Transcription
[เพลง] รากฐานของซารมีต้นกำเนิดมาจากกลุ่มต่อต้านใต้ดินของชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ปาเลสไตน์และแถบพื้นที่อาณาจักรออตโตมัน ซึ่งก่อนจะเข้าถึงปลายศตวรรษที่ 19 ชาวยิวยังเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ของชาวอาหรับ
แต่เมื่อเวลาเข้าสู่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ชาว ยิวในทวีปยุโรปก็เริ่มมองหาแผ่นดินที่จะลงหลักปักฐาน จนตัดสินใจอพยพไปยังแผ่นดินที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นดินแดนของกษัตริย์โซโลมอนผู้ยิ่งใหญ่นั่นคืออิสราเอล
แต่ว่าช่วงเวลานั้นแผ่นดินนี้ก็อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมัน และเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศอังกฤษก็สามารถเอาชนะอาณาจักรออตโตมันแล้วก็ให้คำมั่นสัญญาว่าจะมอบแผ่นดินนี้ที่เป็นของชาวอาหรับให้เป็นรัฐยิวซึ่งก็คือปาเลสไตน์
แน่นอนว่าสิ่งนี้ทำให้ชาวปาเลสไตน์และชาวอาหรับที่อยู่ในพื้นที่แถบนั้นไม่พอใจ จนนำไปสู่การต่อสู้และได้เกิดองค์กรลับใต้ดินของทั้ง 2 ฝ่าย
แต่ด้วยความที่ประชากรชาวยิวที่อยู่ในปาเลสไตน์มีน้อยมากๆ พวกเขาจึงตัดสินใจสร้างกองทัพใต้ดินและหน่วยข่าวกรองให้มากขึ้น สิ่งนี้จึงนำไปสู่กลุ่มใต้ดินที่มีชื่อว่ากลุ่มเอร์ก กลุ่มเล็กขิ และกลุ่มฮาน่า โดยเฉพาะกลุ่มหลังที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ 1920 ภายใต้ประธานสภาชาวยินามว่า เดวิด เนกูน
ซึ่งกลุ่มใต้ดินกลุ่มนี้จะมีบทบาทสำคัญในการส่งมอบอาวุธและลักลอบพาชาว ยิวจากยุโรปเข้าไปยังปาเลสไตน์เพื่อเพิ่มจำนวนประชากรชาวยิว โดยเฉพาะในปี ค.ศ 1934 ชาวยิวยุโรปก็หลั่งไหลเข้ามาแผ่นดินปาเลสไตน์จนจำนวนประชากรชาวยิวมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ขณะเดียวกันความขัดแย้งของชาวปาเลสไตน์กับกลุ่มฮากาก็เริ่มทวีความรุนแรง และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ใกล้เข้ามา ชาวยิวที่อยู่ในยุโรปต้องการอพยพไปยังประเทศอังกฤษ แต่ทว่ารัฐบาลอังกฤษปฏิเสธพวกเขา
เอาล่ะครับ เมื่อแผ่นดินปาเลสไตน์มีประชากรชาวยิวมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้ก็นำไปสู่ความขัดแย้งภายในที่ตามมา ส่วนประเทศอังกฤษก็ไม่อาจทำอะไรได้ จนสุดท้ายในปี ค.ศ 1947 ที่ประชุมใหญ่ของสหประชาชาติได้ลงมติก่อให้เกิดรัดยิ้วขึ้นมาอย่างเป็นทางการ และจะก่อตัวเป็นประเทศอิสราเอล โดยประชากร 1 ใน 3 ของแผ่นดินปาเลสไตน์ ณ ช่วงเวลานั้นเป็นชาวยิว
แต่ขณะเดียวกันผลกระทบจากการประกาศของสหประชาชาติก็ทำให้ชาวปาเลสไตน์และชาวอาหรับข้างเคียงไม่พอใจ พวกเขารู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมต่อปาเลสไตน์ จึงสนับสนุนให้ชาวปาเลสไตน์ทำการต่อสู้กับอิสราเอล จนเกิดเป็นองค์กรใต้ดิน
จากนั้นวันที่ 14 พฤษภาคมปี 1948 ประธานสภาชาวยูที่ชื่อว่า เดวิด เบนกูเรียน ก็ประกาศการเกิดขึ้นของรัฐอิสราเอลอย่างเป็นทางการ ส่วนรัฐอาหรับทั้ง 6 ประเทศก็ประกาศสงครามกับอิสราเอลในทันที และจุดนี้ก็ทำให้อิสราเอลได้ก่อตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาที่มีชื่อว่า ard และคุณกำลังอยู่กับสารคดีกำเนิด ard โดย The Watcher นั่นเอง
[เพลง] ครับ mard มีหน้าที่รับผิดชอบในการรวบรวมข่าวกรอง ปฏิบัติการลับ และการต่อต้านการก่อการร้าย โดยมุ่งเน้นไปที่ประเทศอาหรับและองค์กรต่างๆทั่วโลกที่อาจเป็นภัยต่อประเทศอิสราเอล
ขณะเดียวกันสายลับมอายังมีบทบาทอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่เคยเป็นคอมมิวนิสต์ ว่ากันว่าสายลับมสารมีส่วนสำคัญที่ทำให้อิสราเอลยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้
ย้อนกลับไปเมื่อเกิดประเทศอิสราเอล ชาว ยิวได้สร้างองค์กรลับขึ้นมาเพื่อรวบรวมข่าวกรองและป้องกันกลุ่มประเทศอาหรับที่พวกเขาเรียกว่าเป็นศัตรูต่อชาวยิว โดยจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มที่คอยจับตามองหรือเฝ้าระวังประเทศที่เป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล
การเกิดขึ้นของอิสราเอลจะเข้ามาทำหน้าที่เป็นเหมือนตำรวจโลกของชาวยิว ฉะนั้นเมื่อเกิดเหตุร้ายกับชาวยิวในประเทศต่างๆ อิสราเอลจะส่งมอสสาดไปให้ความช่วยเหลือ ที่อยู่ภายใต้ 4 พันธกิจหลัก ประกอบไปด้วย
1. นำผู้ที่ทำร้ายชาวยิวมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
2. ต่อต้านภัยคุกคามทางการทหารต่อประเทศอิสราเอล
3. ตอบโต้การกระทำของผู้ก่อการร้ายที่กระทำต่อชาวยิว
4. ช่วยเหลือและอพยพชาวยิวมายังดีดานอิสราเอล
และเมื่อมอสสาสตร์เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ พวกเขาแบ่งหน่วยงานออกเป็น 6 แผนก โดยข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผยจากบทความที่มีชื่อว่า Inside isra Secret Organization ได้อธิบายไว้ว่า ทั้ง 6 แผนกของวัศ3สจะทำหน้าที่แตกต่างกัน และจะแบ่งรูปแบบการทำงานคล้ายกับ cia
โดยเริ่มจากแผนกรวบรวมข่าวสาร เป็นแผนกที่รับผิดชอบการปฏิบัติการการจารกรรมในต่างประเทศ ซึ่งสายลัพธ์ที่ทำหน้าที่จารกรรมข้อมูลจะถูกเรียกว่า somet
2. แผนกปฏิบัติการทางการเมืองและการประสานงาน ดำเนินการเฝ้าระวังกิจกรรมทางการเมืองและการประสานงานกับหน่วยข่าวกรองต่างประเทศที่เป็นพันธมิตรกับอิสราเอล ซึ่งก็คือ cia
3. แผนกปฏิบัติการพิเศษ กองปฏิบัติการพิเศษ หรือที่รู้จักกันในชื่อ mada เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่พิเศษ นั่นก็คือการลอบสังหาร การก่อวินาศกรรม และภารกิจกึ่งทหาร ขณะเดียวกันคนจากหน่วยงานนี้จะถูกเรียกว่าซีซา ซึ่งเป็นกลุ่มนักฆ่าชั้นยอดที่ถูกฝึกมาทำภารกิจรอบสังหารโดยเฉพาะ
