📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

CEO บริษัท Voice AI ชั้นนำ: เราจะแยกไม่ออกแล้วว่า เรากำลังคุยกับ AI หรือ คนอยู่

The Rise of Intelligence41:16

Transcription

ในการมาของ AI มันมีด้านนึงที่เรามักจะไม่ค่อยได้พูดถึงกันบ่อยขนาดนั้นใน episode ของ The Rise of Intelligence นั่นก็คือด้านของ Voice AI มันเป็น part ของ AI ที่ผมว่ามันธรรมชาติที่สุด เลยมันเป็นวิธีที่คนทุกเพศทุกวัยทุกอายุสามารถเข้าถึง AI ได้เพียงแค่คุณพูดกับมันเป็นภาษาคน วันนี้เราได้แขกรับเชิญที่เป็น Expert ในเชิงด้าน voice AI โดยเฉพาะแล้วกำลังพัฒนาเทคโนโลยีในด้านนี้อยู่ เขาจะมาเล่าให้เราฟังว่า use case ของ Voice AI มันจะไปถึงตรงจุดไหน เมื่อ humanoid robot มา เมื่อ self driving car มา Voice AI จะกลายเป็นโหมดที่เราคุยกับ AI พวกนี้เป็นปกติเลยครับ เราเข้าไปดูกันว่ามันจะมากระทบอุตสาหกรรมอะไรกันบ้าง

หากคุณเผชิญปัญหาเพิ่ม WIN rate ของทีม sales เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับบริษัท วันนี้ผมอยาก[เพลง]แนะนำ Nexus AI ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดอย่าง AI Sales Coaching ที่จะมาช่วยบันทึกและสรุป[เพลง]การประชุมระหว่างลูกค้าและ sales ของคุณเสมือนกับว่าทีมเซลล์ของคุณมีเลขาประจำเลย พร้อมทั้งวิเคราะห์บทสนทนา[เพลง]นั้นออกมาเป็น Dashboard ให้กับคุณได้ เพื่อให้ sales และ Sales Manager ของคุณเห็นได้อย่างชัดเจนว่าลูกค้ารู้สึกยังไงจากการฟังทีม[เพลง]sales ของคุณ มีประเด็นอะไรที่ทำให้เขาไม่ซื้อสินค้าและบริการของคุณ Dashboard นี้จะเป็นเหมือนคลังข้อมูลให้ทีม sales ของคุณหาสูตรสำเร็จในการปิด[เพลง]การขายได้ดีที่สุดให้กับทีม sales ของคุณ หากคุณสนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมในลิงก์บน description ด้านล่างได้เลยนะครับ

เลนเราเพิ่งไปดูไบกลับมาแล้วก็แบบมันน่าสนใจมาก เพราะคิดถึงอยู่ตอนที่อยู่ที่นั่นเลย เพราะว่าอยู่ในห้างของดูไบอันนึงอ่ะ แล้วพอเดินแล้วมันเหมือนมันหลงทางใช่ป่ะ แล้วมันมีอยู่ดีๆมันมี Stand อันนึงขึ้นมาเว้ย ที่โชว์แบบเป็นหน้าเหมือนหน้าคนเลย เป็น Avatar อันนึงขึ้นมาที่ยูสามารถไปแบบแล้วคุยกับเขาได้ แล้วมันก็จะแบบเหมือน work in every language ใช้ได้ทุกภาษาเลย แล้วยูก็ไปถามทาง คุยกับเขาเป็น real life แบบเหมือน Voice AI ครั้งแรกที่ไอเห็นในการใช้งานจริงอ่ะ แล้วก็นึกว่าแบบ เออเนี่ยเลนก็ทำ Voice AI อยู่ ผมว่าประเทศไทยก็อยู่อีกไม่ไกลก่อนที่เราจะเห็น Avatar แบบนี้เข้ามาอยู่ในชีวิตจริง

จากประสบการณ์ยูที่ตอนนี้ยูทำมาแบบ 2-3 ปีแล้วเนี่ย ที่อยู่ใน industry นี้ เริ่มเห็นว่า use case อะไรที่มันดูจะมาเป็น use case แรกๆของ Voice AI ในประเทศไทยหรือในโลกที่มันน่าจะเป็น use case แรกๆที่เข้ามาครับ

>> อ่าจริงๆจริงๆ Voice AI use case มันมันค่อนข้างหลากหลายมากเนาะ เพราะว่าถ้าเริ่มคิดเกี่ยวกับ Voice AI เนี่ยจริงๆแล้วการ interact ระหว่างคนกับคนซึ่งก็คือทุกอย่างในในใน>> อ่าโลกนี้เนาะไม่ว่าจะเป็น business หรือว่าจะเป็น individual เนี่ย voice เป็นวิธีการ interact ที่ natural ที่สุดระหว่างคนกับคน>> เอ่อต่อให้เป็น customer service หรือว่าต่อให้เป็นแบบอ่า real life อะไรอย่างเงี้ยก็คิดว่าคิดว่ามันเป็นของที่ natural interface แล้วกันเนาะสำหรับการคุยกันเอิ่มผมคิดว่าตอนเนี้ยในเชิงของ B to C เนี่ยมันมี opportunity ค่อนข้างหลายอย่างเหมือนกันอย่างที่เราเห็นในแชท GPT เงี้ย คนตอนนี้ก็ยิ่งเป็นคนที่ซีเนียร์หน่อยคนที่แบบไม่ได้ Type เก่งหน่อยแล้วเาจะใช้ voice ในการ interact กับมือถือหรือว่าใช้ GPT ค่อนข้างเยอะ อันนี้เป็นอย่างแรก B2C แต่ว่าผมว่า Opportunity ที่ใหญ่กว่าน่าจะเป็นฝั่ง B2B เพราะว่าอ่าตอนนี้เนี่ยการ interact ระหว่าง business กับเอ่อกับเอ่อ The customers เนี่ยตอนนี้มันก็ยังเป็นอะไรที่มันค่อนข้างยากอยู่อย่างถ้ายูไป AI ถ้ายูมีปัญหาอะไรอย่าเงี้ยเขาก็จะซ่อนเบอร์ไว้เพราะว่าเขาไม่อยากให้ยูโรไป เพราะว่าคอร์สในการเอิ่ handle customer support มันค่อนข้างแพง margin เไม่ได้สูงมากต่อให้ยูโทรไปอะไรเงี้ยยูก็ต้องอยู่บนสายสักชั่วโมง 2 ชั่วโมงอะไรกว่าคนจะมา interact กับซึ่งเป็น experience ที่แย่มากซึ่ง as a business ก็ไม่ได้อยากให้มี experience แบบนั้นกับลูกค้าอยู่ถูกมยแต่ว่ายูแบบหาคนมา handle ตรงนี้ไม่ได้หรือว่าเอ่อหาเอ่อเอ่อมีคอสที่มันสูงเกินไปสำหรับการ handle เพราะงั้น Business Wise เนี่ยจริงๆก็จะมี opportunity ค่อนข้างเยอะเหมือนกันในการ อ่าช่วย enhance เอิ่มเค้าเรียกว่าอะไรอ่ะ relationship ระหว่าง customer ของ business นั้นกับ business เพื่อให้ brand awareness แบรนด์เอิ่ม Reputation อะไรอย่างเงี้ยดีขึ้น>> อื>> อันนี้คือแค่ฝั่ง BDV ณตอนนี้แต่ว่า in the future เนี่ยก็เราก็เห็นว่าตอนนี้ Hardware Robotics ก็เริ่มเริ่มมาเอ่อ Interaction ระหว่าง humanoid robotics หรือ even nonhumanoid robotics like selfing driving car อะไรอย่างเงี้ย ถ้าอยู่บน let's say a car หรือ something เนี่ยเอิ่ม voice base ก็เป็น natural