขาเช่นคุณปล่อยน้ำลงแม่น้ำผมอ่ะ คุณจะรับผิดชอบอะไรอย่างไงคุณต้องพูดแบบนั้น เพราะฉะนั้นเวลากองทัพไทยเนี่ยโฟกัสเรื่องบางเรื่องเนี่ยเรื่องไอ้พิษข้ามภาวะมันก็เป็นปัญหาความมั่นคงนะ
เพราะฉะนั้นเราจะต้องฟื้นความมั่นคงใหม่ให้มันไกลกว่าเรื่องอำนาจอธิปไตยเรื่องอะไรต่างๆ ความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวชายแดนเนี่ย มันมีหลายเรื่องที่จะต้องที่จะต้องจัดการรวมทั้งเรื่องผู้อพยพหนีภัยที่เราให้เขาอยู่มา 40 ปีแล้ว ตอนนี้บอกว่าอยากให้เขาออกมาทำงาน ปรากฏว่าเค้าก็ทำงานไม่เป็น
ครับ
เพราะว่าเราไม่เคยฝึกเขา เราไม่เคยให้การศึกษาเขาแล้วยังมีคนบอกว่าอย่าให้การศึกษาเด็กต่างชาติจากเพื่อนบ้านยิ่งเข้าไปใหญ่แล้วเราต้องให้การศึกษาเดี๋ยวเดี๋ยวจะได้รู้หนังสือไทยทำงานในประเทศไทยได้อะไรอย่างเงี้ย ผมคิดว่าเนี่ยเป็นสิ่งที่จะต้องทบทวนกันในเชิงนโยบายในเชิงยุทธศาสตร์
คือฟังพี่สมุรักษ์พูดมาซึ่งบอกว่าน่าสนใจ เพราะว่าคือไอ้โจทย์แบบเนี้ยจริงๆ คือต่อให้เป็นคุณประยุทธ์เนี่ยแล้วก็ว่าคุณประยุทธ์เนี่ยจะมีความคิดอ่านเรื่องพวกนี้ใช่มั้ยในฐานะทหาร หรือถ้าเป็นคุณทักษิณ คุณอภิสิทธิ์คือผู้นำทางการเมืองอ่ะ มันจะมีโจทย์แบบนี้ แต่ผมนึกภาพคุณอนุทินแคคือเหมือนเรื่องนี้ไม่น่าจะอยู่ในความนึกภาพแก นึกภาพไม่ออกอะไรเงี้ยครับ
เออ
นึกภาพทหารรุ่นปัจจุบันด้วย ผมว่าคือมันตั้งแต่ยุคสมัยอดีตใช่มั้ยล่ะ
ตั้งแต่ยุคอดีต เอ่อยุคก่อนพลเอกเปรมอีก
ยุคเปรม ยุค เอ่อสุรยุทธ์อะไรต่างๆมามีความสัมพันธ์อันดีกับพวก
เอ่อชนชาติต่างๆในในชายแดนพม่านะ
มันผูกพันกันมายาวนะ มันมีแบบโอเคมันจะเล่น
เล่นการเมืองชายแดน
อ่า มันเป็นการเล่นการเมืองชายแดน มันเล่นหลายหน้า มันเล่นหลายหน้าเป็น
มันเล่นหลายหน้ากันมาตลอดอ่ะ
ใช่มั้ย
แต่ตอนเนี้ยถ้าฟังงี้คือมันถ้ามันขาดหายไปหมดแล้วอ่ะ
ครับ
แล้วมันจะทำยังไง
พรรคภูมิใจไทยไม่มี ถ้าเราจำได้คนที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลใหม่ๆ ประเด็นแรกที่คือคุณทักษิณเล่นเลยใช่มั้ยก็เชิญตอนวันสงกรานต์ นึกว่าช่วงเนี้ยแกเชิญพวกกลุ่มชาติพันธุ์มาคุยที่บ้านจันทร์สองล่าใช่ไหม คุยกัน 2 รอบ 3 รอบเนี่ยเพื่อที่จะสร้างสันติภาพในพม่าแก่งสมีความทะเยอทะยานขนาดนั้นนะ กะว่าได้โนเบลเลยอ่ะ [เสียงหัวเราะ] พรรคพรรคพรรคภูมิใจไทยไม่ มีคนสนใจปัญหานี้มีชื่อเนวินก็จริงอยู่ แต่ไม่เคยสนใจเรื่องพม่า [เสียงหัวเราะ] ครับ [เพลง]