4. แผนกสงครามจิตวิทยา มีหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติการการสงครามามจิตวิทยาและการโฆษณาชวนเชื่อ
5. แผนกวิจัย แผนกนี้มีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจสอบข่าวกรอง รวมถึงรายงานสถานการณ์ถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นต่ออิสราเอล แน่นอนว่าเมื่อต้องทำงานกับข้อมูลและการพิสูจน์ข่าวกรอง พวกเขาจึงมีบุคลากรจำนวนมากที่คอยจับตามองแต่ละประเทศ
6. แผนกเทคโนโลยี ฝ่ายเทคโนโลยีมีหน้าที่รับผิดชอบในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อรองรับการดำเนินงานของ ard ซึ่งผลงานเด่นๆของหน่วยงานนี้คือการผลิตก้องไรก้ารุ่นพิเศษที่ใช้ในการถ่ายภาพและเทคโนโลยีในการตรวจสอบอาชญากรรวมถึงอุปกรณ์ในการสังหารเป้าหมายและการดักฟังโทรศัพท์
หลังจากประเทศอิสราเอลก่อกำเนิด หน่วยงานลับของอิสราเอลก็มุ่งเป้าหมายไปที่อดีตนักวิทยาศาสตร์นาซีที่หนีรอดจากอเมริกาและสหภาพโซเวียต โดยหน่วยงานลับอิสราเอลได้ทราบข่าวมาว่าในช่วงปี 1949 อดีตนักวิทยาศาสตร์นาซีได้หนีไปยังอียิปต์ พอเขาพอได้รับความช่วยเหลือจากกาเมล อับเดล นัสเซอร์ ประธานาธิบดีของอียิปต์ในช่วงเวลานั้น เพื่อให้อดีตนักวิทยาศาสตร์นาซีมาสร้างจรวดหรืออาวุธให้กับรัฐบาลอียิปต์
และเมื่อสายลับอิสราเอลได้ทราบข่าว พวกเขาก็เดินทางไปอียิปต์เพื่อจัดการนักวิทยาศาสตร์นาซี และพวกเขา ยังได้ทราบข่าวอีกว่าประเทศอียิปต์อาจจะมีการขายอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธอื่นๆให้กับประเทศที่เป็นภัยต่ออิสราเอล นั่นก็คือประเทศอิรักและ
[เพลง] อีหร่าน
หลังก่อตั้งมศาขึ้นอย่างเป็นทางการ พวกเขาก็เล่นงานสหภาพโซเวียตด้วยการแฉคำสุนทรพจน์ของคชอ ซึ่งคุณผู้ชมอาจคิดว่าภารกิจการแฉศูนยทพจของคชออาจจะดูไม่สำคัญ แต่ทว่าความจริงแล้วมันกลับสร้างผลกระทบต่อองค์กรคอมมิวนิสต์ทั่วโลก
โดยจุดเริ่มต้นของการแฉมันเกิดขึ้นจากการที่ nikita คชอ ผู้นำของสหภาพโซเวียตในยุคนั้น ได้เรียกประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตครั้งที่ 20 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ปี ค.ศ 1956 และในที่ประชุมครั้งนี้ nikita ุสชอ ได้วิพากษ์วิจารณ์ระบอบการปกครองของโจเซฟสตาลิน อดีตผู้นำของสหภาพโซเวียต
ซึ่งในศูนย์รพจของคชอ ได้เปิดเผยพินัยกรรมของเลนินที่ถูกโจเซฟสตาลินปกปิดมาโดยตลอด โดยเนื้อหาในพินัยกรรมนั้นลาดิเลนิน ได้เขียนเตือนว่า โซฟสินมีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจในทางที่ผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุการณ์ที่เรียกกันว่ามและการกวาดล้างของโซฟสินในช่วงปีสุดท้ายของทศวรรษปี 1930
ครุสชอฟ ได้ออกมานามถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และเขายังบอกอีกว่า คอมมิวนิสต์ที่บริสุทธิ์แบบออสกี้ ได้ถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ และถูกลงโทษอย่างไม่ยุติธรรมโดยโจเซฟสตาลิน และนิกิต้าครุสชอฟ ได้วิพากษ์วิจารณ์สตาลินที่ล้มเหลวในการป้องกันการลุกลานของเยอรมันในช่วงเวลาของสงครามโลกครั้งที่ 2
ซึ่งศูนทพจเหล่านี้เกิดขึ้นในที่ประชุม มันเป็นสถานที่ปิดที่กชอ ได้กล่าวกับผู้นำระดับสูงของสหภาพโซเวียต แน่นอนว่าเมื่อเป็นที่ปิดศุนยทพจ เหล่านี้จะไม่มีทางเล็ดรอดออกมา เว้นก็แต่ใครบางคนจะเข้าไปจารกรรม และใครคนนั้นก็คือายลับของมา
โดยจุดเริ่มต้นในการจารกรรมศูนย์ทรพมาจากชายที่ชื่อว่าชินบ เป็นสายลัพธคนหนึ่งของมสาร ที่ได้รับเอกสารนี้จากนักข่าวชาวยิวสัญชาติโปแลนด์คนหนึ่ง ที่ได้ไปแอบขโมยเอกสารสุนทรพจน์ของ nikita ครุสชอฟมาให้สายลับมสาร จากนั้นสายลับมสารคนนี้ก็ส่งต่อเอกสารนั้นไปให้นักข่าวอเมริกา จนถูกนำไปเปิดเผยผ่าน new york Times
และเมื่อคำพูดเหล่านั้นได้ถูกเปิดเผย มันก็สร้างความแตกแยกในหมู่ผู้นิยมคอมมิวนิสต์ เพราะการใช้ความหวาดกลัวของโจเซฟสตาลินในการปกครองและการปราบปราม สร้างความสับสนต่อพลเมืองโซเวียตจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้คนในบ้านเกิดของโจเซฟสตาลิน อย่างประเทศจอร์เจียก็นำไปสู่การประท้วง และเกิดการจราจนหลายวัน แต่สุดท้ายก็สิ้นสุดลงด้วยการปราบปรามของกองทัพโซเวียต
ในวันที่ 9 มีนาคมปี 1956 ส่วนในโลกตะวันตก สุนทรพจน์นี้ก็สร้างหายนะทางการเมืองให้กับพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เพียงประเทศเดียวก็สูญเสียสมาชิกไปมากกว่า 30,000 คนภายในไม่กี่สัปดาห์หลังจาก new york Times ได้ทำการตีพิมพ์ และกล่าวกันว่าศุนรพจดังกล่าวยังเป็นสาเหตุสำคัญของความแตกแยกระหว่างจีนและสหภาพโซเวียต เรียกได้ว่าการแฉครั้งนี้ของซารก็ได้บั่นทอนหรือลดกระแสความนิยมคอมมิวนิสต์ในประเทศต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก
หลังเกิดประเทศอิสราเอล หน่วยสืบราชการลับของอิสราเอลก็ได้ส่งชาย 4 คนที่เป็นชาว ยิวไปทำภารกิจสายลับใน 4 ประเทศ ประกอบไปด้วย เลบานอน ซีเรีย จอร์แดน และอียิปต์ ชายทั้ง 4 คนนี้จะอุทิศเวลาของชีวิตเพื่อประเทศของตัวเอง ด้วยการแฝงตัวไปเรียนภาษาและวัฒนธรรมของชนชาติเหล่านั้นที่พวกเขาต้องแทรกซึมเข้าไป โดยเป้าหมายสูงสุดของชายทั้ง 4 ก็เพื่อเข้าสู่วงในของรัฐบาลในประเทศนั้นๆ ที่พวกเขากำลังจะเข้าไป
รัฐบาลอิสราเอลเรียกคนกลุ่มนี้ในภาษาฮิบรูว่า มิสต์อวม ถ้าผมกล่าวชื่อผิดต้องขออภัยด้วยนะครับ ซึ่งชายทั้ง 4 คนนี้ได้แฝงตัวไปยังประเทศต่างๆ ตั้งแต่ทศวรรษปี 1950 จนกระทั่งในช่วงปี ค.ศ 1960