interaction มากกว่าแบบ touch base หรือว่า typing base ถูกมเพราะยูก็พูดเลยว่าจะไปตรงนี้ตรงเอ่อเลี้ยวซ้ายตรงนี้ตรงนี้รถติดน้อยกว่าระวังรถนะอะไรอย่างเงี้ยก็ก็จะมีตรงนี้อยู่>> มันจะเป็นท่าที่เขาเรียกว่าอะไร interact ที่เร็วที่สุดแล้วก็ natural ที่สุดแล้วกัน>> อ>> เอ่อเพราะฉะนั้นผมมองว่า traditionally even though แบบคนใช้ text เยอะส่วนใหญ่แล้วเขาใช้แบบ chat แชทบออะไรอย่างเงี้ยเพราะว่า cost reduction มากกว่า มันไม่ได้เป็นท่าที่เค้าเรียกว่าอะไรเอ่อ natural ที่สุดหรือว่าดีที่สุดสำหรับลูกค้ interact กับลูกค้าและกันเอ่อก็เลยคิดว่าอันเนี้ยคือพอเทคโนโลยีมันดีขึ้นเรื่อยๆเนี่ยอันนี้ก็จะเปลี่ยนไปผมว่า Voice เนี่ยเป็นโหมดที่ธรรมชาติมากผมให้คุณย่าผมลองเยังถามเลยว่าอันนี้คุยกับใครอยู่เพราะว่าเปิดแชท GBT แล้วก็ให้เค้าลองคุยดูเค้าก็แบบอันนี้คุยกับใครอ่ะแล้วทำไมมันแอบมาฟังเราอะไรอย่างเงี้ยแล้วก็คุยแต่คือแบบเข้าใจป่ะคือความรู้สึกคือผู้ใหญ่ที่แต่ก่อนเขาไม่สามารถที่จะเข้าถึงเครื่องมือแบบนี้ได้แต่ก่อน AI มันฟังดูเป็นเรื่องไกลตัวได้ยินแต่ในข่าวได้ยินแต่ในหนังสือพิมพ์มันแบบไม่มีทางที่เขาจะรู้สึกว่ามันอยู่ใกล้ตัวแต่ทุกวันนี้ AI มันเข้ามาในชีวิตคนจริงๆอ่ะมันเหมือนเป็น Avatar ที่คุณคุยเล่นได้มันมีขุดขึ้นมาแบบเป็น AI Therapist AI Companion GR ที่เป็นของ Elon Mask ก็ Introduce ตัวโหมด Companion ให้คุยด้วยได้มันก็เริ่มรู้สึกเหมือนว่ามันมีชีวิตมันเหมือนมันเข้าถึงได้ง่ายขึ้นแล้วพอเราไปเห็นมันในที่สาธารณะอย่างที่เล่าให้ฟังไปที่ห้างแล้วก็แบบมันมีตัว Navigator ที่ใช้อย่างนี้ได้เค้าก็ลดคอร์สเค้าไปเยอะมากในฝั่ง Business แค่ไอ้ use case นั้นน่ะมันก็ประหยัดในการที่คุณจะต้องจ้างแบบ receptionist คนหนึ่งที่อาจจะต้องรู้หลายภาษามากเพราะว่าในห้างที่ประเทศอย่างดูไบอย่างเงี้ยแบบในเมืองอย่างดูไบมันมันก็มีคนหลายชาติที่เดินเข้ามามีหลายภาษาที่อยากจะคุยได้ถ้าจ้างคนจริงๆก็อาจจะตั้งต้องจ้างคนที่multilingualแต่พอยูใช้ AI แล้วเนี่ยมันก็เปิดโอกาสให้คุณในภาษาอะไรก็ได้ที่ยูบอกแบบ B2B ก็มี use case อีกมากมายไม่ว่าจะเป็น customer support แบบผมเจอปัญหานั้นเลย Airline คือแบบคุณหาให้ตายคุณก็หาเบอร์ไม่เจอแต่เวลาคุณโทรไปได้ถ้าสมมุติคุณหาเบอร์ได้คุณก็ยังต้องรอสายอีกนานมากแล้วทำไมเรายังไม่เห็น Use case พวกเนี้ยมันโผล่ขึ้นมาแล้วในปีนี้อะไรที่ยังบล็อกมันอยู่จากการที่มัน commercializ ได้ 100% มันมีอะไรที่เรายังรออยู่มั้ยอะไรที่มันต้องดีขึ้นเพื่อที่เราจะเห็นเรื่องพวกนี้ในชีวิตประจำวันเราได้ครับ

>> จริงๆจริงๆต้องบอกว่าจริงๆ Voice Bot เนี่ยมันจะเป็น evolution ของมันเนาะคือถ้าเราเริ่มต้นจากแรกสุดเลยทุกคนอาจจะเคยเจอแบบระบบพวก IVR ก็คือเป็นระบบที่คืออะไรครับ>> จำไม่ได้เหมือนกันว่ามันย่อมาจากอะไรแต่ มันเป็นระบบที่เบิโทรไปแล้วก็เขาก็จะบอกว่าเฮ้ยกด 1 ถ้าอยากจะคุยกับใครถ้ากด 2 อยากจะคุยกับใครถูกมั้ย>> อันนั้นก็จะเป็นท่าที่แบบเบสิคเบสิคสุด ต่อมามันก็เลยมี Voice Bot ที่ Evolution ขึ้นมาอีกนิดนึง 1 จะเป็น Ras Voice Bot>> ก็คือเราก็เซตไว้เลยว่าถ้าลูกค้าพูดเกี่ยวกับเรื่อง Let's say แบบระงับบัตรเครดิตให้ Y ไปทีมบัตรเครดิตเนาะถ้าลูกค้าพูดเกี่ยวกับ>> จับคีย์เวิร์ดใช่มั้ครับ>> จับคีย์เวิร์ดใช่ๆส่วนก็จะเป็น Ras แหละว่าว่าอันเนี้ยพูดถึงอะไรอยู่แล้วก็ไวไปฝั่งนั้นซึ่งมันก็มันก็เหมือน IVR ที่ Smart ขึ้นมานิดนึงอันเนี้ยจะเป็น Teex เมื่อประมาณ 2010 อะไรอย่างเงี้ย 2010 ล่าสุดเนี่ยด้วยแชท GPT แชท GP ก็หลายปีแล้วเนาะแต่ว่าแชท GPT เนี่ยจริงๆมันเริ่มคือต้องต้องเล่าอย่างงี้ก่อนเอ่อ Voice AI ที่เป็นแชท GPT base เนี่ยมันเพิ่งมาเอ่อด้วยเทคโนโลยีณตอนนี้แล้วก็ด้วย Infrastructure ที่มัน ready เนี่ยมันเพิ่งมาปีนี้เหตุผลที่ทำให้ตอนเนี้ยปีเนี้ยเป็นปีที่เป็นเรียกว่าปีเกิดของของ Voice AI แล้วกันเพราะว่าแชท GPT ราคาถูกลงอันนี้คือ 1 2 คือ latency ดีขึ้นเยอะ 3 คือ Infrastructure สำหรับ Voice AI เริ่ม Support เริ่มปีนี้ก็คือแบบพวก Open Source พวก infra ที่ทำให้มันเร็วเพราะว่าความเสี่ยงมันเป็นเรื่องที่สำคัญมากเนื่องเร็วอะไรเงี้ยมันเพิ่งเริ่มปีนี้เพราะฉะนั้นทุกคนเนี่ยเริ่มทำ Voice AI ปีนี้อเมริกาปีเนี้ยลง ทุนใน Voice AI จำนวนมากเลยคือ YC ลง A1C ลง It's like a main เป็นแบบ main event ของอเมริกาปีนี้มีบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ Voice AI เยอะมาก>> อือ>> Andrew Horist ก็มีแบบมี big piece อ่าที่เกี่ยวกับ Voice AI เหมือนกันว่าแบบเออ Voice AI มันดียังไงก็จะมีหลาย layer ตั้งแต่ infra Layer ถึงแบบ Use Case Application Layer อะไรอย่างเงี้ยปีนี้มันเพิ่งทำได้ปีเนี้ยมันเป็นปีที่เอ่อเค้าเรียกว่าอะไรอ่ะราคาของ Voice AI เนี่ยจึงเริ่มถูกกว่าการใช้คน>> อืเป็นปีแรกแล้วก็เร็วพอในการ interact real time ได้เนาะก่อนหน้าเนี้ยเราพูดไปอาจจะต้องรอวิ 2 วินาท 3 วินาทีซึ่งแบบสำหรับการคุยแบบ Voice เนี่ยมันไม่ text โอเครอ 3 วินาทรอ 5 วินาทรอ 10 วินาทีเป็นเรื่องปกติปกติมาแต่ถ้าเสียงเนี่ยรอ 3 