มอสสาดจะส่งสายรับชาวยิวคนหนึ่งไปแฝงตัวอยู่ในประเทศซีเรีย ซึ่งเรื่องราวของชายคนนี้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะสายลับ 2 หน้าของมสารที่มีชื่อว่า เอลี่ โคเฮน เขาแฝงตัวเนียนถึงขนาดที่ว่าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของซีเรีย
เขาสามารถเข้าสู่วงในระดับสูงของรัฐบาลซีเรียได้อย่างไร เรามาทำความรู้จักเขากันครับ
เฮี่ โคเฮน เกิดในปี ค.ศ 1924 ที่เมืองอเล็กซานเดรีย ณ ประเทศอียิปต์ ก็เป็นบุตรชายของพ่อแม่ชาวยิวในซีเรีย และความสามารถของเขาคือการพูดได้ทั้งภาษาอาหรับ อังกฤษ และฝรั่งเศส
และเมื่อโตขึ้น เขาก็สมัครเข้าหน่วย ard ชายคนนี้มีความแตกต่างจากผู้สมัครคนอื่นๆ จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสายลับ ard ในปีค.ศ 1960 ซึ่งภารกิจของเขาคือการเป็นสายลับในซีเรีย
และแผนแรกของภารกิจคือการถูกส่งตัวไปยังโนสไส ณ ประเทศอาร์เจนตินาในปีค.ศ 1961 ซึ่งเขาต้องสวมบทบาทเป็นนักธุรกิจชาวซีเรียที่ทำงานในต่างประเทศ ได้ใช้น้ำแฝงว่าคามาอินทาท และี่โคเฮน ก็สวนบทบาทเป็นนักธุรกิจได้ดี จนสร้างคนกกับชาวซีเรียระดับสูงที่อยู่ในอาร์เจนตินา จนสุดท้ายเขาก็ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าหน้าที่อาวุโสที่ทำงานอยู่ในสถานทูตซีเรียที่ประเทศอาร์เจนตินา
เอี่โคเฮน ที่ปลอมเป็นนักธุรกิจก็กล่าวกับเพื่อนชาวซีเรียไว้ว่า เขาปรารถนาที่จะกลับไปยังซีเรียซึ่งเป็นบ้านเกิดของตัวปลอม จากนั้นเขาย้ายไปดามาสกัสในปีค.ศ 1962 จนสามารถเข้าถึงวงในของซีเรีย และในไม่ช้าเขาก็เริ่มส่งข้อมูลเกี่ยวกับแผนทางการทหารของซีเรียกลับไปยังอิสราเอล
และเมื่อเข้าสู่ปีค.ศ 1963 อินอัฮาฟก็ได้ก่อการรัฐประหารประเทศซีเรีย ซึ่งการรัฐประหารในครั้งนี้ก็ทำให้โชคเข้าข้างเอลี่โคเฮน เพราะอินผู้นำรัฐประหารมีความสนิทสนมกับโคเฮนในตอนที่พวกเขาอยู่ที่อาร์เจนติน่า
และเมื่อประเทศซีเรียมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการรัฐประหาร ก็มีการบอกกันว่าเอลี่โคเฮนได้รับการพิจารณาเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหมของประเทศซีเรีย เมื่อเขาได้รับความไว้ใจอย่างมาก เขาก็เดินทางไปเยี่ยมชมป้อมปราการของของซีเรีย ณ ที่ลาภสูงโกลัน เขาเก็บข้อมูลทุกอย่างของสถานที่แห่งนี้ ตั้งแต่ตำแหน่งที่ตั้ง จุดแข็ง จุดอ่อน และเขาไม่ลืมที่จะสร้างสัญลักษณ์เอาไว้นั่นคือการปลูกต้นไม้ สิ่งนี้จะมีประโยชน์ต่ออิสราเอลถ้าหากวันหนึ่งทั้ง 2 ประเทศต้องทำสงคราม
แต่ก็เหมือนที่สุภาษิตไทยเคยบอกไว้ว่า 4 ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง และโคเฮนก็พลาดเช่นกัน ซึ่งจุดเริ่มต้นมาจากความประมาทในการส่งข้อมูล เพราะโคเฮนเพิกเฉยต่อคำเตือนของผู้นำมอสสาดไม่ให้ส่งวิทยุกลับมาที่ฐานบ่อยเกินไป หรือห้ามส่งข้อความในเวลาเดิม
และสุดท้ายเขาก็ถูกจับได้ในปีค.ศ 1965 หน่วยต่อต้านข่าวกรองของซีเรียได้จับสัญญาณวิทยุของเขา และจับกุมเขาได้ เขาถูกสอบปากคำทรมาน และถูกตัดสินว่ามีความผิด ซึ่งโทษของเขาก็คือการถูกแขวนคอต่อหน้าสาธารณชนในจตุรัสดามาสกัสในเดือนพฤษภาคมปีค.ศ 1965
แต่ถึงอย่างนั้น การส่งข้อมูลของโคเฮในตลอดหลายปีที่ผ่านมาจากปีค.ศ 1961 ไปจนถึงปีค.ศ 1965 ก็กลายเป็นที่ประจักษ์ต่อกองทัพอิสราเอล นั่นคือสงคราม 6 วันในปีค.ศ 1967 ซึ่งเชื่อกันว่าข้อมูลที่โคเฮนส่งให้อิสราเอลมีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จในการเอาชนะสงคราม โดยเฉพาะการโจมตีป้อมที่ลาบสูงโกลัน
และอีกหนึ่งเหตุการณ์ของสายลับ ard ที่ได้รับการเปิดเผยคือเรื่องราวของ วฟ กลอ ที่แฝงตัวเข้าไปในไคโล ประเทศอียิปต์ และเริ่มตีสนิทกับทหารและตำรวจระดับสูงของอียิปต์ จนสามารถได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดตั้งขีพาวุธและนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันที่ทำงานในโครงการจรวดของอียิปต์ตั้งแต่ปีค.ศ 1963 จนสุดท้ายศาลับมสารก็สามารถจับกุมนักวิทยาศาสตร์นาซีได้หลายคน และกองทัพอิสราเอลสามารถยึดเรือขีปนาวุธ 8 ลำที่กองทัพอียิปต์กำลังก่อสร้าง แต่ทว่าสุดท้ายก็ถูกประธานาธิบดีชาวเดโกของฝรั่งเศสสั่งห้ามทำลายในปีค.ศ 1968
ก็อย่างที่ผมได้กล่าวไป เป้าหมายของมสาคือการนำตัวอาชญากรนาซีที่กระทำผิดมาลงโทษ และหนึ่งในอดีตทหารนาระดับสูงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวก็คือชายที่ชื่อว่า Adolf ไมัน ชายคนนี้เป็นหัวเลี่ยวหัวแรงสำคัญในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว
และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง เขาก็เลือกที่จะหนีไป โดยได้รับความช่วยเหลือจากบาทหลวงคาทอลิกที่มีความนิยมในนาซี ด้วยการพาชายคนนี้ไปยังโนสไส ณ ประเทศอาร์เจนตินาในปีค.ศ 1950 Adolf ไมันก็มีตัวตนใหม่ในชื่อ อิสราคีน เขาเป็นคนงานธรรมดาก่อนที่ครอบครัวของเขาจะย้ายมาสมทบที่อาร์เจนติน่า เขาใช้ชีวิตใหม่ในสถานที่ที่เงียบสงบร่วมกับชุมชนชาวเยอรมันในโนส ises
แต่ก็เหมือนที่มีคนเคยกล่าวไว้ว่าความลับไม่มีในโลก และตัวตนของเขาก็จะถูกเปิดเผยในไม่ช้า และความน่าตลกของเรื่องนี้มันอยู่ตรงที่คนที่เปิดเผยตัวตนของ Adolf ไมันไม่ได้มาจากผู้อื่น แต่มันมาจากตัวเขาเอง เพราะเขามีการติดต่อกับอดีตนาซีที่รอดชีวิตแล้วเขา ก็พลาดเพราะเขานั่งลงให้สัมภาษณ์กับนักข่าวที่สนับสนุนนาซี ซึ่งในคำสัมภาษณ์นั้นเขาบ่นไว้ว่าเขาทำผิดไปที่ไม่ได้สังหารชาวยิวในยุโรปให้หมดไป