วิทลูกค้าลองวางละ>> งงว่าเอ๊ะเราคุยกับบอมันมันแบบเออรู้ว่าแบบสายไม่ติด>> ใช่ปีนี้เป็นปีแรกที่เริ่มทำได้ศัพท 0.5 วินก็คือ 500>> ม.5วิน>> ใช่ซึ่งก็คือ>> แล้วมนุษย์ที่ปกติที่คุยกันนี่ประมาณ>> ประมาณนี้แหละครับประมาณ 0.3- 0.5>> 0.3- 0.5 ฮะ>> ใช่คือคือ Acceptable Range แล้วกัน>> ครับ>> ใช่เพราะนั้นมันเริ่ม Human Level เนี่ยปีนี้มันก็เลยเริ่มทำได้จริงๆเนาะอันนั้นก็จะเป็นเป็นอเมริกาภาษาอังกฤษก็จะเริ่มค่อนข้างดีแต่เมืองไทย>> อื>> เมืองไทยเนี่ยก็จะยากกว่านิดนึงเพราะอะไรเพราะว่าตอนที่บริษัทอเมริกาเขาทำโมเดลเสียงพวกเนี้ยครับ>> อ>> เค้าไม่ได้เค้าโฟกัสภาษาอังกฤษเนาะ>> อือ>> แล้วภาษาอื่นที่ไม่ใช่เป็นภาษาหลักเนี่ยก็จะเป็น secondar third เียรแล้วกันที่เขาจะแคร์เพราะฉะนั้น quality ของโมเดลที่เขาทำมามันก็จะไม่ได้ดีเท่าภาษาอังกฤษ>> อ๋อ>> มันก็เลยทำให้เอ่อถ้าเราจะไปเอาโมเดลพวกเนี้ยมาใช้งานจริงๆในชีวิตจริงเนี่ยมันก็จะไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่เพราะมันไม่เข้าใจภาษาไทยดีเท่าหรือมันไม่พูดภาษาไทยไม่ดีเท่าเนาะหรือไม่ก็ไม่เรวเท่าไม่แม่นเท่าเพราะฉะนั้นเนี่ยมันก็เลยทำให้ทำไมภาษาที่ไม่ได้เป็นภาษาโฟกัสไม่ใช่ประเทศไทยอย่างเดียวนะก็คือแบบ any language ที่ไม่ใช่แบบ major language อย่างเช่นแบบพวกอังกฤษจีนหรือ French อะไรพวกเนี้ยที่เหลือเนี่ยก็จะเป็นแบบ Black of Focus มันก็ก็เลยเป็นเหตุว่าทำไมเรายังไม่เห็น Voice Air Application ในเมืองไทยหรือว่า Saudia in general เยอะขนาดนั้น>> อืแล้วในโลกมันแบบใน Airline ต่างประเทศอย่าง Emirates เอ่อG้า Airway หรือเนี่ยเค้ามี implement เรื่องพวกนี้ไปแล้วหรือยังหรืออะไรที่ยังบล็อกเราอยู่จากการที่ commercializ สิ่งเนี้ย 100% เมื่อเทคโนโลยีมันมาถึงแล้ว>> คือไม่แน่ใจเรื่อง Airlines เนาะแต่ว่า Business in General ตอนนี้เริ่ม adopting ละ>> คือตอนนี้ผมว่า adoption มันไม่เหมือนกับเมื่อก่อนที่ว่าตอนเรา assume ว่าแบบคน ที่มา adopt มันคือแบบ early adopter อะไรอย่างเงี้ย>> อ>> ตอนเนี้ย early adopter มันขยายมาค่อนข้างเยอะแล้วเพราะว่าทุกคนเคยลองแชท GPT ถูกมยทุกคนรู้แล้วว่าเอ้ย AI มันเป็น Magic ทุกคน aware ว่าถ้าเราไม่ Adopt AI เราจะโดน replace business เราจะไม่ยั่งยืนเพราะฉะนั้นเนี่ยทุกคนตอนเนี้ยถ้าพูดถึง AI ทุกคนก็เลยอยากจะ Adopt เพราะฉะนั้นตอนเคนที่อยากจะลองมันเยอะมากเนาเพราะมันก็ทำให้ AIBS พวกนี้มัน going very well>> อือ>> เอิ่มผมคิดว่าปีเนี้ยปีที่แล้วแล้วกันจะเป็น demo stage ก็จะเป็นปีที่ทุกคนลองผิดลองถูกอยู่ค่อนข้างเยอะ>> แต่ปีเนี้ยจะเป็นปีที่เริ่มเห็น business เนี่ยเริ่ม implement ละแต่ Business พวกนี้ปกติ Em ก็เป็นปี 26 26>> 2 25>> 25 โอเคปีนี้คือเริ่ม implement แล้วครับ>> เริ่ม impement แล้วเริ่มมีบริษัทเริ่ม impement แล้ว Traction เริ่มมา>> คนเริ่มใช้จริงแต่ว่า Business ใหญ่เขาก็จะไม่แบบทีเดียวตู้มแล้วก็แบบทำทุกอย่างเปลี่ยนทุกอย่างนะมันก็จะเป็นเฟซเป็นเฟสไปผมว่าตอนเอเมริกามันเป็น early faces อยู่อ>> ออือ>> อื>> โอเคมันมีอะไรที่เรนเห็นจากที่ไปคุยกับธุรกิจพวกนี้หรือลูกค้าเราหรือแบบเวลาเราทำเรื่องนี้อยู่อ่ะเวลาเราเข้าไปสู่ adดoption คำถามแรกๆที่ธุรกิจถามคืออะไรครับแบบอะไรที่เขา้ากังวลหนักๆที่ทำให้เค้าคิดเยอะถึงแม้เทคโนโลยีมันดูจะมาแล้วแบบถ้าผมเปิดแชท GPT วันนี้ใช้ภาษาอังกฤษก็ใช้ได้ใช้ภาษาไทยก็พอไปได้หรือใช้แบบของเรนภาษาไทยก็ฟังดูรู้เรื่องแต่แบบมันดูเหมือนเทคโนโลยีมันพร้อมในเชิงเสี่ยงนะมันแบบมันฟังแล้วรู้เรื่องคุยโต้ตอบได้อ>> แต่ผมว่าธุรกิจก็ยังกังวลอยู่ยังอยู่ในแบบโอเคยังตัดสินใจอยู่ยังอยู่ตรงกลางยังมองหลายอย่างอยู่อะไรที่ทำให้เค้าไม่กระโดดลงไปแบบ 100% แล้วแบบเฮ้ยสิ่งนี้มันมาแล้วมันมีคอนเซิร์นตรงไหนที่ใน industry กำลังพยายามแก้อยู่บ้างครับ>> ผมว่ามันยังเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่อยู่เลยเพราะนั้นพอมันใหม่ปุ๊บเนี่ยคนที่กล้าลองมันก็ยังไม่ได้เยอะมากคนที่แบบ Let's say เออแบบเออ I'm gna be a pioneer>> อ่า in the industry อย่างเงี้ยมันก็ limited แล้วกันคนที่มันยอมยอมทำแบบนี้เนาะอันนี้ผมว่าเป็นอย่างแรก>> เออ adoption risk taking อะไรอย่าง เงี้ยก็จะ risk averse หน่อยซึ่งก็เป็นเป็น culture ของเราซึ่งก็ makes sense in a lot of ways มันไม่เหมือนอเมริกาเนาะอเมริกาก็คือเอ้ยฉันจะลองทุกอย่างถ้า fail ก็ไม่เป็นไรอะไรอย่างเงี้ยแต่ว่า the rest of the world ส่วนใหญ่ก็จะ conservative กว่านิดนึงซึ่งผมว่าอันนั้นคืออย่างแรก>> อย่างที่ 2 คือด้วยความที่ว่าเทคโนโลยี ยังใหม่เนี่ยเอิ่มผมว่าคนยังเป็นห่วงเรื่องหลายๆอย่างอยู่อย่างเช่นลูกค้าเค้าจะเอ่อ perceive ยังไงเนาะเพราะว่ามันก็จะมีคนที่เอิ่มเค้าเรียกว่าอะไรใน media อะไรเงี้ยคนก็จะคิดว่าแบบเออคนไทย AI เยอะถ้าเป็น AI จะไม่คุยด้วยอะไรเงี้ยก็จะเป็น concern กันอยู่เหมือนกัน 3 ก็คือเรื่อง Security ผมว่าหลายๆทีคนจะเอ่อบริษัทเนี่ยก็จะกลัวว่าแบบเอ้ย data พวกนี้มันจะไปรั่วไหลมั้ยถ้าเวิร์คกับ partner>> เอิ่มเสียงของฉันจะถูก Open AI เอาไปใช้เนต้าต่อมย>> อ๋อ>> อะไรพวกเนี้ยมันก็จะมี concern เรื่อง Security มาด้วยเหมือนกัน>> โอเค>> ใช่แต่>> แล้ว Hallucination เป็นเรื่องใหญ่มั้ยในใน Conversation ที่อยู่มี>> ต้องต้องบอกว่าปีที่แล้วกับปีเนี้ยจริงๆเค้า aware เนาะถึงแบบพวกบริษัทใหญ่ไม่ว่าจะเป็น Open AI หรือว่า Grock หรือว่าเอิ่มพวก CL อะไรอย่างเงี้ยพวกพวก LM model provider พวกเารู้อยู่แล้วว่ามันเป็น big problem ซึ่งเขาก็ใช้เอ่อสมองที่ฉลาดที่สุดใน field พวกเนี้ยในการ tackle this problem มาค่อนข้างระดับหนึละ>> ก็ต้องบอกว่าโมเดลของปีนี้กับปีที่แล้วจริงๆคationดีกว่าเมื่อก่อนเยอะซึ่งมันก็จะดีขึ้นเรื่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ>> อือฮึ>> เอ่อเพราะฉะนั้นผมว่าตอนเนี้ยถ้าเราเฟรมพร้อมเราดีๆหรือว่าเฟรมบotของเราดีๆเนี่ยจริงๆแล้ว Hallination เกิดขึ้นน้อยมากน้อยมากถ้าเทียบกับเมื่อก่อน>> อืก็ยังอยู่ที่เรื่องการ Engineer พร้อม>> ใช่ๆ>> แล้วก็การใส่ context ให้เพียงพอ>> ใช่ๆ>> ผมว่า MCP ก็น่าจะช่วยในการที่เพิ่ม context ให้กับ AI ด้วย>> แล้วแบบผมได้ไปลองตัวของ Labs มามีDeมในในรายการด้วยชื่อ 11.ai AI เขาก็เป็น Voice AI เหมือนกันแต่ว่าเขาทำเป็นตัวง่ายๆให้เราสามารถเชื่อม>> อ่า MCP กับ Gmail แล้วก็ Perplexity แล้วก็ตอนนั้นน่าจะแบบกับ Slack แล้ว You สามารถ take action ได้ด้วยคือมันไปมากว่าแค่แบบบทสนทนาคุยกันแต่มันคือการที่ เราเริ่มไปถึงจุดที่เราสามารถสั่งให้มันแบบไปส่ง Message ที่นี่เขียนอีเมลตรงนั้นหน่อยแล้วก็ออกไปทำเลย>> ผมว่า MCP ก็เป็นอะไรที่น่าจะเปิด use casสให้กว้างขึ้นไปมากกว่าแค่แบบโต้ตอบต่อโต้>> โต้ตอบโต้ตอบ>> พูดผิดพูดผิดอ่าผมว่าอีกมุมนึงที่น่าสนใจโดยเฉพาะจากในมุมเรนที่พัฒนาตัว Voice AI มาน่าจะตอนนี้ปีที่เท่าไหร่แล้วครับ>> ปีที่ 2 ครับ>> ปีที่ 2 ในประเทศไทยใช่มั้ครับผมก็คือเราสร้างตัว basel เลยเราไปสร้างเองมี อาจารย์มหาลัยที่มาช่วยทำด้วยแล้วก็มาเป็น advisor ให้เราเนี่ยRนก็จะอยู่ในมุม Engineering ค่อนข้างค่อนข้างเยอะแบบทำอยู่ในเรื่องนี้เลยอยากรู้ว่าจากในมุมการจากผู้พัฒนาครับมันมี challenge อะไรที่เราต้องก้าวข้ามมาก่อนที่เราจะถึงจุดที่เสียงมันฟังดูเหมือนมนุษย์เลยมันฟังดู natural คุยแล้วรู้สึกว่าเอ้ยนี่คือมันไม่ต่างอะไรกับคนเลยอ่ะมันต้องทำยังไงบ้างหรือว่ามันมีอะไรที่เราต้องผ่านมาบ้างครับ>> จริงๆจริงๆต้องบอกว่าที่ challenging ที่สุดที่น่าสนใจที่สุดเนี่ยคือจริงๆภาษาไทยเป็นภาษาที่ยากยากมาก>> อื>> คือจริงๆแล้วภาษาในวงการเอ่อเสียงเนี่ยมันจะมีแบ่งเป็นเทียความยากของแต่ละภาษาเนาะมันจะเทียนึงก็จะเป็นแบบภาษาอังกฤษอะไรอย่างเงี้ยง่ายมากก็คือแบบทุกอย่างมี spacing มีทุกคนเข้าใจสะกดง่ายมีgrammา ที่ค่อนข้าง standardiz ภาษาจีนก็จะเป็นประมาณเทียร 3 เพราะว่ามันก็จะเป็นแบบ 1 word จะเป็น 1 prunciation ใช่มันก็จะมีความยากขึ้นมานิดหน่อยก็คือว่าจริงๆก็คือ 1 1 prunciation ก็มีได้หลาย word 1 word ได้หลาย pronounciation แต่ว่า as a whole เนี่ย individual words เนี่ยมันจะมี meaning ของมันอยู่เพราะนั้นมันก็จะ handle ค่อนข้างง่ายก็ยังมี full stop ยังมีคอมมีอะไรก็เป็น structure sentence ที่ยังโอเคอยู่>> ภาษาไทยเนี่ยเราไม่มีซิ>> เออ>> ใช่มั้ยเรามีgrมาที่ค่อนข้างไม่ได้ fix ขนาดนั้นเรามีไม้หันอากาศไม้โทมี pronounciation voice ที่ค่อนข้างไม่ได้standนardดมากแล้วกัน>> อ๋อมันมีหลายเสียงออกได้หลายเสียงจากโอเคเอ่อ typical เค้าเรียกว่าอะไรเอ่อ example ที่ที่เจอบ่อยที่สุดคือแบบ ตเต่าสระอากไก่ลิงม้าอย่างเงี้ย>> เออ>> จะอ่านว่าตากลมหรือจะตาอันว่าตากลม>> ออ>> อ่ามันก็จะงงๆนิดนึงว่าเอ๊ะมันก็จะขึ้นอยู่ context ถูกมั้ยมันก็จะมีความยากตรงนี้อยู่ก็เลยคิดเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมภาษาไทยเป็นภาษาที่>> เอิ่มเค้าเรียกว่าอะไร challenging กว่าภาษาอื่น>> อ>> เนาะแล้วก็ require ซึ่งพอมัน challenging ปุ๊บเนี่ย data มันก็ต้องใช้เยอะกว่าภาษาอื่นในการทำเนลพวกนี้ซึ่งพอมันอยู่เมืองไทยปุ๊บ available data มันก็จะไม่ได้เยอะเท่าแบบ let's say ภาษาอังกฤษอะไรอย่างเงี้ยบนอินเทอร์เน็ตเนาะก็จะทำให้เป็นเป็นความยากตรงนี้ขึ้นมาซึ่งเราก็โชคดีเพราะว่าโฟดอร์ของเราคนนึงเป็นอาจารย์จุฬาเนาะอ่อก็อ่าเป็น PhD จาก MIT Specializ ซึ่งเสียงโดยเฉพาะมาประมาณ 15 ปีละ>> ครับ>> อ่าแล้วก็ work together มาตรงนี้เอ่อทำโมเดลที่ for Thailand โดยเฉพาะ>> อื>> เนาะก็ก็ทำตรงนี้ขึ้นมาที่คิดว่าตอนเนี้ยด้วย challeng ของความยากของภาษาไทยเนี่ยเราก็ใช้เวลาประมาณ 2 ปีในการ develop ขึ้นมาที่ทำภาษาไทยที่ได้ natural มาก>> แม่นยำมากแล้วก็ผมว่าที่สำคัญมากก็คือ latency ต่ำมาก>> อ>> ในการเ่อมี voice AI ที่สามารถที่จะ interact naturally กับลูกค้าได้กับคนได้>> อื>> ใช่>> อื>> อืแล้วตอนที่ยากที่สุดถ้าเป็นก็เมื่อกี้เท่าที่ฟังก็จะมีเรื่อง DA ที่ยากการออกเสียงในภาษาไทยเรื่อง latency เป็นประเด็นที่เราต้องก้าวข้ามครับ latency