และบทสัมภาษณ์นี้ก็ไปถึงอเมริกา ก่อนที่อเมริกาจะแจ้งให้กับมสา เพราะอเมริกาไม่สนใจในตัว Adolf ไมัน ภารกิจนี้จึงถูกส่งต่อไปยังอิสราเอล แต่ทว่าพวกเขาต้องยืนยันว่าข่าวนี้ถูกต้อง กระทั่งโชคก็เข้าข้างพวกเขา เมื่อชาวยูาบอดคนหนึ่งที่มีชื่อว่า โรท่า เฮอร์มาน ที่ได้หลบหนีไปยังอาร์เจนติน่าหลังออกมาจากค่ายดาคา เขาย้ายไปอยู่อจิกับครอบครัว กระทั่งวันหนึ่งลูกสาวของเขาก็ได้ไปคบหากับลูกชายของ adol ไมัน และเฮอร์มานก็ได้สอบถามข้อมูลพื้นหลังของลูกชาย Adolf ไมันที่กำลังคบหากับลูกสาวของเขา และนั่นเองก็ทำให้โรท่าเมาชายตาบอดคนนี้มั่นใจในข้อมูลว่าเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นลูกชายของออฟไมันจริงๆ
เฮมาจึงส่งข่าวไปยังอิสราเอล จากนั้นซารก็เริ่มวางแผนการจับกุม นี่จะเป็นภารกิจที่เสี่ยงและยังอันตรายต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล
มสาตั้งทีมพิเศษขึ้นมาเพื่อทำภารกิจนี้ ซึ่งสายลับในทีมส่วนใหญ่เคยเห็นหรือมีประสบการณ์กับ Adolf ไมันมาก่อน จึงทำให้พวกเขาสามารถยืนยันตัวตนได้ แต่แต่ว่าความยากของภารกิจนี้ไม่ใช่แค่การจับกุมเท่านั้น เพราะการจับกุมหรือการสังหารนั้นง่าย แต่การต้องพาเขากลับไปยังอิสราเอลนี่สิที่ยาก
ทีม่า 11 นายได้เดินทางไปอาร์เจนติน่าในฐานะนักท่องเที่ยว หรือนักธุรกิจ พวกเขาสร้างอุปกรณ์พิเศษขึ้นมามากมาย ตั้งแต่กล้องถ่ายภาพ leica ที่มีความละเอียดสูง และยังมีการซ่อนอุปกรณ์พิเศษไว้ในนั้น โดยเฉพาะเข็มฉีดยา ระงับประสาทที่ถูกดัดแปลงมาพิเศษโดยคุณหมอที่มีชื่อว่าโยน่า เอเลียน นักวิสัญญีแพทย์ชาวอิสราเอลและผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ชายคนนี้เคยเผชิญหน้ากับ adol ไมันมาก่อนในสมัยที่เขายังอยู่ในค่ายกักกัน
เมื่อทุกคนไปถึง OS ไส พวกเขาก็สะกดรอยตามและสอส่องกิจวัตร เมื่อเบื้องบนกำหนดวันจับกุม ทีม ard ก็วางแผนจะจับกุม Adolf ไมันในช่วงหลังเลิกงาน ขณะที่เขาลงจากรถบัสในวันที่ 11 พฤษภาคมปี ค.ศ 1960
และเมื่อเป้าหมายลงจากรถบัส สายลับที่มีชื่อว่า kin และคนอื่นๆ ก็เข้าจู่โจมจับกุมในทันที จากนั้นก็พาเขาไปยังเซฟเฮ้าที่สาลับมสารเตรียมเอาไว้ พวกเขาสอบปากคำเป็นเวลาหลายวัน ก่อนที่ดอฟจะถูกวางยาและพาไปขึ้นเครื่องบินกลับไปยังอิสราเอล
แต่นี่คือขั้นตอนสุดท้ายที่ยาก เพราะพวกเขาต้องไม่ทำให้เจ้าหน้าที่สนามบินชาวอาร์เจนติน่าสงสัยเด็ดขาด โดยแผนการของ ard ในการพากลับไปก็คือพวกเขาจะวางยาเป้าหมาย และจับออฟแต่งกายในชุดสายการบินแอันอิสราเอลแอล และเมื่อผ่านด่านตรวจสายลับมสารก็จะโกหกเจ้าหน้าที่สนามบินไว้ว่าชายคนนี้เป็นลูกเรือของสายการบิน และมีอาการป่วยจึงทานยาเข้าไปทำให้เขามีอาการสลึมสลือ
แต่ทว่ามสารจะไม่ประมาท เขาจะให้คุณหมอโยน่าเข้ามายืนยันถึงอาการป่วยของ Adolf เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้มากที่สุด แต่ก็มีเรื่องให้ลุ้นกันเล่น ๆนะครับ เมื่อหัวหน้ามสาที่มีชื่อว่าออร์ล ก็ตกใจเพราะในบัตรประจำตัวของปลอมอ้างว่าเขาเป็นวิศวกรการบิน แต่จุดที่ผิดพลาดก็คือบัตรประจำตัวปลอมของเขาเขียนว่าเาเกิดในปีค.ศ 1910 ในเมืองที่ยังไม่ได้ก่อตั้งในช่วงเวลานั้น เพราะเมืองในบัถูกก่อตั้งคือในปีค.ศ 1925
แต่โชคยังเข้าข้างพวกเขา เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรอาร์เจนติน่าไม่ได้เอะใจ สุดท้าย ard ก็เดินทางไปถึงอิสราเอลในวันที่ 23 พฤษภาคมปี ค.ศ 1960 นายกรัฐมนตรีอิสราเอลก็ประกาศให้โลกรู้ว่า Adolf ไมันอยู่ในคุกอิสราเอล
และหลังจากพิจารณาคดีมาอย่างยาวนานกว่า 8 เดือน และมีเหยื่อให้การเป็นพยมากกว่า 100 ราย AD ไมันก็ถูกตัดสินว่ามีความผิดใน 15 ข้อหารวมทั้งการเป็นอาชญากรสงคราม เขถูกแขวนคอในปีค.ศ 1962 แต่การกระทำที่อุกอาจของอิสราเอลก็ถูกประเทศอาร์เจนติน่าประท้วง และสหประชาชาติก็แจ้งว่าหากพวกเขา ยังทำอีกครั้งสันติภาพระหว่างประเทศจะจบลงในทัน
[เพลง] ที
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมปี ค.ศ 2020 Twitter ของกองครับอากาศอิสราเอล หรือที่เรียกกันว่า iA ได้โพสต์ภาพของนักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ที่รับบทเป็น 007 นามว่า John คลี่ ที่ถ่ายคู่กับทหารระดับสูงของกองทัพอากาศอิสราเอลในปีค.ศ 1966 โดยมีฉากหลังเป็นเครื่องบินในประวัติศาสตร์นามว่า M 21
และภาพถ่ายใบนี้ที่น่าสนใจก็เพราะ เครื่องบิน jeet M 21 มาจากภารกิจของซา ที่มีชื่อว่าปฏิบัติการ Diamond ในปีค.ศ 1963
ในช่วงทศวรรษปี 1960 บริบทของอิสราเอลในช่วงเวลานั้นกำลังจะเกิดสงครามกับชาติอาหรับ พวกเขาจึงเริ่มปฏิบัติการเพื่อซื้อเครื่องบินขับไล่ที่ทันสมัยที่สุดของสหภาพโซเวียต ณ ช่วงเวลานั้น
แต่ก่อนที่อิสราเอลจะประสบความสำเร็จในการซื้อ Mix 21 หน่วยงาน ard ก็ประสบความล้มเหลวมาแล้ว 2 ครั้ง
โดยความพยายามครั้งแรกเกิดขึ้นในประเทศอียิปต์ เมื่อชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า อาดิพันนา นักบินของกองทัพอากาศอียิปต์ ตัดสินใจจะแปรพัก เพราะเขาได้รับเงินมหาศาลจากหน่วยงานของมสาที่มีชื่อว่า ชองโทมัส เพื่อให้นักบินที่มีชื่อว่าฮันนา แอบขับิ 21 ไปลงจอดที่อิสราเอล แต่สุดท้ายมันก็ล้มเหลว
อย่างไรก็ตาม นักบินและสารับมสาก็ถูกรายงานต่อทางการอียิปต์ และนักบินอียิปต์คนนั้นก็ถูกแขวนคอพร้อมกับพ่อของเขา ส่วนผู้เกี่ยวข้องคนอื่นๆ ก็ถูกตัดสินจำคุก
ส่วนความพยายามครั้งที่ 2 เกิดขึ้น เมื่อมอสสาดได้ทำการติดต่อกับนักบินชาวอียิปต์อีกคนที่มีชื่อว่า มูฮัมหมัด อับบาส โดยมีข้อตกลงที่ว่าโมฮัมหมัดจะแปรพักด้วยการขโมยเครื่องบินเจ็ทรุ่นใหม่ไปส่งให้อิสราเอล ซึ่งเหตุผลสำคัญที่โมฮัมหมัดตัดสินใจแปรพักพก็มาจากการทะเลาะกับผู้บังคับบัญชา
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่มอาจะประสบความสำเร็จ มูฮัมหมัด อับบาส ก็ถูกลอบสังหารในอเมริกาใต้