ในที่นี้หมายถึงแบบความเร็วของการโต้ตอบอะไรอย่างเงี้ยประเด็นครับ>> ใช่ๆ>> เป็นประเด็นใหญ่มากเป็นประเด็นใหญ่มากเพราะว่าถ้ายูdelดีลayเยอะเกินไปยูคุยไม่รู้เรื่องถูกมยอ>> แล้วผมว่าอันเนี้ยมันคือมันจะมีอีกแกนนึงโอเคผมว่าVoiceบotเนี่ยมันจะมีอยู่ 3 แกน>> อือ>> แกนแรกคือทำ voice bot ให้มันดีมันจะมี 3 แกนแกนแรกคือเอ่อฉลาดมถูกมั้ยก็คือ how smart the model is right แกนแกนที่ 2 คือความเร็ว>> อือ>> คือยูจะทำให้โมเดลยูตอบโต้เร็วขนาดไหนแกนที่ 3 คือ cost ก็คือราคาเนี่ยมันทำให้มันเป็นราคาที่มัน make sense ได้มยถูกมเพราะว่าถ้ามันแพงเกินไปมันก็ไม่ไม่ make sense สำหรับหลายๆ use case เนาะเอิ่มซึ่ง 3 แกนเนี้ยมันจะเป็น tradeof โมเดลที่ยิ่งฉลาดมันก็จะยิ่งช้ามันก็จะยิ่งแพง>> อ>> โมเดลที่ยิ่งเร็วมันก็จะอาจจะไม่ได้ฉลาดเท่าแล้วมันก็จะยิงแผงราคาดีนิดนึงแต่โมเดลที่ถูกมันก็อาจจะไม่ฉลาดขนาดนั้น>> แล้วก็เอ่อไม่ได้เร็วขนาดนั้น>> เพราะฉะนั้นทำยังไงที่จะให้ comination 3 อย่างเมันไลทั้ง 3 อย่างเนา ก็คือต้องเร็วด้วยต้องฉลาดแบบ level GPT ด้วย>> อ่าแล้วก็ต้องราคาที่มัน make sense ด้วยไม่ใช่แบบตกนาทีแล้วแบบ 40 บาท 50 บาทอะไรอย่างเงี้ยมันก็่อ>> มันก็ไม่ make sense ในการใช้งานแล้วกันถูกมั้เป็นอะไรที่ balance ยากซึ่งก็ requires a lot of engineering effort ก็เป็นของที่เราทำมา 2 ปีที่ผ่าน มาที่ทำให้เลเวลที่เอ๊ะทำให้มี voice bot ตัวนึงที่ natural fast แล้วก็ very affordable งั้นงั้นผมถามนิดนึงในมุมแบบพอทำแล้วเนี่ยเราอยู่ในอุตสาหกรรมเนี้ยผมว่าเรื่อง privacy น่าจะเป็นอะไรที่เราต้องคิดค่อนข้างเยอะโดยเฉพาะพอเราทำงานกับ enterprise เนาะแบบเค้าก็จะมีแบบ concern กันว่าเออข้อมูลของลูกค้ามันจะรั่วไหลมั้ยหรือมากกว่านั้นลูกค้าบางคนอาจจะเริ่มมานั่งคิดแล้วโดยเฉพาะคนที่ aware กับสิ่งเนี้ยพออย่างผมอ่ะเป็น user คนนึงที่อาจจะไม่ได้เรียกว่า user อาจจะเรียกว่า user ที่ค่อนข้างอ่า technical ก็ได้แต่เป็น user ที่ใช้ tools พวกนี้มาระดับนึงแล้วอ่ะแล้วเห็นว่าแบบความง่ายของการ clone voice มันง่ายมากผมไป 11 Laab ผมใช้เสียงผมสัก 10 นาทีแล้วก็หลังจากนั้นผมคุยกับ AI ที่เสียงเหมือนผมอาจจะไม่ 100% แต่ถ้าคุยบนโทรศัพท์แล้วสัญญาณมันไม่นิ่งอ่ะอาจจะ convince แม่ผมได้ว่านั่นคือผมอือ>> ฮึ>> อ่ามันมันอะไรมันเป็นอะไรที่แบบมันเสมือนจริงมากฉะนั้นถ้าเป็น user ที่เริ่มเห็นเรื่องพวกนี้แล้วอ่ะก็จะเริ่มกังวลว่าในอนาคตถ้า Voice AI มันแพร่หลายอ่ะบริษัทพวกนี้จะเอาเสียงเราไปเทรนมั้ยเสียงเรามันจะรั่วมั้ยมันเหมือนคล้ายๆตอนที่ช่วงโควิดเราต้องแชร์บัตรประชาชนกับแอปต่างๆเยอะมากจนทุกวันเนี้ยเลขแบบประชาชนเราก็ไม่ได้เป็นส่วนตัวอีกต่อไปแล้วมันถูกเอาไปทำข้อมูลเต็มไปหมดแล้วสแกมเมอร์ก็กลับมาหลอกเราเหมือนเมื่อเค้ารู้จักเราเลยถ้าเขาสามารถเอาเสียงเราไปได้ล่ะถ้าเสียงเราหายไปจากเราเราจะสูญเสียสิ่งที่ personal ที่สุดของตัวเราเลยก็คือตัวตนของเรามันคือเสียงเราด้วยระดับนึงถ้าเราถูกเอาเสียงไปแล้วไปโทรหาคนอื่นไปสแกมคนอื่นมันมันจะเกิดปัญหาไววอดเต็มไปหมดเลยในฐานะพูผู้พัฒนาเราคิดเรื่องนี้ยังไงบ้างเราอาจจะไม่ใช่ในในตัวเราโดยตรงแต่ว่าเรามองเรื่องนี้ยังไงในอุตสาหกรรมนี้ว่าเราจะแก้โจทย์นี้ยังไงครับ>> จริงๆจะมีหลายแกนเนาะเอ่อแกนนึงที่จริงๆเรารีเสิร์ชกันอยู่เหมือนกันก็คือจะเป็น อ่าเรียกว่า antipofing ก็คือพอมันมี AI เยอะมี generative voice เยอะเนี่ยเราก็ต้องเริ่ม aware แล้วว่าเอ่อเราจะทำยังไงให้แยกระหว่างเสียงของ AI แล้วก็เสียงของคนได้เนาะซึ่งก็เป็นresรีชที่เราทำกันอยู่เหมือนกันนะครับก็ antipofing ก็คือแยกว่าเอ้ยเสียงไหนเป็นเสียง generate เสียงไหนเป็นเสียงเอิ่มของคุณจริงๆเนาะซึ่งซึอันเนี้ก็ผมว่า technological level application level เนี่ยเอามาช่วย>> เสียงของ AI เนี่ยมันจะมี artifct>> artifact>> ใช่ๆมันจะไม่ได้ natural เหมือนคนเนาะอย่างคนอย่างเงี้ยมันก็อาจจะมีเสียง background noอยiceตอนที่เราพูดอะไรผสมเข้าไปด้วยมีความไม่เพfectอยู่ค่อนข้างเยอะ>> ครับถูกมั้ยแต่ว่าพอมันเป็น AI ปุ๊บเนี่ยมันจะมีarิctอยู่อย่างอย่างเช่นมันจะ pronounce word แปลกๆได้คือคนน่ะอาจจะฟังไม่ออกแต่ว่าคอมพิวเตอร์ฟังออกเพราะว่าคอมพิวเตอร์สิ่งที่มันได้มันคือเลขถูกมยมีเซ็นเซอร์มีฟต่างๆนานา>> ที่เราเอามา analy แล้วก็มาดูได้ว่าเอ๊ะอันนี้มันเหมือนเสียงจากโลกจริงหรือว่ามันเหมือนเสียงจาก AI มากกว่า>> โห>> อ่าถามว่ามัน 100% มั้ไม่ 100% แต่ว่ามันก็ It's at least a layer แล้วะกันที่สามารถที่จะมาช่วยตรงนี้ได้>> อือ>> แต่ว่า 2 คือผมว่าอันนี้มันคือ social phenomena มันไม่ใช่แค่เสียงอย่างเดียวมันคือ social media ด้วยตอนนี้ก็มี AI generated content ค่อนข้างเยอะถูกมั้ย>> อือ>> เอ่อผมว่าตอนเนี้ย eventually เนี่ยเราจะอยู่ในในโลกที่ว่า Trust เป็นเรื่องสำคัญเพราะฉะนั้น source ที่เราได้ Consume Media ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์เอ่อหรือว่าเสียงหรือว่าอะไรก็อะไรก็ตามเนี่ยเราจะเริ่มเชื่อมันน้อยลงแล้วก็มีการตั้งกัดเยอะขึ้น>> อื>> ซึ่ง Access Side ที่เราต้องadดaptเพราะว่ามันมามันมาเยอะมากตอนนี้>> อือ>> เนาะเพราะฉะนั้นผมว่าเราต้อง raise awareness