แต่ทว่าในที่สุดมอสสาดก็พบกับโชค เพราะในปีค.ศ 1964 เมื่อชายชาวอิรักที่ใช้ชื่อรหัสว่า ยูซุฟ ได้ติดต่อกับทางการอิสราเอลเพื่อขอคำแนะนำในการแปรพร ได้ะแจ้งต่อกองทัพอากาศอิสราเอลเกี่ยวกับนักบินกองทัพอากาศของอิรัก และขณะเดียวกัน นักบินชาวอิรักนามว่า มูนีเรด ฟ้า ซึ่งมีรายงานว่าเขาไม่พอใจต่อผู้บังคับบัญชา เพราะภูมิหลังของเขาที่นับถือศาสนาคริสต์จึงทำให้เขาไม่สามารถเลื่อนตำแหน่งได้
โดยเว็บไซต์จาก War history Online ได้บอกไว้ว่า มูฟายังรู้สึกไม่พอใจเมื่อเขาถูกส่งให้ไปทำภารกิจด้วยการทิ้งระเบิดใส่ชาวเคิส ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธ์ชายขอบที่อยู่ ในประเทศอิรัก
เมื่อหน่วยงาน ard ได้ยินเรื่องราวของเรฟาจากสายลับที่ชื่อยูซุฟ สายลับ ard จึงส่งเจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งเดินทางไปหาเรฟา เจ้านั้นก็ตีสนิทเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาว และเมื่อสายลับผู้หญิงคนนั้นสามารถตีสนิทนักบินหนุ่มคนนี้ได้ ก็บอกความจริงกับเขาให้เข้าไปพบกับคณะผู้แทนระดับสูงของอิสราเอล
โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ The dive ได้บอกไว้ว่า นักบินที่ชื่อ ูนเรฟาตัดสินใจแปรพัก และเขาก็ได้รับเงินสดและได้รับสัญชาติอิสราเอล แต่เรฟาก็มีข้อแลกเปลี่ยน เขาขอให้มสารเข้าไปช่วยเหลือครอบครัวของเขาให้ ออกมาจากอิรักได้อย่างปลอดภัยก่อนที่เขาจะทำภารกิจใดๆให้กับ ard
จากนั้นในวันที่ 16 สิงหาคมปี ค.ศ 1966 นักบินหนุ่มคนนี้ในการลักลอบนำเครื่องบินที่มีชื่อว่า M 21 มายังน่านฟ้าอิสราเอล ถึงแม้ว่าเขาจะถูกไล่ล่าจากเครื่องบินขับไล่ Hacker Hunter ของกองทัพอากาศจอร์แดน และเมื่อเขาเข้าสู่น่านฟ้าของอิสราเอล นักบินหนุ่มคนนี้ก็ได้รับการคุ้มกันโดยกองทัพอากาศอิสราเอล
ภารกิจนี้ทำให้กองทัพอากาศอิสราเอลได้ครอบครองเครื่องบินเจทิ 21 ภารกิจนี้นับเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของมสาร เพราะในขณะเดียวกัน การได้เรฟามาเป็นชาวอิสราเอลก็ทำให้พวกเขาได้ข้อมูลสำสำคัญที่จะทำให้พวกเขาเอาชนะในสงคราม 6 วัน รวมถึงข้อมูลจากเอี่โคเฮน
และในขณะเดียวกัน ard ยังให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏชาวเคิสในอิรักเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลอิรัก และหลังจากนี้บทบาทสำคัญของ ard จะมุ่งเป้าไปยังปาสตล โดยเฉพาะปัญหาในเขตต West B และฉนวนกาซ่าในช่วงทศวรรษปี
[เพลง] 1970
เวลา 4:30 น รุ่งเช้าของวันที่ 5 กันยายนในปีค.ศ 1972 เมื่อกลุ่มติดอาวุธชาวปาเลสไต 8 คนได้ร่วมมือกับกลุ่มติดอาวุธที่มีชื่อว่า Black September พวกเขาเป็นขบวนการการปลดปล่อยปาเลสไตน์
โดยเหตุการณ์ในวันที่ 5 กันยายน กลุ่มติดอาวุธชาวปาเลสไตน์ได้แอบเข้าไปยังหมู่บ้านนักกีฬาโอลิมปิกในมิวนิค ณ ประเทศเยอรมัน จากนั้นก็บุกเข้าห้องพักนักกีฬาของชาวอิสราเอล ส่งผลให้นักกีฬาอิสราเอล 11 คนถูกจับเป็นตัวประกัน
แต่ในระหว่างที่กลุ่มปาเลสไตน์ได้บุกเข้าไปในห้องพัก ก็มีการต่อสู้จนทำให้นักกีฬาอิสราเอลเสียชีวิต เหตุผลสำคัญที่พวกเขาทำแบบนี้ก็เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ที่ถูกคุมขังในอิสราเอลจำนวน 234 คน แต่อิสราเอลก็ยืนยันว่าจะไม่มีการต่อรองใดๆกับผู้ก่อการร้าย นั่นจึงทำให้เขาปฏิเสธ
ส่งผลให้กลุ่มผู้ก่อเหตุได้ทำการเจรจาเพื่อขอเครื่องบิน จึงได้พาพวกเขาไปยังอียิปต์ แต่ทันใดนั้นกลุ่มผู้ก่อเหตุก็เห็นความผิดปกติของตำรวจเยอรมัน จึงเริ่มสังหารตัวประกันในทันที และท้ายที่สุดก็ลงเอยด้วยความตาย โดยผู้ก่อเหตุจำนวน 5 ใน 8 คน และเจ้าหน้าที่ตำรวจเยอรมัน 1 คนเสียชีวิต
และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจ ard ที่จะลากตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ จะว่าไปเหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ชาวยิวถูกสังหารบนดินแดนเยอรมัน และอิสราเอลก็ให้คำมั่นว่าจะกำจัดผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อการฆาตกรรมในโอลิมปิกที่มิวนิค
นายกรัฐมนตรีอิสราเอลที่มีชื่อว่า โรดเีย ได้แต่งตั้งรัฐมนตรีกลาโหมที่มีชื่อว่า โมชัน และรัฐมนตรีอีก 2 คนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความมั่นคง ให้ก่อตั้งโปรเจคพิเศษ ซึ่งในโปรเจคนี้จะมีคณะกรรมการที่ถูกเรียกกันว่า x พวกเขาได้เริ่มภารกิจที่เรียกกันว่า ปฏิบัติการความพิโรธของพระเจ้า เป็นปฏิบัติการลับเพื่อสังหารบุคคลที่เกี่ยวข้องในการสังหารหมู่ที่มิวนิค และความเดือดดานในการเอาคืนของซากำลังจะเริ่มต้นขึ้น
เอาล่ะครับ หลังจากมสาตั้งทีมสืบสวน พวกเขาก็พบว่าพวกเขาได้รับข่าวลือเกี่ยวกับการก่อการร้ายมาก่อน แต่แต่ว่าหน่วยงาน ard ก็ไม่เชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น การแจ้งเตือนมากมายหลั่งไลเข้ามาในแผนกวิจัยของมสาร แต่ข้อมูลเหล่านี้ก็ถูกมองข้าม
หลังเกิดเหตุการณ์นี้ อิสราเอลก็ตอบโต้กลับต่อฐานทัพกลุ่มปลดปล่อยปาเลสไตน์ที่ตั้งอยู่ในซีเรียและเลบานอน แต่มอสสาดและกองกำลังป้องกันอิสราเอลต้องการมากกว่านี้ พวกเขาอยากกำจัดผู้ก่อเหตุและผู้เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม หลังเหตุการณ์มิวนิคหลายประเทศใหญ่ๆ ได้ทำการคัดค้านไม่ให้อิสราเอลกระทำความรุนแรง แต่ทว่าว่ามอายังคงต้องการตัวผู้ก่อเหตุ ทว่าพวกเขาก็รู้ดีว่าการทำภารกิจสังหารในประเทศอื่นนั้นมันจะเต็มไปด้วยความท้าทายและความซับซ้อน หากพวกเขายังทำแบบสุ่ม 4 สุ่ม 5 เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในอาร์เจนติน่า มันจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างชาติ
ฉะนั้นอิสราเอลจะต้องปฏิบัติการอย่างลับๆ และตอนนี้พวกเขาก็รู้แล้วว่าผู้เกี่ยวข้องได้ย้ายไปอยู่ ในประเทศไหนบ้าง คำตอบก็คือ ฝรั่งเศส อิตาลี และนอร์เวย์
ซึ่งหน่วยงาน ard จะเดินทางไปที่นั่น พวกเขาได้รายชื่อเป้าหมายมา 2 คน และก็ลงมือสังหารในทันที เหตุการณ์สังหารนี้เกิดขึ้นในประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมปี ค.ศ 1972
จากนั้น 2 เดือนต่อมา เจ้าหน้าที่มอสซ่าที่มีชื่อว่า วียราฟาเอล ที่เป็นสายลับผู้หญิง ได้สวมบทบาทเป็นช่างภาพชาวแคนาดา และทำทีเชิญชายที่ชื่อว่า มามุฮัช สมาชิกกลุ่มปลดปล่อยปาเลสไตน์ที่อยู่ในปารีส ให้มาสัมภาษณ์เพื่อล่อให้มามุออกมาจากบ้าน จะได้ให้กลุ่มมอสสาดแอบเข้าไปในบ้านของมามุฮัช เพื่อวางระเบิดไว้ในโทรศัพท์ของเขา
เมื่อวางระเบิดเสร็จแล้ว กลุ่ม ard จะโทรศัพท์หาเขา และจากนั้นระเบิดก็จะเกิดขึ้น สุดท้ายมามุฮัชก็เสียชีวิต
จากนั้นในเดือนกรกฎาคมปี ค.ศ 1973 ard ก็ได้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยชาวอาหรับที่กำลังขึ้นเครื่องบินไปยังออสโล ณ ประเทศนอร์เวย์ หน่วยงาน ard จึงตามติดเขาไป จากนั้นผู้ต้องสงสัยคนนี้ก็ขึ้นรถไฟไปยัง Le Hammer โดยมีเจ้าหน้าที่มสา 12 คนกำลังแจบตาเขาอยู่ห่างๆ หนึ่งในนั้นคือสายลัพธที่มีชื่อว่า วียราฟาเอล
ซึ่งในระหว่างการติดตามผู้ต้องสงสัย สายลัมสาบางคนก็บอกว่าผู้ต้องสงสัยคนนี้ดูไม่เหมือนกับคนที่กำลังหลบหนี เขาไม่ได้แสดงอาการวิตกกังวลหรือพยายามซ่อนตัว
และเมื่อเข้าสู่วันที่ 21 กรกฎาคมปี ค.ศ 1973 เวลา 22:30 น สายลับมสารที่จับตามองผู้ต้องสงสัยก็ได้สังเกตเห็นว่าชายคนนี้กำลังเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์กับหญิงสาวผมบรอน และทันใดนั้น เจ้าหน้าที่มสา 2 คนก็ใช้ปืนพกสังหารผู้ต้องสงสัยจนเสียชีวิต
และมีการเปิดเผยในภายหลังว่าจริงๆแล้วผู้ต้องสงสัยคนนั้นมีชื่อว่า อาเมด โบชิ ซึ่งกลุ่มมอสสาดมารู้ทีหลังว่าพวกเขาทำพลาด เพราะชายคนนี้เป็นเพียงพนักงานเสิร์ฟชาวโมโกที่บริสุทธิ์ เพียงเท่านั้น เขาไม่ใช่สมาชิกกลุ่มปลดปล่อยปาเลสไตน์ หรือผู้ก่อการร้ายคนใดก็ตาม
โดยเจ้าหน้าที่มอสสาดคิดว่าอาเมด โบชิ ก็คือ อารี ฮัสซัน ลาเม ผู้นำคนสำคัญของกลุ่มปลดปล่อยปาเลสไตน์ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหเการโอลิมปิกที่มิวนิค
การสังหารผู้บริสุทธิ์ของมสารก็ทำให้หญิงสาวผมปรอนที่เป็นภรรยาของเขาเกิดอาการช็อก เธอเป็นผู้หญิงชาวนอร์เวย์ที่กำลังตั้งครรภ์ได้ 7 เดือน และรู้สึกเจ็บปวดอย่างมากที่ต้องสูญเสียสามีไปต่อหน้าต่อตา
เหตุการณ์นี้ทำให้เจ้าหน้าที่มสารจำนวน 5 นายถูกจับกุมและดำเนินคดีต่อศาลนอร์เวย์ แต่เจ้าหน้าที่มสาร 5 คนนี้ก็ได้รับโทษจำคุกระยะสั้น แม้ว่าในช่วงแรกของการเกิดเหตุอิสราเอลจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการฆาตกรรมก็ตาม
แต่เมื่อเข้าเดือนกุมภาพันธ์ปี ค.ศ 1996 รัฐบาลอิสราเอลตกลงที่จะชดใช้และขอโทษต่อครอบครัวของอาเมด โชิ ปฏิบัติการนี้สอนบทเรียนครั้งใหญ่ให้กับมอสสาด เพราะการกระทำที่นอร์เวย์ทำให้พวกเขาถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมและการใช้อำนาจในทางที่ผิด นั่นคือการลอบสังหาร การลักพาตัว
ซึ่งหลังจากความผิดพลาดร้ายแรง หน่วยงานวิจัยของศาสก็เปลี่ยนกลยุทธ์สำหรับการพิสูจน์ยืนยันหรือหาข้อ มูลด้วยการตั้งกลุ่มย่อยที่เรียกกันว่า the David advocate เป็นหน่วยเล็กๆ ที่มีจุดประสงค์เพื่อประเมินสมมุติฐานและพิสูจน์ข่าวกรอง ซึ่งหมายถึงการตรวจสอบสถานการณ์ที่ไม่น่าเป็นไปได้ และตั้งคำถามถึงสมมุติฐานเกี่ยวกับประเด็นหรือสิ่งที่อาจเกิดขึ้น
ตัวอย่างหนึ่งที่ผมพอจะอธิบายให้คุณผู้ชมสามารถเข้าใจง่ายๆ ก็คือเหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่อง World War C มันเป็นฉาวที่ jen War Run เจ้าหน้าที่ ard ได้เล่าให้พระเอกฟังว่าพวกเขาจะมีทฤษฎีหนึ่งที่เรียกกันว่า ทฤษฎชาย 10 คน ที่อธิบายไว้ว่าหากคน 9 คนในกลุ่ม 10 คนเห็นด้วยกับประเด็นใดประเด็นหนึ่ง สมาชิกคนที่ 10 จะต้องมีมุมมองที่ขัดแย้งและพิสูจน์ให้ได้ว่าอีก 9 คนที่เหลือคิดผิด ซึ่งทฤษฎีนี้มีอยู่จริงและเริ่มขึ้นหลังจากสงครามถือศีลในปีค.ศ
[เพลง] 1976
สายลับมสาก็ได้ข่าวว่าอิรักอาจจะมีอาวุธนิวเคลียร์ พวกเขาจึงส่งหน่วยสอดแนมแฝงตัวเข้าไปในอิรัก และได้รับการยืนยันว่าข่าวนี้เป็นเรื่องจริง อิรักกำลังสร้างเครื่องปฏิกรนิวเคลียร์ เพราะในปีนั้นอิรักได้ซื้อเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์จากฝรั่งเศส
ในขณะที่อิรักและฝรั่งเศสยืนยันว่าเครื่องปฏิกรณ์นี้มีจุดประสงค์เพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพียงเท่านั้น แต่ อิสราเอลมองว่าเครื่องปฏิกรณ์นี้มันเต็มไปด้วยความสงสัยและอันตราย เพราะพวกเขาเชื่อว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อผลิตอาวุธนิวเคลียร์ที่อาจลุกลามบานปลายจนนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ระหว่างอาหรับและอิสราเอล
ส่งผลให้ในวันที่ 7 มิถุนายนปี 1981 เครื่องบินขับไล่ของอิสราเอลได้แอบเข้าน่านฟ้าของอิรัก จากนั้นก็ทิ้งระเบิดใส่เครื่องปฏิกรนิวเคลียร์ การกระทำนี้ทำให้อหานอิรักจำนวน 10 นายและชาวฝรั่งเศส 1 นายเสียชีวิต
มันคือการกระทำที่อุกอาจที่ฉีกกดสันติภาพระหว่างประเทศ นานาชาติทำการโจมตีอิสราเอล รวมถึงสหรัฐ ส่งผลให้อิสราเอลถูกประนามโดยสหประชาชาติ
จากนั้นปฏิกิริยาของสื่อก็เป็นไปในทางลบเช่นกัน เริ่มจาก new york Times เขียนพาดหัวว่าการลอบโจมตีของอราเอลเป็นการกระทำที่อุกอาจและไม่น่าให้อภัยได้ ส่วน Los Angeles Times ก็พาดหัวข่าวไว้ว่ารัฐสนับสนุนการก่อการ
[เพลง] ร้าย
Operation bers หรือ mard Exodus เป็นภารกิจที่เกิดขึ้นในปีค.ศ 1982 ในประเทศซูดาน โดยเป้าหมายของภารกิจนี้คือการช่วยเหลือชาวยิวที่อยู่ในประเทศเอธิโอเปียจำนวนหลายพันคนที่ต้องการหลบหนีไปยังอิสราเอล เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสังหารในสงครามภายใน
ซึ่งมอสสาดได้ส่งสายลับที่มีชื่อว่า GAT chimon ไปเป็นครูสอนดำน้ำที่ทะเลแดง ณ ประเทศซูดาน ซึ่งประเทศซูดานเป็นประเทศที่ปกครองโดยอาหรับ และเป็นศัตรูกับชาวยิว ฉะนั้นถ้าหากสาลับมสาสถูกจับได้ คุณผู้ชมก็พอจะนึกภาพออกว่าสายลับเหล่านั้นจะต้องพบเจอกับอะไร
โดยผู้บัญชาการของ GAT chimon ที่มีชื่อว่า Danny มอ ได้กล่าวถึงอันตรายในภารกิจนี้ไว้ว่า เราจะพลาดไม่ได้แม้แต่จังหวะเดียว และคุณจะรับหน้าที่นี้หรือไม่ จากนั้นเจ้าหน้าที่แกสก็บอกว่าเขาใช้เวลาในการตัดสินใจประมาณ 4-5 วินาที และเขาก็พูดว่า ตกลง ผมจะเข้าร่วมภารกิจ
แก๊ส ชิมร่อน ต้องเดินทางไปยังทะเลแดงในซูดาน เพื่อสวมบทบาทเป็นครูสอนดำน้ำ และโชคดีที่เขามีทักษะนี้ เขาไปที่นั่นในฐานะผู้รักความท้าทาย และเขาจะจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อซื้อรีสอร์ทและใบอนุญาตในการทำธุรกิจ รวมถึงการดำน้ำ สถานที่ที่พวกเขาเลือก มันคือสถานที่ที่ห่างไกลจากผู้คน เจ้าหน้าที่แกสได้บอกไว้ว่าบริเวณนั้นไม่มีปั๊มน้ำมัน ไม่มีชุมชน มันสะดวกต่อการทำภารกิจ
เมื่อฉากหน้าพร้อมทุกอย่างก็เริ่มขึ้น โดยมสสาเรียกภารกิจนี้ว่า Operation bers ซึ่งสาเหตุที่ใช้ชื่อภารกิจนี้เพราะจะไม่ได้มีเพียงแค่แก๊ส ชิมลอนเท่านั้นที่รับหน้าที่เป็นสายลับ แต่จะมีน้องของเขาเข้าร่วมภารกิจอีกด้วย
เมื่อธุรกิจดำน้ำและรีสอร์ทเปิดให้บริการ พวกเขาจะใช้ความมืดในยามกลางคืนเป็นกำแพงกำบังจากเจ้าหน้าที่ซูดาน แม้จะมีความเสี่ยงสูง แต่เจ้าหน้าที่แกสก็คิดว่า ปฏิบัติการนี้จะจบลงด้วยดี
ในคืนแรกของการอพยพ แสชิอน บอกกับพนักงานรีสอร์ทว่าเขาจะไปปาร์ตี้กับพยาบาลชาวสวีเดน แต่ความจริงแล้วพยาบาลคนนั้นไม่มีอยู่จริง ทีมงานของเขาจะเดินทางด้วยขบวนรถบรรทุก 2 คันและรถกระบะ 2 คัน เพื่อเดินทางไปยังจุดหมายที่มีเรือโซดิแอคของอิสราเอลจอดรออยู่ที่ทะเล และแน่นอนว่าในเรือลำนั้นจะมีเจ้าหน้าที่หน่วยซีลของอิสราเอลคอยคุมเชิงอยู่ห่างๆ เพื่อคุมสถานการณ์
ส่วนทางด้านคณะกรรมการชาวยิวที่อยู่ในประเทศเอธิโอเปีย หลังได้รับข่าวให้เริ่มอพยพจากแกส เขาก็เริ่มต้นส่งชาวยิวออกไป และทำแบบนี้ทุกสัปดาห์ โดยพวกเขาจะส่งข้อความในคืนวันศุกร์เวลา 20:00 น เพื่อส่งสัญญาณว่าพวกเขากำลังเดินทาง
การอพยพชาวยิวเกิดขึ้นเป็นประจำ และมันก็ปลอดภัย จนกระทั่งคืนหนึ่ง ขณะที่แทกำลังบรรทุกชาวยิวอยู่บนรถ เพื่อพาพวกเขาไปยังทะเลที่มีเรือโซดิแอคกำลังรอรับชาวยิวกลุ่มนี้ ทันใดนั้นกองทหารซูดานที่ได้แอบติดตามแก๊สก็สะกดรอยไปจนถึงทะเล จากนั้นกองทัพซูดานก็ตะโกนให้เจ้าหน้าที่มอาและแกสยกมือขึ้น
สถานการณ์ตอนนี้นั้นย่ำแย่ เจ้าหน้าที่แสจึงใช้ไหวพริบด้วยการบอกว่า ผมทำงานให้กับองค์กรการท่องเที่ยวของซูดาน ผมจะพานักท่องเที่ยวเหล่านี้ไปดำน้ำกลางคืน และคุณเกือบจะฆ่าพวกเขา ถ้าหากคุณไม่ปล่อยเราไป พรุ่งนี้ผมจะไปร้องเรียนต่อผู้บัญชาการทหารเรือ ผมรู้จักเขาเป็นอย่างดี และคุณจะต้องพบจุดจบในอาชีพอย่างแน่นอน
เมื่อมีการแอบอ้างคนระดับสูงและสายงานของเจ้าหน้าที่ซูดาน ทันใดนั้นเจ้าหน้าที่คนนั้นก็พูดว่า ผมขอโทษด้วย และบอกกับทหารว่า พวกเราไปกันเถอะ พวกเขาไม่ใช่คนลักลอบขนของเถื่อน ก่อนที่เจ้าหน้าที่ซูดานจะจากไป
และนี่คือไหวพริบของแกสที่สามารถช่วยเหลือทุกคนได้ และซารก็ดำเนินกาอพยพชาวยิวไปจนถึงกลางทศวรรษปี ค.ศ 1980 และหลังจากนั้นพวกเขาก็เปลี่ยนจากเรือไปใช้เครื่องบินขนส่งเคิสที่สามารถลงจอดในทุ่งสุดท้าย ภารกิจนี้ก็สามารถช่วยผู้ลี้ภัยชาวยิวประมาณ 990,000 คนไปยังแผ่นดินอิสราเอลได้ทั้งหมด
เจ้าหน้าที่แกสได้กล่าวทิ้งท้ายในบทความไว้ว่า บางครั้งเขากับเพื่อนที่เป็นสายลับมสารก็มักจะไปเจอกันที่ร้านกาแฟและหวนคิดถึงวันวานแห่งความรุ่งโรจนในภารกิจอพยพแบบโมเสส เจ้าหน้าที่แก๊สบอกว่า เมื่อคุณได้เป็นสายลับแล้ว คุณจะเป็นสายลับไปจนวันตาย บางครั้งเวลาเราไปทานกาแฟ เราก็เผลอถ่ายรูปใครบางคนที่เดินเข้ามาในร้านอาหารหรือร้านกาแฟที่เรานั่ง ผมเรียกอาการนี้ว่า เป็นโรคจิตเภท เพราะคุณได้รับการฝึกฝนให้หลอกผู้คนและทำสิ่งที่คนปกติไม่ทำกัน รัฐบาลให้ใบอนุญาตแก่คุณในการเป็นหัวขโมย บางครั้งก็เป็นฆาตกร เป็นนักต้มตุ๋น และเมื่อคุณพ้นหน้าที่แล้ว คุณจะกลับมามีตัวตนที่แท้จริงอีกครั้ง คุณต้องจำไว้ว่าคุณเป็นเพียงพลเมืองธรรมดาอีกคนหนึ่งของรัฐอิสราเอล
นี่คือคำพูดส่งท้ายในบทความของสายลับมสาที่มีชื่อว่า GAT ชิอน ซึ่งภารกิจลักพาตัวก็เกิดขึ้นอีกครั้งในปีค.ศ 1986 และมันก็กลายเป็นข่าวโด่งดังเมื่ออดีตนักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ของอิสราเอลนามว่า เคดเนน ได้ตัดสินใจเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอลต่อหนังสือพิมพ์ในลอนดอน ณ ช่วงทศวรรษปี 1970 ต่อมาเขาก็ถูกมอสสาดลักพาตัวและพาไปยังบ้านเกิดที่อิสราเอลอย่างลับๆ สุดท้ายก็ถูกตัดสินให้ลงโทษจำคุก 18 ปี และในจำนวนนั้นก็ถูกขังเดี่ยวเป็นเวลานานกว่า 11 ปี จนสุดท้ายก็ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในปีค.ศ 2003 เขาเล่าว่าตลอด 18 ปีที่อยู่ในเรือนจำอิสราเอล เขาถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายและป่าเถื่อนจากน้ำมือของเจ้าหน้าที่เรือนจำ และเขาเสริมว่าสิ่งเหล่านี้คงจะแตกต่างออกไป หากเขาไม่เปลี่ยนมานับถือศาสนา
[เพลง] คริสนอกจากนี้กลุ่มซายังสังหารชาวอาหรับหลายคนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายอย่าง Black September พร้อมกับโจมตีกลุ่มปลดปล่อยปาเลสไตน์หรือ Pool ในเดือนเมษายนปีค.ศ 1988
ขณะเดียวกันสายลับ ard ยังสังหารนักวิทยาศาสตร์ชาวแคนาดาผู้พัฒนาซุเปอร์กันอันโด่งดังที่เป็นอาวุธพิเศษของอิรักเมื่อเดือนมีนาคมปีค.ศ 1990
เหตุการณ์ต่อมาในวันที่ 25 กันยายนปี ค.ศ 1997 เจ้าหน้าที่ของ ard พยายามลอบสังหารชายที่มีชื่อว่า คาดเชัน ผู้นำคนสำคัญของกลุ่มฮาสที่อยู่ในจอร์แดน โดยแผนการของซารคือการให้สายลับซาร 2 คนมายืนรอเป้าหมายอยู่ที่หน้าสำนักงานกลุ่มฮาสในอมาน และเมื่อคาตเดินเข้าไปที่ห้องทำงานของเขา สายลมสารคนหนึ่งจะใช้อุปกรณ์ยาพิษที่ถูกออกแบบมาพิเศษไปใส่ไว้ที่หูซ้ายของเป้าหมาย เพื่อให้มันออกฤทธิ์เร็ว
แต่ทว่า บอการ์ดของ caret ที่มีความสงสัยมาก่อนหน้านี้ จึงสามารถจับกุมเจ้าหน้าที่าทั้ง 2 ของคนได้ จากนั้นคาลดก็ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน อาการของเขาทรุดอย่างรวดเร็ว
หลังเหตุการณ์นั้น กษัตริย์ฮุเซนแห่งจอร์แดนเรียกร้องให้อิสราเอลส่งมอบยาแก้พิษ โดยขู่ว่าหากไม่ทำเขาจะตัดความสัมพันธ์ทางการทูตในทันที ซึ่งมันก็มีเหตุผลที่กษัตริย์แห่งจอร์แดนต้องทำแบบนี้ เพราะเขากลัวว่าการตายของผู้นำกลุ่มฮามาสจะก่อให้เกิดการจราจนในประเทศและอาจจะนำไปสู่สงครามกลางเมือง
แต่ทว่าอิสราเอลปฏิเสธ กษัตริย์แห่งจอร์แดนขู่จะทำลายสันติภาพระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ส่งผลให้ประธานาธิบดีบิล คลินตันของอเมริกาต้องเข้าแทรกแซงและบังคับให้อิสราเอลส่งมอบยาแก้พิษให้ทันที สุดท้ายหัวหน้ามอสสาดก็บินไปจอร์แดนเพื่อนำยาแก้พิษมารักษาคาลด จนสุดท้ายผู้นำกลุ่มฮามาสคนนี้ก็รอดชีวิต และสายรับมอสสาที่ถูกจับกุมก็ถูกปล่อยตัว
เมื่อเวลาผ่านไป คาลด์ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์นั้นไว้ว่า ตอนที่เกิดเหตุขึ้นอยู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นในหู มันดังเหมือนเสียงระเบิด และผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองถูกไฟฟ้าช็อต
หลังภารกิจนี้ก็ทำให้ประเทศต่างๆ ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและขอบเขตหน้าที่ของมสารในการลุกล้ำอธิปไตยและสังหารพลเมืองในประเทศอื่นๆ แต่ก็ดูเหมือนว่า ard จะไม่สนใจคำเตือนหรือข้อเรียกร้องต่างๆ และพวก เขาจะทำภารกิจต่อไป
ซึ่งหนึ่งในเหตุการณ์สังหารผู้ก่อการร้ายที่โด่งดังของมสารก็คือปฏิบัติการอิมมูน นี่คือชายที่เป็นผู้ก่อการร้ายที่โลกต้องการตัวมากที่สุด เขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มฮิบ ที่มีส่วนต่อเหตุการณ์วางระเบิดทั่วโลก ตั้งแต่การวางระเบิดสถานทูตสหรัฐในปีค.ศ 1983 หรือการโจมตีชาวยิวในปีค.ศ 1994 ที่ชุมชนชาวยิวในโนสไส ส่งผลให้เขาต้องใช้ชีวิตแบบหลบซ่อนและปลอมตัว
คำถามคือ มสารจะไปเจอเขาได้อย่างไร คำตอบก็คือ ศาลลับมสารได้รับข่าวมาว่าเป้าหมายได้ทำศัลยกรรมพลาสติกและย้ายไปอยู่ดามาสกัในชื่อใหม่ ทีมสาล ard จึงส่งคนไปเฝ้าติดตามคล้ายกับสมัยที่จับกุง Adolf ไมัน
เมื่อสายลมสารมั่นใจว่าชายคนนี้คืออมัดูน ส่งผลให้ในช่วงกุมภาพันธ์ปี ค.ศ 2008 สายลับมสารก็ได้วางระเบิดในรถเช่าคันหนึ่ง ได้ไปจอดรถที่ใกล้สถานที่ที่อมัดกำลังจะเดินทางไป ซึ่งสุดท้ายเมื่อเป้าหมายเดินทางมาถึง มสารก็จุดชนวนระเบิดระยะไกล ส่งผลให้อมัดมูนเสียชีวิตในรูปแบบเดียวกันกับที่ผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตจากฝีมือของเขานั่นคือ
[เพลง] ระเบิด
และหนึ่งในภารกิจที่อุอาจของอิสราเอลเกิดขึ้นในปีค.ศ 2001 เมื่อเจ้าหน้าที่มสารกำลังเฝ้าระวังหลังได้ข่าวมาว่าซีเรียและเกาหลีเหนือได้ร่วมมือการเป็นพันธมิตร สิ่งนี้ทำให้รัฐบาลอิสราเอลกังวล เพราะซีเรียอาจมีโอกาสสร้างอาวุธนิวเคลียร์โดยได้รับความช่วยเหลือจากเกาหลีเหนือ และถ้าหากซีเรียทำสำเร็จ อิสราเอลรู้สึกว่าจะไม่ปลอดภัย
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลอิสราเอลจะกระทำคือการส่งมสาไปหาข้อมูลและพิสูจน์ว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ส่งผลให้ในปีค.ศ 2006 เจ้าหน้าที่มสารได้บุกไปยังอพาร์ตเมนต์ของเจ้าหน้าที่โครงการปรมนูซีเรียที่อาศัยอยู่ในลอนดอน
สารับมสารแอบเข้าไปในห้องพักของเขาในตอนที่เจ้าหน้าที่คนนี้นี้ไม่อยู่ในอพาร์ตเมนต์ จากนั้นสายลับ ard ได้ติดตั้งโปรแกรมพิเศษไว้ในแลปท็อปของเจ้าหน้าที่คนนั้น เพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของชายคนนี้
และสุดท้ายโชคก็เข้าข้างพวกเขา เมื่อสายลับมสาได้ค้นพบภาพถ่ายพิมพ์เขียวและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการปรมนูที่ได้รับความช่วยเหลือจากเกาหลีเหนือและอิหร่าน ส่งผลให้ในปีค.ศ 2007 รัฐบาลอิสราเอลได้ส่งหน่วยคอมมาโดแอบเข้าไปยังที่ตั้งโรงงานนิวเคลียร์เพื่อถ่ายภาพและเก็บตัวอย่างดิน จากนั้นเขทำการตรวจสอบและก็ได้รับการยืนยันว่าสถานที่แห่งนี้คือโรงงานนิวเคลียร์ 100%
รัฐบาลอิสราเอลจึงส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดไปยังโรงงานแห่งนี้ในวันที่ 2 ตุลาคมปี ค.ศ 2007 และมันก็กลายเป็นข่าวดังเมื่อโรงงานนิวเคลียร์ของซีเรียต้องกลายเป็นเท่าานจากฝีมือของรัฐบาลอิสราเอล
เอาล่ะครับ นี่ก็คือภาพรวมภารกิจของ ard ที่ได้รับการเปิดเผย แต่ความจริงแล้วผมต้องบอกว่าภารกิจของ ard ยังมีมากกว่านี้ที่ผมอาจจะนำมาเสนอได้ไม่หมดหรือตกหล่นข้อมูลไป ดังนั้นถ้าหากคุณผู้ชมท่านไหนมีข้อมูลอะไรก็สามารถคอมเมนต์ได้เลยนะครับ และนี่ก็คือเรื่องราวของ Mozart และก็เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ขอบคุณทุกการสนับสนุนด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการกดไคอมเมแชร์และ Subscribe ตลอดจนการ donate นั่นเองครับ ส่วนวันนี้สวัสดีครับ