ของของคนทั่วไปเยอะขึ้นเพื่อป้องกันตรงนี้ไว้>> อื>> Big problem Big Problem แล้วแล้วสำหรับคนธรรมดาตอนเนี้ยถ้าเป็นแบบเป็น user ธรรมดาเราควรจะคิดถึงเรื่องนี้ยังไงบ้างหมายถึงว่ามันมีวิธีอะไรมั้ยที่นอกเหนือจากรอแล้วให้บริษัท Tech หรือให้สังคม Figure out ได้แต่แบบถ้าเป็น user ธรรมดาทำอะไรบ้าง>> อื>> ในฐานะเป็นคนที่รู้เรื่องนี้แล้วคนที่อยู่ในวงการแล้วแบบน่าจะเป็นคนที่เข้าใจถึง limitation ของมันเยอะที่สุดยูทำอะไรเพื่อป้องกันตัวเอง>> อือๆ>> ไม่ให้เสียงของเรนหลุดออกไป>> อื>> ในโลกพวกนี้ได้มีอะไรที่เรนทำมั้ย>> อย่างน้อยรอบตัวแล้วกันเนาะอย่างเอ่อคุณพ่อคุณแม่อะไรอย่างเงี้ยผมก็จะadvวเลยว่าเอ้ยเสียงไม่ว่าจะเป็นใครโทรมาเนี่ยต้อง verify เนาะอย่างเช่นถ้าสมมุติว่าได้ยินเสียงของผมโทรไปหาแม่บอกว่าเอ้ยโดนจับตัวไปเรียกค่าไถ่หรือว่าเอ้ยหลอกให้ไปตรงนู้นตรงนี้หลอกให้โอนเงินไปอะไรอย่างเงี้ยผมว่าตอนเนี้ยก็คือเราควรจะ practice มี practice นึงก็คือทุกคนควรจะต้องโทรกลับไป verify confirิmกับลูกตัวเองอ่าหรือว่าconfเฟirmกับหลายๆ source หน่อยว่าเฮ้ยอันนี้เป็นจริงหรือเปล่าก่อนที่จะ do any transaction>> ถูกมย>> อันนี้คือผมว่ามันควรจะเป็นเค้าเรียกว่าอะไรอ่ะ raise common sense ของทุกคน race awareness ของทุกคนแล้วกันว่าเราควรจะต้องทำสิ่งนี้อยู่เพราะว่าแต่ผมว่าช่วงนี้มันก็ดีขึ้นแล้วนะเพราะว่าคนก็มีแมมีสกมค่อนข้างเยอะถูกมจริงๆสแกมส่วนใหญ่เป็นคนไม่ได้เป็น AI นะ Interestingly ถูกมั้[เสียงหัวเราะ]>> สกมต่างๆนานๆณตอนนี้ใช่>> เอ่อ Awareness ก็เยอะขึ้น Awareness ก็เยอะขึ้นก็คิดว่ามันก็จะเป็น social problem ที่ทุกคนเราต้องต้องช่วยกันแก้ช่วยกันเอ่อ Spread Awareness แล้วกันว่าต้องต้องระวัง>> อืได้ครับถ้ามองไปข้างหน้านิดนึงอันนี้มองแบบในเชิงภาพโลกสวยก็ได้แบบแต่สิ่งที่ เราอยากให้มันเป็นความฝันแล้วว่าในอีก 24 เดือนข้างหน้าถ้าถ้ามองแบบประเทศแถบ souha์เอเชียเรนคิดว่าพาร์ทไหนจะกลายเป็น Voice Native ก่อนอะไรที่จะ Turn Voice Native แล้วเราจะสัมผัสได้ในฐานะ Consumer ที่ใช้ชีวิตทุกๆวันอยู่อะไรที่จะเปลี่ยนไปในอีก 24 เดือนข้างหน้าถ้ามองออกไปข้างนอกครับ>> ผมว่าจริงๆคนที่จะadดopเร็วที่สุดเนี่ยน่าจะเป็น business>> อื>> เพราะว่าเค้ามี motivation ในการ drop เนาะว่าเขาอยากจะ enhance customer experience ให้กับลูกค้าของเขาเพราะว่าลูกค้าของเขาจะได้มากขึ้นแต่ผมคิดว่าตอนเนี้ยณตอนเนี้ยผมว่า Voice AI เนี่ยมันเริ่มมาชัวร์ถึงระดับที่ว่าในอเมริกาแล้วกันเอิ่มมาชัวร์ระดับที่ว่าอ>> มันมี experience ที่ยูคุยกับ AI ไปแต่ยูไม่รู้ว่ายูคุยกับ AI ไป>> หรอ>> มันเนียนขนาดที่ว่ายูอาจจะคุยกับ AI มาแล้วหลายๆเจ้าหลายๆคนอ>> แต่ว่าจริงๆแล้วยูไม่รู้ว่ามันเป็น AI>> อือ>> ผมว่าเอendเกมน่ะมันควรจะเป็นอย่างงั้นก็คือว่า>> โอเคก็คือมันมันธรรมชาติมากเลย>> ธรรมชาติมากใช่ใช่แล้วมัน solve problem ให้ยูได้ยูไม่ต้องรอบนสายแบบ 2 ชั่วโมงอะไรเงี้ยแล้วสุดท้ายเขาก็บอกว่าฉันทำอะไรให้คุณไม่ได้>> อือ>> ถแล้วมันก็แบบ accidentary วางสายไปอยู่ต้องรออีก 2 ชั่วโมงเลย experience แย่มาก>> ถูกมั้>> อ>> อันนี้ก็จะกลายเป็นว่าโอเคมี AI มาช่วย handle task ให้อัตโนมัติ>> อื>> แล้วก็ Save time ให้กับบริษัทเฟให้กับลูกค้า>> ครับ>> ถูกมั้เพราะมัน available 247 เ>> ครับ>> แล้วก็ติดต่อได้ตลอดเวลาเรานึกภาพยูซื้อแบบยูมี isue อะไรในซื้อของมาอะไรอย่างหนึ่งซื้อ iPhone มาซื้อมือถือมามีปัญหาปุ๊บยูก็โทรไปแล้วก็conเฟิร์มได้เลยแก้ปัญหาได้เลยยูซื้อตั๋วtiิcketมาโอ้ last minute ฉันอยากจะเปลี่ยนไฟยูไม่ต้องไปรอ 2 ชั่วโมงผมเครื่องบินบๆไปแล้วทำยังไงดี>> ถูกมั้ยมันรีฟันได้มั้ยรีฟันมันจะเปลี่ยน flightทพรุ่งนี้จะบินไปที่นู่นทันมั้ย>> อือ>> ทุกอย่างโดน resolve แบบอย่างรวดเร็ว>> ครับ>> เนาะก็จะมี AI มามาช่วยแฮนลงตรงนี้ผมว่าเราจะอยู่ใน stage ที่ eventually จะแยกไม่ออกแล้วกันว่ามันเป็น AI หรือเป็นคน>> อือ>> ใช่ก็จะเป็น new change ที่ผมว่าโลกเราต้องมันมาแน่นอนเนาะมันมีอะไรกันอยู่ อเมริกาไปแล้วตอนนี้>> อือ>> เอิ่มเราต้องadดaptอซึ่งซึก็อาจจะดีก็ได้ซึ่งซึผมมองผมเป็น AI optimist เนาะ>> อ>> ผมมองว่ามันเป็นเรื่องดีที่ว่าเอ่ออย่างน้อยเรื่องของ relationship between companies กับ human กับกับ their customer เนี่ยมันจะ enhance ขึ้นไปเรื่อยๆ>> เออแล้วเรนมองว่ายังไงในการที่เราแบบไปเริ่ม implement ให้กับบริษัทในประเทศไทยหรือในต่างประเทศด้วยเนี่ยพอเรา implement เสร็จแล้วอ่ะ reaction ของบริษัทพวกนี้มันคือเขาแบบอยากอยากเข้าใจถึงภาพของ labor force ที่กำลังจะเปลี่ยนไปคือคนที่แต่ก่อนทำงานพวกเนี้ยเขาไปทำอะไรหรือเขาถูกlayอหรือเปล่าในองค์กรพวกนี้คือเขาไปอยู่ตรงไหนอ่ะหลังจากที่เรา implement solution แบบนี้ไปแล้วแค่เป็น week signal ให้เราเห็นภาพถึง labor force ในอนาคตก็ได้ครับ>> ผมว่าอันนี้เป็นเป็นทอปิที่น่าสนใจเนาะคือผมว่า fear ที่ทุกคนมี around the world ก็คือว่าเอ๊ะพอ AI มาปุ๊บเนี่ยมันจะทำให้เราไล่คนออกหรือเปล่าซึ่งมันก็แบบ overall มันก็ไม่ดีถูกมยมันก็คือมันทำ ให้คนแบบ losing income>> อือ>> อย่างน้อยของที่ผมเจอมาsoฟาแล้วกันเนี่ย AI เนี่ยมันยังไม่ได้ทำได้ทุกอย่างมันไม่ได้มี Empathy เหมือนคนมันไม่ได้ handle ของที่มัน complex มากได้ขนาดนั้นณตอนนี้แล้วกันอิ่มตอนเนี้ยสิ่งที่มันมาทำได้คือมันมา automate งานที่มันซ้ำๆซากๆงานที่จริงๆคนไม่ค่อยอยากทำ>> ก็เห็นว่าตอนนี้ Call Center คนแบบสมัครมาแล้วก็ยินดีก็ไปตลอดเวลาเพราะว่าอะไรเพราะว่าไม่อยากโดนลูกค้าด่า>> ถูกมั้ไม่ชอบการที่แบบ handle คอที่แบบรับมาเพื่อรับทรายมาเพื่อโดนด่าอย่างเดียวหรือทำงานซ้ำๆซากๆซึ่งงานพวกนี้มันไม่ควรจะเป็นงานที่ทำให้พนักงานหรือว่าคนเนี่ย satisfy อยู่แล้วเค้าก็ทำเพราะว่าเนาะมันเป็นงานสิ่งที่ AI มาทำได้ก็คือมา replace งานพวกนี้งานที่มันเดนงานที่มันน่าเบื่องานการโดนด่าอะไรอย่างเงี้ยแล้วให้คนเนี่ยไปทำงานที่มี Human Touch เยอะขึ้นอย่างเช่นการ Manage relationship กับลูกค้าถูกมทำยังไงให้ build Trust กับลูกค้าเยอะขึ้นเพื่อว่า long ter เขาจะได้อยู่กับเรายาวๆ>> อือ>> แต่งานที่มันซ้ำๆซากๆน่าเบื่อๆเบื่อเอ่อ FAQ เอิ่มอะไรพวกเนี้ยมันก็เอา AI ไป handle แทน>> อ>> ซึ่งซึเรายังไม่เจอแล้วกันตอนเนี้ยว่าว่ามีจริงๆมันอาจจะเป็น culture ของคนไทยด้วยเราไม่ค่อย Fire F fire fire people เนาะ>> เราจะ shift responsibility แล้วก็ให้คนเนี่ยไปทำงานที่มันสำคัญสำหรับบริษัทมาก ขึ้น>> อื>> ก็คือมันก็กลายเป็นการแบบทำให้เค้าไปทำ งานที่ยากขึ้น>> เอ่อเรียกว่า satisfy ขึ้นดีกว่าก็จะเป็นงานที่มันเค้าเรียกว่าอะไรอ่ะมีความมี ความเอ่อมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น>> มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น>> ใช้ Human Touch มากขึ้น>> แล้วก็ Satisfy มากขึ้นด้วย>> โอเค>> ใช่มั้เพราะว่ายูรู้ว่ายูไม่ได้ทำงานที่มันแบบน่าเบื่อซ้ำๆซากๆไร้จุดหมายถูกมั้ย>> อ๋อโอเคท้ายสุดแล้วกันผมอยากถามอันนี้เป็นมุมมองแล้วกันในฐานะทั้งคู่ที่เราก็พัฒนาแอปพลิเคชัอยู่ในวงการเนี้ยที่ผ่านมา 2 ปีอ่ะมันมี HPE สูงมากมันมี ชาร์จนึงที่เพิ่งออกมาไม่แน่ใจว่าเรนได้ดูหรือเปล่าที่แบบเป็นวงกลมที่ Nvidia อยู่ตรงกลางแบบราคาหุ้น 4.5 5 trillลี่น แล้วก็โชว์แบบโยงไปหมดเลยกับ Open AI กับทุกคนก็คือมันมีการแบบเงินที่เข้ามามหาศาลเข้ามาในอุตสาหกรรมเนี่ยเข้าไปกับบริษัทน่าจะบริษัทนึงน่าจะได้อานิสงส์เยอะที่สุดก็คือ Nvidia คนไปซื้อชิปเค้า GPU มีความสำคัญในการ compute AI ทุกอย่างแล้วจากเงินที่เข้ามาหาเขาหุ้นที่ราคาชูตขึ้นไปเลยเนี่ยเค้าก็ไปลงทุนในบริษัทเยอะมากที่เป็นบริษัท AI ที่กลับมาซื้อ GPU จากเขาต่ออีกทีนึงมันคือเค้าเรียกว่า Infinite Money Grid อ่ะก็คือวงที่แบบวนไปเรื่อยๆก็คือคุณขาย GPU ให้เค้าคุณลงทุนให้เค้าเค้ามาซื้อ GPU คุณอะไรอย่างเงี้ยมันคือแบบไปอย่างเงี้ยเรื่อยๆคนก็ทั้งตั้งคำถามว่าถ้า Nvidia มันคือตัวsuัlyหลักในตลาดแปลว่าการที่จะไป build out supply เนี่ยมันต้องเห็นถึง demand นอ dem นต่างๆเนี่ยใหญ่ที่สุดในตลาดตอนนี้น่าจะเป็น Open AI ก็คือมีมูลค่าอยู่ 500 บิลีน US ดอลลาร บริษัทที่ใหญ่ที่สุดเนี่ยไม่ได้ดูเหมือนว่ามันจะมีนเยอะพอกับเท่าที่เขากำลัง build supply อยู่ build supply ของ data center build supply ของ GPU cluster ที่เขาสร้างเนคิดว่าตอนนี้ตลาดอยู่ในจุดที่เรา overhype แล้วมันมีฟองสบู่ในเชิงของการ overbuild ตัว Data Center หรือเปล่าหรืออันเนี้ยคือสิ่งที่ปกติในมุมมองRนคิดยังไง>> อืมผมไม่กล้าคอมเมนต์ในเชิงของราคาหุ้นอะไรอย่างงี้แล้วกันแต่ว่า>> ผมว่าอันนึงที่ส่วนตัวแล้วกันผมเป็น Air Optimist เนาะผมว่ากลับมองว่าจริงๆมันค่อนข้าง underhype under>> hype เหรอ>> ใช่ผมคิดว่าเรายังอยู่ในจุดที่ early มากสำหรับ AI Revolution แล้วกันเพราะว่าตอนเนี้ยเอาจริงๆนะก็คือเราแค่>> เอ่อ Revolution ที่อย่างน้อยในเชิง Consumer ที่ใหญ่ที่สุดที่เราเจอตอนเนี้ยโซฟาเนี่ยคือแค่ได้แช GVT อย่างเป็น chat base conversation ถูกมั้ยมันเป็น industry ที่ค่อนข้างยังจะเป็นแบบแค่ Companion สำหรับทุกคนในมือถือตอบคำถามได้อะไรอย่างเงี้ยแต่ Imagine AI มาใน Industry ที่หรือว่าใน use case ที่ more and more in real life เนาะ self driving car ยังไม่ได้ไปไหนเลยถูกมั้ยตอนเนี้ยส่วนหลักๆแล้วก็ยังมีอเมริกามีอยู่แค่ไม่กี่บริษัทที่มันทำได้จริงๆจีนก็มีอยู่แค่นิดเดียวถูกมั้ย>> eventually มันต้อง white spread>> อื>> ถูกมยเอิ่ม Business more and more will be AI enhance ครับถูกมั้ครับเอ่อเรายังไม่ได้พูดถึง Humanid Robot>> อือ>> ถูกมย Human Robot ที่เรารู้ว่า It's coming to ที่จะมาช่วยทำงานหลายๆอย่างให้กับเราเพราะฉะนั้นผมว่าแอปพลิเคชของ AI Layer เนี่ยจริงๆเรายังอยู่ใน Inception Time ก็คือยังยังเช้ามากอยู่ยังเร็วมากอยู่>> Potential Application ในอนาคตจะเยอะกว่าอีกอันนี้ไม่ได้ไม่ได้เป็น Reflection กับราคาแล้วกันเนาะแต่ว่าแค่ได้แค่หมายถึงว่าแอปพลิเคช wi เนี่ยผมว่ามันยัง 1% อยู่อ่ะ>> ออ>> แล้วแล้วในภาพของที่นแบบ>> คิดไว้หรือว่าแบบที่เราแบบจินตนาการแล้วกันในฐานะผู้ประกอบการคนนึงที่กำลังสร้างอยู่ตรงนี้เราเห็นภาพอุตสาหกรรมนี้ในสage ที่มันแบบไอ้สageที่เราอยากให้เป็นน่ะมันหน้าตาเป็นยังไงแบบมันคนจะใช้เทคโนโลยีแบบไหนมันหน้าตาของโลกมันจะเป็นยังไงครับ>> ผมว่าTeทology of C เนาะก็คือมันก็จะมีคน motivate ในการทำทำพวกนี้เรื่อยๆอยู่แล้วแล้วก็ market will validate itself>> ก็คือว่าของที่มันเวิร์คของที่คนต้องการเนี่ยก็จะ do well ของที่ไม่ได้มี usage จริงๆเนี่ยก็จะ not do well ผมว่าอัน นึงที่ทุกคนต้องต้อง aware คือว่าเอ๊ะ society เราจะadดaptกับ change นี่ยังไง>> อื>> ใช่มั้ยแล้ว regulation จะเอามาช่วยอ่าทำ ให้คนเอ่ออยู่ได้ดีขึ้นยังไงเนาะยังอย่างอาจจะ 2 ปีที่แล้วมั้งก็จะมีเรื่องแบบว่า Universal Basic Income นู่นนี่ นั่นอะไรเงี้ย Old News แล้วเนาะแต่ว่าผมผมว่าอันนั้นก็จะเป็น eventually something ที่ที่เราต้องคิดเหมือนกันว่าเอ้ยเราจะทำยังไงให้ Society ได้ด้วย Automation ระดับนี้ซึ่งผมมองว่า ultimately แล้วมันก็คือ efficiency ที่เพิ่มขึ้นแล้วมันก็เหมือน Industrial Revolution รอบก่อนเนาะก็คือเรามี machine มาถูกมยเรามี Machine มาช่วย automate labor force ตอนนี้ก็จะมี machine มา automate เอ intellectual force ถูกมยเอ่อแต่ว่าคนเนี่ยก็ยังสามารถที่จะ create new jobs create new stuff to do efficiency ของคนการทำงานชั่วโมงทำงานของคนตอนนี้เผอะเยอะกว่าช่วงนั้นอีกถูกมั้ย>> อืออือ>> ดังนั้นมัน there always new things ที่ที่ตอนนี้เรายังไม่เห็นเพราะว่าเรายังทำเอาแรงไปทำงานที่มันน่าเบื่อๆเบื่อ less creativity อยู่>> เออ>> พอเราไม่ต้องทำงานพวกนั้นปุ๊บเนี่ย creativity of human เนี่ยผมว่ามันจะ create a lot of new things>> อันนั้นคือภาพของอนาคตเนาะก็เลยก็แบบเห็นโชว์ถึงการที่เราว่าอีกไม่นาน่ะตอนนี้เราก็เริ่มเห็นแล้วแบบhumanอยมันก็เริ่มเข้ามาในชีวิตประจำวันจริงมันมันอาจจะยังไม่ได้เข้ามาในชีวิตประจำวันจริงๆแต่มันเริ่มเห็นพาว่ามันจะเข้ามายังไงแบบมันก็มีตัวอย่างในอเมริกาที่โชว์เป็นบotที่สามารถทำงานบ้านได้ผมว่าอีกน่าจะปีหน้าแล้วน่าจะเริ่มเห็นจริงๆแล้วแล้วแบบเท่าที่ไปฟังแล้วไปดูในประเทศจีนมาด้วยมันแบบเป็นหับของการผลิตสิ่งนี้จริงๆเลยแบบสนเจิ้ลตรงเอเรียแถวนั้นเราคิดว่าเรื่องเนี้ยไม่น่าไกลตัวแล้ว interaction ระหว่างคนกับhumanidอยพวกเนี้ยมันก็จะ naturally มันจะเป็นในเสียงอยู่แล้วแบบเราก็ยังจะคุยสั่งงานคุยเล่นเราจะเห็นพวกนี้เดินไปเดินมา Self driving car ก็กำลังมาเหมือนกันอันนี้ก็เป็นเสียงเหมือนกันถ้าในมุมของธุรกิจที่เมื่อกี้เรนพูดก็จะมีเรื่อง Call Center เรื่องอะไรที่มันดูจะเปลี่ยนไปเยอะมากอย่างี้ธุรกิจที่เรนทำอ่ะโกวาจินะฮะโฟกัสตอนนี้กำลังมุ่งไปสู่การแก้ปัญหาใน use casสอะไรบ้างหรอครับ>> เอิ่มสำหรับเราตอนนี้เนาะเราเราจะเน้นเป็นเอ่อ BTB ซะมากนะครับหลักๆแล้ว CAS ของเราจะค่อนข้างหลากหลายเราจะเน้น use case ที่เอามา automate เค้าเรียกว่าอะไร Voice operation ที่มันสำรงซักซากๆ>> ครับ>> เนาะอ่าอย่างเช่นเรื่องของการทำ Telesales ทำ Operations นะครับโทรเช็คว่าเอ๊ะอันนี้อันนี้เอ่อ Let's say เอ่อ Delivery วันนี้จะมาส่งของที่นี่วันนี้คุณพร้อมอยู่มั้ย>> อื>> ถูกมยหรือว่าเรื่องอีวentสมมุติว่ามี event ที่ Let's say กำลังจะเริ่มต้นอะไรอย่างเงี้ยทุกคนต้องโทรเช็คว่าเอ๊ะคุณสรุปคุณจะมามั้เพื่อจะได้รู้ว่าจำนวนคนมันเป็นอย่างเอ่อมันเท่าไหร่จริงๆครับ>> เรื่อง reminders ถูกมั้ยเอ้ยวันนี้มีเอ่อ schedule มาทำฟันนะ>> เอออย่าลืมเข้ามาอะไรอย่างเงี้ย>> อ่าเรื่องของ Let say surve โทรไปถามว่า experience ของเป็นยังไง>> ของการ Let ซื้อเพชรของรอบนี้มาอะไรอย่างงี้>> ก็จะค่อนข้างหลากหลายทุกอย่างที่มันเกี่ยวข้องกับ Voice เราก็สามารถที่จะอมateได้>> อืแล้วถ้าคนสนใจที่อยากจะสมมุติว่าผมเป็นคลินิกทำฟันหรือเป็นบริษัทบริการอีเวent หรืออะไรต่างๆเนี่ยที่อยู่ในอุตสาหกรรมพวกนี้แล้วเจอปัญหาพวกนี้แล้วอยากจะทำงานกับเรนตอนนี้มันคือแบบเราเปิด model ในการทำงานด้วยกันยังไงบ้างครับ>> ก็สามารถที่จะเว็บ visit เว็บไซต์เราได้เลยครับเอ่อก็>> เอ่อเราก็จะมีทีมงานที่ช่วย handheld ให้ว่าเอ๊ะคุณอยากจะทำ use casสอะไรแล้วเราจะ customiz ให้กับ use cas คุณ>> โอเคได้เลยครับก็คือเว็บไซต์โกวาจิเนาะ>> ครับ>> ได้ครับวันนี้ conversation ดีมากครับเราได้เห็นถึงภาพของแบบภาพใหญ่ๆว่าแบบ AI จริงๆแล้วในเชิง Voice AI เนี่ยมันดูเป็นelementนที่น่าจะธรรมชาติที่สุดของ AI เวยนึงมันจะเข้ามาสู่โลกของชีวิตเรายังไงบ้างในทั้งในเชิงธุรกิจหรือว่าในเชิงของชีวิตประจำวันเนี่ยเราเห็นภาพถึงว่าถ้า Humanid Robot มา Self driving car มาเทคโนเทคโนลีต่างๆพวกเมันเริ่มเข้าใกล้ชีวิตแล้วมากขึ้นนะเราอาจจะไป beyond แค่แชatบotแต่เป็น AI ที่เราคุยได้สัมผัสได้มี interaction ที่ personal ขึ้นแล้วมันเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัยทุกอายุด้วยจริงๆอ นะครับอันนี้เป็น conversation ที่ดีมากขอบคุณมากสำหรับการมาแชร์ insight ให้เห็นภาพถึงอุตสาหกรรม Voice AI ที่จะเป็นอุตสาหกรรมใหญ่มากในอนาคตขอบคุณนะ ครับ>> ขอบคุณมากครับผมครับสวัสดีครับ>> สวัสดีครับ